นวัตกรรมสาธิตจุฬาฯคว้าTOP 10 และรางวัลอื่นๆ กว่า 52 รางวัลที่แคนาดา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754943

นวัตกรรมสาธิตจุฬาฯคว้าTOP 10  และรางวัลอื่นๆ กว่า 52 รางวัลที่แคนาดา

นวัตกรรมสาธิตจุฬาฯคว้าTOP 10 และรางวัลอื่นๆ กว่า 52 รางวัลที่แคนาดา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์และนักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติอีกครั้ง คว้า 52 รางวัล จากงาน “International Invention Innovation Competition in Canada (iCAN 2023)” โดยแข่งขันงานจากผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้นกว่า 621 ผลงานจาก 50 ประเทศ จัดโดย TORONTO INTERNATIONAL SOCIETY OFINNOVATION & ADVANCED SKILLS(TISIAS) เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2566ที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา

รางวัล TOP10 BEST INVENTION AWARDS จากผลงาน CareCamera ผลงานของอาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม นายชยรัฐ หวังวีระ Northfield Mount Hermon School นายแก้วกานต์ แย้มบางยาง กองวิศวการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ นายปรินทร แจ้งทวี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เป็นอุปกรณ์ติดตามผู้ป่วยพร้อมระบบแสดงผลและแจ้งเตือนโดยอาศัยหลักการของการวัดสัญญาณชีพของผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ที่บ้าน และผลงานนี้ยังได้รับรางวัล Jury’s Choice Award รางวัลเหรียญทอง และ3 Special Awards จาก WorldInvention Intellectual PropertyAssociations (WIIPA), Korea UniversityInvention Association (KUIA) และ Innovation Initiative Co-operative Inc. “The Inventors Circle”

รางวัล TOP 20 BEST INVENTION AWARDS จากผลงานO-NE CASE นวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศที่ใช้รังสี UVC ในการฆ่าเชื้อโรคในอากาศ ของ ด.ญ.สิรรินทร์ ประสิทธิ์ดำรง สาธิตจุฬาฯ ด.ช.ธนินกิตติ์ ประสิทธิ์ดำรง สาธิตปทุมวัน และ ด.ช.ปรานต์ อุดมแสวงทรัพย์ โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล Best Invention Design Award รางวัลเหรียญทอง และSpecial Awards จาก Innovation Initiative Co-operative Inc. “The Inventors Circle”

นวัตกรรมอื่นๆ ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ Oh my back โดย ด.ญ.พัทธวรรณ พิบูลธรรม, ด.ญ.พัทธ์ธีรา อรพิมพันธ์ และ ด.ช.พิชชากร อรพิมพันธ์ สาธิตจุฬาฯ เหรียญทอง รางวัล Organizer’sChoice Award และ 2 Special Awards จาก Innovation Initiative Co-operative Inc. และ Indonesian Invention and Innovation Promotion Association (INNOPA), Happy Pill Dispenser โดย ด.ช.ณธันย์ โฉลกพันธ์รัตน์ และ ด.ช.ณกันต์ โฉลกพันธ์รัตน์ สาธิตจุฬาฯ เหรียญทอง รางวัล Best Young Inventor Award และ 2 Special Award จาก Toronto International Society of Innovation & Advanced Skills (TISIAS) และ The First Institute of Inventors and Researchers in I.R. IRAN (FIRI), SAS Smart Alert Sensor โดย ด.ญ.รวินท์ ชูจารุกุล, ด.ช.ภาสันต์ สันพนวัฒน์, ด.ญ.แทนหทัย จิตธรรม และ ด.ช.ภาวิน รุ่งโรจน์ชัยพร สาธิตจุฬาฯ เหรียญทองและ 2 Special Awards จากToronto International Society of Innovation & Advanced Skills (TISIAS) และ Inventors College Organization (ICO),5-in-1 Page Turner โดย ด.ญ.ปัณณภรณ์ ทองเจริญ, ด.ญ.ณิชชา วิทูราภรณ์ สาธิตจุฬาฯ ด.ญ.ณทักษพร อภิเกษมสันติ์ อัสสัมชัญคอนแวนต์ และ ด.ญ.อลิสา ครามาเชค สามเสนวิทยาลัย เหรียญทองและ 2 Special Awards จาก TISIAS และ Eurobusiness-Haller & Haller Pro Inventio Foundation, Blink โดย น.ส.ณิธาน อาชายุทธการ และ น.ส.นพวรรณ ประเวศวรารัตน์ สาธิตจุฬาฯ เหรียญทอง และ 2 Special Award จาก TISIAS และ Organization for Creativity, Innovation, and Invention Promotion (OCIIP),Specialized Cleaning and Residue Unveiling Bot โดย นายแทนธรรม จิตธรรม CATS Academy Boston USA น.ส.พิมพ์พิศา พิศาลบุตร น.ส.วริณศยา เสรีภาพงศ์ และ น.ส.พิชญ์ภณิตา เมธาสุริยะพงษ์ สาธิตจุฬาฯ เหรียญทอง และ 2 Special Award จาก TISIAS และ National Association for Science and Research (NASR), Magic Flexi : Enhancing Practicality & Hygiene in Portable Dining โดย ด.ช.เลปกร เครือโสม ด.ญ.เอวิกา คล้ายสังข์ ด.ญ.สุณัฏฐิดา เมธาวรากร และ ด.ญ.วิณณิชชา โชติถิรพงศ์ สาธิตจุฬาฯ เหรียญทอง และ Special Awards จาก TISIAS, Magic Cool Pack โดย ด.ญ.ชญาภา ศรีวรวิไล ด.ญ.ปิยสรณี วินะยานุวัติคุณ และ ด.ญ.ปริญ อุดมเกียรติกูล โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Awards จาก Innovation Initiative Co-operative Inc.,Touchless Eco-Sink โดย น.ส.ธัญภัส ไตรวิทยากร และ น.ส.อลิสา ไตรวิทยากรสาธิตจุฬาฯ เหรียญทอง และ Special Awards จาก Innovation Initiative Co-operative Inc., Ice-seperated (Boba-licious) โดย น.ส.ชมฉัน สิทธิกิจ สาธิตจุฬาฯ เหรียญทอง และ Special Award จาก Innovation Initiative Co-operative Inc.,The Brainny Booster โดย ด.ช.ภูริภัทร ตั้งสืบกุล สาธิตจุฬาฯ เหรียญเงิน และ Special Awards จาก Innovation Initiative Co-operative Inc.,C-credit โดย นายฐาน มีลาภอุดมชัย น.ส.ธัญภัส ไตรวิทยากร นายสุรณัฐ กีรติวรนันท์ น.ส.รมย์ชลี รัตนศิริวิไล และ นายภูรินท์ องค์วรรณดี สาธิตจุฬาฯ เหรียญเงิน และ Special Awards จาก TISIAS, Cycloud โดย นายสรัล อัสสะบำรุงรัตน์ น.ส.สฤณชา จิรปัญญาวงศ์ น.ส.กานต์สินี จักรเสมาสถิตกุล และ นายพีรวัส วรวิชญาวิวัฒน์ สาธิตจุฬาฯ เหรียญเงิน และ Special Awards จาก TISIAS, JUSTPLASTER โดย น.ส.ธารพระพร พิกุล น.ส.พีชรีพร บุญวัน และ นายพรภวิษย์ อุตมพงศ์ชัย สาธิตจุฬาฯ เหรียญเงิน และ Special Awards จาก Innovation Initiative Co-operative Inc.,Narcolepsycue : Device for Preventing Drowsy Driving โดย นายวีรวิน ไวฑูรเกียรติ น.ส.ชุติรดา ศานติวรพงษ์ น.ส.ปริณ จุลนวล และ นายยสินทร ปุญญวานิช สาธิตจุฬาฯ เหรียญเงิน และ Special Awards จาก TISIAS,Wellbeing Connect โดย ด.ช.วรัญญู กิตติถาวรกุล โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และ Special Awards จาก TISIAS และ Germ Guard Goo โดย น.ส.วริณศยา เสรีภาพงศ์ น.ส.พิชญ์ภณิตา เมธาสุริยะพงษ์ น.ส.พิมพ์พิศา พิศาลบุตร โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ และ นายแทนธรรม จิตธรรมCATS Academy Boston USAได้รับรางวัลเหรียญเงิน และ Special Awards จาก Innovation Initiative Co-operative Inc.

ผู้ปกครอง นร.’เตรียมพัฒน์’ทำจม.เปิดผนึก จี้พ่อแม่’หยก’ปรากฏตัวชี้ทางสว่างให้ลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755025

ผู้ปกครอง นร.'เตรียมพัฒน์'ทำจม.เปิดผนึก จี้พ่อแม่'หยก'ปรากฏตัวชี้ทางสว่างให้ลูก

ผู้ปกครอง นร.’เตรียมพัฒน์’ทำจม.เปิดผนึก จี้พ่อแม่’หยก’ปรากฏตัวชี้ทางสว่างให้ลูก

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.15 น.

สุดทนแล้ว!! กลุ่มผู้ปกครอง”นร.เตรียมพัฒน์”ทำจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องทางโรงเรียนชี้แจงสถานะของ”หยก” พร้อมทั้งร้องขอให้พ่อ-แม่ปรากฏตัวชี้ทางสว่างให้กับลูก รวมทั้งขอให้กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังปล่อยตัวน้องกลับไปสู่อ้อมอกของผู้ปกครองเสียที ขณะเดียวกันยังสื่อสารไปถึง”หยก”ขอเอาใจช่วยไม่อยากเห็นการกระทำผิดอีกต่อไป และควรกล้าพูดคำว่าขอโทษ

6 ก.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกลงงวันที่ 5 กันยายน 2566 ระบุว่า เรียน ท่านผู้เกี่ยวข้องทุกท่านเรื่อง ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย และบรรยากาศการเรียนรู้ของลูกของเรา

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ที่มีการขัดขวางการเดินทางไปเข้าค่ายของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ห้อง 4/18 นั้น การกระทำดังกล่าวสุ่มเสี่ยงในการละเมิดเสรีภาพของกลุ่มนักเรียนที่จะเดินทางไปค่ายที่อยู่บน รถโดยสารซึ่งเป็นลูก ๆ ของเรา ส่งผลให้กระทบสภาพจิตใจ โดยเฉพาะการปรากฏตัวของผู้ที่ปรากฎในสื่อทั่วไป ว่า อาจจะอยู่ในระหว่างการมีคดีความในการบุกรุกสถานที่ราชการต่งๆ และสุ่มเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุ อาจเกิดการบาดเจ็บของน้องหยกที่พยายามมาขัดขวางรถโดยสารเอง เราในฐานะกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนมัธยมปีที่ 4 ขอสื่อสารข้อกังวลของเราที่ทำให้เราหนักใจ และเราเชื่อว่าจำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยทันที

เราขอเรียกร้องแก่ทางโรงเรียน ขอความอนุเคราะห์จากทางโรงเรียน เราขอความชัดเจนในสถานะความเป็นนักเรียนของน้องหยก ทั้งนี้เราเข้าใจความปรารถนาดี ที่โรงเรียนต้องการให้เด็กที่ไม่มีชื่อในระบบได้เริ่มต้นใหม่ ตามฎกติกาของหน่วยงานการศึกษาภาครัฐ โดยให้โอกาสมาเรียนเพื่อรอกระบวนการจัดหาที่เรียนใหม่ และได้อยู่กับเพื่อนๆ แต่เขาคงไม่สามารถยอมรับการกระทำที่กระทบสิทธิของนักเรียนคนอื่น

กระทบการจัดการการเรียนการสอน กระทบจิตใจนักเรียนคนอื่นที่ต้องนั่งเรียนแบบหวาดระแวงอีกต่อไป เราขอเรียกร้องไปยังพ่อและแม่ของน้องหยก การปรากฏตัวออกมาของพ่อแม่จะชี้ทางสว่างให้ลูกที่หลงผิดได้ ไม่ว่าลูกของท่านจะทำผิดอย่างไร เมื่อดำเนินแก้ไขตามกฎกติกาแล้ว ลูกของท่านจะได้รับการให้อภัย จากสังคมเสมอเราเชื่อว่าความโกรธของพ่อแม่ต่อลูก ยังมีค่ามากกว่าความรักที่ไม่ถูกทางของผู้ที่ไม่หวังดี

เราขอเรียกร้องไปยังกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังน้องหยก เราขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวน้องหยก ให้ได้กลับไปอยู่กับ พ่อแม่ของน้องหยก เพื่อเปิดโอกาสให้น้องได้เข้าสู่กระบวนการจัดการด้านการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาอย่างถูกต้อง ได้เรียนรู้ชีวิตในหลากหลายมุมมองและในส่วนของการสนับสนุนให้เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของน้องหยกนั้น แต่ไปกระทำการที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของนักรียนคนอื่น โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเพื่อนๆของน้องหยกเอง การกระทำเช่นนั้น จะย้อนกลับไปทำร้ายจิตใจน้องหยกเอง

เราขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานภาครัฐที่อาจช่วยเหลือเรื่องนี้ได้ น้องหยกคือเยาวขนหญิงคนหนึ่งมีโอกาสทำผิดพลาดและสมควรได้รับโอกาส เราหวังพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับ ช่วยเหลือดูแล ให้คำแนะนำในการแก้ไขสิ่งผิด ให้กลับมาถูกต้อง ตามพรบ. คุ้มครองเด็กและเยาวชน

เราอยากสื่อสารถึงน้องหยก ด้วยความปรารถนาดีอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราไม่อยากเห็นลูกกระทำผิดอีก ไม่ว่าแรงผลักดันของลูกนั้นมันจะเกิดจากความอยุติธรรมใด ๆ ที่มีขึ้นในชีวิตของลูก ไม่ว่าความอยุติธรรมนั้นจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือลูกอาจเข้าใจผิด หรือมีการทำให้เข้าใจผิด”

เราจะเอาใจช่วยให้ลูกกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง อีกไม่นานทุกอย่างรอบตัวลูกจะกลับมาดีขึ้น ความรักจากเพื่อนๆ ที่ปรารถนาดีต่อลูก ก็จะกลับมา แต่สิ่งดังกล่าวจะเร็วขึ้นถ้าลูกกล้าพูดคำว่า “ขอโทษ”

กลุ่มผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

ปลัดมหาดไทย เปิดกิจกรรม ‘รำลึก 100 ปี พระที่นั่งนงคราญสโมสร’ สถานที่แห่งความรักและความปรารถนาดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755008

ปลัดมหาดไทย เปิดกิจกรรม 'รำลึก 100 ปี พระที่นั่งนงคราญสโมสร' สถานที่แห่งความรักและความปรารถนาดี

ปลัดมหาดไทย เปิดกิจกรรม ‘รำลึก 100 ปี พระที่นั่งนงคราญสโมสร’ สถานที่แห่งความรักและความปรารถนาดี

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 20.20 น.

ปลัดมหาดไทย เปิดกิจกรรม “รำลึก 100 ปี พระที่นั่งนงคราญสโมสร” สถานที่แห่งความรักและความปรารถนาดี และประจักษ์พยานแห่งพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่พระราชทานเพื่อเป็นคุณูปการ สร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชนคนไทย

วันที่ 6 กันยายน 2566 เวลา 18.00 น. ที่พระที่นั่งนงคราญสโมสร ถ.อู่ทองใน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานกิจกรรมรำลึก 100 ปี พระที่นั่งนงคราญสโมสร โดยมี นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้แทนกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย ร่วมในงาน

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และคณะ ร่วมรับชมวีดิทัศน์ชุด  “ย้อนวันวานพระที่นั่งนงคราญสโมสร” และการแสดงดนตรีบทเพลงย้อนยุคและเพลงไทยร่วมสมัย วงดนตรีกองการสังคีต และการแสดงลีลาศจากศูนย์นันทนาการสวนอ้อย สำนักงานนันทนาการและส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร และเยี่ยมชมนิทรรศการพระที่นั่งนงคราญสโมสร

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระที่นั่งนงคราญสโมสรแห่งนี้ เป็นสถานที่แห่งความรักและความปรารถนาดีต่อผู้เป็นที่รักของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราชผู้เป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย เพราะ ณ สถานที่แห่งนี้ แท้จริงแล้วมีเสาเข็ม มีตอม่อ มีเสาของพระราชวังซึ่งจะก่อสร้างเพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่ด้วยพระองค์ท่านทรงมีพระราชประสงค์จะประทับ ณ พระราชวังพญาไท และในขณะระหว่างกำลังสร้างนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต และในท้ายที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระบรมชนกนาถ และทรงมีพระทัยมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริในการก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ ณ สวนสุนันทา เป็นการต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้ขุนนางฝ่ายในผู้เป็นที่รักได้มาใช้ทำกิจกรรมสโมสรต่าง ๆ ร่วมกันจนอาจเรียกได้ว่า “เป็นสโมสรของสตรีไทยแห่งแรก” 

“และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ โดยปรากฏเป็นที่ประจักษ์สักขีพยานแก่สาธารณชนคนไทยทุกหมู่เหล่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คนที่ 51 ลำดับที่ 63 เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานโฉนดที่ดิน เนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 72.70 ตารางวา เพื่อใช้ทำประโยชน์เป็นสถานที่ราชการของกระทรวงมหาดไทยในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ประชาชน เฉกเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณรับพระราชทานที่ดินเพื่อเป็นสถานที่สร้างคน สร้างเยาวชน อันเป็นรากเหง้าของการก่อตั้งพระที่นั่งนงคราญสโมสรที่สร้างขึ้นมาด้วยความรักสืบทอดมาสู่รัชกาลปัจจุบัน ที่ทรงพระราชทานความรักความเมตตาให้กับปวงประชาชนชาวไทยของพระองค์ท่าน เฉกเช่นเดียวกับสนามม้านางเลิ้ง ที่ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับพื้นที่ 297 ไร่ให้เป็น “อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 9” อันเป็นสถานที่แห่งความรักและความปรารถนาดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยการพระราชทานแนวทางให้ปรับเป็นสถานที่ให้เป็นสถานที่ที่ร่มเย็นเป็นสุข ทั้งต้นไม้ แหล่งน้ำ อุดมไปด้วยองค์ความรู้จากการน้อมนำทฤษฎีใหม่ไปประยุกต์ใช้ในทุกอณูพื้นที่ของอุทยานฯ แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยของพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระเมตตาแก่ปวงชนชาวไทย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนที่สำคัญที่นอกจากการจัดกิจกรรมรำลึก 100 ปี พระที่นั่งนงคราญสโมสร ในวันนี้แล้ว ขอให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาการใช้ประโยชน์ของพระที่นั่งนงคราญสโมสรแห่งนี้ให้มีคุณูปการต่อสังคมไทย ให้สมกับที่พวกเราได้ช่วยกันน้อมเกล้าฯ รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน รวมทั้งเชิญชวนให้มหาวิทยาลัย โรงเรียน สถาบันการศึกษา ได้ใช้ประโยชน์ในด้านกิจกรรมนิสิต นักศึกษา การส่งเสริมประวัติศาสตร์ชาติไทย และเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกมาใช้ประโยชน์ โดยมีระเบียบวิธีปฏิบัติเพื่อกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์อันจะทำให้สถานที่แห่งพระมหากรุณาธิคุณแห่งนี้ดำรงคงอยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์เจ้าฟ้าฯ พัชรกิติยาภา สานต่อแนวพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754952

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์เจ้าฟ้าฯ พัชรกิติยาภา สานต่อแนวพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์เจ้าฟ้าฯ พัชรกิติยาภา สานต่อแนวพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.56 น.

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ ”เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” ติดตามการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯ สานต่อแนวพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 6 กันยายน 2566 พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และรองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เดินทางไปติดตามการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯ เมื่อเร็ว ๆนี้  เพื่อสานต่อแนวพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำเป้าหมายทั่วประเทศไม่หวนกลับมาทำความผิดซ้ำหลังจากที่พ้นโทษไปแล้ว ณ เรือนจำกลางระยอง อ.เมือง จ.ระยอง และเรือนจำจังหวัดจันทบุรี อ.เมือง จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม 2566 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐส่วนที่เกี่ยวข้องและสถานประกอบการเอกชนในพื้นที่เข้าร่วมประชุม

พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์908 และรองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา กล่าวถึงการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯว่า  ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่พระราชทานแนวพระดำริ เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศไว้แล้วในหลายด้าน โดยเฉพาะการฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังให้มีความรู้ติดตัวออกไปประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวหลังจากพ้นโทษ เพื่อไม่ให้กลับมาทำผิดซ้ำ หลังพ้นโทษ และในต้นปี 2565 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จเปิดเรือนจำ จ.น่าน ได้พระราชทานแนวทาง ในการสนับสนุน ให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้ว ให้ทำงานในสถานประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ ดังนั้นคณะกรรมการกองทุนกำลังใจฯ จึงสานต่อแนวพระดำริ เพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ได้เดินหน้าทำความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนรวมถึงผู้ประกอบการต่างๆที่เกี่ยวข้องร่วมกันปฎิบัติภารกิจโครงการกำลังใจฯ สร้างสรรค์งานใหม่ๆให้เกิดขึ้นแก่เรือนจำ ทัณฑสถานและผู้ต้องขังทั่วประเทศ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงตอนขณะนี้ได้เดินทางไปติดตามการดำเนินงานมาแล้วถึง 20 แห่ง

“เรือนจำกลางจังหวัดระยองถือเป็นเรือนจำแห่งแรกๆที่เข้าร่วมโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ซึ่งในทุกวันนี้อัตราผู้พ้นโทษไปแล้ว และกลับมาทำผิดซ้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาให้ความรู้ฝึกอาชีพให้แก้ผู้ต้องขัง รวมถึงการสร้างความยอมรับจากภายนอกจึงทำให้ในปัจจุบันนี้สามารถลดอัตราผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำมากถึงร้อยละ70ก็ว่าได้ เช่นเดียวกับที่เรือนจำจังหวัดจันทบุรี ที่แม้จะเพิ่งได้รับคัดเลือกจากกรมราชทัณฑ์ให้เป็นพื้นที่ขยายผลการดำเนินงานโครงการกำลังใจในพระดำริฯได้ไม่นานแต่ก็สามารถบูรณาการกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด สนับสนุนการประกอบวิชาชีพของผู้ใกล้จะพ้นโทษให้พวกเขามีพลังกายและใจเข็มแข็งในการประกอบสัมมาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวด้วยความภาคภูมิใจ จึงไม่หวนกลับมากระทำสิ่งผิดกฎหมายอีกก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน นับเป็นพระกรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงวางรากฐานอย่างมั่นคงจนถึงทุกวันนี้อย่างแท้จริง” พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์908 และรองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจฯ กล่าว

ทั้งนี้เรือนจำกลางระยองเข้าร่วมโครงการกำลังใจในพระดำริฯ เมื่อปีพุทธศักราช 2553 โดยมีการจัดตั้งฐานมุมโครงการกำลังใจไว้ภายในแดนต่างๆของเรือนจำกลางระยอง อาทิคลินิกกฎหมาย อบรมให้ความรู้และให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ผู้ต้องขังเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การฝึกอบรมอาชีพต่างๆของผู้ต้องขังโดยผู้เชียวชาญจากด้านต่างๆมาให้ความรู้ อาทิการอบรมเย็บซ่อมรองเท้า การปั้นตุ๊กตาด้วยดินญี่ปุ่น โครงการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น 18 ชั่วโมง ฝึกวิชาชีพด้านศาสตร์พยากรณ์ขั้นพื้นฐาน การวาดภาพ การทำเบเกอรี่ การฝึกอบรมพัฒนากาย พัฒนาจิต พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยโยคะ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีพลังกายและพลังใจเข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก 

ด้วยความร่วมมือกันเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วนจึงทำให้ “ผ้าหมักโคลนพิมพ์ลายใบไม้” อันเป็นฝีมือของผู้ต้องขังเรือนจำกลางระยองภายใต้ผลิตภัณฑ์ในโครงการกำลังใจฯผ่านการลงทะเบียนOTOP จากกรมพัฒนาชุมชนถึง 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ผ้าคลุม ผ้าพันคอ,กระเป๋าพิมพ์ลายใบไม้ และเสื้อพิมพ์ลายใบไม้จากธรรมชาติ 

ส่วนเรือจำจังหวัดจันทบุรี ได้รับคัดเลือกจากกรมราชทัณฑ์ให้เป็นพื้นที่ขยายผลการดำเนินงานโครงการกำลังใจในพระดำริฯ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เพื่อให้ภารกิจของโครงการดำเนินการอย่างลุล่วง ให้ทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอีกครั้ง

จึงดำเนินการ 5 ด้าน ดังนี้ 1.ให้ความรู้ด้านกฎหมายจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าใจในกฎหมาย 2.ฝึกอบรมอาชีพให้แก่ผู้ต้องโทษทั้งชายและหญิงให้มีทักษะความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษ อาทิ แดนหญิงมีการอบรมด้านพยากรณ์ศาสตร์ การดูแลผู้สูงอายุ สปากระเป๋า ช่างแต่งหน้า ปลูกแคทตัส การปรุงอาหาร เบเกอรี่ เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้เรือนจำจังหวัดจันทบุรีเปิดร้านอาหารและเครื่องดื่ม ในชื่อ ร้านเรือนจันทน์ครัวไทย ร้านอินสไปร์คาเฟ่ บริการอาหารและเครื่องดื่มประชาชนทั่วไปในราคาย่อมเยาอีกทั้งส่งเสริมให้ผู้ต้องโทษมีทักษะการประกอบอาชีพได้ลงมือปฏิบัติจริงและนำไปใช้หลังพ้นโทษ ส่วนแดนชายมี การฝึกอบรมวิชาชีพหลักสูตรระยะสั้น เรือนจำได้ลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับวิทยาลัยสารพัดช่างจันทบุรี โดยมีวิทยากรจากภายนอกเข้ามาให้ความรู้อาทิ การฝึกวิชาชีพช่างไฟฟ้า ช่างเชื่อมโลหะ ช่างไม้ช่างแกะลายรองเท้า การอนุรักษ์อาชีพทอเสื่อกกจันทบูร เป็นต้น 3.การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย 4.ด้านนวัตกรรม และ 5.ด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

พระเมตตาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงต้องการเติมเต็มในสิ่งที่คนอยู่หลังกำแพงให้ขาดให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความภาคภูมิใจเมื่อพ้นโทษออกไปใช้ชีวิตภายนอก 

ตลอดระยะเวลา16 ปี ที่โครงการกำลังใจฯดำนินการ มาอย่างต่อเนื่อง จึงได้บูรณาการหน่วยงานทั้งภาครัฐและสถานประกอบการเอกชน ให้ความร่วมมือและพร้อมให้โอกาสผู้ต้องขังที่พ้นโทษรับเข้าทำงาน เพื่อให้อดีตผู้ต้องขังหลายคนมีความภาคภูมิใจในวิชาชีพของตัวเองสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน ซึ่งผู้แทนจากสถานประกอบการเอกชนในพื้นที่ อาทิ บริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน)GPSC ผลิตไฟฟ้าผลิตไอน้ำและน้ำเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ก็ได้ให้ความสนับสนุนฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นการติดตั้งโซลาเซลล์อันเป็นธุรกิจแห่งอนาคตให้แก่ผู้ต้องขังได้นำความรู้ออกไปรับจ้างติดตั้งโซลาเซลล์ เช่นเดียวกับนายเด่นศักดิ์ ศรบัณฑิต เจ้าของร้านฝากจันทร์และ Orbit Pup แห่ง จ.จันทบุรี ซึ่งรับผู้เคยถูกต้องขังเข้าทำงานที่ร้านอาหารทั้ง2 แห่งมาโดยตลอด เพราะบุคคลกลุ่มนี้ล้วนเป็นแรงงานที่มีฝีมือมีระเบียบวินัยและมีความกระตือรือร้นในการทำงาน

ส่วนผู้ต้องขังหญิงเรือจำกลาง จ.ระยอง ที่มีโอกาสเข้าร่วมในโครงการกำลังใจในพระดำริฯ เมื่อปี 2558 กล่าวว่าเธอได้รับคัดเลือกจากเรือนจำกลางระยองให้ไปอบรมโยคะหลักสูตร6 เดือนที่เรือนจำ จ.ราชบุรี เพื่อนำทักษะและความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาและสอนผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำจากรุ่นสู่รุ่น และการฝึกโยคะนี้เองที่ทำให้เธอได้มีโอกาสได้เฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ซึ่งพระองค์ทรงมีรับสั่ง”ไม่ให้เธอหยุดเล่นโยคะ เพราะพระองค์เป็นผู้นำเข้ามาเพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง”
แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแต่เธอยังคงจดจำสุรเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาได้อย่างไม่มีลืมเลือน 

ขณะที่ณัฐวุฒิ ยะฝั้น บุคคลต้นแบบจากเรือนจำ จ.จันทบุรี ที่เพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำไปเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 บอกว่าจากการที่เขามีโอกาสได้ฝึกอาชีพระหว่างที่เป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำ เมื่อเขาพ้นโทษออกไปแล้วจึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ทุกวันนี้เขายึดอาชีพเป็นพ่อค้าขายขนมจีบซาลาเปาตามตลาดนัด แม้จำนวนเงินจะไม่มาก แต่ก็พอมีเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างภาคภูมิใจ
 

‘ม.มหิดล’ผุดกองทุนนวัตกรรม สร้างสรรค์งานต้นแบบด้วยหลัก‘รักษ์โลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754686

‘ม.มหิดล’ผุดกองทุนนวัตกรรม  สร้างสรรค์งานต้นแบบด้วยหลัก‘รักษ์โลก’

‘ม.มหิดล’ผุดกองทุนนวัตกรรม สร้างสรรค์งานต้นแบบด้วยหลัก‘รักษ์โลก’

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลำพังความพร้อมด้านองค์ความรู้อาจไม่เพียงพอต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม จะต้องถึงพร้อมด้วยปัจจัยอื่นๆ ซึ่งรวมทั้ง “ปัจจัยลงทุน” ที่คอยสนับสนุนนักวิจัยให้ไปต่อได้ถึงฝั่งฝัน โดย รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึงโครงการใหม่ล่าสุดเพื่อส่งเสริมอาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยการจัดตั้ง “โครงการกองทุนพัฒนานวัตกรรมและผู้ประกอบการเพื่อไปสู่เชิงพาณิชย์” เพื่อให้การสร้างสรรค์และผลิตงานวิจัยไม่สะดุดขาดตอน

ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการถ่ายทอดหรือจัดตั้งบริษัท (Spin Off Company) ที่จะเป็นกำลังสำคัญให้กับเศรษฐกิจชาติอีกทั้งสนับสนุนการเร่งผลผลิตตามนโยบาย BCG ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก และการขอรับการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก คือ “นวัตกรรมอาหารฟังก์ชั่น (Functional Food Innovation)” ซึ่งวัดกันด้วยการสร้างสรรค์คุณค่าทางโภชนาการที่มาพร้อมกับรสชาติ

รศ.ดร.ยศชนัน มองว่า ประเทศไทยได้เปรียบในเรื่องความเป็น “ต้นตำรับของอาหารไทย” ที่มีความกลมกล่อม หอมเครื่องเทศ รสชาติจัดจ้าน ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักชิมจากทั่วโลก เป็นปัจจัยและโอกาสสำคัญที่คอยดึงดูดนักลงทุนได้จากทุกทิศทุกทาง ทั้งนี้ ภารกิจหลักของสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่สำคัญเฉพาะการบ่มเพาะสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ พร้อมให้การสนับสนุนสู่เชิงพาณิชย์ ด้วยงบประมาณหลักที่จัดสรรให้แต่ละโครงการแต่เพียงเท่านั้น

แต่ยังเสริมด้วยปัจจัยสนับสนุนจากโครงการกองทุนพัฒนานวัตกรรมและผู้ประกอบการเพื่อไปสู่เชิงพาณิชย์ ที่พิจารณาให้ตามความจำเป็นตามจริง ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างในการทดสอบ (Proof of Concept) ค่าวัสดุพัฒนาต้นแบบ ค่าจ้างผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ค่าจัดทำแผนธุรกิจการตลาด ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามสมควรจนสามารถผลิต นวัตกรรมต้นแบบ ก่อนพัฒนาสู่อุตสาหกรรม ภายใต้การปลูกฝังนวัตกรให้รับผิดชอบต่อโลก ด้วยการเติมความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมลงไปในทุกกิจกรรม

“อาหารฟังก์ชั่น” เกิดจากความต้องการดูแลสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ในขณะที่โจทย์สำคัญที่ท้าทายโลกไม่ใช่เพียงการมีสุขภาพดี แต่จะต้องสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีอนาคตด้วยการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมโลก!!!

‘เซ็น กรุ๊ป’จับมือ 31 วิทยาลัย พัฒนาความรู้-ต่อยอดการทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754685

‘เซ็น กรุ๊ป’จับมือ 31 วิทยาลัย  พัฒนาความรู้-ต่อยอดการทำงาน

‘เซ็น กรุ๊ป’จับมือ 31 วิทยาลัย พัฒนาความรู้-ต่อยอดการทำงาน

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ห้องประชุม Townhall อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ออฟฟิศเคส (At Work) เมื่อเร็วๆ นี้ นายชิตพล วิวัฒนาเกษม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทรัพยากรบุคคล บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จับมือวิทยาลัย 31 แห่งทั่วประเทศ ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการสนับสนุนนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการ ประจำปี 2566 ร่วมสร้างเครือข่ายพัฒนาความรู้และประสบการณ์ ด้วยทักษะการเรียนรู้ ทั้งรูปแบบClassroom Training และ e-Learning Platform, พัฒนาทักษะวิชาชีพ

ผ่านหลักสูตรเฉพาะทางของทุกแบรนด์ร้านอาหารในเครือ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์รวมถึงมีระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) ที่คอยดูแลให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลา 1-3 ปี ของการเข้าฝึกประสบการณ์ (ขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละสถาบัน) ทั้งนี้ ทาง เซ็น กรุ๊ป เชื่อในศักยภาพของคนรุ่นใหม่จึงอยากร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้นักศึกษาได้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำทั้งความรู้ ประสบการณ์ และทักษะวิชาชีพ ไปต่อยอดสู่การทำงานแบบมืออาชีพได้ในอนาคต

ครูอาสา‘After School Program’ เปิดโลกความรู้สู่วิชานอกห้องเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754688

ครูอาสา‘After School Program’  เปิดโลกความรู้สู่วิชานอกห้องเรียน

ครูอาสา‘After School Program’ เปิดโลกความรู้สู่วิชานอกห้องเรียน

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“นอกจากการได้แบ่งปันความรู้ให้เด็กๆ รู้สึกรักวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้นแล้ว อีกจุดมุ่งหมายที่โครงการAfter School Program เน้นคือการปลูกฝัง Growth mindset ให้เด็กๆ รู้สึกว่าถ้าทุกคนทำได้ เราก็ทำได้ ผมว่าสิ่งนี้แหละคือหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคน”

ปริญญา ผลบุตร (คุณหนุ่ม) ผู้มีอาชีพหลักเป็นนักธรณีวิทยา (Petrophysicist) ประจำที่ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด บอกเล่าประสบการณ์การสอนในเวลา “หลังเลิกเรียน” เปลี่ยนบทบาทจากพนักงานบริษัทสู่คุณครูอาสาของโครงการ “After School Program” สอนวิชาคณิตศาสตร์ทุกสัปดาห์ให้กับโรงเรียนวัดประชาศรัทธาธรรม โดยเมื่อทางบริษัทได้เข้าร่วมสนับสนุนและประกาศรับอาสาสมัครในโครงการดังกล่าว จากการที่มีประสบการณ์และรักในการสอน คุณหนุ่มจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมทันที

สำหรับโครงการ After School Program ดำเนินงานโดยมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ หรือ Saturday School Foundation ร่วมกับ กรุงเทพมหานครโดยเป้าหมายของโครงการฯ ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ว่า “ทุกคนในสังคมสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาได้” ซึ่งก่อนที่หลักสูตรหลังเลิกเรียนจะเริ่มต้นขึ้น ทางมูลนิธิได้เปิดให้อาสาสมัครทั้งนักศึกษา พนักงานองค์กรเอกชน และผู้ที่มีใจรักการสอนสมัครเข้าร่วมเพื่อขยายกรอบทางการศึกษาให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

พร้อมขนวิชานอกห้องเรียนมาสร้างพื้นที่การเรียนรู้สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ให้กับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร สัปดาห์ละ 1 วัน ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งหลักสูตรหลังเลิกเรียนไม่เพียงแต่เน้นการพัฒนาวิชาพื้นฐานของเด็กๆ ให้แน่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งเสริมสร้าง Soft Skills ผ่านการปลูกฝัง Growth Mindset ให้เด็กๆ กล้าที่จะเดินตามความฝัน และเชื่อในศักยภาพของตนเอง จุดมุ่งหมายดังกล่าว ได้สอดคล้องกับแนวคิดของเชฟรอนประเทศไทยฯ ในฐานะบริษัทพลังงานระดับโลกที่เชื่อมั่นใน “พลังคน”

โดยนอกจากพันธกิจในการจัดหาพลังงานให้ประเทศอย่างยั่งยืนแล้ว บริษัทยังมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนแนวคิดนี้สู่พนักงานและส่งเสริมให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่เสมอ โดยคุณหนุ่ม กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่าดีใจที่บริษัทฯ ได้แนะนำให้รู้จักกับโครงการ After School Program ซึ่งการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ได้เปิดโลกการเรียนรู้มากมายในฐานะครูผู้สอน ไปพร้อมกับเด็กๆ อีกด้วย

“ในฐานะครูอาสาที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัทไปด้วย ผมอยากแบ่งปันความรู้จากนอกห้องเรียน หรือประสบการณ์รอบตัวจากงานที่ได้ทำมาประยุกต์ใช้ให้เด็กๆ สนุกกับการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น โดยมองว่าการจะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้นั้นเด็กต้องรู้สึกสนุกและเปิดใจก่อน จึงได้นำเอาการสอนคณิตศาสตร์แนวทางสิงคโปร์ (Singapore Maths) มาใช้ ซึ่งเน้นให้น้องๆ เข้าใจเลขคณิตผ่านภาพหรือโมเดลแทนการท่องจำจากตัวเลข

เช่น เรียนรู้ด้านการหารผ่านกิจกรรมที่ให้เด็กๆ สัมผัสได้จริงอย่างการแบ่งสิ่งของหรือขนมเป็นจำนวนเท่าๆ กัน ในตอนแรกน้องๆ ยังรู้สึกไม่มั่นใจ แต่พอผ่านมาถึงประมาณสัปดาห์ที่ 6 สัมผัสได้ว่าพื้นฐานเบื้องต้นทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นและชอบวิชานี้มากขึ้น ซึ่งตรงกับความตั้งใจที่อยากให้เด็กๆ รู้สึกว่าตนเองทำได้ ขอแค่เปิดใจเรียนรู้และฝึกฝน” ปริญญา กล่าว

สำหรับ ภาณุ บุญวัฒโนภาส (คุณบอย) รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด อีกหนึ่งอาสาสมัครครูอาสา เล่าว่า สอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดพระยายังโดยจุดเริ่มต้นคืออยากจะมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ และมีความฝันอยากเป็นอาจารย์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งภาษาอังกฤษที่สอนจะเน้นไปในรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันถือเป็นภาษาที่สองของเด็กๆ เลยทีเดียว

“สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือการที่ได้ให้โอกาสลูกๆ ทั้งสองคนเข้ามามีส่วนร่วมในการสอนครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำกิจกรรมในห้องเรียน หรือช่วยการสอน ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยสังคมปัจจุบัน ถ้าเราไม่ให้โอกาสเขาได้เห็นโลกที่กว้างมากขึ้น และปลูกฝังแนวคิดเรื่องการแบ่งปัน เขาก็จะไม่รู้ว่าจะทำให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไร ต้องขอบคุณ Saturday School Foundation
ที่ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา

และขอบคุณบริษัทที่ทำให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง รวมถึงจริงจังกับการพัฒนารากฐานของประเทศผ่านการศึกษามาโดยตลอดโดยผมมองว่าการได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวถือเป็นประตูแห่งโอกาสทั้งสำหรับผมและครอบครัว และได้เห็นการศึกษาที่ไร้ซึ่งขีดจำกัดอย่างแท้จริง” รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าว

ด้าน วุฒิพงษ์ วงษ์ชัยวัฒนกุล (คุณแบงค์) ผู้จัดการโครงการ After School Program ภายใต้ Saturday School Foundation กล่าวถึงการขับเคลื่อนโครงการ ว่า ความตั้งใจของมูลนิธิคืออยากให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อขยายโอกาสในระบบการศึกษาไปด้วยกัน โดยนอกจากวิชาพื้นฐานอย่างคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ แล้ว เรายังเปิดสอนวิชาอื่นๆอย่าง ภาษาญี่ปุ่น การเขียนโปรแกรม ดนตรี และสะเต็มศึกษา (STEM) อีกด้วย

โดยหลังจากผ่านการคัดเลือก อาสาสมัครทุกคนต้องเข้าอบรมก่อน ซึ่งเราเน้นการเรียนการสอนแบบ Active Learning คือให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมในห้องเรียน เช่น การเรียนผ่านเกมการ์ด ผ่านการจำลองสถานการณ์ เป็นต้น ระหว่างอบรมครูอาสา เราเน้นเสมอว่าอยากให้ห้องเรียนเป็น Sandbox คือเป็นกระบะทรายให้เด็กๆ ลองผิดลองถูกได้และไม่มีเด็กคนไหนที่ทำสิ่งใดไม่ได้เช่นกัน

“ในระยะยาว เราอยากเดินทางไปถึงความสำเร็จในการปลดล็อกโมเดลดังกล่าวให้โรงเรียนหรือชุมชนสามารถตั้งกลุ่มดำเนินการรับสมัครครูอาสาได้เองโดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลาง เพื่อให้ต่อไปใครที่อยากเข้าร่วมก็สามารถเชิญชวนกันเข้าไปได้ ซึ่งถือเป็นการขยายโอกาสของพื้นที่การศึกษาตามความตั้งใจแรกเริ่มของเรา” ผู้จัดการโครงการ After School Program กล่าว

การสร้างพื้นที่ของโครงการ After School Program เพื่อขยายกรอบโอกาสทางการศึกษาของ
ทุกคนให้กว้างกว่าเดิม ไม่เพียงแต่ส่งต่อโอกาสให้เด็กๆ ในห้องเรียนเท่านั้น แต่นักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งพนักงานบริษัทในอุตสาหกรรมพลังงานอย่างเชฟรอนยังได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเพื่อสร้างโอกาสในระบบการศึกษาไปพร้อมกัน โดยการที่เชฟรอนมุ่งผลักดันให้บุคลากรในทุกระดับมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมนั้นได้เปิดมุมมองใหม่ๆ อย่างคาดไม่ถึงให้พนักงานได้สัมผัสประสบการณ์
นอกเหนือจากงานประจำที่ได้ทำ

ซึ่งการเชื่อมั่นใน “พลังคน” ของเชฟรอน ได้ถ่ายทอดสู่พนักงานจนได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ผ่านหลักสูตร “หลังเลิกเรียน” ที่ได้จุดประกายการศึกษาไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน!!!

ปลุกกระแส‘1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น’ สู่‘จานเด็ดประจำจังหวัด’ที่ต้องชิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754691

ปลุกกระแส‘1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น’  สู่‘จานเด็ดประจำจังหวัด’ที่ต้องชิม

ปลุกกระแส‘1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น’ สู่‘จานเด็ดประจำจังหวัด’ที่ต้องชิม

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 05.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ประกาศรายชื่อผลคัดเลือก “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ภายใต้โครงการการส่งเสริม และพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย “รสชาติ..ที่หายไป” ประจำปีงบประมาณ 2566 และมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และข้อสงสัยของรายชื่ออาหารบางจังหวัดที่คนท้องถิ่นไม่รู้จัก

ทั้งนี้ ขอชี้แจงว่า สวธ.ได้ดำเนินโครงการนี้เพื่ออนุรักษ์อาหารพื้นบ้านอยู่คู่กับอาหารไทยและอยู่คู่บ้านคู่เมืองของคนไทย โดยประสานงานกับสภาวัฒนธรรมจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด และเครือข่ายทางวัฒนธรรม รวบรวมเมนูอาหารถิ่นที่กำลังจะเลือนหาย ที่หารับประทานได้ยาก เพื่อยกระดับ พัฒนาสร้างสรรค์ เป็นอาหารประจำจังหวัด และจัดทำเป็นสำรับอาหารประจำภาค ทั้ง 4 ภาค ซึ่งเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่องค์ความรู้และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอาหารถิ่น ทั้งคาวและหวาน

ซึ่งมีสรรพคุณหลากหลาย ทั้งด้านสุขภาพ โภชนาการ สมุนไพร ด้านวิธีการปรุง เคล็ดลับและประวัติความเป็นมา อีกทั้งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของอาหารต่อยอดวัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรจากชุมชน ให้สามารถนำเสนอในมิติความแตกต่างแปลกใหม่และเป็นสากลเทียบเท่ากับอาหารจากชนชาติอื่นๆ ได้ ตลอดจนจะเป็นโอกาสในการปลูกฝังค่านิยมการรับประทานอาหารที่ปรุงจากอาหารพื้นบ้านแก่เยาวชนรุ่นใหม่ด้วย

“การประกาศรายชื่อเมนูอาหาร ทั้ง 77 รายการนี้ ย่อมเข้าใจได้ว่า อาหารบางชนิด ประชาชนในท้องถิ่นเองอาจจะไม่รู้จัก หรือไม่เคยพบเห็นหรือสัมผัสมาก่อน นั่นคือ สิ่งที่การตอบวัตถุประสงค์ของโครงการคือการค้นหาเมนู “รสชาติ..ที่หายไป” ซึ่งเราอยากฟื้นกลับมา และเมื่อได้คัดเลือกมาแล้ว ถือเป็นการปลุกกระแสทำให้คนในท้องถิ่นได้หันมาสนใจ และส่งผลดีต่อการสร้างความเข้าใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมของจังหวัดนั้นๆ และยังจะสามารถพัฒนาสู่การพิจารณายกย่องเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านอาหารในอนาคตด้วย” นายโกวิท กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สวธ. มีแผนการดำเนินงาน ในการจัดทำคู่มือเมนูอาหารถิ่น 77 รายการ เผยแพร่องค์ความรู้ ประวัติ ความเป็นมาของอาหาร รวมทั้งองค์ประกอบในเมนูต่างๆ นอกจากนี้จะส่งเสริมและยกระดับอาหารไทยโบราณพื้นถิ่น ที่เป็นรากเหง้าของชุมชน สู่อาหารจานเด็ด ที่ต้องชิม รวมถึงรวบรวม สูตรอาหารกับข้าวไทยๆ วิธีทำอาหารดั้งเดิม

พร้อมด้วยเคล็ดลับการทำอาหารอย่างประณีตเผยแพร่ในระดับชาติ และในวันที่ 21 ก.ย. 2566 สวธ. จะมีการจัดกิจกรรมประกาศยกย่องเมนูอาหารถิ่น ทั้ง 77 รายการอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารถิ่นทุกจังหวัดมาให้ความรู้และสาธิตกระบวนการทำอาหารทุกเมนู จากนั้นจะมีการยกระดับการเผยแพร่เมนูอาหารถิ่นสู่ระดับสากลต่อไป

‘สส.ก้าวไกล’เตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754776

'สส.ก้าวไกล'เตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่

‘สส.ก้าวไกล’เตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 22.34 น.

สส.ก้าวไกลเตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่ “ปารมี”เผยเดินหน้าแก้ปัญหาเด็กตัว G ขณะที่เด็ก 126 คนที่ถูกส่งกลับพม่ายังเผชิญวิบากกรรมต่อ-โรงเรียนฝั่งไทยไม่กล้ารับหวั่นถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับ ผอ.รร.ไทยรัฐวิทยา 6

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ภายหลังคณะทำงานนโยบายการแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียนเด็กนักเรียนกลุ่ม G และการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน ว่าในวันแรกได้เดินทางไปที่วัดสวนดอกเพื่อเก็บข้อมูลเรื่องสามเณรที่กำลังจะหลุดจากการศึกษา เพราะระดับ ป.1-6 ไม่สามารถเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้ โดยจะนำประเด็นนี้ไปตั้งเป็นกระทู้ถามเพราะไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วสามเณรสามารถเข้าเรียนใน รร.ของสพฐ.ได้หรือไม่ เพราะเท่าที่เข้าใจไม่มีระเบียบห้ามโดยตรง เพียงแต่มีคำสั่งบางฉบับบอกว่าไม่ใช่หน้าที่จึงต้องตั้งกระทู้ถามในราชกิจจานุเบกษา

ปารมี กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อไปดูเรื่องเด็กรหัส G ทำให้ได้ความคิดหลายอย่าง เพราะจริงๆแล้วระเบียบและกฎหมายต่างๆก็มีหมดแล้วเพียงแต่ขาดการประสานงาน ซึ่งตอนนี้ครูในหลายโรงเรียนยังรู้สึกกลัวๆกล้าๆที่จะรับเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎรเข้าเรียน ดังนั้นควรมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลางในจังหวัดที่มีเด็กตัว G จำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ สพฐ.ได้ทำโครงการนำร่องเด็กตัว G ใน 3 จังหวัดคือเชียงใหม่ เชียงรายและตาก โดยเลือกในบางอำเภอของแต่ละจังหวัด ซึ่งมีเด็กที่ขอตัว G ประมาณ 1.8 หมื่นคน โดยจะครบกำหนดโครงการใน 1 ปีเดือนกันยายนนี้ ซึ่งตนจะตามเรื่องว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการแล้วได้ผลการดำเนินงานเป็นอย่างไรบ้าง

“โครงการนำร่องนี้เขาจะขจัดอุปสรรคต่างๆและเร่งให้รหัส G เขาอยากรู้ว่าท่อมันไปตันตรงไหน หากผลการดำเนินงานดี จะได้เอามาเป็นต้นแบบดำเนินการต่อไป แต่ส่วนตัวดิฉันเองคิดว่าจำเป็นต้องมีศูนย์ประสานงาน อย่างน้อย 4 ภาคโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน ทั้งที่ระนอง ตราด รวมทั้ง กทม.มีเด็กนักเรียนข้ามชาติจำนวนมาก ที่สำคัญแต่ละศูนย์ควรมีทั้งกระทรวงศึกษาและมหาดไทย และต้องมีงบประมาณให้ด้วย”ปารมี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการผลักดันเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กลับพม่า ทำให้ครูเกิดความไม่มั่นใจในการรับเด็กหรือไม่ ส.ส.พรรคก้าวไกลกล่าวว่า ตอนนี้ครูในแถบชายแดนกลัวว่าขาข้างหนึ่งจะก้าวเข้าไปอยู่ในคุก หากรับเด็กที่ไม่มีเอกสารเหล่านี้ เรากำลังรออยู่ว่าสภาผู้แทนฯจะตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญหรือไม่ ถ้าไม่ตั้งก็สามารถเอาไปดำเนินการในคณะกรรมาธิการสามัญได้ ไม่ว่าจะเป็นกมธ.ศึกษาหรือ กมธ.ปกครอง เพราะขอยืนยันว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องดำเนินการต่อแน่นอน ขอให้รอนิดหนึ่ง พรรคก้าวไกลจะทำงานในเชิงรุก

“เรื่องเด็ก 126 คน เราสามารถติดต่อพ่อแม่เด็กได้หลายคน แต่ไม่แน่ใจว่าเด็กๆได้เรียนหนังสือหรือไม่ อย่างไร เรื่องนี้ควรมองเรื่องสิทธิการศึกษาเด็กด้วย”ปารมี กล่าว

ส่วนความคืบหน้ากรณีที่มีการผลักดันเด็ก 126 กลับพม่าทำให้เด็กๆต้องออกจากระบบการศึกษากลางคันจนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุดมีรายงานว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้เอาชื่อเด็กทั้ง 126 คนออกจากระบบโรงเรียนแล้ว ทำให้หลายฝ่ายกังวลใจว่า หากเด็กกลุ่มนี้เข้าเรียนในโรงเรียนอื่นจะมีปัญหาหรือไม่ จะส่งผลกระทบกับเด็กที่จะเข้าระบบหรือไม่ โดยเด็ก 126 คนเป็นเด็กที่มีรหัส G แล้วจำนวน 54 คน ขณะเดียวกันมีความพยายามที่จะให้เด็กกลุ่มนี้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนฝั่งไทย แต่ได้รับการปฏิเสธจากโรงเรียนต่างๆตามชายแดน เพราะเกรงว่าหากรับเด็กเข้าไปอาจถูกดำเนินคดีเหมือนกับผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6

‘OKMD’จับมือ ม.เกษตรฯ-เพจ’ดวงใจวิจารณ์’จัดงานมอบรางวัล’ดวงใจวิจารณ์’ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754708

'OKMD'จับมือ ม.เกษตรฯ-เพจ'ดวงใจวิจารณ์'จัดงานมอบรางวัล'ดวงใจวิจารณ์'ปี 2566

‘OKMD’จับมือ ม.เกษตรฯ-เพจ’ดวงใจวิจารณ์’จัดงานมอบรางวัล’ดวงใจวิจารณ์’ปี 2566

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.31 น.

OKMD  จับมือ ม.เกษตรฯ และเพจ “ดวงใจวิจารณ์” พร้อมเครือข่าย จัดงานมอบรางวัล “ดวงใจวิจารณ์” ปี 2566

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ร่วมกับ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  กองทุนศรีบูรพา และ เพจ “ดวงใจวิจารณ์” จัดพิธีปิดกิจกรรม“การพัฒนาประชาชนเพื่อสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์” ภายใต้โครงการพัฒนาทักษะเยาวชนและประชาชนด้านการคิดเชิงออกแบบสร้างสรรค์ และพิธีมอบรางวัล การประกวดบทวิจารณ์วรรณกรรมและสื่อร่วมสมัยดีเด่น “ดวงใจวิจารณ์” ปี 2566 โดยมี นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 ผศ.ดร.ธงรบ รื่นบรรเทิง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายโตมร ศุขปรีชา ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้  รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ อดีตนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม  รองคณบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  นายจรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์วรรณกรรมรางวัลหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ พร้อมด้วยผู้ได้รับรางวัล สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน ณ ลานสานฝัน สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ภายในงานมีการเสวนาประเด็น “หลากคิด หลายรส บทวิจารณ์บานสะพรั่ง” จากคณะกรรมการตัดสินซึ่งประกอบด้วย นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ อดีตนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายจรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์วรรณกรรมรางวัลหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ

ภายหลังการเสวนา ผศ.ดร.ธงรบ รื่นบรรเทิง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายโตมร ศุขปรีชา ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ร่วมกันมอบรางวัลให้แก่ผู้ได้รับรางวัล ทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ บทวิจารณ์วรรณกรรม ระดับมัธยมศึกษา (ชนะเลิศ) นางสาวอัฐกาญจน์ จันทวิบูลย์ ชื่อผลงาน เพราะไร้อ้อมกอด จึงหนาวเหน็บใน “จนกว่าโลกจะโอบกอดเราเอาไว้” (รองชนะเลิศอันดับ 1) นางสาวนิชานาถ แถมเงิน ชื่อผลงาน ความหวังแห่งประชาธิปไตยในรุ่งสาง และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายกณิศ เรืองขำ ชื่อผลงาน บทวิจารณ์ สัตว์ขนเหลือง : แด่…เหล่าสัตว์ผู้ยึดมั่นในอุปาทาน 4

บทวิจารณ์วรรณกรรม ระดับอุดมศึกษา (ชนะเลิศ) นายวริศ ดาราฉาย ชื่อผลงาน ด้วยพระนามของพระเจ้า เรากำลัง “กัดกิน” สิ่งใดในนามของพระองค์ ว่าด้วย “ศาสนา” และ “ผู้คน” ในรวมบทกวีนิพนธ์ “กัดกินฉันอีกสักคำสิ” ของสันติพล ยวงใย  (รองชนะเลิศอันดับ 1) นางสาวปทิตตา อินทร์แก้ว ชื่อผลงาน ฝังกลบประเทศไทยในสุสานสยาม และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายอัศวุธ อุปติ ชื่อผลงาน บทบาท เมีย-แม่-เทพเจ้า ของ “ตุ๊กตายางเจ้าแม่” ในศาลตะเคียนใต้ร่มโพธิ์ 

บทวิจารณ์วรรณกรรม ระดับประชาชน (ชนะเลิศ) นางสาวอรวรรณ ฤทธิ์ศรีธร ชื่อผลงาน PULSE FICTION: ผัสสะ ความเป็นมนุษย์ และภาวะแปลกปลอมในสิ่งที่คุ้นชิน (รองชนะเลิศอันดับ 1) นายสุไฮมี สะมะแอ ชื่อผลงาน เดฟั่น กับ ประวัติศาสตร์และความทรงจำที่ถูกเล่าผ่านสัญญะ และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายมิ่งมนัสชน จังหาร ชื่อผลงาน ขออภัยในความไม่สะดวก: วาทกรรมความล้มเหลว คำเตือนหรือคำขอโทษในความผิดพลาด 

บทวิจารย์สื่อร่วมสมัย (ไม่จำกัดอายุ) (ชนะเลิศ) นายพชร เพียงพล ชื่อผลงาน The White Tiger : เทพนิยาย “นาย” กับ “บ่าว” (รองชนะเลิศอันดับ 1) นางสาวอินจันทน์ สินธนพรตะวัน ชื่อผลงาน พ้นท้องทะเล ทุ่มเทฝันใฝ่ อยู่ในโลกงาม The Little Mermaid (2023) และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายกิตติศักดิ์ คงคา ชื่อผลงาน แค่เพื่อนครับเพื่อน ข้อเสนอทางออกของทางแยกสังคมไทยในละครลูกกวาด

จากนั้น นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินได้มอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้เข้ารอบสุดท้าย ทั้ง 4 ประเภท ประเภทละ 10 ผลงาน รวม 40 ผลงาน

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถรับชมบรรยากาศกิจกรรมย้อนหลังได้ที่เพจ “ดวงใจวิจารณ์” https://www.facebook.com/duangjaivijarn/videos/3621448514806940