‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761099

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.33 น.

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย พร้อมเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาฯ เผยปลายเดือนนี้ทางสมาคมฯ เตรียมจัดงานสัมมนา ที่ รร.เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ 

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 ที่ มหาวิทยาลัยสยาม นายภณวัชร์นันท์ (พะ-นะ-วัด-นัน) ไกรมาตย์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายพลศักดิ์ ปิยะทัต อุปนายกสมาคมฯ  ว่าที่ ร.ต. สรายุทธ์ บุญเลิศกุล  กรรมการและเลขาธิการฯ นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด กรรมการสมาคมฯ และคณะ เข้าพบปะหารือกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไตรทศ ขําสุวรรณ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม เพื่อหารือถึงกรอบความร่วมมือในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมไทย ให้เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของคนไทยและคนทั้งโลก 

นายภณวัชร์นันท์ กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากทางมหาวิทยาลัยสยาม ให้มาร่วมกันวางกรอบความร่วมมือในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของไทย ซึ่งตนในฐานะนายกสมาคมฯ มีความยินดีที่จะร่วมมือกันกับทางมหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯ ได้ระบุในแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยสยาม ปีการศึกษา 2564-2566 โดยวางวิสัยทัศน์เอาไว้ว่า เป็นสถาบันชั้นนำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน (Leading Institution Creating Innovation for Sustainable Future) โดยมุ่งเน้นความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเพื่อสร้างนวัตกรรม และทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม มีความสามารถในการเสริมสร้างนวัตกรรมที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติต่างๆ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ ที่ระบุว่า ปลูกฝัง เสริมสร้างและ ส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีต้นทุนสังคมของความเป็นนักประดิษฐ์คิดค้น และดําเนินการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยให้มีมาตรฐาน คุณภาพและประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยเพื่อออกสู่ตลาดในประเทศและสู่สากลได้ อย่างเต็มภาคภูมิทัดเทียม นานาอารยประเทศ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญและความมั่นคงของประเทศ พร้อมทั้งแสวงความร่วมมือระหว่างสมาคม ฯ กับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  รวมทั้ง ในฐานะที่ตนเป็นนายกสมาคมฯ ตั้งใจมาเรียนเชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไตรทศ เข้าเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของสมาคมฯ ซึ่งจะได้ง่ายต่อการประสานงานในอนาคต โดยหลังจากนี้ตนจะเดินทางไปเข้าพบผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ภายหลังที่สมาคมฯ ได้ร่วมหารือกับทางมหาวิทยาลัยสยามเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ลงมาเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมของนักศึกษา อาทิ เครื่องกลึง ซึ่งใช้ประดิษฐ์เชิงเทียนบูชาพระ เป็นหนึ่งในวิศวกรรมเชิงวัฒนธรรม โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทางสมาคมฯ ได้ให้ความสนใจและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงให้คำแนะนำต่างๆกับนักศึกษาอีกด้วย

“ทางสมาคมฯ ขอชื่นชมและให้กำลังใจกับน้องๆนักศึกษาที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ ดังนั้น ขอเชิญชวนเยาวชน สื่อมวลชน และประชาชน ที่สนใจนวัตกรรมต่างๆ มาร่วมงานสัมมนา “มาตรฐานผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่” ในวันเสาร์ที่ 28 ตุลาคมนี้ ณ โรงแรมเซนทารา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ โดยทางสมาคมฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จะจัดแสดงนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์กว่า 10 บูท รวมทั้ง ยังเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาถกปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งด้านความปลอดภัย ด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม และแนวทางในการแก้ปัญหาในอนาคต” นายภณวัชร์นันท์กล่าว

‘ปลัดศธ.’คิดตกแล้ว!! เปลี่ยนใจไม่ลาออก ไม่ยึดติดหัวโขน ขอฮึดสู้ทำงานเพื่อบ้านเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761041

'ปลัดศธ.'คิดตกแล้ว!! เปลี่ยนใจไม่ลาออก ไม่ยึดติดหัวโขน ขอฮึดสู้ทำงานเพื่อบ้านเมือง

‘ปลัดศธ.’คิดตกแล้ว!! เปลี่ยนใจไม่ลาออก ไม่ยึดติดหัวโขน ขอฮึดสู้ทำงานเพื่อบ้านเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.02 น.

เปลี่ยนใจไม่ลาออกแล้ว!!! “ปลัดศธ.” ฮึดสู้ต่อเดินหน้าขับเคลื่อน พ.ร.บ.การศึกษา 1 ปีที่เหลือขอทำงานเพื่อบ้านเมือง หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศเตรียมไขก๊อกกรณีโดนย้ายไปนั่งเลขาฯสกศ. ยอมรับพูดไปตอนนั้นเพราะน้อยใจ แต่ตอนนี้คิดตกแล้วไม่ยึดติดหัวโขน

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  (ศธ.)  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ให้ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา ( สกศ.) เพื่อไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ซึ่งยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ว่า สิ่งที่ตนจะต้องทำมี 2 เรื่อง  เรื่องแรก คือ การจัดทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ที่ต้องขับเคลื่อนต่อไปให้ได้ ซึ่งจะต้องทำประชาพิจารณ์สอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องว่าร่างฉบับเดิมที่ไม่ผ่านสภาฯเป็นอย่างไรบ้าง  หรือต้องนำมาแก้ไขปรับปรุงใหม่ หรือต้องมาทำใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับการศึกษาในอนาคตด้วย แต่สิ่งที่รมว.ศธ.กังวล คือ แนวทางที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนในอนาคต จะเป็นอย่างไร จะออกแบบกันแบบไหน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สอง คือ แผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ซึ่งปีนี้เข้าสู่ปีที่หก เมื่อการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปด้วยโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้น ทำให้การศึกษาที่เคยทำแผนการศึกษาแห่งชาติไว้ยังสามารถดำเนินการตามกรอบเดิมได้หรือไม่ หรือจะต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ แต่โดยหลักทุก 5 ปี ก็จะต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ ดังนั้น เมื่อเข้าปีที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงของรัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีใหม่ ก็จะนำแนวนโยบายของรัฐบาลใหม่และรัฐมนตรีหใม่มาขับเคลื่อนในแผนการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้เกิดการขับเคลื่อนด้วยการตั้งกรรมการขึ้นมาดำเนินการ

“ส่วนเรื่องที่ผมถูกย้ายไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา ผมไม่อยากพูดถึงแล้ว ขอทำงานอย่างเดียว ผมเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เงินเดือนที่ผมได้รับมาจากภาษีประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องการเมืองก็คือการเมือง  เขาให้เราไปทำงาน ก็มีหน้าที่ไปทำงานให้มีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลตามที่ประชาชนเสียภาษีและสมกับเป็นข้าราชการ ผมรักในวิชาชีพข้าราชการ ผมรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แน่นอนความน้อยใจเกิดขึ้นตามอารมณ์ของคนปกติ แต่เมื่อเรานำมาไตร่ตรอง ทบทวนด้วยตัวเราเองก็เห็นว่ากว่าเราจะเป็นข้าราชการเติบโตมาจากครูน้อย ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบัน 40 ปีที่เรามาด้วยความยากลำบาก เราต่อสู้กับอะไรมาเยอะ หากเราจะใช้อารมณ์ความน้อยใจไปยึดติดกับหัวโขนตรงนั้น มันก็ไม่มีประโยชน์ ผมจึงมองที่บ้านเมืองเป็นสำคัญ ดังนั้น หนึ่งปีที่เหลือก็เพื่อบ้านเมือง” ปลัดศธ. กล่าว (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ปลัดศธ.’เตรียมลาออก-ฟ้องศาลปกครอง มองถูกลดศักดิ์ศรีหลังถูกเด้งเป็น‘เลขาฯสกศ.’)

ครูไทยในวันครูโลก! ความท้าทาย-สิ่งที่ควรปฏิบัติในยุคเปลี่ยนแปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760961

ครูไทยในวันครูโลก! ความท้าทาย-สิ่งที่ควรปฏิบัติในยุคเปลี่ยนแปลง

ครูไทยในวันครูโลก! ความท้าทาย-สิ่งที่ควรปฏิบัติในยุคเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 08.16 น.

วันที่ 5 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันครูโลก (World Teacher’s Day) เพื่อยกย่องครูเนื่องจากมีบทบาทในการขับเคลื่อนการศึกษาให้เจริญก้าวหน้า “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ครูไทยในวันครูโลก 2023” สำรวจระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 2 ตุลาคม 2566 กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประชาชนทั่วไป จำนวน 943 คน และกลุ่มครู จำนวน 645 คน รวม 1,588 คน สรุปผลได้ ดังนี้

ความท้าทายของครู ณ วันนี้ กลุ่มประชาชนทั่วไปมองว่า เป็นเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนยุคใหม่ ร้อยละ 65.32 ส่วนกลุ่มครูมองว่าความท้าทาย คือ การมีงานนอกเหนือจากการสอนจำนวนมาก ร้อยละ 80.87

สิ่งที่ครูควรปฏิบัติในยุคของการเปลี่ยนแปลง กลุ่มประชาชนทั่วไปมองว่า ครูควรพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถ คิดสร้างสรรค์ ร้อยละ 58.45 ส่วนกลุ่มครูมองว่า ครูควรพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ร้อยละ 71.58

ในเรื่องเงินเดือนค่าตอบแทนของครู ทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไป และกลุ่มครู ต่างก็มองว่า เงินเดือนของครู ณ วันนี้ยังไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มครูมองว่าไม่เหมาะสมสูงถึงร้อยละ 81.40 กลุ่มประชาชนทั่วไปมองว่าไม่เหมาะสม ร้อยละ 57.90

หลังจากที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการแถลงนโยบายทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไปและกลุ่มครูมองตรงกันว่า นโยบายที่ควรดำเนินการเร่งด่วนที่สุด คือ การปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดขั้นตอน เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา กลุ่มประชาชนทั่วไป ร้อยละ 58.96 และกลุ่มครู ร้อยละ 77.52

สิ่งที่อยากบอกครูไทยในวันครูโลก กลุ่มประชาชนทั่วไปอยากบอกว่า ขอบคุณครูที่อบรมสั่งสอน ร้อยละ 25.16 และกลุ่มครูอยากบอกว่า ครูเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ เป็นกำลังใจให้ครูทุกคน ร้อยละ 28.88

ในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว นับเป็นช่วงเวลาสำคัญแห่งการปรับตัวของครูไทย และระบบการศึกษาไทย ที่ต้องอาศัย “ครู…คุณภาพ” ที่มีประสบการณ์และทักษะบนพื้นฐานความเชี่ยวชาญ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง มีศาสตร์และศิลป์ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และที่สำคัญต้องมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพครู เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่สำคัญ สอดคล้องกับผลการสำรวจที่มองว่าความท้าทายของครู คือ การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ภายใต้บริบทของการสร้างความก้าวหน้าในวิชาชีพ และอีกอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้ครูไม่มีเวลาค้นคว้าหาความรู้ หรือการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ๆ ส่งผลให้ครูไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความถนัดและการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศไทย ควรเริ่มจากการเชื่อมั่น เชื่อใจครู และประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตัวเด็ก ลดภาระการประเมินด้วยเอกสาร รวมถึงการพิจารณาค่าตอบแทน และเพิ่มสวัสดิการเพื่อให้ครูมีแรงจูงใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น “ขอเวลาในห้องเรียน…คืนให้ครูได้เรียนรู้เด็ก”

ลงนามร่วมมือสร้างอาชีพและรายได้นักศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760836

ลงนามร่วมมือสร้างอาชีพและรายได้นักศึกษา

ลงนามร่วมมือสร้างอาชีพและรายได้นักศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ในเครือ ชาริช โฮลดิ้ง นำโดย ประทีป สังวาลย์ ตัวแทนผู้บริหาร ร่วมกับ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการ ส่งเสริมให้นักศึกษาประกอบอาชีพและมีรายได้ โดยได้พัฒนาเรียนรู้ทักษะวิชาชีพจากประสบการณ์ตรง ที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เมื่อเร็วๆ นี้

ม.วลัยลักษณ์ขึ้นอันดับ 1201-1500 โลก และอันดับ 6 ร่วมของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760841

ม.วลัยลักษณ์ขึ้นอันดับ 1201-1500 โลก  และอันดับ 6 ร่วมของไทย

ม.วลัยลักษณ์ขึ้นอันดับ 1201-1500 โลก และอันดับ 6 ร่วมของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขยับขึ้นอันดับ 1201-1500 ของโลก จากการจัดอันดับ World University Rankings2024 โดย Times Higher Educationที่มหาวิทยาลัยที่เข้ารับการจัดอันดับโลกทั้งหมด 1,904 แห่งทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 6 ร่วมของประเทศไทยจากมหาวิทยาลัย 19 แห่ง

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งมั่นทำงานกันอย่างหนัก ทำให้ภาพรวมในมิติต่างๆ มหาวิทยาลัยมีคะแนนที่สูงขึ้น สามารถขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 1201+ อันดับ 6 ร่วมของประเทศไทย ม.วลัยลักษณ์ถือเป็นน้องใหม่ (Young University)ที่มีความก้าวหน้าในด้านวิชาการมากและทำให้ได้รับการจัดอันดับโลก ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้มีนักเรียนและผู้ปกครองเชื่อมั่นในคุณภาพและศักยภาพและสนใจสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มากขึ้น

ทั้งนี้ การได้รับการจัดอันดับโลกที่ดีขึ้นมีผลต่อการสร้างความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย เช่น เมื่อปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีผู้สนใจสมัครเข้าศึกษาต่อมากถึง 39,000 คนปีก่อนหน้านี้ 31,000 คน แต่ปีนี้หลังจากประกาศรับสมัคร TCAS รอบที่ 1เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่ามีนักเรียนมาสมัครแล้ว 9,000 กว่าคนมากกว่าปีที่แล้วเป็น 3 เท่า

“มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Scopus Q1,Q2 กว่า 88% อยู่ในกลุ่มอันดับ 1 ของประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.ย. 2566) การขยับอันดับโลกที่ดีขึ้นในปีนี้ ซึ่งอันดับที่ 1,201-1,500 ของโลกเป็นอันดับที่คิดว่าเรายังพัฒนาตัวเองได้และเราจะพัฒนาให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีอันดับโลกที่ดีมากขึ้นกว่านี้ในอนาคต” ศ.ดร.สมบัติ กล่าวในตอนท้าย

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนางานวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research) เน้นการวิจัยขั้นสูง และผลิตบัณฑิตนักวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษา พร้อมมุ่งค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างความรู้ทฤษฎี และข้อค้นพบใหม่ๆ ในสาขาวิชาต่างๆ โดยก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เคยได้รับการจัดอันดับโลกจาก Times Higher Education ปี 2023 อยู่ในอันดับที่ 1501+ ของโลก อันดับที่ 11 ของไทย การจัดอันดับกลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่ Young University Rankings 2023 อยู่อันดับ 501+ ของโลก อันดับ 3 ร่วมของไทย ได้รับการจัดอันดับ THEImpact Ranking ปี 2023 อยู่ในอันดับที่401-600 ของโลก อันดับที่ 10 ร่วมของประเทศไทย และได้รับการจัดอันดับจาก QS Asia University Rankings 2023 ในอันดับที่ 551-600 ของเอเชียมาแล้ว

ประกวดเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760837

ประกวดเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

ประกวดเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) “ซีเอ็ด” ร่วมกับ “OXFORD UNIVERSITY PRESS” รับสมัครเด็กไทยตั้งแต่ระดับอนุบาล-มัธยมศึกษา ที่มีใจรักการอ่าน หนังสือภาษาอังกฤษ เข้าร่วมประกวดในโครงการ“OXFORD BIG READ 2023” พร้อมลุ้นชิงรางวัล เฟ้นหาผู้ชนะ เป็นสมาชิกOXFORD READING CLUB 1 ปี พร้อมรับของรางวัลต่างๆ อีกมากมาย

ผู้สนใจส่งคลิป VDO เข้าร่วมแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2566 ประกาศผลการแข่งขันในวันที่ 15 มกราคม 2567 ทางแฟนเพจSE-ED BOOK CENTER และ www.se-ed.com พิเศษในปีนี้ ผู้ที่ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการ จะได้รับ “E-CERTIFICATE OF PARTICIPATION” จาก OXFORD UNIVERSITY PRESS (OUP) ซึ่งจะได้รับผ่านทางอีเมล หลังจากจบกิจกรรม

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มอบทุนเด็กไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 31

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760838

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย  มอบทุนเด็กไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 31

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มอบทุนเด็กไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 31

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย และบริษัทกลุ่ม Mitsubishi Electric ในประเทศไทย จัดพิธีมอบทุนทางการศึกษา เป็นจำนวน 1,200,000 บาท เพื่อสานต่อโอกาสการศึกษาแก่นิสิตนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นจำนวนทั้งหมด 20 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย ต่อเนื่องเป็น ปีที่ 31

นายเทสึยะ ชิโนะฮารา รองประธานกรรมการ มูลนิธิมิตซูบิชิอิเล็คทริคไทย กล่าวว่า ในมุมมองระยะยาว มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย เชื่อว่าการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องจากแนวคิดภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ที่จะไม่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) เป็นสิ่งที่มูลนิธิของเรามุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายมาโดยตลอด การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยถือเป็นความรับผิดชอบหลักของนิสิตนักศึกษา แต่ถ้ามีโอกาสโปรดพยายามตอบแทนสังคมทุกครั้งที่ทำได้ เพราะเราเชื่อว่าทุนการศึกษาที่เราได้มอบให้กับทุกคนในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนทางการเงินให้กับทุกคนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยพัฒนาสังคมที่ดี และสามารถร่วมกันทำประโยชน์ต่อไปในอนาคต

การมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น 1,200,000 บาท ให้นิสิตนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์จาก จำนวน 20 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเป็นโครงการแรกนับตั้งแต่มีการเริ่มการก่อตั้งมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ.2536 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 31 ปี

เด็กบ้านคามิลเลียนขึ้น MRT ครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760842

เด็กบ้านคามิลเลียนขึ้น MRT ครั้งแรก

เด็กบ้านคามิลเลียนขึ้น MRT ครั้งแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง มอบโอกาสการเรียนรู้เปิดโลกศิลปะ เพื่อเสริมสร้างทักษะ และจินตนาการให้กับเด็กๆ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านคามิลเลียนเพื่อเด็กพิการ ออกเดินทางจากสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ไปทำกิจกรรมที่ Metro Art ณ สถานีพหลโยธิน นับเป็นการขึ้นรถไฟฟ้า MRT เป็นครั้งแรก

จุฬาฯ แนะจุดแข็งและแก้จุดอ่อน การขับเคลื่อน Soft Power ของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760840

จุฬาฯ แนะจุดแข็งและแก้จุดอ่อน  การขับเคลื่อน Soft Power ของไทย

จุฬาฯ แนะจุดแข็งและแก้จุดอ่อน การขับเคลื่อน Soft Power ของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล Chief Brand Officer จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) องค์การมหาชนที่ดูแลเรื่องการขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศไทย เผยจุดแข็งและจุดอ่อน ที่ผู้ประกอบการไทยและองค์กรต่างๆ ในไทยควรเร่งปรับตัว เพื่อจุดกระแส Soft Power ไทยให้แข็งแกร่งเพื่อเศรษฐกิจประเทศ

ข้อแรกคือ “เข้าใจ Soft Powerแบบไทยๆ (Thai Soft Power)” เราอาจมองได้หลายมิติ ยกตัวอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่แบ่ง Soft Power เป็น 5F ได้แก่ 1) Food-อาหาร 2) Festival-งานเทศกาล 3) Fighting-ศิลปะการต่อสู้ 4) Fashion-ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น และ 5) Film-ภาพยนตร์ ซึ่ง 5F ดังกล่าวเป็นกรอบเชิงรูปธรรมที่ช่วยให้เราเห็นและเข้าใจแบบจับได้ต้องได้

อย่างไรก็ดี Soft Power ไทยยังเป็นเรื่องของคุณสมบัติหรือคุณลักษณะด้วย อ้างถึงการศึกษา “Soft Power แบบไทย” โดย KelloggSchool of Management มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ได้ทำวิจัยกับผู้บริหารองค์กรทั่วโลกราว 50 คนที่เคยปฏิสัมพันธ์กับคนไทยและองค์กรไทย ผลการศึกษาได้เผยให้เห็นมุมมองว่ามีคุณลักษณะ 5 ประการ หรือ 5F ได้แก่ 1) Fun 2) Flavoring 3) Fulfilling 4) Flexibility และ 5) Friendliness

“Soft Power แบบไทยๆ ไม่ควรจะแข็งๆ หรืออยู่ในกรอบที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ เพราะคนไทยมีวัฒนธรรมหรือมุมมอง ที่ผสมผสานได้เอาชาตินั้นเข้ามานิด เอาชาตินี้เข้ามาหน่อย ยกตัวอย่างเช่น งานแห่ดาวต้นคริสต์มาสของชุมชนบ้านท่าแร่จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีการเริ่มทำดาวและประดับประดารถบุษบกใช้ในขบวนแห่ จนกลายเป็นประเพณีแห่ดาวที่จัดเป็นประจำทุกปี เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมตะวันตกได้อย่างน่ารัก และได้รับการยอมรับ เพราะคนไทยมีความยืดหยุ่นและเป็นมิตรสูงมาก ประเทศไทย เรา Flexibility ความยืดหยุ่น สบายๆ Friendliness ความเป็นมิตร ซึ่งทำให้เมื่อเอาไปปนหรือผสมผสานกับใครก็ไม่หาย”

“สร้าง Soft Power ไทยให้แข็งแกร่ง” แม้เราจะมีจุดแข็ง แต่การผลักดันแบรนด์ให้ทรงพลังยิ่งขึ้นก็จำเป็นต้องมีโฟกัสที่ชัดเจนโดยเฉพาะในเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในส่วนของลูกค้าและคู่ค้า ข้อดีมากๆ ของ Soft Power ไทย คือ “ความหลากหลาย” แต่ที่ทำให้ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักคือขาดความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมาย เราก็ไม่สามารถเอาทุกสิ่งที่ดีๆ ส่งให้ทุกคนได้กิจกรรมบางอย่างเหมาะกับความชอบหรือจริตของคนบางกลุ่มเท่านั้นดังนั้น เมื่อกลุ่มเป้าหมายไม่ชัด ก็ทำให้ความหลากหลายนั้นมากเกินไปภาพของ Soft Power ไทย จึงอาจเบลอได้” ผศ.ดร.เอกก์ ชี้จุดอ่อนการผลักดัน Soft Power แบบไทยๆ

นอกจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแล้วการหาคู่ค้าและช่องทางจำหน่ายและเผยแพร่ที่มีประสิทธิภาพ ก็มีส่วนผลักดันSoft Power ไทยด้วย ผศ.ดร.เอกก์ยกตัวอย่างเวทีมวยสำคัญๆ ที่สามารถร่วมมือกับของไทย แล้วเอาวัฒนธรรมของไทยไปสร้างเป็นการแข่งขันระดับโลก หรือการร่วมมือกับสื่อระดับโลกอย่าง Netflix นำเรื่องราวอาหารสตรีทฟู้ดของไทยที่โดดเด่นอย่างเจ๊ไฝ ขึ้นฉายไปทั่วโลก

“2 ท.หนุน Soft Powerไทยพุ่งทะยาน” ผศ.ดร.เอกก์ชี้ปัจจัยสำคัญ 2 เรื่อง ที่จะช่วยให้ Soft Powerไทยพุ่งทะยานต่อไปในอนาคต ได้แก่ 1.ท.ทักษะ คือ ทักษะการพัฒนาและการผลิตสินค้าและบริการของคนไทยไม่แพ้ใครอยู่แล้ว แต่ทักษะที่ต้องปรับและเรียนรู้ให้เก่งขึ้นคือ ทักษะทางการตลาดในเรื่องของการกระจายสินค้าและบริการ และทักษะการสร้างแบรนด์และทำภาพลักษณ์ที่โดดเด่น

“เราทำการตลาดได้ แต่ไม่จำเป็นต้องยัดเยียด โดยเลือกใช้วิธีการเนียนๆ แบบน้ำซึมบ่อทรายซึ่งต้องใช้เวลา อย่างเช่น แบรนด์ “มูจิ”(Muji) ของประเทศญี่ปุ่น เขาใช้ซอฟต์พาวเวอร์แทรกเข้าไปในวัฒนธรรมต่างๆ โดยที่ไม่เคยโฆษณาเลย และใช้วัฒนธรรมญี่ปุ่นในเรื่องของHarmony ความกลมกลืน ความเป็นธรรมชาติ เข้าไปสอดแทรกในบ้านของคน เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าของคนที่ใส่ โดยไม่ได้บอกเลยว่าอันนี้ญี่ปุ่น นี่คือพลัง Soft Power แบบที่ไม่ต้องยัดเยียด เมืองไทยก็ทำได้เช่นเดียวกัน และ 2.ท.ทรัพยากร งบประมาณในการสร้างและเผยแพร่ Soft Power เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้พลังนี้เคลื่อนต่อไปได้ และสร้างพลังทางเศรษฐกิจให้ประเทศ แต่เมื่อมาดูงบประมาณที่ใช้กับ Soft Power เทียบกับอื่นๆ เช่น ประเทศเกาหลีใต้แล้ว งบประมาณของเรายังน้อยกว่ามาก”

“ระดับทรัพยากรที่ต่างกัน มันก็สู้กันยากมากเหมือนกัน ในทางการตลาดนั้น มี 3 อย่าง ที่ต้องคำนึงถึงเสมอคือ เงิน เวลา และแรงงาน (คน) ถ้าใช้เงินน้อย ก็ต้องใช้เวลามากขึ้น ถ้าใช้เวลาน้อย ก็จะต้องใช้แรงมาก มันไม่มีอะไรที่ใช้เงินน้อย เวลาน้อย แรงงานน้อยแล้วจะประสบความสำเร็จได้” ผศ.ดร.เอกก์ ให้ข้อคิด

‘โฆษกศธ.’เผยต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์เยาวชนวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนยิงคนดับในพารากอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760771

‘โฆษกศธ.’เผยต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์เยาวชนวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนยิงคนดับในพารากอน

‘โฆษกศธ.’เผยต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์เยาวชนวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนยิงคนดับในพารากอน

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.02 น.

‘โฆษกศธ.’เผยต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์เยาวชนวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนยิงคนดับในพารากอน

4 ตุลาคม 2566 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษก ศธ. แถลงกรณีเด็กชายอายุ 14 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงคนในพารากอน เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ขอแสดงความเสียใจกับญาติของผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน ซึ่งหลังจากทราบเหตุ ศธ.ก็ได้มีการติดตามสถานการณ์ โดยจากการตรวจสอบ เด็กที่ก่อเหตุ เป็นนักเรียนศูนย์การศึกษาทางเลือก เป็นการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ภายใต้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542  ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งศธ. มีหน้าที่อนุมัติการจัดเรียนการสอน โดยพิจารณาจากหลักสูตรแกนกลาง ส่วนรูปแบบการเรียนการสอนขึ้นอยู่กับทางโรงเรียนแต่ละแห่งว่าจะกำหนดร่วมกัน โดยโรงเรียนลักษณะดังกล่าว มีอยู่กว่า 2,000 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ เฉพาะในกรุงเทพฯ มีอยู่กว่า10 แห่ง การเรียนการสอนจะแบ่งเป็นกลุ่ม เช่น เน้นการจัดการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ หรือกลุ่มที่มีเงื่อนไขที่ผู้ปกครองต้องจัดการเรียนการสอนกันเอง

“เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ก็ต้องให้ศธ. มีการถอดบทเรียน ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอะไร ศธ.เองยังไม่ด่วนสรุป และยังไม่ด่วนโทษว่าเป็นความผิดของผู้ใด หน่วยงานใด หรือเป็นความผิดของสิ่งใด แต่สิ่งที่สำคัญและจำเป็นคือ การหาเหตุจูงใจเพื่อถอดบทเรียน แล้วนำมาสู่การป้องกันและแก้ปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต” โฆษก ศธ. กล่าว

โฆษก ศธ. กล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น นายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)กรุงเพทฯ เขต 1 ได้ลงพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเด็กคนดังกล่าวมีปัญหาทางสภาพจิต แต่ก็ไม่สามารถที่จะฟันธงได้จากคำให้การของผู้บริหารเพียงคนเดียว และยังไม่สามารถโทษว่าเป็นความผิดของสถานศึกษาที่ประกอบการเรียนการสอน แต่วันนี้เมื่อผู้เยาว์ก่อเหตุ ก็เป็นเรื่องที่ศธ.ต้องทำความเข้าใจ ว่าเด็กที่ก่อเหตุ เป็นเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนตัวผมมองว่าเป็นโอกาส ที่จะถอดบทเรียน หามาตรการป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก เพราะในความเป็นจริงเหตุการณ์ในลักษณะนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในทุกระบบการศึกษา ซึ่งมีการพูดคุยในเรื่องการดูแลสภาพจิตใจเด็กในระบบทั้งผู้เรียนและครูผู้สอน

“ต้องยอมรับว่า เด็กและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในสภาวะที่เครียด และกดดันเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาศธ. พยายามอบรม ให้ความรู้ หากิจกรรมที่แตกต่างหลายหลายเพื่อลดทอนความเครียด สำหรับหน่วยงานใต้สังกัด ศธ. ผมคิดว่า สามารถดูแลได้โดยง่าย เพราะเป็นหน่วยใต้สังกัดที่บังคับบัญชาได้ แต่สำหรับหน่วยงานที่ศธ.มีหน้าที่แค่กำกับดูแล ผมคิดว่า อาจจะต้องหาข้อตกลงร่วมกัน” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ทางเขตพื้นที่ฯยังได้รายงานว่า มีการสอบถามผู้ปกครองเบื้องต้น แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมมากนัก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิทธิของผู้ปกครอง ที่อาจจะยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูล ในส่วนของศธ. ก็ทำหน้าที่แสดงความห่วงใย และได้ลงพื้นที่ซึ่งจากข้อมูล ก็พบว่า โรงเรียนดังกล่าว ไม่ได้ขอจัดตั้งเป็นโรงเรียน แต่เป็นศูนย์การเรียน ที่ค่อนข้างมีความพร้อม มีนักเรียนกว่า 800 คน ครูผู้สอนกว่า 115 คน อัตราครูต่อนักเรียนอยู่ที่ 1:7 ถือว่าให้ความเข้มข้นอัตราครูและนักเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เป็นโรงเรียนที่มีค่าเทอมค่อนข้างสูง อย่างหลักสูตรวิทยาศาสตร์ มีค่าเล่าเรียนเทอมละกว่า 1 แสนบาท และถ้าเป็นหลักสูตรภาษอังกฤษมีค่าเล่าเรียนกว่า 3 แสนบาท แต่จะแตกต่างกับโรงเรียนนานาชาติที่จะมีกฎระเบียบเข้ามากำกับดูแล

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กก่อเหตุมาจากการติดเกม ส่วนตัวก็ไม่อยากให้ด่วนสรุปเช่นนั้น แต่สิ่งหนึ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะสถานศึกษาเท่านั้น แต่ควรจะเป็นผู้ปกครองและคนในสังคมทุกคน ต้องเข้ามาช่วยกันดูแลการเข้าถึงสื่อทุกประเภทไม่ใช่เฉพาะเกม แต่รวมถึงภาพยนตร์ซึ่งจะมีเรตมาตรฐานกำกับอยู่ ดังนั้น แต่ละครอบครัว ควรจะให้คำแนะนำเยาวชนในการเข้าถึงสื่อแต่ละประเภทตามช่วงอายุที่กำหนด เพราะบางครั้งผู้ปกครองเองก็อาจมีการหลงลืม สำหรับการปรับหลักสูตร นั้น รมว.ศธ. มีนโยบายอยากให้เน้น ในเรื่อง “เรียนดี มีความสุข” สร้างทักษะให้เด็กได้รับการแนะแนวทั้งจากครอบครัวและครู ให้เขาเรียนไปแล้วสามารถประกอบอาชีพดูแลตัวเองได้ ตรงนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญ ขณะเดียวกันยังเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพจิตโดยได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้เข้ามาช่วยให้ความรู้กับครูและบุคลากร ให้รู้วิธีติดต่อสื่อสารและสังเกตอาการเด็ก เพื่อจะได้สื่อสารกับผู้ปกครองอย่างตรงไปตรงมา โดยก่อนหน้านี้ยังพูดถึงโรงเรียนของผู้ปกครองที่จะให้คำแนะนำสนับสนุนการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและเด็กอย่างมีความสุข

“ในส่วนของคดีความ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากว่า ผู้ปกครองไม่มีความสามรถในเรื่องของการต่อสู้คดีและปกป้องสิทธิ ศธ.ก็อาจต้องเข้าไปช่วยดูแล แต่โดยหลักการเรื่องของกฎหมายก็จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศธ.มีหน้าที่กำกับดูแลควบคุมให้การสนับสนุนในเรื่องการจัดการศึกษา” นายสิริพงศ์ กล่าว

ด้านนายนิยม กล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนพบว่าขณะนี้โรงเรียนอยู่ระหว่างการปิดภาคเรียน โดยเด็กมีประวัติการรักษาทางจิต ซึ่งทางโรงเรียนมีการประสานกับผู้ปกครองมาโดยตลอด  ทั้งนี้ โรงเรียนดังกล่าว ถือเป็นโรงเรียนทางเลือก ซึ่งตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 สมาคม หรือสถานประกอบการสามารถเปิดศูนย์การเรียนได้ เป็นการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งยืดหยุ่นทั้งวิชาเรียน เนื้อหา เวลาเรียน และการวัดผลประเมินผล ส่วนจะสามารถเพิกถอนการจัดตั้งได้หรือไม่นั้น ศธ. มีอำนาจควบคุมเรื่องวิชาการ และการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนเท่านั้น และกรณีนี้ ยังไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าโรงเรียนมีความผิด หรือมีส่วนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงได้เน้นย้ำให้โรงเรียนดูแลความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้นักเรียนพกพาอาวุธเข้ามาในโรงเรียน รวมถึงอยากให้ช่วยดูแลสภาพจิตใจ นักเรียนและครู หากพบเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต ครูก็จะต้องดูแลและประสานผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด