S.P.ก่อสร้างฯส่งจักรยาน 50 คัน สานฝันการศึกษาไทยในถิ่นทุรกันดาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742327

S.P.ก่อสร้างฯส่งจักรยาน 50 คัน สานฝันการศึกษาไทยในถิ่นทุรกันดาร

S.P.ก่อสร้างฯส่งจักรยาน 50 คัน สานฝันการศึกษาไทยในถิ่นทุรกันดาร

วันเสาร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 08.58 น.

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.66 ที่ผ่านมา คุณช่อฉัตร โตชูวงศ์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.พี.ก่อสร้างรุ่งเรือง จำกัด พร้อมคณะได้นำรถจักรยานไปมอบให้กับน้องๆ ที่โรงเรียน ตชด.ทองพูนพิทยา 156 หมู่ที่ 2 บ้านนาสะแบง ตำบลหนองนกทา อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 50 คัน พร้อมทั้งร่วมกันเลี้ยงอาหารกลางวันน้องๆ ด้วย ท่ามกลางเสียงขอบคุณและเสียงสัญญาของน้องๆ ทุกคนว่า จะเป็นเด็กดี จะขยันเรียน และนำความรู้จากโรงเรียนมาร่วมพัฒนาประเทศของเราต่อไป คือ ความสุขใจที่พวกเราทุกคนได้รับในวันนี้

สำหรับโรงเรียน ตชด.ทองพูนพิทยา 156 เส้นทางที่ห่างไกลระหว่างบ้านกับโรงเรียน ถือว่าเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของการศึกษาไทย โดยเฉพาะน้องๆ นักเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งจะต้องใช้เวลาไปกลับระหว่างบ้านและโรงเรียนโดยการเดินเท้าเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงต่อวันดังนั้น คุณช่อฉัตร  โตชูวงศ์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.พี.ก่อสร้างรุ่งเรือง จำกัด จึงได้ระดมทุนร่วมกับผู้ใหญ่ใจดีอีกหลายๆ ท่านนำรถจักรยานไปมอบให้กับน้องๆ ที่โรงเรียน ตชด.ทองพูนพิทยา ดังกล่าว

พ่อแม่เศร้า!! ลูกถูกออกจาก รร.กลางคัน กสม.แนะชะลอส่งเด็ก 126 คนกลับพม่า หวั่นอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742313

พ่อแม่เศร้า!! ลูกถูกออกจาก รร.กลางคัน กสม.แนะชะลอส่งเด็ก 126 คนกลับพม่า หวั่นอันตราย

พ่อแม่เศร้า!! ลูกถูกออกจาก รร.กลางคัน กสม.แนะชะลอส่งเด็ก 126 คนกลับพม่า หวั่นอันตราย

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.41 น.

พ่อแม่สุดเศร้า-ลูกถูกออกจาก รร.กลางคัน กสม.แนะชะลอส่งเด็ก 126 คนกลับพม่า หวั่นอันตราย ส่วนหนึ่งเคยเรียนในไทย ชี้ควรใจกว้างพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แก้ปัญหาสังคมไทยสูงวัย

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2566 นายอดิศร เกิดมงคล  ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Workers Group -MWG) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ส่งเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จังหวัดอ่างทอง จำนวน 126 คนกลับพม่า ว่า นโยบายการปิดโรงเรียนขนาดเล็กให้ยุบไปรวมกับโรงเรียนขนาดใหญ่ใหญ่นั้น ไม่ตอบโจทย์ด้านการศึกษา

“นโยบายการยุบโรงเรียนขนาดเล็กเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา เพื่อให้ความผิดแก่ผู้อำนวยการโรงเรียนนั้นสมบูรณ์ โดยตั้งข้อหานำพาคนต่างด้าว ฉะนั้นเด็กๆ เหล่านี้ก็กลายเป็นสถานะผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ในแง่ของกฎหมายต้องรับโทษตามคดีอาญา และต้องส่งเด็กกลับไปยังประเทศต้นทาง การดำเนินการของตำรวจกรณีนี้ไม่ถูกต้องสำหรับหลักการการคุ้มครองเด็ก เพราะเด็กๆ ควรได้เข้ารับการศึกษาในระบบ ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติหรือไม่มีสัญชาติใดก็ตาม เด็กไม่ได้มีความผิด และเด็ก ๆ ก็มีความหวังว่าที่จะได้เรียนหนังสือคือโอกาสของพวกเขา จริงๆแล้ว ไม่ควรส่งเด็กกลับ เพราะพ่อแม่ และครอบครัวต่างก็ยินยอมที่จะให้เดินทางมาเรียน การที่ส่งเด็กกลับก็อาจจะทำให้พวกเขาเกิดความเสี่ยงได้ และอาจจะกลับมาและกลายเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์” นายอดิศรกล่าว

นายอดิศร กล่าวว่า รัฐไทยจะต้องไม่ส่งเด็กกลับไป หากพิสูจน์ได้ว่าอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ตามพรบ.ป้องกันและปราบปราม พ.ศ.2565 การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย โดยหลักการตามกฎหมายต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก การเปิดโอกาสทางการศึกษาคือการลงทุนที่ต่ำที่สุด เด็กๆ เหล่านี้สามารถเติบโตไปเป็นแรงงานที่มีคุณภาพได้  ไทยเรามองเป็นปัญหาของความมั่นคงเป็นหลัก จึงไม่ได้มองเห็นในมิติอื่นๆ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และขาดแคลนกำลังแรงงาน  วิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งคือการมอบการศึกษาเพื่อให้เข้าสู่ระบบ เพราะฉะนั้นเราต้องมองภาพไกล

ส่วนความคืบหน้ากรณีตำรวจ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำตัวเด็กทั้ง 126 คนส่งไปยังจังหวัดเชียงรายเพื่อส่งตัวกลับประเทศต้นทาง ล่าสุดได้มีการติดต่อผู้ปกครองเด็กจำนวนหนึ่งได้แล้ว ซึ่งได้ทยอยส่งตัวเด็กไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อผลักดันเด็กกลับพม่า

ขณะที่นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และนางเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ได้เดินทางไปที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเชียงราย กรมกิจการเด็กและเยาวชน ในอ.แม่จัน ซึ่งมีที่ถูกออกจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 38 คนพักอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ชี้แจงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเด็ก

นางปรีดา กล่าวว่า ข้อเสนอ กสม.คือขอให้คัดเลือกเด็กที่เคยเรียนในประเทศไทยออกมา และยินดีประสานกับโรงเรียนที่เด็กเคยเรียน ซึ่งตอนนี้พบว่ามีอย่างน้อย 6 คนที่เคยเรียนในประเทศไทย ขณะที่ทางตำรวจเห็นด้วยกับการระงับการส่งเด็กและคัดแยกเด็กโดยขอให้ประสานกับภาคประชาสังคมในพื้นที่ ขณะที่อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนโทรมาหารือซึ่ง ตนบอกไปว่าเรื่องนี้สลับซับซ้อนและแจ้งว่าควรชะลอส่งกลับขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัว แจ้งว่าจะติดตามเด็กที่ถูกส่งกลับไปพม่าว่าได้เข้าเรียนหรือไม่

ในวันเดียวกันนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และปลัด พม. โดยระบุว่าให้พิจารณาไม่ส่งหรือผลักดันเด็กไปยังประเทศต้นทางหากเป็นอันตราย และขอให้ พม.ช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าว

ผู้ปกครองรายหนึ่ง กล่าวว่าตนได้พบลูก 2 คนที่ส่งไปเรียนที่ จ.อ่างทองแล้ว ตอนนี้เราถูกผลักดันกลับเมืองท่าขี้เหล็กฝั่งพม่า ที่ตัดสินใจส่งลูกไปเรียนที่อ่างทอง เพราะอยากให้ลูกได้มีโอกาสศึกษาในระบบของไทยจึงตัดสินใจส่งให้ไปเรียนโดยตนเป็นคนพาลูกไปส่งยังโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สายและการไปเรียนครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

“อยากให้ลูกๆ ได้มีการศึกษาเติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพ สามารถเลี้ยงตัวเองและมีความรู้ในการพัฒนาชีวิตตัวเองให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ตอนแรกพอรู้ว่าเด็กๆถูกส่งกลับรู้สึกตกใจและกังวล เป็นห่วงอย่างมากว่าจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงเป็นห่วงความรู้สึกของผู้อำนวยการและครูในโรงเรียนว่าเขาต้องเจออะไรบ้าง เรากินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่หลายวัน แต่ตอนนี้ลูกมาอยู่กับตัวเองแล้วก็สบายใจในระดับหนึ่ง แต่ที่เสียใจคือความรู้สึกของลูกที่มีความฝันที่อยากจะเรียนภาษาไทยในประเทศไทย ลูกคิดว่าอนาคตจะไม่มีโอกาสกลับเข้ามาประเทศไทยอีกแล้ว ตอนนี้ตั้งใจจะโทรศัพท์กลับไปหาผู้อำนวยการที่โรงเรียนเพื่อให้กำลังใจ”ผู้ปกครองรายนี้ กล่าว

ขณะที่ผู้ปกครองอีกรายหนึ่ง กล่าวว่าเดิมทีลูกชายเรียนที่โรงเรียนบ้านอาแบ อ.แม่จัน ต่อมาลูกได้ขออนุญาตไปเรียนที่อ่างทองเพราะเพื่อนๆ ชวน และมีครูที่ไว้ใจได้มารับ พอเห็นข่าวที่เด็กถูกรู้สึกตกใจและกังวลมาก แต่หลังจากที่ทราบว่ามีหน่วยงาน มูลนิธิ เข้าไปดูแลก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปรับเด็กกลับมาอย่างไรเนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ถ้าจะเช่ารถไปก็ราคาแพงเพราะต้องลงจากดอยไปรับในเมือง สิ่งที่กังวลใจมากที่สุด คือเป็นห่วงความรู้สึกของเด็กๆ เนื่องจากลูกมีความฝันอยากเรียนหนังสือที่สูงๆอยากพัฒนาตนเองมีอาชีพที่ดีในการมาเลี้ยงดูแลครอบครัว ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะได้เรียนต่อหรือเปล่า

‘ตรีนุช’มอบการบ้าน สพฐ.จัดสอนถึง ม.3 รร.stand alone บนเกาะพยาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742201

'ตรีนุช'มอบการบ้าน สพฐ.จัดสอนถึง ม.3 รร.stand alone บนเกาะพยาม

‘ตรีนุช’มอบการบ้าน สพฐ.จัดสอนถึง ม.3 รร.stand alone บนเกาะพยาม

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 14.59 น.

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายนิรุตติ สุทธินนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงศึกษาธิการ , นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่โรงเรียนบ้านเกาะพยาม จ.ระนอง โดยมี นายมนัส สักขาพรม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางกลาง รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ให้ข้อมูล

นางสาวตรีนุช กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยม ว่า โรงเรียนบ้านเกาะพยาม เป็นโรงเรียนพื้นที่พิเศษ (เกาะ) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง (สพป.ระนอง) เปิดสอน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2566 มีนักเรียน ทั้งหมด 176 คน 8 ห้องเรียน ครู 4 คน จัดการเรียนการสอนแบบคละชั้นเรียน

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นักเรียนของโรงเรียนบ้านเกาะพยาม มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยจากนักเรียนทั้งหมด 176 คน เป็นนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน ,เมียนมา และลูกครึ่งญี่ปุ่น รวม 119 คน ส่วนที่เหลือ 57 คน เป็นเด็กไทย โดยทางโรงเรียนได้ปรับตารางเรียนให้เหมาะสมกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยภาคเช้า เน้นด้านภาษาอ่านออกเขียนได้ ด้านเหตุผลคำนวณคิดเลขเป็น ส่วนภาคบ่าย จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ หลักสูตรสถานศึกษากับฐานการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและนอกห้องเรียน และการฝึกทักษะอาชีพ ซึ่งนักเรียนที่จบการศึกษาจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เข้าศึกษาต่อทุกคน โดยเดินทางไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ กศน.ตำบลเกาะพยาม และ โรงเรียนในอำเภอเมืองจังหวัดระนอง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ท 45 นาที อัตราค่าโดยสารเรือ 350 บาท ต่อคนต่อเที่ยว ถ้านั่งเรือหางยาง ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 200 บาทต่อคนต่อเที่ยว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

“ดิฉันเห็นว่า โรงเรียนบ้านเกาะพยาม มีการจัดการเรียนการสอนได้ดี แม้จะเป็นโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลในเกาะ (Stand alone) ซึ่งหากเด็กได้มีทางเลือกได้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) นอกเหนือจากไปเรียนกับ กศน.ตำบลเกาะพยาม ก็จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนมากขึ้น ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ เขตพื้นที่การศึกษา ทำการศึกษารูปแบบและวิธีการในการเปิดเป็นโรงเรียนขยายโอกาส หรือ เปิดเป็นห้องเรียนสาขาของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 38 สอนถึงชั้น ม.3 เน้นเรื่องทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต รวมถึงมอบ สพฐ.ทำแผนพัฒนาโรงเรียนพื้นที่บนเกาะพื้นที่ห่างไกลกันดารทั้งระบบด้วย ไม่ใช่เฉพาะที่เกาะพยามเท่านั้น” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นายมนัส สักขาพรหม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางกลาง รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเกาะพยาม  กล่าวว่า โรงเรียนบ้านเกาะพยามเป็นโรงเรียนขนาดกลาง สแตตนนอโลน มีครูไม่ครบชั้น โดยเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล – ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สำหรับนักเรียนมีหลากหลายชาติพันธ์ แต่เนื่องจากทางโรงเรียนมีครูไม่ครบชั้นจึงมีครูอาสาสมัครต่างชาติเข้ามาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน

“ขณะนี้ทางโรงเรียนมีความต้องการรั้วโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและป้องกันอุบัติเหตุหน้าโรงเรียน รวมถึงต้องการห้องน้ำและโรงอาหารเนื่องจากจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น รวมถึงบ้านพักครู และอีกไม่นานนี้ทางโรงเรียนกำลังจะได้รับการครูบรรจจุใหม่เข้ามาเนื่องจากโรงเรียนยังขาดครูอีกจำนวน 8 ตำแหน่ง”

ด้าน Miss fiona Parsans (ครูฟี) ชาวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นครูอาสามสัครจากมูลนิธิ allforvillages.org ซึ่งมาอยู่เมืองไทยได้ 14 ปี และมาเป็นครูอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษและภาษาไทยให้นักเรียนชาติพันธ์และนักเรียนไทยในโรงเรียนบ้านเกาะพยาม มา 4 ปีแล้ว รู้สึกชอบโรงเรียนนี้มากและชอบประเทศไทย

– 006

ปลัดมหาดไทยชื่นชมโรงเรียนดรุณวิทย รับรางวัลชนะเลิศ โครงการแข่งขัน สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742143

ปลัดมหาดไทยชื่นชมโรงเรียนดรุณวิทย รับรางวัลชนะเลิศ โครงการแข่งขัน สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ปลัดมหาดไทยชื่นชมโรงเรียนดรุณวิทย รับรางวัลชนะเลิศ โครงการแข่งขัน สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 10.50 น.

ปลัดมหาดไทยชื่นชมโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย “รับรางวัลชนะเลิศ โครงการแข่งขัน “สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก – The AIA Healthiest Schools Regional Challenge (Primary School Category)” จากประเทศมาเลเซีย ยกย่องเป็นโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบ พร้อมสั่งการ สถ. ถอดบทเรียนความสำเร็จขยายผล อปท. ทุกแห่งทั่วประเทศต่อไป 

วันที่ 7 กรกฎาคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เผยว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคโครงการแข่งขัน “สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก – The AIA Healthiest Schools Regional Challenge (Primary School Category)” ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่ง ดร.นวพรรณ อินต๊ะวงศ์ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและตัวแทนคณะทำงาน เข้ารับโล่เกียรติยศพร้อมเงินรางวัลมูลค่า 1.8 ล้านบาท โดย AIA Group จาก Yang Berhormat Puan Fadhlina Sidek, Minister of Education รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งโครงการดังกล่าวมีจำนวนโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจาก 4 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง ไทย และเวียดนาม สมัครเข้าร่วมมากถึง 744 โรงเรียน ตลอดปี 2565-2566

“โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันโครงการสุดยอดโรงเรียนสุขภาพดีระดับภูมิภาคในระดับชั้นประถมศึกษา โดยมีความโดดเด่นในด้านกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ ซึ่งโรงเรียนผลักดันให้นักเรียนได้เข้าถึงแนวทางการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม ผ่านด้านโภชนาการ การดูแลสุขภาพร่างกายและสุขภาพใจที่ดี รวมถึงมุ่งเน้นความยั่งยืนให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงมหาดไทยมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนภารกิจในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ทุกเพศ ทุกวัย โดยได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ให้ความสำคัญกับภารกิจงานของทุกกระทรวง ทบวง กรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน โดยเฉพาะ “การพัฒนาคนทุกช่วงวัย” ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนหรือประชาชนในพื้นที่มีสุขภาพที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องทำหน้าที่เสมือนเป็น “นายกรัฐมนตรีของจังหวัด” และนายอำเภอ ทำหน้าที่ “นายกรัฐมนตรีของอำเภอ” ที่จะต้องเป็นผู้นำการบูรณาการส่วนราชการในพื้นที่ ขณะเดียวกันต้องเป็นผู้นำการลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ดีให้กับพื้นที่ ให้กับสุขภาพพลานามัยของพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกช่วงวัย ทุกครอบครัว ทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ตำบล อำเภอ และทั้งจังหวัด ซึ่งหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ คือการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนทุกช่วงวัยในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่ต้องมุ่งส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่เป็นช่วงวัยที่ต้องได้รับการบ่มเพาะปลูกฝังค่านิยมที่ดี ตลอดจนองค์ความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ มีสุขภาพกาย สุขภาพใจ มี IQ และ EQ ที่สมบูรณ์ เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ อันจะนำประเทศชาติไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) เป็นโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองน่าน ได้ร่วมส่งโครงการ “เด็กไทยแก้มใส” และมาตรฐานการจัดการอาหารและโภชนาการในสถานศึกษาเข้าร่วมประกวด ที่ทำให้เด็กนักเรียนกินดีอยู่ดี มีความอุดมสมบูรณ์ ในเรื่องโภชนาการอาหาร โดยทำอาหารกลางวันที่มีประโยชน์ อาหารหลักครบ 5 หมู่ ประเภท ผัก เนื้อหมู ไข่ ทุกอย่างต้องมีคุณค่าทางอาหาร มีคณะกรรมการตรวจสอบ มีการมอบหมายให้นักเรียนที่เป็นคณะกรรมการมาตรวจสอบทุกวัน ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ไปในตัว มีความปลอดภัย อาหารมีคุณภาพ ได้รู้จักการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารประเภท หวาน มัน เค็ม ทำให้เด็กนักเรียนที่นี่มีอารมณ์ดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง แจ่มใส ซึ่งสอดคล้องกับการตัดสินผลรางวัลจากขอบเขตของผลงานที่ส่งเข้าประกวด รวมไปจนถึงระดับการมีส่วนร่วมระหว่างบุคลากรและนักเรียน ผลกระทบเชิงบวก ตลอดจนแผนในอนาคต จึงทำให้ได้รับรางวัลในครั้งนี้ 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า การได้รับรางวัลในเวทีนานาชาติของโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับเทศบาลเมืองน่าน แต่ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ สร้างความภาคภูมิใจให้กับกระทรวงมหาดไทยและคนไทยทุกคน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ร่วมกับจังหวัดน่านถอดบทเรียนความสำเร็จของโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่น ๆ ได้พัฒนาไปพร้อมกัน อันเป็นการร่วมกันยกระดับศักยภาพของโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สามารถสร้างผลงานและชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในระดับนานาชาติได้เช่นกัน

ท้ายนี้ ให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รวมทั้งนายอำเภอทุกคนและภาคีเครือข่ายได้ช่วยตรวจเยี่ยมการดูแลอาหารกลางวันของเด็ก ๆ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนทั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอให้ลูก ๆ หลาน ๆ ในพื้นที่เป็นขั้นต้น และศึกษาแนวทางของโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) เพื่อนำไปพัฒนาการดูแลลูกหลานนักเรียนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ผอ.รร.แจงรับเด็กมาอย่างถูกต้อง เผยวิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742114

ผอ.รร.แจงรับเด็กมาอย่างถูกต้อง เผยวิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว

ผอ.รร.แจงรับเด็กมาอย่างถูกต้อง เผยวิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 21.48 น.

ผอ.รร.ไทยรัฐ 6 แจงรับเด็กมาอย่างถูกต้อง เผยวิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว นักวิชาการ-ผู้รู้เรื่องสถานะบุคคลรุมจวกพรากเด็กจากโรงเรียนกลางคัน ส.ส.เสนอการคุ้มครองเด็กใส่ในรัฐธรรมนูญ

ความคืบหน้ากรณีที่เด็กนักเรียนอายุ 5-16 ปี จำนวน 126 คนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6(ราษฏร์อุปถัมภ์) อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ถูกส่งตัวกลับพื้นที่ต้นทางที่จังหวัดเชียงราย เพื่อส่งตัวให้ผู้ปกครองและผลักดันออกนอกประเทศ ภายหลังจากที่มีการดำเนินคดีกับนางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ในข้อหานำพาและย้ายไปปฏิบัติงานที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง โดยล่าสุดเด็กๆทั้ง 126 คนถูกนำตัวไปยังสถานสงเคราะห์ 5 แห่งในจังหวัดเชียงราย เพื่อรอผู้ปกครองมารับและบางส่วนถูกส่งตัวกลับประเทศพม่า อย่างไรก็ตามการดำเนินการครั้งนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากเด็กๆกลุ่มนี้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันและการผลักดันอาจทำให้เด็กกลับไปสู่อันตราย

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2566 นางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ปฏิบัติงานที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง ให้สัมภาษณ์ว่า ตนรับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งขณะนั้นมีนักเรียนอยู่  12 คน เมื่อหารือกับผู้เที่ยวเกี่ยวข้องแล้วมีทางออกคือการไปรับเด็กจากที่อื่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำมานานแล้ว 20-30 ปี จึงได้ติดต่อศิษย์เก่าบนดอยแม่สลอง โดยชุดแรก 35 คน ซึ่งได้ทำเรื่องตามระบบ โดยบันทึกข้อมูลเด็กไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร์โดยไม่มีปัญหาใดๆจนได้เอกสารตัว G

ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กล่าวว่า ในปีนี้ได้มีการประสานงานเพื่อรับเด็กมาเรียนอีกครั้ง ซึ่งก็ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังมูลนิธิวัดสระแก้วเช่นเดิมเพื่อให้ดูแล จนรับเด็กมาได้ 72 คน ซึ่งเดิมทีต้องการเด็กเพียง 40 คน แต่มีผู้ปกครองที่ทราบข่าวต้องการให้เด็กๆได้มาเรียนที่นี่จำนวนมากเพราะมีการบอกต่อๆกัน รวมทั้งเด็กๆก็ต้องการมาเรียน เมื่อเด็กๆมาถึงก็ทำกระบวนการเช่นเดิม แต่ครั้งนี้มีการตั้งคำถามจากสำนักงานเขตพื้นที่ฯเพราะเห็นว่ามีเด็กจำนวนมากขึ้นเยอะ และมีการลงมาตรวจสอบเพราะมีการร้องเรียนจากบุคคลากรบางคนในโรงเรียน ในที่สุดทางเขตการศึกษาบอกว่าถ้าไม่มีเอกสารก็ขอให้ส่งเด็กกลับ ซึ่งตนเองก็เตรียมที่จะส่งกลับแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงมีการไปแจ้งความและกลายเป็นเรื่องที่บานปลายไปเรื่อยๆ

“เด็กๆส่วนใหญ่มีทั้งที่อยู่ฝั่งไทยและเดินทางข้ามมาจากฝั่งพม่า บางคนก็มีพ่อแม่เป็นคนไทย ที่น่าเสียใจคือพอเกิดเรื่องทำให้เด็กๆทั้งหมดต้องออกจากเรียนกลางคัน ทั้งเด็กเก่า เด็กใหม่ มันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง พวกเขาควรได้เรียน เราเองก็ตอบคำถามผู้ปกครองไม่ได้ ดิฉันรู้สึกผิดมากที่เห็นเด็กๆไม่ได้เรียนต่อ ตอนนี้โรงเรียนก็ต้องปิด ทั้งๆที่กระบวนการทุกอย่างเป็นไปโดยถูกต้อง ผู้ปกครองของเด็กๆต่างก็ได้ทำหนังสือรับรองอนุญาตให้มาเรียน”นางกัลยา กล่าว

ในวันเดียวกันที่โรงแรม The Heritage อ.เมือง จ.เชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.)ได้จัดเสวนา “ร่วมมือแสวงหาแนวทางการรับมือการจัดการสถานะบุคคลต่อสถานการณ์ผู้ลี้ภัยการอพยพของประชาชนจากเมียนมา” โดยผู้เข้าร่วมเป็นผู้รู้เรื่องงานสถานบุคคลซึ่งมีทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กลุ่มองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ผู้แทนยูนิเซฟ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ส.ส. และตัวแทนฝ่ายราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กรมการปกครอง

ทั้งนี้ นอกจากการหารือเรื่องงานสถานการณ์การอพยพของประชาชนจากฝั่งพม่าและพูดถึงทางออกของปัญหาแล้ว หลายคนในที่ประชุมยังได้วิพากษ์วิจารณ์ กรณีที่หลายหน่วยงานของไทยขนย้ายเด็กๆ 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทองมาอยู่ในสถานสงเคราะห์ จนทำให้เด็กๆไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ซึ่งถือว่าเป็นการทำผิดกฏหมายคุ้มครองเด็ก

ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ควรมีการเตือนสติกระทรวงศึกษาธิการว่ากำลังสับสนเรื่องภารกิจของตัวเอง และกำลังกังวลว่ามีอีกหลายกรณีที่รับเด็กนักเรียนลักษณะเดียวกันไปเรียนและจะเกิดปัญหาตามมาเช่นกัน เพราะเดิมทีผู้อำนวยการหลายโรงเรียนก็ไม่กล้ารับเด็กอยู่แล้วเพราะกลัวว่าเป็นการให้ที่พักพิงและผิดกฎหมาย ดังนั้นควรมีการสำรวจว่ามีโรงเรียนแบบนี้มีอีกกี่แห่ง และขณะนี้มีเด็กอีกนับพันคนที่หนีภัยการสู้รบเราควรปฏิบัติกับเด็กเหล่านี้อย่างไร

นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า จริงๆแล้วเรื่องนี้มีกฎหมาย 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องคือ พรบ.คุ้มครองเด็ก และ พรบ.คนเข้าเมือง แต่หน่วยงานราชการเลือกใช้แต่ พรบ.คนเข้าเมือง ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ดังนั้นควรเอาเรื่องคุ้มครองเด็กไปไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือหากปล่อยไปเช่นนี้ก็ต้องยกระดับขึ้น ขณะเดียวกันหลักการไม่ส่งเด็กกลับเป็นเรื่องจารีตระหว่างประเทศที่ไม่มีใครทำกัน ดังนั้นการส่งเด็กๆกลับไปในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

นายวีระ อยู่รัมย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เด็กๆไม่ควรถูกออกจากระบบการศึกษาแม้จะไม่มีหลักฐานใดๆก็ตามซึ่งเป็นหน้าที่ที่กระทรวงศึกษาต้องออกเลขรหัส G-code ให้ ซึ่งกรณีนี้เด็กทั้ง 126 คน ทางโรงเรียนก็ได้ขอรหัสนี้ให้ แต่ไม่ได้รับ ที่ตนไม่เข้าใจคือทำไมถึงต้องส่งเด็กกลับเพราะเด็กควรมีสิทธิเรียนในโรงเรียนใดก็ได้

“การจะเอาผิดกับผู้อำนวยการโดยตั้งข้อหานำพา และการให้เด็กได้เรียน เป็นคนละเรื่องกัน ถ้าเอามารวมกันก็วุ่นวาย กรณีนี้ผู้อำนวยการก็มีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครองให้เด็กๆมาเรียนถูกต้องตามขั้นตอน”นายวีระ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเสวนา ผู้ร่วมเสวนา เช่น นางเตือนใจ ดีเทศน์ ที่ปรึกษามูลนิธิ พชภ. นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายกัณวีร์ ได้เดินทางมายังบ้านพักฉุกเฉินขอมูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่ ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ได้นำเด็กนักเรียน 35 คนที่เดินทางมาจาก จ.อ่างทอง มาฝากไว้เพื่อรอติดต่อผู้ปกครองและส่งกลับ

ทั้งนี้เด็กๆหลายคนเป็นเด็กอยู่บนดอยแม่สลอง บางส่วนเป็นเด็กจากฝั่งพม่า โดยส่วนใหญ่บอกว่ายังต้องการเรียนหนังสือต่อ แต่คงหมดโอกาสโดยเฉพาะเด็กที่ข้ามมาจากฝั่งพม่า ส่วนเด็กในฝั่งไทยก็อาจจะเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน สาเหตุที่เดินทางไปเรียนถึงจังหวัดอ่างทอง เพราะเคยมีรุ่นพี่ๆไปเรียนแล้ว จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร และได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

‘ตรีนุช’นำผู้บริหาร ตรวจเยี่ยมติดตามงานตามนโยบาย ศธ. ณ เกาะพยาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742105

'ตรีนุช'นำผู้บริหาร ตรวจเยี่ยมติดตามงานตามนโยบาย ศธ. ณ เกาะพยาม

‘ตรีนุช’นำผู้บริหาร ตรวจเยี่ยมติดตามงานตามนโยบาย ศธ. ณ เกาะพยาม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.19 น.

“ตรีนุช” นำผู้บริหาร ตรวจเยี่ยมติดตามงานตามนโยบาย ศธ. ณ บนเกาะพยาม จ. ระนอง พร้อมรับฟังปัญหาเพื่อสนับสนุนงบตามพันธกิจ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (รมว.ศธ.)  พร้อมด้วยนายนิรุตติ สุทธินนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงศึกษาธิการ, นายภูธร จันทะหงษ์ ปุญยจรัสธำรง  ผู้ช่วยเลขาธิการคผระกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดระนอง ณ กศน.ตำบลเกาะพยาม จ.ระนอง ซึ่งเป็น กศน.ต้นแบบ 5 ดีพรีเมี่ยม พลัส ประจำปีงบประมาณ 2566 ระดับภาคใต้  โดยมี นางนิภา พุ่มกะเนาว์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ อำเภอกระบุรี รักษาการ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดระนอง กล่าวต้อนรับ

ทั้งนี้ มีการจัดนิทรรศการนำเสนอในประเด็น  การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ อาทิเช่น -การทำกาแฟคั่วมือ ซึ่งเป็นเมล็ดกาแฟที่ปลูกบนพื้นที่เกาะพยาม ใช้กระบวนการคั่วด้วยมือตามกรรมวิธีแบบดั้งเดิม – การผลิตเม็ดกาหยู (เม็ดมะม่วงหิมพานต์) โดยนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เป็นหนึ่งในพืชที่พบมากในพื้นที่มาแปรรูป โดยใช้เทคนิคการคั่วกับเมล็ดข้าวหอมมะลิ ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ ที่คั่วด้วยทรายหรือดิน  – การจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น การสอนอาชีพนำเที่ยว การแสดงควงคบไฟ/กระบองไฟ การนำนักเรียนร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ (การปลูกปะการังเทียม) – กิจกรรมผ้าบาติค เป็นการส่งเสริมอาชีพแก่ผู้สูงอายุ เพื่อขายเป็นสินค้าของที่ระลึกแก่นักช่วงท่องเที่ยว

นอกจากนี้ กศน. เกาะพยาม ได้พัฒนาขีดความสามารถของนักศึกษา สนับสนุนและส่งเสริมให้นักศึกษากล้าแสดงออก ผ่านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์นักเรียน โดยได้พัฒนานวัตกรรม “โซล่าเซลล์ต้นแบบเกษตรครบวงจร” ได้รับรางวัลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ชนะเลิศในระดับจังหวัด และ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ในระดับประเทศ ซึ่งจัดโดย สกร.

รมว.ศธ.กล่าวว่า เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษาในหลายมิติ วันนี้ ก็อยากมาให้กำลังใจการจัดการศึกษาของ จ.ระนอง โดยเฉะาัในพื้นที่เกาะพยาม ซึ่งมีการจัดการศึกษาแบบสแตนอโลน มีทั้งการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้  จึงอยากมาดูการจัดการศึกษาบนหมูเกาะและสแตนอโลนเป็นอย่างไร รัฐบาลเห็นแล้วว่าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาจึงไม่ได้อยู่ในห้องเรียน ซึ่งเราเคยมีการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยา หรือ กศน. และวันนี้รัฐบาลก็ได้ผลักดันให้มี พรบ.เปลี่ยนจากกศน.เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่มีพันธกิจเปลี่ยนแปลงไป เพื่อทำให้คนทุกกลุ่มและทุกเพศทุกวัย สามารถเข้าสู่ขบวนการเรียนรู้ได้มากขึ้น เพื่อให้สามรรถพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต เพราะโลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา ดังนั้เราต้องไม่หยุดการเรียนรู้ และให้ผู้เรียนสามารถมีคุณวุฒินำไปต่อยอดทางการศึกษาได้ หรือบางคนต้องการแค่พัฒนาทักษะชีวิตเพื่อให้ตัวเองสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ 

“สำหรับ กศน. ต.เกาะพยาม เป็นพื้นที่ได้รับรับรางวัล กศน.ต้นแบบ 5 ดีพรีเมี่ยม พลัส ประจำปี 2566 ระดับภาคใต้ ซึ่งครูและผู้บริหารมีความเข้มแข็งมาก ทุ่มเทในมีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับชุมชน สังคม องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนองค์คาพยพขอการจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและตลาดแรงงาน และมีชาวต่างชาติมาร่วมสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ให้ชุมชนมีความเข้มแข็งไม่เฉพราะทางวิชาการยังเห็นถึงการนำภูมิปัญญามาปรับใช้ เช่น การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานลมมาใช้ภายในพื้นที่ และการทำให้ชุมชนที่มีทั้งกลุ่มมอร์แกน กลุ่มชาติพันธุ์ ต่างชาติ ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  ดังนั้น พันธะกิจใหม่ของ สกร.จะต้องตอบโจทย์ชุมชน 

“การลงพื้นที่วันนี้ก็ได้รับฟังปัญหาและข้อจำกัดต่าง ๆ ทั้งเรื่องงบประมาณ และบุคลากรที่ยังมีน้อยเกินไป ดังนั้น ศธ.จะนำข้อจำกัดเหล่านี้ไปพิจารณาเพื่อปรับให้สอดคล้องกับพันธกิจและการขับเคลื่อนงานของ สกร.ไปสู่เป้าหมายต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นางนิภา พุ่มกระเนาว์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ อ.กระบุรี  รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียรนรู้ จ.ระนอง กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมการเรียรนรู้ จ.ระนอง มีสถานศึกษาในสังกัดจำนวน 5 แห่ง มีศูนย์การเรียน 30 แห่ง  เป็นหน่วยจัดจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในพื้นที่ให้แก่นักศึกษาและประชาชน และมีแหล่งเรียนรู้ให้บีิการด้านข้อมูลข่าวสารการสืบค้นข้องมูลทางอินเตอร์เน็ต หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ องค์ความรู้ทางภูมิปัญญา เช่นห้องสมุดประชาชนจังหวัด  ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ห้องสมุดประชาชนอำเภอ ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิประไตยตำบล ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต มีผู้บริหารและบุคลากรในสังกัด สกร.88 คน 

“การที่ กศน.เกาะพยามได้รับรางวัลกศน.ต้นแบบ 5 ดีพรีเมี่ยม พลัส ประจำปี 2566 ระดับภาคใต้ เนื่องจากเราได้มีการสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนา เนื่องจาก กศน.ได้รับงบประมาณสนับสนุนน้อยมาก ครูและผู้บริหารที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาจึงขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนซึ่งมีทั้งชาวมอแกน พม่า หรือแม้แต่ชาวยุโรปที่มาอยู่ในพื้นที่นี้ ซึ่งการได้รับความร่วมือจากภาคีเครือข่ายในการสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรที่มาร่วมกันพัฒนาให้เป็นรูปธรรมที่ชุดเจนขึ้น

นางนิภา กล่าวว่า ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจาก กศน.เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) นี้ เราก็ต้องประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก สกร.มากขึ้น และจะทำให้เรามีกลุ่มเป้าหมายในการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้นด้วยเพราะกฏหมายเปิดกว้างขึ้น เนื่องจากเราสามารถรับนักศึกษาทุกเพศทุกวัยและสามารรับผู้เรียนที่อายุต่ำกว่า 15 ปีเข้ามาเรียนได้  ดังนั้น เมื่อภารกิจเราเพิ่มขึ้นก็อยากได้รับการสนับสนุนงบประมาณมาสนับสนุนทั้งด้านบุคลากร เนื่องจากขาดแคลนครูและบุคลกรจำนวนมาก เนื่องจาก1 ตำบล รับผิดชอบนักศึกษา 60 คน แต่มีครูดูแลเพียง 1 คน ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ขอความร่วมมือภาคีเครือข่าย เช่น ครูในระบบ ครูภูมิปัญญาที่มีความรู้ความสามารถในพื้นที่มาช่วยเติมเต็ม ทั้งในเรื่องภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และใช้สื่อเทคโนโลยีใหม่ๆมาช่วยสอนเสริมให้ผู้เรียน 

ขณะที่ น.ส.สุวรรณา บริเพชร์ ครู กศน.ตำบลเกาะพยาม กล่าวว่า กศน.เกาะพยาม ได้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนักศึกษาทั้งหมด 67 คน  จัดศึกษาให้กับกลุ่มพม่า มอร์แกน กลุ่มผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ และผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา  และมีการจัดการศึกษาต่อเนื่อง จัดกิจกรรมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน กิจกรรมพัฒนาทักษาชีวิต กิจกรรมพัฒนาชุมชนและสังคม กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการสำรวจตามความต้องการของผู้เรียน ส่วนการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กศน.เกาะพยาม ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน กิจกรรมห้องสมุดสำหรับกิจกรรมชาวตลาด กิจกรรมบ้าน หลังสือชุมชน โดยเข้าร่วมกับภาคีเครือข่าย

ขับเคลื่อน‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ผ่านงานศิลปะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742053

ขับเคลื่อน‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ผ่านงานศิลปะ

ขับเคลื่อน‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ผ่านงานศิลปะ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 18.00 น.

ขับเคลื่อน ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ผ่านงานศิลปะ ชวนตระหนักรู้ด้วยสุนทรียะไปกับ 2 ผลงานของ น.ศ.ธรรมศาสตร์

‘ความหลากหลายทางเพศ’ สะท้อนความงดงามของมนุษยชาติ ซึ่งทุกวันนี้ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกต่าง ‘เปิดรับ’ และตระหนักถึงศักดิ์ศรี-ความเสมอภาค และสิทธิต่างๆ ของคนทุกเพศทุกวัย

อย่างไรก็ดีต้องยอมรับความจริงที่ว่า กว่าจะเดินมาจนถึงวันนี้ได้ เราต่างผ่านประสบการณ์เจ็บปวดจนกระทั่งสังคมเกิดการเรียนรู้ และเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ฉากการต่อสู้นั้นๆ ก็เปลี่ยนตาม

ในอดีต เราคุ้นชินกับการเดินขบวนประท้วง ตัวอย่างเช่นในปี ค.ศ.1848-1920 เกิดขบวนประท้วงใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งให้กับสตรี หรือการจัดขบวน Pride ของ LGBTQIA+ ทั่วทุกมุมโลก ก็ถือเป็นการแสดงพลังผ่านการเดินขบวนทั้งสิ้น

ทว่าในปัจจุบัน เครื่องมือการต่อสู้เพื่อแสดงออกถึงความคิด-จุดยืนต่อประเด็นนั้นๆ มีมากขึ้น และผันแปรไปตามไอเดีย-ทักษะ หนึ่งในนั้นคือการใช้ ‘งานศิลปะ’ ผ่านการออกแบบ โดยเฉพาะ ‘แฟชั่น-เครื่องแต่งกาย’ ที่มีทั้งการแฝงฝังนัยความหมายในลวดลาย ทั้งที่จำเป็นต้องอาศัยการตีความ และการสะท้อนออกมาอย่างตรงไปตรงมา

อย่างเช่นผลงานของ นเรวิน สีชะนะ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบชุดเสื้อผ้าที่ใช้ชื่อสื่อความชัดเจนว่า “ผ้าอนามัยฟรี จากภาษีประชาชน” ซึ่งถูกจัดแสดงอยู่ในงานนิทรรศการและแฟชั่นโชว์ “ศิลปนิพนธ์ Pastra24” ในวาระครบรอบ 90 ปีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งหมดทั้งมวลตั้งต้นจากแนวคิดที่อยากจะสร้างชิ้นงานศิลปะ โดยการตั้งคำถามให้กับคนในสังคมไทยได้ฉุกคิด “นเรวิน” จึงหยิบยกประเด็นที่สามารถเห็นได้ชัดเจน นั่นก็คือความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศชายเเละหญิง ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมไทยที่ยังใช้ระบบชายเป็นใหญ่ ผลให้สังคมพยายามกดขี่ผู้หญิง รวมถึง LGBTQIAN+

“สิ่งที่เห็นง่ายที่สุด คือการมองว่าการเป็นประจำเดือนนั้นเป็นของต่ำ การบูลลี่คนเป็นประจำเดือน การสนับสนุนถุงยางอนามัยฟรีเเต่ไม่มีการสนับสนุนผ้าอนามัยฟรี ซึ่งโดยธรรมชาติผู้หญิงจะเป็นประจำเดือนทุกๆเดือน อีกทั้งยังจะคิดภาษีผ้าอนามัยอีก เราจึงหยิบเรื่องราวเหล่านี้ถ่ายทอดออกมาผ่านผลงาน” นเรวิน ระบุ

ในส่วนของการออกแบบผลงานนั้น ‘นเรวิน’ อธิบายสั้นๆ ว่า ผลงานนี้เริ่มต้นจากการใช้ผ้าอนามัยมาลดทอนโครงสร้างเก่าแล้วทำออกมาในรูปเเบบใหม่ (deconstruction) ให้เป็นเสื้อผ้ามีลักษณะคล้ายผ้าอนามัย โดยดึงทุกอิริยาบทของการใช้ผ้าอนามัยมาให้ดูเข้าถึงได้ในรูปเเบบของแฟชั่น ดีไซน์ เเละนำศิลปะการเสียดสีสังคมมาใช้ในงาน เพื่อล้อกับปัญหาการเมืองในปัจจุบัน 

ที่สำคัญคือผลงานชิ้นนี้ไม่จำกัดว่าสำหรับเพศใด หรือก็คือสามารถใส่ได้ทุกเพศ (Unisex) โดยเขาเหตุผลว่า “จริงๆ เเล้วผลงานที่ทำออกมานั้นสามารถใส่ได้ทุกเพศ รวมถึง LGBTQIAN+ เราอยากให้ผ้าอนามัยเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถพูดได้อย่างเต็มที่ และอยากให้สะท้อนถึงความคิดว่า หากผ้าอนามัยหรือการเป็นประจำเดือนไม่สามารถอยู่ใกล้ผู้ชายได้นั้น ถ้าผู้ชายต้องอยู่กับสิ่งนี้อย่างเปิดเผยจะมีมุมมองอย่างไรบ้าง” 

ทว่า กว่าผลงานชิ้นนี้จะประกอบรูปขึ้นร่างจนสำเร็จในเวลากว่าขวบปีนั้น ต้องผ่านอุปสรรคหลายด่าน อาทิ เรื่องความขัดแย้งทางความคิดระหว่างครอบครัว และคนรอบข้าง การศึกษาข้อมูลต่างๆ 

“เรื่องของความคิดที่ต่างกันที่มองว่าเราไม่ได้เป็นบุคคลที่ใช้ผ้าอนามัยแต่ทำไมถึงทำ แต่เรามองว่ามันไม่ใช่เเค่ชายหรือหญิง แต่มันคือความเท่าเทียมในสังคม ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เเค่เรื่องของประจำเดือน เเต่รวมไปถึงการถูกกดขี่จากสังคมชายเป็นใหญ่ด้วย” นเรวิน กล่าว

นอกจากชุดเสื้อผ้าของ ‘นเรวิน’ แล้ว ภายในงานนิทรรศและแฟชั่นโชว์ดังกล่าว ยังมีอีกหนึ่งชิ้นงานที่สื่อสารในประเด็นเดียวกันนี้ แต่ใช้วิธีการถ่ายทอดความหมายระหว่างบรรทัด โดยใช้ชื่อว่า “The Magic of Butterflies ความมหัศจรรย์ของผีเสื้อ” ซึ่งผลิตออกมาในรูปแบบผ้าทอสำหรับใช้นุ่งหรือห่มเรือนกาย

อันเป็นผลงานของ อรณัชชา จิณปัน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มธ. โดยได้รับแรงบรรดาลใจมาจากลวดลายและสีสันของผีเสื้อ รวมถึงในเชิงสัญลักษณ์ยังเป็นตัวแทนสูงสุดของ ‘เสรีภาพ’ ที่ครอบคลุมทุกมิติด้วย 

เทคนิคในการทำนั้นได้มีการตัดหรือเจียนบางส่วนของส่วนต่างๆ (crop) ของปีกผีเสื้อที่มีองค์ประกอบสัดส่วน (composition) ที่ลงตัว จากนั้นนำมาวางลายบนผืนผ้าแล้วลดทอนรายละเอียดของลาย รวมถึงปรับสีให้เข้ากับงานผ้าทอและเพื่อให้สามารถทอได้จริง

แม้วัสดุที่ ‘อรณัชชา’ เลือกใช้ส่วนใหญ่เป็นผ้าฝ้าย และผ้าไหมที่ไม่ได้ใช้แล้วจากโรงงานผลิตเสื้อผ้า แต่เธอบอกว่าอนาคตถ้าเป็นไปได้ก็อยากปรับเปลี่ยนวัสดุและการย้อมให้มาจากธรรมชาติที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อธรรมชาติให้น้อยที่สุด รวมถึงอยากสนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกฝ้ายหรือวัสดุธรรมชาติต่างๆ 

“ชิ้นงานทั้งสองชิ้นนี้ อาจเป็นสิ่งที่ช่วยบอกได้อย่างดีว่าทำไมปีล่าสุดธรรมศาสตร์เราได้อันดับที่ 7 ในการขับเคลื่อนเพื่อไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs ข้อที่ 5 ความเสมอภาคทางเพศ หรือ Gender Equality เพราะไม่ใช่แค่มหาลัยที่พยายามผลักดันหรือขับเคลื่อนผ่านนโยบายต่างๆ แต่นักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออกตรงนี้ด้วย” ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มธ. กล่าว

ผศ.ดร.อนุชา กล่าวต่อไปว่า มากไปกว่านั้นไม่เพียงแต่ผลงานเหล่ามีแนวคิดที่สะท้อนปัญหาเชิงสังคมอย่างเดียวเท่านั้น ตัววัสดุที่ใช้ต่างก็เป็นวัสดุเหลือใช้ และใช้เวลาในการย่อยสลายได้เมื่อเวลาผ่านไปอีกด้วย ซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ในการรณรงค์เรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมต่างเชื่อมโยงไปสู่ความเป็นธรรมศาสตร์ที่สอนให้รักประชาชนทั้งสิ้น

เศร้า!ผู้แสวงบุญ‘ฮัจย์’เสียชีวิตรายที่ 12 ขณะร่วมพิธีที่ซาอุฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742042

เศร้า!ผู้แสวงบุญ‘ฮัจย์’เสียชีวิตรายที่ 12 ขณะร่วมพิธีที่ซาอุฯ

เศร้า!ผู้แสวงบุญ‘ฮัจย์’เสียชีวิตรายที่ 12 ขณะร่วมพิธีที่ซาอุฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 17.19 น.

เศร้า!ผู้แสวงบุญ‘ฮัจย์’เสียชีวิตรายที่ 12 ขณะร่วมพิธีที่ซาอุฯ

6 กรกฎาคม 2566 กองส่งเสริมองค์กรศาสนาอิสลาม และกิจการฮัจย์ สำนักงานกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 04.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นซาอุดีอาระเบีย) ได้มีผู้แสวงบุญประกอบพิธีฮัจย์เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ที่โรงพยาบาลมักกะห์เมดดิคอล ณ เมืองนครมักกะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเป็นผู้สูงอายุวัย 81 ปี มีภูมิลำเนาในพื้นที่ จ.ปัตตานี เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ

ฮุจญาจดังกล่าวสังกัด หจก.ปาตานีฮัจย์ แอนด์ทัวร์ มักตับที่ 89 นับได้ว่าเป็นฮุจยาจหรือผู้แสวงบุญฮัจย์รายที่ 12 ที่เสียชีวิต ในระหว่างประกอบพิธีฮัจย์ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้แสวงบุญที่เสียชีวิตมา ณ ที่นี้ด้วย

สำนักงานกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid0RG8kQVRQrQwaxAbypQEaWn8o8hDprFxjGPqspVLFVkTrfqqCRUWkhVVg6FJpGFwMl%26id%3D100064359354966&show_text=true&width=500

ศศินทร์, JETRO และ ธ.กรุงเทพ จัดสัมมนาความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741765

ศศินทร์, JETRO และ ธ.กรุงเทพ  จัดสัมมนาความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น

ศศินทร์, JETRO และ ธ.กรุงเทพ จัดสัมมนาความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการ Sasin School of Management (สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และ นายจูอิจิโระ คูโรดะ (Mr.Junichiro Kuroda) President of JETRO Bangkok ร่วมกล่าวเปิดงานสัมมนา “ความร่วมมือระหว่างธุรกิจครอบครัวไทยและบริษัทญี่ปุ่น Prospects of Japanese-Thai Family Business : Collaboration between Thai Family Businesses and Japanese Companies” โดยมี Sasin Japan Center (SJC) ร่วมกับ JETRO Bangkok และธนาคารกรุงเทพร่วมจัดงานในครั้งนี้

ในงานมีไฮไลท์สำคัญคือ การปาฐกถาพิเศษจาก นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือซิเมนต์ไทยและอดีตผู้อำนวยการศศินทร์ นอกจากนั้นยังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสในอนาคตของธุรกิจครอบครัวและความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและไทยอีกหลายคน

SPU ประกวดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ รร.สุรศักดิ์มนตรี คว้ารางวัลชนะเลิศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741769

SPU ประกวดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ รร.สุรศักดิ์มนตรี คว้ารางวัลชนะเลิศ

SPU ประกวดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ รร.สุรศักดิ์มนตรี คว้ารางวัลชนะเลิศ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดประกวดแข่งขันสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในหัวข้อ Being bilingual : A Must for the Globalization Era! เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และวันสถาปนามหาวิทยาลัยศรีปทุม ครบรอบ 53 ปี แห่งการก่อตั้ง อีกทั้งเพื่อเป็นเวทีพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียน โดยมี ผศ.ดร.จรรยา พุคยาภรณ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม และที่ปรึกษามูลนิธิสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นประธานเปิดงาน

ในการนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน อาจารย์จิณดา เตชะวณิช นายกสโมสรโรตารี่ลุมพินี เป็นผู้มอบโล่รางวัล ประกาศนียบัตรและเงินรางวัลทุนการศึกษาแก่ทีมที่ชนะเลิศการแข่งขัน ซึ่งรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายสวอน เรย์มอนด์นิวตัน โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ นางสาวนันทนัชเตียวกุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ นางสาวอรวรา สาริพัฒน์ โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน)

ปัจจุบันคณะศิลปศาสตร์ SPUได้เปิดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ 3 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาภาษาอังกฤษสื่อสารธุรกิจ สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ และสาขาวิชาภาษาจีนสื่อสารธุรกิจ