หลักบวร,อ่านออกเขียนได้ และผู้นำทางวิชาการ คือกุญแจความสำเร็จ ของโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744963

หลักบวร,อ่านออกเขียนได้ และผู้นำทางวิชาการ คือกุญแจความสำเร็จ ของโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่

หลักบวร,อ่านออกเขียนได้ และผู้นำทางวิชาการ คือกุญแจความสำเร็จ ของโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 16.39 น.

หลักบวร , อ่านออกเขียนได้ และผู้นำทางวิชาการ คือกุญแจความสำเร็จ ของโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่

เป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว ที่ทางโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่ ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิเอเชีย และเหล่าพันธมิตร ได้ร่วมกันค้นหาโรงเรียนที่มีผู้อำนวยการเป็นผู้นำทางวิชาการ ได้รับการสนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา และสามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ จากทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดพลังบวกในสังคม และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถสรุปถอดบทเรียนได้ 3 ข้อ ที่เป็นปัจจัยทำให้โรงเรียนประสบความสำเร็จคือ 1)การใช้หลักบวร (บ้านวัดโรงเรียน), 2)ทักษะการอ่านออกเขียนได้ และ 3)ผู้นำทางวิชาการที่ยอดเยี่ยม

ดร.รัตนา แซ่เล้า เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและวิจัย มูลนิธิเอเชีย ได้กล่าวว่า “โครงการโรงเรียนดีมีทุกที่เป็นการนำเสนอโรงเรียนต้นแบบที่มีผู้นำทางวิชาการที่เข้มแข็ง เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนท้องถิ่น สร้างผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมได้แม้ว่าจะอยู่ในบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน ด้วยมุ่งหวังให้เกิดแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาไทยในทุกมิติ โดยตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการจัดทำโครงการฯ ใน 18 โรงเรียน จาก 7 จังหวัด ซึ่งประกอบด้วยกรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ลำพูน, กาญจนบุรี, ระยอง, มหาสารคาม และเชียงราย สามารถสรุปถอดบทเรียนได้ 3 ข้อ ที่เป็นปัจจัยทำให้โรงเรียนประสบความสำเร็จคือ 1) การใช้หลักบวร (บ้านวัดโรงเรียน) หรือชุมชนเข้มแข็งมาผสานสัมพันธ์ในการพัฒนาเด็ก เกิดเป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ พัฒนาทั้งในด้านวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต ได้แก่ 1.1) รร.วัดทุ่งลาดหญ้า “ลาดหญ้าวิทยา” อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีพระครูสิทธิกิจจานุวัตร เป็นผู้ทำนุบำรุงการศึกษาให้เป็นรากฐานของชุมชน ภายใต้ความร่วมมือของบ้าน ซึ่งมีผู้ปกครองและผู้นำชุมชนช่วยกันส่งเสริมพัฒนา และโรงเรียน ซึ่งเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนให้ความรู้นักเรียน 1.2) รร.บ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์ อ.ลี้ จ.ลำพูน ที่ก่อสร้างขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) ได้รับการศึกษา เปิดสอนเป็นทั้งโรงเรียนปริยัติธรรมและฆราวาส เมื่อมีกิจกรรมต่างๆ ทางวัดก็จะให้ความร่วมมือสนับสนุน ส่งพระภิกษุไปให้ความรู้นักเรียน มีการสอนคุณธรรมควบคู่กับความรู้ทั่วไป ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

2) ทักษะการอ่านออกเขียนได้ เป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษา ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ในวิชาต่างๆ อย่างมีคุณภาพ และสามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ได้แก่ 2.1) รร.ฤทธิยะวรรณาลัย (ประถม) เขตสายไหม กทม. ซึ่งได้มีการส่งเสริมเรื่องการอ่าน เพราะในปัจจุบันเด็กสามารถหาความรู้ได้จากอินเทอร์เนต โดยให้ความสำคัญตั้งแต่ชั้น ป.1 เมื่อโตขึ้นชั้น ป.2-ป.6 ก็จะเพิ่มเป็นอ่านคล่องเขียนคล่อง, การอ่านรู้เรื่อง, สามารถอ่านและจับหรือสรุปใจความได้ มีการทดสอบตลอดปี รวมถึงมีการจัดทำโครงการรักการอ่าน และ กิจกรรมโลกนิทาน, สำนวนชวนอ่าน, สนามหญ้าชวนอ่าน เป็นต้น 2.2) รร.บ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นโรงเรียนตั้งอยู่บนดอยสูง มีนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แบบ 100% รูปแบบการศึกษาเป็นแบบพหุวัฒนธรรม เรียนควบคู่กันไปแบบ 2 ภาษาคือภาษาถิ่นและภาษาไทย เพิ่มเติมด้วยภาษาอังกฤษและจีน โดยมีคุณครูชาติพันธุ์บางส่วนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นผู้สอน นอกจากนี้ยังมีโครงการพี่สอนน้อง เพื่อนสอนเพื่อน ซึ่งในปัจจุบันนักเรียนสามารถฟังพูดอ่านและเขียนภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

3) ผู้นำทางวิชาการที่ยอดเยี่ยม เป็นผู้ขับเคลื่อนหรือคอยผลักดัน ในการส่งเสริมศักยภาพความสามารถ ของเด็กในด้านการศึกษาและอื่นๆ ได้แก่ 3.1) รร.สารคามพิทยาคม อ.เมือง จ.มหาสารคาม เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งมีผู้นำทางวิชาการที่เข้มแข็ง ที่ผ่านมามีการนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมให้นักเรียนได้รู้จัก ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ได้แนะนำให้นักเรียนเข้าไปใช้บริการที่เว็บไซต์ http://www.thailandlearning.org ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมแหล่งเรียนรู้ออนไลน์จากทั่วโลก ที่สามารถใช้บริการได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 3.2) รร.วัดถนนกะเพรา อ.แกลง จ.ระยอง เป็นโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาปี 2562 ที่ได้นำความอิสระในการสร้างหลักสูตรมาเปิดโอกาสให้ตัวเอง มีจุดเน้นในการจัดการศึกษาว่าโรงเรียนสร้างสรรค์ นวัตกรน้อยสู่สากล มุ่งหวังจะให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักต่อยอดอาชีพในชุมชน   

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้น ถือเป็นผลที่ได้รับจากการจัดทำโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่ ในตลอดระยะ เวลาที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะมีเรื่องที่น่าสนใจอีกหลายอย่างที่สามารถนำมาเป็นบทเรียน หรือต่อยอดให้กับนัก วิชาการ, ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือหน่วยงานราชการต่างๆ โดยผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook : โรงเรียนดีมีทุกที่ หรือสอบถามที่โทรศัพท์ 062-7341267 

บัญชีจุฬาฯตอกย้ำอันดับ 1 MBA พร้อม 3 สถานะคุณภาพโลก 3 มงกุฎด้านบริหารธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744930

บัญชีจุฬาฯตอกย้ำอันดับ 1 MBA พร้อม 3 สถานะคุณภาพโลก 3 มงกุฎด้านบริหารธุรกิจ

บัญชีจุฬาฯตอกย้ำอันดับ 1 MBA พร้อม 3 สถานะคุณภาพโลก 3 มงกุฎด้านบริหารธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.08 น.

บัญชีจุฬาฯตอกย้ำอันดับ 1 MBA พร้อม 3 สถานะคุณภาพโลก 3 มงกุฎด้านบริหารธุรกิจ The Top Business School with Triple Crown Accreditation

ผลจาการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งหลักสูตร MBA Chula (Master of Business Administration) ระบบการเรียนการสอน บุคลากร  นิสิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและนวัตกรรม ตลอดจนงานการวิจัยต่างๆ ทำให้คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก้าวล้ำไปอีกขั้น โดยไม่เพียงครองอันดับหนึ่ง MBA ในประเทศไทยเท่านั้น ยัง คว้าสถานะคุณภาพ 3 มงกุฎ หรือ Triple Crown Accreditation ตอกย้ำศักยภาพและมาตรฐานสร้างผู้นำธุรกิจในโลกยุคใหม่

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ CBS (Chulalongkorn Business School) เปิดเผยว่า การได้รับการรับรองเป็นสถาบันการศึกษาบริหารธุรกิจอันดับหนึ่งในประเทศไทย โดย the QS World University Rankings 2023 แล้ว ปีนี้ CBS ยังมีสถานะคุณภาพระดับ 3 มงกุฎ หรือ Triple Crown Accreditation จาก 3 สถาบันหลักด้านการบริหารธุรกิจของโลกคือ AACSB (Association to Advance Collegiate Schools of Business) จากสหรัฐอเมริกา EQUIS (EFMD Quality Improvement System) จากสหภาพยุโรป และล่าสุด AMBA (Association of MBAs) จากสหราชอาณาจักร นั้น สะท้อนถึงความสำเร็จครั้งสำคัญ เพราะทั่วโลกมีสถาบันอุดมศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่ได้รับ Triple Crown Accreditation 108 สถาบัน จากกว่า 20,000 แห่ง 

“นับเป็นครั้งแรกของสถาบันอุดมศึกษาไทยที่มีการเรียนการสอนทางด้านบริหารธุรกิจที่ได้รับการรับรองคุณภาพ และเป็นอันดับหนึ่งควบคู่กัน ซึ่งการก้าวเข้าไปอยู่ในเครือข่าย 100 สุดยอดสถาบันการศึกษาด้านการบริหารธุรกิจของโลก ภายใต้การรับรองสถานะ 3 มงกุฎ นี้ จะทำให้ CBS สามารถขยายพันธมิตรกับสถาบันเหล่านี้ได้มากยิ่งขึ้น ทั้งความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย รวมไปถึงโครงการแลกเปลี่ยนนิสิต เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจในอนาคต” คณบดีกล่าว

ด้าน รศ. ดร. ณัฐพล อัสสะรัตน์ ประธานหลักสูตรธุรกิจมหาบัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวเพิ่มเติมว่า MBA Chula ก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 ได้ปฏิรูปหลักสูตร เพื่อสร้างผู้นำธุรกิจให้มีความรู้ความสามารถรับมือกับภูมิทัศน์ทางธุรกิจ (Business Landscape) ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับความมีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ (Philanthropic Spirit) MBA Chula ได้พัฒนาหลักสูตร ทั้งในด้านเนื้อหาวิชา กลยุทธ์ และวิธีการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นสร้างผู้นำธุรกิจที่มีความรู้เชิงนวัตกรรมและความเข้าใจในระดับสากล รวมถึงแนวคิดจริยธรรมธุรกิจและการใส่ใจคู่ค้าที่จะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อสังคมไทย

นับเป็นการคิดใหม่จากการริเริ่มไอเดียว่า บทบาทของ MBA Chula จะไม่ได้สอนแค่ทฤษฎี  theories จากตำราแล้ว แต่ต้องการพัฒนาผู้นำที่มีทักษะครบถ้วน ทั้ง Hard Skills และ Soft Skills โดยหลักสูตร MBA จะประกอบด้วย 3 คุณค่าหลัก ได้แก่ Global Wisdom with Local Insights, Hands-on Experience, และ Lead Business with Kindness ซึ่งสะท้อนผ่านปรัชญาแห่งการเรียนรู้ใน 5 มิติ คือ Critical Thinking, Creativity, Collaboration, Communication, and Care

รศ. ดร. ณัฐพล กล่าวว่า MBA Chula ได้ปรับวิชาเรียนให้เป็นระบบโมดูล เพื่อให้การออกแบบหลักสูตรมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ รวมถึงทักษะด้าน Soft Skills นอกจากนี้ ยังได้เปลี่ยนวิธีการส่งมอบความรู้ เช่น การเรียนรู้จากการทำกรณีศึกษาและประสบการณ์ (Case-based and Experiential Learning) เปลี่ยนจากการทำ Case ในห้องเรียน เป็นการทำ Real Case จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลและแก้ปัญหาของธุรกิจจริง รูปแบบการศึกษาดูงานต่างประเทศที่เข้าถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจในประเทศนั้นมากขึ้น และการขยายพันธมิตรทั้งภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น 

ทั้งนี้ MBA Chula คาดหวังว่า ผู้ที่จบจากหลักสูตรฯ  จะสามารถประยุกต์ใช้ความรู้และแนวคิดกับสถานการณ์จริงทางธุรกิจ วิเคราะห์ วางแผน และประเมินผลลัพธ์ทางธุรกิจ มีความเข้าใจและยึดมั่นในจริยธรรม มีทักษะในการสื่อสาร และทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ดี

“นอกจากการพัฒนาหลักสูตรแล้ว MBA Chula ยังได้ริเริ่มโครงการ Life-Long learning การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเปิดโอกาสให้ศิษย์เก่า MBA Chula สามารถกลับมาเลือกเรียนในวิชาเลือกพร้อมกับนิสิตรุ่นน้องได้ ซึ่งจะทำให้ศิษย์เก่าสามารถเพิ่มพูนความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง” ประธานหลักสูตร MBA Chula กล่าวปิดท้าย เป็นการตอกย้ำถึงการเป็น The Top Business School with Triple Crown Accreditation ของคณะบัญชี จุฬาฯ

ม.วลัยลักษณ์พร้อมเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744735

ม.วลัยลักษณ์พร้อมเป็นศูนย์กลาง  ขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมไทย

ม.วลัยลักษณ์พร้อมเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายศิวพงศ์กั้งสกุล ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช ผศ.กิตติชัยรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง โดยมี นางมงคลทิพย์รุ่งงามฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ ผศ.ดร.มาริสา ภูมิภาค ณ หนองคาย รักษาการแทนผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมและการกีฬา ม.วลัยลักษณ์ ลงนามเป็นพยาน

ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้เพื่อกำหนดนโยบายและทิศทางการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติเพื่อการธำรงรักษา สืบสาน เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจำถิ่น หรือการพัฒนา ต่อยอด และสร้างคุณค่าใหม่เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมืองานวิชาการศิลปะและวัฒนธรรม ในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ และเพื่อร่วมกันทำนุบำรุง และให้ ม.วลัยลักษณ์ เป็นศูนย์กลาง (Cultural Hub) ในการขับเคลื่อนศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคใต้ โดยบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีหนึ่งพันธกิจที่สำคัญ คือ การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งมหาวิทยาลัยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลาง หรือ Cultural HUB ในการขับเคลื่อนงานด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ผ่านการศึกษาวิจัยจากอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ การสร้างความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัล โดยมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการก่อสร้างอาคารแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่โบราณสถานตุมปัง โดยมุ่งหวังว่าอาคารแห่งนี้จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต มีการเก็บรวบรวมองค์ความรู้ นำไปสู่การสร้างคุณค่า พัฒนาให้เกิดการสร้างมูลค่าก่อให้เกิดการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนในอนาคต

ด้านนายโกวิท ผกามาศ กล่าวว่ากรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีแนวคิดในการส่งเสริม สนับสนุน และร่วมมือกับ ม.วลัยลักษณ์ วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช และวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง เพื่อขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมต่างๆ อาทิ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม การวิจัยและจัดการความรู้ด้านวัฒนธรรม การเผยแพร่องค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายทางวัฒนธรรม ศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินท้องถิ่น ในการดำเนินงานทางวิชาการร่วมกับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยนาฏศิลปเพื่อถ่ายทอด แลกเปลี่ยนองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม รวมไปถึงยังได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคใต้ให้คงอยู่

นิติศาสตร์ ม.ศรีปทุม จัดเสวนา การใช้เทคโนโลยีระงับข้อพิพาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744733

นิติศาสตร์ ม.ศรีปทุม จัดเสวนา  การใช้เทคโนโลยีระงับข้อพิพาท

นิติศาสตร์ ม.ศรีปทุม จัดเสวนา การใช้เทคโนโลยีระงับข้อพิพาท

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ช้องนาง วิพุธานุพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “การใช้เทคโนโลยีในการระงับข้อพิพาทและการฝึกสถานการณ์จำลองในการระงับข้อพิพาท” โดยมีนายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ที่ปรึกษาประจำสถาบันอนุญาโตตุลาการ พร้อมด้วย ผศ.เจียมจิต สุวรรณน้อย คณบดีคณะนิติศาสตร์ และ ผศ.ดร.นิสิต อินทมาโน ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ร่วมเสวนาถ่ายทอดความรู้และแชร์ประสบการณ์

โครงการเสวนาทางวิชาการทางกฎหมายครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับในการเพิ่มประสิทธิภาพเทคนิคการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทด้านการประกันภัย ด้วยการฝึกปฏิบัติสถานการณ์จำลอง ซึ่งสามารถปรับใช้ได้จริงหากเกิดข้อพิพาท ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน) เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา

ttb reserve มอบเงื่อนไขพิเศษ บุตรหลานผู้ถือบัตรเรียนต่อ ตปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744732

ttb reserve มอบเงื่อนไขพิเศษ  บุตรหลานผู้ถือบัตรเรียนต่อ ตปท.

ttb reserve มอบเงื่อนไขพิเศษ บุตรหลานผู้ถือบัตรเรียนต่อ ตปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ttb reserve จับมือ สถาบันวางแผนการศึกษาต่อต่างประเทศ EduSmith จัดสัมมนาพิเศษ “OverseasEducation Powerhouse Forum” เพื่อวางแผนให้ศึกษาบุตรหลานไปศึกษาต่อต่างประเทศ พร้อมเสนอโซลูชั่นการเงิน และโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อสมัครเรียนต่อ หรือคอร์สเรียนกลุ่ม/เดี่ยว กับ EduSmith ตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2566

ลูกค้าผู้ถือบัตร ttb reserve ที่สนใจส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อต่างประเทศ ธนาคารจะช่วยวางแผนการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อเป็นทุนการศึกษาของบุตรหลาน ลดค่าใช้จ่าย และมีโอกาสรับผลตอบแทนสูง พร้อมรับส่วนลดพิเศษ 7% เมื่อเข้ารับบริการโปรแกรมสมัครเรียนต่อหรือคอร์สเรียนกลุ่ม/เดี่ยว กับ EduSmithตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2566 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://www.ttbbank.com/th/ttb-reserve หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ ttb reserve line02-0101428

UNFPA ร่วมกับจุฬาฯเปิดตัว แพลตฟอร์ม inCUsive ในวันประชากรโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744737

UNFPA ร่วมกับจุฬาฯเปิดตัว  แพลตฟอร์ม inCUsive ในวันประชากรโลก

UNFPA ร่วมกับจุฬาฯเปิดตัว แพลตฟอร์ม inCUsive ในวันประชากรโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.รัตติยา ภูละออ รองคณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเชิญจากองค์การทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ร่วมนำเสนอเนื้อหาด้านโครงสร้างประชากร เพศ และช่วงวัยเชื่อมโยงกับการศึกษาและความต้องการของตลาดแรงงาน การเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของกลุ่มเยาวชน และความเท่าเทียมทางเพศ รวมถึงความสำคัญของภาวะเจริญพันธุ์ต่ำและสังคมสูงวัย ภายใต้โครงการ “Bridging Integration Gaps and Promoting Gender Equality for Young People Towards Aged Society : พร้อมเชื่อมทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ไปด้วยกัน” เนื่องในวันประชากรโลก (World Population Day) ประจำปี 2566  ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร (รางน้ำ) 

นอกจากการปาฐกถา ภายในงานยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม“InCUsive” ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ UNFPA โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างหลายหน่วยงานเพื่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่ด้านการวิจัยและสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มงาน อาทิ กลุ่มผู้หญิงและเพศทางเลือก ได้แก่ โครงการ RESPECT ในพื้นที่เทศบาลตำบลเกาะคา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปางพื้นที่นำร่องของโครงการลดความรุนแรงต่อสตรีด้วยแนวทาง “RESPECT : การเคารพต่อความเท่าเทียมกันของสตรี” และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสุขภาพคนข้ามเพศ (Center Of Excellence, กลุ่มเด็กและเยาวชน ได้แก่ โครงการระบบ National Digital Learning Platform สำหรับประเทศไทย ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กและการวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในการทํางาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม ในประเทศไทย (In-depth Research on Youth Not in Employment, Education or Training :NEETs), กลุ่มคนพิการ 

ได้แก่ โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), กลุ่ม Cross cutting/enable ได้แก่ นวัตกรรมความหลากหลายความเท่าเทียม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
(Diversity, Equity and Inclusion Innovation : DEI) และนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความยั่งยืน (Communication Innovation for Development of Quality of Life and Sustainability)  เป็นต้น

มมส บายศรีสู่ขวัญนิสิตใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744730

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การนิสิต ร่วมกับ สโมสรนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญนิสิตใหม่ ปีการศึกษา 2566 “ผูกข้อยอแขน โฮมขวัญน้อง รุ่นจามรี 13” โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี เป็นประธานเปิดงาน

ดร.ฉวีวรรณ พันธุ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงหมอลำ ประจำปี 2536 มาขับกลอนลำต้อนรับนิสิตใหม่ และ อาจารย์นรชน โทบุดดี มาเป็นหมอพราหมณ์ประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญ

ยามาฮ่า สมาคมอาชีวะ เวิร์คพอยท์ ร่วมกันสร้างครีเอเตอร์หน้าใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744734

ยามาฮ่า สมาคมอาชีวะ เวิร์คพอยท์  ร่วมกันสร้างครีเอเตอร์หน้าใหม่

ยามาฮ่า สมาคมอาชีวะ เวิร์คพอยท์ ร่วมกันสร้างครีเอเตอร์หน้าใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด (ยามาฮ่า) จับมือ สมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และ บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด (เวิร์คพอยท์ ทีวี) จัดแคมเปญ THE CREATOR ARENA (เดอะ ครีเอเตอร์ อารีน่า) เปิดพื้นที่ให้นักเรียนนักศึกษาอาชีวะที่อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ได้พัฒนาทักษะไปสู่การเป็นครีเอเตอร์มืออาชีพในอนาคต พร้อมมอบเงินรางวัลรวมกว่า 300,000 บาทรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟินน์ และของรางวัลมากมาย

แคมเปญ THE CREATOR ARENA เป็นการจัดประกวดในรูปแบบออนไลน์ผสมกับออฟไลน์ ภายใต้แนวคิด “ปล่อยความกล้า ไปกับยามาฮ่าฟินน์” ให้คนรุ่นใหม่ได้ปล่อยพลังที่บ่งบอกความเป็นตัวตน กล้าที่จะไปกล้าที่จะเป็น และกล้าที่จะฟินน์ด้วยการสร้างสรรค์คลิปคอนเทนต์ตามโจทย์ที่กำหนดในแต่ละรอบการแข่งขันส่งเข้าประกวดผ่านทาง SOCIAL MEDIA PLATFORM FACEBOOK และ TIKTOK และผู้ได้รับคัดเลือก 10 ทีมสุดท้าย จะมานำเสนอคลิปผลงานของตนเองกับคณะกรรมการกูรูครีเอเตอร์ เพื่อตัดสินผู้ชนะ ณ เวิร์คพอยท์ สตูดิโอ

โครงการเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้-16 สิงหาคม 2566 สมัครง่ายๆ เพียง Scan QR Code หรือ ติดตามรายละเอียดการสมัครได้ทาง Facebook Fanpage : THE CREATOR ARENA และติดตามความสนุกสนานของการแข่งขันตลอดทั้งแคมเปญได้ทาง รายการ GO TWO SCHOOL ออกอากาศทุกวันเสาร์ ช่องเวิร์คพอยท์ 23

สอศ.ร่วมมือซีเอ็ด ให้นักเรียนอาชีวะ ฝึกงานในร้านซีเอ็ดช่วงปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744736

สอศ.ร่วมมือซีเอ็ด ให้นักเรียนอาชีวะ  ฝึกงานในร้านซีเอ็ดช่วงปิดเทอม

สอศ.ร่วมมือซีเอ็ด ให้นักเรียนอาชีวะ ฝึกงานในร้านซีเอ็ดช่วงปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อสานต่อโครงการกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ทุกระดับชั้น ภายใต้สังกัดการอาชีวศึกษาให้ได้เข้ามาฝึกงานในส่วนงานต่างๆ ของซีเอ็ด อีกทั้งยังมีรายได้เสริมในช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อตัวนักเรียน นักศึกษา โดยการฝึกงานนี้ จะยังสามารถนำผลการทำงานมาคิดเป็นผลการเรียนภาคปฏิบัติ หรือชั่วโมงฝึกงานได้อีกด้วย

นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการในปี 2566 เป็นการสานต่อนโยบายการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อสร้างความร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีความรู้ความสามารถอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสถานประกอบการและทักษะในการประกอบอาชีพ โดยจะเปิดโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียน นักศึกษา ระบบทวิภาคีเข้าฝึกการทำงานในส่วนงานต่างๆ ของซีเอ็ด อาทิ สาขาการบัญชี สาขาการตลาด สาขาคอมพิวเตอร์กราฟิก สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล สาขาโลจิสติกส์ ซึ่งนอกจากจะสร้างทักษะความชำนาญในงานแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากตำราเรียนหรือห้องเรียนอีกด้วย

เด็ก ‘SIIT มธ.’ คว้าแชมป์ประเทศไทย เขียนโปรแกรมควบคุม ‘หุ่นยนต์ NASA’ เตรียมลงแข่ง ‘ระดับนานาชาติ’ ตุลาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744738

เด็ก 'SIIT มธ.' คว้าแชมป์ประเทศไทย เขียนโปรแกรมควบคุม 'หุ่นยนต์ NASA' เตรียมลงแข่ง 'ระดับนานาชาติ' ตุลาคมนี้

เด็ก ‘SIIT มธ.’ คว้าแชมป์ประเทศไทย เขียนโปรแกรมควบคุม ‘หุ่นยนต์ NASA’ เตรียมลงแข่ง ‘ระดับนานาชาติ’ ตุลาคมนี้

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 16.28 น.

เด็ก ‘SIIT มธ.’ คว้าแชมป์ประเทศไทย เขียนโปรแกรมควบคุม ‘หุ่นยนต์ NASA’ เตรียมลงแข่ง ‘ระดับนานาชาติ’ ตุลาคมนี้

4 นักศึกษาจากสถาบัน “SIIT ม.ธรรมศาสตร์” คว้ารางวัลชนะเลิศ การแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศ NASA เตรียมเข้าร่วมแข่งขันระดับนานาชาติในฐานะ ‘ตัวแทนทีมเยาวชนประเทศไทย’ ช่วงเดือน ต.ค.นี้ 

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จำนวน 4 คน ในชื่อทีม “Galactic4” สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศแอสโตรบี (Astrobee) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (NASA) ที่ปฏิบัติงานอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ให้ปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย ภายใต้โครงการ “The 4th Kibo Robot Programming Challenge” ซึ่งประกาศผลการแข่งขันไปเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2566

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) และหน่วยงานพันธมิตร จัดการแข่งขันเพื่อแสวงหา “ตัวแทนทีมเยาวชนประเทศไทย” เข้าร่วมแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติ ณ ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น  ช่วงเดือนตุลาคม 2566

สำหรับการแข่งขันในโครงการ “The 4th Kibo Robot Programming Challenge” มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 182 ทีม โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ด้วยภาษาJAVA เพื่อควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ Astrobee ซึ่งทีม “Galactic4” จาก SIIT ธรรมศาสตร์ อันประกอบด้วย ณัฐวินทร์ แย้มประเสริฐ,เดชาธร ดาศรี, กษิดิศ ศานต์รักษ์และ ชีวานนท์ ชุลีคร สามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ รับรางวัลมูลค่า 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และจะเป็นตัวแทนทีมเยาวชนประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติ กับทีมจากประเทศสมาชิก Kibo-ABC อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฯลฯ

นายณัฐวินทร์ แย้มประเสริฐ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ SIIT ในฐานะหัวหน้าทีม Galactic4 เปิดเผยว่า โจทย์ของการแข่งขันเป็นภารกิจเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในระบบจำลอง (Simulation) เพื่อควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ Astrobeeในการแก้ไขสถานการณ์จำลอง เหตุการณ์สารเคมีรั่วไหลภายในสถานีอวกาศ ซึ่งเขียนโปรแกรมโดยใช้ภาษาพื้นฐานอย่าง JAVA ที่มีการเรียนการสอนใน SIIT ช่วงชั้นปีที่ 1

นายณัฐวินทร์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมการแข่งขันดังกล่าว ส่วนตัวทราบข่าวการเปิดรับสมัครจากผู้ปกครอง จึงได้รวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมชั้นปี 2 SIIT ธรรมศาสตร์ เพื่อทดลองนำสิ่งที่เรียนมาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง โดยเริ่มต้นจากการวางแผนงานกันคร่าวๆ และใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมแบ่งงาน ซึ่งแต่ละคนจะเขียนโปรแกรมในส่วนของตัวเอง ก่อนจะนำมาประกอบกันเพื่อส่งเข้าทดสอบในระบบ Simulation จนเมื่อได้ผลลัพธ์ออกมาแล้วก็จะนำมาปรับปรุงและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

“ความจริงแล้วงานของเราเสร็จและใช้งานได้ตั้งแต่ภายในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการแข่งขัน ซึ่งแม้ผลจะออกมาค่อนข้างดีแล้ว แต่เราก็คิดว่ายังดีได้อีกจึงมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงช่วงสุดท้ายของการส่งผลงาน” นายณัฐวินทร์ ระบุ

นายณัฐวินทร์ กล่าวว่า ทีม Galactic4 ตั้งใจจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ที่สุดในฐานะตัวแทนประเทศไทย จากนี้จึงจำเป็นต้องจัดการตารางเวลาฝึกซ้อม พร้อมทั้งศึกษาและปรับตัวให้เข้ากับโจทย์กติกาใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าอาจต้องมีความเหนื่อยมากขึ้น แต่ก็เป็นกำลังใจในด้านบวกที่เชื่อว่าจะเป็นโอกาสที่ดีของการเปิดประสบการณ์ใหม่

นายณัฐวินทร์ ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา JAVA แม้จะเคยศึกษาและพอมีความรู้พื้นฐานเรื่องนี้ในเบื้องต้น แต่ก็ได้รับการเสริมทักษะเพิ่มมากยิ่งขึ้นจากการเรียนการสอนในคณะ และอีกปัจจัยสำคัญนั่นคือความสามัคคีในการทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์ค ซึ่งภายในรั้ว SIIT ก็เป็นโอกาสที่ทำให้ได้มารู้จักกับกลุ่มเพื่อนในทีม ที่ล้วนมีลักษณะนิสัยของการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกัน โดยต่างคนต่างมีทักษะและความสามารถซ่อนเอาไว้ รอให้นำออกมาใช้งานจริงได้ อย่างเช่นกับการแข่งขันในครั้งนี้

“งานนี้เราทำคนเดียวคงไม่สำเร็จ หากจะต้องใช้ความสามารถและแรงพลังจากสมาชิกทุกคน ขณะเดียวกันเราไม่ประมาทตัวเอง ไม่ประมาทในตัวเกม กติกา คือถ้าเราจะหยุดตั้งแต่ตอนที่เขียนเสร็จในครั้งแรก และคิดว่ามันดีแล้วก็ได้ แต่เมื่อเราคิดว่ายังทำได้ดีกว่านี้ อยากนำหน้าคนอื่นขึ้นไปอีก เราจึงทำมันต่อไปเรื่อยๆ จนถึงท้ายสุดเท่าที่เป็นไปได้” นายณัฐวินทร์ กล่าว