มุมมองทางวิศวกรรมต่อกรณี‘เสาตอม่อสะพาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743036

มุมมองทางวิศวกรรมต่อกรณี‘เสาตอม่อสะพาน’

มุมมองทางวิศวกรรมต่อกรณี‘เสาตอม่อสะพาน’

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 05.00 น.

จากกรณีเสาตอม่อสะพานแห่งหนึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีความบางนั้น สะพานดังกล่าวเป็นสะพานขนาดใหญ่ มีช่วงยาวและมีความสูงมาก เมื่อมองด้วยสายตาเสาตอม่อดูแล้วก็ค่อนข้างบาง อย่างไรก็ตามการออกแบบสะพานและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการจ้างวิศวกรออกแบบ และที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้าง จึงเชื่อได้ว่าจะมีมาตรฐานทางวิศวกรรมอยู่แล้วระดับหนึ่ง

“การออกแบบสะพานและเสาตอม่อ จะต้องคำนึงถึงน้ำหนักบรรทุกประเภทต่างๆ ที่สะพานต้องรองรับ เช่น น้ำหนักของตัวสะพานเอง น้ำหนักรถบรรทุกที่มาวิ่ง แรงลมแรงแผ่นดินไหว แรงจากสภาวะแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนการทรุดตัวของเสาเข็มและถ้าเป็นเสาตอม่อในแม่น้ำ ก็ต้องออกแบบให้ต้านแรงปะทะจากเรือชน และแรงกระแสน้ำด้วย

จากรูปที่เห็น ระบบโครงสร้างของสะพาน ตัวเสาตอม่อยึดติดแน่นกับพื้นสะพานด้านบน ส่วนปลายด้านล่างยึดแน่นกับฐานราก และมีเสาหลายต้นในแนวตามยาวของสะพาน จึงมีพฤติกรรมการรับน้ำหนักเป็นโครงข้อแข็งต่อเนื่อง (Rigid frame) เป็นระบบโครงสร้างที่แข็งแรง แตกต่างจากสะพานอื่นๆ ที่นำคานสะพานมาวางบนเสาตอม่อเฉยๆ”

สำหรับประเด็นที่เป็นกระแสข่าวนั้น เนื่องจากว่า “สะพานดังกล่าวก่อสร้างมานานเกือบ 30 ปีแล้ว” ต้องไปดูว่าข้อกำหนดในการออกแบบ (TOR) ของสะพานตัวนี้ ว่ามีการระบุน้ำหนักที่ต้องพิจารณาไว้อย่างไรบ้าง ครบถ้วนและใช้ค่าที่เป็นปัจจุบันหรือไม่โดยเฉพาะ “เรื่องแรงแผ่นดินไหว ซึ่งในอดีต กฎหมายและมาตรฐานต่างๆ ยังไม่เป็นค่าปัจจุบัน เพราะยังไม่ได้มีการศึกษาเรื่องแรงแผ่นดินไหวอย่างจริงจังนัก” ดังนั้นคาดว่าหน่วยงานต่างๆ คงจะกำหนดแรงแผ่นดินไหว โดยการอ้างอิงจากมาตรฐานต่างประเทศเช่น มาตรฐาน AASHTO มาใช้ในการออกแบบสะพาน

สำหรับประเด็นนี้ มีเรื่องที่ควรพิจารณาคือ “ค่าแรงแผ่นดินไหวและแนวทางการออกแบบที่อ้างอิงตามมาตรฐานต่างประเทศ อาจจะแตกต่างจากมาตรฐานแผ่นดินไหวของประเทศไทยที่กำหนดในปัจจุบัน ซึ่งมีมาตรฐานออกมาในปี 2550 และที่ปรับปรุงใหม่ปี 2561” รวมทั้งรายละเอียดสภาพชั้นดินอ่อนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีผลต่อการขยายคลื่นแผ่นดินไหวด้วย และด้วยเหตุที่ว่า สะพานช่วงยาวมีการขยับตัวมาก ก็อาจทำให้เสาเคลื่อนที่ และเสาสูงที่มีความชะรูดมาก ก็อาจเกิดปัญหาในการรับน้ำหนักขึ้นได้ ภายใต้แผ่นดินไหวที่รุนแรงในอนาคต

แม้โดยส่วนตัวจะเชื่อว่าสะพานดังกล่าวได้มาตรฐานทางวิศวกรรมและมีความแข็งแรงระดับหนึ่ง แต่ก็คงไม่สามารถยืนยันได้โดยเพียงการสังเกตด้วยตาเปล่าเท่านั้น ในกรณีดังกล่าวในทางวิศวกรรมสามารถพิสูจน์กำลังรับน้ำหนักของโครงสร้างได้ โดยการวิเคราะห์และประเมินซ้ำใหม่ ภายใต้ชุดข้อมูลแรงของแผ่นดินไหวที่เป็นค่าปัจจุบัน และไม่แต่เฉพาะสะพานเท่านั้น โครงสร้างสำคัญอื่นๆ เช่น เขื่อน หากมีข้อมูลแรงแผ่นดินไหวหรือแรงอื่นๆ ที่ปรับเปลี่ยนไปตามการศึกษาใหม่ ก็ควรมีการวิเคราะห์และประเมินซ้ำเช่นกัน

ไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนกกับเรื่องดังกล่าว แต่ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบ ให้ประชาชนหายสงสัย พร้อมทั้งมีผลการวิเคราะห์ประเมินกำลังรับน้ำหนักของสะพานภายใต้แรงกระทำที่เป็นปัจจุบัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน!!!

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ

นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้าง

แห่งประเทศไทย

หลายฝ่ายห่วงเด็ก 126 คนกลับพม่าปลอดภัยหรือไม่ นักกฎหมายชี้รัฐทำผิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743109

หลายฝ่ายห่วงเด็ก 126 คนกลับพม่าปลอดภัยหรือไม่ นักกฎหมายชี้รัฐทำผิด

หลายฝ่ายห่วงเด็ก 126 คนกลับพม่าปลอดภัยหรือไม่ นักกฎหมายชี้รัฐทำผิด

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.03 น.

หลายฝ่ายห่วงเด็ก 126 คนกลับพม่าปลอดภัยหรือไม่ นักกฎหมายชี้รัฐทำผิด “ครูแดง”แนะเปิดใจกว้าง ด้านผอ.ศูนย์การเรียนไร่ส้มยกตัวอย่างเด็กได้ดีจาก รร.ไทยรัฐวิทยา 6 จบป.ตรีเปิดร.ร.สอนภาษาไทยในย่างกุ้ง

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 ได้มีการจัดเสวนาออนไลน์เรื่อง “เด็กนักเรียนไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร์ อยู่ตรงไหนของกฎหมาย 3 ฉบับ คือพรบ.คุ้มครองเด็ก พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พรบ.คนเข้าเมือง โดยมีวิทยากรด้านสิทธิเด็กและนักการศึกษาเข้าร่วม ดำเนินรายการโดยฐปณีย์ เอียดศรีไชย

นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ “ครูแดง” อดีตสว.เชียงราย และกรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่าจากข้อมูลล่าสุดในการประชุมที่ จ.เชียงราย มีข้อสรุปว่า เด็กนักเรียนโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ซึ่งไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ 126 คน และถูกส่งกลับมายังเชียงรายเพื่อผลักดันกลับประเทศพม่า ขณะนี้ได้มีการส่งเด็กกลับไปแล้ว 59 เหลือ 67 คน และในจำนวนนี้มี 40 คนที่พ่อแม่จะมารับ ซึ่งที่ประชุมได้มีการพูดถึงกรณีที่เด็กบางส่วนเคยเรียนอยู่โรงเรียนชายแดนในจังหวัดเชียงรายก่อนที่จะไปเรียนที่ จ.อ่างทอง และ ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ได้สนับสนุนให้เด็กทุกคนได้เรียนหนังสือ ซึ่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นว่าควรเปิดโอกาสให้เด็กที่ยังต้องการเรียนหนังสือ ได้เรียนต่อตามความสมัครใจที่โรงเรียนชายแดน โดยขอให้เข้าเมืองมาใหม่อย่างถูกต้อง และผอ.เขตการศึกษาเชียงรายรับรองว่าจะหาโรงเรียนให้ได้แน่นอน สำหรับกลุ่มเด็กที่ไม่พบผู้ปกครอง จะให้คณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน หาผู้ปกครองที่สามารถจะเลี่ยงดูเด็กได้อย่างดี ให้เด้กได้รับการศึกษา

อดีตสว.เชียงรายกล่าวว่าในส่วนของภาพรวม ควรเน้นกฎหมายคุ้มครองเด็ก และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก นโยบาย Education for All ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 2548 ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาการจัดการศึกษาให้แก่ผู้ที่ไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร์ สร้างความเข้าใจให้แก่สถานศึกษาในประเทศไทย ตนจึงเสนอว่ากระทรวงศึกษาธิการควรประชุมคณะกรรมการฯ เพราะขณะนี้ยังมีเด็กกลุ่มใหญ่ ทั้งที่มีรหัส G ของกระทรวงศึกษาธิการ และเด็กที่ไม่มีรหัส G ที่รับการศึกษาโดยองค์กรภาคประชาสังคมจัดตั้งศูนย์การเรียนตลอดแนวชายแดนไทยพม่า และจัดการเรียนเป็นภาษาที่เข้ากับเด็ก ภาษาชาติพันธุ์ และมีการเชื่อมโยงหลักสูตรกับพม่าและภาษาอังกฤษ

นางเตือนใจกล่าวว่า สำหรับ พรบ.คุ้มครองเด็กนั้น เด็กจากพม่าเข้ามาไทยเพื่อแสวงหาความปลอดภัย มีการศึกษา และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของอาเซียนและของโลก หากไทยได้เป็นผู้นำแนวคิดว่า เด็กที่อพยพเข้ามาหาเราจะมีพื้นที่ปลอดภัย มีการศึกษา มีหลักสูตรที่เข้ากับความเร่งด่วนและสถานการณ์ชีวิต อีกทั้งอาเซียนควรหาแนวทางร่วมมือสนับสนุนการศึกษาของเด็กในบริบทการเคลื่อนย้าย องค์กรของสหประชาชาติ UNICEF UNHCR ก็ควรให้การสนับสนุน

“ผู้ใหญ่ทุกหน่วยงานต้องเปิดใจกว้าง ก้าวข้ามข้อจำกัด กฎหมายควรส่งเสริมไม่ใช่เป็นข้อจำกัด” นางเตือนใจกล่าว

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า พล.ต.อ.สุรเชษ หรือ“บิ๊กโจ๊ก” เน้นเรื่องกฎหมายคนเข้าเมือง แต่กรณีนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องมี 3 เรื่อง สำหรับเรื่องการศึกษา เรามีมติครม. 2548 และระเบียบรับเข้าเรียน พศ. 2548 ให้คนทุกคนในประเทศไทยได้รับการศึกษา นโยบายนี้ไทยเรามองว่าการลงทุนทางการศึกษาเป็นการลงทุนที่ต่ำที่สุด ขยายโอกาสให้ทุกคนได้เรียน เลิกจำกัดพื้นที่ไม่ใช่เฉพาะในภูมิลำเนา ซึ่งเด็กกลุ่มนี้แม้ไม่มีเอกสารไม่มีหลักฐาน ก็สามารถเรียนได้โดยไม่จำกัดพื้นที่ ดังนั้นการจัดการศึกษาที่อ่างทอง จึงไม่ได้ผิดกฎหมาย การมองว่าเด็กต้องอยู่เฉพาะชายแดนนั้นไม่จำเป็น

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ยังมีเด็กอีกนับแสนคนที่ไปเรียนที่สมุทรสาคร กทม. ที่ไม่ใช่พื้นที่ชายแดน ก็ให้เรียนเป็นปกติ และหากเรียนจบสูงก็สามารถไปต่างประเทศ มีความรู้ความสามารถก็สามารถ เป็นโอกาสที่เรามอบให้ ในเรื่องการเข้าเมือง หากไม่ใช่เด็กสัญชาติไทย เข้าเมืองผิดกฎหมาย

“เด็กเหล่านี้ผิดหรือไม่ อาจผิด แต่ ตม.ไม่เคยจับเด็กเพราะเด็กมาเองไม่ได้ หากจับต้องจับผู้ใหญ่ที่พาเข้ามา เมื่อเด็กเข้ามา ตอนนี้เราไม่พบความผิดกฎหมายอื่นของคณะครู การตรวจสอบของพม. และศธ. ก็ไม่มีพบความผิด เป็นเพียงการนำพามาเข้ามา การให้ที่พักพิง หากผิดว่า ผอ.นำเข้าเมืองผิดกฎหมาย แล้วสำหรับเด็ก ในคดีอาญาหากศาลยังไม่ตัดสินถึงที่สุดถือว่าบริสุทธิ์ เวลานี้ยังส่งกลับไม่ได้ ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือกลับในกรณีที่รับสารภาพ แต่กฎหมายก็ไม่ได้ให้อำนาจรัฐในการผลักดันใครกลับ นอกจากเป็นทหารที่มีคนล้ำเส้นพรมแดนเข้ามา”นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์กล่าวว่า กรณีนี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถผลักดันกลับได้ ส่งกลับพม่า ต้องถามว่าเด็กเหล่านี้เป็นพลเมืองพม่าหรือไม่ รัฐพม่ามีอำนาจรัฐรับกลับหรือไม่ หากเขามิใช่ประชาชนพม่าเราก็ส่งไม่ได้ การส่งต้องรัฐต่อรัฐ การส่งกลับต้องปลอดภัย มีการดูแลที่ดี ปัจจุบันพม่ารบกัน มีสงคราม โรงเรียนไม่เปิด เด็กจำนวนมากไม่มีที่เรียน การส่งกลับนี้เด็กจะปลอดภัยหรือไม่

“ตั้งแต่มีมติครม. 2548 มีการให้เงินสนับสนุนการศึกษาเด็กโดยกระทรวงการคลัง โดยให้เด็กนักเรียนมีรหัส G Code ปัจจุบันมีประมาณ 8 หมื่นคน เป็นเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่เป็นเลขที่ยืนยันบุคคลว่าเขาอยู่บนแผ่นดินไทย คนเราก็ต้องดูแล หากเราช่วยกันปัญหาก็จะค่อยๆ ได้แก้ไข การผลักดันกลับไม่ตรงกับสาเหตุ” ประธานมูลนิธิกล่าว

นายวีระ อยู่รัมภ์ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าเด็กเหล่านี้รับการศึกษาเป็นไปตามนโยบายการบันทึกรหัส G และรายการทะเบียนราษฎร สำหรับเด็กเหล่านี้ การออกจากสถานศึกษา ควรหาโรงเรียนใหม่ให้ก่อนแล้วจึงย้ายมา แต่กรณีนี้เด็กต้องขาดโอกาสทางการศึกษา ไม่ได้เรียนหลายเดือน ควรแยกแยะว่าเด็กบางคนก่อนหน้าที่เคยเรียนที่ไหนมาก่อน เมื่อเกิดสุญญากาศก็ต้องกลับไปหาครอบครัว เด็กกลุ่มนี้ต้องการที่สุดคือโอกาสทางการศึกษาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต เด็กเรียนจบไปก็มีชีวิตที่ดีขึ้น

ผอ.ศูนย์การเรียนไร่ส้มกล่าวว่า เคยพบเด็กที่เรียนจบจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6  ได้เรียนต่อจนจบปริญญาและกลับไปเปิดโรงเรียนสอนภาษาไทยที่ย่างกุ้ง เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าโอกาสในการศึกษาเป็นโอกาสพัฒนาคน การเปิดให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาซึ่งมีแล้วในระดับนโยบายของไทย แต่ปัญหาเกิดในทางปฏิบัติ

“สำหรับเด็กในลักษณะนี้ เราจะทำอย่างไรให้เข้ามาอย่างถูกต้อง เช่น ทำเขตการศึกษาชายแดน ทำให้ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ทำอย่างไรที่จะคุ้มครองเด็กในการศึกษาในประเทศไทย การทำวีซ่าอาจเป็นไปไม่ได้เพราะเด็กไม่ได้เป็นพลเมืองพม่า แต่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีความยากลำบากในการเข้าระบบกฎหมายของพม่า การเข้าเมืองผิดกฎหมายก็จะทำให้ทุกอย่างผิดไปหมด เด็กไม่รู้ บางคนมากับเพื่อน ติดมากับกลุ่มต่างๆ

พม่าเวลานี้รบกันอยู่ เด็กแสวงหาที่ปลอดภัย ทำไมเด็กไปอยู่ จ.อ่างทอง เพราะเป็นโรงเรียนที่มีที่พัก มีอาหาร มีการสอน หลายกรณีก็อยู่ที่บ้านพัก หรือบวชเณรเรียนที่วัด ทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ถูกกฎหมาย จำเป็นต้องมองหลายๆ มุมเพื่อเป็นอนาคตของประเทศ ของโลก”นายวีระ กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนไร่ส้มฯ กล่าวว่า เด็กๆ ที่เข้ามาเนื่องจากหนีภัยสงคราม เด็กๆ มีบาดแผลในใจที่เจ็บปวดมาก ต้องเยียวยาให้เด็กรู้สึกปลอดภัย สำหรับเด็กที่ออกมานานแล้ว พม่าไม่ได้สงบหลายปีที่ผ่านมา สำคัญที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ คือหาที่ปลอดภัยสำหรับลูก” ผอ.ศูนย์การเรียน กล่าว 

ปลัด มท. ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743108

ปลัด มท. ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)

ปลัด มท. ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.01 น.

ปลัด มท. ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) ณ บ้านกาพระ หมู่ที่ 10 ต.สระแก้ว อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เน้นย้ำ การขับเคลื่อนงานทุกอย่างจะสำเร็จได้อย่างยั่งยืนด้วย “ผู้นำและทุกภาคีเครือข่ายในพื้นที่”

วันที่ 11 กรกฎาคม 2566 เวลา 12.30 น. ที่ฝายคลองกาพระ บ้านกาพระ หมู่ที่ 10 ต.สระแก้ว อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) โดยมี นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายวราพงษ์ เกียรตินิยมรุ่ง ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมสำรวจ กรมที่ดิน นายรัฐพล นราดิศร รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมลงพื้นที่ โดยมี นายอภินันท์ เผือกผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายศรัทธา ทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายเอกชัย สุนทร นายอำเภอท่าศาลา หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องประชาชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “นายอำเภอ” เป็นผู้นำสูงสุดของอำเภอในการทำหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชน บำบัดทุกข์ คือ ทำให้ทุกข์ของประชาชนหมดไป    บำรุงสุข คือ การทำให้ประชาชนได้รับการส่งเสริมต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกิดความยั่งยืน เช่น ส่งเสริมให้ประชาชนมีผักสวนครัว สวนสมุนไพรเพิ่มพูนขึ้นเพื่อให้มีความมั่นคงด้านอาหาร และถ่ายทอดไปยังลูกหลาน ทำให้เขาสามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตัวเองในอนาคต ทำให้เด็กหัดเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ปลูกและดูแลผักสวนครัว   รวมถึงนโยบายเด็ก 1 คน ปลูกต้นไม้ประจำตัว 1 ต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ “นายอำเภอต้องเป็นผู้นำ” พาทีมปลัดอำเภอลงไปพูดคุยกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะ “ทุกสังคมต้องมีผู้นำ” ที่วัดต้องมีเจ้าอาวาส หมู่บ้านต้องมีผู้ใหญ่บ้าน ตำบลต้องมีกำนัน ซึ่งผู้นำอย่างนายอำเภอก็ต้องมีทีมรัฐมนตรี คือ ปลัดอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ และภาคีเครือข่าย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานหลักการว่า “7 ภาคีเครือข่าย” คือ ภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน รวมถึงเยาวชน และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด น้อมนำมาเป็นหลักการทรงงาน เรียกว่า “บวร” คือ บ้าน วัด ราชการ “บรม” ตือ บ้าน ราชการ มัสยิด และ “ครบ” คือ คริสต์ ราชการ บ้าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาคสื่อสารมวลชน” ซึ่งทุกวันนี้พวกเราทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ ทุกคนจึงสามารถเป็นสื่อมวลชนในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สิ่งดี ๆ ให้แพร่หลาย ในขณะเดียวกัน ก็เป็นแหล่งข่าวในการนำข่าวสารทั้งที่ดี เช่น มีคนดีมีจิตอาสาในพื้นที่ช่วยเหลือคนในชุมชน และข่าวที่เป็นทุกข์ของประชาชน เช่น มีบ้านใกล้เรือนเคียงที่เดือดร้อน ไม่มีหลังคา ไม่มีห้องน้ำ ก็สามารถเป็นสื่อแจ้งมายังท่านนายอำเภอ ปลัดอำเภอ เพื่อบูรณาการภาคีเครือข่ายเข้าให้ความช่วยเหลือ

“นายอำเภอเป็นผู้นำทีมอำเภอ ทั้งทีมที่เป็นทางการ และทีมจิตอาสาจาก 7 ภาคีเครือข่าย ช่วยกันทำให้คนในหมู่บ้านรวมตัวกันเป็น “คุ้มบ้าน” “กลุ่มบ้าน” “หย่อมบ้าน” เพื่อให้เกิดความใกล้ชิด มีการดูแลกันแบบกลุ่มบ้านที่ใกล้ชิด ซึ่งในหมู่บ้านก็จะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นเสาหลัก รวมกับข้าราชการผู้รับผิดชอบประจำตำบล ทั้งปลัดอำเภอ เกษตรอำเภอ ฯลฯ ที่ต้องรู้หน้าที่ โดยทั้งทีมข้าราชการและทีมจิตอาสาทั้ง 2 กลุ่มต้องทำงานคู่ขนานเคียงข้างกันไปว่าจะต้องร่วมกันคิด ร่วมกันปรึกษาหารือ ร่วมกันทำ นำมาซึ่งการร่วมรับประโยชน์ อันเป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงสรุปผ่านการขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริทั้ง 4,741 โครงการ ซึ่งต้องทำอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยประธานคุ้ม หัวหน้าคุ้ม ชาวบ้านในทุกครัวเรือน ต้องมาพูดคุยกันในทุกสัปดาห์ ในทุกเดือน หรือในทุกวันได้จะยิ่งทำให้เข้มแข็ง โดยมีปลัดอำเภอประจำตำบลเป็นผู้ประสานงานร่วมพูดคุยกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า นายอำเภอจะทำงานแบบหัวเดียวกระเทียมลีบไม่ได้ ต้องมี 7 ภาคี ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยพูดคุย ด้วยการน้อมนำพระราชดำริด้านการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น ส่งเสริมบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทำให้ทุกครัวเรือนมีบ้านเรือนที่สะอาด ปลูกผักสวนครัวปลูกพืชสมุนไพร ก็เป็นหน้าที่ของ อสม. ที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันโรคระบาด ทำให้ร่างกายไม่ป่วย ด้วยการบริโภคอาหารปลอดภัยจากสารเคมี แล้วยังทำให้เราประหยัดรายจ่าย เกิดความรักความสามัคคีในครัวเรือน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ที่เกินเลยไปของการเป็นจิตอาสา และยังถือเป็นหน้าที่ปกติที่เป็นไมตรีจิตวิถีชีวิตของพวกเราคนไทย และ อสม. ยังสามารถช่วยเป็นผู้สื่อข่าว คอยรายงานว่า บ้านไหนลำบาก ไม่มีทุนการศึกษาเล่าเรียน ไม่มีชุดเครื่องแบบนักเรียน เครื่องแบบลูกเสือ-เนตรนารี มีคนป่วยติดเตียงไม่มีคนดูแล ไม่มีส้วม ไม่มีอาชีพ เป็นหนี้เป็นสิน มีคนติดยาบ้ายาเสพติด ช่วยกันดูแลวิถีชีวิตปกติของทุกครัวเรือน เพื่อให้นายอำเภอรู้ปัญหา แล้วนำทีมทั้งท้องถิ่นและท้องที่และ 7 ภาคีมาช่วยกัน ทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน

“นายอำเภอต้อง “บูรณาการคน” ด้วยการทำให้บุคลากร ทำให้ข้าราชการทุกสังกัด ได้ร่วมกันสร้างการรับรู้และขยายผลข้อมูลข่าวสารและทุกเรื่องของทุกหน่วยงานไปยังพี่น้องประชาชน และ “บูรณาการงาน” เช่น เรื่อง แอปพลิเคชันไทยดี (ThaID) ต้องไปช่วยกันสร้างการรับรู้วิธีการดาวน์โหลดอย่างง่าย เพื่อเป็นการสร้างมิติใหม่ของการทำธุรกรรมภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีความสะดวก รวดเร็ว ผ่านช่องทางดิจิทัล และมีความปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยงในการใช้เอกสารราชการปลอมในกระบวนการยืนยันตัวตนของระบบเดิมและเพื่อสนับสนุนการบริการประชาชนของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้การประกอบธุรกิจและการทำธุรกรรมต่าง ๆ ในยุคดิจิทัล และ Thailand 4.0 ให้มีความรวดเร็ว มั่นคง และปลอดภัย สามารถบริการพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์จากในแอปพลิเคชันในการแสดงตัวทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งในอนาคต จะได้พัฒนาเพิ่มเติมเอกสารราชการอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ E-Document Wallet ในแอปพลิเคชันต่อไป เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน รณรงค์ให้เด็กได้กตัญญูกตเวที  ขณะเดียวกันให้เด็กเป็นคนส่งข่าวแจ้งข่าวความเดือดร้อน เพื่อรายงานมายังนายอำเภอ โดยไม่ต้องรอสื่อมวลชนให้ข่าว จนเกิดอาชีพถ้าเดือดร้อนต้องร้องสื่อ เมื่อเป็นข่าวจึงจะไปช่วยเหลือ ซึ่งนายอำเภอและฝ่ายปกครองต้องรู้ทุกเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนและบูรณาการทีมเข้าให้การช่วยเหลือด้วยการมีภาคีเครือข่ายเป็นแหล่งข่าวกระจายทุกพื้นที่” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอให้นายอำเภอท่าศาลา ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกท่าน ได้ร่วมพูดคุย ร่วมปรึกษาหารือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา เพื่อร่วมรับประโยชน์อย่างเป็นประจำ เป็นนิจศีล เป็นวิถีชีวิต เพื่อทุกคนจะได้ร่วมรับประโยชน์ในทุกเรื่อง ทั้งการแบ่งพื้นที่เป็นกลุ่มบ้าน หย่อมบ้าน ช่วยกันติดตามดูแลสมาชิก มีการลงแขกสร้างความสามัคคีกันในกลุ่ม ทำไป คุยไป หยอกเย้าไป สร้างความสามัคคี มีกระบวนการส่งเสริมถ่ายทอดไปยังเด็ก เยาวชน ลูกหลาน ให้มีความรู้ ให้ได้ฝึกปฏิบัติ ทั้งการนำสวดมนต์ไหว้พระ ประกอบศาสนพิธี ถวายผ้าป่า ทำให้เด็กได้มีสิ่งที่มีคุณค่าไปทำให้เกิดประโยชน์กับสังคม ซึ่งทุกอย่างจะสำเร็จได้ “ผู้นำ” ทั้งนายอำเภอ ปลัดอำเภอ และภาคีเครือข่ายทุกส่วน “ต้องดี” แล้วความยั่งยืนจะเกิดขึ้น ทำให้บ้านกาพระแห่งนี้ และทุกหมู่บ้านเป็น “หมู่บ้านยั่งยืน”

นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า หมู่บ้านยั่งยืน หมายถึง คนต้องช่วยกันดูแลให้มีความสามัคคีปรองดอง มีความเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีสภาพชีวิตที่อยู่อย่างพอเพียง มีการเผื่อแผ่ในมิติต่าง ๆ ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ในชีวิตประจำวัน รักษาสภาพสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้าน/ชุมชน ทั้งการบริหารจัดการขยะครัวเรือน มีถังขยะเปียกลดโลกร้อน ส่งเสริมภูมิปัญญา วัฒนธรรมจารีตประเพณีท้องถิ่น ให้พวกเราได้ยึดถือร่วมกัน และหลีกเลี่ยงอบายมุขสิ่งไม่ถูกไม่ควรต่าง ๆ ช่วยกันดูแลป้องกันอาชญากรรม เป็นหูเป็นตาให้กับพื้นที่ ช่วยกันให้มีความเป็นอยู่ที่มีความสุขอย่างยั่งยืน

นายเอกชัย สุนทร นายอำเภอท่าศาลา กล่าวว่า ตำบลสระแก้ว มีพื้นที่ตั้งห่างจากอำเภอท่าศาลา ประมาณ 11 กิโลเมตร มีพื้นที่ 24,756 ไร่ มีการปกครองท้องที่ 11 หมู่บ้าน มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนตำล โดยมีนายประจักษ์ พิมเสน เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้ว ประชากร 1,936 ครัวเรือน 5,453 คน เป็นชาย 2,601 คน หญิง 2,852 คน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ อาชีพหลัก คือ ทำสวนยางพารา ทุเรียน มังคุด และปาล์มน้ำมัน มีกลุ่มโอทอป กลุ่มโกโก้ ขนมไทย จักสาน เป็นอาชีพเสริมของคนในพื้นที่ รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน 83,610 บาท ต่อปี

“ตำบลสระแก้ว เป็นตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการส่งเสริมผู้นำ กลุ่ม องค์กร หน่วยงานภาคีเครือข่าย และประชาชนได้เรียนรู้ และนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้จนเป็นวิถีชีวิตส่งผลให้ตำบลสระแก้วเป็นตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เสริมสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการตำบลสู่ตำบลบริหารจัดการตนเองโดยใช้พื้นที่และข้อมูลสารสนเทศในตำบลเป็นฐานในการพัฒนา ร่วมกับกลไก 7 ภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งประกอบด้วย ภาคราชการ เช่น พัฒนาชุมชน เกษตร สาธารณสุข อบต.สระแก้ว กศน. ภาคศาสนา ได้รับความเมตตาจากเจ้าอาวาสและคณะสงฆ์จากวัดในตำบล ภาควิชาการ มีคณะครูในโรงเรียนของตำบลสระแก้วร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม ภาคประชาสังคม มีผู้นำกลุ่ม องค์กรต่าง ๆ ภาคประชาชน มีคนในพื้นที่ตำบลสระแก้วร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาตำบล ภาคเอกชน มีเจ้าของโรงแรมธุรกิจการท่องเที่ยว ในตำบล และ ภาคการสื่อสารสังคม ตำบลสระแก้วดำเนินการโดยใช้นักสื่อสารสังคมในตำบลในการขับเคลื่อนกิจกรรมให้เกิดเป็นตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน” นายอำเภอท่าศาลา กล่าวเพิ่มเติม

ผอ.โรงเรียนพร้อมดูแล นร.หญิง ม.3 พลาดตกระเบียงอาคารชั้น 2 กระดูกข้อมือขวาหัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743089

ผอ.โรงเรียนพร้อมดูแล นร.หญิง ม.3 พลาดตกระเบียงอาคารชั้น 2 กระดูกข้อมือขวาหัก

ผอ.โรงเรียนพร้อมดูแล นร.หญิง ม.3 พลาดตกระเบียงอาคารชั้น 2 กระดูกข้อมือขวาหัก

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.19 น.

ผอ.โรงเรียนสังคมวิทยา หนองคาย พร้อมดูแลนักเรียนหญิงชั้น ม.3 ทำกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ พลาดตกระเบียงอาคารชั้น 2 กระดูกข้อมือขวาหัก

นายวิษณุ อึ้งตระกูล ผอ.โรงเรียนสังคมวิทยา อ.สังคม จ.หนองคาย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ค.66 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 15.00 น.ทางโรงเรียนได้จัดกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ นักเรียนและครูช่วยกันทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน ระหว่างนั้นได้มี ด.ญ.เยาวภา ชาอินทร์ นักเรียนชั้น ม.3/5 เก็บขยะบริเวณระเบียงชั้น 2 ของอาคารเรียนแล้วพลัดตกลงมา ทางโรงเรียนได้แจ้งรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลสังคมเข้าช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลสังคมและแจ้งผู้ปกครองนักเรียนให้ทราบ 

โดยทางคณะครูได้ติดตามไปที่โรงพยาบาลสังคมแล้ว ก่อนที่จะมีการส่งตัวนักเรียนไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย เพื่อทำการเอ็กซเรย์อย่างละเอียด และพบว่านักเรียนหญิงมีอาการกระดูกข้อมือขวาหัก ต้องเข้ารับการผ่าตัด มีอาการเจ็บแผ่นหลังร่วมด้วย ซึ่งแพทย์โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อได้ทำการผ่าตัดในวันที่ 9 ก.ค.66 การผ่าตัดเรียบร้อยดี แพทย์อนุญาตให้นักเรียนกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ 

ทางโรงเรียนจึงพานักเรียนกลับและเนื่องจากครอบครัวของนักเรียนไม่มีรถยนต์ใช้ในการเดินทางพานักเรียนไปล้างแผลที่โรงพยาบาลสังคมทุกวัน ทางโรงเรียนจึงให้ครูประจำชั้นดูแลรับส่งพานักเรียนไปล้างแผลและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมอบเงินเยียวยา ผูกแขนรับขวัญให้กำลังใจนักเรียนรวมถึงผู้ปกครอง ซึ่งยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุทางโรงเรียนรับผิดชอบดูแลอย่างเต็มที่และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองเข้าใจและไม่ได้ติดใจกล่าวโทษ โดยทางโรงเรียนจะกำชับเรื่องความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งให้ดียิ่งขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก – 003

‘ในหลวง’ทรงรับผู้บาดเจ็บจากเหตุสะพานถล่ม ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743086

'ในหลวง'ทรงรับผู้บาดเจ็บจากเหตุสะพานถล่ม ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

‘ในหลวง’ทรงรับผู้บาดเจ็บจากเหตุสะพานถล่ม ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.07 น.

“ในหลวง-พระราชินี” ทรงเสียพระราชหฤทัยกับครอบครัวผู้ที่เสียชีวิต และทรงห่วงใยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคานสะพานข้ามแยกโครงการก่อสร้างทางยกระดับถนนอ่อนนุช – ลาดกระบัง ทรุดตัว

วันที่ 11 กรกฎาคม 2566  เวลา 13.45 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายจิตรพัฒน์  ไกรฤกษ์ รองอธิบดีกรมราชเลขานุการ ในพระองค์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคานสะพานข้ามแยกโครงการก่อสร้างทางยกระดับถนนอ่อนนุช – ลาดกระบัง ทรุดตัว บริเวณหน้าห้างโลตัส สาขาลาดกระบัง ถนนหลวงเพ่ง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร  เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลหัวเฉียว เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ราย  โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 3 ราย และโรงพยาบาลลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ราย

ในการนี้ เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใย และพระราชทานกำลังใจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวแก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวได้รับทราบ การนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

‘อัมพร’ ประชุมผอ.เขตพื่นที่ฯทั่วประเทศ ณ สวนนงนุช ดูระบบบริหารจัดการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743001

'อัมพร' ประชุมผอ.เขตพื่นที่ฯทั่วประเทศ ณ สวนนงนุช  ดูระบบบริหารจัดการ

‘อัมพร’ ประชุมผอ.เขตพื่นที่ฯทั่วประเทศ ณ สวนนงนุช ดูระบบบริหารจัดการ

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 14.48 น.

“อัมพร” ประชุมผอ.เขตพื้นทีาฯทั่วประเทศ ณ สวนนงนุช  ดูระบบบริหารจัดการ การจัดทำแหล่งเรียนรู้ วิธีคิด วิธีปฏิบัติ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้

วันที่ 11 กรกฎาคม 2566 ที่สวนนงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี นายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ทั่วประเทศ  โดยมีผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมกว่า 500 คน 
โดยมีนายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวต้อนรับ และนายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุช พัทยา ให้การต้อนรับ  

นายอัมพร  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาฯ ว่า การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ได้มาดูระบบบริหารจัดการ การจัดทำแหล่งเรียนรู้ของสวนนงนุช ว่ามีวิธีคิด และวิธีปฏิบัติอย่างไร เพื่อนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตัวเอง รวมถึงอยากให้หาวิธีเปิดโอกาสให้นักเรียน โดยเฉพาะกลุ่มที่ด้อยโอกาสได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ เพื่อเปิดวิสัยทัศน์ นอกจากนี้ยังเป็นการติดตามการดำเนินการ โดยเฉพาะระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 สพฐ. ได้ประกาศให้เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งการเยี่ยมบ้านนักเรียน ให้ครูและโรงเรียนเข้ามาดูแลช่วยเหลือนักเรียน ทั้งด้านอารมณ์ สังคม สุขภาพร่างกาย เพื่อให้เด็กมีต้นทุนที่พร้อมในการเรียนรู้ โดยเฉพาะหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมากมาย 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อนักเรียนมีความพร้อมแล้ว สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ  การเตรียมครูผู้สอนให้พร้อม ซึ่งทางเขตพื้นที่ฯ จะต้องวางแผนการบริหารจัดการอัตรากำลังทั้งในเรื่องของการสรรหา บรรจุแต่งตั้งครูและผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงการบริหารจัดการบุคคลากรภายในโรงเรียน ที่บางแห่งจำนวนเด็กลดลง แต่อัตราครูยังมีอยู่เท่าเดิม ก็ต้องไปดูว่า จะสามารถเกลี่ยอัตราในส่วนที่เกิน ไปในตำแหน่งใดได้บ้าง ตรงนี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการคน รวมถึงเรื่องบริหารจัดการงบประมาณ ซึ่งจะต้องเร่งรัดเบิกจ่ายให้ทันภายใน 3 เดือนก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2566  และประการสุดท้าย เป็นเรื่องวิชาการ  ที่ผ่านมา มีการพูดคุยเรื่อง การเรียนรู้ในรูปแบบแอคทีฟเลินนิ่ง ในช่วง 1-2 ปีหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19  พูดถึงปัญหา Learning loss  หรือภาวะการเรียนรู้ถดถอย พูดถึงการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอซีที เข้ามาจัดการการเรียนรู้ ดังนั้นสุดท้ายแล้ว จะต้องมาสรุปว่า วิธีการเติมเต็มความรู้ให้กับเด็กนั้น ควรมีกี่วิธี และแต่ละกลุ่มจะมีวิธีการเติมเต็มอย่างไร โดยมีเป้าหมายหลักคือ คุณภาพผู้เรียน 

“ส่วนเรื่องการสอบครูผู้ช่วย ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีครูสอบผ่านได้น้อยนั้น อยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้มีผู้สอบไม่ผ่าน จำนวนมาก  เพื่อดูว่า มหาวิทยาลัยฝ่ายผลิตเองจะต้องปรับระบบการเรียนการสอนอย่างไร รวมถึงจะต้องส่งข้อมูลให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปพิจารณาด้วยว่า ควรจะต้องปรับหลักเกณฑ์ การสอบแข่งขันในส่วนใด เพื่อให้ผู้เข้าสอบสามารถสอบบรรจุได้มากขึ้น วันนี้หลายฝ่ายยังสับสน แม้แต่ก.ค.ศ. เองก็ออกมาระบุว่า สพฐ. ไม่อยากให้ส่วนกลางออกข้อสอบ ซึ่งความจริงไม่ใช่  และหากเป็นไปได้ ในอนาคต ผมอยากให้ สำนักงาน ก.ค.ศ. เป็นหน่วยงานกลางดำเนินการจัดสอบ ภาค ก และภาค ข ปีละ 2 ครั้ง คล้ายกับการสอบคัดเลือกข้าราชการของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รวมถึงควรจะต้องมีคลังข้อสอบ ที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาร่วมกันออก อย่างมีมาตรฐาน หากหน่วยงานใดจะจัดสอบ ก็สุ่มเลือกข้อสอบและจัดสอบโดยหน่วยงานกลาง และถ้าเขตพื้นที่ฯใดมีอัตราว่าง ก็นำคะแนนไปยื่นสมัคร เพื่อสอบสัมภาษณ์ ภาค ค ได้ทันที ตรงนี้จะทำให้การจัดสอบมีความโปร่งใส เป็นธรรมสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ ขณะเดียวกันหากมีบัญชีที่สอบไว้เหมือน ก.พ. ก็ไม่ต้องกังวล เรื่องปัญหาการโย้กย้าย เพราะครูสามารถเลือกโรงเรียนด้วยความสมัครใจ  ไม่เหมือนกับปัจจุบันที่ไม่สามารถควบคุมเรื่องการโยกย้ายได้  ปัญหาทั้งหมด ผมไม่อยากให้เป็นการแก้แบบย้อนกลับไป กลับมา อยากให้ถอดบทเรียนและแก้ไขไปข้างหน้า เพราะการให้ส่วนกลางจัดสอบและออกข้อสอบก็เคยดำเนินการมาแล้ว โดย สพฐ. ก็จ้างมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) ออกข้อสอบ ตอนนั้นก็บอกว่า ไม่ดี ไม่กระจายอำนาจ แต่พอปรับมา กระจายอำนาจให้เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการ ก็กลับอยากให้ส่วนกลางจัดสอบอีก  ซึ่งในมุมมองของผม เห็นว่าการกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่ดี แต่มหาวิทยาลัยต้องไปดูเรื่องการออกข้อสอบ ให้สามารถคัดเลือกคนมาเป็นครูได้อย่างเหมาะสม จากนี้ต้องดูว่า ต่อไปจะทำอย่างไรให้ดีกว่าเดิม คุ้มค่ากับงบประมาณ รวมถึงสามารถบรรจุแต่งตั้งครูได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน” นายอัมพร กล่าว 

เลขาธิการกพฐ. กล่าวอีกว่า ทั้งหมดนี้ ตนได้มอบเป็นข้อเสนอกับที่ประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ แล้ว ส่วนแนวทางแก้ปัญหา โรงเรียนที่ยังมีครูไม่ครบ เพราะมีผู้สอบผ่านได้น้อยนั้น เบื้องต้นจะใช้อัตรา จากการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย (ว16) กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ.ซึ่งจะเปิดรับสมัครวันที่ 21-27 กรกฎาคม สอบข้อเขียน ภาค ก ความรอบรู้และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู และสอบภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 19 สิงหาคม สอบสัมภาษณ์ วันที่ 20 สิงหาคม และประกาศผลสอบภายในวันที่ 24 สิงหาคม มาชดเชยอัตรากำลังที่ขาดก่อน หากยังไม่เพียงพอ จะให้มีการขอใช้บัญชีข้ามเขต ในพื้นที่ที่มีการสอบขึ้นบัญชีไว้เกินกว่าอัตราที่เปิดรับ อาทิ พื้นที่ที่จัดสอบโดย มสด. ซึ่งมีผู้สอบผ่านได้มาก หรือหากขอใช้บัญชีแล้วยังวิกฤตอยู่ ก็ค่อยมาดูว่าจำเป็นต้องจัดสอบอีกรอบหรือไม่ ทั้งหมดนี้ต้องหาข้อสรุปและหลังจากมีข้อมูลที่เพียงพอในการจัดสินใจ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการ ก.ค.ศ. และมหาวิทยาลัยฝ่ายผลิตร่วมกันตัดสินใจในเร็วๆนี้

ม.ศรีปทุมรับสมัคร ผู้อำนวยการ อาจารย์-เจ้าหน้าที่ หลายอัตรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742744

ม.ศรีปทุมรับสมัคร ผู้อำนวยการ  อาจารย์-เจ้าหน้าที่ หลายอัตรา

ม.ศรีปทุมรับสมัคร ผู้อำนวยการ อาจารย์-เจ้าหน้าที่ หลายอัตรา

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานบุคคล มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดรับสมัครงานบุคลากรในตำแหน่งต่างๆได้แก่ ประเภทอาจารย์ 1) คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบริหารและการจัดการสมัยใหม่ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ และสาขาวิชาธุรกิจการบิน 2) คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ (ชาวญี่ปุ่น/ชาวไทย) 3) วิทยาลัยนานาชาติ สาขาวิชาการจัดการธุรกิจ (หลักสูตรนานาชาติ) (Native Speaker) 4) คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และนวัตกรรมการพัฒนาซอฟต์แวร์ 5) คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา/ระบบราง/วิศวกรรมอุตสาหการ 7) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรม/ออกแบบภายใน/ นวัตกรรมการออกแบบ 8) วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ 9) คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบสื่อสารออนไลน์ และ10) ผู้อำนวยการสำนักงานการจัดการศึกษาต่างประเทศ โดยมีคุณสมบัติคือ การศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป มีประสบการณ์ในสายงานที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 2 ปี มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ/หรือมีผลการทดสอบด้านภาษาอังกฤษ TOEIC ตั้งแต่ 550 คะแนนขึ้นไป

เจ้าหน้าที่ได้แก่ 1.เลขานุการ สำนักงานผู้บริหาร 2.เจ้าหน้าที่ Multi-Graphic Designer ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3.เจ้าหน้าที่งานสื่อสารตลาด/การตลาดออนไลน์ 4.เจ้าหน้าที่งานเสียง ประจำศูนย์มีเดีย 5.เจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียน/สำนักงานวิชาการคุณสมบัติคือ เพศ ชาย/หญิง อายุไม่เกิน 30 ปี จบปริญญาตรี/โท ทุกสาขา มีประสบการณ์การทำงานด้านเอกสาร หรือความเชี่ยวชาญทางด้านงานเทคนิค มีใจรักงานบริการและสามารถทำงานเป็นทีมได้ มีทักษะการสื่อสารทางภาษาอังกฤษ ฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นอย่างดีมี ทักษะทางคอมพิวเตอร์ ประสานงานทั้งในและนอกหน่วยงาน และ งานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย สนใจส่งข้อมูลใบสมัครได้ที่ http://staffscms.spu.ac.th/job/หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ คุณชุติมา chutima.ph@spu.ac.th/คุณดวงกมล dwangkamol.so@spu.ac

ไวไวเปิดคลินิกฟุตบอลเยาวชนฯ ที่โคราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742749

ไวไวเปิดคลินิกฟุตบอลเยาวชนฯ ที่โคราช

ไวไวเปิดคลินิกฟุตบอลเยาวชนฯ ที่โคราช

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว” จัดโครงการ “WAIWAI FOOTBALL Academy 2023” คลินิกฟุตบอลเยาวชนเคลื่อนที่ โดยมี นายสมปอง จันทรี ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 3 เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยผู้เกี่ยวข้องกับการกีฬา ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ (สนามบน) จ.นครราชสีมา เมื่อเร็วๆ นี้

ซีเอ็ด อคาเดมี และ NYC English LLC เปิดตัวแอปใหม่‘NYC ENGLISH’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742747

ซีเอ็ด อคาเดมี และ NYC English LLC  เปิดตัวแอปใหม่‘NYC ENGLISH’

ซีเอ็ด อคาเดมี และ NYC English LLC เปิดตัวแอปใหม่‘NYC ENGLISH’

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) โดย นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการบริษัท พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมกับมร.มาร์ค เอ็มเมอร์สัน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการของ NYC ENGLISH LLC พันธมิตรด้านการศึกษา ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษในรูปแบบออนไลน์ ผ่านทางแอปพลิเคชั่น เปิดตัว “NYC ENGLISH เวอร์ชั่น 3.0” ที่สอนทักษะด้านภาษาอังกฤษทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน เรียนรู้ไวยากรณ์ และการอ่านออกเสียง โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะการพูดและการฟังเป็นพิเศษ สามารถใช้เพื่อเสริมหลักสูตร และเพื่อการเรียนรู้อิสระได้ด้วยตนเอง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้สะดวกที่สุด เลือกเวลาเรียนเอง และเรียนได้ทุกที่ทุกสถานการณ์

แอปพลิเคชั่น “NYC ENGLISH” เวอร์ชั่น 3.0 ประกอบด้วย ตัวอย่างวีดีโอบทสนทนาพร้อมคำอธิบายมากกว่า 600 วีดีโอ มากกว่า 10,000 วลี มีแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนกว่า 900 แบบ ซึ่งผู้เรียนสามารถฝึกพูดคุยกับครูเจ้าของภาษาได้ และสามารถรองรับการใช้งานทุกอุปกรณ์ พร้อมรองรับการให้บริการทั้งในหลักสูตรระดับเบื้องต้น (BASIC) และระดับกลาง (INTERMEDIATE) และในระดับสูง (ADVANCE) จะเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคมนี้ ผู้เรียนสามารถใช้งานได้แล้วทั้งภาษาไทย และภาษาสเปน ในอนาคตสำหรับภาษาอื่นๆ จะเริ่มทยอยเพิ่มขึ้นเร็วๆ นี้

ในโอกาสนี้ ซีเอ็ด ร่วมกับ NYC ENGLISH LLC มอบสื่อการเรียนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ มูลค่ารวมกว่า 1,045,500 บาท ให้แก่หน่วยงานและองค์กรที่เข้าร่วมงาน โดยมีตัวแทนหน่วยงานต่างๆ เป็นผู้รับมอบ ได้แก่ TRC Data Center, SE-ED, สำนักหอสมุดแห่งชาติ, โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์, International Youth Robot Competition, Human Capital Excellence Center และ KRU TONO (ครูโตโน่) เจ้าของเพจ TOEIC990 เป็นต้น

มธ. แนะโรดแมป ปลดหนี้สาธารณะ และสร้างวินัยการเงินระยะยาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742755

มธ. แนะโรดแมป ปลดหนี้สาธารณะ  และสร้างวินัยการเงินระยะยาว

มธ. แนะโรดแมป ปลดหนี้สาธารณะ และสร้างวินัยการเงินระยะยาว

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า หลังพบปี 2566 ประเทศไทยมี “หนี้สาธารณะไทย” สะสมสูงถึง 10 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 60-61 ของจีดีพี โดยจัดอยู่ในประเทศที่มีภาระหนี้สาธารณะอันดับที่ 120 ของโลกและอันดับ 4 ของอาเซียน สาเหตุจากรัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย และเล็งวางกู้เงินกว่า 3.22 ล้านล้านบาทเพื่อลงทุนพัฒนาสังคม-โครงสร้างพื้นฐาน-เยียวยากลุ่มคนเปราะบางต่อไป จากสถานการณ์ดังกล่าว คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. ได้วิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์และสถิติ ร่วมกับบริบททางสังคมของประเทศไทย จึงขอนำเสนอโรดแมป “ลดหนี้สาธารณะ” เพื่อเป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐของไทย ใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หรือพิจารณาจากความคุ้มค่าในการก่อหนี้, ระยะกลาง ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการประกอบอาชีพ และระยะยาวได้แก่ ยกระดับศักยภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหารด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น

ส่วนทางด้าน “หนี้ครัวเรือน” เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 90 ในไตรมาสที่ 4/2565 จากสถิติปี 2563-2564 ที่พบว่าร้อยละ 34.3 เป็นหนี้เพื่อการอุปโภค-บริโภคส่วนบุคคลอื่น และร้อยละ65.7 เป็นหนี้เพื่อการลงทุนและสร้างรายได้ในอนาคต คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. มีแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาวแก่ภาคครัวเรือนและวัยรุ่นสร้างตัวโดยการสร้าง “วินัยการเงินให้เป็นเรื่องใกล้ตัวได้ง่ายๆ” ใน 3 ขั้นตอน คือ 1.เป็นหนี้ให้น้อยที่สุด 2.มีเงินเก็บสำหรับฉุกเฉิน และ 3.ลงทุนให้เป็น ปลดล็อกเพื่อความมั่งคั่งในอนาคต พร้อมชวนปรับแนวคิดในสมการ “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” หรือ “เก็บออมก่อนใช้” โดยเริ่มจากการออมขั้นต่ำ 10-20% ของรายได้ ส่วนกลุ่มแรงงานรายวันที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ใช้โมเดลการออมที่เหมาะสม ราว 5-10% ของรายได้ต่อวัน

ทั้งนี้ คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและร่วมหาทางออกหนี้สาธารณะของประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน ผ่านการเรียนการสอนของสาขาคณิตศาสตร์และสถิติของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ที่บูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อให้ผู้เรียนมีองค์ความรู้รอบด้านและสามารถเรียนข้ามหลักสูตรกันได้ตรงตามความสนใจของตนเอง สามารถปรับตัวให้สอดคล้องความต้องการของสังคมและประเทศชาติ ตลอดจนตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต โดยสาขาวิชาคณิตศาสตร์และสถิติ ได้พัฒนาหลักสูตรคณิตศาสตร์วิชาเอกคณิตศาสตร์ หลักสูตรคณิตศาสตร์วิชาเอกวิทยาการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หลักสูตรคณิตศาสตร์ประยุกต์ หลักสูตรคณิตศาสตร์การจัดการ หลักสูตรสถิติวิชาเอกสถิติศาสตร์ หลักสูตรสถิติวิชาเอกวิทยาการวิเคราะห์ข้อมูล หลักสูตรวิทยาการประกันภัยขึ้นใหม่โดยมุ่งเน้นให้แต่ละหลักสูตรผลิตบัณฑิตที่มีทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyzing) โดยนำความรู้และเครื่องมือที่ตนได้ศึกษาในแต่ละหลักสูตรมาใช้ศึกษาปัญหาโลกจริงและนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์เพื่อเป็นข้อมูลเพื่อการตัดสินใจผ่านการทำวิจัยในวิชาโครงงาน เช่น ปัญหาด้านการจัดการโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าทางการเกษตรได้ ปัญหาด้านการเงินและการลงทุน การออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยการออกแบบและกำหนดราคาสินทรัพย์ทางการเงิน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีรายวิชาและกลุ่มรายวิชาที่ทันสมัยและมีผลกระทบสูงต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มรายวิชาทางจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ กลุ่มรายวิชาทางด้านการวิเคราะห์ กลุ่มรายวิชาด้านการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายและแก้ปัญหาทางโลกจริงที่ซับซ้อน เป็นต้น ผู้สนใจศึกษาต่อคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SCI-TU) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://sci.tu.ac.th/