ศุภนิมิตฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 แห่งการให้ มอบ 2 แคมเปญใหญ่ส่งท้ายปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777003

ศุภนิมิตฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 แห่งการให้ มอบ 2 แคมเปญใหญ่ส่งท้ายปี

ศุภนิมิตฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 แห่งการให้ มอบ 2 แคมเปญใหญ่ส่งท้ายปี

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กว่า 50 ปีที่มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยได้มุ่งมั่นแบ่งปันความรัก ผ่านการให้ในรูปแบบต่างๆ ด้วยการสนับสนุนจากผู้อุปการะ ผู้บริจาค และเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อร่วมกันตอบสนองความต้องการเร่งด่วนให้กับชุมชนที่ยากจนที่สุด และช่วยให้พวกเขาฟื้นจากวิกฤต ด้วยการมอบของขัวญที่มีคุณค่า ตรงต่อความต้องการ ผ่านแคมเปญ Best Gift ในช่วงท้ายปีนี้

ในปีนี้แม้วิกฤตต่างๆ จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ความยากจน การมีรายได้ที่ไม่แน่นอน การขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อซื้อปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การไม่มีงานประจำ ยังคงทำให้เด็กและชุมชนที่เปราะบางในพื้นที่ห่างไกล เกิดความยากลำบากในการดำเนินชีวิต รวมถึงการขาดโอกาสที่จะพัฒนาคุณภาพของชีวิตในด้านต่างๆ ซึ่งจากข้อมูลของ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับปี พ.ศ. 2564 พบว่าสถานการณ์ความยากจนของเด็กรายตัว โดยใช้ผลชี้วัดในมิติต่างๆ พบว่า มิติด้านการศึกษา เป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อความยากจนของเด็กในอนาคตมากที่สุด โดยมีความขัดสนมากถึงร้อยละ 13.96 ของประชากรเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กในวัยเรียนที่มีอายุระหว่าง 5-17 ปีที่มีอยู่เป็นจำนวนมากที่ไม่ได้เรียนหนังสือ โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการขาดความรู้ ความเข้าใจในการส่งเสริมพัฒนาเด็กที่ถูกต้องของครอบครัว ทั้งที่มีนโยบายเรียนฟรีจากภาครัฐคอยสนับสนุน

ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ เราในฐานะองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ประจำปี 2565 (Human Rights Awards 2022) ประเภทภาคประชาสังคม ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นทำในสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “การให้” เพื่อช่วยเหลือผู้เปราะบางยากไร้ ในพื้นที่ห่างไกลต่างๆ โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี จากผู้อุปการะ ผู้บริจาค ซึ่งเปรียบเสมือนฮีโร่ ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือในโครงการต่างๆ ที่ผ่านมา จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามยังคงมีเด็ก ๆ ที่รอคอยความช่วยเหลือจากสังคมอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

ช่วงเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง มูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงได้จัดทำแคมเปญ Best Gift แคมเปญที่พวกเราจะมีโอกาสร่วมมอบของขวัญที่ดีที่สุด ที่มีคุณค่า และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จำนวน 2 โครงการด้วยกัน ได้แก่ โครงการ “เติมชีวิตด้วยการให้” เพื่อเป็นการส่งมอบของขวัญ ที่ตรงกับความต้องการของผู้รับมากที่สุดในรูปแบบของ Gift Catalogue มูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อว่ารายการของขวัญเหล่านี้ จะช่วยเสริมพลังให้เด็ก ครอบครัว และชุมชน สามารถสร้างอนาคตให้กับพวกเขาได้ในระยะยาว และอีกหนึ่งโครงการในแคมเปญนี้ “โครงการอุปการะเด็ก” ซึ่งเป็นโครงการหลักในการดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ถือเป็นของขวัญที่ไม่ได้สร้างความสุขเฉพาะในรูปแบบสิ่งของที่จับต้องได้ แต่คือความอยู่ดี กินดี และมีสุขของเด็กเปราะบางยากไร้เพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษา และโอกาสชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ทำการสำรวจความต้องการ และความจำเป็นของ เด็ก ครอบครัว และชุมชน จากกลุ่มเป้าหมาย 63 โครงการ ใน 39 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนินงานอยู่ เพื่อจัดทำแคมเปญทั้ง 2 นี้ อาทิ แคมเปญที่ 1 โครงการ“เติมชีวิตด้วยการให้” แคมเปญที่ 2 โครงการ “อุปการะเด็ก”ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงได้

สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบของขวัญเหล่านี้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตให้กับเด็ก ครอบครัว และชุมชนเปราะบางยากไร้ให้พวกเขาเหล่านี้ สามารถคืนชีวิต และฟื้นฟูความหวังได้ด้วยโครงการ “เติมชีวิตด้วยการให้” โดยการคลิก เติมชีวิตด้วยการให้ – มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (worldvision.or.th) และสนับสนุนโครงการ “อุปการะเด็ก”ได้ที่ https://www.worldvision.or.th/support-us/sponsorachild/

เด็กไทยคว้าทองงานนวัตกรรม‘AEII 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777004

เด็กไทยคว้าทองงานนวัตกรรม‘AEII 2023’

เด็กไทยคว้าทองงานนวัตกรรม‘AEII 2023’

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทีมนักประดิษฐ์ไทยสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยอีกครั้ง ในการคว้ารางวัลจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในงาน AEII 2023 ในระดับต่างๆ โดยส่วนหนึ่งของผลงานที่ได้รับรางวัล ในระดับเหรียญทอง ได้แก่

ผลงานเรื่อง “BioCa : สารเสริมธาตุอาหารแคลเชียมชีวภาพสำหรับพืช” โดย ศาสตราจารย์ ดร.สนอง เอกสิทธิ์ และคณะ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมได้รับรางวัล The 3rd Prize of Inventions Geneva Award on stage จาก สมาพันธรัฐสวิส, ผลงานเรื่อง “OxyRock” โดย นายจีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ และคณะ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผลงานเรื่อง “วัสดุทดแทนกระดูกชนิดปรับความสามารถในการย่อยสลายได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาทางออร์โธปิดิกส์” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆขันธะชวนะ และคณะ จาก มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี,ผลงานเรื่อง “นวัตกรรมถุงเพาะชำประสิทธิภาพสูงเสริมธาตุอาหารสำหรับพืชเก็บเกี่ยวราก” โดย นายขุนทอง คล้ายทอง และคณะ จาก รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี, ผลงานเรื่อง “เส้นพลาสติกหน่วงไฟที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับการพิมพ์สามมิติ” โดย ดร.ชุติพันธ์เลิศวชิรไพบูลย์ และคณะ จาก ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช.,ผลงานเรื่อง “โดรนกู้ภัยชายหาด” จาก ส.กีฬาเครื่องบินจำลองฯ พร้อมได้รับ Special Prize on stage จาก China Association of Inventions สาธารณรัฐประชาชนจีน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้ร่วมในพิธีมอบรางวัลและแสดงความยินดีกับนักประดิษฐ์นักวิจัยที่ได้รับรางวัลจากเวที AEII 2023 ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและการยอมรับในมาตรฐานของผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของประเทศไทยในระดับสากลรวมทั้ง วช.จะได้ส่งเสริมและต่อยอดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ได้รับรางวัล เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และการสร้างโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพและการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ต่อไป

วง 4 EVER โรงเรียนเมืองกระบี่ คว้าแชมป์ MCOT Acoustic Band Contest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777056

วง 4 EVER  โรงเรียนเมืองกระบี่ คว้าแชมป์ MCOT Acoustic Band Contest

วง 4 EVER โรงเรียนเมืองกระบี่ คว้าแชมป์ MCOT Acoustic Band Contest

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 19.35 น.

วง 4 EVER  โรงเรียนเมืองกระบี่ คว้าแชมป์ MCOT Acoustic Band Contest ‘เยาวชนคนดนตรี สร้างสรรค์ สนุกได้ ไร้แอลกอฮอล์’

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2566 ที่วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ อ.เมือง จ.กระบี่ นายธานี หะยีมะสาและ ปลัดจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการประกวดเฟ้นหาสุดยอดวงดนตรีเยาวชนจังหวัดกระบี่ MCOT Acoustic Band Contest  “เยาวชนคนดนตรี สร้างสรรค์ สนุกได้ ไร้แอลกอฮอล์”  พร้อมด้วย นายวรรชัย นุราภักดิ์ ผู้จัดการศูนย์บริหารวิทยุกระจายเสียงภาคใต้ อสมท , นายสหัส ทุมรัตน์ ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จ.กระบี่และเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน และนางสาวสุเกษร ชุ่มสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ,นางสาวโรจนา บุญชูวงศ์ นายสถานีวิทยุ อสมท จ.กระบี่ คณะครูและนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม 

โดยบรรยากาศการประกวดเป็นไปด้วยความคึกคัก สนุกสนาน มีวงดนตรีนักเรียนเข้าร่วมประกวดในรอบชิงชนะเลิศ จำนวน 7 วง จากทั้งหมด 16 วงดนตรีที่สมัครเข้าร่วม  และได้รับเกียรติจากนายครรชิต แต่พันธ์ (ครูขวัญ)  โรงเรียนดนตรีอัจฉริยะ Smart Music ,นายกิตติสหัส ธรรมาภิรักษ์ ( อ.น้อย มือไวโอลิน วงคาราวาน)  และนายศุภวัฒน์ มนต์แก้ว ( ครูนิค) ซึ่งเป็นนักดนตรีมืออาชีพมาร่วมตัดสิน ผลการประกวดปรากฏว่า วง 4 EVER  จากโรงเรียนเมืองกระบี่ คว้าแชมป์ MCOT Acoustic Band Contest “เยาวชนคนดนตรี สร้างสรรค์ สนุกได้ ไร้แอลกอฮอล์” รับเงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ วงพนมเบญจา จากโรงเรียนพนมเบญจา อ.เขาพนม รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ วงปังปอนด์และผองเพื่อน จากโรงเรียนอำมาตย์พาณิชนุกูล  รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รางวัลชมเชย มี 2 รางวัล ได้แก่ วง KBS Band โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย อ.คลองท่อม และวงรักษ์ไทย โรงเรียนคลองพนสฤษดิ์พิทยา อ.คลองท่อม รับเงินรางวัล 1,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และรางวัลปลอบใจอีก 2 วง ได้แก่ วงโคม วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ และวง SAALENG BAND วงดนตรีอิสระ รับเงินรางวัล 500 บาท พร้อมเกียรติบัตร 

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้  สถานีวิทยุ อสมท จ.กระบี่ ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า จ.กระบี่ และ สสส ได้จัดขึ้นเพื่อให้มีพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนจะได้แสดงความรู้ความสามารถ แสดงออกในทางที่ถูกต้อง ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ทำให้มีความภาคภูมิใจในตัวเองและมีภูมิคุ้มกันจากอบายมุขต่างๆ รวมทั้งเป็นการพัฒนาทักษะทางด้านดนตรี รวมถึงเป็นไปตามนโยบายของ บมจ อสมท ซึ่งเป็นองค์กรสื่อสารมวลชน ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจสื่อที่สร้างสรรค์สังคมไทย ตามแนวคิด สื่อดี สังคมดี  ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของสังคมในด้านต่างๆ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อน สร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่อีกด้วย โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากโรงเรียนต่างๆและผู้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี —017

ขอบคุณภาพจาก Mcot
 

ปี 67’คุรุสภา’ลุย 5 นโยบายหนุน’เรียนดี มีความสุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776893

ปี 67'คุรุสภา'ลุย 5 นโยบายหนุน'เรียนดี มีความสุข'

ปี 67’คุรุสภา’ลุย 5 นโยบายหนุน’เรียนดี มีความสุข’

วันเสาร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 18.39 น.

“อมลวรรณ วีระธรรมโม” กางแผนงานปีใหม่ 2567 ขับเคลื่อน 5 นโยบาย มุ่งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพครู-บุคลากร-การดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พร้อมสนับสนุนนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข”

23 ธ.ค.66 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า การดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาในปี พ.ศ. 2567 จะขับเคลื่อนตามนโยบายการบริหารงานของคณะกรรมการคุรุสภา ปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการคุรุสภา ซึ่งมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน อย่างเข้มข้น โดยมี 5 นโยบายที่สำคัญ และจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทั้ง 5 นโยบายให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ดังนี้ นโยบายที่ 1 พัฒนาระบบห้องเรียนเสมือนจริงสำหรับฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู เพื่อให้นักศึกษาครู และผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกสังกัด ได้เรียนรู้ ฝึกทักษะ และประสบการณ์ ในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จำลองที่หลากหลาย ให้เป็นครูยุคใหม่ ที่สามารถจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ สามารถออกแบบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนได้เรียนดี มีความสุข และสถานศึกษาสามารถประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างมีคุณภาพ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า นโยบายที่ 2 สร้างครูต้นแบบด้านพฤติกรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพ และการพัฒนาศักยภาพตามพหุปัญญา โดยสร้างต้นแบบของครูยุคใหม่ที่เป็นผู้นำทางความคิด มีความรู้ด้านการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนตามแนวคิดพหุปัญญา มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง และเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในด้านการประพฤติปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพให้แก่ผู้ร่วมวิชาชีพ และเป็นต้นแบบในการปลูกฝังความรักในสถาบันหลักของชาติให้แก่ผู้เรียน นโยบายที่ 3 พัฒนาการเรียนรู้สำหรับวิถีชีวิตครูในศตวรรษที่ 21 โดยสร้างองค์ความรู้ของวิชาชีพครู และบูรณาการระบบการพัฒนาครูของประเทศไทยทั้งระบบ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งนักศึกษาครู ได้มีองค์ความรู้สำหรับวิถีชีวิตครูในศตวรรษที่ 21 ที่หลากหลายเพียงพอต่อการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ทำให้ผู้เรียน เรียนดี มีความสุขได้ทุกช่องทางการเรียนรู้ ซึ่งจะมีการเผยแพร่องค์ความรู้ของวิชาชีพครู และจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ผ่านหอสมุดคุรุสภา และช่องทางการสื่อสารออนไลน์ของคุรุสภา

สำหรับ นโยบายที่ 4 ยกระดับการให้บริการงานตามภารกิจของคุรุสภาสู่ความเป็นเลิศ โดยยกระดับการให้บริการงานตามภารกิจของคุรุสภา และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้วยความสะดวก รวดเร็ว ผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการให้บริการผ่านแท็บเล็ต และ โมบาย แอปพลิเคชัน รวมถึงการยกระดับจุดบริการคุรุสภา ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด ให้สามารถให้บริการงานคุรุสภาในระดับพื้นที่แบบครบวงจร และรองรับการกระจายอำนาจจากคุรุสภา หรือ คณะกรรมการคุรุสภา หรือ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เช่น การดำเนินการสืบสวน สอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในจังหวัด หรือพื้นที่ที่รับผิดชอบ การให้บริการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การตรวจสอบสถานะการประกอบวิชาชีพควบคุม การดำเนินการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูในจังหวัด หรือพื้นที่ที่รับผิดชอบ เป็นต้น และ นโยบายที่ 5  “คุรุสภา” สภาของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อสังคมและวิชาชีพทางการศึกษา เราจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพแอปพลิเคชันของคุรุสภา ให้สะดวก รวดเร็วขึ้น  เร่งจัดหารายได้จากการดำเนินงานตามภารกิจ พัฒนารูปแบบการประชุมทางไกลในแบบออนไลน์ควบคู่รูปแบบการประชุมปกติ ณ ที่ตั้ง รวมถึงพัฒนาระบบงานและบุคลากรของคุรุสภา ให้พร้อมปฏิบัติงานภายใต้สภาวะวิกฤติ ฉุกเฉินอื่น ๆ ในอนาคต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

“ นโยบายเหล่านี้เป็นส่วนที่สำคัญในการผลักดันและดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี พ.ศ.2567 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2565 ซึ่งทั้ง 5 นโยบายที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในปี 2567 นี้ จะสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสร้างและขยายโอกาสประชาชน ด้านการศึกษา ของคณะรัฐมนตรี นายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และสนับสนุนนโยบายการศึกษา ‘เรียนดี มีความสุข’ ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รมว.ศธ. ได้เป็นอย่างดี” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

วัดพระธรรมกายจัดสวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่า-ตักบาตรพระกว่า 3,000 รูป ต้อนรับปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776852

วัดพระธรรมกายจัดสวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่า-ตักบาตรพระกว่า 3,000 รูป ต้อนรับปีใหม่

วัดพระธรรมกายจัดสวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่า-ตักบาตรพระกว่า 3,000 รูป ต้อนรับปีใหม่

วันเสาร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.40 น.

วัดพระธรรมกายจัดสวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่า – ตักบาตรพระกว่า 3,000 รูป ต้อนรับปีใหม่ – เปิดสวนดอกไม้ “ทุ่งสวรรค์ตะวันฉาย” ชมฟรีตลอดเดือน – สั่งสมบุญต้อนรับพระธรรมยาตรา 1,139 รูป

วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2566 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า วัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมงานบุญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 66 – 31 ม.ค. 67 โดยมีพิธีสวดมนต์ข้ามปี ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 66 ตั้งแต่เวลา 21.30 น. เป็นต้นไป เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สร้างบุญเสริมสิริมงคลรับศักราชใหม่ ณ มหารัตนวิหารคด หน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์ จากนั้น ในเช้าวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 พุทธศาสนิกชนจะได้ตักบาตรพระภิกษุสามเณรกว่า 3,000 รูป ณ ลานธรรม พระมหาธรรมกายเจดีย์ 

นอกจากนี้ วัดพระธรรมกายยังเปิดสวนดอกไม้ “ทุ่งสวรรค์ตะวันฉาย” ให้ประชาชนเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2566 – 30 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นสวนดอกเบญจมาศ สีชมพู อยู่บริเวณฝั่งทิศตะวันออก ลายจอด P13 วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ปลูกเพื่อนำไปบูชาพระรัตนตรัยในกิจกรรมต้อนรับพระภิกษุธรรมยาตราโครงการกตัญญูบูชา มหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง  ปีที่ 12 ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พ.ศ. 2567

“ขอเชิญพุทธศาสนิกชนมาร่วมงานบุญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ได้ที่วัดพระธรรมกาย ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 66 และ วันที่ 1 ม.ค. 67 พร้อมร่วมกิจกรรมต้อนรับพระธรรมยาตรา เพื่อสร้างบุญต้อนรับศักราชใหม่เสริมสิริมงคลแก่ตนเอง ประชาชนชาวไทย และประเทศชาติ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.dmc.tv ,เพจ Facebook สำนักสื่อสารองค์กร และ http://www.gbnus.com หรือ โทร.02-831-1000” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

‘เมืองโบราณ’จัดแข่งตอบปัญหาธรรมะ-รวมพลังเด็กดี V-Star สมุทรปราการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776660

‘เมืองโบราณ’จัดแข่งตอบปัญหาธรรมะ-รวมพลังเด็กดี V-Star สมุทรปราการ

‘เมืองโบราณ’จัดแข่งตอบปัญหาธรรมะ-รวมพลังเด็กดี V-Star สมุทรปราการ

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.14 น.

‘เมืองโบราณ’จัดแข่งตอบปัญหาธรรมะ-รวมพลังเด็กดี V-Star สมุทรปราการ

กิจกรรมเยาวชนไทยรวมใจทำความดี แข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา และวันรวมพลังเด็กดีวีตาร์ ฟื้นฟูศีลธรรมโลก จังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2566 ในวันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566 เวลา 8.00-15.00 น. ณ อาคารริมขอบฟ้า เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับความเมตตาจาก พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เป็นประธานสงฆ์ และ พล.ต.ท.เผ่าไทย ทองธิว กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทเมืองโบราณ ประธานฝ่ายฆราวาส

กิจกรรมประกอบด้วย การสอบตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา, ชมภาพยนต์ แอนนิเมชั่น “พุทธประวัติ”, เข้าฐานกิจกรรม Activity Base Learning ด้านบทฝึกห้องเรียนแห่งความดี, สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ, การเจริญสมาธิภาวนา, กิจกรรมปฏิบัติธรรม และฟังพระธรรมเทศนา สำหรับคุณครู , พิธีมอบประกาศเกียรติคุณแด่ สถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ, พิธีมอบรางวัลสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, พิธีมอบรางวัลการแข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา และการจับฉลากของขวัญรางวัลจากผู้ใหญ่ใจดี กลุ่มกัลยาณมิตรสมุทรปราการ กลุ่มสำโรงแก้ว บริษัท Think Plus ฯลฯ ให้เยาวชนทุกคนมีรอยยิ้มและความเบิกบานใจ โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วม 14 แห่ง คณะครูและนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน

สรุปยอดลงทะเบียน ‘หนี้นอกระบบ’ ครบ 21 วัน มูลหนี้ 6,576 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776543

สรุปยอดลงทะเบียน 'หนี้นอกระบบ' ครบ 21 วัน มูลหนี้  6,576 ล้านบาท

สรุปยอดลงทะเบียน ‘หนี้นอกระบบ’ ครบ 21 วัน มูลหนี้ 6,576 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 19.29 น.

ปลัดมหาดไทย เผยยอดลงทะเบียนหนี้นอกระบบครบ 21 วัน เจ้าหนี้-ลูกหนี้ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 224 ราย มูลหนี้ลดลงร่วม 90 ล้านบาท พี่น้องประชาชนยังคงลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง ลงทะเบียนแล้ว 105,482 ราย มูลหนี้ 6,576 ล้านบาท เน้นย้ำการทำงานคู่ขนาน ทั้งการเชิญชวนประชาชนลงทะเบียนควบคู่กับการประสานบูรณาการการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้

21 ธ.ค. 66 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นวันที่ 21 นับตั้งแต่เปิดลงทะเบียน โดยจากข้อมูลของสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เมื่อเวลา 15.30 น. มีมูลหนี้รวม 6,576.779 ล้านบาท ประชาชนลงทะเบียนแล้ว 105,482 ราย โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ 92,235 ราย และการลงทะเบียน ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขหนี้นอกระบบ 13,247 ราย รวมจำนวนเจ้าหนี้ 76,223 ราย มีพื้นที่/จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 5 ลำดับแรก 1. กรุงเทพมหานคร ยังคงมากที่สุด มีผู้ลงทะเบียน 6,649 ราย เจ้าหนี้ 5,692 ราย มูลหนี้ 562.401 ล้านบาท 2. จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ลงทะเบียน 4,506 ราย เจ้าหนี้ 3,722 ราย มูลหนี้ 278.536 ล้านบาท 3. จังหวัดสงขลา มีผู้ลงทะเบียน 4,164 ราย เจ้าหนี้ 2,975 ราย มูลหนี้ 259.213 ล้านบาท 4. จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ลงทะเบียน 4,065 ราย เจ้าหนี้ 2,596 ราย มูลหนี้ 311.691 ล้านบาท 5. จังหวัดขอนแก่น มีผู้ลงทะเบียน 2,764 ราย เจ้าหนี้ 2,245 ราย มูลหนี้ 205.655 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนน้อยที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้ลงทะเบียน 144 ราย เจ้าหนี้ 113 ราย มูลหนี้ 6.576 ล้านบาท 2. จังหวัดระนอง มีผู้ลงทะเบียน 221 ราย เจ้าหนี้ 138 ราย มูลหนี้ 15.658 ล้านบาท 3. จังหวัดสมุทรสงคราม มีผู้ลงทะเบียน 281 ราย เจ้าหนี้ 201 ราย มูลหนี้ 9.219 ล้านบาท 4. จังหวัดตราด มีผู้ลงทะเบียน 350 ราย เจ้าหนี้ 226 ราย มูลหนี้ 12.400 ล้านบาท และ 5. จังหวัดสิงห์บุรี มีผู้ลงทะเบียน 382 ราย เจ้าหนี้ 248 ราย มูลหนี้ 14.437 ล้านบาท

“สำหรับข้อมูลการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบทั่วประเทศ พบว่ามีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว 1,294 ราย ไกลเกลี่ยสำเร็จ 224 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 133.548 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 44.044 ล้านบาท มูลหนี้ลดลง 89.503 ล้านบาท ซึ่งมีจังหวัดที่สามารถนำลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้มากที่สุด คือ จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 185 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 16 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 14.394 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 5.7 แสนบาท ทำให้มูลหนี้ของพี่น้องประชาชนในจังหวัด ลดลงมากถึง 13.824 ล้าน 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงมหาดไทย ในฐานะข้าราชการฝ่ายปกครองผู้ทำหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ได้ประสานการทำงานบูรณาการร่วมกันกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้มีอิสรภาพต่อชีวิต สร้างขวัญและกำลังใจ ช่วยให้พี่น้องประชาชนเป็นอิสระ หลุดพ้นพันธนาการจากหนี้นอกระบบ โดยใช้การทำงานลักษณะคู่ขนาน กล่าวคือ ด้วยการประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567 ควบคู่กับการประสานบูรณาการการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ โดยจะเชิญเจ้าหนี้นอกระบบมาพูดคุยเพื่อพิสูจน์ความจริง และดำเนินการเข้าสู่ขั้นตอนของการไกล่เกลี่ย เพื่อเป็นการยุติหนี้นอกระบบที่มีการเก็บดอกเบี้ยสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด อันเป็นวังวนแห่งความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน 

“กระทรวงมหาดไทยยังคงเปิดรับลงทะเบียนพี่น้องประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบ ทั้งทางออนไลน์ที่ https://debt.dopa.go.th หรือวอร์คอินได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนในพื้นที่” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

ศาลยุติธรรมเปิดรับสมัครเยาวชน ค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่น 12

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776466

ศาลยุติธรรมเปิดรับสมัครเยาวชน ค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่น 12

ศาลยุติธรรมเปิดรับสมัครเยาวชน ค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่น 12

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.47 น.

เลขาฯศาลยุติธรรม เผยศาลยุติธรรมเปิดรับสมัครเยาวชน“ค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่น 12” สอดคล้อง นโยบาย ปธ.ศาลฎีกา มุ่งเน้นเสริมสร้างจิตสำนึกบุคลากร การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคม  ขณะที่ปธ.ค่ายต้นกล้าฯ เน้นส่งเสริมเยาวชน เรียนรู้ด้านกฎหมาย เป็นเกราะกำบังชีวิต

วันที่ 21 ธันวาคม  นายธานี สิงหนาท เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการเปิดอบรมโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่น 12 ที่กำลังจะมีขึ้นว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาศาลยุติธรรมได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของเยาวชนอยู่เสมอ เพราะเชื่อว่าการเสริมสร้างและการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้ผู้คนในสังคม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขต้องเริ่มต้นจากกลุ่มเยาวชนก่อน เนื่องจากเยาวชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต จึงได้มีนโยบายและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ด้านกฎหมายและคุณธรรมจริยธรรมที่ดีงาม เพราะกฎหมายถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างบรรทัดฐานทางสังคม ที่จะช่วยคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและช่วยให้ประชาชนทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ส่งผลให้สังคมนั้น ๆ เกิดความสงบเรียบร้อย ลดการก่ออาชญากรรมและความขัดแย้งในสังคมลงได้ ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้จัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ  โดยได้ดำเนินการจัดโครงการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบันกำลังเปิดรับสมัคร รุ่นที่ 12 ซึ่งโครงการนี้จะมีกิจกรรมที่เสริมสร้างให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับศาลยุติธรรม แนวทางการศึกษาวิชากฎหมายทั้งใน และต่างประเทศ และการแนะนำแนวทางสู่การเป็นผู้พิพากษาและวิชาชีพกฎหมายอื่น ๆ ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึกด้วยการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งจะทำให้เยาวชนมีระเบียบวินัย ตระหนักในการรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น และปฏิบัติตนอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย พร้อมนำความรู้ที่ได้รับออกไปต่อยอดแนวคิดการดำเนินชีวิต พร้อมตั้งเป้าหมายสู่อาชีพในฝันได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ โครงการค่ายต้นกล้าตุลาการยังสอดคล้องกับนโยบาย “ที่พึ่ง เที่ยงธรรม เท่าเทียม ทันโลก” ของนางอโนชา ชีวิตโสภณ ประธานศาลฎีกา ที่ผลักดันและมีส่วนร่วมในการสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดขึ้นในตัวของเยาวชน พร้อมส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านกฎหมาย เพราะเมื่อรู้กฎหมายก็จะได้ไม่กระทำผิด และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากบุคคลอื่น อันจะเป็นประโยชน์และนำความสงบสุขมาสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน

ด้านนายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดจันทบุรี  ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ กล่าวว่า โครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 12” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2567 โดยจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 66 – 9 กุมภาพันธ์  67 จึงขอเชิญชวนน้อง ๆ ที่มีอายุระหว่าง 15 – 18 ปี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่าจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม https://iprd.coj.go.th หรือเฟซบุ๊ก ค่ายต้นกล้าตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม https://www.facebook.com/TonklaTulakan หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2541 2927 หรือ 0 2541 2329 ในวันและเวลาราชการ (จันทร์ – ศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่าง 08.30 – 16.30 น.)

สำหรับโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบทั้งหัวข้อการบรรยาย วิทยากร และกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชน โดยที่ผ่านมามีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือก เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่รุ่นที่ 1 – 11 จำนวน ทั้งสิ้น 1,370 คน ซึ่งเยาวชนบางคนได้มุ่งเข้าสู่สายอาชีพ นักกฎหมาย อาทิ ผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้มุ่งหวัง ให้ทุกคนจะต้องเข้าสู่สายอาชีพนักกฎหมายเพียงเท่านั้น เพราะการประกอบอาชีพขึ้นอยู่กับความชอบและความถนัด โดยไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร เรียนสาขาไหน พวกเขาเหล่านี้ก็เป็นต้นกล้าตุลาการ ที่น่าภูมิใจ เป็นเยาวชนที่เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแรง พร้อมจะเป็นคนดีและคนเก่งของสังคมต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการต้นกล้าตุลาการจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและการดำเนินงานของศาลยุติธรรมเพื่อจะได้นำความรู้  ประสบการณ์ไปใช้เป็นเกราะปกป้องสิทธิและเสรีภาพให้แก่ตนเอง ในโครงการยังมีการแนะนำแนวทางการศึกษาต่อในวิชาชีพกฎหมายอีกด้วย ซึ่งน้อง ๆ เยาวชนจะได้ใช้เวลาช่วงเข้าค่าย 6 วัน เพื่อเรียนรู้และค้นหาตัวเองว่าเหมาะกับวิชาชีพนักกฎหมายหรือไม่ ในขณะเดียวกันยังมีการนำวัฒนธรรมองค์กรและคุณธรรมจริยธรรมที่งดงามของศาลยุติธรรมและสังคมไทย เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต การทำงานเพื่อสังคม การเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง มาสอดแทรกในกิจกรรมให้เยาวชนนำไปปรับใช้ในชีวิตเพื่อให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดีของสังคม เนื่องจากการบ่มเพาะและการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้ผู้คนในสังคมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน อย่างปกติสุข

โดยผลผลิตจากค่ายต้นกล้าตุลาการที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ผ่านการฝึกอบรมจากค่ายดังกล่าวสอบเข้าเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาเเละอัยการผู้ช่วย ได้หลายคนซึ่งบางคนสอบได้คะเเนนสูงเป็นอันดับ1ของผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ 

ศธ. ส่งความสุขสิ้นปี จัดใหญ่ EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024 แถลงผลงานตามนโยบายรอบ 3 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776463

ศธ. ส่งความสุขสิ้นปี จัดใหญ่ EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024 แถลงผลงานตามนโยบายรอบ 3 เดือน

ศธ. ส่งความสุขสิ้นปี จัดใหญ่ EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024 แถลงผลงานตามนโยบายรอบ 3 เดือน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.44 น.

ศธ. ส่งความสุขสิ้นปี จัดใหญ่ “EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024” พร้อมแถลงผลงานตามนโยบายรอบ 3 เดือน

วันที่ 21 ธันวาคม 2566  นายสิริพงศ์  อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า  กระทรวงศึกษาธิการ  จะจัดงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ งาน EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024 และการแถลงผลงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงาน และเยี่ยมชมกิจกรรมภายในงานมีการแสดงของนักเรียน นักศึกษา นิทรรศการโชว์ผลงานพลังสร้างสรรค์กว่า 100 บูธ จัดใหญ่ จัดหนัก จัดเต็ม 3 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 25 – 27 ธันวาคมนี้ ที่กระทรวงศึกษาธิการ

นายสิริพงศ์  กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากรัฐบาลได้มีนโยบายสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ “Soft Power ของประเทศไทย” ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้มีแนวทางดำเนินงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของกระทรวง ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ด้านการศึกษาโดยตรง 5 สาขา คือ สาขานวัตกรรมการจัดการ สาขาศิลปวัฒนธรรม สาขาแฟชั่น สาขาอาหาร สาขาดิจิทัลและสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งแต่ละสาขาจะมีหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดรับผิดชอบชัดเจน คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยจะคัดเลือกสิ่งที่โดดเด่น มีองค์ความรู้เข้มข้น ออกมานำเสนอ ขยายผลสู่ชุมชน ให้มีรายได้ จนกลายเป็น “Soft Power ยั่งยืน” และที่สำคัญจะต้องเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนนำไปสู่การยกระดับให้เป็นระดับประเทศ หรือนานาชาติ

“เพื่อแสดงให้สังคมเห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการ ขับเคลื่อน Soft Power ในเรื่องนี้อย่างจริงจังหน่วยงานในสังกัด จึงร่วมกันจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ ด้วยแนวคิด Soft Power 5F คือ Food Fashion Film Fighting และ Festival ด้วยบรรยากาศที่สอดรับกับเทศกาลของขวัญปีใหม่ ทั้ง “ช็อป ชิม โชว์ แซร์”  จะมีพิธีเปิดงานในวันที่ 25 ธับวาคมนี้ เวลา 09.30 น. โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงาน และเยี่ยมชมกิจกรรมภายในงานด้วย  โดยงานทจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 27 ธันวาคมนี้ ที่สนามหญ้า และบริเวณรอบ กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่เวลา 09.15 น. – 19.30 น.  มีเวทีการแสดงจากนักเรียนนักศึกษา บุคลากรร่วมจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น ดนตรีโฟล์คชอง การร้องเพลงไทยและสากล ลูกทุ่ง 4 ภาค การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดง  โชว์ผลงานชนะเลิศการประกวดร้องเพลง เป็นต้น จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าชมความก้าวหน้าและผลงานลูกหลานของท่าน“ 

นายสิริพงศ์  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในงานจะมีการแถลงผลงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ จากผู้บริหาร ข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ความร่วมมือร่วมใจทำงานร่วมกันแบบ “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” ในช่วงเวลา 3 เดือน มีผลงานที่ปรากฎออกมาพอสมควร โดยจะนำ 10 นโยบายที่ขับเคลื่อนมาจัดแสดง ทั้งในรูปแบบนิทรรศการจริง และนิทรรศการเสมือนจริง เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าวันนี้กระทรวงศึกษาธิการพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงภาครัฐเข้าสู่ระบบราชการดิจิทัล

“กระทรวงศึกษาฯ มีความยินดีที่จะต้อนรับทุกท่านสู่รั้ววังจันทรเกษม ในงาน EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024 และการแถลงผลงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่สร้างสรรค์ในวงกว้างสู่สาธารณชน ขอให้มั่นใจว่าการเข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความรู้ความสามัคคีของพี่น้องชาววังจันทรเกษมแล้ว ยังได้รับความเพลิดเพลิน เก็บเกี่ยวความสุขและประสบการณ์ที่ได้ภายในงาน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสร้างความประทับใจให้กับทุกท่านที่จะเข้ามาร่วมชมกิจกรรมสร้างสรรค์ในครั้งนี้“

สำหรับบูธจัดแสดงนิทรรศการ 10 นโยบาย จะแสดงความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย ในรอบ 3 เดือน ประกอบด้วย

บูธที่ 1 ปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา แบบดิจิทัล

บูธที่ 2 ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น

บูธที่ 3 แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา

บูธที่ 4 จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอเหมาะสม

บูธที่ 5 เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง”

บูธที่ 6  1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ

บูธที่ 7 จัดระบบแนะแนวการเรียนและเป้าหมายชีวิด (โค้ชชิ่ง)

บูธที่ 8 การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ

บูธที่ 9 จัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษาและประเมินผลการศึกษา

บูธที่ 10 มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ 

เปิดฉาก ‘สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16’ภาคีร่วมพิจารณา 3 มติ มุ่งสร้างความเป็นธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776433

เปิดฉาก ‘สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16’ภาคีร่วมพิจารณา 3 มติ มุ่งสร้างความเป็นธรรม

เปิดฉาก ‘สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16’ภาคีร่วมพิจารณา 3 มติ มุ่งสร้างความเป็นธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.14 น.

เปิดฉาก ‘สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16’ภาคีร่วมพิจารณา 3 มติ มุ่งสร้างความเป็นธรรม‘สุขภาวะจิต-จัดการน้ำ-พัฒนาประชากร’
 
รองนายกฯ “ภูมิธรรม” ร่วมเปิดม่านเวที “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16” ระดมภาคีพิจารณา 3 ระเบียบวาระ “ระบบสุขภาวะทางจิต-การบริหารจัดการน้ำ-ส่งเสริมการพัฒนาประชากร” เดินหน้าสร้างความเป็นธรรมในสังคม พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนา นิทรรศการ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกมากมายที่จัดขึ้นตลอดสองวันเต็ม

วันที่ 21 ธันวาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2566 ภายใต้ประเด็นหลัก (ธีม) “ความเป็นธรรมด้านสุขภาพ โอกาสและความหวังอนาคตประเทศไทย” โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพทั่วประเทศที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ณ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการ คอนเวนชันเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ

นายภูมิธรรม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี นำความปลอดภัย สร้างศักดิ์ศรี และนำความภาคภูมิใจมาสู่ประชาชนไทยทุกคน โดยเฉพาะการสร้างและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและโรคอุบัติใหม่ รวมถึงสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาวให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรมของคนทุกกลุ่ม อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน พร้อมได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ขึ้นเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา

นายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในส่วนของ คสช. ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ยังคงมีบทบาทสำคัญในการดูแลด้านยุทธศาสตร์และนโยบายภายใต้คำว่าระบบสุขภาวะ ที่ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือ กาย จิต ปัญญา และสังคม พร้อมด้วยกลไกและเครื่องมือต่างๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ หนึ่งในนั้นคือกิจกรรมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

“สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ถือเป็นกระบวนการที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างนโยบายสาธารณะ ที่นำไปสู่การตอบโจทย์แก้ไขปัญหาด้านสุขภาวะและคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนได้ ในขณะที่ประเด็นหลักของสมัชชาฯ ในช่วง 2 ปีนี้ ซึ่งมติต่างๆ มุ่งให้ความสำคัญไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ยังนับว่ามีความสอดคล้องตรงกันกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ยึดเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน” นายภูมิธรรม กล่าว

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และเครือข่ายสมัชชาสุขภาพทั่วประเทศ ที่เข้าร่วมภายในงานยังได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “สานพลังหน่วยงาน องค์กรภาคี เครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะสู่ความเป็นธรรมด้านสุขภาพและสังคม” โดยจะร่วมมือกันกับทุกภาคส่วนในสังคมให้เกิดเป็นพลังขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ทั้ง 3 มติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบสุขภาพให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

สำหรับกิจกรรมหลักของงานที่จัดขึ้นต่อเนื่องระหว่างวันที่ 21-22 ธ.ค. 2566 จะเป็นการร่วมกันพิจารณาระเบียบวาระสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 รวม 3 มติ ประกอบด้วยมติที่ 1 “ระบบสุขภาวะทางจิตเพื่อสังคมไทยไร้ความรุนแรง” มีกรอบทิศทางนโยบาย (Policy Statement) ในการที่จะพัฒนาระบบสุขภาวะทางจิต ที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนและทุกระดับของสังคม อันครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาทักษะสุขภาพจิตส่วนบุคคล พฤติกรรม วิถีชีวิต การเยียวยารักษา ไปจนถึงการออกแบบและพัฒนานโยบายที่เป็นไปตามหลักสากล ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเอื้อต่อการมีสุขภาวะทางจิตที่ดีสำหรับทุกคนในประเทศไทย

มติที่ 2 “การส่งเสริมความเข้มแข็งกลไกการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่” มีกรอบทิศทางนโยบายในการที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งกลไกการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม ในลักษณะหุ้นส่วนของภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และกลุ่มเครือข่าย โดยมีแผนบูรณาการกับ คณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด องค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในระดับพื้นที่

มติที่ 3 “การส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ” มีกรอบทิศทางนโยบายในการที่จะพัฒนาเด็กให้เกิดและเติบโตเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยการดำเนินการผ่าน 1. การสร้างแรงขับเคลื่อนทางสังคมครั้งใหญ่ให้เห็นถึงความสำคัญ 2. การมีนโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัว ที่เอื้อต่อการมีและดูแลบุตร 3. การนำแนวคิดชุมชนนำ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ในการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก 4. การพัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อเป็นฐานในการวางนโยบายที่มีประสิทธิภาพในระยะต่อไป

ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ตลอดช่วงสองวันนี้ คือการรับรองฉันทมติและแสดงถ้อยแถลงเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน 3 มติ ที่ล้วนเป็นนโยบายสาธารณะที่มุ่งตอบโจทย์ประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศ ซึ่งปลายทางของมติเหล่านี้จะถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับทราบและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่ต่อไป

นพ.สุเทพ กล่าวว่า ในส่วนกิจกรรมของงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ช่วงวันที่ 21-22 ธ.ค.นี้ ยังมีไฮไลท์สำคัญอีกมากไม่ว่าจะเป็นการร่วมฟังปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Institutionalizing Social participation for Health and Well-being” โดย Ms.Saima Wazed ว่าที่ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEARO Regional Director Elect) และประธานมูลนิธิ Shuchona Foundation (SF)  ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “สานพลังรับมือสังคมสูงวัย ภารกิจร่วมของทุกคน” โดย นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งจะมีการประกาศเจตนารมณ์และพิธีลงนามความร่วมมือ “การลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs)” ระหว่างหน่วยงาน ภาคี และผู้ประกอบกิจการร้านอาหารด้วย
 
นอกจากนี้ภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ยังมีกิจกรรมและนิทรรศการที่น่าสนใจอีกมากมาย ทั้งเวทีเสวนาและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลายกว่า 15 หัวข้อ อาทิ ความมั่นคงทางอาหาร การใช้ยาอย่างสมเหตุผล ผังเมือง คนรุ่นใหม่ ระบบหลักประกันสุขภาพ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ การพัฒนาที่ยั่งยืน สุขภาวะทางจิต สังคมสูงวัย นวัตกรรมนโยบายสาธารณะ บุหรี่ไฟฟ้า สถานชีวาภิบาล เป็นต้น