มธ.เผย 3 ตัวแปรสำคัญ ทำไทยขาด 4 เป้าหมาย SDGs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743275

มธ.เผย 3 ตัวแปรสำคัญ  ทำไทยขาด 4 เป้าหมาย SDGs

มธ.เผย 3 ตัวแปรสำคัญ ทำไทยขาด 4 เป้าหมาย SDGs

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยรายงาน SDR 2023 ระบุไทยแตะอันดับ 43 ของโลก จาก 17 เป้าหมายหลักไทยยังขาด 4 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ SDG2 ขจัดความหิวโหย, SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี, SDG14 ทรัพยากรทางทะเล และ SDG15 ระบบนิเวศบนบก ชี้ปี ค.ศ.2030 หวั่นไทยรับแรงกดดันจากมาตรการทางการค้าของประชาคมโลกหากไปไม่ถึงเป้าหมาย

ผศ.ดร.เยาวทัศน์ บุญกล้า อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SCI-TU) เผยว่า จากการวิเคราะห์พบ 3 ตัวแปรสำคัญฉุดรั้งไทยให้ไกลจากมาตรฐาน คือ 1.รัฐขาดการวางกลยุทธ์แบบบูรณาการ 2.คุณภาพชีวิตคนชายขอบ และ 3.ความเหลื่อมล้ำในบางบริบทของพื้นที่

“แนะรัฐบาลยึด 3 หลักป้องกันไทยถูกกีดกันทางการค้าและเศรษฐกิจ เพื่อชิงความได้เปรียบด้านทรัพยากรและบุคลากรศักยภาพสูง คือ วางกลยุทธ์ผลักดัน SDG ที่มีระบบ-ต่อเนื่อง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน อัดฉีดงบประมาณ หนุนหน่วยงานที่มีศักยภาพ ขับเคลื่อนโครงการหรือกิจกรรม ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากโตต่อได้ยั่งยืน ออกแผนส่งเสริมความรับผิดชอบร่วมกัน จัดแคมเปญรณรงค์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของคนไทย พร้อมสนับสนุนให้นักวิจัยพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ 3 แกนของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG)”

ผศ.ดร.เยาวทัศน์ เปิดเผยต่อไปว่า จากรายงาน “Sustainable Development Report 2023 (SDR 2023)” ระบุว่า ไทยได้รับการจัดอันดับที่ 43 จาก 166 ประเทศ สูงขึ้นหนึ่งอันดับจากปีที่ผ่านมาหลังบรรลุเป้าหมายที่ 4 (SDG4) การศึกษาที่มีคุณภาพให้กลายสถานะเป็นสีเขียว ต่อจากเป้าหมาย SDG1 ขจัดความยากจน แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ยังมี 4 เป้าหมาย ที่อยู่ใน “สถานะท้าทายมาก” (สีแดง) ซึ่งครอบคลุม 9 ตัวชี้วัดย่อย หรือสถานการณ์วิกฤตมีความท้าทายอย่างมาก โดยคณะวิทย์มธ. มองว่าหากจะผลักดันให้บรรลุเป้าหมายให้ครบทุกเป้าหมาย ประเทศไทยมีต้องขับเคลื่อนทั้ง 4 เป้าหมาย ที่มี 9 ตัวชี้วัดย่อยให้ครบ ได้แก่

SDG 2 ยุติความหิวโหย ความมุ่งมั่นในการขจัดความหิวโหยและความอดอยากทุกรูปแบบซึ่งครอบคลุม 3 ตัวชี้วัดย่อยได้แก่(1) SDG 2.1 ยุติความหิวโหยและสร้างหลักประกันให้ทุกคนได้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีโภชนาการ และเพียงพอตลอดทั้งปี (2) SDG 2.2 ยุติภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาความต้องการสารอาหารของหญิงวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้สูงอายุ (3) SDG 2.4 สร้างหลักประกันว่าจะมีระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มผลิตภาพและการผลิต พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อทุกการเปลี่ยนแปลง

SDG 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การสร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมสวัสดิภาพสาหรับทุกคนในทุกวัยโดยเฉพาะ 3 ตัวชี้วัดฯสำคัญ ได้แก่ (4) SDG 3.4 ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อ ให้ลดลงหนึ่ง
ในสาม (5) SDG 3.6 ลดจำนวนการตายและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจากการจราจรทางถนนทั่วโลกลงครึ่งหนึ่ง
(6) SDG 3.9 ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษ รวมถึงการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี 2573

SDG 10 ลดความเหลื่อมล้ำ การลดความไม่เสมอภาคภายในและระหว่างประเทศ ที่ยังเผชิญ 1 ตัวชี้วัดย่อยคือ (7) SDG 10.c ลดค่าธรรมเนียมการส่งเงินกลับประเทศของแรงงานย้ายถิ่น (migrant remittance) ให้ต่ำกว่า
ร้อยละ 3 และขจัดการชำระเงินระหว่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ร้อยละ 5 ภายในปี 2573

SDG 14 นิเวศชายฝั่งและมหาสมุทร การเดินหน้าอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ที่ยังติดเงื่อนไขใน 2 ตัวชี้วัดย่อยอย่าง (8) SDG 14.1 ป้องกันและลดมลพิษทางทะเลทุกประเภทอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงเศษซากขยะในทะเลและมลพิษจากธาตุอาหาร ภายในปี 2568 (9) SDG 14.5 อนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งอย่างน้อยร้อยละ 10 ภายในปี 2563

อธิบดี ดย.ยันเด็กถูกส่งกลับพม่าปลอดภัย หนูน้อยหวังได้กลับเข้ามาเรียนไทยอีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743425

อธิบดี ดย.ยันเด็กถูกส่งกลับพม่าปลอดภัย หนูน้อยหวังได้กลับเข้ามาเรียนไทยอีก

อธิบดี ดย.ยันเด็กถูกส่งกลับพม่าปลอดภัย หนูน้อยหวังได้กลับเข้ามาเรียนไทยอีก

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.53 น.

อธิบดี ดย.ยันเด็กถูกส่งกลับพม่าปลอดภัยหนูน้อยหวังได้กลับเข้ามาเรียนไทยอีก

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงการส่งเด็กนักเรียนไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์ 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง ถูกผลักดันกลับประเทศพม่าด้านอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย ว่าในการประชุมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่มี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธาน มีมติว่าหากเด็กยืนยันที่จะกลับและมีพ่อแม่ผู้ปกครองมารับให้ส่งกลับได้เลย ยกเว้นไม่มีเอกสารยืนยันก็ต้องพิสูจน์ และหากเด็กประสงค์เข้ามาเรียนก็ให้กลับเข้ามาอย่างถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าเด็กที่กลับไปฝั่งพม่าแล้วมีความปลอดภัย นางอภิญญากล่าวว่า ได้ตรวจสอบหมดแล้วโดยประสานกับเจ้าหน้าที่ พม.ของพม่า หากเด็กต้องการกลับมาเรียน เช่น หากเดินทางมาเรียนแบบไปเช้า-เย็นกลับก็ไม่ต้องทำอะไร ทำอย่างที่เคยมา แต่หากมาอยู่ประจำอาจต้องมีผู้ปกครองและสถานศึกษาที่เรียนให้การรับรองเพื่อขออนุญาตเข้าเมือง

เมื่อถามว่าตอนนี้มีเด็กที่ผลักออกไปแสดงความจำนงค์กลับเข้ามาเรียนกี่คนแล้ว อธิบดี ดย.กล่าวว่า ยังไม่ได้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ ส่วนเด็กที่ยังไม่มีพ่อแม่มาแจ้งรับเด็กนั้น เดิมทีมีกว่า 10 คนแต่คาดว่าจะลดลงแล้วเพราะมีพ่อแม่บางส่วนมาแจ้งรับเด็กเพิ่มขึ้น

รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันเดียวกันนี้ทาง พม.ได้นำตัวเด็กนจำนวน 27 คนไปส่งที่ด่านแม่สาย จ.เชียงราย โดยมีพ่อแม่เด็กมารับ อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามเด็กหลายคนต่างยืนยันว่าต้องการกลับมาเรียนฝั่งไทยอีกครั้ง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาด้วยวิธีการใด-001

สกสว.หารือร่วมสทร. มุ่งพัฒนาศักยภาพด้าน ววน. ให้มีความเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743396

สกสว.หารือร่วมสทร. มุ่งพัฒนาศักยภาพด้าน ววน. ให้มีความเข้มแข็ง

สกสว.หารือร่วมสทร. มุ่งพัฒนาศักยภาพด้าน ววน. ให้มีความเข้มแข็ง

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.39 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หารือร่วม สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด และบทบาทหน้าที่ รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 หน่วยงานเข้าร่วมประชุมหารือดังกล่าว 

รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึง บทบาทสำคัญของ สกสว. และแนวทางการจัดสรรงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยงบประมาณด้านการวิจัยและนวัตกรรมได้จัดสรรผ่านทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ “Strategic Fund: SF” ให้กับหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMUs) และทุนสนับสนุนงานมูลฐาน “Fundamental Fund: FF” ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้าน ววน. ของหน่วยรับงบประมาณให้มีความเข้มแข็งในภาพรวมของทั้งประเทศ สนับสนุนให้เกิดการทำงานของหน่วยงานในระบบ ววน. แบบบูรณาการและเป็นเอกภาพ รวมถึงสนับสนุนงานมูลฐาน (FF) ที่ครอบคลุมกิจกรรมและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ววน. สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงานและตอบเป้าหมายของประเทศ 

นอกจากนี้ สกสว. ยังมีหน้าที่จัดทำแผนด้าน ววน. พ.ศ. 2566 – 2570 มีแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และระบบรางของประเทศให้ทันสมัยได้มาตรฐาน แข่งขันได้ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายรองรับระบบเศรษฐกิจนวัตกรรมในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งนี้ แผนด้าน ววน. ถือเป็นกลไกสำคัญในการชี้ทิศทางการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ 

ขณะที่ ดร.สันติ เจริญพรพัฒนา ผู้อำนวยการ สทร. เปิดเผยว่า สทร.เป็นสถาบันหลักด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง บูรณาการความเชี่ยวชาญและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ บทบาทหลัก คือ 1.) จัดทำยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ 2.) วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง รวมทั้งสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับระบบราง และร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ 3.) วิจัยและพัฒนามาตรฐานระบบราง และระบบการทดสอบด้านระบบราง ดำเนินการทดสอบด้านระบบราง และรับรองมาตรฐาน ประเมินคุณภาพสำหรับใช้ประกอบการยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางราง 4.) ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้านการวิจัยและนวัตกรรม การรับ แลกเปลี่ยน ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง เป็นศูนย์กลางในการรับ แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบราง 5.) พัฒนาบุคลากรด้านระบบราง และฝึกอบรมให้มีความรู้และทักษะด้านระบบราง และ 6.) จัดทำฐานข้อมูลด้านเทคโนโลยีระบบราง เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยและนวัตกรรม หน่วยงาน ผู้เชี่ยวชาญ และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบราง

“การจัดตั้ง สทร. นับเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงคมนาคม แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทย โดยมีทิศทางและเป้าหมาย คือ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศ การขนส่งสินค้าทางรางเพิ่มมากขึ้น การเดินทางด้วยระบบรางขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเพิ่มขึ้น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไปในอนาคต” ผู้อำนวยการ สทร. กล่าวสรุป

ทั้งนี้ การหารือร่วมกันระหว่าง สกสว. และ สทร. นั้น เพื่อหารือถึงแนวทางการสนับสนุนงานมูลฐาน (FF) ให้สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงานและตอบเป้าหมายของประเทศ โดย สกสว. เป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน

เดือดร้อนแล้ว!! ‘โรงเรียนราชวินิต’ประกาศหยุดเรียน 13 ก.ค.เลี่ยงม็อบวันโหวตนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743369

เดือดร้อนแล้ว!! 'โรงเรียนราชวินิต'ประกาศหยุดเรียน 13 ก.ค.เลี่ยงม็อบวันโหวตนายกฯ

เดือดร้อนแล้ว!! ‘โรงเรียนราชวินิต’ประกาศหยุดเรียน 13 ก.ค.เลี่ยงม็อบวันโหวตนายกฯ

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 18.54 น.

12 ก.ค.66 จากกรณีที่ประชมุรัฐสภานัดประชุมเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ขณะที่พรรคก้าวไกลนัดชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาเพื่อสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกฯ เนื่องจากไม่พอใจที่ประชุม กกต.มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพส.ส.ของนายพิธากรณีถือหุ้นสื่อนั้น

ล่าสุด โรงเรียนราชวินิต ออกประกาศหยุดเรียน วันที่ 13 ก.ค.นี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจล จำนวน 170 นาย จะขอใช้พื้นที่โรงเรียนเป็นฐานพักคอยกำลังพล (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปลุกม็อบส้ม! ‘ก้าวไกล’ชวนใส่เสื้อสีส้มบุกสภาฯ ส่ง’พิธา’เป็นนายกฯ)

เปิดหลักเกณฑ์! เฟ้น’บิ๊ก รร.ห่างไกล’ ประเมินผลปฏิบัติงานปีละ 2 ครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743237

เปิดหลักเกณฑ์! เฟ้น'บิ๊ก รร.ห่างไกล' ประเมินผลปฏิบัติงานปีละ 2 ครั้ง

เปิดหลักเกณฑ์! เฟ้น’บิ๊ก รร.ห่างไกล’ ประเมินผลปฏิบัติงานปีละ 2 ครั้ง

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 13.48 น.

เปิดหลักเกณฑ์เฟ้นบิ๊ก รร.ห่างไกล ประเมินผลการปฏิบัติงานปีละ 2 ครั้ง หากได้รับการบรรจุต้องอยู่ในสถานศึกษาไม่น้อยกว่า 4 ปี

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ลงนามหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา (ว19/2566) สำหรับสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในภูมิภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถคัดเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม มีประสบการณ์และมีศักยภาพในการบริหารสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิเศษ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้ สถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ หมายถึง สถานศึกษาที่ส่วนราชการประกาศ ซึ่งเป็นพื้นที่เกาะ หรือบนภูเขาสูงหรือเป็นหุบเขา หรือพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ไม่สามารถเดินทางด้วยภาหนะใดๆ ได้สะดวกตลอดปี หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ หรือพื้นที่อื่นใด โดยอาจนำประกาศของกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา ยกเว้นสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย

นายประวิต กล่าวต่อว่า การประกาศตำแหน่งว่าง ให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ.ตั้งประกาศจำนวนตำแหน่งว่างในปัจจุบัน โดยระบุชื่อสถานศึกษาที่จะใช้บรรจุและแต่งตั้ง กรณีประกาศรับโดยระบุชื่อสถานศึกษาหลายแห่ง และผู้สมัครยื่นสมัครโดยระบุชื่อสถานศึกษามากกว่า 1 แห่ง ให้ผู้สมัครแจ้งยืนยันชื่อสถานศึกษาที่จะบรรจุและแต่งตั้งได้เพียงแห่งเดียว โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร แก่ผู้ดำเนินการก่อนวันเข้ารับการประเมิน ตามวันและเวลา ที่ผู้ดำเนินการคัดเลือกกำหนด

ทั้งนี้ ในวันสมัครเข้ารับการคัดเลือกผู้สมัครต้องรับรองตนเองด้วยว่าในวันบรรจุและแต่งตั้งตนเองไม่ติดเงื่อนไขอื่นใดที่ ก.ค.ศ.กำหนด สำหรับผู้สมัครที่ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ ต้องรับรองตนเองด้วยว่า หากตนเองเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในวันบรรจุและแต่งตั้งต้องไม่ติดเงื่อนไขการปฏิบัติหน้าที่ อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ หรือเงื่อนไขอื่นใดที่ ก.ค.ศ.กำหนด สำหรับการดำเนินการของผู้ดำเนินการคัดเลือก ต้องกำหนดจำนวนและตำแหน่งว่าง ชื่อสถานศึกษาที่จะใช้บรรจุและแต่งตั้ง กำหนดข้อตกลงการปฏิบัติหน้าที่ตามลักษณะงาน กำหนดองค์ประกอบการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ตามข้อตกลง รวมทั้งตัวชี้วัด คะแนนการประเมิน เกณฑ์การตัดสิน กรรมการประเมิน และวิธีการประเมิน โดยจะต้องประกาศรับสมัครก่อนวันรับสมัครไม่น้อยกว่า 7 วัน

“เงื่อนไขกรณีผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ฯนี้ ต้องได้รับการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้มีการประเมิน 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน หากผลการประเมิน 6 เดือนแรกไม่ผ่าน ให้ผู้ประเมินแจ้งผลการประเมินให้ผู้รับประเมินทราบ เพื่อพัฒนาตนเองและปรับปรุงการปฏิบัติงานในหน้าที่ และเมื่อครบ 6 เดือนหลัง ให้มีการประเมินครั้งที่ 2 หากผ่านการประเมิน ให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่อไป หากไม่ผ่านการประเมินทั้ง 2 ครั้ง จะต้องถูกดำเนินการตามาตรา 71 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารับเงินเดือนในอัตรากำลังทดแทน พ.ศ.2551

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์นี้ ต้องอยู่ในสถานศึกษาที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งไม่น้อยกว่า 4 ปีนับตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง จึงจะสามารถขอย้ายออกจากสถานศึกษานั้น หรือเข้ารับการคัดเลือกเพื่อเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งอื่นได้ กรณีที่ตรวจสอบภายหลังแล้วพบว่า ผู้สมัครรายใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง จะต้องถูกเพิกถอนคำสั่งบรรจุและแต่งตั้ง และจะเรียกร้องสิทธิใดๆ ไม่ได้ ในกรณีที่ผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา ออกจากราชการก่อนระยะเวลาการประเมิน 1 ปี เช่น ลาออก หรือเกษียณอายุราชการ หรือเสียชีวิต เป็นต้น ให้ยุติการประเมิน ณ วันที่ออกจากราชการ โดยให้ถือว่าออกจากราชการในตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง หากกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้หรือมีปัญหาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ให้เสนอ ก.ค.ศ.พิจารณาหรือวินิจฉัย” นายประวิต กล่าว

ด้าน นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า การรับสมัครผู้อำนวยการโรงเรียนและรองผู้อำนวยการโรงเรียน จะไม่มีการสอบข้อเขียน แต่จะใช้การประเมิน โดยล่าสุดตนได้สั่งการให้เขตพื้นที่ฯ คัดลือกโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่พิเศษ ตามที่ประกาศ ก.ค.ศ.กำหนดอเสนอชื่อโรงเรียนให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ พิจารณา ว่า เป็นโรงเรียนพื้นที่พิเศษหรือไม่ ภายในวันที่ 18 กรกฎาคม ก่อนจะส่งรายชื่อเสนอให้ เลขาธิการ กพฐ.และ ก.ค.ศ.พิจารณา ประกาศให้เป็นโรงเรียนในพื้นที่พิเศษต่อไป โดยจากนั้นจึงจะประกาศปฏิทินสอบพร้อมกับรอบปกติ เพื่อให้ผู้ที่มีสิทธิสอบได้เลือกว่าจะสมัครสอบไปเป็นผู้บริหารโรงเรียนห่างไกล หรือสมัครสอบคัดเลือกในกลุ่มโรงเรียนทั่วไป

สพฐ.รุกพัฒนาระบบเทคโนโลยีใช้บริหาร-จัดการศึกษายุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743200

สพฐ.รุกพัฒนาระบบเทคโนโลยีใช้บริหาร-จัดการศึกษายุคดิจิทัล

สพฐ.รุกพัฒนาระบบเทคโนโลยีใช้บริหาร-จัดการศึกษายุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 11.37 น.

“อัมพร”เผยผลการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการ สพฐ.ใช้ข้อมูลมาตัดสินใจได้ แต่เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ยังสะดุด เล็งชงของบฯพัฒนาทั้งซอฟต์แวร์-ฮาร์ดแวร์

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า สพฐ.ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อรวบรวมระบบงานหลักของ สพฐ.ในการใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐานแล้ว ดังนี้ 1. ระบบบริหารข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (DMC) เป็นระบบที่พัฒนาเพื่อบริหารจัดการงบประมาณ ให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับรายการหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ภาครัฐให้การสนับสนุน 2. ระบบบริหารงานบุคคล (HRMS) เป็นระบบบริหารงานบุคลากรในสังกัด สพฐ. 3. ระบบงานทะเบียนวัดผล (SGS)  เป็นระบบที่ใช้ในการบริหารจัดการผลการเรียนของนักเรียน 4. ระบบบริหารงานที่ดินสิ่งก่อสร้าง (B-OBEC) เป็นระบบที่บริหารจัดการข้อมูลเกี่ยวกับ อาคารสถานที่ ตลอดจนที่ดิน สิ่งก่อสร้าง 5. ระบบงานสารบรรณ (Smart Obec) เป็นระบบบริหารจัดการ การรับส่งเอกสารทางราชการ ตั้งแต่ระดับสถานศึกษา จนถึงหน่วยงานภายในสำนักงานคณะกรรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 6. ระบบติดตามสุขภาพจิตนักเรียน (School Health Hero) เป็นระบบที่คอยติดตาม สุขภาพจิตของนักเรียน ตลอดจนแจ้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้การช่วยเหลือ ปรึกษาและรักษา และ 7. ระบบฐานข้อมูลครู นักเรียน สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (SET) เป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลนักเรียนของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ซึ่งทั้งหมดนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลนักเรียน ข้อมูลบุคลากร งบประมาณ และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน เป็นระบบงานคอมพิวเตอร์ ที่ใช้เป็นเครื่องมือปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาโดยตรง เป็นระบบอัตโนมัติ ที่จะนำมาแทนที่การปฏิบัติงานแบบเดิม

“ระบบเทคโนโลยีฐานข้อมูลกลางควรเป็นภาพรวมใหญ่ของประเทศ ซึ่ง สพฐ.เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ขวบ จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีสถานศึกษาในสังกัด 29,312 แห่ง มีครู และบุคลากรทางการศึกษา  5 แสนกว่าคน ดูแลนักเรียนในสังกัดทั่วประเทศมากกว่า 6.5 ล้านคน ดังนั้น เรารอไม่ได้และถ้าไม่นำเทคโนโลยีมาใช้ก็จะไม่ทันการณ์ สพฐ.จึงได้พัฒนาระบบของเราขึ้น และจากการใช้งานระบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า เรื่องเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการ เป็นไปในทิศทางที่ดี เราสามารถดึงข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการบริหารได้หมด แต่เรื่องเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน นั้น ประสิทธิภาพยังไม่เต็มที่ ทั้งในส่วนของซอฟต์แวร์ โปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน และ ในส่วนของฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ รวมไปถึงเรายังไม่สามารถจัดหาเครื่องมือให้ครู และนักเรียน ได้อย่างเพียงพอ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต เครื่องมือต่างๆควรมีทุกโรงเรียน เพียงพอและทันสมัย มีอินเทอร์เน็ตครอบคลุมพื้นที่อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เป็นต้น

ดร.อัมพร กล่าวด้วยว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตระหนักถึงเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้มอบหมายให้ สพฐ.จัดทำโครงการ ‘การพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อรองรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของกระทรวงศึกษาธิการ ’ เป็นเมกกะโปรเจคขนาดใหญ่ ในกรอบวงเงิน 3,550 ล้านบาทเศษ โดยมีเป้าหมายให้มีระบบประมวลผลแบบคลาวด์ระดับกระทรวงศึกษาธิการ หรือ MOE Private Cloud เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการใช้ทรัพยากรระบบคอมพิวเตอร์ร่วมกัน, มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้แห่งชาติโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐาน, มีรูปแบบการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐาน และ มีระบบเครือข่ายการศึกษาขั้นพื้นฐาน (OBEC Network) ให้มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง เป็นเครือข่ายเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเชื่อมต่อสถานศึกษาและหน่วยงานในสังกัดให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยได้เสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติในภาพรวมใหญ่ ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีมติให้ความเห็นชอบในหลักการเฉพาะส่วนที่เป็นระบบคอมพิวเตอร์ ในกรอบวงเงิน 3,198 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ สพฐ.ก็จะจะมีการหยิบยกเรื่องนี้มาหารือ และเสนอของบประมาณอีกครั้ง

‘ปลัด มท.-นายกสมาคมแม่บ้านฯ’แถลงการแสดงโขนพระราชทาน จ.นครศรีธรรมราช ตอน‘หนุมานชาญกำแหง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743162

‘ปลัด มท.-นายกสมาคมแม่บ้านฯ’แถลงการแสดงโขนพระราชทาน จ.นครศรีธรรมราช ตอน‘หนุมานชาญกำแหง’

‘ปลัด มท.-นายกสมาคมแม่บ้านฯ’แถลงการแสดงโขนพระราชทาน จ.นครศรีธรรมราช ตอน‘หนุมานชาญกำแหง’

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 08.09 น.

‘ปลัด มท.’และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย แถลงข่าวการแสดงโขนพระราชทาน จ.นครศรีธรรมราช ตอน ‘หนุมานชาญกำแหง’ เชิญชวนประชาชนชาวนครศรีธรรมราช และจังหวัดภาคใต้ ร่วมรับชมศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงอันหาชมยาก 22 – 23 ก.ค. 66 เวลา 1 ทุ่มตรง ณ สนามหน้าเมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

วันนี้ (12 ก.ค. 66) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความปรารถนาดีและความรัก ความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทยในการศึกษาเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมสำคัญของชาติ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมล้ำค่าของแผ่นดินไทยให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ด้วย “ทรงปรารถนาให้มีการแสดงโขนพระราชทานให้ประชาชนในทุกจังหวัดได้รับชม” เพราะทรงเล็งเห็นว่าประชาชนในต่างจังหวัดจะไม่มีโอกาสได้ชมโขนสดเหมือนประชาชนในกรุงเทพมหานคร

“โดยเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา เวลา 18.00 น. ที่สนามหน้าเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวการจัดการแสดงโขนพระราชทาน จังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2566 ตอน “หนุมานชาญกำแหง” แสดงโดยคณะนักแสดงจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยมี นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ดร.กณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นายขวัญชัย รอดมณี นายกเทศมนตรีเมืองปากพนัง นายธนคม เจริญฤทธิ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง นางโนรี ฤทธิโชติ รองนายกเทศมนตรีเมืองปากพูน หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนและสื่อมวลชน ร่วมในงาน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานที่แน่วแน่ในการทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีหลวง เพื่อที่จะให้การแสดงโขนเป็นสิ่งที่จะแสดงภูมิปัญญาของชาติไทย ความเป็นอัตลักษณ์ของภูมิปัญญาไทย ทั้งเรื่องการแสดงโขนที่เป็นแบบดั้งเดิมที่พวกเราจะมีโอกาสได้ชมกันในวันที่ 22 – 23 กรกฎาคม 2566 และการต่อยอดการแสดงโขนผ่านโขนภาพยนตร์ HANUMAN White Monkey อันเป็นก้าวแรกของวิวัฒนาการการแสดงโขนยุคใหม่ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทำให้พวกเราได้ร่วมรับชมกันทั่วประเทศแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า พระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดการต่อยอดศิลปวัฒนธรรมการแสดงชั้นสูงของชาติเพื่อทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้เด็กอยากที่จะสืบสาน รักษาศิลปวัฒนธรรมไทยแขนงต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของการแสดงโขนทั้งเรื่องดนตรี เครื่องแต่งกาย ท่วงท่าร่ายรำให้คงอยู่

“การที่พระองค์ได้พระราชทานให้โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงได้นำโขน ตอน “หนุมานชาญกำแหง” มาแสดงที่จังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นความโชคดีของพี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโชคดีของคนนครศรีธรรมราช เพราะถ้าพลาดการแสดงในครั้งนี้ ต้องรอถึงอีก 20 ปีถึงจะได้รับชมอีก ทั้งนี้ การแสดงโขนยังทำให้เกิดการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในจังหวัดใกล้เคียงและทั่วประเทศเดินทางมาที่นครศรีธรรมราช ซึ่งทุกคนก็จะได้มาใช้เงินในการจับจ่ายใช้สอย เช่าที่พัก ซื้ออาหารการกิน ซื้อของฝาก กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจภาพรวมของจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกด้วย และประการสำคัญที่สุด “โขน” ยังสอนให้คนเป็นคนดี เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และตระหนักถึงความสำคัญของความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สะท้อนถ่ายทอดความงดงามทางวรรณศิลป์ นาฏกรรม ดนตรี เครื่องแต่งกายให้คงอยู่คู่สังคมไทย และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้เตรียมการแสดงหน้าม่าน “การแสดงโนรา” ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมสำคัญของชาวปักษ์ใต้ เพื่อที่จะแสดงหน้าม่านเบิกโรงอีกด้วย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า การที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับความร่วมมือจากท่านนายกเทศมนตรีทั้ง 4 แห่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ในการจัดการแสดงโขนพระราชทานในปีนี้นั้น ถือได้ว่าท่านได้มีโอกาสในการที่จะสนองพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด การแสดงโขน และยังเป็นการเปิดโอกาสทำให้พี่น้องในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียงได้มาชื่นชมการแสดงโขนในจังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นการช่วยอนุรักษ์ สืบสานประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญที่มีอยู่ในโขนที่ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปะชั้นสูงชั้นเลิศ ให้มาปรากฏอยู่ ณ มหานครแห่งศรัทธา มหานครปักษ์ใต้ “จังหวัดนครศรีธรรมราช” ระหว่างวันที่ 22 – 23 กรกฎาคม 2566 ในเดือนแห่งมหามงคลวันพระบรมราชสมภพ จึงยิ่งเป็นกิจกรรมแห่งมิ่งมงคลของพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชเป็นอย่างยิ่ง

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า “โขน” ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในสากล เป็น Soft Power ของโลก เพราะเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศรับรองให้ “โขนไทย (Khon, masked dance drama in Thailand)” เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) ของมวลมนุษยชาติ และ “โนรา” ที่ทางจังหวัดจะจัดแสดง “รำโนราเบิกโรง” อันเป็นพิธีกรรมและศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่ผูกพันกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตผู้คนในภาคใต้ ก็เป็นวัฒนธรรมที่ UNESCO ได้ประกาศรับรองเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) ของมวลมนุษยชาติ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 ดังนั้นผู้ที่จะมารับชมการแสดงโขนพระราชทาน จะได้สัมผัสถึงกลิ่นไอของศิลปะวัฒนธรรมอันล้ำค่าของโลกใบนี้ถึง 2 ศิลปวัฒนธรรม คือ โขน และโนรา

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช และ 14 จังหวัดภาคใต้ ร่วมชมการแสดงโขนพระราชทาน ตอน “หนุมานชาญกำแหง” 22 – 23 กรกฎาคม 66 เวลา 19.00 น. ณ สนามหน้าเมือง นครศรีธรรมราช โดยไม่มีค่าใช้จ่าย” ดร.วันดีฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายอภินันท์ เผือกผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า พสกนิกรชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่างล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้อย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานโขนพระราชทานให้กับพี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งพวกเราทุกคนต่างตื่นเต้นและดีใจ และประชุมซักซ้อมกันหลายครั้งเพื่อที่จะจัดกิจกรรมนี้ให้ยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ และอยากให้ทุกภาคส่วนมารับชมอย่างเต็มที่ โดยตลอด 2 วัน เราจัดเวทีที่ใหญ่เกือบเต็มสนามหน้าเมือง รอบละ 8,000 ที่นั่ง ด้วยวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ ประการที่ 1 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2566 ประการที่ 2 เพื่อยกระดับความเป็นอารยธรรม ความเป็นศิลปินของชาวนครศรีธรรมราช เพราะจังหวัดนครศรีธรรมราชมีความเก่าแก่ถึง 1,800 ปี ผ่านการเป็นอาณาจักรมา 2 รอบ คือ อาณาจักรศรีวิชัยและอาณาจักรตามพรลิงค์ มีความเป็นศิลปินที่หลากหลายด้าน ซึ่งโขนพระราชทานจะมายกระดับอารยธรรมของเราให้สูงขึ้น ประการที่ 3 เพื่อให้โอกาสพี่น้องประชาชนทั้งชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชกว่า 1,500,000 คน และพี่น้องจังหวัดใกล้เคียง ได้ร่วมรับชมโขนที่เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูง และประการที่ 4 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช ดังแนวความคิด “มานะ มานครฯ มาหาศรัทธา” เราจะจัดกิจกรรมนี้ให้ยิ่งใหญ่ที่สุดให้สมพระเกียรติที่สุด

นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง กล่าวว่า โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณก่อตั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ในปัจจุบันโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ยังคงเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าของประเทศ ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“การแสดงโขนพระราชทาน จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อง รามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญกำแหง แสดงโดยคณะนักแสดงจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ควบคุมการแสดงโดย รศ.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) กำกับการแสดงอาจารย์เฉลิมศักด์ ปัญญวัตวงศ์ บรรเลงดนตรีไทยโดยวงโรหิตาจล จับตอนตั้งแต่กำเนิดหนุมาน จนได้เป็นข้าทหารของพระราม ช่วยพระรามรบกับทศกัณฐ์จนชนะ และได้รับประทานสมญาศักดิ์เป็นพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศาครองเมืองนพบุรี ซึ่งโขนศาลาเฉลิมกรุง เป็นคณะโขนที่ได้คัดเลือกนักแสดงกว่า 100 คน ที่ได้รับการฝึกฝนนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย จากหลากหลายสถาบันเข้าร่วมแสดง โดยรักษาอัตลักษณ์แห่งโขนไว้อย่างครบถ้วน ทั้งด้านขนบจารีตในการแสดงและพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่อง (Authenticity) คุณค่าแห่งศิลปะชั้นสูงอันเป็นส่วนหนึ่งของมรดกไทย (Thai Heritage) และความเป็นมหรสพเพื่อความบันเทิง (Entertainment) ธำรงไว้ซึ่งความงดงามตามจารีตดั้งเดิม ทั้งลีลาและท่วงท่าการแสดงล้วนเน้นความประณีตอ่อนช้อย การแสดงมีกระบวนท่าที่สวยงาม รวดเร็ว กระชับ ดนตรีไทยบรรเลงสดโดยวงโรหิตาจล ถ่ายทอดผ่านการแสดงอันวิจิตรงดงาม ดำเนินเรื่องด้วยการพากย์และเพลงหน้าพาทย์แบบโบราณ เรื่องราวสั้นกระชับด้วยการพากย์เจรจา ชมท่วงท่าความสง่างามของกระบวนทัพของพระรามและทศกัณฐ์ และสนุกสนานตื่นเต้นไปกับลีลากระบวนท่าของลิง ที่หาชมยากยิ่งในปัจจุบัน นอกจากผู้ชมจะได้รับชมวิจิตรงดงามของกระบวนทัพพระรามกับทศกัณฐ์แล้ว ยังจะได้รับความสนุกสนานตื่นเต้นไปกับลีลากระบวนท่าของลิงที่หาชมยากยิ่ง นอกจากนี้ยังแฝงข้อคิดมากมายผ่านตัวละครหนุมาน ที่เปรียบเสมือนเป็นผู้แทนของข้าราชบริพารที่มีความจงรักภักดีต่อพระราชา มีความกตัญญู ซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อหน้าที่ ที่ต้องพึงปฏิบัติ โดยเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” นางนฤมลฯ กล่าวเพิ่มเติม

ดร.กณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ทุกภาคีเครือข่ายของจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานในครั้งนี้ โดย “สนามหน้าเมือง” แห่งนี้เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ด้านหน้าของกำแพงเมือง ซึ่งในอดีตคนต้องมาแวะค้างที่บริเวณนี้ก่อนเข้าเมือง และจะชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่ครั้งโบราณ และการแสดงศิลปะชั้นสูงแต่กลับมาแสดงในสถานที่นี้อีกครั้ง โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จะอำนวยความสะดวกด้านสถานที่และการส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน นักเรียนโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช มารับชมรอบละ 30,000 คน

นายขวัญชัย รอดมณี นายกเทศมนตรีเมืองปากพนัง กล่าวว่า การแสดงโขนเป็นศิลปะชั้นสูง ที่หาชมได้ยาก จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมชมกันให้มากที่สุด เพื่อที่จะรักษาศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงนี้ให้คงอยู่มากที่สุด โดยเทศบาลเมืองปากพนังสนับสนุนด้านสถานที่อย่างเต็มกำลัง

นายธนคม เจริญฤทธิ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง กล่าวว่า เทศบาลเมืองทุ่งสงมีความเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานโขนพระราชทานครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนด้านน้ำดื่มและอาหารให้กับนักแสดง ตลอดการแสดง

นางโนรี ฤทธิโชติ รองนายกเทศมนตรีเมืองปากพูน กล่าวว่า ตนรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมากที่จังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้มีการแสดงโขนพระราชทาน โดยเมื่อได้รับทราบเรื่องจากทางจังหวัด จึงได้ให้สถานีวิทยุของเทศบาลและทุกช่องทางได้สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นได้ทราบและมาร่วมรับชม และเทศบาลฯ ยังได้ร่วมสนับสนุนการจัดพิธีบวงสรวง รวมทั้งได้จัดเตรียมของที่ระลึกเป็นภาพแกะหนังตะลุงเพื่อมอบเป็นของที่ระลึก โดยเราพร้อมที่จะดูแลและเชิดชูโขนให้ดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป

‘มข.’อินเทรนด์เปิด‘Threads’ แอปฯ น้องใหม่อัปเดตข้อมูล-ข่าวสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743033

‘มข.’อินเทรนด์เปิด‘Threads’  แอปฯ น้องใหม่อัปเดตข้อมูล-ข่าวสาร

‘มข.’อินเทรนด์เปิด‘Threads’ แอปฯ น้องใหม่อัปเดตข้อมูล-ข่าวสาร

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Threads ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ไทย และกลายเป็นคำค้นหายอดนิยมใน Google ตั้งแต่ช่วงเช้า หลัง Meta เจ้าของ Facebook และ Instagram เปิดตัวแอปพลิเคชั่นน้องใหม่ “Threads” หรือ เธรด ซึ่งดาวน์โหลดใช้งานได้ทั้งบน Android และ iOS สำหรับแอปพลิเคชั่นดังกล่าว จะเชื่อมโยงข้อมูลกับ Instagram โดยมีการใช้งานคล้ายคลึงกับ Twitter ซึ่ง Meta ให้คำนิยามไว้ว่าเป็น “แอปพลิเคชั่นสนทนาแบบข้อความ” และ Threads จะกลายเป็นชุมชนที่ทุกคนจะเข้ามารวมตัวกันเพื่อหารือในหัวข้อที่สนใจและจะกลายเป็นเทรนด์ในวันถัดไป

ท่ามกลางการแข่งขันของแพลตฟอร์มต่างๆ ในยุคดิจิทัล อาจสะท้อนว่า สื่อปัจจุบันไม่สามารถผูกมัดผู้รับสารได้เหมือนอย่างในอดีตอีกต่อไป และประชาชนมีส่วนสำคัญในการสะท้อนปัญหาการใช้งานและมีสิทธิเลือกใช้งานแอปพลิเคชั่นที่
ตอบโจทย์มากที่สุด ล่าสุด 6 กรกฎาคม 2566 มีผู้ใช้งาน Threads แล้วมากกว่า 5 ล้านคนภายในวันแรกที่เปิดตัวให้บริการ

โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ก็ได้เล็งเห็นถึงช่องทางการสื่อสารและอัปเดตข้อมูลให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากร และประชาชนได้รับทราบอย่างรวดเร็ว เข้าถึงง่าย และมีประสิทธิภาพจึงได้เปิดบัญชีThreads https://www.threads.net/@khonkaenuniversity แล้วเช่นกัน ซึ่งหลังจากเข้าร่วม Community พบว่า การใช้งานอาจคล้ายคลึงกับ Twitter ในหลายส่วน ทั้งการโพสต์ข้อความที่เป็นตัวอักษรโดยผู้ใช้ที่ไม่ได้ติดตามหรือติดตามบัญชีสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นตอบกลับโพสต์ได้ กดหัวใจ และรีโพสต์ หรือ อ้างอิงโพสต์ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังสามารถแนบรูปภาพ วีดีโอ และลิงก์ต่างๆ ได้เช่นเดียวกับ Twitter อีกด้วย โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกว่าจะติดตามผู้ใช้ที่ติดตามบนบัญชี Instagram ก่อนหน้านี้ได้ทั้งหมดอีกด้วย โดยแอปพลิเคชั่นคล้ายคลึง Twitter ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้ง Truth Social, Bluesky หรือ Mastodon ที่ก่อนหน้านี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ใช้งาน Twitter บางส่วนสะท้อนปัญหาว่า “ทวิตเตอร์ไม่เหมือนเดิม” หลังเปิดตัวฟังก์ชั่นหลายอย่างที่ไม่ตอบโจทย์ เช่น การมองเห็นทวีตได้น้อยลง หากไม่สมัครสมาชิก Twitter Blue เป็นต้น ขณะที่สำนักข่าวBBC รายงานว่า แอปพลิเคชั่น Threads อาจเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดที่ Twitter ต้องเผชิญ

อวดโฉมแลนด์มาร์คงานศิลป์เมืองเลย ‘ฮีตเก่าคองหลังบนผนังกำแพงบ้านไทเฮา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743032

อวดโฉมแลนด์มาร์คงานศิลป์เมืองเลย  ‘ฮีตเก่าคองหลังบนผนังกำแพงบ้านไทเฮา’

อวดโฉมแลนด์มาร์คงานศิลป์เมืองเลย ‘ฮีตเก่าคองหลังบนผนังกำแพงบ้านไทเฮา’

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปลื้มปริ่มกันถ้วนหน้า กับบรรยากาศแห่งความสุข ใน กิจกรรมโครงการปฏิบัติการสร้างสรรค์ศิลปะ “ฮีตเก่าคองหลังบนผนังกำแพงบ้านไทเฮา” บริเวณตลาดฮิมห้วยน้ำหมาน ชุมชนบ้านแฮ่ ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลย โดยเป็นการรวมตัวของศิลปินเลยตามเลย เกือบ 30 คน ที่เชื้อเชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและประชาชน ได้แก่ จังหวัดเลย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย สภาวัฒนธรรมจังหวัด เทศบาลเมืองเลย และชาวชุมชนบ้านแฮ่ มาร่วมสะบัดพู่กัน และแปรงสี อวดงานฝีมือสร้างสรรค์ผลงานศิลปะลงบนกำแพง บริเวณตลาดฮิมห้วยน้ำหมาน ประมาณ 20 จุดมีความยาวประมาณ 500 เมตร ปักธงประกาศแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปะแห่งใหม่ของ จ.เลย

ผศ.วรพรรณ ภูวิจารย์ ประธานกลุ่มศิลปินเลยตามเลย เล่าว่า โครงการปฏิบัติการสร้างสรรค์ศิลปะ ฮีตเก่าคองหลังบนผนังกำแพงบ้านไทเฮา ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จากโครงการเงินอุดหนุนการพัฒนา และส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงาน
ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม โดยให้ชาวเลยได้มาร่วมกันสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิต ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยใช้กำแพงบ้านบริเวณถนนคีรีรัฐ เทศบาลเมืองเลย รอบๆ ตลาดฮิมห้วยน้ำหมาน ซึ่งเป็นตลาดวัฒนธรรม มาเป็นแลนด์มาร์คนำเสนอผลงาน

“พวกเรามุ่งหวังให้พื้นที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยนี้ เป็นแหล่งเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชน ในพื้นที่ ได้รับรู้และสัมผัสถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม สังคม ของชาวเลย ซึ่งมีวิถีถิ่นของคนไทเลยและวัฒนธรรมความเป็นอยู่มีการทำนา การประกอบอาชีพทอผ้า เลี้ยงช้าง เลี้ยงวัว เลี้ยงควายมาตั้งแต่ครั้งเริ่มก่อตั้งเมืองเลย โดยมีการสืบสานอัตลักษณ์ด้านภาษาไทเลย และการแต่งกาย ด้วยผ้าฝ้ายและผ้าไหม ลวดลายพื้นเมืองโบราณห่มด้วยผ้าเบี่ยงเอาไว้อย่างงดงาม ซึ่งเป็นการใช้ศิลปะสร้างสุนทรียภาพให้คนในชุมชน และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ของ จ.เลยด้วย” ผศ.วรพรรณ กล่าว

นายพยุง เหล็กดี นายอำเภอเมืองเลย กล่าวว่า การที่เหล่าศิลปินท้องถิ่น และศิลปินที่รับราชการเป็นครูสอนศิลปะมาร่วมกัน สร้างสรรค์งานศิลปะบนผนังกำแพงบ้าน และผนังกำแพงริมห้วยน้ำหมาน เป็นการใช้พลังบวรมาค้นหาอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชนมาสร้างความสัมพันธ์ของสถาบันครอบครัวให้มีการอบรมสั่งสอนปลูกฝังศีลธรรม และค่านิยมที่ดีงามแก่ลูกหลานผ่านทางผลงานศิลปะสะท้อนถึงวิถีชีวิตของบรรพบุรุษที่สร้างบ้านแปงเมืองพัฒนาจากชุมชนเล็กๆ จนขยายเจริญเติบโตมาถึงปัจจุบัน และขอให้มีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสวยงามปรากฏต่อผู้ที่สัญจรไป-มา ตลอดจนผู้ที่มีความสนใจได้มาชม อยู่เป็นศรีสง่าของชุมชนบ้านแฮ่เทศบาลเมืองเลยต่อไป

หนุน ‘ป่าชุมชน-ฝายมีชีวิต’ สร้างรายได้-ลดโลกร้อน-ดีต่อสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743038

หนุน ‘ป่าชุมชน-ฝายมีชีวิต’  สร้างรายได้-ลดโลกร้อน-ดีต่อสุขภาพ

หนุน ‘ป่าชุมชน-ฝายมีชีวิต’ สร้างรายได้-ลดโลกร้อน-ดีต่อสุขภาพ

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 05.15 น.

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า-ประเทศไทย (RECOFTC-Thailand) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิชุมชนไท และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) สนับสนุนและขับเคลื่อนการบริหารจัดการป่าชุมชนและฝายมีชีวิตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อเร็วๆ นี้

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ พอช. กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในปี 2561 ได้สนับสนุนโครงการ “ประชารัฐร่วมใจสร้างฝายมีชีวิต” เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ สร้างความชุ่มชื้นให้ผืนดิน ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการพัฒนาและฟื้นฟูป่าไม้ โดยใช้ “ฝายกั้นน้ำ” หรือ “ฝายชะลอน้ำ” เป็นวิธีหนึ่งในการช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนดิน และเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟูป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร คืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่แผ่นดิน

โดย พอช. ชุมชน ภาคีเครือข่ายรวมทั้งภาคเอกชน ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการฝายมีชีวิต ซึ่ง พอช.มีงบประมาณจำกัด จึงชวนภาคเอกชนที่สนใจมาร่วมโครงการ เช่น สนับสนุนงบประมาณปลูกป่า-สร้างฝายมีชีวิต ทำโครงการคาร์บอนเครดิตลดโลกร้อน รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนปลูกไม้มีค่า พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกต้นไม้ดีๆ ได้ประมาณ 200 ต้น ได้ต้นละ 2-3 หมื่นบาท จะได้มูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท

“หาก 1 ชุมชนปลูก 1,000 ไร่ จะสร้างมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปใน 3 ปี ด้วยมือเรา และในอนาคตจะมีการต่อยอดในพื้นที่ป่าชายเลนที่สามารถจัดทำแผนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างพื้นที่สีเขียว ป่าไม้ประเทศไทยจะอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านก็จะอยู่ดีมีสุข” นายกอบศักดิ์ กล่าว

นายเดโช ไชยทัพ ประธานคณะทำงานสนับสนุนการขับเคลื่อนป่าชุมชนและฝายมีชีวิต พอช. กล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการป่าชุมชนและฝายมีชีวิต จะดำเนินกิจกรรมหลัก4 กิจกรรม 1.อนุรักษ์และแบ่งประเภทการใช้ประโยชน์ของป่าชุมชนและฝายมีชีวิต 2.บริหารจัดการน้ำของชุมชน 3.พัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนและเครือข่าย และ 4.ใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนและฝายมีชีวิตบนฐานการบริหารการจัดทรัพยากรอย่างยั่งยืน เช่น การเชื่อมโยงเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ซึ่งการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้จะใช้งบประมาณดำเนินการรวม 3,498,000 บาท

แต่จะสามารถตีเป็นมูลค่าการตอบแทนทางสังคมได้กว่า 21 ล้านบาท ในการขับเคลื่อนปีที่ 1 และต่อยอดการดำเนินการของชุมชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่ออีกอย่างน้อย 5 ปี นอกจากนี้ จะสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น มีส่วนร่วมในการบริหารป่าชุมชนด้วยการสร้างอาชีพ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ และพัฒนาศักยภาพของชุมชน และเป็นส่วนหนุนเสริมให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“คณะทำงานชุดนี้จะทำหน้าที่ส่งเสริมชุมชนที่มีความพร้อมและอยากจัดตั้งป่าชุมชน รวมทั้งชุมชนที่จัดตั้งป่าชุมชนแล้ว จัดทำแผนจัดการป่าชุมชนและฝายมีชีวิต และใช้ประโยชน์จากป่าตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชนพ.ศ. 2562 เพื่อเป็นพื้นที่นำร่องประมาณ 15 แห่งภายในปีนี้ และนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป” นายเดโช กล่าว

นายบรรณรักษ์ เสริมทอง รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของทิศทางดังกล่าว อยากเห็นชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่มาดูแลปกป้องและฟื้นฟูผืนป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 กรมป่าไม้ ได้ส่งเสริมการจัดตั้งป่าชุมชนทั่วประเทศแล้ว 12,117 แห่ง ชุมชนมีส่วนร่วม 13,855 หมู่บ้าน เนื้อที่รวม 6.64 ล้านไร่ จากการประเมินของกรมป่าไม้มีประชาชนได้รับประโยชน์จากป่า 3,948,675 ครัวเรือน

เกิดมูลค่าการพึ่งพิงป่าชุมชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ จำนวน 4,907 ล้านบาท การกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ในป่าชุมชนเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน รวม 42 ล้านตันคาร์บอน การกักเก็บน้ำในดินและการปล่อยน้ำท่า 4.562 ล้านลูกบาศก์เมตร และการประเมินมูลค่าของระบบนิเวศของป่า 595,857 ล้านบาท กรมป่าไม้ตั้งเป้าสนับสนุนการจัดตั้งป่าชุมชนเพิ่มเป็น 15,000 แห่งทั่วประเทศ ชุมชนมีส่วนร่วม 18,000 หมู่บ้าน เนื้อที่รวม 10 ล้านไร่ ในปี 2570

“และสิ่งที่อยากจะให้เกิดขึ้นคือ การพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวและให้บริการ ซึ่งต้องดำเนินการในรูปแบบกลุ่ม/วิสาหกิจชุมชน และต้องไม่ใช่การใช้ไม้หวงห้ามในพื้นที่ป่าสงวน เพื่อนำมาใช้ในการขายไม้ท่อน การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก (BCG)” รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว

นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพประชาชน แต่ปัจจุบันโลกเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกจาก World Economic Forum เมื่อปี 2022 พบว่า ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดใน3 อันดับแรกของโลกช่วง 10 ปีต่อจากนี้คือ ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

ซึ่งจะเห็นได้ชัดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ลานีญาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของไทยทำให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) คุณภาพอากาศเลวร้าย โดยเฉพาะภาคเหนือติดอันดับเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกหลายวันติดต่อกัน แนวทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพดังกล่าว “ป่าชุมชน” เป็นอีกหนึ่งของกลไกที่สามารถจัดการปัญหานี้ได้

“สสส. สานพลังภาคีเครือข่ายทำงานอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนตามฐานทรัพยากรของพื้นที่ รวมถึงหนุนเสริมกลไกบริหารจัดการด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการ พร้อมพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ให้เกิดการสร้างรายได้ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจากป่าชุมชนคาร์บอนเครดิตให้ประชาชนเห็นประโยชน์ของป่าที่มากกว่าสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสุขภาพอย่างยั่งยืนด้วย” นายชาติวุฒิ กล่าว

สำหรับพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) สนับสนุนและขับเคลื่อนการบริหารจัดการป่าชุมชนและฝายมีชีวิตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นความมุ่งมั่นร่วมกันสนับสนุนการบริหารจัดการป่าชุมชนและฝายมีชีวิตในพื้นที่ป่าชุมชน สร้างความตระหนักให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการจัดการป่าชุมชนและฝายมีชีวิตให้เกิดความยั่งยืนเสริมความเข้มแข็งชุมชน เสริมรายได้ครัวเรือน และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนท้องถิ่น มีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ และผู้แทนชุมชนที่จะขับเคลื่อนโครงการป่าชุมชนนำร่อง 15 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมงานรวมกว่า 80 คน