ครูอีสานเฮ! ศธ.ลงพื้นที่อุดรธานี แก้หนี้สิน-ให้ความรู้การเงิน ปักหมุดช่วยปรับสมดุลหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743929

ครูอีสานเฮ! ศธ.ลงพื้นที่อุดรธานี แก้หนี้สิน-ให้ความรู้การเงิน ปักหมุดช่วยปรับสมดุลหนี้

ครูอีสานเฮ! ศธ.ลงพื้นที่อุดรธานี แก้หนี้สิน-ให้ความรู้การเงิน ปักหมุดช่วยปรับสมดุลหนี้

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 13.01 น.

วันที่ 15 กรกฎาคม 2566 ที่ ห้องประชุมสยามมนต์ตรา คอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมสยามแกรนด์ อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำโดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหาร ศธ. ร่วม 16 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้ง ภาครัฐ-ภาคเอกชน-สถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทย ร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” 4 ภูมิภาค ครั้งที่ 5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี นางคณิตา ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวต้อนรับ

นางสาวตรีนุช  กล่าวในการเป็นประธานพิธีเปิดงานฯ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ มุ่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับภูมิภาค ด้วยการจัดมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด โดยครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการเมื่อต้นปี 2566 ในระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2566 ซึ่ง ศธ. ร่วมมือกับ 16 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน กระทรวงการคลัง กรมบังคับคดี และสถาบันการเงินชั้นนําของประเทศไทย รวมทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจังทั้งระบบ โดยความสำเร็จของการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ครั้งที่ผ่านมา มีดังนี้ 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 626 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 785 ล้านบาท ภาคตะวันออก ที่จังหวัดสระแก้ว มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 143 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 175 ล้านบาท  ภาคเหนือ ที่จังหวัดพิษณุโลก มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 199 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 274 ล้านบาท ล่าสุดภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 393 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 615 ล้านบาท

“ภาพรวมตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ มีครูที่ได้รับการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า มีการเจรจาไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จำนวน 1,361 ราย แก้ไขหนี้ได้กว่า 1,849 ล้านบาท รวมถึงอบรมให้ความรู้วินัยการเงินสำเร็จแล้ว จำนวนกว่า 6,500 ราย ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันผลักดันงานนี้เพื่อให้ครูไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และถึงแม้งานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทยจะเดินทางถึงครั้งสุดท้าย แต่ ศธ. ยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาความเดือนร้อนของครูไทยทั้งระบบให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะขยายผลการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงตั้งเป้าหมายฝึกอบรมหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้ครูไทยทั่วประเทศต่อไป เพื่อให้ครูไทยมีระเบียบวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง มีสภาพคล่องทางการเงินที่สมดุลในการจัดการภาระหนี้สิน และมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นได้จริง” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้านนายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดงานภาคอีสาน ครั้งที่ 5 ที่จังหวัดอุดรธานี ศธ. มีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูระดับพื้นที่ทั้งระบบอย่างยั่งยืน ใน 3 มิติ โดยมิติแรก เน้นการอบรมให้ความรู้ทางการเงินในด้านการออม การลงทุน การบริหารจัดการหนี้ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อต่าง ๆ เช่น จัดการเงินดี Happy แน่นอน, รู้คิดพิชิตหนี้, รู้ทันภัยการเงิน เพื่อให้ครูสามารถวางแผนการเงิน-การลงทุน-ภาษี บริหารรายรับ-รายจ่าย และจัดการหนี้สินของตนเองและครอบครัวได้  มิติที่ 2 เปิดให้คำปรึกษา เจรจา ไกล่เกลี่ย ปรับโครงสร้างหนี้ หาข้อยุติการบังคับคดีและแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ครูไทยเข้ารับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงได้รับการผ่อนปรนและสิทธิพิเศษจากสถาบันการเงินเป็นกรณีพิเศษ และมิติที่ 3 เร่งผลักดันและดำเนินการตามกลยุทธ์ที่ได้กำหนดไว้เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครูให้ยั่งยืน ได้แก่

1) สร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) การอบรมให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงิน การออม การลงทุน และการบริหารจัดการหนี้สิน, ให้คำปรึกษาทางการเงิน, จัดงบประมาณการใช้เงินในหมวดหมู่ต่าง ๆ การใช้เงินต่อเงิน การลงทุน การกู้ยืม ภาษี และการบริหารจัดการเรื่องการเงินส่วนตัวในภาพรวมให้เกิดความสมดุล   

2) บริหารจัดการแบบพุ่งเป้า (Targeted management) พบปัญหาเร่งช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าเพื่อปรับสมดุลหนี้ อาทิ ชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี (หนี้วิกฤต / NPL), ปรับโครงสร้างหนี้, เจรจาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้, จัดหา soft loan (แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ)   

3) พัฒนาระบบการจัดการข้อมูลหนี้ครู (Management Information System) จัดทำฐานข้อมูลกลุ่มลูกหนี้ครูตามสถานะและเชื่อมโยงฐานข้อมูลหนี้ครูทั้งระบบเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ทั้งกลุ่มลูกหนี้วิกฤต, ลูกหนี้ (เงินเหลือน้อยกว่า 30%), ลูกหนี้ (สถานะปกติ) และกลุ่มผู้ค้ำประกัน  4) พัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อสร้างความแข็งแรงสหกรณ์ออมทรัพย์ครู (Support System) เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีประสิทธิภาพ สร้างความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศและสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ งานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” 4 ภูมิภาค ครั้งที่ 5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 -16 กรกฎาคม 2566 ที่ ห้องประชุมสยามมนต์ตรา คอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมสยามแกรนด์ อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีครูจากจังหวัดจังหวัดอุดรธานี บึงกาฬ หนองบัวลำภู หนองคาย และ จังหวัดเลย เข้าร่วม
 

นักกฎหมายชี้ส่งเด็ก 126 คนกลับพม่าเสี่ยงถูกวิจารณ์ในเวทีระหว่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743895

นักกฎหมายชี้ส่งเด็ก 126 คนกลับพม่าเสี่ยงถูกวิจารณ์ในเวทีระหว่างประเทศ

นักกฎหมายชี้ส่งเด็ก 126 คนกลับพม่าเสี่ยงถูกวิจารณ์ในเวทีระหว่างประเทศ

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 21.54 น.

นักกฎหมายชี้ส่งเด็ก 126 คนกลับพม่าเสี่ยงถูกวิจารณ์ในเวทีระหว่างประเทศ จวกทำลายโอกาสการศึกษา-พบนักเรียนกว่า 50 คนได้รหัส G แล้ว แต่ถูกใช้ พรบ.คนเข้าเมืองบังคับ หนูน้อยขอกลับมาเรียนต่อในไทยแต่ยังไร้หน่วยงานรัฐเหลียวแล

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2566 ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หลายหน่วยงานภาครัฐ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ร่วมกันผลักดันเด็กจำนวน 126 คนของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์กลับประเทศพม่าเนื่องจากเข้าเมืองผิดกฏหมาย ว่า พม่าไม่ใช้ดินแดนที่ปลอดภัยและไม่มีโรงเรียนดีๆใครๆก็รู้ รวมทั้งไม่ใช่ตลอดแรงงานที่ดี จึงเห็นข่าวจำนวนมากที่เล่าเรื่องผู้ลี้ภัยจากพม่า หรือนักเรียนที่ข้ามแดนมาเรียนจากฝั่งพม่า หรือแรงงานที่ข้ามชาติจากพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทย

ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า หลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยประโยชน์สูงสุดของเด็ก เป็นเรื่องแรกที่ถามกันเสียงดังว่า การอพยพเด็กออกจากโรงเรียนที่อ่างทองไปรอการส่งกลับที่ชายแดนไทยเมียนที่เชียงราย เป็นความคิดที่ถูกต้องต่อหลักกฎหมายนี้จริงหรือไม่  กรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.)ของรัฐไทยรอตอบคำถามในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ ได้เลยว่าการไม่มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่จังหวัดอ่างทองหรืออย่างใด

“เราเคยเห็นเด็กไร้สัญชาติจากพม่าจำนวนมากมายที่จบการศึกษาที่อ่างทอง แล้วก็มาเรียนที่ธรรมศาสตร์ แล้วก็กลับไปพัฒนาพม่าในยุคของท่านอองซานซูจี  และก็ต้องกลับมาประเทศไทยอันเนื่องมาจากการรัฐประหารในพม่า    พอฝุ่นหายกระจาย ก็พบว่า เด็กๆ จากอ่างทองส่วนหนึ่ง เป็นเด็กไร้สัญชาติในเชียงรายเอง  ตอนนี้ก็ทราบแล้วว่า มาจากโรงเรียนไหนบ้าง ก็ควรจะรีบรับเด็กไปเรียนต่อ  การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้แก่เด็ก ควรที่เอ็นจีโอด้านเด็กจะต้องรวมตัวกันเพื่อส่องตะเกียงเจ้าพายุไปที่เด็กที่เสียโอกาสทางการศึกษาในประเทศนี้ การทำอะไรเงียบๆไม่น่าจะมีความสำเร็จในการคุ้มครองเด็กด้อยโอกาส  กฎหมายคุ้มครองเด็กในระดับพระราชบัญญัติและในระดับอนุสัญญา ก็เข้มแข็งมากที่จะเอาผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยที่ทำลายโอกาสทางการศึกษาในครั้งนี้ของเด็กๆ”รองศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ กล่าว

ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่งที่อยากตะโกนเสียงดังคือ หลักกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องตลาดแรงงานที่เสรีและเป็นธรรม  ซึ่งรัฐบาลไทยตั้งแต่ยุคที่นายบรรหาร ศิลปะอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็คิดออกว่า การเปิดตลาดแรงงานไร้ฝีมือที่ขาดแคลนให้คนจากพม่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ของรัฐไทยก็คิดออกตั้งแต่ พ.ศ.2535  ว่า ถ้าจะจับคนจากพม่าที่เข้าเมืองผิดกฎหมายในแต่ละวัน คงไม่มีห้องกักเพียงพอ ดังนั้นการเอาพวกผู้ใหญ่มาขึ้นทะเบียนแรงงานเพื่อทำงานในตลาดงานไร้ฝีมือที่ยากลำบาก ส่วนเด็กๆ ก็ให้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาแบบสากล จึงเป็นเหตุให้มีทายาทรุ่นสองจากเมียนมามาทำงานกึ่งไร้ฝีมือหรือมีฝีมือจำนวนมากในนิคมอุตสาหกรรมชายทะเล  ความขาดแคลนแรงงานในตลาดไทยจึงพอแก้ไขในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมา

“ใครๆก็รู้ว่าแรงงานจากพม่าจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแต่ผู้สูงวัยมากขึ้นทุกวัน และคนหนุ่มสาวทิ้งไปอาศัยในต่างประเทศ  ระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานไร้ฝีมือที่สร้างออกมาอย่างดีใน พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน ก็ทำให้กระทรวงแรงงานของรัฐไทยก็เข้าใจการจัดการคนพม่าเข้าเมืองผิดให้เป็นถูก จึงสงสัยมากว่า ระบบราชการอีกส่วนที่อ่างทอง หรือที่ ดย.ลืมประสบการณ์ในส่วนนี้ของรัฐไทยไปได้อย่างไร สงสัยจริงๆ”ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าว

รองศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องที่คาใจคนสอนกฎหมายมากคือ มีความตกลงในเสาหลักอาเซียนทางสังคมและวัฒนธรรมในเรื่องการพัฒนาเด็กอาเซียน ดังนั้นก่อนจะอพยพเด็กจากอ่างทอง คณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่อ่างทอง มีโอกาสคิดถึงพันธกรณีตามกฎบัตรอาเซียนนี้หรือไม่ แล้วมาที่เชียงราย ได้มีการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดเชียงรายหรือไม่

“มีหลายคำถามทางกฎหมายคุ้มครองเด็กที่ควรตอบ ทั้งในระดับโลกและอาเซียน ขอเตือนว่า ถ้าคนทำงานคุ้มครองเด็กในระดับจังหวัดและระดับชาติ ลืมไปว่า กฎหมายดังกล่าวมีอยู่ ก็เตรียมตัวรับผิดชอบในทางระหว่างประเทศได้เลย  การรีบผลักเด็กออกไปให้พ้นหูพ้นตา ไม่ใช่ผลงานที่ดีหรอก  แก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนอย่างที่ทำกันในช่วง พ.ศ.2553 เป็นต้นมา  จะดีกว่า จึงควรกลับไปทบทวน”ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เด็กนักเรียน 126 คนที่ถูกนำมาพักไว้ที่บ้านเด็กต่างๆ 5 แห่งในจังหวัดเชียงราย ได้ถูกส่งกลับประเทศพม่าด้านด่านแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เกือบหมดแล้ว ที่เหลือถูกนำมาพักอยู่ที่บ้านเด็กและครอบครัว ใน อ.แม่จัน อย่างไรก็ตามมีเด็กบางส่วนต้องการที่จะเดินทางกลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนฝั่งไทยอีก แต่ยังไม่มีหน่วยงานของรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีฐานะยากจนและต้องการที่มาอยู่โรงเรียนประจำที่มีที่พักด้วย เพราะไม่สะดวกที่จะเดินทางข้ามแดนไปเช้า-เย็นกลับ

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ในจำนวนเด็ก 126 คนพบว่ามี 54 คนที่เคยเรียนในโรงเรียนฝั่งประเทศไทยก่อนที่จะย้ายไปอยู่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 โดยเด็กเหล่านี้ได้รหัส G แล้ว นั่นหมายความว่ารัฐไทยได้เคยจัดเงินอุดหนุนให้ตามระเบียบโดยมีการลงทะเบียนเอกสารหลักฐานต่างๆไว้แล้วตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นและมีการอ้างความผิดตาม พรบ.คนเข้าเมือง ทำให้เด็กๆต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ทำให้เห็นถึงความสับสนในการใช้กฏหมายแต่ละฉบับ

เด็กนักเรียนรายหนึ่ง อายุ 11 ปี อยู่ชั้น ป.2  ซึ่เป็น 1 ในจำนวน 126 คนที่ต้องออกเรียนกลางคันจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กล่าวว่า ตนถูกส่งกลับไปที่ท่าขี้เหล็ก ฝั่งพม่าได้ราว 1 สัปดาห์แล้ว แต่อยากกลับไปเรียนที่ฝั่งไทยอีก อย่างไรก็ตามอาจจะไปเรียนที่โรงเรียนแห่งเดียวกับพี่ชาย ตนอยากเรียนให้จบสูงๆ รู้สึกเสียใจมากที่ออกจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 เพราะอยู่ที่นั่นสนุก และคิดถึงเพื่อนๆและผู้อำนวยการโรงเรียนที่ใจดี

วช. หนุน มทร.ศรีวิชัย เสริมงานวิจัย ‘ธนาคารปูม้า’ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตรังและกระบี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743893

วช. หนุน มทร.ศรีวิชัย เสริมงานวิจัย 'ธนาคารปูม้า' เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตรังและกระบี่

วช. หนุน มทร.ศรีวิชัย เสริมงานวิจัย ‘ธนาคารปูม้า’ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตรังและกระบี่

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 21.41 น.

วช. หนุน มทร.ศรีวิชัย เสริมงานวิจัย “ธนาคารปูม้า” เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตรังและกระบี่ เพิ่มทางรอดปูม้าไทยคืนสู่ท้องทะเล

วันที่ 14 กรกฎาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ วช. พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดตรัง เพื่อเยี่ยมชมผลสำเร็จของการดำเนินงาน โครงการวิจัยเรื่อง “การฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนธนาคารปูม้าพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดตรังและกระบี่” ภายใต้โครงการขยายผลธนาคารปูม้าเพื่อ “คืนปูม้า สู่ทะเลไทย” ที่ วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิกิจ ผินรับ รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย หัวหน้าโครงการวิจัย และทีมนักวิจัย พร้อมด้วย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มาโนช ขำเจริญ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นายนิรัต ทองพรัด ผู้ดูแลศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าบ้านหาดทรายทอง นายบุญนำ อมรสิริปัญญา ผู้ดูแลศูนย์เรียนรู้ปูม้าและธุรกิจอาหารทะเล และผู้นำชุมชนให้การต้อนรับ ณ ตำบลเกาะสุกร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิกิจ ผินรับ หัวหน้าโครงการวิจัย จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กล่าวว่า โครงการฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนธนาคารปูม้าพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดตรังและกระบี่ นั้น ได้ดำเนินโครงการธนาคารปูม้าชุมชนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน มีธนาคารปูม้าชุมชนจำนวน 64 แห่ง และศูนย์เรียนรู้จำนวน 13 ศูนย์ รวมทั้งสิ้นจำนวน 77 แห่ง (9 อำเภอ 54 ชุมชน) จังหวัดตรังจำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสิเกา อำเภอกันตัง อำเภอปะเหลียน และอำเภอหาดสำราญ จังหวัดกระบี่จำนวน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคลองท่อม อำเภอเหนือคลอง อำเภอเกาะลันตา อำเภอเมือง และอำเภออ่าวลึก ในปีงบประมาณ 2565 ได้ดำเนินการปรับปรุงสถานที่จัดตั้งเพื่อพัฒนาธนาคารปูม้าชุมชนเป็นศูนย์เรียนรู้พร้อมทั้งติดตั้งชุดสื่อการเรียนรู้และนิทรรศการในการขับเคลื่อนธนาคารปูม้าชุมชนสู่ความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตรังและกระบี่ เพิ่มจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารปูม้าบ้านคลองยวน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ และธนาคารปูม้าบ้านหาดยาว อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง นอกจากนี้ได้สนับสนุนและบำรุงรักษาวัสดุและอุปกรณ์ในการทำธนาคารปูม้าแบบโรงเพาะฟักชุมชนให้กับธนาคารปูม้าและศูนย์เรียนรู้ของจังหวัดตรังและกระบี่จำนวน 77 แห่ง อาทิ ระบบน้ำ ระบบไฟ ระบบให้อากาศ ถังเพาะฟัก เป็นต้น จัดกิจกรรมวันกินปูม้าตรัง ครั้งที่ 3 เป็นระยะเวลา 2 วัน เพื่อช่วยเหลือชุมชนให้มีรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ธนาคารปูม้าชุมชนที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปูม้ารวมทั้งกลุ่มเกษตรกรแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าประมงจังหวัดตรัง มีรายได้และยอดขายเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายอาหารหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปูม้าในการออกร้านจำหน่ายปูม้า ซึ่งผลสำเร็จดังกล่าวได้สร้างรายได้ให้กับชุมชน ผลิตภัณฑ์สินค้าจากเครือข่ายธนาคารปูม้าจังหวัดตรัง ได้แก่ ปูม้านึ่ง นักเก็ตปูม้า ทอดมันปูม้า จ๊อปูม้าเกาะสุกร ปูม้าจ๋า ปูม้าดองน้ำปลา น้ำพริกปูม้า และข้าวผัดปูม้า เป็นต้น สู่การผลักดันผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปูม้าให้ได้มาตรฐานการผลิต GMP และได้รับการรับรองคุณภาพสินค้าตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียวและเครื่องหมายฮาลาลเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค จากกิจกรรมดังกล่าวที่จัดขึ้นมีประชาชนสนใจเข้าร่วมงานและซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ปูม้ามากกว่า 3,000 คน ตลอดระยะเวลา 2 วัน มีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 300,000 บาท ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก 

นอกจากนี้ ได้มีการนำปุ๋ยส่วนผสมจากเปลือกปูม้ามาใช้ในการปลูกแตงโมแบบโรงเรือนต้นแบบ (แตงโมลอยฟ้า) เกาะสุกร จังหวัดตรัง ที่สามารถปลูกนอกฤดูการเก็บเกี่ยวได้ อีกทั้งให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ และมีรสชาติที่หวานกรอบ มีความหวานอยู่ที่ 12.3 บริกซ์ ซึ่งความหวานของแตงโมมาตรฐานปกติจะอยู่ที่ 10-12 บริกซ์ เนื่องจากเปลือกปูม้ามีธาตุอาหารในส่วนของแมกนีเซียมและแคลเซียมอยู่ในปริมาณที่มากซึ่งเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชทำให้พืชเจริญเติบโตและแข็งแรงดี โดยใช้ปุ๋ยส่วนผสมเปลือกปูม้าในการปลูกแตงโมลอยฟ้าจำนวน 320 กิโลกรัมต่อไร่และทีมนักวิจัยได้ผลักดันกิจกรรมเพื่อสังคมได้ชักชวนชาวประมงในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงเยาวชนในพื้นที่ร่วมกันปล่อยลูกปูม้าคืนสู่ทะเล ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้ในการทำธนาคารปูม้า และการอนุรักษ์ทรัพยากรปูม้าด้วยการปลูกจิตสำนึกกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรปูม้าไทยให้ยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชม ศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าบ้านหาดทรายทอง และศูนย์เรียนรู้ปูม้าและธุรกิจอาหารทะเล ตำบลเกาะสุกร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง จะเห็นได้ว่าการใช้ประโยชน์จากการวิจัยจากการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนและบูรณาการให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มทรัพยากรปูม้าในท้องทะเลไทยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งผลสำเร็จในการฟื้นฟูและการจัดการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปูม้าจะช่วยแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที ยกระดับการท่องเที่ยว สู่การอนุรักษ์ทรัพยากรปูม้าไทยที่ยั่งยืนต่อไป

สำหรับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่แปรรูปจากปูม้า และองค์ความรู้จากการวิจัยภายใต้โครงการขยายผลธนาคารปูม้าเพื่อ “คืนปูม้า สู่ทะเลไทย” ทีมนักวิจัยจะนำมาจัดแสดงนิทรรศการและจัดจำหน่ายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2566 : Thailand Research Expo 2023” ที่ วช. กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 11 สิงหาคม 2566 ที่จะถึงนี้ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ชื่นชมหลักสูตรพัฒนา RDI Manager

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743884

ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ชื่นชมหลักสูตรพัฒนา RDI Manager

ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ชื่นชมหลักสูตรพัฒนา RDI Manager

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.45 น.

ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ชื่นชมหลักสูตรพัฒนา RDI Manager ชู สกสว. เดินหน้าขยายผล มุ่งสร้างผลลัพธ์ขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  ให้การต้อนรับ ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ เดินทางเข้าตรวจราชการในโครงการ “การพัฒนาผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม หรือ RDI Manager ที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาประเทศ” เพื่อติดตาม/ตรวจสอบ การดำเนินงาน โครงการให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ และเป็นการตรวจราชการในบทบาทการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อ สกสว. พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานให้ตอบโจทย์เป้าหมายพัฒนาประเทศ โดยมี ผศ.เชิญโชค ศรขวัญ รองผู้อำนวยการ สกสว. ต้อนรับ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สกสว. และตัวแทนผู้ผ่านหลักสูตรในโครงการให้ข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ ณ ห้องประชุม ชั้น 14 สกสว.

ด้าน รศ. ดร.ชลิตา ศรีนวล รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบ ววน. ด้านการส่งเสริมความเข้มแข็งของหน่วยงานในระบบ ววน. สกสว. กล่าวชี้แจงรายละเอียดโครงการการพัฒนา RDI Manager ว่า สกสว. ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างให้หน่วยงานในระบบ ววน. มีระบบและบุคลากรด้านการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็ง สามารถส่งมอบผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการตอบสนองความต้องการการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้อย่างครบถ้วน ครอบคลุม และทันต่อสถานการณ์มากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม (Research Development and Innovation Manager: RDI Manager) ทั้งด้านชุมชนและพื้นที่ ด้านเศรษฐกิจ และด้านนโยบาย เพื่อเป็นกลไกเชื่อมระหว่างผู้ใช้ประโยชน์ของหน่วยงานในระบบ ววน. ทั้งสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย หน่วยงาน/องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ให้เกิดการขับเคลื่อนผลงานวิจัยที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในหน่วยงานต่าง ๆ นั้น ไปสู่การใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปตามแผน สอดคล้องกับตัวชี้วัดที่ได้ตั้งเป้าไว้

ขณะที่ ตัวแทนผู้ผ่านหลักสูตรในโครงการการพัฒนา RDI Manager ได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงประสบการณ์ ความรู้ และความประทับใจที่ได้จากการเข้าร่วมหลักสูตรในโครงการ นำไปสู่การปรับใช้ในการทำงานจริง ที่ช่วยเสริมสร้างระบบการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงานในระบบ ววน. ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล พร้อมเสนอให้มีการขยายผลในรุ่นต่อ ๆ ไป เพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะก่อเกิดเป็นพลังสำคัญในการพัฒนางานวิจัย พัฒนาองค์กร และพัฒนาความร่วมมือในด้านการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมและด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

ท้ายที่สุด ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ได้กล่าวสรุปถึงโครงการการพัฒนา RDI Manager ว่า เป็นโครงการที่ดีและคุ้มค่ากับการลงทุนมาก เพราะหากเทียบกับงบประมาณในการดำเนินงานที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 3 ปี ประมาณ 10 ล้านบาท แต่สามารถสร้างผลลัพธ์กลับสู่ประเทศได้มากหลายเท่า ก็ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และโครงการนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญอีกหนึ่งฟันเฟืองในการขับเคลื่อนประเทศได้โดยใช้ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมแนะว่าควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ ช่องทางการสื่อสารในทุก ๆ แพลตฟอร์ม สร้างการรับรู้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องเข้าอบรมในหลักสูตรนี้ เพื่อนำไปต่อยอดการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เชื่อว่า สกสว. จะเป็นกำลังที่ดีที่สุดในการพัฒนา RDI Manager ของประเทศชาติต่อไป

มหาดไทยทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล-ถวายพระพร คล้ายวันประสูติ’พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743448

มหาดไทยทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล-ถวายพระพร คล้ายวันประสูติ'พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ'

มหาดไทยทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล-ถวายพระพร คล้ายวันประสูติ’พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 09.37 น.

กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ 13 กรกฎาคม 2566

13 ก.ค. 66 เมื่อเวลา 06.30 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ 13 กรกฎาคม 2566 โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ว่าที่ร้อยเอก ธีรพงศ์ ครุธดิลกานันท์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสมภพ สมิตะสิริ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายวัชรเดช เกียรติชานน รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปกครอง นายมานะ สิมมา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นายทรงกลด สว่างวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ผู้แทนหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม นางจิรวรรณ เพ็ญพาส นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ คณะกรรมการและสมาชิกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 20 รูป เพื่อถวายเป็นพระกุศล โดยได้รับเมตตาจาก ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร เดินบิณฑบาต เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติฯ เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถวายธูปเทียนแพ และวางแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย วางแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีฯ กล่าวถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยมีใจความสำคัญว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือพสกนิกรด้านสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข โดยทรงรับโครงการต่าง ๆ ของสภากาชาดไทยไว้ในพระอุปถัมภ์หลายโครงการ ทรงจัดตั้งมูลนิธิ และโครงการส่วนพระองค์อีกหลายโครงการ โดยเฉพาะ “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ซึ่งเป็นองค์กรการกุศล ให้การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากจากอุทกภัย หรือภัยพิบัติที่รุนแรง ให้มีขวัญกำลังใจ และมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยได้จัดทำโครงการจัดและแจกถุงยังชีพพระราชทาน โครงการจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน โครงการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยให้ผู้ประสบภัยได้อยู่อาศัยชั่วคราว และการสร้างบ้านถาวรให้กับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยด้านสาธารณสุข ทรงรับโครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก สภากาขาดไทย ไว้ในพระอุปถัมภ์ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ ทั้งการรักษาพยาบาล ยารักษาโรค และความเป็นอยู่ของผู้ติดเชื้อ พร้อมทั้งจัดตั้ง “กองทุนยา พระเจ้าวรวงศ์เธอฯ กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ สภากาชาดไทย” เพื่อช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลและค่ายาให้แก่ผู้ติดเชื้อที่ยากจน

“นอกจากนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ยังทรงรับสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีไว้ในอุปถัมภ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก ที่ประสบปัญหาวิกฤตชีวิต ผ่านกระบวนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู สร้างความเข้มแข็ง โดยให้การศึกษาและฝึกอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสถานภาพให้ยืนหยัดได้ในสังคมอย่างเหมาะสม และทรงเป็นประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อช่วยเด็กและเยาวชน รวมทั้งสามเณรที่ประพฤติดี แต่ยากไร้หรือขัดสนจากหมู่บ้านต่าง ๆ ทั่วประเทศ ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาอบรมอย่างต่อเนื่อง จนสามารถประกอบอาชีพที่สุจริต เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ รู้จักบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมทั้งพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

“เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ กระทรวงมหาดไทยและสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันถวายความจงรักภักดี ด้วยการปฏิบัติบูชาผ่านกิจกรรมจิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ในทุกจังหวัด ทั่วประเทศ และสำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 12 – 14 กรกฎาคม 2566 โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

ปลัดมท.จัดใหญ่ โขนพระราชทาน หน้าเมืองคอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743392

ปลัดมท.จัดใหญ่  โขนพระราชทาน  หน้าเมืองคอน

ปลัดมท.จัดใหญ่ โขนพระราชทาน หน้าเมืองคอน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.50 น.

ปลัดมท.จัดใหญ่ โขนพระราชทาน หน้าเมืองคอน ชมฟรี 22-23 ก.ค.

ปลัด มท.-นายกสมาคมแม่บ้านฯแถลงข่าวการแสดง “โขนพระราชทาน” จ.นครศรีธรรมราช ตอน“หนุมานชาญกำแหง”เชิญชวนชาวปักษ์ใต้ร่วมรับชมศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงอันหาชมยาก 22-23ก.ค. 66 1ทุ่มตรง ณ สนามหน้าเมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความปรารถนาดีและความรัก ความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทยในการศึกษาเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมสำคัญของชาติ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมล้ำค่าของแผ่นดินไทยให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ด้วย“ทรงปรารถนาให้มีการแสดงโขนพระราชทานให้ประชาชนในทุกจังหวัดได้รับชม”เพราะทรงเล็งเห็นว่าประชาชนในต่างจังหวัดจะไม่มีโอกาสได้ชมโขนสดเหมือนประชาชนในกรุงเทพมหานคร

“เมื่อวันที่11กรกฎาคม ที่ผ่านมา เวลา18.00น.ที่สนามหน้าเมือง จ.นครศรีธรรมราช นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวการจัดการแสดงโขนพระราชทาน จังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2566 ตอน”หนุมานชาญกำแหง”แสดงโดยคณะนักแสดงจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยมีนางนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมงาน”นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานที่แน่วแน่ในการทรงสืบสาน รักษาและต่อยอด พระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีหลวง เพื่อที่จะให้การแสดงโขนเป็นสิ่งที่จะแสดงภูมิปัญญาของชาติไทย ความเป็นอัตลักษณ์ของภูมิปัญญาไทย ทั้งเรื่องการแสดงโขนที่เป็นแบบดั้งเดิมที่พวกเราจะมีโอกาสได้ชมกันในวันที่22-23 กรกฎาคมนี้และการต่อยอดการแสดงโขนผ่านโขนภาพยนตร์ HANUMAN White Monkeyอันเป็นก้าวแรกของวิวัฒนาการการแสดงโขนยุคใหม่ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทำให้พวกเราได้ร่วมรับชมกันทั่วประเทศแล้ว

“การที่พระองค์ได้พระราชทานให้โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงได้นำโขน ตอน “หนุมานชาญกำแหง” มาแสดงที่จังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นความโชคดีของพี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโชคดีของคนนครศรีธรรมราช เพราะถ้าพลาดการแสดงในครั้งนี้ ต้องรอถึงอีก 20ปีถึงจะได้รับชมอีก ทั้งนี้ การแสดงโขน ยังทำให้เกิดการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในจังหวัดใกล้เคียงและทั่วประเทศเดินทางมาที่นครศรีธรรมราชซึ่งทุกคนก็จะได้มาใช้เงินในการจับจ่ายใช้สอย เช่าที่พัก ซื้ออาหารการกิน ซื้อของฝาก กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจภาพรวมของจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกด้วย และประการสำคัญที่สุด “โขน” ยังสอนให้คนเป็นคนดี เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่”

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่าการที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการจัดการแสดงโขนพระราชทานในปีนี้นั้น ถือได้ว่าท่านได้มีโอกาสในการที่จะสนองพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด การแสดงโขน และยังเป็นการเปิดโอกาสทำให้พี่น้องในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียงได้มาชื่นชมการแสดงโขนในจังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นการช่วยอนุรักษ์ สืบสานประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญที่มีอยู่ในโขนที่ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปะชั้นสูงชั้นเลิศ ให้มาปรากฏอยู่ ณ มหานครแห่งศรัทธา มหานครปักษ์ใต้ “จ.นครศรีธรรมราช”ระหว่างวันที่22-23กรกฎาคม2566 ในเดือนแห่งมหามงคลวันพระบรมราชสมภพ จึงยิ่งเป็นกิจกรรมแห่งมิ่งมงคลของพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชเป็นอย่างยิ่ง

ด้านดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า“โขน”ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในสากล เป็น Soft Power ของโลก เพราะเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศรับรองให้ “โขนไทย (Khon, masked dance drama in Thailand)” เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) ของมวลมนุษยชาติ และ “โนรา” ที่ทางจังหวัดจะจัดแสดง “รำโนราเบิกโรง” อันเป็นพิธีกรรมและศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่ผูกพันกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตผู้คนในภาคใต้ ก็เป็นวัฒนธรรมที่ UNESCO ได้ประกาศรับรองเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) ของมวลมนุษยชาติ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 ดังนั้นผู้ที่จะมารับชมการแสดงโขนพระราชทาน จะได้สัมผัสถึงกลิ่นไอของศิลปะวัฒนธรรมอันล้ำค่าของโลกใบนี้ถึง 2 ศิลปวัฒนธรรม คือ โขน และโนรา

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช และ 14 จังหวัดภาคใต้ ร่วมชมการแสดงโขนพระราชทาน ตอน “หนุมานชาญกำแหง” 22 – 23 กรกฎาคม 66 เวลา 19.00 น. ณ สนามหน้าเมือง นครศรีธรรมราช โดยไม่มีค่าใช้จ่าย” ดร.วันดี กล่าว

ตรวจเยี่ยมสอบครูผู้ช่วย ภาค ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743263

ตรวจเยี่ยมสอบครูผู้ช่วย ภาค ค.

ตรวจเยี่ยมสอบครูผู้ช่วย ภาค ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ นายบุญเหลือ บารมี ประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 (สพป.พิษณุโลก เขต 2) ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจคณะกรรมการและผู้เข้าสอบครูผู้ช่วยภาค ค. เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สนามสอบโรงเรียนวังทองพิทยาคม

มูลนิธิเอสซีจีคว้ารางวัลระดับเอเชีย ด้านพัฒนาศักยภาพบุคคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743266

มูลนิธิเอสซีจีคว้ารางวัลระดับเอเชีย  ด้านพัฒนาศักยภาพบุคคล

มูลนิธิเอสซีจีคว้ารางวัลระดับเอเชีย ด้านพัฒนาศักยภาพบุคคล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสาวสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี เปิดเผยว่า มูลนิธิได้เล็งเห็นถึงความท้าทายด้านการศึกษาในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงมุ่งส่งเสริมแนวคิด Learn to Earn เรียนเร็วจบเร็ว มีงานรองรับ ด้วยการสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อการมีอาชีพ ให้ทักษะความรู้ (Hard skills) ได้แก่ ทุนด้านสาธารณสุข และเทคโนโลยี (IT) จำนวนทั้งสิ้น 1,300 ทุน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพ เติมทักษะชีวิต การอยู่ร่วมกับผู้อื่น (Soft skills) ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีทักษะพร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้มูลนิธิเอสซีจีได้รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards 2023 (AREA) ในสาขา Investment in People จาก Enterprise Asia องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ประเทศมาเลเซีย

นอกจากนี้ มูลนิธิเอสซีจี ยังคงเดินหน้าสร้างการรับรู้และความเข้าใจแนวคิด Learn to Earn เพื่อให้เด็กไทย “เรียนรู้เพื่ออยู่รอด” ได้ในชีวิตจริง ด้วยการขยายแนวคิดนี้ไปสู่สถาบันการศึกษา ครูผู้ปกครอง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมมากขึ้น และเพื่อให้เกิดความตระหนักในความเป็นจริงที่ว่า คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ได้เป็นแต่เพียงนักเรียนที่เรียนเก่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนที่เก่ง ดี และมีน้ำใจ ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญไฮไลท์สำหรับปีนี้ไปคือ Gen Will Survive พร้อมทั้งกิจกรรมนำร่องคือ “Best Survivor Awards” ที่กำลังเปิดรับสมัครผู้ร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2566 นี้ ติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิเอสซีจี ได้ที่ http://www.scgfoundation.org และ เฟซบุ๊ก LEARNtoEARN

ไมโล มอบโต๊ะและชั้นหนังสือรีไซเคิล โรงเรียนในสังกัด สพฐ.-กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743265

ไมโล มอบโต๊ะและชั้นหนังสือรีไซเคิล  โรงเรียนในสังกัด สพฐ.-กทม.

ไมโล มอบโต๊ะและชั้นหนังสือรีไซเคิล โรงเรียนในสังกัด สพฐ.-กทม.

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นประธานรับมอบชุดโต๊ะและชั้นวางหนังสือที่ผลิตจากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วให้กับโรงเรียน 15 แห่ง ในสังกัด สพฐ. จาก นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและโภชนาการ และนางสาวสลิลลาสีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมรับมอบให้โรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ในโครงการกล่องนมรักษ์โลก ภายใต้ความมุ่งมั่นของไมโลในการปลูกฝังจิตสำนึกและพฤติกรรมด้านความยั่งยืนให้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียน ส่งเสริมการคัดแยก และเปลี่ยนขยะให้เกิดประโยชน์ผ่านการจัดการที่เหมาะสม เมื่อเร็วๆ นี้

โครงการกล่องนมรักษ์โลกริเริ่มโดยไมโล ภายใต้ความร่วมมือกับ Tetra Pak สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักการศึกษากรุงเทพฯ ได้ดำเนินโครงการเป็นปีที่ 3 และมีแผนที่จะสานต่อโครงการกล่องนมรักษ์โลก ด้วยการขยายจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภคในกับเด็กๆ เพื่อลดขยะฝังกลบ และดูแลโลกด้วยการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่สามารถทำได้ทุกวันทั้งที่บ้านและโรงเรียนอย่างยั่งยืน

นอกจากนั้น ยังร่วมมือกับสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมไทย ให้ความรู้และฝึกอบรมครูในโรงเรียนที่ร่วมโครงกว่า 38 คน ให้มีความรู้ความเข้าใจ และนำไปต่อยอดสอนนักเรียนในโรงเรียนได้ ในปี 2565 ที่ผ่านมา สามารถเข้าถึงนักเรียนกว่า 38,000 คน และเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากถึง 14 ตัน”

ม.วลัยลักษณ์ร่วมแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม-กีฬา ที่อินโดนีเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743270

ม.วลัยลักษณ์ร่วมแลกเปลี่ยน  วัฒนธรรม-กีฬา ที่อินโดนีเซีย

ม.วลัยลักษณ์ร่วมแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม-กีฬา ที่อินโดนีเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.วรวุฒิ สมศักดิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และรองประธาน IMT-GT VASITY COUNCIL เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช ได้ส่งนักศึกษาและบุคลากร จำนวน 55 คน เข้าร่วมงาน IMT-GT Varsity Carnival 2023 ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2566 ณ Universitas Syiah Kuala Banda เมืองบันดาอาเจะห์ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเชื่อมความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมทางด้านกีฬา ศิลปวัฒนธรรมและสัมมนาวิชาการระหว่างนักศึกษาของประเทศเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย อีกทั้งมุ่งหวังเสริมสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในหมู่เยาวชนของ 3 ประเทศให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีในอนาคต

ม.วลัยลักษณ์ได้ร่วมกิจกรรมโดยส่งกีฬาเข้าร่วมแข่งขันคือ ฟุตบอล วอลเลย์บอล แบดมินตัน และเปตอง การแสดงศิลปวัฒนธรรมภายใต้ธีม “Exploring ASEAN Cultures Through Traditional Contemporary Dance” การแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของภูมิอาเซียน จำนวน 2 ชุด ได้แก่ The Mask Contemporary Dance ระบำศิลปาชีพเมืองนครฯ และร่วมสัมมนาวิชาการ “Hybrid Learning Method : Challenge and Benefit in Improving Quality Post COVID-19.”

“นอกจากจะเป็นเวทีให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดนแล้ว ยังฝึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมเข้าร่วมงาน การเตรียมทีม การฝึกซ้อม ที่สำคัญนักศึกษาเหล่านี้จะได้มีเพื่อนชาวต่างชาติที่จะเป็นเครือข่ายระหว่างกันในอนาคต หากต้องไปทำงานในภูมิภาคอาเซียนก็จะทำได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ม.วลัยลักษณ์ ได้ปรับหลักสูตรภาษาอังกฤษที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ทำให้นักศึกษาได้ประยุกต์ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตจริงเพื่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ ประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดประกายให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษด้วย” รศ.ดร.วรวุฒิ กล่าว