สร้าง‘นักวิทย์พลเมือง’เสริม‘พลังเปลี่ยนโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760543

สร้าง‘นักวิทย์พลเมือง’เสริม‘พลังเปลี่ยนโลก’

สร้าง‘นักวิทย์พลเมือง’เสริม‘พลังเปลี่ยนโลก’

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เคยได้ชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจเรื่อง“การร้อนขึ้นของโลกที่ 1.5 องศาเซลเซียส” ว่า จะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงจากการเกิดภัยธรรมชาติ และความผันผวนต่อระบบต่างๆ ของมนุษย์

โดยหากอุณหภูมิโลกในปัจจุบันยังคงสูงขึ้น คาดว่าภายในปี พ.ศ. 2573 หรือในอีก 7 ปีข้างหน้า อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ในขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้ออกมาประเมินเวลาของการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้นใหม่ว่า อาจเกิดเร็วขึ้น 3 ปี หรือภายในปี พ.ศ. 2570 หากโลกยังคงไม่สามารถยับยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างจริงจัง

ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เชื่อว่า การเฝ้ารอดูปรากฏการณ์โลกร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียสที่กำลังใกล้เข้ามาทุกทีด้วยการติดตามเพียงตัวเลขที่ประเมินด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย หากขาดความเข้าใจ เพื่อการปรับตัว และลงมือป้องกันเสียตั้งแต่วันนี้ ทุกคนสามารถทำหน้าที่ “นักวิทย์พลเมือง (Citizen Scientists)” เพื่อร่วมเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมของโลกได้

ซึ่งการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน สำคัญที่ “การวางโครงสร้างทางสังคม” เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อุปสรรคสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาด้าน “การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (Science Communications)” ที่มักแสดงข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์แบบเฉพาะส่วน ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงมองไม่เห็นปัญหาในภาพรวมว่ามีความสำคัญร่วมกันมากเพียงใด จึงยังไม่เกิดความตระหนักใส่ใจต่อปัญหาเท่าที่ควร ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องตื่นตัวลุกขึ้นมาสวมวิญญาณนักวิทย์พลเมืองสร้างอนาคตให้กับโลก

ตัวอย่าง “การออกแบบกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้ฝึกเป็นนักวิทย์พลเมือง” โดยใช้ทักษะ “การคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking)” ได้แก่ การเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ “วาดภาพแห่งอนาคต” หากโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า จะเตรียมการรับมืออย่างไร หรืออาจจัดทำเป็นบัตรภาพเพื่อฝึกจินตนาการ และลำดับความคิด สู่การแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงด้วยเหตุและผล โดยจะไม่มีการชี้ถูกหรือผิด เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่ร่วมกิจกรรมได้แสดงความคิดได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ดร.จิดาภา คุ้มกลาง อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาสิ่งแวดล้อมศึกษา ภาควิชาศึกษาศาสตร์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า“การฝากความหวังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่รับผิดชอบต่ออนาคตของโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว จะยิ่งไปสร้างความกดดันมากกว่าความรู้สึกรับผิดชอบต่อโลก” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกถือเป็นหน้าที่ของทุกคน

ทั้งนี้ การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ได้ประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และตระหนักในปัญหาโลกร้อน จะต้องใช้ทักษะการสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย โดยจากการลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าเยาวชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในปัญหาของโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างดี แต่ยังคงไม่แน่ใจว่าจะออกแบบชีวิต หรือปรับตัวอย่างไรให้เท่าทัน ซึ่งการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีความสนใจด้านเดียวกัน ได้พูดภาษาเดียวกัน ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาและสร้างเครือข่าย จะทำให้เกิดการสื่อสารที่สร้างสรรค์สู่ “พลังเปลี่ยนโลก” ได้ต่อไป

นิทรรศการ‘ฅนทำการผลิตที่บ้าน’ 7-8ตุลานี้ที่หอศิลปฯกรุงเทพมหานคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760555

นิทรรศการ‘ฅนทำการผลิตที่บ้าน’  7-8ตุลานี้ที่หอศิลปฯกรุงเทพมหานคร

นิทรรศการ‘ฅนทำการผลิตที่บ้าน’ 7-8ตุลานี้ที่หอศิลปฯกรุงเทพมหานคร

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet Thailand) ขอเชิญทุกคนมารู้จักคนทำการผลิตที่บ้านในประเทศไทย ว่าพวกเขาเหล่านี้คือใคร? มีสภาพการทำงานและวิถีชีวิตอย่างไร? ผ่านนิทรรศการ “ฅนทำการผลิตที่บ้าน (We’re Home-based workers)” นำเสนอเรื่องราวชีวิตและสภาพการทำงานของผู้ทำการผลิตที่บ้าน ซึ่งต้องเผชิญกับการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม อำนาจต่อรองน้อยและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานรวมถึงปัญหาด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

“งานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 ต.ค. 2566 ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” แบ่งกิจกรรมเป็น 2 วัน คือ วันเสาร์ที่ 7 ต.ค. 2566 เริ่มจัดแสดงนิทรรศการตั้งแต่เวลา 10.00 น. จากนั้นในเวลา 15.00 น. จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดย นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน, ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยและ นางระกาวิน ลีชนะวานิชพันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ

จากนั้นจะเป็นเวที TED Talk โดย นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ขึ้นกล่าวในหัวข้อ “การคุ้มครองผู้ทำการผลิตที่บ้าน”, ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้าง ผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ในหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาผู้ทำการผลิตที่บ้าน” และ นางระกาวิน ลีชนะวานิชพันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ ในหัวข้อ “เปิดประตูทำความรู้จักผู้ทำการผลิตที่บ้าน”

ต่อด้วยเวลาประมาณ 16.00 น. จะมีวงเสวนาหัวข้อ “ฅนทำการผลิต(น่ะ) มีสิทธิ์ไหม?” โดยมีวิทยากร 4 ท่าน คือ น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, ดร.บวร ทรัพย์สิงห์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางกชพร กลักทองคำ ประธานสมาพันธ์แรงงานนอกระบบ (ประเทศไทย)

ขณะที่กิจกรรมในวันอาทิตย์ที่ 8 ต.ค. 2566 เริ่มเปิดให้ชมนิทรรศการในเวลา 10.00 น. ส่วนไฮไลท์จะอยู่ที่วงเสวนา “ผู้หูญิงฅนทำการผลิตที่บ้าน” ในเวลาประมาณ 16.00 น. โดยมีวิทยากร 4 ท่าน คือ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.เชียงราย พรรคเพื่อไทย น.ส.จิตติมา ศรีสุขนาม เจ้าหน้าที่บริหารโครงการอาวุโสประจำประเทศไทยและสปป.ลาว องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และน.ส.นุชนภา บำรุงนา นายกสมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบ (ประเทศไทย)

เป็นที่ทราบกันดีว่า เกินกว่าครึ่งของกำลังแรงงานในประเทศไทยเป็นแรงงานนอกระบบ (รายงานการสำรวจแรงงานนอกระบบ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่เผยแพร่ทุกปี พบว่า มีแรงงานนอกระบบราว 20-21 ล้านคน ส่วนในระบบราว 17-19 ล้านคน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่หลายคนกำลังเผชิญกับการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม ต้องทำงานหนักและมีรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบภาคการผลิต หรือผู้ทำการผลิตที่บ้าน เช่น ผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรม ผู้รับงานมาทำที่บ้าน และผู้ผลิตเอง-ขายเอง เป็นต้น

พวกเขาหลายคนยังเข้าไม่ถึงสิทธิและการคุ้มครองทางสังคม แม้พวกเขาจะมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานแต่ยังคงได้รับค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน ที่สำคัญสถานที่ทำงานของพวกเขาคือบ้าน ทำให้พวกเขาต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิตเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ-ค่าไฟ ทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านสุขภาพกับสมาชิกในครอบครัวอีกด้วย จากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา

อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยมีประชากรเพศหญิงกว่า 30 ล้านคน ส่วนใหญ่ต้องแบกรับความคาดหวังเรื่องบทบาทหญิง-ชาย ทำให้หน้าที่หลายอย่างตกเป็นภาระหนักของผู้หญิงขณะเดียวกันพวกเธอกลับถูกมองข้าม ไม่ได้รับสิทธิและสวัสดิการที่เหมาะสม โดยเฉพาะอยางยิ่งแรงงานนอกระบบหญิงซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบาง พวกเธอต้องเผชิญปัญหาหนักยิ่งขึ้น เนื่องจากขาดหลักประกันในการประกอบอาชีพ บางคนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องแบกรับหน้าที่ในการดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุ จึงต้องพยายามดิ้นรนทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดปัญหาดังกล่าวของผู้ทำการผลิตที่บ้าน ด้วยการร่วมรับผิดชอบต่อคนทำงานรวมไปถึงชุมชนและสังคม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจของผู้หญิง ผู้ทำการผลิต และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจและสังคม มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ จึงร่วมกับโครงการพัฒนาความรู้และความเข้มแข็งกลุ่มแรงงานนอกระบบเพื่อสุขภาวะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบ (ประเทศไทย) จึงจัดงานดังกล่าวขึ้น

‘มข.’เชิดชูเกียรตินักวิจัยดีเด่นและเกียรติคุณสารสิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760546

‘มข.’เชิดชูเกียรตินักวิจัยดีเด่นและเกียรติคุณสารสิน

‘มข.’เชิดชูเกียรตินักวิจัยดีเด่นและเกียรติคุณสารสิน

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดพิธีมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นและเกียรติคุณสารสิน ประจำปี 2565 โดยมี ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา กล่าวรายงาน รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงาน ในการนี้มีนักวิจัยที่ได้รับรางวัล พร้อมครอบครัว คณะผู้บริหาร ร่วมกิจกรรมกว่า 200 คน ณ ห้องคอนเวนชั่น 2 โรงแรมอวานี ขอนแก่นโฮเทล แอนด์ คอนเวชั่น เซ็นเตอร์

โดย รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้จัดงานมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นและเกียรติคุณสารสิน ประจำปี 2565 ในช่วงเวลานี้เป็นปีที่พิเศษมากเนื่องจากปี 2567 ที่กำลังจะมาถึง มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะมีอายุครบ 60 ปี ซึ่งผลงานวิจัยนับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยยืนยันความเข้มแข็ง และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่นซึ่งในขณะนี้ มข. อยู่ในกลุ่มการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research) ภารกิจที่สำคัญคือการสร้างผลงานวิจัยและนำงานไปใช้ประโยชน์

ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการพัฒนา และ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจริญก้าวหน้าต่อไป ต้องขอบคุณทุกท่านที่ทุ่มเทสร้างผลงานให้กับมหาวิทยาลัยนอกจากนี้ขอขอบคุณครอบครัวนักวิจัยทุกท่านที่ให้โอกาสและสนับสนุน เพราะว่าการทำงานวิจัยจะต้องเสียสละ บางครั้งต้องกลับบ้านค่ำ หากครอบครัวไม่สนับสนุนก็ไม่สามารถเกิดผลงานวิจัยที่ดีมากมายเช่นนี้

ด้าน ศ.ดร.มนต์ชัยกล่าวว่า ฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา ได้กำหนดให้มีพิธีมอบรางวัลแก่นักวิจัยที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักวิจัยรุ่นหลัง ซึ่งในปี 2565 นับเป็นปีที่ 11 ของการมอบรางวัลฯ รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ปีนี้มีนักวิจัยรางวัลสารสินจำนวน 5 ท่าน นับว่ามากที่สุดกว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นอกจากนี้ ยังมีนักวิจัยดีเด่นระดับเพชร จำนวน 9 ท่าน นักวิจัยดีเด่นระดับเหรียญทอง จำนวน 7 ท่าน และนักวิจัยดีเด่นระดับเหรียญเงิน จำนวน 18 ท่าน รวมรับรางวัลทั้งสิ้น 39 ท่าน

ศ.กุลธิดา ท้วมสุข คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หนึ่งในผู้รับรางวัลเกียรติคุณสารสินในปีนี้ เปิดเผยว่า ตนเองเป็นนักวิจัยที่ศึกษาด้านมนุษยศาสตร์ดิจิทัลหรือ Digital humanity ที่นำเอาองค์ความรู้ทางด้านมนุษยศาสตร์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาจัดการด้วยวิธีการทางดิจิทัลแนวคิดดังกล่าวทำให้เป็นนักวิจัยคนแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ประสบความสำเร็จซึ่งดีใจมากที่ได้รางวัลเกียรติคุณสารสินในปีนี้

สำหรับผลงานวิจัยที่ภาคภภูมิใจมากเป็นผลงานวิจัย ด้าน KKU Smart Learning เป็นอีกแบรนด์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เป็นที่รู้จักในเวทีวิชาการ ทางการศึกษา สิ่งที่อยากจะฝากถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ ในการสร้างสรรค์ผลงานให้ประสบความสำเร็จ ต้องรู้ 3 ประการ ประการแรก รู้เขา คือ การรู้ หรือ สนใจในปัญหาของประเทศ สนใจความก้าวหน้าทางวิชาการ

ประเด็นสำคัญของโลก ที่เราสามารถมีส่วนเกี่ยวข้องที่จะเข้าไป ศึกษาและแก้ปัญหา ประการต่อมา รู้เรา คือ การรู้ตนเอง ว่ามีศักยภาพในด้านใด และต้องสร้างความเชี่ยวชาญในด้านนั้น ต้องมุ่งมั่นในโจทย์วิจัยที่เราศึกษา ประเด็นสุดท้ายคือการรู้ร่วมกัน หมายถึง ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นมีเครือข่ายนักวิจัย ที่เราร่วมมือและให้พวกเขาช่วยเรา ในการปัญหาที่เราไม่เข้าใจ และท้ายที่สุดต้องมุ่งมั่นในมีเป้าหมายชัดเจน”

สำหรับรางวัลนักวิจัยดีเด่น และนักวิจัยเกียรติคุณสารสิน เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดขึ้นทุกปีโดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 11 เพื่อสนับสนุนนโยบายและยุทธศาสตร์ในการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย เพื่อการพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านวิชาการ สังคม และการส่งเสริมความรู้และวิทยาการใหม่ๆ โดยใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการบริหารจัดการพันธกิจของมหาวิทยาลัย ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรที่มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท สร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่โดดเด่น และเป็นประโยชน์วงวิชาการและสังคม

แนะปรับแผนสื่อสารเน้นกลยุทธ์ เพิ่มบริหารความเสี่ยงลุยธุรกิจปี 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760541

แนะปรับแผนสื่อสารเน้นกลยุทธ์  เพิ่มบริหารความเสี่ยงลุยธุรกิจปี 2024

แนะปรับแผนสื่อสารเน้นกลยุทธ์ เพิ่มบริหารความเสี่ยงลุยธุรกิจปี 2024

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสราวุธ บูรพาพัธ ที่ปรึกษาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ บริษัท มาร์เก็ต-คอมส์ จำกัด กล่าวถึง “ผลวิจัยทั่วโลกล่าสุดของ Edelman Trust Barometer (พ.ศ. 2564)” ที่พบว่า เมื่อองค์กรเกิดวิกฤต กรรมการผู้จัดการหรือ Chief Executive Officer : CEO ความน่าเชื่อถือต่ำเพียงร้อยละ 44 จัดอยู่ในเกณฑ์ไม่น่าเชื่อถือและ “หากศึกษาเฉพาะประเทศไทย” จากจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1,150 ราย พบมีค่าเฉลี่ยเพียงร้อยละ 31 ต่ำกว่าทั่วโลก รวมทั้งมีค่าเฉลี่ยศรัทธาจากสาธารณชนลดน้อยลงทุกปี

ซึ่งอาจเกิดจากการบริหารความคาดหวังของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกิดช่องว่างระหว่างการรับรู้ของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับความเป็นจริงขององค์กรหากความคาดหวังต่ำกว่าความเป็นจริง (เกิดช่องว่างมาก) เกิดขึ้นได้เมื่อการสื่อสารน้อยเกินไปหรือเกิดวิกฤตศรัทธาบางประการต่อองค์กร ขณะเดียวกัน หากความคาดหวังสูงเกินความเป็นจริง เมื่อพบความจริงขององค์กร ไม่เป็นตามที่คาดหวังก็จะสูญศรัทธาลงได้เช่นกัน ทั้งนี้ การบริหารความคาดหวังและการรับรู้ดูจะเป็นหน้าที่สำคัญของนักสื่อสารและประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันเสียแล้ว

“การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี วัฒนธรรมกลุ่มย่อย ค่านิยมเป็นแรงผลักดันต่อการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมแห่งการบิดเบือน เห็นได้จากการเลือกรับ เลือกเผยแพร่ หรือที่เห็นได้ชัดสุดคือการตกแต่งภาพของแต่ละบุคคลก่อนเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ วัฒนธรรมแห่งการบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกออนไลน์สามารถถูกบันทึกได้จากผู้บริโภคด้วยการ Capture หรือ Save

รวมทั้งการบันทึกเสียงในการสนทนาต่างๆ ระหว่างองค์กรกับผู้บริโภคและเมื่อผู้บริโภคชื่นชอบความดราม่าในกระแสข่าวสารต่างๆ พร้อมจะแชร์สรุปหรือตัดสินเรื่องราวก่อนที่ข้อเท็จจริงจะเปิดเผย ดังนั้น นักสื่อสารและประชาสัมพันธ์ จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงชื่อเสียงองค์กรก่อนที่จะเกิดเป็นประเด็นใหญ่โตและพัฒนาไปสู่วิกฤตขององค์กรได้” นายสราวุธ กล่าว

นายสราวุธ กล่าวต่อไปว่า ความเสี่ยง ชื่อเสียงองค์กร เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเสี่ยงในข้อผิดพลาดของการบริหารและจัดการความคาดหวังของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในด้านประสิทธิภาพ (Performance) และพฤติกรรม (Behavior) ขององค์กร หรือเป็นความเสี่ยงที่สืบเนื่องจากการกระทำอื่นๆ หรือการดำเนินงานขององค์กร โดยกลุ่มความเสี่ยง 4 ประการ มักสร้างปัญหาต่อชื่อเสียงองค์กรและเกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กร คือ 1) อุปนิสัยและลักษณะ 2) ความเป็นผู้นำ 3) ทักษะ ความรู้ ประสบการณ์ 4) กลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงองค์กร

ความเสี่ยงเหล่านี้ สะท้อนความเป็นตัวตนขององค์กรทั้งในแง่การกระทำ (Hard Skill) และอารมณ์ (Soft Skill) ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การวางแผนสื่อสารเชิงกลยุทธ์ยุคดิจิทัล ควรผสานแนวคิดการบริหารความเสี่ยงชื่อเสียงองค์กรร่วมด้วย เพื่อให้สามารถบริหารจัดการประเด็นหรือโอกาสการเกิดวิกฤตต่างๆ สร้างเป็นภูมิคุ้มกันองค์กร รวมทั้งกำหนดกลยุทธ์สื่อสารได้อย่างเหมาะสมในการสร้างอัตลักษณ์ (Identity) การดำเนินงานขององค์กร (Performance)

โดยสามารถสื่อสารวิสัยทัศน์ พันธกิจ ทิศทางธุรกิจ ภายใต้การบริหารจัดการองค์กรและความร่วมมือของบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งล่าสุดมีองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหลายแห่ง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการวิเคราะห์ความเสี่ยงชื่อเสียง บริหารชื่อเสียงองค์กร และการวางแผนสื่อสารเชิงกลยุทธ์ พัฒนาศักยภาพเชิงรุกปั้นนักวิเคราะห์ นักบริหารและนักวางแผนสื่อสารขององค์กรขึ้นอย่างจริงจังให้สามารถแข่งขันได้ในสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

“ความท้าทายของการบริหารชื่อเสียงในอนาคต และเป็นสิ่งที่จะหลีกหนีไม่ได้ ซึ่งสื่อสารและประชาสัมพันธ์จะต้องพบเจอได้แก่ ข่าวลือ ข่าวมั่ว ข่าวบิดเบือน ประเด็นจริยธรรมในหลากหลายรูปแบบอันเกิดจากการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือการผสมผสานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) ประเด็นความเหลื่อมล้ำและความเท่าเทียมกลายเป็นประเด็นหลักทั่วโลก และชื่อเสียงของแบรนด์หรือองค์กร จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของการตัดสินใจหรือการกระทำขององค์กรหรือแบรนด์ต่อไปในอนาคต” นายสราวุธ บูรพาพัธ กล่าวสรุป

สกสว.ร่วมมือรัฐสภา สอวช. PMU โชว์ผลงาน 4 ปีแห่งการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760623

สกสว.ร่วมมือรัฐสภา สอวช. PMU โชว์ผลงาน 4 ปีแห่งการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรม

สกสว.ร่วมมือรัฐสภา สอวช. PMU โชว์ผลงาน 4 ปีแห่งการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.21 น.

สกสว. ร่วมกับ รัฐสภา สอวช. และ 9 PMU จัดการแสดงผลงานวิจัยตลอด 4 ปี แห่งการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) พร้อมเสวนา Policy Forum ภายใต้ 6 ธีมสำคัญ เพื่อสนับสนุนการทำงานในกระบวนการนิติบัญญัติ สู่เป้าหมายการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศได้ด้วย ววน.

เนื่องด้วย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ว่าด้วยการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อสถาบันนิติบัญญัติ โดยความร่วมมือนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านข้อมูล ข้อค้นพบ และองค์ความรู้จากงานวิจัยเข้าไปในกระบวนการนิติบัญญัติ ทาง สกสว. พร้อมด้วย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และ 9 หน่วยบริหารและจัดการทุน (Program Management Unit : PMU) จึงได้จัดงานนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเสวนา Policy Forum เพื่อสนับสนุนการทำงานในกระบวนการนิติบัญญัติ ให้สามารถนำองค์ความรู้ด้าน ววน. ไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมหารือถึงแนวทางในการกำหนดทิศทางก้าวต่อไปของประเทศสู่การขับเคลื่อนไทยด้วย ววน. ได้อย่างมั่งคงและยั่งยืน ระหว่างวันที่ 3 – 4 ตุลาคม 2566 ณ อาคารรัฐสภา เกียกกาย

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวว่า การวิจัยถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่และบทบาทสำคัญในการตรากฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้ และเกิดความสอดคล้องและเหมาะสมกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ดังนั้น การวิจัยซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ที่ผ่านกระบวนการศึกษา กลั่นกรองแล้ว ด้วยระเบียบวิธีที่น่าเชื่อถือ ผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์จากคณาจารย์ นักวิชาการ ผู้มีความรู้และประสบการณ์ตรง จนได้ข้อมูลที่มีความถูกต้อง ชัดเจน ซึ่งผลการวิจัยสามารถนำมาปรับใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานในกระบวนการนิติบัญญัติได้เป็นอย่างดี

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า จากการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ว่าด้วยการนำผลงานทางวิชาการและผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ แล้วนั้น ทาง สกสว. มีบทบาทหน้าที่เป็นหน่วยงานบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการ 1) จัดทำแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) 2) จัดสรรงบประมาณจากกองทุน ววน. ให้แก่หน่วยบริหารและจัดการทุน 9 แห่ง และหน่วยงานในระบบ ววน. ทั้งในและนอกกระทรวง อว. รวมถึงสถาบันอุดมศึกษากว่า 180 แห่ง 3) เสริมพลังและขับเคลื่อนระบบ ววน. 4) สร้างระบบการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และ 5) ติดตามประเมินผลด้าน ววน. ของประเทศ

โดยมีการจัดสรรงบประมาณตามทิศทางและจุดมุ่งเน้นในแผนด้าน ววน. ของประเทศ พ.ศ. 2566-2570 ใช้ ววน. ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และมีศักยภาพเพียงพอในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมรองรับความท้าทายใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ภายใต้การดำเนินงาน 4 ยุทธศาสตร์หลัก คือ “ยุทธศาสตร์ที่ 1” การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “ยุทธศาสตร์ที่ 2” การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม “ยุทธศาสตร์ที่ 3” การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้า และ “ยุทธศาสตร์ที่ 4” การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านกลไกการทำงานร่วมกับ PMU 9 แห่ง ได้แก่ สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ศสช.)

อย่างไรก็ตาม 4 ปีที่ผ่านมานี้ กำลังเป็นช่วงเก็บดอกออกผลจากการลงทุนที่ผ่านมา มีพระราชบัญญัติที่สนับสนุนการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ มีการปลดล็อคข้อจำกัด และเพิ่มมาตรการ กลไกต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการนำผลงานใช้ประโยชน์ในวงกว้างและสร้างผลกระทบต่อประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการสร้างองคาพยพและองค์ความรู้ด้าน ววน. เพื่อตอบโจทย์การทำงานร่วมกับภาคนโยบาย เอกชน ประชาสังคม ชุมชน/พื้นที่ และสาธารณชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ มุ่งเป้าหมายให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากรายได้ปานกลาง และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายในปี พ.ศ.2580

“ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านข้อมูลและองค์ความรู้จากงานวิจัยเข้าไปสนับสนุนในกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อให้เกิดการพัฒนางานและตอบโจทย์การทำงานร่วมกับภาคนโยบาย ตั้งแต่การเข้าถึงความต้องการในระดับพื้นที่ สู่การสะท้อนถึงมิติของผลลัพธ์และผลกระทบในระดับประเทศ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้ถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจและช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถขับเคลื่อนประเทศนี้ได้ด้วยนวัตกรรม
อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง” ผอ.สกสว. กล่าวสรุป

ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดโซนนิทรรศการแสดงผลงานภายใต้กองทุน ววน. การเสวนาห้องย่อยภายใต้ 6 ธีมหลัก คือ ธีม 1: “ปาก ท้อง ดี” ขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างเศรษฐกิจฐานราก ธีม 2: เกษตรและอาหาร พลังเพื่ออนาคตไทย ธีม 3: สิ่งแวดล้อมดี “ดังและร้อน: ลด และ รับ กับภาวะโลกรวน” ธีม 4: สุขภาพดี “ก้าวที่มั่นคงของสุขภาพคนไทยด้วย ววน.” ธีม 5: สูงวัยมีดี มีพฤฒิพลัง และ ธีม 6: สร้างกำลังคนดี ประเทศมีอนาคต “การพัฒนากำลังคนด้าน ววน. และการสร้างกำลังคนทักษะสูง” เพื่อให้เห็นถึงการตอบโจทย์ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศกำลังพัฒนาหรือขับเคลื่อน โดยในส่วนของการจัดนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมของกองทุน ววน. จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 ตุลาคม 2566 บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา เกียกกาย

“สกสว. เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”

‘มูลนิธิกากัน มาลิค’จับมือเครือข่ายฯสนับสนุน‘โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760588

‘มูลนิธิกากัน มาลิค’จับมือเครือข่ายฯสนับสนุน‘โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ’

‘มูลนิธิกากัน มาลิค’จับมือเครือข่ายฯสนับสนุน‘โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ’

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.05 น.

‘มูลนิธิกากัน มาลิค’จับมือเครือข่ายองค์กรสันติภาพโลก และเทศบาลตำบลหนองเสือ ลงนาม MOU สนับสนุนการดำเนิน ‘โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ’ มุ่งสู่ 1 ล้านรายชื่อ กับสถิติโลก Guinness World Records

3 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ที่เทศบาลตำบลหนองเสือ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี มูลนิธิกากัน มาลิค, เครือข่ายองค์กรสันติภาพโลก และเทศบาลตำบลหนองเสือ ร่วมกันจัดพิธีลงนาม MOU “โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ” โดยมี พระดร.พรชัย พลวธมฺโม ประธานเครือข่ายองค์กรสันติภาพโลก พระมหาทศพร ปุญฺญงฺกุโร เลขาธิการเครือข่ายองค์กรสันติภาพโลก คุณกากัน มาลิค ประธานมูลนิธิกากัน มาลิค ร่วมในพิธี การนี้ นายวริศ เจริญกัลป์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหนองเสือ ได้มีโอกาสกล่าวต้อนรับคุณกากัน มาลิค ที่ได้ให้เกียรติเดินทางมาร่วมลงนาม MOU ครั้งนี้ด้วย

พระดร.พรชัย พลวธมฺโม กล่าวถึงความสำคัญของสันติภาพโลกว่าสันติภาพที่แท้จริงภายนอก ต้องเริ่มต้นจากสันติสุขภายในใจของเราเอง เมื่อเรามีความสุขภายใน จะส่งผลที่ดีโดยตรงต่อพฤติกรรมและการกระทำภายนอกในชีวิตประจำวัน ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการทำสมาธิ การฝึกสมาธิเป็นการลดความทุกข์ และสร้างความสุขภายใน ช่วยให้เราสามารถรับมือกับความวุ่นวายของชีวิต และโลกภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ หากผู้คนในโลกหันมาฝึกสมาธิ สันติสุขจะบังเกิดขึ้นทั้งในมิติส่วนตัวและสังคม

ด้านพระมหาทศพร ปุญฺญงฺกุโร กล่าวว่า การดำเนินโครงการสมาธิเพื่อสันติภาพโลก ขณะนี้ดำเนินการมา 2 เดือนแล้ว มีผู้เข้าร่วมโครงการ 600,000 คน มีทั้งนักเรียน นักศึกษา ส่วนงานราชการ และประชาชนทั่วไปต่างสนใจเข้าร่วมโครงการ ทางโครงการมีเป้าหมายเชิญชวนผู้ร่วมโครงการให้ได้ 1 ล้านรายชื่อ เพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นจริง ด้วยการนั่งสมาธิ

คุณกากัน มาลิค กล่าวถึงความสำคัญของสมาธิว่า สมาธิมีความสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์ทุกคน และเป็นวิตามินของสมอง และยินดีที่จะร่วมส่งเสริมสันติภาพ เพราะไม่ใช่แค่ที่เมืองไทย หรืออินเดียเท่านั้นที่ต้องการสันติภาพ แต่จำเป็นมนุษย์ทั่วโลก ฉะนั้นการสร้างสันติภาพจึงต้องเริ่มจากภายในของคนทุกคนด้วยการนั่งสมาธิ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสันติภาพสู่ภายนอกและไปทั่วโลก”

โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพโลก จัดโดยเครือข่ายองค์กรสันติภาพโลก วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย และภาคีเครือข่าย เพื่อมุ่งหวังให้ใช้สมาธิในการก้าวข้ามสงคราม ความรุนแรง และความขัด แย้งในสังคม เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดแก่สังคมโลก ทำให้เกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการนั่งสมาธิมากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการนี้ได้เชิญชวนประชาชนผู้สนใจร่วมนั่งสมาธิ อธิษฐานจิตให้เกิดสันติภาพโลก และลงชื่อเพื่อบันทึกสถิติโลกกับ Guinness World Records โดยมีเป้าหมาย 1 ล้านรายชื่อ ที่เว็บไซต์ http://www.MeditationForPeace.net สามารถส่งรายชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566

THEOS-2 ดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทยพร้อมขึ้นสู่อวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760501

THEOS-2 ดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทยพร้อมขึ้นสู่อวกาศ

THEOS-2 ดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทยพร้อมขึ้นสู่อวกาศ

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.04 น.

THEOS-2 ดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทยพร้อมขึ้นสู่อวกาศ  “รมว.อว.” เตรียมเป็นตัวแทนรัฐบาลไทยปล่อยดาวเทียมที่ท่าอวกาศยานประเทศเฟรนช์เกียนา

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตนในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยจะเดินทางไปทำภารกิจสำคัญคือการปล่อยดาวเทียมสำรวจโลกดวงใหม่ของประเทศไทย คือ THEOS-2 (Thailand Earth Observation Satellite 2) ขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด VEGA ขององค์กรอวกาศยุโรป (ESA)  ในวันที่ 7 ต.ค. นี้ ณ ท่าอวกาศยานประเทศเฟรนช์เกียนา (French Guiana) ซึ่งตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ดาวเทียม THEOS-2 เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะส่งดาวเทียมที่สามารถบันทึกภาพที่มีความละเอียดระดับสูงมากขึ้นสู่อวกาศ เพื่อนำมาสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ

โดย THEOS-2 จะปฏิบัติภารกิจด้านการติดตามและสำรวจสถานการณ์เชิงพื้นที่ด้วยความสามารถในการถ่ายภาพที่ทันสมัยมาก ทั้งการจัดทำแผนที่ การจัดการเกษตร การจัดการน้ำแบบองค์รวม การจัดการภัยแล้ง น้ำท่วม การจัดการภัยธรรมชาติทุกรูปแบบ การจัดการเมือง และทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการวางแผนเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด นอกจากจะยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศสู่การเป็นประเทศที่ดำเนินธุรกิจอวกาศใหม่หรือเศรษฐกิจอวกาศใหม่ หรือ New Space Economy แล้ว ยังเกิดประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนอีกด้วย

“ดาวเทียม THEOS-2 จะทำให้ประเทศมีภาพถ่ายรายละเอียดสูงมากในทุกพื้นที่ ทันเวลา มีความถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น ช่วยให้การวางแผนบริหารจัดการพื้นที่ที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานต่างๆ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเอาไปใช้ได้ทันที ในขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ได้เข้าถึงข้อมูลและประยุกต์ใช้ข้อมูลที่นำไปสู่การปฏิบัติจริง หรือการบริการเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ การนำส่งดาวเทียม THEOS-2 ในครั้งนี้ จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยที่จะก้าวกระโดดในเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรมและเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะผู้แทนของรัฐบาลจึงเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่จะร่วมส่งดาวเทียมของไทยขึ้นสู่อวกาศ อันจะเป็นการแสดงให้เห็นศักยภาพของประเทศไทยในการยกระดับเศรษฐกิจสู่อวกาศ สร้างประโยชน์โดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และความสามารถทางการแข่งขันของไทยในระดับโลก” นางสาวศุภมาส กล่าว

สำหรับดาวเทียม THEOS-2 เป็นดาวเทียมสำรวจโลกดวงใหม่ของประเทศไทย เพื่อสานต่อภารกิจของดาวเทียมไทยโชต (Thaichote) หรือดาวเทียม THEOS-1 ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า ในสังกัดกระทรวง อว.

ซัมมิท แคปปิตอล และพันธมิตร สนับสนุนโรงเรียนวัดบ้านพร้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760318

ซัมมิท แคปปิตอล และพันธมิตร  สนับสนุนโรงเรียนวัดบ้านพร้าว

ซัมมิท แคปปิตอล และพันธมิตร สนับสนุนโรงเรียนวัดบ้านพร้าว

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะผู้บริหารและพนักงานบริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและทีมงานห้างหุ้นส่วน โคราชยินดีทรัพย์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถจักรยานพันธมิตรทางธุรกิจในจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันบริจาคสิ่งของ เครื่องอุปโภค-บริโภค อุปกรณ์กีฬา และอุปกรณ์การเรียน เพื่อสนับสนุนการศึกษาและสุขภาพที่ดีให้แก่นักเรียนและครูโรงเรียนวัดบ้านพร้าว อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเร็วๆ นี้

การจัดกิจกรรมบริจาคในครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายการช่วยเหลือสังคมตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ของบริษัทฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน ด้วยความตั้งใจที่จะส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมไทย

ม.สวนดุสิต สุพรรณบุรี รับมอบเกียรติบัตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760309

ม.สวนดุสิต สุพรรณบุรี รับมอบเกียรติบัตร

ม.สวนดุสิต สุพรรณบุรี รับมอบเกียรติบัตร

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี เข้ารับมอบเกียรติบัตร ประกาศยกย่ององค์กร คุณธรรมต้นแบบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 จากนายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี โดยคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติตามโครงการส่งเสริมชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ภายใต้แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2559-2565) เมื่อวันก่อน ณ ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี

รับรางวัลนานาชาติด้านต่อต้านทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760313

รับรางวัลนานาชาติด้านต่อต้านทุจริต

รับรางวัลนานาชาติด้านต่อต้านทุจริต

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอร์รัปชั่น” สนับสนุนโดย กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) รับรางวัล  Best International Drama for Education Awards โดยมี นายธนกฤษ เรือทอง และ นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ เป็นผู้แทน เข้ารับมอบ ณ Syphony Hall Kawasaki ประเทศญี่ปุ่น