วช.สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์แก่เยาวชน ผ่านการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744290

วช.สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์แก่เยาวชน ผ่านการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร

วช.สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์แก่เยาวชน ผ่านการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 16.08 น.

วช.สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์แก่เยาวชน ผ่านการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร ร่วมกับหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ ณ จ.ตรัง

วันที่ 15 กรกฎาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม “การอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” ภาคใต้ ครั้งที่ 2 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิจาก วช. ร่วมในพิธี เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน โดย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ เป็นหัวหน้าโครงการฯ  พร้อมนี้ นายสมนึก ธูปหอม นายอำเภอย่านตาข่าว นายพีรพล จริงจิตร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรังและกระบี่ นายภิญโญ จินตนปัญญา ผู้อำนวยการโรงเรียนย่านตาขาวรัฐชนูปถัมภ์ และคณะผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธีเปิดการอบรมฯ ณ โรงเรียนย่านตาขาวรัฐชนูปถัมภ์ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. มีนโยบายที่มุ่งส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษา การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกิดการสร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับโดรน เพื่อการใช้ประโยชน์ ได้ประสบผลสำเร็จ และในการพัฒนาคิดค้นซอฟต์แวร์ดังกล่าว ยังได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในระดับนานาชาติอีกด้วย

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก วช. จัดโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน”  เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน ให้กับนักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นการอบรมบ่มเพาะเชิงบูรณาการ ซึ่งการจัดอบรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ของภาคใต้ ณ โรงเรียนย่านตาขาวรัฐชนูปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 15 – 17 กรกฎาคม 2566 โดยมีเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ให้ความสนใจเข้าร่วมการอบรมมากกว่า 100 คน

นอกจากนี้ เยาวชนที่เคยได้รับการถ่ายทอดความรู้และมีประสบการณ์ในการอบรมและนำความรู้เกี่ยวกับเครื่องบินและโดรนไปต่อยอดในการศึกษาและประกอบอาชีพ จนประสบความสำเร็จ ได้แก่ นางสาวภัณฑิรา ฤทธิเดช ผู้ปฏิบัติหน้าที่ Ground Aviation Service จาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งเป็นศิษย์เก่าจากโรงเรียนย่านตาขาวรัฐชนูปถัมภ์แห่งนี้ ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน ที่เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ด้วย 

สำหรับโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก วช. จนประสบผลสำเร็จในการคิดค้นและพัฒนาซอฟต์แวร์การสั่งงานโดรนแปรอักษร กล่าวได้ว่าเป็น “โดรนแปรอักษร” ฝีมือคนไทย ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ถือเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นทัดเทียมกับเทคโนโลยีของต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ มีการพัฒนาและส่งเสริมให้ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และนวัตกร ที่จะนำองค์ความรู้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดและปรับใช้กับการทำงานในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรในภาคใต้ มีกำหนดจัดขึ้นใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามลำดับ โดยนักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการอบรมได้ที่ Facebook Fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ
 

ครูถอดกระโปรงเด็กอนุบาล 5 ขวบน้อมรับผิดแล้ว แม่ยังยืนกรานดำเนินคดีตาม กม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744279

ครูถอดกระโปรงเด็กอนุบาล 5 ขวบน้อมรับผิดแล้ว แม่ยังยืนกรานดำเนินคดีตาม กม.

ครูถอดกระโปรงเด็กอนุบาล 5 ขวบน้อมรับผิดแล้ว แม่ยังยืนกรานดำเนินคดีตาม กม.

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.56 น.

ครูจ้างอนุบาลออกโรงรับผิดพูดความจริงแล้วถอดกระโปรงนักเรียนอนุบาล 2 วัย 5 ขวบจริง ทำกระทบจิตใจเด็กรุนแรง เหตุเขียนตัวที(T)ไม่สวย หลังพ่อแม่เข้าร้องผ่านสื่อ ครูไม่พูดความจริง ล่าสุดครูรายดังกล่าวน้อมรับและยกมือไหว้ขอโทษผู้ปกครอง ด้านแม่ยังยืนกรานดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่ต้นสังกัดครู ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เตรียมพิจารณาบทลงโทษ หากผิดรุนแรงถึงขั้นไล่ออก เผยครูเพิ่งจะมายอมรับความจริงภายหลัง  

จากกรณีพ่อแม่ของ ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) อายุ 5 ขวบ นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเทศบาลแห่งหนึ่ง ใน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เข้าพบผู้สื่อข่าวประจำ จ.ตรัง เพื่อเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม หลังจากเวลาประมาณ 10.00 น.วันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา คุณครูผู้หญิง น.ส.แก้ว (สงวนชื่อ-สกุล) อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นคุณครูประจำชั้นได้ทำโทษลูกสาว โดยการถอดกระโปรง กลางห้องเรียนต่อหน้าเพื่อนๆทั้งหญิงและชายในชั้นเรียนกว่า 28 คน

โดยอ้างว่าลูกสาวเขียนอักษรภาษาอังกฤษตัว ที (T) ไม่สวยและได้นำกระโปรงมาวางตั้งไว้บนพื้นหน้าชั้นเรียน พร้อมกับให้ลูกสาวกลับไปนั่งเขียนตัวที (T) ที่โต๊ะโดยมีเพียงแค่กางเกงในตัวเดียว พร้อมทั้งขู่ว่าถ้าบอกผู้ปกครองอีก จะไม่ให้นอนกลางวัน ทำให้ผู้ปกครองเดือดร้อนใจ เนื่องจากเด็กเกิดความกลัวครู อับอายเพื่อน ไม่กล้ามาโรงเรียน พร้อมทั้งในช่วงแรกคุณครูปฎิเสทว่าไม่ได้กระทำ แต่ต่อมากลับรับว่ากระทำจริง

ภายหลังจากปรากฏเป็นข่าว ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (17 ก.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องทำงาน ผอ.โรงเรียนอนุบาลดังกล่าวในพื้นที่ ต.ย่านตาขาว น.ส.กชมนต์ หรือแม่โดม อายุ 26 ปี พร้อมด้วยนายปริวุฒิ อายุ 40 ปีผู้เป็นพ่อ ชาว ต.ท่าพญา อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ได้เดินทางเข้าพบนายอำนวย สุวรรณพัฒน์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา นางสุภาณี ช้อนขำ ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลฯ นางชนิกานต์ อุไรรัตน์ ท้องถิ่น อ.ย่านตาขาว นายสุวิว มณีโชค ปลัดเทศบาลฯ และคุณครูแก้ว (สงวนชื่อ-สกุล) ซึ่งเป็นครูพนักงานจ้างเหมาทั่วไป (ไม่ได้บรรจุรับราชการ) เพื่อเข้ามาพูดคุยหาทางออกกัน ก่อนที่คุณครูรายดังกล่าวจะออกมายอมรับความผิด ว่าได้กระทำจริง พร้อมทั้งยกมือขอโทษผู้ปกครองของนักเรียน โดยไม่มีเหตุการณ์บานปลายเกิดขึ้น

นายอำนวย สุวรรณพัฒน์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา กล่าวว่า หลังจากปรากฏเป็นข่าวกรมส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้สั่งการและกำชับมาแล้ว และการกระทำเช่นนี้ แบบนี้มันผิดจรรยาบรรณวิชาชีพอยู่แล้ว แม้กระทั่งการตีนักเรียนก็มีกฎหมายข้อห้าม ฉะนั้นพฤติกรรมการลงโทษแบบนี้จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ไม่มีความเหมาะสม ตนเพิ่งทราบเรื่องเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังเหตุเกิดวันที่ 13 ก.ค. ตอนแรกที่สอบถามครูรายดังกล่าวก็คงปฏิเสธบางส่วน แต่บางส่วนก็ยอมรับความจริง แต่ก็ไม่ทั้งหมด หลังจากที่ได้ทำการสอบสวนวันนี้ทั้งฝั่งผู้ปกครองและครูคู่กรณี ก็ได้ทราบความจริงทั้งหมดแล้ว

เมื่อช่วงเช้าก็ได้พาผู้ปกครองพาดูที่เกิดเหตุและได้สอบถามเหตุการณ์กับนักเรียนในห้องก็ได้ความว่าครูประพฤติถอดกระโปรงนักเรียนจริงๆ หลังจากนี้จะได้ทำรายงานถึงต้นสังกัดคือเทศบาลย่านตาขาวตามลำดับ ส่วนการช่วยเหลือเด็กเบื้องต้นต้องทำการย้ายห้องเรียน เฝ้าสังเกตพฤติกรรม ซึ่งทางโรงเรียนจะให้การช่วยเหลือที่สุด 

ส่วนนางสุภาณี ซ้อนขำ ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลฯ กล่าวว่า ครูดังกล่าวทำงานมาที่นี่ 7 ปีแล้ว เท่าที่เห็นพฤติกรรมที่ผ่านมาครูคนดังกล่าวเป็นคนที่รักเด็ก เอาใจใส่ในการเรียนการสอน แต่เรื่องทำโทษเด็กบางทีอาจจะเกินเลยไปจนเด็กร้องไห้ จนตนมาทราบตนก็เสียใจ ยอมรับว่าครูรายนี้บอกความจริงเราไม่หมด ตนก็เพิ่งมาทราบเรื่องทั้งหมดหลังการสอบสวน จากนี้ต้องรอบันทึกจากโรงเรียน และตั้งคณะกรรมการสอบสวน ก่อนจะส่งเรื่องไปให้ทางท้องถิ่น จ.ตรัง และว่ากันไปตามระเบียบถ้าร้ายแรงก็ว่าไปตามบทลงโทษตามระเบียบเทศบาล ซึ่งโทษถ้าพบว่าร้ายแรงจริงๆ คือการไล่ออก ซึ่งเด็กเล็กตั้งแต่ 0-6 ขวบควรให้ในสิ่งที่เหมาะสมเพราะเป็นวัยที่จดจำ อยากให้ทุกคนที่เป็นครูตระหนักการลงโทษเด็กมีหลายรูปแบบ แต่การลงโทษแบบนี้ไม่เหมาะสมแน่นอน ส่วนจะลงโทษยังไงต้องรอผลสอบ และผู้บริหารเทศบาลว่าไปตามระเบียบ

ขณะที่ น.ส.กชมนต์ หรือแม่โดม อายุ 26 ปี กล่าวว่า วันนี้ได้พบผู้บริหารสถานศึกษาแล้ว ก็ได้รับการยอมรับว่าครูรายนั้นถอดกระโปรงลูกสาวตนจริง โดยให้ลูกสาวตนเขียนตัว T จนเสร็จก่อนให้ใส่กระโปรงกลับตามเดิม และทาง ผอ.โรงเรียนก็ได้บอกถึงการดำเนินการทางวินัยและบทลงโทษต่างๆ ให้ตนฟัง ซึ่งหลังจากที่ได้พบครูรายดังกล่าวในตอนแรกยังโกรธที่ครูรายนั้นยังไม่ยอมรับ จนต้องสอบถามเด็กในห้องก่อนมายอมรับภายหลัง

ตอนนี้ก็ยังไม่รู้สึกพอใจ เพราะลูกสาวตนได้รับผลกระทบเยอะ เช่น ไม่กล้ามาโรงเรียน ไม่อยากพบครูคนนี้แล้ว อับอายเพื่อนในห้อง ทางตำรวจ สภ.ย่านตาขาว ได้ติดต่อให้เข้าสอบปากคำเพิ่มเติมแล้ว หลังจากนี้อยากให้โรงเรียนแก้ไขปัญหานี้ ผลกระทบที่น้องจะได้รับ ย้ายห้องไปเรียนห้องอื่นจะเข้ากับเพื่อนได้มั้ย อยากให้โรงเรียนกำชับครูลงโทษตามเหตุสมควร ฝากถึงผู้ปกครองรายอื่นหากพบว่าลูกตัวเองโดนกระทำเกินกว่าเหตุ อยากให้ออกมาเรียกร้องเพื่อที่จะไม่โดนกระทำแบบนี้อีก ทำโทษได้ตีได้แต่อย่าละเมิดสิทธิเด็ก ทำให้เด็กได้รับความอับอาย เพราะเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจลูกสาวตนมาก ส่วนหลังจากนี้ทางคดีเบื้องต้นตนก็ยังคงดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ในเบื้องต้นวันนี้ก็ยังคงไม่มีการยอมความแต่อย่างได แต่อย่างไรก็ต้องปรึกษากับทางครอบครัวอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามที่ สภ.ย่านตาขาว ทาง พ.ต.อ.พูนศักดิ์ เซ็งแซ่ ผกก.สภ.ย่านตาขาว เผยว่าหลังจากผู้เสียหายเข้ามาขอแจ้งความ ทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีก็ได้รับแจ้งความไว้แล้ว และในวันนี้ทาง พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร รอง ผบก.ภ.จว.ตรัง ได้กำชับในคดีนี้มาแล้ว พร้อมทั้งในวันนี้ตนได้สั่งการให้ ร.ต.อ.สุวิทย์ สุวรรณราช รอง สว.(สอบสวน) สภ.ย่านตาขาว (เจ้าของคดี) เชิญผู้ปกครองมาทำการสอบปากคำ และจะดำเนินการประสานสหวิชาชีพมาสอบเด็กที่เสียหายอีกครั้งตามขั้นตอนของกฏหมาย และจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย – 003

กรมทรัพยากรธรณียัน ไม่พบ ‘โปรตีน’ ในสสารที่ระบุเป็นพระธาตุ ‘ครูบาฉ่าย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744207

กรมทรัพยากรธรณียัน ไม่พบ ‘โปรตีน’ ในสสารที่ระบุเป็นพระธาตุ ‘ครูบาฉ่าย’

กรมทรัพยากรธรณียัน ไม่พบ ‘โปรตีน’ ในสสารที่ระบุเป็นพระธาตุ ‘ครูบาฉ่าย’

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 09.52 น.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีที่มีข่าวศิษย์ครูบาฉ่ายเผยผลการพิสูจน์ “พระธาตุ” จาก 5 สถาบันระดับชาติพบโปรตีนในสสาร ซึ่งเป็นวัตถุมีรูปร่างที่ออกมาจากร่างกาย “ครูบาฉ่าย” โดยมีการอ้างถึงผลการตรวจสอบของกรมทรัพยากรธรณี เป็นหลักฐานหนึ่งตามข้อความที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ และ facebook ของ Jessada Denduangboripant (อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์)

ล่าสุด กรมทรัพยากรธรณีได้โพสต์ถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ขอชี้แจงข้อเท็จจริงจากผลการตรวจวิเคราะห์เคมีทางวิชาการพบว่า ไม่พบมีสารประกอบของโปรตีนในตัวอย่างที่ทำการวิเคราะห์แต่อย่างใด

รายละเอียดเรื่องนี้พบว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2566 ตัวแทนคณะศิษย์ที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ได้นำตัวอย่างเม็ดกลมสีแดงคละขนาด ตั้งแต่เล็กกว่า 2 มม. จนถึง ประมาณ 2 มม. เดินทางมาขอรับบริการตรวจสอบวัตถุดังกล่าวที่กรมทรัพยากรธรณี

กรมทรัพยากรธรณี ขอชี้แจงข้อเท็จจริงจากผลการตรวจวิเคราะห์เคมีทางวิชาการพบว่า ไม่พบมีสารประกอบของโปรตีนในตัวอย่างที่ทำการวิเคราะห์แต่อย่างใด

กรมทรัพยากรธรณีได้ตรวจสอบทางวิชาการ ตัวอย่างดังกล่าวโดยใช้เครื่องมือทางห้องปฏิบัติการ ( XRD และ micro XRF) โดยผลการวิเคราะห์พบเป็นสารประกอบที่ไม่มีรูปผลึกมีธาตุซิลิกอนและออกซิเจน เป็นองค์ประกอบ และเมื่อเผาตัวอย่างที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที ผลการวิเคราะห์พบโซเดียมซัลเฟตเป็นส่วนประกอบ

จึงสรุปได้ว่า ผลการตรวจสอบของกรมทรัพยากรธรณี ไม่ได้มีการรายงานว่า พบโปรตีนในตัวอย่างแต่อย่างใด

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FDMRTH%2Fposts%2Fpfbid0Ca4hq36wEhbtVEdPfWgDErWXiCPuCCiozHLWHJhFo987F4vRA3DTL1Tv85EnFKLGl&show_text=true&width=500

‘มข.-ม.เซาท์เวสต์เจียวทง’เปิดตัวสถาบัน The KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744117

‘มข.-ม.เซาท์เวสต์เจียวทง’เปิดตัวสถาบัน The KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute

‘มข.-ม.เซาท์เวสต์เจียวทง’เปิดตัวสถาบัน The KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ Southwest Jiaotong University (มหาวิทยาลัยเซาท์เวสต์เจียวทง) สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดตั้งสถาบัน The KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute พร้อมจัดพิธีเปิดสถาบัน ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ภายในงานได้รับเกียติจาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น Ms.YangNing รักษาการกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ณ จังหวัดขอนแก่น รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น Prof. Yao Faming รองอธิการบดี Southwest Jiaotong University (SWJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีนผู้บริหาร Tianyou Railway Institute และ China Railways International Thailand อุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าร่วมพิธี

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความร่วมมือทางวิชาการและวิจัยระดับประเทศด้านรถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) เพื่อรองรับยุทธศาสตร์การคมนาคมในภูมิภาค ร่วมกับ Southwest Jiaotong University (SWJTU) ซึ่งไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอินโดจีน สามารถเชื่อมโยงไปสู่ประเทศต่างๆ ในอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน อีกทั้ง High Speed Train ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลไทยอีกด้วย

ซึ่ง มข. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของพันธกิจและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญของชาติด้านรถไฟความเร็วสูง จึงกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อผลิตบัณฑิตด้านวิศวกรรมศาสตร์รถไฟความเร็วสูงร่วมกับมหาวิทยาลัย Southwest Jiaotong ภายใต้ชื่อหลักสูตร “วิศวกรรมรถไฟความเร็วสูง (High Speed Train Engineering)” เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และก่อตั้งสถาบัน KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. เพื่อจัดฝึกอบรม ให้ความรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านรถไฟความเร็วสูง

Prof. Yao Faming รองอธิการบดี Southwest Jiaotong University (SWJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า ระบบรางรถไฟไทย-จีนเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของนโยบาย “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (one belt one road)” เป็นการเชื่อมโยงระหว่างประเทศในแถบคาบสมุทรอินโดจีนโดยเฉพาะระหว่างไทยและจีนถือเป็นถนนสายหลักและกุญแจสำคัญ ด้วยความก้าวหน้าของนโยบาย one belt one road ส่งผลให้ไทยและจีนมีโอกาสมากขึ้นในการผลักดันและพัฒนาการขนส่งระบบราง

มหาวิทยาลัยเซาท์เวสต์เจียวทงในฐานะสถาบันอุดมศึกษาด้านวิศวกรรมแห่งแรกของประเทศจีน และเป็นสถานศึกษาด้านของการรถไฟแห่งแรกๆ ของจีน ได้ขับเคลื่อนงานด้านวิศวกรรมมาตลอด 127 ปี ผลิตผู้มีความรู้ความสามารถกว่า 300,000 คน และได้ผลิตนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศกว่า 60 คน และผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจและออกแบบทางวิศวกรรมระดับประเทศอีก 31 คน เพื่อก้าวจากอันดับหนึ่งของจีนสู่อันดับหนึ่งของโลก

โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงของประเทศจีน ถือเป็นการสร้างต้นแบบนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมการขนส่งของจีน การก่อตั้งสถาบันระบบรางเทียนโย่ว โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยเซาท์เวสต์เจียวทงจะก่อเกิดคุณประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย นำเอาจุดเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัย หลอมรวมเป็นการแลกเปลี่ยนทางการศึกษารูปแบบใหม่ระหว่างจีน-ไทย

รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Southwest Jiaotong University มาตั้งแต่ปี 2564 เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตร “วิศวกรรมรถไฟความเร็วสูง” (High Speed Train Engineering) รองรับกับเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และรวมถึงการนำความเจริญสู่ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ จึงต้องพัฒนาบัณฑิตที่มีความรู้มีคุณภาพและศักยภาพพร้อมรองรับในตลาดแรงงานในอนาคตตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลไทย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความพร้อมในด้านทรัพยากรบุคลากร มีผู้เชี่ยวชาญ กอปรกับมีความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีที่แน่นแฟ้นกับ Southwest Jiaotong University ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีนในด้านเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง โดยได้มีการแลกเปลี่ยน การเยี่ยมเยือนการประชุมหารือในการจัดทำหลักสูตรร่วมกัน

ตลอดจนได้รับสนับสนุนจากกงสุลใหญ่ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ณ จังหวัดขอนแก่น หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ช่วยคณะวิศวกรรมศาสตร์ขับเคลื่อนการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในด้านวิศวกรรมรถไฟความเร็วสูง ในยุคดิจิทัล ให้เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บัณฑิตในตลาดแรงงานยุคแห่งการแข่งขันมีโอกาสได้งานทำสูงในตลาดแรงงาน กอปรกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการผลิตบัณฑิตคุณภาพสู่สังคม Future Global Citizens

สำหรับพิธีลงนามการจัดตั้งและเปิดศูนย์The KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute และหลักสูตร (High Speed Train) ในครั้งนี้ มีข้อตกลงสำคัญ เพื่อส่งเสริมการดำเนินโครงการวิจัยร่วมกัน แลกเปลี่ยนเยี่ยมชม และฝึกอบรมด้านการขนส่งทางราง แลกเปลี่ยนบุคลากรและนักศึกษาทั้งสองสถาบัน ก่อให้เกิดองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับสูงรวมไปถึงการผลิตบัณฑิตที่จะตอบสนองความต้องการในอุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูงของประเทศ เพื่อสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ความสามารถมีคุณภาพและศักยภาพด้านวิศวกรรมรถไฟความเร็วสูง เพื่อรองรับในตลาดแรงงาน โดยมีระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2566-2571)

‘ม.มหิดล’บ่มเพาะ‘ผู้นำสังคม’ สู่การสร้าง‘นวัตกรรม-พลังสังคม’ด้วย‘ปัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744121

‘ม.มหิดล’บ่มเพาะ‘ผู้นำสังคม’ สู่การสร้าง‘นวัตกรรม-พลังสังคม’ด้วย‘ปัญญา’

‘ม.มหิดล’บ่มเพาะ‘ผู้นำสังคม’ สู่การสร้าง‘นวัตกรรม-พลังสังคม’ด้วย‘ปัญญา’

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โลกยุคใหม่ท้าทายด้วยโจทย์ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นหน้าที่หลักของสถาบันอุดมศึกษาที่จะต้องคอยบ่มเพาะ “ผู้นำสังคม” ให้ถึงพร้อมด้วย “ปัญญา” เพื่อนำไปสู่ “นวัตกรรม=หนทางแก้ไข” ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหิดล โดย โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วน จึงได้เปิด “หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (หลักสูตรพหุวิทยาการ)” ให้เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้นำสังคมด้วยการติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้เรียน

โดยทั้งบุคคลทั่วไป (Upskill & Reskill) และนำนักศึกษาปริญญาโทสามารถนำองค์ความรู้จากการคิดใหม่ทำใหม่ไปทำให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนต่อไป ตามปณิธาน “ปัญญาของแผ่นดิน” ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งรศ.ดร.วรรณา ประยุกต์วงศ์ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชานวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (หลักสูตรพหุวิทยาการ)โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ม.มหิดล กล่าวว่า ด้วยการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) และกรอบคิดเติบโต (Growth Mindset)

จะทำให้ผู้นำสังคมมองไปข้างหน้าได้อย่างมีทิศทาง เป็นหลักตรรกะวิทยาศาสตร์ อันเป็นพลวัตที่มองด้วยเหตุและผล ครอบคลุมทั้งผลผลิต ผลลัพธ์และผลกระทบ เพราะหากผลไม่ดี ก็จะกลับมาเป็นเหตุใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่หากหยุดมองปัญหาโดยไม่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพียงพยายามเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาแล้วใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ไปทำให้เกิดประโยชน์สุข จะสามารถตัดวงจรของปัญหาสู่หนทางแห่งปัญญาได้

ทั้งนี้ “ทักษะการคิดเชิงระบบและวิทยาศาสตร์สู่กรอบคิดการเติบโต” เป็นหนึ่งในรายวิชาของหลักสูตรฯ ที่ฝึกนักศึกษาโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้รู้จักการคิดเชิงระบบได้อย่างน่าสนใจ จากการที่ ผศ.ดร.กิตติคุณ หมู่พยัคฆ์ อาจารย์ผู้สอนของหลักสูตรฯ ได้นำ “เกมสามเหลี่ยมด้านเท่า” มาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใด หากคิดและวิเคราะห์โดยมองเห็น “ประโยชน์สุข” ทั้งของตนเองและผู้อื่น ก็จะสามารถบรรลุสู่ความสำเร็จที่มั่นคงได้ต่อไปไม่ยาก เช่นเดียวกับการสร้างสามเหลี่ยมด้วยการช่วยกันคิดวิเคราะห์ จะทำให้ได้ด้านที่เท่ากันมาบรรจบกันเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้ในเวลาไม่นาน

นอกจากทักษะการคิดเชิงระบบและวิทยาศาสตร์สู่กรอบคิดการเติบโต ที่จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการค้นพบหนทางลัดสู่การสร้างพลังสังคมที่ยั่งยืนแล้ว หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (หลักสูตรพหุวิทยาการ)โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้รับการออกแบบให้นักศึกษาได้เรียนรู้ตามรอย“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จาก “ศาสตร์พระราชา” ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้เป็น “ที่พึ่ง” ได้ในทุกช่วงเวลาของทุกชีวิต!!!

‘กสม.’แนะปรับปรุงขั้นตอนขออนุญาต ‘จัดการศึกษาโดยครอบครัว’หลังพบเหตุล่าช้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744119

‘กสม.’แนะปรับปรุงขั้นตอนขออนุญาต ‘จัดการศึกษาโดยครอบครัว’หลังพบเหตุล่าช้า

‘กสม.’แนะปรับปรุงขั้นตอนขออนุญาต ‘จัดการศึกษาโดยครอบครัว’หลังพบเหตุล่าช้า

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่13 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนกันยายน 2565 ระบุว่า ผู้ร้องมีหนังสือเมื่อเดือนเมษายน 2564 ถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม หรือ สพม.นครปฐม (ผู้ถูกร้อง) เพื่อยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวให้แก่บุตรของผู้ร้อง ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ปีการศึกษา 2564

แต่เอกสารสูญหาย ผู้ร้องจึงยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาต่อผู้ถูกร้องใหม่ เมื่อเดือนกันยายน 2564 จากนั้นได้เข้าพบเพื่อหารือเรื่องแผนการจัดการศึกษาร่วมกับผู้ถูกร้องหลายครั้ง ต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ผู้ร้องได้หารือแผนการจัดการศึกษาร่วมกับ สพม.นครปฐม จนครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ สพม.นครปฐม ได้ประทับตราลงรับในวันที่หารือ และเสนอไปยังคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนครปฐมพิจารณา ต่อมาคณะกรรมการฯ มีมติอนุญาตให้ผู้ร้องจัดการศึกษา ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปี 1-3

สพม. นครปฐม จึงมีหนังสือเมื่อเดือนมีนาคม 2565 แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องทราบ แต่ไม่ตรงตามระดับชั้นตามคำขอและไม่ระบุระยะเวลาเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด ผู้ร้องเห็นว่า การพิจารณาอนุญาตจัดการศึกษาล่าช้า ส่งผลให้บุตรของผู้ร้องได้รับการประเมินเลื่อนชั้นและจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นล่าช้าออกไปจึงขอให้ตรวจสอบ และมีความประสงค์ให้เสนอรายชื่อบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นกรรมการวัดผลและประเมินผล และให้บุตรของผู้ร้องได้รับการวัดและประเมินผลในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 2พร้อมกันให้แล้วเสร็จภายในปีการศึกษา 2565 เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

กสม. พิจารณาจากข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว จึงประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยัง สพม.นครปฐม ให้พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งผลการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สรุปได้ว่า กรณีขอให้บุคคลภายนอกที่ผู้ร้องเสนอชื่อเข้าร่วมเป็นกรรมการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า ไม่สามารถอนุญาตให้นำบุคคลที่ผู้ร้องเสนอชื่อเข้าร่วมเป็นกรรมการได้ เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539ซึ่งกรณีนี้ กสม. จะดำเนินการติดตามผลต่อไป

ส่วนกรณีขอให้บุตรชายทั้งสองของผู้ร้องได้รับการวัดและประเมินผลทั้งชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 พร้อมกัน ให้แล้วเสร็จภายในปีการศึกษา 2565 เพื่อไม่ให้ผู้เรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นล่าช้า สพม.นครปฐม ได้ออกมาตรการเยียวยาแก่บุตรทั้งสองของผู้ร้องในเบื้องต้นแล้ว แต่ปัญหาของผู้ร้องยังไม่ได้รับการแก้ไข กสม. จึงมีมติรับไว้เป็นคำร้องเพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นายวสันต์ กล่าวต่อไปว่า กสม. เห็นว่า สิทธิในการศึกษาของเด็กได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ทั้งนี้ กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547 กำหนดให้ ครอบครัว ซึ่งประสงค์จะจัดการศึกษายื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาต่อสำนักงาน และกำหนดให้ สำนักงานเสนอคำขออนุญาตจัดการศึกษาให้คณะกรรมการพิจารณาโดยเร็วและแจ้งผลการพิจารณาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ

จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังจากที่ผู้ร้องได้แก้ไขปัญหาเอกสารสูญหาย โดยยื่นคำขออนุญาตใหม่ ซึ่งมีผลเป็นคำขอตามกฎหมายแล้ว ต่อมาคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนครปฐมมีมติเห็นชอบอนุญาตให้ผู้ร้องจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา 2564 และแจ้งให้ผู้ร้องทราบเป็นหนังสือ รวมเป็นระยะเวลานับแต่วันที่คำขอมีผลตามกฎหมาย จนถึงวันแจ้งผลเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 40 วัน ซึ่งเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ผู้ถูกร้องได้รับคำขออนุญาตจัดการศึกษาของผู้ร้อง

แต่เมื่อพิจารณาระยะเวลาตั้งแต่วันที่ผู้ร้องยื่นคำขอครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2564 จนเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ณ วันที่คำขอมีผลตามกฎหมายคิดเป็นระยะเวลา 265 วัน ดังนั้น การที่เอกสารของผู้ร้องสูญหายทั้งที่มีบุคคลลงชื่อรับไว้ ตลอดจนผู้ถูกร้องใช้ระยะเวลาการพิจารณาคำขอของผู้ร้องล่าช้า ส่งผลกระทบต่อสิทธิเด็กอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในการเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนกรณีการวัดผลและประเมินผลล่าช้า ต่อเนื่องจากการพิจารณาคำขออนุญาตล่าช้านั้น สพม.นครปฐม ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องนำบุตรทั้งสองเข้ารับการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อพิจารณาเลื่อนชั้นกลางปีแล้ว อันเป็นการดำเนินการตามหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นเรื่องที่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 จึงให้มีมาตรการหรือแนวทางในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้แก้ไขปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคำขออนุญาต

โดยปรับปรุงแนวทางการขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ในส่วนของขั้นตอนการยื่นแบบแสดงความประสงค์จะขอจัดการศึกษา สำหรับการจัดทำแผนการจัดการศึกษาที่กำหนดให้ครอบครัวหรือผู้จัดการศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาร่วมกัน โดยกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนเพื่อให้แผนการจัดการศึกษาครบถ้วนสมบูรณ์โดยเร็ว เพื่อให้ครอบครัวหรือผู้จัดการศึกษาสามารถคาดหมายระยะเวลาที่จะรับการพิจารณาอนุญาตให้จัดการศึกษาได้ทันปีการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาดำเนินการ สรุปได้ดังนี้ (1) ให้ สพม. นครปฐม วัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยใช้ข้อมูลจากการเรียนการสอนตามแผนการจัดการศึกษาที่ร่วมกำหนดกับผู้ร้อง เพื่อไม่ให้ผู้เรียนหรือผู้จัดการศึกษาเกิดความรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความไม่สอดคล้องกันระหว่างแผนการสอนกับการวัดและประเมินผล หรืออาจกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้ถูกร้องกำหนดรายชื่อในบัญชีร่วมเป็นกรรมการด้วย โดยต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

(2) ให้ผู้ร้องนำบุตรทั้งสองเข้ารับการวัดผลและประเมินผล เพื่อให้สามารถเลื่อนชั้นตามแนวทางการวัดผลและประเมินผลในระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หรือเข้ารับการวัดผลและประเมินผลเพื่อเลื่อนชั้นกลางปีตามแนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว และเงื่อนไขที่กำหนดตามกฎหมาย

(3) ให้กระทรวงศึกษาธิการ สภาการศึกษา และ สพฐ.ร่วมกันพิจารณาทบทวนโครงสร้างหน่วยงานการกำกับดูแลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่มีปรัชญาแนวคิดการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เนื่องจากปรัชญาแนวคิดการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวสอดคล้องกัน และเห็นควรจัดให้มีหน่วยงานเพื่อเป็นกลไกในการช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา ให้คำปรึกษาแนะนำ และรับเรื่องร้องเรียน ตลอดจนให้ความรู้ ส่งเสริม และสนับสนุนด้านวิชาการ ด้านการบริหารจัดการ กรณีเกิดปัญหาอุปสรรคหรือข้อขัดข้องในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว

พระราชทานเพลิงศพ’พระราชวิจิตรการ’อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตรวรวิหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744182

พระราชทานเพลิงศพ'พระราชวิจิตรการ'อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตรวรวิหาร

พระราชทานเพลิงศพ’พระราชวิจิตรการ’อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตรวรวิหาร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.34 น.

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) น.ธ. เอก, ป.ธ.8 อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตรวรวิหาร

วันนี้ (16 ก.ค.66) เวลา 17.00 น.ที่เมรุชั่วคราว วัดเศวตฉัตรวรวิหาร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) น.ธ. เอก, ป.ธ.8 อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตร วรวิหาร โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร สมเด็จพระพุทธพจนวชิรมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 (ธ) เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์ วรวิหาร พระสังฆาธิการ พระเถระ นายชูชาติ ฉุยกลม ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ระดับ 10 นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารส่วนราชการ หน่วยงานภาคเอกชน ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ตลอดจนพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

โอกาสนี้ คณะเจ้าภาพร่วมทอดผ้าไตรบังสุกุล จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ทอดผ้าไตรบังสุกุลบนภูษาโยงหน้าหีบศพ เสร็จแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร อัญเชิญผ้าไตรประทานของเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทอดบนภูษาโยงหน้าหีบศพ นายชูชาติ ฉุยกลม ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ระดับ 10 เป็นผู้อัญเชิญพระไตรพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดบนภูษาโยงหน้าหีบศพ โดยเมื่อถึงเวลาตามหมายกำหนดการสำนักพระราชวัง เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) น.ธ. เอก, ป.ธ.8 อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตร วรวิหาร นายชูชาติ ฉุยกลม ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ระดับ 10 อัญเชิญดอกไม้จันทน์พระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีวางหน้าหีบศพ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อัญเชิญดอกไม้จันทน์ประทานของเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วางหน้าหีบศพ จากนั้น พระสังฆาธิการ พระเถระ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน ร่วมวางดอกไม้จันทน์ เป็นอันเสร็จพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) มีสถานะเดิม ชื่อ ภักดิ์ นามสกุล ดีประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2471 บิดาชื่อ นายยอม มารดาชื่อ นางเต่า ที่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 7 ตำบลทางพระ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง โดยได้เข้าบรรพชา เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2488 ณ วัดโพธิ์เกรียบ ตำบลสามง่าม อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง มีพระครูจันทรโพธิคุณ วัดโพธิ์เกรียบ เป็นพระอุปัชฌาย์ และเข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2491 ณ พัทธสีมา วัดโพธิ์เกรียบ ตำบลสามง่าม อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง มีพระเทพวิมล (ชุ่ม ติสาโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระสังวรวิมล วัดทองนพคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูจันทรโพธิคุณ วัดโพธิ์เกรียบ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดชิต วัดโพธิ์เกรียบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า ด้านการศึกษา ท่านเจ้าคุณพระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุทธาประมุข อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2487 และสอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก ณ วัดชัยมงคล อำเภอโพธิ์ทอง สำนักเรียนคณะจังหวัดอ่างทอง เมื่อปี 2490 จากนั้นสามารถสอบไล่ได้เปรียญธรรม 8 ประโยค สำนักเรียนวัดทองนพคุณ กรุงเทพมหานคร ในปี 2509 โดยมีความชำนาญพิเศษ เป็นผู้ถนัดในงานนวกรรม จิตรกรรมไทยและสถาปัตยกรรม ในด้านงานปกครองคณะสงฆ์ ปี 2500 เป็นเลขานุการเจ้าคณะเขตคลองสาน และราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ปี 2511 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดทองนพคุณ กรุงเทพมหานคร และเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ปี 2534 เป็นพระอุปัชฌาย์ วิสามัญ จากนั้นในปี 2540 เป็นเจ้าอาวาสวัดเศวตฉัตร วรวิหาร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร และในการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ 7/2558 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 ได้มีมติอนุมัติตามที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในขณะนั้น แจ้งตามรายงานของ พระราชวิสุทธิเวที เจ้าคณะภาค 1 ว่า พระพรหมดิลก เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร รายงานว่า พระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) อายุ 87 พรรษา 67 ป.ธ. 8 เจ้าอาวาสวัดเศวตฉัตร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ได้ปฏิบัติหน้าที่มาโดยเรียบร้อย จนถึงชราภาพ สมควรได้รับปลดเปลื้องภาระเพื่อให้พักผ่อน จึงเห็นสมควรได้รับการพิจารณายกเป็นเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์

“ในด้านสมณศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่พระวิจิตรกรรมพิศิษฐ์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2531 และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชวิจิตรการ ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2544” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ท่านเจ้าคุณพระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) น.ธ. เอก, ป.ธ.8 ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ณ โรงพยาบาลตากสิน ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 พฤษภาคม 2566 สิริอายุ 95 ปี 75 พรรษา

– 006

สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธียกฉัตรถวายกางกั้น ‘พระพุทธอังคีรส-หลวงพ่อนาค’ จำลอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744017

สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธียกฉัตรถวายกางกั้น 'พระพุทธอังคีรส-หลวงพ่อนาค' จำลอง

สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธียกฉัตรถวายกางกั้น ‘พระพุทธอังคีรส-หลวงพ่อนาค’ จำลอง

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.09 น.

สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธียกฉัตรถวายกางกั้นพระพุทธอังคีรสจำลอง และพระพุทธรูปหลวงพ่อนาคจำลอง ณ สถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) คลองเก้า อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.30 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธียกฉัตรถวายกางกั้นพระพุทธอังคีรสจำลอง และพระพุทธรูปหลวงพ่อนาคจำลอง เป็นพุทธบูชา เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังมปริณายก ณ สถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) คลองเก้า อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระธรรมรัตนากรณ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง พระเทพวัชรเมธี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช รองเจ้าคณะภาค 6-7 (ธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ในนามสถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) พระราชสุทธิธรรมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดประยูรธรรมาราม พระราชวรเมธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี (ธ) เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ พระมหาคณิศร ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระวัชรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพสรธรรมาราม พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า จังหวัดปทุมธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายอดิเทพ กมลเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายคมสัน ญาณวัฒนา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปทุมธานี หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ 7 อำเภอ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ไวยาวัจกรวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี และภาคีเครือข่าย เฝ้ารับเสด็จ

การนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังมราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเข้าสู่วิหาร ประทับพระเก้าอี้ พระราชสุทธิธรรมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พระราชวรเมธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ฝ่ายธรรมยุต เฝ้าถวายเครื่องสักการะ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายอดิเทพ กมลเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายวุฒิพงศ์ วงษ์ศรีแก้ว ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลจังหวัดธัญบุรี พันเอก วงศ์วิศว์ จันทร์เจริญ รองเสนาธิการทหารมณฑลทหารบกที่ 11 พันตำรวจเอก โชคชัย คณะเจริญ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี นายอินทพร จันทร์เอี่ยม รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ไวยาวัจกรวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เฝ้าถวายเครื่องสักการะ เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กราบทูลถวายรายงาน เสร็จแล้ว สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปทรงยกฉัตร ทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์ แล้วทรงเจิมกำพูฉัตร และทรงจับสายสูตรยกฉัตรขึ้นถวายกางกั้นพระพุทธอังคีรสจำลอง ประธานวิหาร แล้วทรงถวายพัดรองที่ระลึกงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ 26 มิถุนายน 2566 และเชิงเทียนรุ่งอักษรพระนาม 1 คู่ เป็นพุทธบูชา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธอังคีรสจำลอง 

จากนั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปยังอาคารปฏิบัติธรรม ทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์ แล้วทรงเจิมกำพูฉัตร ทรงจับสายสูตรยกฉัตรขึ้นถวายกางกั้นพระพุทธรูปหลวงพ่อนาคจำลอง ประธานอาคารปฏิบัติธรรม แล้วทรงถวายพัดรองที่ระลึกงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ 26 มิถุนายน 2566 และเชิงเทียนรุ่งอักษรพระนาม 1 คู่ เป็นพุทธบูชา แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปหลวงพ่อนาคจำลอง แล้วเสด็จออกจากอาคารปฏิบัติธรรม ทรงรดน้ำต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธเจดีย์ประจำสถานปฏิบัติธรรมฯ และเสด็จกลับเข้าวิหาร  พุทธศาสนิกชนเฝ้าถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ทรงกรวดน้ำ เสร็จแล้ว ประทานพระวโรกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาโดยเสด็จพระกุศลเฝ้ารับประทานของที่ระลึก และประทานพระสัมโมทนียกถา แล้วเสด็จกลับ

เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดเมตตาประทานพระสัมโมทนียกถา มีใจความว่า “ขออนุโมทนาสาธุการ ที่ท่านทั้งหลายพรั่งพร้อมกันมาร่วมบำเพ็ญกุศล ณ สถานปฏิบัติธรรม บนที่ธรณีสงฆ์ของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เพื่อเป็นเกียรติแก่อาตมภาพ เนื่องในวาระที่มีอายุ 96 ปี และในวันนี้เป็นโอกาสพิเศษ ที่ได้ร่วมกันประดิษฐานพระพุทธปฏิมาประธาน และยกฉัตรถวายกางกั้น เพื่อเป็นพุทธบูชา และเป็นการสั่งสมบุญนิธิไว้ในพระพุทธศาสนา หลังจากได้มาวางศิลาฤกษ์สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อน อาตมภาพก็เฝ้าติดตามข่าวคราวการจัดสร้างอย่างใกล้ชิด พอได้มาเห็นความคืบหน้าจนใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ก็รู้สึกมีกำลังใจ ดุจได้รับของขวัญพิเศษ เพราะสถานที่แห่งนี้ จะอำนวยประโยชน์อย่างกว้างขวางแก่ชาวโลก ตามวิถีแห่งพระพุทธศาสนา การจะบำรุงรักษาสถานที่อันกว้างใหญ่ เพื่อการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการเจริญพระกรรมฐานนั้น ยังต้องอาศัยทุนนิธิ เป็นเครื่องค้ำจุนให้ยั่งยืนต่อไป ในนามของวัดราชบพิธ จึงขอบอกบุญเป็นพิเศษไว้ เพื่อท่านทั้งหลายจำได้ร่วมกันฝังขุมทรัพย์แห่งบุญไว้ในพระพุทธศาสนาร่วมกันอีกครั้ง

“วันนี้พวกเราทั้งหลาย มาร่วมกันสถาปนาหัวใจของสถานปฏิบัติธรรม คือองค์พระพุทธปฏิมาสำหรับเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธคุณ ทั้งนี้ พระพุทธอังคีรส และหลวงพ่อนาค ที่ทุกท่านได้กระทำสักการบูชาอยู่ในบัดนี้ เป็นพระพุทธรูป“ศักดิ์สิทธิ์” สถิตเป็นประธานแห่งวัดราชบพิธมานานนับร้อยปี คำว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ที่อาตมภาพกล่าวนี้ มีความหมายว่า “ทรงอานุภาพให้สำเร็จได้สมความประสงค์” อาตมภาพไม่ได้หมายถึงอำนาจลี้ลับ หากแต่หมายถึง พระพุทธานุภาพโดยธรรมะ หรืออานุภาพของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นของสมเด็จพระบรมศาสดา เจ้าของรูปพระปฏิมาทั้งสองนั้น มีมากมหาศาลสุดที่จะประมาณได้ พระพุทธศาสนาสามารถเปลี่ยนคนชั่วให้เป็นคนดี ฉุดรั้งคนจะตกนรกให้ขึ้นสวรรค์ เปลี่ยนคนยากไร้ให้กลับเป็นมั่งมี สอนคนโง่ให้กลายเป็นคนฉลาด และสำคัญที่สุดคือ สามารถขัดเกลาชำระล้างคนสกปรกด้วยกิเลส ให้กลับกลายเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์หมดจดอย่างสิ้นเชิงด้วยปัญญา กระทั่งหลุดพ้นจากห้วงทุกข์แห่งสังสารวัฏ นี้คืออานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆเจ้า อาตมภาพจึงขอให้ทุกท่านได้สำเร็จสมความประสงค์สูงสุดทางพระพุทธศาสนา ด้วยการเจริญพุทธานุสติ เป็นเบื้องต้น และด้วยการศึกษาพระกรรมฐานกองอื่น ๆ ต่อไป และขออนุโมทนาสาธุการอีกครั้งที่ทุกท่านได้พากเพียรทำหน้าที่ของพุทธบริษัทมาด้วยดี และขออำนวยพรให้ทุกท่านจงเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย รุ่งเรืองในพระพุทธศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นสืบไป เทอญ.” เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ประทานพระสัมโมทนียกถาในช่วงท้าย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กราบทูลรายงาน ความว่า สถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตั้งอยู่บนที่ธรณีสงฆ์ขนาดประมาณ 129 ไร่ ของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม คลองเก้า อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี แห่งนี้ บังเกิดขึ้นจากกุศลเจตนาของคณะสงฆ์ ตลอดจนสาธุชนทุกหมู่เหล่า ที่ปรารถนาจะสร้างถาวรสถาน แห่งศุภวารสมโภช 150 ปีแห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พุทธศักราช 2563 เป็นโครงการต่อเนื่องถึงการจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2566 เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายพระกุศล ประกอบด้วย เสนาสนะและสิ่งปลูกสร้างสำคัญ ได้แก่ วิหาร อาคารปฏิบัติธรรม ตำหนักที่ประทับ อาคารสังฆิกเสนาสนะ และอาคารที่พักผู้ปฏิบัติธรรม เป็นต้น แวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ตามแผนการสร้างสรรค์ภูมิทัศน์ให้เป็นรมณียสถานสัปปายะแก่การเจริญจิตตภาวนา ตามพระนโยบายของสมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่โปรดประทานไว้ อีกทั้งยังมีการจัดทำแปลงเกษตรสาธิตตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และในรัชกาลปัจจุบัน สำหรับเกื้อกูลประโยชน์ต่อการศึกษาเรียนรู้ของชุมชนแวดล้อม

“นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ขอเข้าใช้สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ เป็นที่ตั้งสถาบันกรรมฐานศึกษาซึ่งสมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังมราช สกลมหาสังฆปริณายกโปรดประทานนามว่า “สถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) นับเป็นพระกรุณาคุณอันล้นพ้น และเป็นนิมิตหมายอันดีที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้จักได้บังเกิดประโยชน์ใช้สอยอย่างเป็นรูปธรรมต่อการศึกษา วิจัย ปฏิบัติ และพัฒนาสุขภาวะทั้งทางกายและ ทางจิตใจ ตลอดจนการอบรมพัฒนาสติปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนาได้อย่างยั่งยืน ซึ่งบัดนี้การก่อสร้างได้ดำเนินลุล่วงไปเป็นอันมาก เป็นศุภนิมิตประจวบมงคลสมัยแห่งพระชนมายุ 8 รอบ ประกอบกับการหล่อและประดิษฐานพระพุทธปฏิมาประธานวิหารและอาคารปฏิบัติธรรม ได้ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ นับเป็นศรีสง่า เป็นศูนย์รวมจิตใจที่เจริญพุทธานุสติของปวงพุทธบริษัท ประจำสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ในการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่กับประเทศไทย อย่างยั่งยืนสืบไป” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

อนึ่ง เมื่อเวลา 13.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำหัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชน ประกอบพิธีสมโภชพระพุทธอังคีรสจำลอง พระพุทธปฏิมาประธานวิหาร โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์สมโภช มีพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

คณะศิษย์ครูบาฉ่าย เผยผลพิสูจน์ ‘พระธาตุ’ 5 สถาบันระดับชาติ ชี้พบโปรตีนในสสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743970

คณะศิษย์ครูบาฉ่าย เผยผลพิสูจน์ 'พระธาตุ' 5 สถาบันระดับชาติ ชี้พบโปรตีนในสสาร

คณะศิษย์ครูบาฉ่าย เผยผลพิสูจน์ ‘พระธาตุ’ 5 สถาบันระดับชาติ ชี้พบโปรตีนในสสาร

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 16.05 น.

คณะศิษย์ครูบาฉ่าย เปิดผลพิสูจน์ 5 สถาบันระดับชาติ พบโปรตีนในสสารซึ่งเป็นวัตถุมีรูปร่างที่ออกมาจากร่างกาย “ครูบาฉ่าย”

จากกรณีที่ครูบาฉ่าย คัมภีรปัญโญ วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จ.อุบลราชธานี อ้างว่านั่งอยู่เฉยๆ เหงื่อก็ออกมาเป็นเม็ดสีเล็กๆ วิบวับลูกศิษย์ลองเอามือลูกตัวเนื้อตัว ก็มีเม็ดสีเหล่านั้นติดมือออกมา ไปล้างมือก็มีเม็ดสีหลุดออกมาจากร่างกาย เชื่อว่าเป็นเม็ดพระธาตุ ขณะที่ก่อนหน้านี้ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ก็อยากให้นำไปพิสูจน์เช่นกัน ว่าคืออะไร ในขณะนั้นครูบาฉ่าย ยืนยันว่า ไม่เชื่อว่าเป็นพระธาตุอะไร น่าจะเป็นรังแคมากกว่า จากนั้นได้อนุญาตให้อาจารย์อ๊อด รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำไปตรวจที่ห้องแลบ โดยผลการตรวจยืนยันทางวิทยาศาสตร์พบว่า เป็นเม็ดพลาสติกซึ่งไม่ใช่พระธาตุนั้น

ล่าสุดเมื่อช่วงช่วงวันนี้ (15 ก.ค.66) คณะศิษย์ที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ โดยคุณพรรณปพร วงศ์วรกุล ได้แถลงชี้แจงผลตรวจสสารที่ออกมาจากร่างกายของพระครูบาฉ่าย หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “พระธาตุ” ซึ่งหมายถึงธาตุ 4 ในร่างกายมนุษย์ ที่สวนฉัตรรวีวัฒน์ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ โดยการนำผลการทดลอง และผลจากการส่งตรวจ ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ,สำนักงานปรมาณูแห่งชาติ ,กรมทรัพยากรธรณี ,กรมวิทยาศาสตร์บริการ และสถาบันอัญมณีแห่งชาติ(git) พบว่าเม็ดสสารนั้นมีองค์ประกอบจากสิ่งมีชีวิตอยู่ และเมื่อคณะศิษย์ตรวจพบสารสำคัญ คือในเม็ดสสารมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบเช่นเดียวกับเส้นผมของมนุษย์ โดยสามารถตรวจพิสูจน์ได้ด้วยความรู้พื้นฐานในการตรวจโปรตีนทั่วไป ด้วยคอปเปอร์ซัลเฟต และโซเดียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งหักล้างผลตรวจของอาจารย์ อ๊อด ที่ให้ข่าวว่า พระธาตุจากวัดนี้ เป็นเม็ดพลาสติกโดยสิ้นเชิง โดยคณะศิษย์ได้ทดสอบเปรียบเทียบกับเม็ดพลาสติกสารกันชื้นเรซิ่น ที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจะไม่มีโปรตีนจากการตรวจพิสูจน์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ทางคณะศิษย์ฯ ไม่ได้ต้องการเอาชนะใคร หรือนำเอาผลตรวจที่ได้ไปอวดอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่ผิดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่การพิสูจน์ครั้งนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของสสารที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เองตามธรรมชาติเท่านั้น

ศธ.จัดมหกรรมแก้หนี้ครูอีสาน เผยช่วยได้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743955

ศธ.จัดมหกรรมแก้หนี้ครูอีสาน เผยช่วยได้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท

ศธ.จัดมหกรรมแก้หนี้ครูอีสาน เผยช่วยได้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.32 น.

กระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่อุดรธานี จัดมหกรรมยกขบวน 16 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ภาครัฐ-เอกชน-สถาบันการเงิน นัดรวมครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคอีสาน แก้หนี้ครู ให้ความรู้เรื่องการเงิน หวังปรับความสมดุลหนี้ครูทั้งระบบอย่างยั่งยืน เผยช่วยแก้หนี้ครูทั่วประเทศได้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท

วันนี้ (15 ก.ค.66) ที่ห้องประชุม โรงแรมสยามแกรนต์ จ.อุดรธานี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยนายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นางคณิตา ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และผู้บริหาร ศธ.ร่วมถึง 16 หน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐภาคเอกชน สถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทย ร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” 4 ภูมิภาค ครั้งที่ 5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ห้องประชุมสยามมนต์ตรา คอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมสยามแกรนด์ อุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มุ่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับภูมิภาค ด้วยการจัดมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด โดยเดินทางมาถึงครั้งสุดท้าย นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการเมื่อต้นปี 2566 ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2566  ซึ่ง ศธ.ร่วมมือกับ 16 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน กระทรวงการคลัง กรมบังคับคดี และสถาบันการเงินชั้นนําของประเทศไทย รวมทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจังทั้งระบบ 

โดยความสำเร็จของการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ครั้งที่ผ่านมา มีดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 626 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 785 ล้านบาท ภาคตะวันออก ที่จังหวัดสระแก้ว มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 143 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 175 ล้านบาท ภาคเหนือ ที่จังหวัดพิษณุโลก มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 199 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 274 ล้านบาท และล่าสุดภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 393 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 615 ล้านบาท

“ภาพรวมตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ มีครูที่ได้รับการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า มีการเจรจาไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้แล้วจำนวน 1,361 ราย แก้ไขหนี้ได้กว่า 1,849 ล้านบาท รวมถึงอบรมให้ความรู้วินัยการเงินสำเร็จแล้วกว่า 6,500 ราย ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันผลักดันงานนี้เพื่อให้ครูไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและถึงงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทยครั้งนี้จะเดินทางมาเป็นจังหวัดสุดท้าย แต่ ศธ.ยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาความเดือนร้อนของครูไทยทั้งระบบให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะขยายผลการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงตั้งเป้าหมายฝึกอบรมหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้ครูไทยทั่วประเทศต่อไป เพื่อให้ครูไทยมีระเบียบวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง มีสภาพคล่องทางการเงินที่สมดุลในการจัดการภาระหนี้สิน และมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นได้จริง” นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าว

นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดงานภาคอีสาน ครั้งที่ 5 ที่จังหวัดอุดรธานี ศธ.มีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูระดับพื้นที่ทั้งระบบอย่างยั่งยืน ใน 3 มิติ โดยมิติแรกเน้นการอบรมให้ความรู้ทางการเงินในด้านการออม การลงทุน การบริหารจัดการหนี้ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อต่าง ๆ เช่น จัดการเงินดี Happy แน่นอน, รู้คิดพิชิตหนี้, รู้ทันภัยการเงิน เพื่อให้ครูสามารถวางแผนการเงิน-การลงทุน-ภาษี บริหารรายรับ-รายจ่าย และจัดการหนี้สินของตนเองและครอบครัวได้ มิติที่ 2 เปิดให้คำปรึกษา เจรจา ไกล่เกลี่ย ปรับโครงสร้างหนี้ หาข้อยุติการบังคับคดีและแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ครูไทยเข้ารับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงได้รับการผ่อนปรนและสิทธิพิเศษจากสถาบันการเงินเป็นกรณีพิเศษ และมิติที่ 3 เร่งผลักดันและดำเนินการตามกลยุทธ์ที่ได้กำหนดไว้เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครูให้ยั่งยืน – 003