ศธ.หารือแบงค์ชาติแก้หนี้สินครู อึ้งยอดพุ่งกว่า 1.4 ล้านล้าน ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758145

ศธ.หารือแบงค์ชาติแก้หนี้สินครู อึ้งยอดพุ่งกว่า 1.4 ล้านล้าน ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ฯ

ศธ.หารือแบงค์ชาติแก้หนี้สินครู อึ้งยอดพุ่งกว่า 1.4 ล้านล้าน ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.29 น.

ปลัดศธ.หารือแบงค์ชาติแก้ปัญหาหนี้สินครู เผยพบ 900,000 คนทั่วประเทศ มีหนี้สินรวมกันอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า  8.9 แสนล้านบาท รวมทั้งหนี้นอกระบบ

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.)  เปิดเผยว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล (รมช.ศธ.) ได้เชิญผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.หารือถึงการแก้ปัญหาหนี้สินครู เพื่อรับทราบข้อมูลว่าที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้มีการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างไรบ้าง เพื่อจะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้ตรงจุด ตรงไหนเป็นปัญหาใหญ่ และจะต้องเริ่มต้นกันที่จุดไหนก่อน ทั้งนี้ เนื่องจาก รมว.ศธ. ได้แก้ปัญหาหนี้สินให้กับตำรวจประสบความสำเร็จแล้ว ในขณะดำรงตำแหน่งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงอยากมาแก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาฯและธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมมือกันดำเนินเกี่ยวกับโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ผลการดำเนินการก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และ ปัญหาสำคัญ คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนหนึ่งไม่ค่อยให้ความร่วมมือ อีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มครูที่เป็นหนี้เสีย( NPL) ซึ่งศธ.พยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาว่าจะดำเนินการขับเคลื่อนกันอย่างไร ทั้งนี้ จากที่ศธ.ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าครู 900,000 คนทั่วประเทศ มีครูประมาณ 80% มีหนี้สินรวมกันอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ถึง 64% คิดเป็นเงินจำนวน 8.9 แสนล้านบาท เป็นหนี้ธนาคารออมสิน 25% เป็นเงิน 3.49 แสนล้านบาท นอกนั้นเป็นหนี้ธนาคารกรุงไทยและสถาบันการเงินต่างๆ ที่อยู่นอกระบบ

ปลัดศธ. กล่าวด้วยว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือน พ.ศ. 2551 ระบุว่า ในแต่ละเดือนครูจะต้องมีเงินเดือนเหลือหลังจากชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่ปัญหาในเชิงพื้นที่พบว่าหลายหน่วยงานไม่มีมาตรการ ไม่ดำเนินการตามระเบียบศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือน 2551 และปัญหาประการหนึ่งคือ  ประธานโครงสร้างแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เป็นปลัดศธ. อำนาจในการบังคับบัญชาหน่วยงานอื่นจึงเป็นปัญหา ดังนั้น รมว.ศธ.จึงได้มอบหมายให้มีการปรับแผนงานและโครงสร้างของคณะกรรมการใหม่  โดยให้ปลัดศธ.เป็นประธานฯเหมือนเดิม แต่ให้ผู้บริหารทุกแท่งมาเป็นที่ปรึกษาด้วย เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูไปได้  ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยินดีจะมาให้คำแนะนำและแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู  โดยรมว.ศธ.มอบให้ปลัดศธ.ดำเนินการรวบรวมข้อมูลภายใน 15 วัน แล้วนำข้อสรุปกลับมาประชุมกันอีกครั้ง

“วันนี้ รมว.ศธ.และ รมช.ศธ. อยากได้ข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำมาวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด และแก้ปัญหาใหญ่ๆก่อน โดยเฉพาะกลุ่มครูที่เกษียณไม่มีเงินวิทยฐานะแล้ว เหลือแต่เงินเดือนแต่มีหนี้สารพัดพอถูกหักหนี้ก็เหลือเงินเดือนนิสเดียว ซึ่งต้องหาทางช่วยเหลือโดยให้มีคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้กับสถาบันการเงิน และกลุ่มที่เป็นคนค้ำประกันให้เพื่อนแต่ถูกใช้หนี้แทน จะต้องช่วยเจรจาต่อรองให้ลดการจ่ายหนี้ลง หรือไม่ให้ถูกยึดบ้านพักอาศัย เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญที่ รมว.ศธ.และ รมช.ศธ. มีความประสงค์ที่จะดำเนินการเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับครู ถ้าครูไม่มีหนี้สิน ครูมีทางปรับโครงสร้างหนี้ได้ ครูก็จะมีพลังมีแรงสอน นักเรียนก็มีความสุข” ปลัดศธ. กล่าว

‘กสศ.’ผนึก’สหภาพแรงงานปราจีนบุรี’ค้นหาและพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757975

'กสศ.'ผนึก'สหภาพแรงงานปราจีนบุรี'ค้นหาและพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา

‘กสศ.’ผนึก’สหภาพแรงงานปราจีนบุรี’ค้นหาและพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 19.04 น.

“กสศ.” สนับสนุนภาคีเครือข่าย “สหภาพแรงงานปราจีนบุรี” ค้นหาและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่เยาวชนนอกระบบการศึกษา จำนวน 50 คน ให้มีทักษะที่หลากหลาย (Multi skills) จุดประกายความคิด “ทักษะอาชีพเสริม” เพิ่มรายได้ระหว่างทำงานประจำในโรงงาน พร้อมหนุนเสริม “ทักษะชีวิต” และ “ทักษะวิชาการ” เตรียมพร้อมปรับตัวให้เท่าทันการจ้างงานในอนาคตหากต้องถูกหุ่นยนต์ เอไอ แรงงานต่างด้าวแย่งงาน หรือ โดนเลิกจ้างกระทันหันจากปัญหาเศรษฐกิจเปราะบาง

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ โครงการพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566 สนับสนุนภาคีเครือข่าย “สหภาพแรงงานปราจีนบุรี” เข้ามาเป็นกลไกการทำงานเชิงพื้นที่ในการค้นหาเยาวชนนอกระบบการศึกษา อายุระหว่าง 15 – 24 ปี ในเขตนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และชุมชนโดยรอบ จำนวน 50 คน ด้วยการสำรวจข้อมูลสาเหตุของปัญหาและความต้องการเพื่อนำไปสู่การดูแลเป็นรายกรณีและส่งต่อให้ได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ Life Long Learning ให้มี “ทักษะที่หลากหลาย” (Multi skills)  อาทิ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต และ ทักษะวิชาการต่าง ๆ  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมตั้งรับและปรับตัวกับปัญหาเศรษฐกิจเปราะบางและการจ้างงานในอนาคต

สำหรับการพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา จัดโดยหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี จะเข้ามาแนะแนวหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพเพื่อจุดประกายทางความคิดให้มี “ทักษะอาชีพเสริม” ให้สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มรายได้ระหว่างทำงานประจำในโรงงาน หรือ ช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้จากค่าล่วงเวลา (โอที) และ สำนักงานจัดหางานจังหวัดปราจีนบุรี จะเข้ามาจัดกระบวนการ “ค้นหาศักยภาพ” เพื่อให้เยาวชนนอกระบบการศึกษาได้ค้นพบทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการ ความถนัดและต้นทุนชีวิตของตัวเอง

นอกจากนี้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี จะเข้ามาให้ความรู้ “ทักษะแรงงานสุขภาวะ” ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน หรือ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขากบินทร์บุรี จะเข้ามาให้ความรู้  “ทักษะทางการเงิน” มีความสำคัญอย่างไรในการเก็บ ออมลงทุนประกอบอาชีพเสริม หรือแก้ปัญหาหนี้สิน รวมถึง “ทักษะการใช้สื่อสร้างสรรค์” เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริม หรือ  เส้นทางสู่ “นักธุรกิจชุมชน” ทำอย่างไรให้สมหวัง จัดกระบวนการเรียนรู้โดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี และ โรงเรียนสอนศิลปะการปรุงอาหารไอเชฟ เป็นต้น โดยทุกทักษะที่พัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา พยายามยึดโยงกับ “อาชีพ” และ “รายได้” เพื่อนำไปสู่การบรรเทา “ปัญหาปากท้อง” เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

ทั้งนี้การพัฒนาการเรียนรู้ดังกล่าวต้องการตอบโจทย์ปัญหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตที่เยาวชนนอกระบบการศึกษาต้องเผชิญ อาทิ 1. “ดิสรัปชั่น” AI และ หุ่นยนต์ กำลังเข้ามาทดแทนแรงงานคน 2.  “แรงงานต่างด้าว” ผู้ประกอบการนิยมจ้างแรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนค่าจ้างแรงงานถูกกว่าแรงงานไทย ขณะเดียวกันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้แรงงานรุ่นใหม่ที่เป็นคนหนุ่มสาวเข้ามาทดแทนแรงงานอาวุโสที่กำลังปลดระวางไม่ทันต่อความต้องการตลาดแรงงาน

3. “ย้ายฐานการผลิต” ย่อมส่งผลต่อการจ้างงานและปัญหาว่างงานตามมา อาทิ โรงงานแห่งหนึ่งย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่มี “อัตราค่าแรงขั้นต่ำถูกกว่า” แต่ “ทักษะฝีมือแรงงานสูงกว่า” ย่อมเกิดปัญหาว่างงานในประเทศที่”อัตราค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่า” แต่ “ทักษะฝีมือแรงงานต่ำกว่า” และ 4.”ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ” เช่น วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2562 – 2563 จากปัญหา “คลัสเตอร์โรงงาน” เกิดการติดเชื้อโควิด – 19 เป็นกลุ่มใหญ่จนถึงขั้นผู้ประกอบการต้องสั่งปิดโรงงาน หรือ “มาตรการล็อคดาวน์” ที่จำกัดการเดินทางของพนักงาน จึงทำให้ครอบครัวเยาวชนนอกระบบการศึกษาขาดงาน ขาดรายได้และตกงานในที่สุด หรือ ผลกระทบจาก “การแข่งขันทางธุรกิจ” ระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าคล้าย ๆ กัน หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพลาดพลั้งทางธุรกิจ ย่อมทำให้ยอดขายหรือรายได้ของบริษัทแห่งนั้นลดลง ส่งกระทบต่อชั่วโมงทำงานล่วงเวลา (โอที) เฉลี่ย 60 บาท/ชั่วโมงของพนักงาน ได้รับรายได้น้อยลง เพราะ “โอที” นับเป็นรายได้สำคัญพอ ๆ กับรายได้ประจำจากค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยวันละ 370 บาท หรือประมาณเดือนละ 9 พันกว่าบาท

สิ่งสำคัญของโครงการ กสศ. มุ่งสร้างกลไกลการทำงานเชิงพื้นที่ในการค้นหาเยาวชนนอกระบบการศึกษา ทางกลุ่มสหภาพแรงงานปราจีนบุรี จึงได้ตั้ง “ทีมพี่เลี้ยง” ประมาณ 20 คน วางเป้าหมายค้นพบกลุ่มเป้าหมาย คิดเป็น 1% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดที่ทำงานในโรงงาน อาทิ บริษัท อาร์เซลิก ฮิตาชิ โฮม แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ สหภาพแรงงานฮิตาชิแห่งประเทศไทย มีพนักงานประมาณ  3 พันคน หรือคิดเป็น 30 คน  , บริษัท ไฮเออร์ อีเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  หรือ สหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศ มีพนักงานประมาณ  1 พันคน หรือคิดเป็น  10 คน  และ บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย “ปลาสวรรค์ทาโร่” หรือ สหภาพแรงงานอาหารแห่งประเทศไทย มีพนักงานประมาณ 1 พันคน  หรือคิดเป็น  10 คน พร้อมไปประสานงานความร่วมมือกับผู้นำชุมชนโดยรอบ อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่วัด “พระอธิการสิริลักษณ์ ธีรวังโส” เจ้าอาวาสวัดรัตนเนตตาราม หรือ วัดล้านหอย เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

ทั้งนี้กลุ่มสหภาพแรงงานปราจีนบุรี เปรียบเสมือน “พ่อแม่คนที่สอง” ของเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ทำงานในโรงงานทำหน้าที่ดูแล “สิทธิการจ้างงาน” ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการและค่าตอบแทนจากการทำงานอย่างเป็นธรรม แต่เมื่อมาร่วมทำงานกับ กสศ.จะได้เข้ามาดูแล “สิทธิด้านการศึกษา” อีกทางหนึ่ง

นายธีระพงษ์  อุ่นฤดี  ประธานสหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย หรือ “โรงงานไฮเอร์” กล่าวถึงแนวทางการค้นหากลุ่มเป้าหมายของ “ทีมพี่เลี้ยง” เปิดสำนักงานในวันอาทิตย์เป็นสถานที่รับสมัคร พร้อมกำชับให้น้อง ๆ ไปสื่อสารต่อแบบ “ปากต่อปาก” กับเพื่อน ๆ ที่ทำงานในโรงงานให้มาสมัครกับทีมพี่เลี้ยง พร้อมเปิดช่องทางการสื่อสารภายใน “กลุ่มไลน์” ระหว่างน้อง ๆ กับทีมพี่เลี้ยงเพื่อประสานงานให้มาร่วมกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้

นายปัญญา ตลุกไธสง ประธานสหภาพแรงงานฮิตาชิแห่งประเทศไทย กล่าวเสนอแนวทางต่อหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี “ปลดล็อกระบบราชการ” เพื่อเปิดโอกาสให้น้อง ๆ เยาวชนนอกระบบการศึกษาได้พัฒนาทักษะอาชีพ ในช่วงวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดของพนักงานโรงงาน เพราะไม่สามารถไปเข้าร่วมฝึกอบรมได้ในช่วงวันจันทร์ – ศุกร์ ตามเวลาราชการได้ เพราะต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว จึงอยากมีพื้นที่เรียนรู้ทักษะอาชีพ ในวันอาทิตย์ เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์จ้างงานในพื้นที่บางโรงงานปรับลดการให้พนักงานทำ “โอที” น้อยลง จึงควรส่งเสริมเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้ได้ใช้เวลาว่างช่วงที่ไม่มี “โอที” หรือ “หลังเลิกงาน” ให้เกิดประโยชน์จากการมีอาชีพเสริมตามความต้องการและความถนัด หรืออาจจุดประกายจนกลายเป็นอาชีพหลักในอนาคต นับเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตเยาวชนนอกระบบการศึกษาในภาคอุตสาหกรรมได้ในระดับหนึ่ง

‘กสม.’เตรียมเปิดสำนักงานภาคอีสานที่‘ขอนแก่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757670

‘กสม.’เตรียมเปิดสำนักงานภาคอีสานที่‘ขอนแก่น’

‘กสม.’เตรียมเปิดสำนักงานภาคอีสานที่‘ขอนแก่น’

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อ
วันที่ 15 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา ว่า กสม.ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านการคุ้มครอง ส่งเสริม และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงรุกในระดับภูมิภาคเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยที่ผ่านมา ได้จัดตั้งสำนักงานกสม. พื้นที่ภาคใต้ เป็นส่วนราชการในส่วนภูมิภาคแห่งแรก ณ อ.หาดใหญ่จ.สงขลา เปิดทำการตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. 2565 เป็นต้นมา จากนั้นในวันที่9 ก.ย. 2565 กสม. ได้ออกประกาศแบ่งส่วนราชการภายในและขอบเขตหน้าที่และอำนาจของส่วนราชการในสังกัดสำนักงาน กสม. พ.ศ. 2565โดยได้จัดตั้งสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รับผิดชอบพื้นที่ในเขต 20 จังหวัด ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการที่สำคัญเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียน ประสาน ตรวจสอบและติดตามการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนการส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนและพัฒนาความร่วมมือกับเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน

การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชน รวมทั้งตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริงประกอบการจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่เดือนส.ค. 2566 เป็นต้นมา และมีกำหนดเปิดสำนักงานฯ เพื่อให้บริการประชาชนอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ต.ค. 2566 นี้

น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการดำเนินงานในช่วงแรก สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน) สมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำนักงานยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น และเรือนจำกลางขอนแก่น เพื่อแนะนำสำนักงานฯ ในฐานะกลไกสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่ และเริ่มดำเนินกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนให้กับสถานศึกษา ตลอดจนมีการรับเรื่องร้องเรียนและลงพื้นที่ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในหลายกรณีแล้ว

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนก.ย. 2566 ที่ผ่านมา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2 ท่าน คือ น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ และ น.ส.สุภัทรา นาคะผิว พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยมีเครือข่ายภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่างๆ เช่น ที่ดิน เหมืองแร่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้มีความหลากหลายทางเพศ คนไร้บ้าน เสรีภาพการชุมนุม การศึกษาสิทธิผู้บริโภค และสื่อมวลชน

เข้าร่วมให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิฯ ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ต่อสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีข้อเสนอสำคัญให้ กสม. ใช้มาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เช่น การลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบทันทีที่มีการแจ้งการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ ถึงบทบาทและการทำหน้าที่ของประชาชนที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ กสม. ยังได้ประชุมหารือร่วมกับคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น ถึงแนวทางการทำงานร่วมกันในทุกมิติของการคุ้มครอง ส่งเสริม และเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยมีแผนการจัดทำ Mapping ประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนร่วมกับภาคประชาสังคม การส่งเสริมงานวิจัย และการจัดทำเครื่องมือการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนแก่เยาวชนด้วย

“สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นกลไกสำคัญระดับภูมิภาคอีกแห่งที่ช่วยยกระดับการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของประชาชนในพื้นที่ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย กสม. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานจะได้ใช้บริการสำนักงานฯ และมีส่วนร่วมสะท้อนสถานการณ์จริงในพื้นที่และขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชนร่วมกับ กสม. อย่างใกล้ชิดต่อไป” น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถใช้บริการหรือติดต่อ สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ที่ อาคารพาณิชย์ เลขที่ 555/67 โครงการตลาดจอมพล หมู่ 13 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น รหัสไปรษณีย์ 40000 หรือ โทร.043-306324-325, 043-306344-346 หรืออีเมล nhrc.esarn@nhrc.or.th

วันเยาวชนแห่งชาติ2566 ‘สสส.’เผย4สถานการณ์น่าห่วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757664

วันเยาวชนแห่งชาติ2566  ‘สสส.’เผย4สถานการณ์น่าห่วง

วันเยาวชนแห่งชาติ2566 ‘สสส.’เผย4สถานการณ์น่าห่วง

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัวสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ศูนย์วิชาการของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำรวจเยาวชนอายุ 15-21 ปี เกือบ 20,000 คนทั่วประเทศ พบ 4 สถานการณ์เด่น คือ

1.วิกฤตโควิด ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อเด็กและเยาวชนในครอบครัวเปราะบางหลายมิติ เช่นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวรายได้น้อย ครอบครัวแหว่งกลาง ยังไม่มีมาตรการเฉพาะเจาะจงยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น 2.ภาวะการเรียนรู้ถดถอยในเด็กทุกระดับ ทั้งการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และทักษะสังคม เพราะต้องเรียนออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ตลอด 3 ปี บางคนเรียนออนไลน์ตลอดช่วงการเป็นนักเรียน ม.ต้น หรือ ม.ปลาย

3.สุขภาพจิต ความเครียด ซึมเศร้า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีส่วนใหญ่เครียดเรื่องเรียน เพราะเรียนออนไลน์คุณภาพลดลง แต่โรงเรียนและผู้ปกครองยังคาดหวังสูงขณะที่จำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มีไม่เพียงพอ อีกทั้งเด็กและเยาวชน มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ ทั้งเรื่องอายุ ค่าใช้จ่าย และ 4.ความรุนแรง มีเด็กตกเป็นเหยื่อมากขึ้นและมีรูปแบบที่แนบเนียน สังเกตเห็นได้ยากขึ้น ทั้งการละเมิดทางเพศ การใช้อาวุธ แต่ละวันมีเด็กและเยาวชนร้อยละ 46 เผชิญความรุนแรง เกิดในบ้านตัวเองร้อยละ 18และพบมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ มีข้อมูลการสำรวจความปลอดภัยในโลกออนไลน์ใน 30 ประเทศ ไทยติดอันดับ 29 ซึ่งจะเห็นว่าเด็กไทยจำนวนมากถูกคุกคามในโลกออนไลน์ อนึ่ง สถานการณ์ที่ดีมักกระจุกตัวอยู่ในครอบครัวที่มีความพร้อม ประมาณร้อยละ 30 ขณะที่อีกร้อยละ 70 เป็นครอบครัวเปราะบาง เป็นความท้าทายในการทำงานสร้างเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชน เพราะสาเหตุหลักที่กระทบต่อเด็กเป็นเรื่องเศรษฐกิจครอบครัว ซึ่ง สสส. ทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องสานพลังกับหลายฝ่าย เน้นพัฒนานวัตกรรม

“เช่น แพลตฟอร์มเติมเต็ม เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเด็กที่อยู่ในครอบครัวเปราะบาง มาทำงานกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด ทำให้เจอว่าเด็กคนไหนมีความเสี่ยง นำมาออกแบบแผนพัฒนาเด็กรายบุคคลป้องกันปัญหาในมิติต่างๆ ก่อนเกิดวิกฤต ขณะนี้นำร่องดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพฯ 6 โซน โซนละ 1 เขตก่อนถอดบทเรียน ขยายผลดำเนินการให้ครอบคลุมพื้นที่อื่นๆ ต่อไป” น.ส.ณัฐยา กล่าว

น.ส.ณัฐยา ยังกล่าวอีกว่า สำหรับวันเยาวชนแห่งชาติ ปี 2566 ของขวัญที่มีคุณค่าที่อยากแนะนำที่สุดคือ การค้นพบตัวตน ความถนัด เพื่อถออกแบบชีวิต เลือกเรียน
เลือกอาชีพในฝันของตัวเอง ซึ่ง สสส.ร่วมกับสำนักพิมพ์ Bookscape ทำหลักสูตร “ออกแบบชีวิตด้วยแนวคิดนักออกแบบ (Design Thinking for Student Life)” โดย ครูเมษ์ ศรีพัฒนาสกุล CEO บริษัทลูกคิด จำกัด เป็นวิชาแนะแนวทางเลือกสำหรับเยาวชนอายุ 12 ปีขึ้นไป

เพื่อแก้ไขปัญหาคลาสสิกของเด็กไทยคือ “ค้นหาตัวเองไม่เจอ”หนึ่งในสาเหตุของความเครียด โดยสามารถเข้าใช้งานได้ฟรีบนแพลตฟอร์ม “HOOK Learning” มีทั้งหมด 7 บทเรียน บทเรียนละ10 กว่านาที สามารถทำตามได้ง่ายเพียง 1 สัปดาห์ เชื่อว่าจะทำให้เด็กและเยาวชนไทย ทำความเข้าใจตนเองและออกแบบเส้นทางการศึกษา อาชีพที่ลงตัวผ่านกระบวนการคิดแบบนักออกแบบได้

วันเยาวชนแห่งชาติของไทย ตรงกับวันที่ 20 กันยายน ของทุกปี ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่18 มิ.ย. 2528 เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี 2 พระองค์ ซึ่งเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติในฐานะยุวกษัตริย์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2396 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2468 จึงถือเป็นวันสิริมงคล ขณะที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานระบุความหมายของคำว่า “เยาวชน”ว่า หมายถึง บุคคลอายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์

‘DPU’จับมือม.ดังจาก‘เกาหลีใต้’ เตรียมเปิดหลักสูตรภาษาเกาหลี2+2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757666

‘DPU’จับมือม.ดังจาก‘เกาหลีใต้’  เตรียมเปิดหลักสูตรภาษาเกาหลี2+2

‘DPU’จับมือม.ดังจาก‘เกาหลีใต้’ เตรียมเปิดหลักสูตรภาษาเกาหลี2+2

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า วิทยาลัยนานาชาติ DPU ลงนามความร่วมมือกับ Gyeongsang National University (GNU) ประเทศเกาหลีใต้ เตรียมเปิดหลักสูตรภาษาเกาหลี ในปีการศึกษา 2567 ซึ่งจะเป็นหลักสูตรภาษาตะวันออกอีกหนึ่งสาขาเพิ่มเติมจากสาขาภาษาญี่ปุ่น โดยหลักสูตรภาษาตะวันออกดังกล่าว เป็นหลักสูตร 2+2

ซึ่งจะมีการเรียนในประเทศไทย 2 ปี และอีก 2 ปีหลัง จะเรียนที่เกาหลีใต้ ณ มหาวิทยาลัยที่ได้ลงนามความร่วมมือกัน ภายหลังจบการศึกษายังได้รับปริญญา 2 ใบ ทั้งจากมหาวิทยลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และ Gyeongsang National University(GNU) พร้อมกันนี้ เมื่อผ่านการสอบวัดระดับภาษาเกาหลี (TOPIK) ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย ยังเตรียมช่องทางในการทำงานไว้รองรับบัณฑิตที่จบการศึกษาออกไปอีกด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ได้ร่วมกับ Gyeongsang National University Daegu Haany University KortopMedia และศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย เปิดศูนย์“Korean Language and Cultural Center” ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2566 โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับ ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

และ Hyan-wook Kim รองคณบดีฝ่ายต่างประเทศและความร่วมมือ Gyeongsang National University Park, Soo Jinรองอธิการบดี Daegu Haany University Koh, Dae Hwa ประธาน Kortop Media และ น.ส.ธันยากานต์ หิรัญสิทธิทวีกุลผู้จัดการทั่วไป ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมในพิธีเปิดโดยศูนย์ดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ และภารกิจของศูนย์จะมีการเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาเกาหลี เพื่อให้นักศึกษาชาวไทยได้เพิ่มทักษะภาษาที่ 3 รวมทั้งเข้าใจในวัฒนธรรมเกาหลีมากขึ้นอันจะนำไปสู่การเพิ่มโอกาส ในการทำงานหรือทำธุรกิจ

คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มธบ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าอิทธิพลทางวัฒนธรรมของเกาหลีเฟื่องฟูมาก เรียกว่าเป็น Soft Power ที่ติดอันดับต้นๆ และขยายอิทธิพลไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นอกจากนี้ ภาครัฐยังสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเกาหลีเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยข้อมูลจาก BOI ระบุมีนักลงทุนเกาหลีเข้ามาลงทุนในไทยแล้ว จำนวนกว่า400 ราย

และล่าสุดได้เชิญชวนนักลงทุนเกาหลีเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดมูลค่าการลงทุนจำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท ดังนั้น โอกาสของของแรงงานที่สามารถสื่อสารภาษาและเข้าใจวัฒนธรรมเกาหลีจึงมีมากขึ้น ทางมหาวิทยาลัยฯจึงเล็งเห็นความสำคัญในการเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาเกาหลี เพื่อให้เด็กไทยได้เพิ่มทักษะด้านภาษา ซึ่งจะสอดคล้องกับความต้องการของเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการเรียนรู้ภาษาที่ 3 มากขึ้น

“ตั้งแต่มี EEC เกิดขึ้นนักลงทุนที่เข้ามาเมื่อก่อนเป็นชาวญี่ปุ่น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่นักธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย ยังมีนักธุรกิจเกาหลีที่เข้ามาลุงทุนในไทยไม่แพ้กันดังนั้น จึงมีความต้องการแรงงานที่สามารถสื่อสารและเข้าใจวัฒนธรรมเกาหลี มหาวิทยาลัยเล็งเห็นความสำคัญของการเปิดหลักสูตรภาษาเกาหลี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และตอบโจทย์ความต้องการของเด็กรุ่นนี้ เพราะปัจจุบันมีเด็กที่ต้องการเรียนรู้ภาษามากกว่า 2 ภาษาจำนวนไม่น้อย และหนึ่งในนั้นก็คือภาษาเกาหลีที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้”ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าว

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวในตอนท้ายว่า ก่อนจะเปิดสาขาภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัยได้เตรียมความพร้อมผ่านการจัดให้มีหลักสูตรภาษาตะวันออก ได้มีการเพิ่มวิชาเอก ให้นักศึกษาเลือกเป็นภาษาที่ 3 คือ ภาษาญี่ปุ่น และ ภาษาเกาหลีเปิดรับนักศึกษาประมาณเอกละ 100 คน สอนโดยอาจารย์คนไทยที่เรียนจบด้านภาษา และอาจารย์เจ้าของภาษาจากมหาวิทยาลัยที่เราทำ MOU ด้วย ดังนั้น จึงเป็นหลักสูตรที่เราร่วมกันพัฒนา นักศึกษาจะได้ทั้งภาษาและวัฒนธรรม นอกจากนี้เรายังมีแผนสร้าง Community ด้านภาษาต่างๆ เพื่อสร้างความกล้าด้านการสื่อสาร

โดยวิชาเอกภาษาเกาหลีเรามีนักศึกษาเกาหลีแลกเปลี่ยนอยู่แล้วทุกปี และนักศึกษาที่เลือกเรียนเอกภาษาเกาหลีจะมีโอกาสได้ไป Summer Camp ที่ KeimyungUniversity ประเทศเกาหลี อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีความร่วมมือทางวิชาการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 1 สัปดาห์ (*ยกเว้น ค่าเดินทางและค่าอาหาร) ซึ่งมหาวิทยาลัยที่เกาหลีเปิดรับทุกปี ปีละ 20 คนโดยการไปซัมเมอร์ในแต่ละปีนักศึกษาได้เพิ่มทักษะด้านภาษาและมีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอีกด้วย

ยูเนสโกรับรอง อุทยานศรีเทพเป็นมรดกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757770

ยูเนสโกรับรอง อุทยานศรีเทพเป็นมรดกโลก

ยูเนสโกรับรอง อุทยานศรีเทพเป็นมรดกโลก

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ยูเนสโกรับรอง อุทยานศรีเทพเป็นมรดกโลก
 

องค์การยูเนสโกประกาศรับรอง“อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ”จ.เพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลก ทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร มีการแถลงข่าว

การประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกและนายเสริมศักดิ์ พงษพานิช รมว.วัฒนธรรม ซึ่งก่อนการแถลงข่าวคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมรับชมการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่45 ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบียในการรับรองเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก อย่างเป็นทางการด้วย จากนั้นเวลา 15.30น.ถึงเวลาที่รอคอย เมื่อคณะกรรมการมรดกโลกได้พิจารณาพร้อมประกาศรับรองเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลก โดยผู้ที่ร่วมฟังผลการประกาศต่างเปล่งเสีย และปรบมือแสดงความยินดีในโอกาสครั้งนี้

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ได้ดำเนินการขับเคลื่อนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติเป็นมรดกโลกมาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ ได้ร่วมกับวธ.เสนอเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยได้มีแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่อย่างต่อเนื่อง หวังว่า การขับเคลื่อนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ เป็นแหล่งมรดกโลก จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการหวงแหน และอนุรักษ์ทรัพยากรที่เป็นทุนที่สำคัญ ที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ และที่สำคัญก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยว

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวต่อไปว่า เมืองโบราณศรีเทพ ประกอบด้วยแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม 3 แหล่ง ที่มีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กัน มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และคงความเป็นของแท้ดั้งเดิม ได้แก่ เมืองโบราณศรีเทพ โบราณสถานเขาคลังนอก และโบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ ภายใต้คุณค่าตามเกณฑ์ของยูเนสโกประกอบด้วย เกณฑ์ข้อที่ 2 แสดงถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง หรือพื้นที่ในวัฒนธรรมใดๆ ของโลก ผ่านการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม หรือทางเทคโนโลยี การวางแผนผังเมืองหรือการออกแบบภูมิทัศน์ และเกณฑ์ข้อที่ 3 เป็นพยานหลักฐานที่ยอดเยี่ยม หรือหาที่เสมอเหมือนไม่ได้ของประเพณี วัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ หรือสูญหายไปแล้ว

ด้าน นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า การที่เมืองโบราณศรีเทพ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโกในครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นเป็น 4 แหล่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในพุทธศักราช 2535 นับเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว กระทั่งแหล่งมรดกวัฒนธรรมของประเทศไทย คือ เมืองโบราณศรีเทพได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกอีกครั้ง จากนี้ วธ.โดยกรมศิลปากร ได้จัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพื่อรองรับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณศรีเทพภายหลังจากการได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก โดยแผนดังกล่าวได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะครอบคลุม ทั้งเรื่องการอนุรักษ์ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม แผนบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว การจัดทำแผนชุมชนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในด้านการอนุรักษ์

ทั้งนี้ กรมศิลปากร ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 20-24ก.ย.นอกจากนี้ ยังจัดแสดงนิทรรศการ เรื่องศรีเทพกับมรดกโลก ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.-14ม.ค.2567 เพื่อเผยแพร่เรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของเมืองโบราณศรีเทพ ให้ประชาชนคนไทยทุกคน ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ร่วมเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกในครั้งนี้ด้วย

‘อัมพร’ฝากก่อนเกษียณ ยากได้คนเข้าใจมานั่งเก้าอี้เลขากพฐ.คนใหม่ เพื่อให้ทันสถานการณ์ที่สพฐ.กำลังเผชิญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757779

'อัมพร'ฝากก่อนเกษียณ ยากได้คนเข้าใจมานั่งเก้าอี้เลขากพฐ.คนใหม่ เพื่อให้ทันสถานการณ์ที่สพฐ.กำลังเผชิญ

‘อัมพร’ฝากก่อนเกษียณ ยากได้คนเข้าใจมานั่งเก้าอี้เลขากพฐ.คนใหม่ เพื่อให้ทันสถานการณ์ที่สพฐ.กำลังเผชิญ

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.18 น.

วันที่ 19 กันยายน นายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการอกพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้นั้น ส่วนตัวอยากได้คนที่เข้าใจ มาสานต่อการทำงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นองค์กรใหญ่และมีปัญหาที่สลับซับซ้อนค่อนข้างมาก ถ้าได้คนไม่เข้าใจก็เหมือนกับมาเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ ผลกระทบที่จะได้คือ ความล่าช้า ความไม่ต่อเนื่องและความไม่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าได้เลขาธิการกพฐ.คนใหม่ที่มีต้นทุน มีความเข้าใจ ก็จะสามารถเริ่มทำงานได้ค่อนข้างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ที่สพฐ.กำลังเผชิญ 

“สถานการณ์ที่สพฐ.เจอไม่ใช่เรื่องธรรมดา  เจอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มา 3 ปี   ทำให้เกิดวิกฤตการศึกษาที่สูงมาก ดังนั้นถ้ายังมาจมอยู่กับการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกทิศถูกทาง ก็จะทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ที่เหมาะถ้าไม่ใช่ลูกหม้อสพฐ. ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหม้อเสมอไป แต่ต้องสามารถทำงานได้เลย ไม่ใช่มาแล้วต้องมาขอเวลาศึกษาอีก” นายอัมพร กล่าว 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า สำหรับการบ้านที่อยากจะฝากเลขาธิการกพฐ.คนใหม่นั้น ส่วนตัวไม่มีเรื่องอะไร แต่มีข้อห่วงใย โดยประเทศไทย ยังประสบปัญหาหลายอย่าง ทั้งความยากจน ความเหลื่อมล้ำ เรื่องสุขภาพอนามัย เรื่องสิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกม ยาเสพติดหรือภัยคุกคามทางโซเชียล ดั้งนั้นตนค่อนข้างเห็นด้วยกับนโยบายของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ว่าถ้าหากเราจะเน้นไปข้างหน้า อย่างแรกคือ ต้องทำให้คนมีความสุข ทั้งกายและใจ อย่างที่สองคือ ทำอย่างไร ถึงจะช่วยติดอาวุธทางปัญญาให้กับคน ก็คือเรื่องการอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องรณรงค์ จากนั้น ต้องทำให้เขามีทักษะชีวิตที่ดี สามารถเอาชีวิตรอด และช่วยชี้ทางให้เด็กเดิน ซึ่งต้องมีการแนะแนวว่าโตขึ้นเด็กสามารถเป็นอะไรได้บ้าง เพื่อให้มีเป้าหมาย เดินไปสู่ความสำเร็จให้ได้ โดยการสร้างแรงบรรดาลใจให้นักเรียน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ตนอยากเน้นย้ำ

เข้าชม’เมืองโบราณศรีเทพ’ฟรี ช่วง 20-24 ก.ย.นี้ หลังยูเนสโกประกาศเป็นมรดกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757776

เข้าชม'เมืองโบราณศรีเทพ'ฟรี ช่วง 20-24 ก.ย.นี้  หลังยูเนสโกประกาศเป็นมรดกโลก

เข้าชม’เมืองโบราณศรีเทพ’ฟรี ช่วง 20-24 ก.ย.นี้ หลังยูเนสโกประกาศเป็นมรดกโลก

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 20.51 น.

วันที่ 19 กันยายน 2566 เวลา 15.38 น.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เป็นประธานแถลงข่าวการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม ประธานอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ร่วมแถลงข่าว ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้เมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๕ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่10-25 กันยายน 2566 ณ กรุงริยาร์ด ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม รวม 4 แห่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย–ศรีสัชนาลัย–กำแพงเพชร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

ล่าสุด เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลก แห่งที่ 4 นับตั้งแต่การประกาศให้แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เป็นมรดกโลก เมื่อพ.ศ. 2535 ประเทศไทยได้นำเสนอเมืองโบราณศรีเทพบรรจุอยู่ในบัญชีเบื้องต้นมรดกโลก เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 และได้นำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์เพื่อขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกต่อยูเนสโก ในเดือนมกราคม 2564 รวมพื้นที่นำเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก จำนวน 866.471 เฮกตาร์ หรือประมาณ 5,515 ไร่ ประกอบด้วยแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม 3 แหล่ง ที่มีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันทางวัฒนธรรม มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และคงความเป็นของแท้ดั้งเดิม ประกอบด้วย เมืองโบราณศรีเทพ โบราณสถานเขาคลังนอก โบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์

“เหตุผลที่ทำให้เมืองโบราณศรีเทพ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก เนื่องจากคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากล กล่าวคือ เมืองโบราณศรีเทพเป็นเมืองสำคัญสมัยทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16 หรือประมาณ 1,000-1,400 ปี แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการสำคัญทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาดังกล่าว เมืองโบราณศรีเทพ มีรูปแบบผังเมืองที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์

ภายในเมืองประกอบด้วยศาสนสถานมากกว่า 112 แห่ง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม เป็นของตนเอง ที่เรียกว่า “สกุลช่างศรีเทพ” หลักฐานที่พบจากเมืองโบราณศรีเทพ แสดงถึงความผสมผสานของศาสนา และความเชื่อ ทั้งศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทและมหายาน ที่รับจากประเทศอินเดีย ปรับเปลี่ยนและพัฒนาเป็นรูปแบบเฉพาะ ภายใต้วัฒนธรรมทวารวดีที่เจริญรุ่งเรืองในภาคกลางของประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว”รองนายกฯ กล่าว

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า เมืองโบราณศรีเทพ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมภายใต้คุณค่า ตามเกณฑ์ของยูเนสโก ประกอบด้วย เกณฑ์ข้อที่ 2 แสดงถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง หรือพื้นที่ในวัฒนธรรมใด ๆ ของโลก ผ่านการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม หรือทางเทคโนโลยี การวางแผนผังเมืองหรือการออกแบบภูมิทัศน์ เกณฑ์ข้อที่ 3 เป็นพยานหลักฐานที่ยอดเยี่ยม หรือหาที่เสมอเหมือนไม่ได้ของประเพณี วัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ หรือสูญหายไปแล้ว การที่เมืองโบราณศรีเทพได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ซึ่งเป็นเจ้าของมรดกวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นเกียรติภูมิของประเทศ นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช กล่าวว่า การที่เมืองโบราณศรีเทพ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโกในครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นเป็น 4 แหล่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี และล่าสุด เมืองโบราณศรีเทพ ภารกิจของรัฐบาลยังไม่สิ้นสุดเพียงการเฉลิมฉลองการประกาศให้เมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกเท่านั้น กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้จัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพื่อรองรับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณศรีเทพภายหลังจากการได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก โดยแผนฯ ดังกล่าวได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะครอบคลุม ทั้งเรื่องการอนุรักษ์ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม แผนบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว การจัดทำแผนชุมชนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในด้านการอนุรักษ์

ทั้งนี้ กรมศิลปากร ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 20-24 กันยายน 2566 นอกจากนี้ ยังจัดแสดงนิทรรศการ เรื่อง ศรีเทพกับมรดกโลก ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2566 ถึง 14 ม.ค.2567 เพื่อเผยแพร่เรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของเมืองโบราณศรีเทพ ให้ประชาชนคนไทยทุกคน ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ร่วมเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกในครั้งนี้

ในโอกาสนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุม UNGA ครั้งที่ 78 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ร่วมแสดงความยินดีกับทางคณะผู้แทนไทยที่เดินทางไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 45 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย พร้อมฝากแสดงความยินดีกับชาวไทยด้วย

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน’เมืองโบราณศรีเทพ’ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757673

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน'เมืองโบราณศรีเทพ' เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน’เมืองโบราณศรีเทพ’ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.13 น.

วันที่ 19 กันยายน 2566 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) สมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย มีมติให้ขึ้นทะเบียนแหล่งเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลก ภายในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ค.ศ. 1972 (Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage หรืออนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) โดยแหล่งเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกลำดับที่ 7 ของไทย ก่อนหน้านี้ ไทยมีมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว ๖ แหล่ง ได้แก่ (1) เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (2) นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร (3) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร – ห้วยขาแข้ง (4) แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง (5) ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และ (6) กลุ่มป่าแก่งกระจาน

เมืองโบราณศรีเทพตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วยแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม 3 แหล่งที่สัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน คือ เมืองโบราณศรีเทพ โบราณสถานเขาคลังนอก และโบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ มีอายุมากกว่า 1,500 ปี และด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีความเหมาะสม จึงมีการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว มีผังเมืองที่มีอัตลักษณ์แตกต่างไปจากผังเมืองสมัยทวารวดีทั่วไป และยังมีรูปแบบศิลปกรรมที่โดดเด่น และแตกต่างจากเมืองสมัยทวารวดีในที่อื่น ๆ จนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปกรรมในสกุลช่างศรีเทพ

การขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจของไทยและถือเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในระดับสากลต่อคุณค่าและความสำคัญของแหล่งเมืองโบราณศรีเทพในฐานะมรดกโลกทางวัฒนธรรม รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของการผสานความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู คุ้มครอง และป้องกัน เมืองโบราณศรีเทพให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสมบัติของคนรุ่นใหม่และคนทั้งโลกต่อไป

อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ค.ศ. 1772 ได้รับการรับรองในที่ประชุมสมัยสามัญของยูเนสโกเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2515 โดยมีแรงบันดาลใจจากการที่นานาประเทศได้ร่วมกันบริจาคเงินกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านยูเนสโกให้แก่อียิปต์และซูดาน เพื่อเคลื่อนย้ายและบูรณะวิหาร Abu Simbel ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมภายหลังการก่อสร้างเขื่อนอัสวาน ปัจจุบัน มีรัฐภาคี 195 ประเทศ การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐภาคีที่จะสงวนรักษาความโดดเด่นทางธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้สำหรับคนรุ่นหลัง รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน

ขอบคุณภาพ : สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย ผอ.สพท. ฝากการบ้านผู้บริหารเดินหน้า‘เรียนดี มีความสุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757615

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย ผอ.สพท. ฝากการบ้านผู้บริหารเดินหน้า‘เรียนดี มีความสุข’

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย ผอ.สพท. ฝากการบ้านผู้บริหารเดินหน้า‘เรียนดี มีความสุข’

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.43 น.

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย‘ผอ.สพท.’ทั่วประเทศ เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง‘เรียนดี มีความสุข’ พร้อมช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น เบาขึ้น

19 กันยายน 2566 ที่ศูนย์ประชุม NICE สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวมอบนโยบายในการประชุมผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงเปิดงาน 2 ทศวรรษ “สานต่อพื้นฐานการศึกษา พัฒนาอนาคตเด็กไทย” โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้การต้อนรับ และผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วม ได้แก่ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการกพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขตทั่วประเทศ และผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาในพื้นที่ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน เข้าร่วมในพิธี

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวตอนหนึ่ง ว่า ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาพบกับผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกคนในวันนี้ หลังจากที่ได้พบและพูดคุยผ่านระบบออนไลน์ ในการมอบนโยบาย เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สื่อสารนโยบายของศธ.แก่ทุกคนอีกครั้ง ซึ่งถือว่าทุกคนเป็นผู้นำทางการศึกษาในพื้นที่ และถือเป็นโซ่ข้อกลางที่สำคัญ ในการเชื่อมต่อนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดคุณภาพทางการศึกษา สู่สถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุด คือ ตัวผู้เรียน ในการทำอย่างไรให้ “เรียนดี มีความสุข”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ศธ.จึงกำหนดนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใน 3 ด้าน ได้แก่

1. ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (1 นักเรียน 1 Tablet)

2. มุ่งเน้นเรื่องโรงเรียนคุณภาพ ตั้งเป้าที่ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ โดยทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกัน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับเด็กในชนบทได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับเด็กในเมือง

3. ระบบแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต ทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนรู้จักตนเอง ในที่นี้หมายถึง รู้จักความถนัดและความสามารถของตน เพื่อจะนำไปสู่การเลือกเรียนในสาขาวิชาต่าง ๆ อย่างเหมาะสม นำพาไปสู่การมีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวในอนาคต ส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่อาจจะไม่มีความถนัดทางด้านวิชาการ แต่มีความสามารถและความถนัดทางด้านวิชาชีพ คหกรรม โดยส่งเสริม สนับสนุน ให้สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพได้ด้วยตนเอง โดยมีครูผู้สอนเป็นโค้ชแนะแนวทาง พร้อมกับการสร้างเครือข่ายในชุมชนและท้องถิ่น เพื่อแสวงหาพื้นที่ในการประกอบอาชีพหรือหารายได้ระหว่างเรียนให้กับผู้เรียน

“ผมอยากเน้นย้ำนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ทั้งความสุขของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้ปกครองและชุมชน และไม่ใช่แค่ความสุขในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสุขในอนาคต  ดังนั้นขอฝากผู้บริหารทุกระดับให้นำนโยบายไปคิดว่า ในภาระหน้าที่ของตนเองจะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างไร ทั้งนี้ ในการทำงาน ผมเสมอว่า เมื่อมาเป็นเสมา 1 แล้ว จะต้องไม่เพิ่มภาระให้ใคร แต่จะต้องเข้ามาช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น เบาขึ้น ผมและทีมงานจะไม่มาสร้างภาระให้ทุกคน อย่างแน่นอน ทั้งนี้จากการดูกิจกรรมภายในงาน พบว่าปัจจัยความสำเร็จ คือต้องมีหัวใจ ที่จะทำงาน ซึ่งอยากให้ทุกคนไปขับเคลื่อนให้ครูและนักเรียน มีหัวใจที่จะทำงานสอนและเด็กรักที่จะเรียน “ พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้านนายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  รมว.ศธ. ได้เยี่ยมชม นิทรรศการสรุปผลงาน 20 ปีของ สพฐ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเดิมที่ สพฐ.ทำเมื่อปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย โอกาสทางการศึกษา รวมถึงเรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ ใน 4 ด้าน  ซึ่งรัฐมนตรีให้ความชื่นชม และได้ขอให้สพฐ.ไปจัดทำสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจะได้วิเคราะห์และเผยแพร่ให้คนเห็นได้ง่าย นอกจากนี้ รมว.ศธ. ยังย้ำนโยบายลดภาระครู นักเรียนและผู้ปกครอง และตอนท้ายรมว.ศธ. ยังย้ำว่า สิ่งสำคัญ คือ  กระบวนการที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ โดยได้ยกประเด็นของ อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เน้นในเรื่องของ เหตุ โดยให้ดูว่าเกิดจากอะไร เมื่อรู้สาเหตุแล้วจะมีวิธีแก้อย่างไร ซึ่งจะต้องเรียบง่ายและประหยัด โดยยกตัวอย่างเรื่องความปลอดภัย อาจไม่จำเป็นต้องติดกล้องวงจรปิด แค่รณรงค์ให้เด็ก ไม่เดินคนเดียว ไปไหนมาไหนไปกับเพื่อน ก็จะเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น เป็นต้น