ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จากกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงดาบตำรวจอดุลย์  อายุ 38 ปี ผบ.หมู่ (ป.) ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ขณะขับรถไปรับลูกชาย 2 คน หน้าโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ต.พงสตา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ นางฟาตีเมาะ อายุ 35 ปี ภรรยาซึ่งเป็นครูของโรงเรียนเสียชีวิต ส่วน ด.ต.อุดุลย์ ได้รับบาดเจ็บ และลูกน้อยวัย 2 เดือนบาดเจ็บเล็กน้อย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ปัตตานีเดือด! ประกบยิง ด.ต.สภ.ยะหริ่ง ภรรยาดับคาเบาะ-ลูกสาว 2 เดือนปลอดภัย)

ล่าสุด โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ Prasanwittayamulniti ไว้อาลัยต่อการจากไปของ นางฟาตีเมาะ อายุ 35 ปี ครูของโรงเรียน โดยแชร์โพสต์ของเพจ “PS MEDIA” ที่ระบุว่า

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

ต่อการจากไปของอาจารย์ผู้เป็นที่รักของนักเรียน

ขออัลลอฮ์ทรงเมตตา อภัยโทษ และประทานสวนสวรรค์อันสูงส่งแด่อาจารย์  (ฟาตีเมาะห์ ยาโงะ บุคลากรฝ่ายธุรการ โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ )

ขณะที่เพจ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า” รายงานว่า “ยะรังรวมพลังละหมาดฮายัต ต้านความรุนแรง หลังเหตุสะเทือนขวัญคร่าชีวิตครูสาว” ประชาชนในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ร่วมกับผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการ คณะครู และนักเรียน โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ตำบลพงสตา ร่วมประกอบพิธีละหมาดฮายัต เพื่อขอความสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ พร้อมชูป้ายแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ ภายหลังเกิดเหตุคนร้ายแต่งกายคล้ายผู้หญิงสวมฮิญาบ ลอบยิง ดาบตำรวจอดุลย์ หะยีสุหลง ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ นางฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ครูโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ซึ่งกำลังอุ้มลูกวัยแรกเกิด เสียชีวิตภายในรถ

ส่วนเพจ “ศธ.360 องศา โพสต์ข้อความระบุว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเมื่อวานนี้ ซึ่งสังคมได้รับทราบโดยทั่วกันแล้วนั้น กระทรวงศึกษาธิการรู้สึกสะเทือนใจและเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความเสียใจและร่วมอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของคุณครูฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ครูโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว นับเป็นความสูญเสียของวงการศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง

กระทรวงศึกษาธิการขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามสถานการณ์และดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในบริเวณสถานศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันปกป้อง และไม่ควรให้เกิดความรุนแรงในทุกรูปแบบ

กระทรวงศึกษาธิการยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง โดยหลังจากนี้จะมีการกำชับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีก 

หากมีความคืบหน้าประการใด กระทรวงศึกษาธิการจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์

โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ

26 พ.ค. 2569

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกยุค AI และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “คนรุ่นใหม่” คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เชื่อมั่นในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 48 ปี ภายใต้แนวคิด “สร้างผู้นำ สร้างอนาคต” เดินหน้ายกระดับเฟ้นหาเยาวชนคนเก่งจากทั่วประเทศ หรือ Next-Gen Talent ตามเจตนารมณ์ของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ต้องการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต”

โครงการทุนการศึกษาเครือซีพี สะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรที่เชื่อมั่นว่า “การพัฒนาคน คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ” โดยตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ซีพีไม่ได้มองทุนการศึกษาเป็นเพียงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษา แต่เป็น “เวทีแห่งโอกาส” ที่เปิดทางให้เยาวชนคนเก่งและมีศักยภาพ ได้ค้นพบความสามารถของตนเอง ได้เข้าถึงการศึกษา พร้อมเสริมสร้างทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อโลกอนาคต ทั้งความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับทุนได้เรียนรู้ ฝึกงาน และต่อยอดสู่การทำงานจริงในเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ ซึ่งมีธุรกิจครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล เทคโนโลยี และธุรกิจแห่งอนาคต

นายภาคิน สังแก้ว หนึ่งในผู้รับสมัครทุน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี และกำลังจะเข้าศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า รู้จักโครงการทุนการศึกษาเครือซีพีจากคำแนะนำของอาจารย์และเพื่อนที่เคยได้รับทุนมาก่อน ซึ่งมองว่าโครงการนี้ไม่ได้มอบเพียงโอกาสทางการศึกษา แต่ยังเปิดโลกแห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมและสร้างประโยชน์ให้สังคมได้จริง สอดคล้องกับแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อที่ต้องการเติบโตเป็นแพทย์ที่ดี และใช้ความรู้ทางการแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยและสังคม โดยตั้งเป้าหมายเพียงการตั้งใจเรียนและนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้ประเทศต่อไป

ขณะที่ น.ส.ภูริชญา นิลวิสุทธิ์  นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม “ทุนฯ เครือซีพี” มศว ผู้สมัครรับทุน เผยว่า รู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติอย่างมากที่มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทุนการศึกษาเครือซีพี ซึ่งทุนนี้จะนำไปสู่โอกาสสำคัญ ทั้งด้านการฝึกงานในบริษัทในเครือซีพีที่เป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำของไทยและครอบคลุมหลายธุรกิจ การพัฒนาทักษะหลากหลายมิติ และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ที่จะช่วยเพิ่มความพร้อมสู่เส้นทางอาชีพอย่างมั่นคง

ด้าน น.ส.ธิดา แซ่ลี นักเรียนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 จ.พะเยา เปิดเผยความรู้สึกหลังเข้าร่วมการคัดเลือกว่า ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทาย เพราะกระบวนการคัดเลือกแต่ละรอบมีความเข้มข้นมาก หากได้รับทุนการศึกษานี้ นอกจากจะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ตัวเองแล้ว หากประสบความสำเร็จในชีวิตและมีโอกาสเป็นผู้นำในอนาคต จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษา พร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันในการกระจายองค์ความรู้ ทุนการศึกษา และการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารต่อไป

ขณะที่ บิดาของ น.ส.ธิดา กล่าวเสริมว่า ครอบครัวไม่ได้บังคับเส้นทางชีวิตของลูก และพร้อมสนับสนุนในสิ่งที่ลูกสนใจอย่างเต็มที่ โดยการสมัครขอรับทุนครั้งนี้เกิดจากข้อจำกัดด้านกำลังทรัพย์ของครอบครัว จึงหวังให้ลูกได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น และมองว่าทุนนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ลูกได้ใช้พัฒนาตนเอง เรียนรู้ในสิ่งที่ชื่นชอบได้อย่างเต็มที่ 

ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเยาวชนทุนซีพีจำนวนมากเติบโตเป็นบุคลากรคุณภาพในหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งภาคธุรกิจ วิชาการ เทคโนโลยี การแพทย์และงานพัฒนาสังคม โดยหลายคนได้นำองค์ความรู้กลับไปพัฒนาชุมชนและสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง สะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” ที่สามารถต่อยอดจากการเปลี่ยนแปลงชีวิต “หนึ่งคน” ไปสู่การสร้างอนาคตที่ดีให้กับสังคมและประเทศต่อไป

ด้วยความเชื่อมั่นว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทุนการศึกษาเครือซีพี จึงยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้ก้าวข้ามข้อจำกัด พัฒนาศักยภาพของตนเองและเติบโตเป็น “Next-Generation Leaders” ที่พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลาย ร่วมกับ สถาบัน Change Fusion เปิดรับสมัครผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) รุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) ปีที่ 15 ภายใต้แนวคิด “Energy of Possibility : พลังดี ไม่มีดรอป” พื้นที่ปล่อยของ ทดสอบศักยภาพ และช่วยต่อยอดแพชชันการทำธุรกิจที่เกิดผลกระทบเชิงบวกในสังคมได้จริง ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เงินทุน และแรงสนับสนุนจากเครือข่ายที่จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไปต่อได้แบบไม่มีดรอป ผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ 1.กระบวนการบ่มเพาะกิจการระยะเริ่มต้น สำหรับคนที่มีไอเดียและอยากเริ่มต้นทำกิจการเพื่อสังคม ช่วยปูพื้นฐานด้านธุรกิจ ค้นหาแนวทางในการสร้างรายได้ที่ใช่ไปพร้อมกับการกำหนดตัวชี้วัดทางสังคม พร้อมทุนสนับสนุนการทดลองตลาด ทีมละ 80,000 บาท และทุนต่อยอดธุรกิจทีมละ 250,000 บาท หากเป็นผู้ชนะ 3 ทีมสุดท้าย และ 2.กระบวนการพัฒนาความพร้อมของกิจการในระยะขยายผล สำหรับกิจการที่ต้องการขยายผลและเติบโตอย่างเป็นระบบ ผ่านการโคชชิ่งเชิงลึก เพื่อยกระดับคุณภาพการเติบโตแบบเจาะจงตามบริบทของแต่ละกิจการ เสริมความพร้อมให้สามารถโตต่อได้อย่างยั่งยืน และโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน ตั้งแต่การพัฒนาโมเดลธุรกิจให้แข็งแรงและยั่งยืน การสร้างรายได้และโอกาสทางการตลาด การตั้งเป้าหมายและวัดผลลัพธ์ทางสังคมอย่างชัดเจน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตร เพื่อช่วยต่อยอดกิจการและผลักดันการเติบโตในระยะยาว

โดยจะเปิดรับสมัครข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ – 5 มิถุนายน 2569 และประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือก วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผู้ที่สนใจสามารถสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก Banpu Champions for Change หรือ Incubation Program: https://forms.gle/K2hwa8e9eUsfCyM36 , Acceleration Program: https://forms.gle/qe61aS7b9B5QPmLR9

​สจล.ปั้น ‘นักบิน Ultralight’ เปิดหลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษฯ ผสาน AI อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

​สจล.ปั้น ‘นักบิน Ultralight’ เปิดหลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษฯ ผสาน AI อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

​สจล.ปั้น ‘นักบิน Ultralight’ เปิดหลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษฯ ผสาน AI อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและถ่ายทอดเทคโนโลยี พระจอมเกล้าลาดกระบัง (ด่านช้าง) ร่วมกับ สมาคมมัจฉานุ เปิดรับสมัครผู้เข้าอบรม “หลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษ การวิจัย และนวัตกรรม” (Short Course in Ultralight Pilot, Research and Innovation) รุ่นแรก หลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน (63 ชั่วโมง) มุ่งพัฒนาบุคลากรด้านการบินและนวัตกรรม เพื่อประยุกต์ใช้อากาศยานเบาพิเศษร่วมกับ AI, GIS และเทคโนโลยีดิจิทัล สำหรับภาคเกษตรอัจฉริยะ งานสำรวจทางอากาศ ภารกิจอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และงานกู้ภัยทางน้ำในอนาคต

เนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ กฎหมายการบิน หลักการบิน ระบบอากาศยาน อุตุนิยมวิทยาการบิน การวิเคราะห์ Flight Data การประยุกต์ใช้ AI เพื่อความปลอดภัยทางการบิน ตลอดจนฝึกบินจริง ณ สนามบินอยุธยา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทดสอบใบอนุญาตนักบินอากาศยานเบาพิเศษ (UPL)

หลักสูตรได้รับความร่วมมือจากทีมครูการบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การบิน นักวิจัย และกัปตันสายการบินพาณิชย์ชั้นนำของไทย เปิดรับสมัครผู้มีอายุ 17 ปีขึ้นไป วุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ผ่านการตรวจสุขภาพ MEDICAL CLASS 4 รับจำนวนจำกัด 35 คน ค่าลงทะเบียน 180,000 บาท เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 11-31 พฤษภาคม 2569

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง  https://www.facebook.com/kmitlofficia     และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th   หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

มมส อัญเชิญน้ำสรงประทานสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

มมส อัญเชิญน้ำสรงประทานสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

มมส อัญเชิญน้ำสรงประทานสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกอบพิธีอัญเชิญน้ำสรงประทานในสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันศาสนาที่มีต่อมหาวิทยาลัยและชาวจังหวัดมหาสารคาม

เมื่อเร็วๆนี้ ณ หอพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ในเมือง) ได้ประกอบพิธีอัญเชิญน้ำสรงและเครื่องสักการะเพื่อสรงถวาย พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” ซึ่งได้รับประทานจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธ) เจ้าอาวาสวัดบึงพระลานชัย พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นด้วยขบวนอัญเชิญน้ำสรงประทานฯ และเครื่องสักการะที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง พร้อมด้วยขบวนต้นดอกเงินปัจจัยร่วมทำบุญเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เคลื่อนขบวนจากหน้าอาคารวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ เข้าสู่หอพระพุทธกันทรวิชัยฯ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นิสิต และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงในชุดผ้าไทยโทนสีขาวและชุดพื้นเมือง สะท้อนถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันงดงาม

ในโอกาสนี้ มหาวิทยาลัยได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธกันทรวิชัยฯ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2524 อีกทั้งได้บำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) ผู้ทรงมีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัย โดยได้รับเมตตาผ้าไตรจากพระเดชพระคุณพระพรหมมุนี (บุญเรือง ปุญฺญโชโต) กรรมการมหาเถรสมาคม มอบให้เพื่อประกอบพิธีสำคัญในครั้งนี้

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า “พิธีสรงน้ำพระพุทธกันทรวิชัยฯ เป็นวาระสำคัญประจำปีที่ชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคามและพุทธศาสนิกชนจะได้ร่วมกันแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง นอกจากพิธีสงฆ์แล้ว ยังมีการประกอบพิธีบาสีสู่ขวัญพระเจ้าตามประเพณีโบราณแนวฮีตสิบสองครองสิบสี่ และการฟ้อนถวายสักการะสมโภชโดยผู้บริหารและนิสิต ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความศรัทธาและความสมัครสมานสามัคคีของชาว มมส ที่มีต่อการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป”

นอกจากนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ มหาวิทยาลัยยังจัดให้มีการออกโรงทานตลอดทั้งวัน และการแสดงหมอลำสมโภชจากวงหมอลำไพบูลย์ เสียงทอง เพื่อเฉลิมฉลองในวาระอันเป็นมงคลนี้ ท่ามกลางศรัทธาของประชาชนที่หลั่งไหลมาร่วมสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

นักวิจัย มมส ร่วมค้นพบ ‘นาคาไททัน’ ไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ 14 ของไทย

นักวิจัย มมส ร่วมค้นพบ ‘นาคาไททัน’ ไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ 14 ของไทย

นักวิจัย มมส ร่วมค้นพบ ‘นาคาไททัน’ ไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ 14 ของไทย

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เป็นที่น่ายินดีอีกครั้งของวงการ “บรรพชีวินวิทยาไทย” เมื่อ ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยจากศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมค้นพบและศึกษาไดโนเสาร์ซอโรพอดสายพันธุ์ใหม่ของโลก “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” ซึ่งได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการให้เป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ 14 ของประเทศไทย และทุบสถิติเป็น “ไดโนเสาร์กินพืช” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลงานวิจัยระดับโลกครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการชื่อดัง Scientific Reports เป็นที่เรียบร้อย

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้โครงการ “Project Thaitan” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างทีมงานวิจัยไทย นำโดย ดร.ศิตะ มานิตกุล ร่วมกับมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร และกรมทรัพยากรธรณี โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยระดับโลกจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก นำไปสู่การขุดค้นพบชิ้นส่วนฟอสซิล ณ บ้านพนังสื่อ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ โดยฝังตัวอยู่ในชั้นตะกอนของหมวดหินโคกกรวด กลุ่มหินโคราช ยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือมีอายุทางธรณีวิทยาเก่าแก่ประมาณ 110-115 ล้านปีก่อน ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ร่วมกันตั้งชื่อวิทยาศาสตร์อันทรงคุณค่าว่า “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” ซึ่งมีความหมายสื่อถึง “พญานาคยักษ์แห่งชัยภูมิ” เพื่อเป็นเกียรติแก่พื้นที่ค้นพบและสอดคล้องกับความเชื่อท้องถิ่น

ดร.ศิตะ มานิตกุล เปิดเผยว่า “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” จัดเป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดหรือกลุ่มไดโนเสาร์กินพืชคอยาว ในกลุ่มซอมโฟสปอนดิแลน ภายใต้กลุ่มย่อยยูฮีโลโปดิด โดยมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติอย่างใกล้ชิดกับ “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” ซึ่งเป็นไดโนเสาร์คอยาวอีกสายพันธุ์ของไทยที่ถูกค้นพบในหมวดหินเสาขัวที่มีอายุเก่าแก่กว่าราว 130 ล้านปี สิ่งที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกคือ การประเมินมวลน้ำหนักและขนาดร่างกาย ซึ่งพบว่านาคาไททันมีน้ำหนักตัวสูงถึงประมาณ 27 ตัน หรือเทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างแอฟริกาขนาดใหญ่จำนวน 4-5 เชือกรวมกัน และมีขนาดความยาวจากส่วนหัวจรดปลายหางยาวถึง 27 เมตร ส่งผลให้นาคาไททันก้าวขึ้นแท่นเป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันที

การค้นพบในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญให้แก่วงการวิทยาศาสตร์และบรรพชีวินวิทยาโลก แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันยอดเยี่ยมของนักวิจัยไทยและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยนวัตกรรมในระดับสากล ตลอดจนช่วยเติมเต็มหน้าประวัติศาสตร์ธรรมชาติวิทยาเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและภาพจิ๊กซอว์วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ในภูมิภาคนี้ ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ‘โรคไข้ดิน’ ภัยเงียบในดินและน้ำ รู้ทันก่อนสัตว์ติดเชื้อ

สกู๊ปพิเศษ : ‘โรคไข้ดิน’ ภัยเงียบในดินและน้ำ รู้ทันก่อนสัตว์ติดเชื้อ

สกู๊ปพิเศษ : ‘โรคไข้ดิน’ ภัยเงียบในดินและน้ำ รู้ทันก่อนสัตว์ติดเชื้อ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โรคไข้ดิน” หลายคนอาจเพิ่งเคยได้ยินชื่อ แต่โรคนี้ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่แต่อย่างใด ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรคเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 18 เม.ย. 2569 นี้ พบจำนวนผู้ป่วยโรคไข้ดินสะสมแล้ว 752 ราย ต้องเข้ารับการรักษาและพักฟื้นในโรงพยาบาล 376 ราย และเสียชีวิต 23 ราย

ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงก็เป็นโรคไข้ดินเช่นกัน เพียงแต่การรายงานสถานการณ์โรคไข้ดินในสัตว์ยังไม่เข้มข้นเท่ากับทางสาธารณสุข น.สพ.รชฎ ตันติเลิศเจริญ ผู้ช่วยคณบดีและผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ ศูนย์ฝึกนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย จ. นครปฐม และสระบุรี กล่าวว่า เกษตรกรยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของโรค ไม่ทราบการวินิจฉัยโรค และไม่ทราบว่าจะต้องรายงานเหตุ การป้องกันโรคเป็นเชิงรับอย่างเดียว คือส่งตัวอย่างตรวจยังห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคสัตว์ซึ่งสามารถเพาะแยกเชื้อได้ ซึ่งเราเจอโรคนี้ในสัตว์เป็นประจำทุกปี พร้อมเตือนว่ายิ่งในช่วงหน้าฝน ความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคไข้ดินยิ่งสูง เราจึงควรทำความรู้จักโรคนี้เพื่อดูแลป้องกันตัวเอง สัตว์เลี้ยง และปศุสัตว์ให้ปลอดภัย ไกลโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

โรคไข้ดินมีชื่อทางการว่า โรคเมลิออยด์ หรือโรคมงคล่อเทียม เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เบอร์โคลเดอเรีย ซูโดมัลลิอาย (Burkholderia pseudomallei) ที่อาศัยอยู่ในน้ำและดิน เชื้อนี้ชอบสภาพอากาศแบบร้อนชื้นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายปี ยิ่งสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น เชื้อยิ่งอยู่ได้นาน แม้กระทั่งน้ำสะอาดก็สามารถอยู่ได้นานเช่นเดียวกัน น.สพ.รชฎ ระบุ

ด้วยความที่เชื้อแบคทีเรียนี้ชอบอากาศชื้น จึงพบการระบาดของโรคไข้ดินมากที่สุดในหน้าฝน และช่วงที่มีพายุฤดูร้อน

น.สพ. รชฎ อธิบายว่า พายุทำให้เชื้อที่ฝังตัวอยู่ในดินฟุ้งกระจายขึ้นมาบนผิวดิน แล้วคนและสัตว์รับเชื้อนี้เข้าไปในร่างกาย ผ่าน 3 ช่องทางหลักด้วยกัน คือ การสัมผัสเชื้อผ่านผิวหนังที่มีบาดแผล การกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรค และการหายใจเอาละอองน้ำหรือฝุ่นดินที่มีเชื้อเข้าไป

อย่างไรก็ดี โรคไข้ดินปกติไม่ใช่โรคติดต่อสัตว์สู่สัตว์โดยตรง แต่สามารถติดจากสัตว์สู่คนได้จากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งหรือสิ่งปนเปื้อน รวมถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนคนและสัตว์ติดเชื้อจากการรับเชื้อโรคไข้ดินจากสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนเป็นหลัก

โอกาสของคนที่ป่วยจะปล่อยเชื้อให้ผู้อื่นเป็นไปได้ยาก แตกต่างจากไข้หวัดที่เป็นการแพร่เชื้อจากคนสู่คน รวมถึงการแพร่เชื้อจากสัตว์ไปสัตว์ตัวอื่นๆก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน น.สพ.รชฎ กล่าวและว่า สัตว์กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคไข้ดินมี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่ไวต่อเชื้อสูง เช่น แพะ แกะ ซึ่งมักแสดงอาการรุนแรงและอาจเกิดการระบาดในระดับฝูงจนถึงขั้นเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อาการทั่วไปคือ มีไข้ ซึม เบื่ออาหาร ข้ออักเสบทำให้เดินกะเผลก บางตัวอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น อาการชักร่วมด้วย หรือมีอาการทางเดินหายใจ และปอดบวม 2.กลุ่มที่ติดเชื้อแต่ไม่ค่อยแสดงอาการป่วยอย่างชัดเจน เช่น สุกร โค กระบือ แม้จะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อจะสร้างฝีหนองในอวัยวะภายใน เช่น ตับม้าม และปอด มีโอกาสทำให้ตายเฉียบพลันได้ และเสี่ยงต่อการปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร และ 3.กลุ่มที่มีความไวต่อการรับเชื้อต่ำ ได้แก่ สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวที่มีความทนทานต่อเชื้อมากกว่า แต่ก็สามารถติดเชื้อผ่านบาดแผล อาการติดเชื้อไข้ดินในสุนัขและแมว เช่น ซึม มีไข้ หรือเป็นฝีหนองตามร่างกาย

การติดเชื้อในสัตว์เกิดขึ้นเมื่อไม่มีการจัดการซากสัตว์ที่ป่วยตายด้วยโรคนี้อย่างเหมาะสม เชื้อก็จะกลับลงไปปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้” น.สพ.รชฎ ระบุ

สำหรับคน นอกจากการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนโดยตรงแล้ว ความเสี่ยงที่จะติดโรคนี้จากสัตว์ก็มาจากการบริโภคเนื้อหรือเครื่องในของสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้

คนมีโอกาสติดเชื้อโรคนี้ได้ในกรณีที่สัตว์ป่วยและมีเชื้ออยู่ในร่างกาย แล้วสัตว์เข้าไปสู่กระบวนการเป็นอาหารของมนุษย์ และมีกรรมวิธีการจัดการอาหารไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับการปรุงด้วยความร้อนอย่างเหมาะสม ทำให้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ได้ แล้วคนบริโภคเนื้อดังกล่าวเข้าไป ก็จะเสี่ยงติดโรคนี้” น.สพ.รชฎ กล่าวและว่า โรคไข้ดินทั้งในคนและสัตว์สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มเดียวกัน คือ cefaizidime meropenem หรือ imipenem โดยให้ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ถึง 4 สัปดาห์ ส่วนมากยาดังกล่าวจะใช้รักษาคนและสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว สำหรับปศุสัตว์ การรักษาโรคไข้ดินจะคำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้ส่วนใหญ่แล้ว จะใช้วิธีการกำจัด (สัตว์ป่วย) ทิ้งมากกว่าการรักษา

เมื่อปศุสัตว์ป่วย มีอาการเจ็บข้อ เดินกะเผลก หรือตายและพบรอยโรค เจ้าของสัตว์ต้องส่งตัวอย่างตรวจยังห้องปฏิบัติการชันสูตรเพื่อยืนยันว่าเป็นเชื้อ Burkholderia pseudomallei ถ้าเจ้าของสัตว์ผู้ส่งตรวจไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงให้หาเชื้อไข้ดิน ผลตรวจจากห้องแล็บมีโอกาสตรวจและรายงานเป็นเชื้ออีกตัวหนึ่งซึ่งมีความใกล้เคียงกันคือ Pseudomonas ดังนั้นต้องระบุให้ชัดเจนว่าให้หาเชื้อ Burkholderia pseudomallei ซึ่งเพาะเลี้ยงและวินิจฉัยไม่ยาก น.สพ.รชฎ กล่าวพร้อมแนะว่า ผู้เลี้ยงสัตว์สามารถรับบริการการตรวจเชื้อได้ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ศูนย์ชันสูตรโรคของกรมปศุสัตว์ในทั่วทุกภูมิภาค และห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคสัตว์ของคณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ

การไม่ส่งตรวจซากสัตว์ตาย หรือไม่ระบุให้ตรวจหาเชื้อโรคไข้ดิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด การควบคุมการระบาดช้า และการรายงานโรคไข้ดินในปศุสัตว์ต่ำกว่าความเป็นจริง

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้ดิน ดังนั้น เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงการนำสัตว์ไปเลี้ยงในบริเวณที่เคยมีสัตว์ติดเชื้อไข้ดิน โดยเฉพาะสัตว์ที่มีความไวต่อเชื้อสูง (แพะ แกะ) เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะได้รับเชื้อ และเลือกแหล่งน้ำที่สะอาดให้กับสัตว์ ไม่ควรให้สัตว์ดื่มน้ำจากผิวดินโดยตรง ระวังไม่ให้สัตว์ดื่มน้ำในแหล่งน้ำงวดในหน้าแล้ง และน้ำดื่มสำหรับสัตว์ควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อเบื้องต้นหรือใช้น้ำประปา เป็นต้น ขณะที่สัตว์เลี้ยง ไม่ควรปล่อยให้สุนัขและแมวออกมาเล่นข้างนอกในช่วงหน้าฝน เพราะช่วงมีพายุฝน เชื้อมีโอกาสฟุ้งกระจายได้ง่าย ที่สำคัญหลังปฏิบัติงานกับสัตว์แล้วควรล้างมือทุกครั้ง และหากในพื้นที่มีสัตว์ป่วยตายจากการติดเชื้อฯ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที

โรคไข้ดินป้องกันได้ เริ่มจากการไม่ประมาทในช่วงหน้าฝน เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ดูแลสัตว์อย่างถูกวิธี และเลือกบริโภคอาหารที่สะอาด ปรุงสุกทุกครั้ง เพราะการรู้ทันตั้งแต่วันนี้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

กระทรวงวัฒนธรรมไทย–ฝรั่งเศส เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง และมรดกวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างบทบาทของวัฒนธรรมในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบหารือกับ นางกาตริน เปการ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Mrs. Catherine Pégard) เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส และสานต่อสายสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 340 ปี นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในระดับประชาชน สังคม และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยฝ่ายไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านโครงการและกิจกรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงวัฒนธรรมไทยในการศึกษาต้นแบบการบริหารจัดการวัฒนธรรมระดับโลกของฝรั่งเศส เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ คณะผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรมยังได้พบหารือกับผู้แทนหน่วยงานวัฒนธรรมชั้นนำของฝรั่งเศส อาทิ Comité Colbert, Centre National de la Danse (CND) และ France Muséums เพื่อผลักดันความร่วมมือสำคัญใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ การยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนด้านศิลปะการแสดง ความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาว และช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
 

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก ‘พลฉุดชักราชรถ’

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก 'พลฉุดชักราชรถ'

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก ‘พลฉุดชักราชรถ’

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสรรพาวุธทหารบก จัด พิธีเปิดการฝึกครูฝึกพลฉุดชักราชรถ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.69 เวลา 09.00 พลโท ณัฐพร ขวัญแย้ม เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาฯ, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงฯ, ชุดครูฝึกจิตอาสา, กำลังพลชุดครูฝึกพลฉุดชักราชรถ และกำลังพลกรมสรรพาวุธทหารบก ร่วมพิธีเปิดการฝึกครูฝึกพลฉุดชักราชรถ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับกำลังพลชุดครูฝึก ได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง แข็งแรง มีความสง่างาม ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และสมพระเกียรติ โดยทำการฝึกครูในท่าต่างๆ ที่ต้องใช้ในพระราชพิธี ได้แก่ ท่าเบื้องต้น, ท่าหยิบเชือก, ท่าวางเชือก, ท่าเดินตามปกติ, ท่าหยุดจากการเดิน, ท่าถวายบังคม และท่าเดินประกอบเพลงบรรเลงในพระราชพิธี โดยใช้เวลาในการฝึกชุดครูฝึกพลฉุดชักราชรถ รวมทั้งสิ้น 2 สัปดาห์

ในการนี้ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก ได้กล่าวให้โอวาทให้กับผู้เข้าร่วมพิธีฯ ความว่า “ ตามที่ กรมสรรพาวุธทหารบก ได้มอบหมายให้โรงเรียนทหารสรรพาวุธ รับผิดชอบในส่วนขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในงานพระถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง นั้น นับว่าเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งและเป็นเกียรติยศสูงสุด ซึ่งการที่จะทำให้ภารกิจนี้สำเร็จได้จะต้องอาศัยความ ร่วมใจ ความเสียสละ ความอดทน จากพวกเราทุกคน ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ก็ขอให้พวกเรามีความตั้งใจ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้กับผู้เข้ารับการฝึกให้สามารถปฏิบัติตามท่าฝึกต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง แข็งแรง และพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้การปฏิบัติใน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ ขอให้พวกเราทุกคน จงภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการกิจอันสำคัญยิ่งนี้ เพื่อเพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พลโท ณัฐพร ขวัญแย้ม เปิดเผยถึงความพร้อมของกำลังพลว่า ในปัจจุบันกรมสรรพาวุธทหารบก มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องของการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชรถ พระราชยาน และเครื่องประกอบ อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในริ้วขบวนที่ 2 ซึ่งเป็นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอันสำคัญยิ่ง โดยขณะนี้การเตรียมกำลังพลได้ดำเนินการคัดเลือกครูฝึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้กําลังพลชุดครูฝึกได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง

ด้าน พันเอก สิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี ทหารนอกราชการและครูฝึกจิตอาสา เปิดเผยว่า ความพร้อมของครูฝึกตอนนี้มีความพร้อม จากประสบการณ์การปฏิบัติภารกิจพระราชพิธีปี 2560 ครั้งที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มีครูฝึกอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ผ่านประสบการณ์ดังกล่าว จึงทำให้ต้องมีการฝึกครูเพื่อสานต่อภารกิจอันสำคัญยิ่งต่อไป และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาตนได้แนะนำเหล่าทหารรุ่นใหม่เกี่ยวกับการฉุดชักราชรถ เพื่อให้พระราชพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ

สถาบันพระปกเกล้า น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

สถาบันพระปกเกล้า น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

สถาบันพระปกเกล้า น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

22 พฤษภาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า โดย รองศาสตราจารย์ ดร. อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย นางสาวสุพรรณี งามวุฒิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คณะผู้บริหาร และบุคลากรสถาบันฯ เข้าร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสสำคัญแห่งการประกาศยกย่องพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจในวาระครบ 100 ปี โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการด้านการศึกษา การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งได้รับการประกาศยกย่องในระดับนานาชาติ จากองค์การยูเนสโก

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระราชินีผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร และทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และงานสาธารณประโยชน์หลากหลายด้าน อันเป็นคุณูปการที่ยังคงคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ภายในพิธีมีการสวดพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล และพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 100 รูป โดยมีรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ