‘ปลัดมหาดไทย’เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759769

'ปลัดมหาดไทย'เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน'ผ้าลายดอกรักราชกัญญา'

‘ปลัดมหาดไทย’เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.34 น.

ปลัดมหาดไทย เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” และงานหัตถกรรม รอบ Semi Final มีผลงานผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรวม 75 ผืน/ชิ้น พร้อมขอบคุณคณะทำงานผ้าไทยใส่ให้สนุกที่ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับการพัฒนาทักษะและมีอาชีพ มีรายได้จากผลงานผ้าไทยที่เพิ่มขึ้น เน้นย้ำ ชาวมหาดไทยมุ่งมั่นน้อมนำพระดำริ “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับประชาชนคนไทยตลอดไป

วันนี้ (29 ก.ย. 66) เวลา 10.00 น.ที่ศูนย์การค้าดิเอ็มควอเทียร์ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” และงานหัตถกรรม รอบรองชนะเลิศ (Semi Final) โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมในพิธี โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ ได้แก่ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดร.ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประจำกรมกิจการในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) ประจำปี 2562 นายเผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านผ้าไทย พร้อมทั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ดร.ศรินดา จามรมาน นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นายศิริชัย ทหรานนท์ นายภูภวิศ กฤตพลนารา นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ดร.กรกลด คำสุข นายนุวัฒน์ พรมจันทึก นายมีชัย แต้สุจริยา และนายวีรธรรม ตระกูลเงินไทย ร่วมกิจกรรม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานอันมุ่งมั่นแน่วแน่ในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสานรักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” โดยทรงน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ หัตถกรรมอันล้ำค่าของแผ่นดิน ไว้เป็นพระราชภาระ ด้วยพระองค์ได้ทรงเรียนรู้ผ่านการโดยเสด็จพระราชดำเนินตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และเมื่อทรงเจริญวัยก็ได้เข้าศึกษาที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดองค์ความรู้ ณ สถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศ ด้วยทรงมุ่งหวังที่จะได้เป็นกำลังของแผ่นดินในการสืบทอดภูมิปัญญาด้านศิลปกรรม และต่อยอดให้เข้ากับแฟชั่นนิยมสมัยใหม่ เพื่อที่จะธำรงรักษาไว้ซึ่งงานศิลปกรรมอันล้ำค่า ให้คงอยู่คู่กับประเทศไทยตราบกาลนาน ซึ่งได้พระราชทานโครงการพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” อันหมายถึง ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับสู่ชุมชน ส่งเสริมและกระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ทั้งนี้ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาคน” ให้ได้มีองค์ความรู้ด้านแฟชั่นดีไซน์ประยุกต์เข้ากับผ้าไทย ทั้งรูปแบบ ลวดลาย สี เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ ที่สอดรับกับความนิยมชมชอบของผู้บริโภคในปัจจุบัน รวมทั้งพระราชทานพระดำริ Sustainable Fashion เพื่อให้ผืนผ้าและหัตถกรรมไทย เป็นชิ้นงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทรงเชื้อเชิญให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งดีไซเนอร์ชั้นนำระดับประเทศ ผู้ทรงความรู้ด้านผ้าไทย และผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสีธรรมชาติ ภายใต้ชื่อ “คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” ลงพื้นที่ไปให้ความรู้ ไปอบรมบ่มเพาะ ถ่ายทอดความรู้และแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาและต่อยอดผืนผ้าไทย ให้เป็นผืนผ้าแห่งอัตลักษณ์ ความงดงาม และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นับถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่พระองค์ได้ทรงลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ ตรากตรำพระวรกายเสด็จไปทรงงานด้วยพระองค์เองในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งพระราชทานพระกรุณาให้คณะทำงานฯ ได้ลงไปติดตามการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“ในรอบ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทำให้พี่น้องชาวมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กรมการพัฒนาชุมชน” ได้มีความกล้าหาญ มีใจที่รุกรบ มีกำลังใจในการที่จะไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชน น้อมนำพระดำริไปขยายผลถ่ายทอดลงไปทำให้พี่น้องประชาชนได้เชื่อมั่นว่า หากพัฒนาผืนผ้าและงานหัตถกรรมให้สอดรับกับความนิยมชมชอบของผู้บริโภคสมัยใหม่ โดยไม่ละทิ้งรูปแบบอัตลักษณ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม ดังแนวพระดำริของพระองค์ท่าน จะทำให้เขาได้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ ไปเลี้ยงดูจุนเจือครอบครัว ใช้ชีวิตได้มีความสุขอย่างยั่งยืน เช่น เรื่องการรณรงค์ทอผ้าด้วยสีธรรมชาติแทนสีเคมี ในปีแรกเป็นเรื่องที่หลายคนคิดว่ายากมาก พอปีที่ 2 ก็เริ่มสบายขึ้น เพราะได้ทดลองทำในปีแรกแล้ว และปีที่ 3 ก็ง่ายขึ้น จนกลายเป็นชิ้นงานที่ล้ำค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง ซึ่งปรากฏเป็นผลลัพธ์แห่งความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน หรือ Best Practice ที่บ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ในอดีตชาวบ้านก็จะย้อมผ้าด้วยสีครามเข้ม และทำรูปแบบเดิม ๆ จนเคยชิน แต่เมื่อน้อมนำพระดำริของพระองค์ท่านไปพัฒนาลวดลาย จนกลายเป็น “ดอนกอยโมเดล” ส่งผลทำให้จากเดิมมีรายได้เดือนละประมาณ 700 บาทต่อคน ปัจจุบันนี้เพิ่มขึ้นเป็น 12,000 บาทต่อเดือน และได้พัฒนากลุ่มผ้าย้อมครามบ้านดอนกอยเป็น “ศูนย์เรียนรู้ผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย” “วิชชาลัยดอนกอย วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่กลายเป็นกระบอกเสียง และเป็นศูนย์รวมการพัฒนาผ้ายอมครามในทุกมิติ ทั้งการผลิต การจำหน่าย การเพิ่มมูลค่าอีกด้วย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า จากเมื่อ 3 ปีก่อนถึงวันนี้ ภาพรวมของประเทศไทยเราสามารถขับเคลื่อนงานผ้าไทยที่จากเดิมมีรายได้ ปีละ 20,000 ล้านบาทต่อปี กลายเป็น 80,000 ล้านบาทต่อปี และยังได้รับเสียงชื่นชมจากผู้นิยมชมชอบผ้าไทยทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศว่า ปัจจุบันงานผ้าไทยคึกคัก คนนิยมมากขึ้น ดังเช่นในพิธีเปิดงาน OTOP Midyear 2023 นายอนุทิน ชาญวีรกูล  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “น่าชื่นใจที่ตอนนี้สินค้า OTOP โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานผ้าและงานหัตถกรรมตลอดจนอาหารการกิน เป็นงานที่เราไม่ต้องไปชวนคนซื้อเพียงเพราะว่าจะได้บุญ จะได้ช่วยคนชนบทให้มีรายได้ ทุกวันนี้ไม่ต้องคิดแบบนี้แล้ว เพราะถ้าเรามางาน OTOP เราจะเห็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกใจ  สิ่งที่มีคุณภาพ” ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนว่าผลสำเร็จของการทำให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเกิดขึ้นจริง อันเป็นประจักษ์พยานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้น ด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา นอกจากนี้สิ่งที่พระองค์ได้ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอ คือ “การส่งต่อถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับคนรุ่นใหม่” ก็ประสบความสำเร็จ ทำให้คนที่เคยประสบปัญหาช่วงโควิด-19 แล้วต้องกลับไปทำงานที่บ้านเกิด ด้วยการรับการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากปู่ย่าตายาย จนกลายเป็นช่างทอผ้า แม้สถานการณ์โรคระบาดจะผ่านไปแล้ว แต่เขาเหล่านั้นก็ยังคงทอผ้าจนยึดเป็นอาชีพทำงานต่อไป เพราะพวกเขาเหล่านั้น ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ได้เห็นแล้วว่า ผ้าไทยทำให้มีเงินรายได้ที่เพิ่มพูน รวมทั้งเดินไปทางไหนก็เจอแต่คนไทยสวมใส่ผ้าไทย ลูกหลานก็เกิดแรงจูงใจที่อยากขับเคลื่อนเรื่องผ้าไทยและหัตถกรรมไทยต่อจากปู่ย่าตายาย

ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นเจ้าฟ้าที่ไม่เคยทอดทิ้งพสกนิกรของพระองค์ ด้วยการทรงทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพราะพระองค์ท่านทรงเห็นแบบอย่างจากการตามเสด็จพระราชดำเนินสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงปรารถนาที่จะทำให้คนไทยในถิ่นชนบทได้มีรายได้จากการทำผ้า ทอผ้า ย้อมผ้า ยึดเป็นอาชีพเสริม และไม่ทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน พร้อมกับฝึกฝนพัฒนาตนเองที่จะทำงานผ้า ทรงทำให้อัตลักษณ์ความเป็นไทยอยู่คู่ลูกคู่หลานและเกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ พระองค์ทรงส่งเสริมให้ประชาชนได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการประกอบการทำงาน ด้วยการ “พึ่งพาตนเอง” โดยเฉพาะเรื่องงานผ้า ให้ใช้สีธรรมชาติจากพืช ดิน และทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว โดยไม่ทรงสนับสนุนให้ใช้สีเคมี ทั้งการปลูกฝ้าย ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม รู้จักปลูกต้นหวาย ปอกระจูด ย่านลิเภา ให้มีอย่างพอเพียง ซึ่งพระองค์ท่านน้อมนำแนวคิดของสมเด็จปู่ที่ได้พระราชทานให้กับคนไทยมาใช้ในชีวิตจริง จนล่าสุดกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้นำเสนอผ้าไทยที่มีกระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เข้ารับการพิจารณารับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกว่าใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติซึ่งใกล้เคียงกับความสำเร็จแล้ว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอบคุณคณะทำงานผ้าไทยใส่ให้สนุก และพี่น้องชาวมหาดไทยทุกคนที่ได้ช่วยทำให้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่พระราชทานให้กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำไปสู่พี่น้องประชาชน สามารถทำให้พี่น้องประชาชนกลายเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการประยุกต์ พัฒนาภูมิปัญญาของตนเองในงานหัตถกรรมและงานผ้าไทย จนก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งทุกท่านทุกคนได้น้อมนำหลักการพัฒนาคน ด้วยการไม่ให้ปลากับชาวบ้าน แต่ “แนะนำวิธีการหาปลา ให้เครื่องมือจับปลา” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงเพียรพยายามทำมาตลอด 70 ปี และเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังพระปฐมบรมราชโองการ และพระราชโองการองค์ที่ 2 ที่พระราชทานว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ประสบความสำเร็จ คือ ทำให้ประเทศชาติมั่นคง ด้วยเพราะประชาชนมีความสุข และขอให้ทุกคนได้จดจำว่า พวกเราชาวมหาดไทยรวมทั้งสมาคมแม่บ้านมหาดไทย จะจดจำคุณงามความดีที่คณะทำงานฯ ทุกท่านได้เมตตา ช่วยสนองงานและเป็นผู้ที่ช่วยหนุนเสริมทำให้คนมหาดไทยทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยในการสนองงาน เพื่อทำให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนตลอดไป

สำหรับการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” และงานหัตถกรรม มีผ้าและงานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวด ทั้งสิ้น 7,086 ชิ้น แบ่งเป็นประเภทผ้า จำนวน 6,290 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 796 ชิ้น โดยมีผ้าและงานหัตถกรรมที่ผ่านเข้ารอบประกวดรอบรองชนะเลิศ (Semi Final) ทั้งสิ้น 225 ชิ้น แบ่งเป็นประเภทผ้า จำนวน 200 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 25 ชิ้น

“ขณะนี้คณะกรรมการฯ ได้คัดเลือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีผลงานผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ (Final) จำนวน 75 ผืน/ชิ้น แบ่งเป็นประเภทผ้า 65 ผืน และหัตถกรรม 10 ชิ้น โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จเป็นองค์ประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดในวันที่ 31 ตุลาคม 2566 ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร ต่อไป”

– 006

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759668

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 19.09 น.

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

28 ก.ย.2566 สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 และวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในวันที่ 18 ตุลาคม 2566 และเนื่องในวันนวมินทรมหาราช ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 13 ตุลาคม 2566 ผ่านแอปพลิเคชัน “สมาธิเสบียงบุญ” บันทึกเวลาการทำสมาธิเจริญจิตตภาวนา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เวลา 08.00 น. ถึง วันที่ 18 ตุลาคม 2566 เวลา 08.00 น. ทั้งนี้ สามารถ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทั้ง Play Store และ App store

นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า คว้ารางวัลประกวดหุ่นยนต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759606

นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า คว้ารางวัลประกวดหุ่นยนต์

นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า คว้ารางวัลประกวดหุ่นยนต์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.47 น.

นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า คว้ารางวัลประกวดหุ่นยนต์

ชมรมหุ่นยนต์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งในการเเข่งขัน Innovation Robotics AI & IOT Contest 2023 ในโจทย์หัวข้ออุตสาหกรรม ณ มหาวิทยาลัยเกษตร (บางเขน) 

นักเรียนนายร้อย ชมรมเครื่องบินเล็กและโรบอท โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้เข้าร่วมการแข่งขันเทคโนโลยีนวัตกรรมหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ประจำปี 2566 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในนาม “ทีม CRMA ROBOTICS”

ซึ่งสมาชิกในทีมประกอบด้วย นนร.พิทัศณ์ สุทธินุ่น ,นนร.ทรงฉัตร คุณอุดม, นนร.ปริญญา ไตรศิวะกุล,

นนร.ภาคภูมิ จ้อยเจริญ ,นนร.จิรัฐกร รวิชาติ และ นนร.จิตวุฒิ มะศักดิ์ ทำผลงานยอดเยี่ยมในการแข่งขันโดยสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ในการแข่งขันหุ่นยนต์ AI อัตโนมัติ มาได้สำเร็จ โดยได้รับรางวัลในประเภทหุ่นยนต์ที่ใช้สำหรับการใช้งานในสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 15 ทีม ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จำนวน 4 ทีม และทีมนักเรียนนายร้อยคว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 มาได้ในที่สุด

ทั้งนี้ในการแข่งขัน ผู้เข้าเเข่งขันจะต้องประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่สามารถ อ่านป้ายทะเบียน ถามชนิดน้ำมันจากลูกค้า หยิบหัวจ่ายได้ถูกชนิด เคลื่อนที่ไปตามจุดต่าง ๆ เเละทำภารกิจตามที่กำหนด สนับสนุนการเเข่งขันโดยบริษัท AI and Robotics Ventures โดยในการเเข่งขันครั้งนี้ผู้เข้าเเข่งขันได้เรียนรู้การนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาใช้ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดในเชิงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับกระเเสสังคมที่ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น

นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่นอกจากจะมีชื่อเสียงด้านการฝึกวินัย สร้างพลเมืองที่มีคุณภาพแล้ว ยังมีความโดดเด่นเรื่องวิชาการและนวตกรรมทันสมัยอีกด้วย.

‘กรมการข้าว’จัดกิจกรรมเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย​ ครบ​ 106​ ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759577

'กรมการข้าว'จัดกิจกรรมเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย​ ครบ​ 106​ ปี

‘กรมการข้าว’จัดกิจกรรมเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย​ ครบ​ 106​ ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.36 น.

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 28 กันยายน 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย​ นายชิษณุชา​ บุดดาบุญ​ รองอธิบดีกรมการข้าว​ นายอานนท์​ นนทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมกันจัดกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน (Thai National Flag Day) ครบรอบ​ 106​ ปี ณ บริเวณลานหน้าเสาธง อาคารกรมการข้าว เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ที่เปรียบเสมือนดั่งสัญลักษณ์ของความสามัคคี และความภาคภูมิใจของคนในชาติ โดย ธงชาติไทยนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ศักดิ์ศรีความเป็นไทย แสดงความเป็นเอกราชและอธิปไตยของชาติ จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องได้รับความเคารพอย่างสูง และมีความสำคัญทางจิตใจที่แสดงถึงความรัก และความรู้สึกที่มีร่วมกันของคนในชาติ

– 006

‘เพิ่มพูน’ห่วงใย’ความปลอดภัย’ในโรงเรียน ย้ำทุกฝ่ายร่วมสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759517

'เพิ่มพูน'ห่วงใย'ความปลอดภัย'ในโรงเรียน ย้ำทุกฝ่ายร่วมสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข

‘เพิ่มพูน’ห่วงใย’ความปลอดภัย’ในโรงเรียน ย้ำทุกฝ่ายร่วมสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.06 น.

“เพิ่มพูน” ห่วงใย “ความปลอดภัย” ในโรงเรียน ย้ำทุกฝ่ายร่วมสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข

28 กันยายน 2566 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงข้อห่วงใยของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ต่อกรณีเหตุความรุนแรงในโรงเรียนที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ ซึ่งถึงแม้ว่า กรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นจะเป็นเกิดในสถานศึกษาที่อยู่นอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการกำกับดูแล แต่ก็ขอเน้นย้ำให้หน่วยงานต่าง ๆในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” นั่นคือ การทำให้โรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ ให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับการป้องกันการใช้ความรุนแรง การคุกคามทุกรูปแบบในสถานศึกษา เราจะต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้น่าเรียน น่าเล่นเมื่อนั้นก็จะทำให้นักเรียนชอบมาโรงเรียน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเรียนตามมาด้วย

ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู มาตรฐานวิชาชีพครู  การประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายสถานศึกษาเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาต่าง ๆ รวมทั้งการดูแลสภาพจิตใจของนักเรียน ขอให้ดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป

“กระทรวงศึกษาธิการมีแพลตฟอร์ม MOE Safety Center ที่สามารถรายงานเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาแบบเรียลไทม์ (Real time) ทั้งภัยความรุนแรง อุบัติเหตุ การถูกละเมิดสิทธิ์ และภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทงกายและจิตใจ ซึ่งนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป สามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาได้ตลอดเวลาผ่าน 4 ช่อง ได้แก่ แอปพลิเคชัน MOE Safety Center, เว็บไซต์ Ww.MOESafetyCenter.com และไลน์ @MOESafetyCenter และคอลเซนเตอร์ 0-2126-6565” โฆษกศธ. กล่าว

วธ.จัดพิธีประดับธงชาติและเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759514

วธ.จัดพิธีประดับธงชาติและเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

วธ.จัดพิธีประดับธงชาติและเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.59 น.

วธ. จัดพิธีประดับธงชาติและเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

28 กันยายน 2566 นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีประดับธงชาติและเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย โดยมี นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ณ บริเวณหน้าเสาธง อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 เห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) เริ่มในวันที่ 28 กันยายน 2560 เป็นวันแรก รวมทั้งกำหนดให้มีการชักและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ซึ่งในปีนี้ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2566 
 

‘ศุภมาส’พร้อมหนุนแนวคิด’หมอประเวศ’ นศ.มีงานทำระหว่างเรียนในรูปแบบของ work -based learning

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759510

'ศุภมาส'พร้อมหนุนแนวคิด'หมอประเวศ' นศ.มีงานทำระหว่างเรียนในรูปแบบของ work -based learning

‘ศุภมาส’พร้อมหนุนแนวคิด’หมอประเวศ’ นศ.มีงานทำระหว่างเรียนในรูปแบบของ work -based learning

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.37 น.

“ศุภมาส” พร้อมหนุนแนวคิด “หมอประเวศ” เผย อว.มีนโยบายเพิ่มจำนวนหลักสูตรการเรียนรู้จากการทำงาน 50% ของหลักสูตรทั้งหมดภายใน 2 ปี จัดให้นักศึกษามีงานทำ-รายได้ระหว่างเรียนในรูปแบบของ work -based learning

28 ก.ย.2566 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงการที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ได้ให้ข้อแนะนำแก่ รมว.อว และ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าควรทำอย่างไรในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยมีจุดคานงัด คือ การศึกษาที่ผู้เรียนต้องมีการฝึกปฏิบัติการ ฝึกประสบการณ์การทำงานในระหว่างเรียน หรือที่คุณหมอประเวศเรียกว่า work-based learning หรือการเรียนรู้โดยใช้การทำงานเป็นฐานนั้น คำแนะนำดังกล่าวสอดคล้องกับหนึ่งในนโยบายหลักของตนที่ได้ให้ไว้กับผู้บริหาร อว. คือ อว. ต้องมุ่งเน้นจัดการศึกษาที่ผู้เรียนต้องมีโอกาสการทำงาน ฝึกประสบการณ์ในระหว่างเรียนกับผู้ใช้บัณฑิต ที่มีทั้งภาคเอกชน  ภาครัฐ และชุมชน ที่สำคัญนักศึกษาต้องมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับ Work-based Learning ตามข้อแนะนำของคุณหมอประเวศ

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ปัจจุบันหลักสูตรของมหาวิทยาลัยไทย ประมาณ 20-30% เข้าข่ายการจัดการศึกษาในรูปแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ หลักสูตร GenX ที่นักศึกษาต้องร่วมทำงานกับภาคอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น  หรือหลักสูตรยุวชนอาสาที่นักศึกษาต้องฝึกปฏิบัติการร่วมกับชุมชน ซึ่งเห็นได้ชัดว่านักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรเหล่านี้ จะได้งานทำอย่างรวดเร็วหลังจบการศึกษา เพราะมีความพร้อมและทักษะต่างๆ ในการทำงาน ทั้งนี้ตนได้ตั้งเป้าหมายให้มีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 50% ของหลักสูตรทั้งหมดภายใน 2 ปี

เจตนากดขี่!‘วิโรจน์’จี้สอบปมคลิป‘ครูตบหน้านักเรียน’ ชี้ต้องฟันคดีอาญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759511

เจตนากดขี่!‘วิโรจน์’จี้สอบปมคลิป‘ครูตบหน้านักเรียน’ ชี้ต้องฟันคดีอาญา

เจตนากดขี่!‘วิโรจน์’จี้สอบปมคลิป‘ครูตบหน้านักเรียน’ ชี้ต้องฟันคดีอาญา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.37 น.

เจตนากดขี่!‘วิโรจน์’จี้ผู้บริหารโรงเรียนสอบปมคลิป‘ครูตบหน้านักเรียน’ควรทำให้สิ้นสภาพ-ดำเนินการทางอาญา พร้อมเยียวยาสภาพจิตใจเด็ก

28 กันยายน 2566 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ได้ทวิตข้อความถึงคลิปวิดีโอที่มีคุณครูทำร้ายนักเรียน โดยการตบหน้าถึงสองครั้ง ว่า กรณีนี้เป็นการลงโทษที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งตนจะไปตรวจสอบว่า ครูที่อยู่ในคลิปเป็นครูจริงหรือไม่ ถ้าเป็นครูจริง ก็ไม่สมควรเป็นครูอีกต่อไป และถ้าดูคลิปให้จบ การตบหน้าไม่ใช่การเผลอ แต่เป็นการบันดาลโทสะ ซึ่งเด็กก็ได้มีการพนมมือ และพูดสำนึกผิดแล้ว แต่ปรากฏว่า ก็ยังถูกตบเป็นครั้งที่สอง จนกระทั่งมีผู้ใหญ่ หรือคุณครูอีกหนึ่งท่านเดินเข้ามา ตนมองว่าการทำร้ายร่างกายในครั้งนี้ เป็นเจตนา และสิ้นสภาพความเป็นครู

ทั้งนี้ การกระทำของครูคนนี้ถือเป็นความผิดทางอาญาด้วยซ้ำ เป็นการก่ออาชญากรรมอย่างหนึ่ง ตนขอเรียกร้องให้ผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารโรงเรียน ออกมาจัดการเรื่องนี้ รวมถึงต้องเยียวยาความรู้สึก จิตใจ และให้ความเป็นธรรมแก่เด็กและผู้ปกครอง

“ผมมองว่า ครูที่ตบหน้าเด็กไม่สมควรเป็นครูอีกต่อไป ขอให้ตรวจสอบด้วยว่า ที่ผ่านมาครูคนนี้ได้กระทำการในลักษณะเดียวกันนี้กับเด็กคนอื่นๆ อีกหรือไม่ เป็นการใช้อำนาจในการกดขี่ และถ้าไม่มีคลิปเรื่องแบบนี้ก็จะไม่ปรากฏ พร้อมถาม กลับด้วยว่า มีเด็กที่ถูกตบแบบนี้ แต่ไม่มีคลิปอีกกี่คน” นายวิโรจน์ กล่าว

ปลัด มท.นำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759509

ปลัด มท.นำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

ปลัด มท.นำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.34 น.

ปลัดมหาดไทยนำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี ร่วมขับร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน 2566 เน้นย้ำ คนมหาดไทยต้องเป็นผู้นำบูรณาการภาคีเครือข่ายเพื่อสร้างพลังแห่งความสามัคคี เทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ดังความหมายของ “ธงไตรรงค์” เพื่อความสุขของพี่น้องประชาชน และความมั่นคงสถาพรของประเทศชาติอย่างยั่งยืน

วันนี้ (28 ก.ย.66) เวลา 08.00 น.ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน 2566 ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายคมสัน เจริญอาจ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายอำพล พงศ์สุวรรณ นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นางสาวโรชา นันทมนตรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการสำนัก ศูนย์ กอง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการกลุ่มงาน ข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย วันที่ 28 กันยายน 2566 ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

เมื่อสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยให้สัญญาณเคารพธงชาติ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งแถวข้าราชการและเจ้าหน้าที่ยืนตรง จากนั้นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ทำหน้าที่ชักธง เชิญธงชาติซึ่งพับเรียบร้อยวางบนพาน ผูกติดกับสายเชือกทางด้านขวาของผู้ชักธง โดยคลี่ธงออกเต็มผืน แล้วดึงเชือกให้ธงขึ้นช้า ๆ ด้วยความสม่ำเสมอ ผู้ร่วมพิธีร่วมร้องเพลงชาติไทยอย่างกึกก้อง ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย จนธงชาติถูกชักถึงสุดยอดเสาธง

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้พบปะและมอบแนวทางการทำงานให้แก่ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ โดยกล่าวว่า นับเนื่องย้อนไปเมื่อ 107 ปีก่อน คือ วันที่ 13 กันยายน 2459 อันเป็นปฐมเหตุของการใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทยมีความเกี่ยวข้องกับพวกเราชาวกระทรวงมหาดไทยโดยตรง สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเมืองอุทัยธานี ที่มีพระยาพิไชยสุนทร (ทอง จันทรางศุ) เป็นผู้ว่าราชการเมืองอุทัยธานี พสกนิกรต่างยินดีปรีดาร่วมกันในการประดับธงช้าง ซึ่งเป็นธงชาติในยุคนั้น แต่เนื่องจากธงช้างหายาก มีราคาแพง และต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ผู้คนจึงประดับธงช้างเท่าที่มีอยู่ และใช้ผ้าพื้นสีแดงขาว ประดับและจับจีบผ้าทั่วบริเวณ โดยทรงทอดพระเนตรพบว่า บ้านบางหลังมีการประดับธงช้างสลับกลับด้าน คือ ช้างนอนหงายปลายเท้าชี้ฟ้า ทำให้เมื่อพระองค์เสด็จนิวัติพระนครจึงทรงมีแรงบันดาลพระทัยในการปรับเปลี่ยนรูปแบบธงชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460 และพระราชทานธงชาติไทยให้มีลักษณะเป็นแถบสีเพื่อไม่ให้มีหัวมีท้าย หรือเรียกว่า “ธงไตรรงค์” มี 3 สี คือ “สีแดง” หมายถึง ชาติและเลือดเนื้อเชื้อไขของคนในชาติ นั่นคือ ประชาชน “สีขาว” หมายถึง ศาสนา และ “สีน้ำเงิน” หมายถึง พระมหากษัตริย์ ในวันที่ 28 กันยายน 2460

“หากเรานำสัดส่วนขนาดแถบธงชาติมารวมสีทั้ง 3 สี จะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 สีมีขนาดเท่ากัน เพราะส่วนใดส่วนหนึ่งจะขาดไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกัน เป็นสถาบันหลักของประเทศ อันสะท้อนถึงการที่เราทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคง เพราะเรื่องที่สำคัญ คือ ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีภัยคุกคามมาโดยตลอด เมื่อเราเท้าความไปในประวัติศาสตร์ความเป็นชาติซึ่งแม้ว่าทุกคนจะมีความเชื่อหรือค้นพบด้วยงานวิชาการที่แตกต่างกันไป แต่หากเรานับเนื่องตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เราจะเห็นว่า ภัยคุกคามประเทศล้วนเกิดจากข้าศึกอริราชศัตรูจากภายนอก ทั้งลัทธิล่าอาณานิคม การทำสงครามยึดครองแผ่นดิน สงครามเย็น หรือการต่อสู้เพื่อนำเอาลัทธิทางการปกครองคอมมิวนิสต์มาใช้ในประเทศ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง สะท้อนสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ความรักสามัคคี” เพราะประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัย บ้านเมืองเราเสียอิสรภาพ เสียเอกราช ไม่มีความมั่นคง มีเหตุสำคัญจากความรักสามัคคีของคนในชาติลดน้อยถอยลง บางยุคแตกแยก กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็เพราะคนไทยเป็นไส้ศึก เปิดประตูเมือง ดังนั้น ประเทศชาติที่เปรียบเสมือนเหล็กที่มีความแข็งแกร่งก็ล้วนจะถูกตัด ถูกทำให้เสียหายได้ด้วยเพราะสนิมของเนื้อในเหล็กทำให้เหล็กผุกร่อนทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นคติเตือนใจที่สำคัญที่ทำให้พวกเราทุกคนต้องมารวมพลังแสดงออกซึ่งความรู้รักสามัคคีเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทยในวันนี้ คือ การรำลึกนึกถึงความสำคัญของการมีธงชาติ ให้เราได้ช่วยกันรำลึกความหมายอันลึกซึ้งว่า ประเทศชาติจะมั่นคงเป็นปึกแผ่นเหมือนธงไตรรงค์ที่ไม่ขาด ไม่วิ่น และมีสีอันสำคัญหมายถึงสถาบันหลักโดยรวม จะยังคงมีความมั่นคงอยู่ได้ จะต้องอาศัยความรักความสามัคคีและความตื่นตัวช่วยกันต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชความเป็นไทยของพวกเราให้คงอยู่ได้สถาพร” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พี่น้องชาวมหาดไทยทุกคนมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการเป็นผู้นำที่จะช่วยนำเอาความรักสามัคคีให้กำเนิดเกิดขึ้นในสังคม เริ่มที่ครอบครัวของพวกเรา และสมาชิกในหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี และความสุขให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา เราได้ดำเนินการขับเคลื่อนการสร้างความสุขดังกล่าว ผ่านโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) ตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่พระองค์ได้พระราชทานหนังสือ Sustainable City ให้แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน และทรงตรัสว่า “หน้าที่ของคนมหาดไทยคือการทำให้เกิด Sustainable Village” ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ได้ขับเคลื่อนนำร่องทั้ง 878 อำเภอ โดยคัดเลือกหมู่บ้านที่มีผลการพัฒนาน้อยที่สุดตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ ตำบลละ 1 หมู่บ้าน รวม 7,255 หมู่บ้าน

“คำว่าหมู่บ้านยั่งยืนมีตัวชี้วัด (KPIs) ที่สำคัญ คือ ความรักสามัคคี และการมีจิตอาสา ชาวบ้านในหมู่บ้านมีการพบปะ พูดคุย ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์ มีการปลูกพืชผักสวนครัวสร้างความมั่นคงด้านอาหารตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อันเป็นการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการ “พึ่งพาตนเอง” ให้เกิดเป็นวิถีชีวิต รวมทั้งช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมให้เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีและเหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้คน มีความสะอาด มีพื้นที่สีเขียว และช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วยการคัดแยกขยะ ทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนในระบบปิด ช่วยลดกลิ่นเหม็นเน่าที่จะลอยขึ้นสู่อากาศก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ให้กลายเป็นปุ๋ยหมัก เพราะในแต่ละวัน เราทุกคนสร้างก๊าซเสียประมาณวันละ 0.25 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/คน ซึ่งในอนาคตตามข้อตกลงของประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (UN) จะกำหนดตัวชี้วัดของโลกว่า ถ้าใครทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ต้องมีกิจกรรมทดแทน เช่น การปลูกป่า การสร้างพื้นที่สีเขียวทดแทนเพื่อคำนวณออกมาเป็นการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ถ้าจำนวนเท่ากันพอดีก็สามารถประกอบกิจการต่อได้เป็นปกติ แต่หากถ้าปริมาณคาร์บอนเครดิตมีน้อยกว่าก๊าซเสียที่ปล่อยสู่อากาศ ก็จะต้องเสียเงินให้กับคนที่ช่วยลดการปลดปล่อย ทั้งนี้จากการนำร่องจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนประจำครัวเรือนเป้าหมายทุกครัวเรือนใน 4 จังหวัดแรก คือ จังหวัดลำพูน จังหวัดเลย จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดอำนาจเจริญ กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับคณะผู้ทวนสอบภายนอกทำการเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากถังขยะเปียกลดโลกร้อน สามารถรับรองได้ จำนวน 3,140 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ในฐานะผู้ทำให้เกิดก๊าซเสียลอยสู่ชั้นบรรยากาศจากการทำธุรกิจ เช่น มีการเปิดแอร์ ใช้รถยนต์ เปิดไฟ จึงแสดงตนเป็นผู้มาซื้อคาร์บอนเครดิตที่ราคา 260 บาท/ตันคาร์บอนเครดิต รวมเป็นเงิน 816,400 บาท กลับคืนสู่ประชาชนในท้องถิ่นของทั้ง 4 จังหวัดนำร่อง โดยคุณกีต้า ซับบระวาล (Mrs.Gita Sabharwal) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ซึ่งมาร่วมในงานดังกล่าวด้วย ได้แสดงความชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของประเทศไทยภายใต้การนำของกระทรวงมหาดไทยและแสดงจุดยืนการเป็นภาคีเครือข่ายที่แน่นแฟ้นในการร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีเช่นนี้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ที่มีนายวิจารย์ สิมาฉายา เป็นประธานกรรมการ ได้รับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากการใช้ถังขยะเปียกลดโลกร้อนประจำครัวเรือนใน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ราชบุรี ลำพูน ยโสธร พะเยา มุกดาหาร สมุทรสงคราม นครพนม ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ มหาสารคาม สกลนคร อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี นราธิวาส เชียงราย อุตรดิตถ์ นครศรีธรรมราช อุดรธานี และจังหวัดพิษณุโลก รวมกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน สามารถรับรองจำนวน 85,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งหากคิดจากราคารับซื้อเดิมจะสามารถคิดเป็นเงินกว่า 22 ล้านบาทกลับคืนสู่ชุมชนในแต่ละท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสร้างพื้นที่สีเขียว สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน นอกจากนี้หมู่บ้านยั่งยืนยังมีองค์ประกอบสำคัญ ทั้งเรื่องยาเสพติด การถ่ายทอดสิ่งที่ดีจากรุ่นสู่รุ่น ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ธรรมเนียม การทำบุญใส่บาตร หรือกิจกรรมทางศาสนาตามศาสนา มีการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มบ้าน หย่อมบ้าน ป๊อกบ้าน เพื่อช่วยกันดูแลคนที่อ่อนแอกว่าและมีการพูดคุยเพื่อสร้างความรักความสามัคคีอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยทุกคนที่ได้มาร่วมกันแสดงเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นแน่วแน่ในการแสดงออกซึ่งความรักชาติ รักประเทศไทย รักและเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติร่วมกับพี่น้องข้าราชการในทุกส่วนราชการ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนทั่วประเทศในวันนี้ ภายใต้สัญลักษณ์เดียวกัน นั่นคือ “ธงไตรรงค์” ที่เรามาร่วมชุมนุมสโมสรโดยพร้อมเพรียงกันน้อมรำลึกว่า “ธงไตรรงค์ ไม่ใช่ผืนผ้าที่มี 3 สี 5 แถบ แต่เป็น 6 แถบ เพราะแถบสีน้ำเงินติดกันจึงกลายเป็นแถบใหญ่ อันมีนัยหมายถึงล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดธงชาติไทย และขอให้ชาวมหาดไทยทุกคนได้มีใจรุกรบ ลุกขึ้นมาเป็นโซ่ข้อกลางในการหลอมรวมพลัง ร้อยรวมใจ ดึงเอาภาคีเครือข่ายพี่น้องทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่โน้มตัวลงไปหาประชาชน ทำงานให้รองเท้าสึกก่อนกางเกงขาด ช่วยกันเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี สิ่งที่ดีงาม Change for Good สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคม สนองพระราชปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” อันจะยังผลทำให้ประชาชนคนในชาติมีความสุขที่ยั่งยืน ประเทศชาติมีความมั่นคงสถาพรตลอดไป

– 006

มมส ร่วมกับ วช. มอบชุดนวัตกรรม ผลิตข้าวฮางงอกให้โรงเรียนในพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759363

มมส ร่วมกับ วช. มอบชุดนวัตกรรม ผลิตข้าวฮางงอกให้โรงเรียนในพื้นที่

มมส ร่วมกับ วช. มอบชุดนวัตกรรม ผลิตข้าวฮางงอกให้โรงเรียนในพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมในโครงการพัฒนากระบวนการผลิตข้าวฮางงอกด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการในกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้โครงการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ ประจำปี 2565 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยรศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ศ.ดร. อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัย และนวัตกรรม และนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์  ร่วมพิธีส่งมอบณ โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส กล่าวว่า การสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับการแปรรูป ข้าวฮางงอก ซึ่งถือเป็นชุดองค์ความรู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งของมหาวิทยาลัย เพราะสามารถยกระดับการผลิตจากวิธีการเดิม ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน พัฒนาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่จนเป็นที่ยอมรับว่าช่วยให้กระบวนการผลิตจากเดิมที่มีความยุ่งยากและใช้เวลานาน สามารถผลิตต่อรอบได้สั้นลงโดยลดเวลาจากเดิม 7 วัน เหลือเพียง 2 วัน โดยชุดอุปกรณ์ประกอบด้วยชุดอุปกรณ์ล้างข้าวเปลือก ชุดอุปกรณ์เร่งการแช่และเพาะงอกข้าวเปลือกชุดอุปกรณ์นึ่งข้าวเปลือก ชุดอุปกรณอบแห้งอินฟราเรดแบบถังหมุนโดยเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลการันตีจากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมทั้งในระดับชาติและนานาชาติหลายรางวัล ชุดนวัตกรรมดังกล่าวช่วยลดต้นทุนและเพิ่มส่วนกำไรสุทธิได้ถึง 17.6 เท่าเทียบกับการจำหน่ายเป็นข้าวสารขาว ทำให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการใช้งานนวัตกรรมได้เป็นอย่างดีในทุกมิติทั้ง มิติด้านการยกระดับกระบวนการผลิตตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Model) มิติทางสังคมและเศรษฐกิจ และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ประยุกต์ กล่าวต่อไปว่าสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มอบหมาย ให้ มมส ดำเนินโครงการพัฒนากระบวนการผลิตข้าวฮางงอกด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ ประจำปี 2565 โดยมี รศ.ดร.สุพรรณ ยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับกระบวนการผลิตข้าวฮางงอกแบบดั้งเดิมด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อช่วยลดเวลา แรงงาน และต้นทุนการผลิต ของกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดกาฬสินธุ์