กสศ.หนุน‘ครูรักษ์ถิ่น ปี 3’ พัฒนา รร.ในพื้นที่ห่างไกล จุดภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741762

กสศ.หนุน‘ครูรักษ์ถิ่น ปี 3’  พัฒนา รร.ในพื้นที่ห่างไกล จุดภาคเหนือ

กสศ.หนุน‘ครูรักษ์ถิ่น ปี 3’ พัฒนา รร.ในพื้นที่ห่างไกล จุดภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายชาญชิต ทัพหมี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้นำทางวิชาการ(Q-Leadership) สำหรับผู้บริหารโรงเรียนในโครงการครูรักษ์ถิ่น ที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าในวิชาชีพตามเกณฑ์ ว.PA โครงการหนุนเสริมกลไกการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล 4 ภูมิภาค ขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการครูรักษ์ถิ่นวิชาการ ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าประชุมได้แก่ ผู้บริหารแกนนำโรงเรียนใน Cluster และทีมหนุนเสริมภาคเหนือ รวม 163 คน

วิทยากรบรรยาย อาทิ ดร.วีระ แข็งกสิการผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายในหัวข้อ “แก่นแท้ของการศึกษา” ข้อมูลสถานการณ์ปัญหาการศึกษาไทย กับโลกยุค BANI world และมุมมองการพัฒนาที่ระเบิดจากตัวผู้นำของโรงเรียน” และร่วมอภิปรายแนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ คณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลเป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน (ครูรัก(ษ์)ถิ่น)(Steering) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ปรึกษาโครงการฯ และคณะวิทยากร ให้ความรู้

สพป.พิษณุโลก เขต 2 อบรมครูปฐมวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741761

สพป.พิษณุโลก เขต 2 อบรมครูปฐมวัย

สพป.พิษณุโลก เขต 2 อบรมครูปฐมวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 เป็นประธานเปิดการอบรม และบรรยายพิเศษการอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับครูปฐมวัย “การเสริมสร้างความรู้สู่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย โดยมีครูผู้สอนปฐมวัยเข้ารับการอบรมจำนวน 122 คน ที่ สพป.พิษณุโลก เขต 2

มมส จัดงาน Pride Month 2023 แสดงพลังความเท่าเทียมในสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741764

มมส จัดงาน Pride Month 2023 แสดงพลังความเท่าเทียมในสังคม

มมส จัดงาน Pride Month 2023 แสดงพลังความเท่าเทียมในสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สภานิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงาน MSU Pride Month 2023 โดยมี ผศ.ดร.มลฤดี เชาวรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาศักยภาพองค์กร เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวจรรยาต้นงาม MUT MahaSarakham 2023 นางสาวญาศุมณ อรรคะเศรษฐังMUT NakhonPhanom 2023และนางสาวกุลณัฐ หงษ์ศรีเมืองMiss Grand Sisaket 2023 ร่วมกิจกรรม ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

นายภัทรพงษ์ พิมพิศาล ประธานสภานิสิต กล่าวว่า สภานิสิตได้เล็งเห็นความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมของแต่ละบุคคลบนพื้นฐานของความหลากหลายมากขึ้นทั้งในด้านของเพศ สีผิว และเชื้อชาติจึงได้จัดงาน MSU Pride Month 2023ในวันนี้ขึ้น เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เรื่องความเท่าเทียมผ่านเทศกาล Pride Month แก่นิสิต พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นิสิตมีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงความเท่าเทียมในสังคม

กิจกรรมภายในงานมีเดินขบวนนำโดยขบวนรถแห่ขบวนกลองยาวสาโทขบวนธง ขบวนแฟชั่นโชว์ ขบวนองค์กรนิสิตและออนซอนอีสานรถแห่ บรรเลงโดยวงดนตรีสต๊อกศิลป์อินคอนเสิร์ต โชว์พิเศษ Cover Danceโดย V.ISM และ TRiXXiE จากนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม(ฝ่ายมัธยม) การแสดงสะท้อนสังคมเรื่อง “คนเท่ากันรักเท่าเทียม”

หลังจากนั้นมีการเสวนาในหัวข้อ “Pride Month จุดเริ่มต้นของความเท่าเทียม” โดย นายธิภัท มูลอามาตย์ ผู้บริหารจิน คลินิก มหาสารคาม, อาจารย์ ดร.ติณณ์ ชัยสายัณห์ อาจารย์ที่ปรึกษาสภานิสิต และนายสราวุฒิ โนนทะราช นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ อีกทั้งร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดย MSU Ambassador 2022 และการแสดงดนตรี โดย วง Orange Band จากนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และการออกร้านจำหน่ายสินค้าของนิสิตและบุคลากร

มธ.จัดงานฉลองครบรอบ 89 ปี เชิดชูเกียรติบุคคลที่ทำคุณงามความดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741770

มธ.จัดงานฉลองครบรอบ 89 ปี  เชิดชูเกียรติบุคคลที่ทำคุณงามความดี

มธ.จัดงานฉลองครบรอบ 89 ปี เชิดชูเกียรติบุคคลที่ทำคุณงามความดี

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงาน“วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครบรอบปีที่ 89” เพื่อเฉลิมฉลองและเชิดชูเกียรติบุคคลที่ทำคุณงามความดีต่อสังคมและประเทศชาติ โดย มีนักศึกษา คณาจารย์ศิษย์เก่า และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า500 ราย เมื่อเร็วๆ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติมอบเข็มเกียรติยศให้แก่ นายประกิต อภิสารธนรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท ประกิต โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ขับเคลื่อนสังคมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ บริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล, รางวัลกีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2565 ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ ศ.ดร.นุรักษ์ กฤษดานุรักษ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ ศ.นพ.ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากรคณะแพทยศาสตร์, รางวัลครูดีเด่น ประจำปี 2565 มอบให้ผู้ที่มีความเสียสละอุทิศตนให้แก่การสอน มีจริยธรรมและเมตตาธรรม เป็นแบบอย่างความเป็นครูที่ดี จำนวน 4 ท่าน 4 สาขา ได้แก่ รศ.ดร.ศุภกร ภู่เจริญศิลป์ สถาบันภาษา ครูดีเด่นสาขามนุษยศาสตร์ ศ.ดร.ศากุนบุญอิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ครูดีเด่นสาขาสังคมศาสตร์ ศ.ดร.นคร ภู่วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ครูดีเด่นสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รศ.นพ.อดิศัย บัวคำศรี คณะแพทยศาสตร์ ครูดีเด่นสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ศิษย์เก่าดีเด่นและผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัย จำนวน 58 คน ได้แก่ 1.นายกิตติศักดิ์ กล่อมจิตต์2.ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ 3.น.ส.ฉวีวรรณ อุทัยพิบูลย์ 4.นายชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์5.นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ 6. ผศ.ดร.ฐปน ชื่นบาล 7.นายณัฏฐชัย นำพูลสุขสันติ์8.น.ส.ณัฐกานต์ โนรี 9.นายเดชบุญมาประเสริฐ 10.ร้อยโททศพล ไชยโกมินทร์11.นางทีนามารี (โชติรวี) ผลาดิกานนท์ 12.นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี 13.นายบัญชาเชาวรินทร์ 14.ดร.เบญจรัตน์ บรรเทิงสุข15.พญ.ป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ 16.นางพรทิภาไสวสุวรรณวงศ์ 17.น.ส.พรรณนลิน มหาวงศ์ธิกุล 18.น.ส.พัชรี พุ่มพชาติ 19.นายพินิต พงษ์เพชร

20.นายภักดี จันทร์เกษ21.พลเอกยศนันท์ หร่ายเจริญ22.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์23.นางวราลักษณ์ อภิกุลวณิช24.นายวีระ แสงสมบูรณ์ 25.รศ.ศรีสุดา อาชวานันทกุล 26.ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง27.นายศุภมิตร ชิณศรี 28.นายศุภวุฒิ จิรมนัสนาคร 29.นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ 30.ศ.ดร.สมเกียรติวันทะนะ 31.รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ 32.รศ.สวาท แย้มวงษ์ศรี 33.นายสัมฤทธิ์สำเนียง 34.ดร.สุนีย์ ศรไชยธนะสุข35.ผศ.ดร.สุรศักดิ์ มณีศร 36. นพ.อนุสรณ์ศิริโชติ 37. นางอาริยา หยาง38.นายอุเทน ชนะกุล

ส่วนผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัย ได้แก่ 1.น.ส.กัลยาณีคงสมจิตร 2.ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์3.นายนคร มุธุศรี 4.รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต5.ผศ.ประภัสสร เลียวไพโรจน์6.พญ.พนิดา มุกดีพร้อม 7.นายไพบูลย์ นลินทรางกูร 8.นางมธุรดา วงศ์ไวโรจน์9.นายวิชิต ลือชัยประสิทธิ์ 10.พญ.ศิริวรรณฮุ่นตระกูล 11.น.ส.ศุกร์ศิริ อภิญญานุวัฒน์12.นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ 13.นายสุเทพ วงศ์รื่น 14.นายอรุณ ลีลาพัฒนภูติ15.รศ.อัญชลี พิพัฒนเสริญ 16. Mr.TSANG KEUNG CHEUNG 17.มูลนิธิสิทธิอิสรา 18.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 19.สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 20.สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุน IELTS Prize 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741760

บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุน  IELTS Prize 2023

บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุน IELTS Prize 2023

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุนการศึกษา IELTS Prize 2023 สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศที่ใช้ผลคะแนนสอบ IELTS ในการสมัคร โดยทุนการศึกษาในปีนี้มีมูลค่าสูงสุดกว่า 220,000 บาท (หรือ 5,000 ปอนด์)

ในปีนี้ทุน IELTS Prize เปิดโอกาสให้ผู้สอบที่พักอาศัยอยู่ใน 15 ประเทศทั่วเอเชียรวมถึงประเทศไทยได้สมัครเข้าร่วม ซึ่งผู้สมัครจะต้องทำการสมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท ที่มีกำหนดเริ่มการเรียนการสอนในระหว่างเดือนมกราคม 2566-มีนาคม 2567และต้องได้รับผลคะแนนสอบระดับ 5.5 ขึ้นไปจากการสอบ IELTS กับบริติช เคานซิล

ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ตั้งแต่วันนี้-15 กันยายน 2566 ที่เว็บไซต์ https://takeielts.britishcouncil.org/take-ielts/
study-work-abroad/ielts-prize

รุมค้านรัฐไทยส่งเด็ก 126 คนไม่มีทะเบียนใน ร.ร.อ่างทองกลับพม่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741864

รุมค้านรัฐไทยส่งเด็ก 126 คนไม่มีทะเบียนใน ร.ร.อ่างทองกลับพม่า

รุมค้านรัฐไทยส่งเด็ก 126 คนไม่มีทะเบียนใน ร.ร.อ่างทองกลับพม่า

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.27 น.

จวกรัฐไทยส่งเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนจาก รร.ในอ่างทอง 126 คนกลับพม่าขัดหลักการ พรบ.คุ้มครองเด็ก หวั่นเผชิญอันตรายในสภาวะสงคราม ด้าน”ครูแดง”ชี้ต้นตกปัญหามาจากยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้ผู้บริหารต้องหาเด็กมาเรียนเพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้ จี้ทบทวนนโยบาย

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่ สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย เด็กนักเรียนที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์และสัญชาติไทยจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง จำนวน 126 คนได้เดินทางโดยรถบัส 4 คัน เพื่อถูกนำตัวไปยังสถานสงเคราะห์ต่างๆ 5 แห่งก่อนถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง โดยมีตัวแทนของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และพล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คอยให้การดูแล

ขณะเดียวกันนางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเชียงราย นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนอีกหลายองค์กรต่างเดินทางมาสังเกตการณ์

ทั้งนี้เด็กทั้ง 126 คนมีอายุตั้งแต่ 7-16 ปี ถูกนำพาไปเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง โดยผู้อำนวยการโรงเรียนได้พยายามขอทะเบียนนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติ (G code) แต่เมื่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองตรวจสอบเพราะเห็นจำนวนที่มากผิดปกติ ทำให้พบว่ามีการนำเด็กจากประเทศพม่าเข้ามาเรียนจำนวนมาก และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว และเตรียมผลักดันเด็กกลุ่มนี้กลับประเทศต้นทางทำให้ต้องออกจากการศึกษากลางคัน

พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ กล่าวว่า มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่นำพาเด็กๆ มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการนำเด็กๆคืนให้ผู้ปกครองซึ่งยึดตามหลักฐานโดยต้องเป็นผู้ปกครองที่แท้จริง จริงๆแล้วเด็กเหล่านี้สามารถเรียนหนังสือในไทยได้ แต่ควรเรียนในพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดน แต่ครั้งนี้กลับเอาไปเรียนที่จังหวัดอ่างทอง ดังนั้นจึงต้องดำเนินการ

นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเชียงราย  กล่าวว่า ต้นเหตุของปัญหาคือนโยบายของกระทรวงศึกษาที่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้ผู้บริหารโรงเรียนต้องนำเด็กจากที่อื่นไปเรียนเพื่อให้โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนมากเพียงพอที่จะดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้นควรมีการทบทวนนโยบายนี้ ขณะเดียวกันเด็กๆ จากประเทศเพื่อนบ้านต่างก็ต้องการหนีร้อนมาพึ่งเย็น เพราะประเทศเขาเกิดการสู้รบ ดังนั้นจึงควรร่วมกันหาทางออกในเรื่องนี้

นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวว่า เด็กต้องได้รับการคุ้มครองทั้งตามอนุสัญญาสิทธิเด็กและพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยต้องเด็กเหล่านี้ต้องไม่ถูกดำเนินคดี และไม่สมควรมีการผลักดันเด็กนอกประเทศเพราะต้องคำนึกถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อพบว่าเด็กเหล่านั้นเดินทางมาจากประเทศที่ตกอยู่ในสภาวะสงคราม ส่วนเรื่องการหลบหนีเข้าเมืองก็ควรดำเนินการกับผู้ใหญ่ที่นำพาเข้ามา หรือแม้กระทั่งที่ทำเพราะกลัวโรงเรียนถูกปิดก็ตาม

นายสันติพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ดังนั้น กสม.ควรเร่งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจง ที่สำคัญคือควรให้การคุ้มครองเด็กชั่วคราวเพื่อไม่ให้มีการผลักดันเด็กออกไป อย่างไรก็ตามอนุกรรมการของสภาความมั่นคงแห่งชาติประเมินว่ามีเด็กตัว G อยู่ราว 8 หมื่นคน โดยพบมาใน 6 จังหวัด เช่น กทม. เชียงราย เชียงใหม่ ชลบุรี ดังนั้นจะมีวิธีการจัดการอย่างไรที่เหมาะสม

ด้าน ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การผลักดันเด็กกลุ่มนี้ออกนอกประเทศถือว่าเป็นการขัดกับหลักการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่รัฐไทยเป็นภาคี รวมถึงหลักการกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยการไม่ผลักดันกลับในกรณีที่เด็กเหล่านี้จะกลับไปสู่อันตราย ไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะเป็นใคร จะมีสถานะบุคคลอย่างไร ก็ต้องได้รับความคุ้มครอง และได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงการศึกษา

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่เด็กๆ เหล่านี้เข้าไปเรียนในพื้นที่ชั้นในของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ดร.ศรีประภา ยืนยันว่า ไม่มีข้อห้ามใดๆในการให้เด็กเข้าไปเรียนที่ จ.อ่างทอง เพราะทั้งที่สมุทรสาคร กทม.ต่างก็มีเด็กๆที่เป็นลูกแรงงานข้ามชาติเรียนอยู่ซึ่งก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย

สุดล้ำ!วิทยาลัยการบิน‘ศรีปทุม’ เตรียมเปิดหลักสูตร‘นักบินโดรน’ รองรับอาชีพใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741832

สุดล้ำ!วิทยาลัยการบิน‘ศรีปทุม’ เตรียมเปิดหลักสูตร‘นักบินโดรน’ รองรับอาชีพใหม่

สุดล้ำ!วิทยาลัยการบิน‘ศรีปทุม’ เตรียมเปิดหลักสูตร‘นักบินโดรน’ รองรับอาชีพใหม่

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.14 น.

สุดล้ำ!วิทยาลัยการบิน‘ศรีปทุม’ เตรียมเปิดหลักสูตร‘นักบินโดรน’ รองรับอาชีพใหม่

5 กรกฎาคม 2566 วิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม เตรียมเปิดหลักสูตรใหม่ “นักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน” โดยมหาวิทยาลัยได้ลงนามความร่วมมือ MOU กับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ DTI เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานมืออาชีพ ที่ได้รับรองจากสถาบันฝึกอบรมด้านการบิน (ATO) เข้ามาถ่ายทอดให้ความรู้แก่นักศึกษา  พร้อมปูพื้นฐานภาคทฤษฎีเบื้องต้น ก่อนที่จะส่งนักศึกษาเข้ารับการฝึกอบรมที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และสามารถสอบผ่านเกณฑ์การประเมินเป็นนักบินอากาศยานไร้คนขับต่อไปในอนาคต

พลอากาศเอก พิธพร กลิ่นเฟื่อง คณบดีวิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า “เนื่องจากปัจจุบันโดรนได้มีการนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ทั้งการเกษตร การสำรวจพื้นที่ หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ก็ใช้ระบบโดรนขนส่งทางอากาศ วิทยาลัยการบินและคมนาคม เล็งเห็นความสำคัญของตลาดงานดังกล่าว จึงเพิ่มหลักสูตร “นักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน”  ซึ่งสิ่งที่นักศึกษาจะได้รับเมื่อเข้าเรียนหลักสูตร RVC Multi-Rotor คือทักษะความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบ ข้อบังคับ หลักการเดินอากาศ การใช้ห้วงอากาศในการบินโดรน ความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในการบิน และการบำรุงรักษาโดรนเบื้องต้น รวมทั้งจะได้รับประกาศนียบัตร (Certificate) เพื่อเป็นการรับรองเมื่อจบหลักสูตร สามารถนำไปสอบขอใบอนุญาตนักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือ Remote Pilot License (RPL) จาก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

วิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองอยู่เสมอ ผ่านการเรียนรู้ทักษะจากผู้มีประสบการณ์จริง  นักศึกษาจะได้สามารถนำความรู้เหล่านั้นไปปรับใช้ในการทำงานได้  ซึ่งการผลักดันหลักสูตรใหม่อย่าง นักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ถือเป็นการเริ่มต้นก้าวสำคัญของวิทยาลัยการบินและคมนาคม ที่จะขับเคลื่อนให้นักศึกษาเรียนจบไปเป็นตัวจริงที่ครอบคลุมทุกด้านการบิน  เพื่อส่งออกบัณฑิตที่มีคุณภาพสู่ตลาดงานในอนาคตต่อไป”

สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตรวิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ยังสามารถเข้ามาสมัครเรียน พร้อมรับทุนการศึกษาได้ ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2566  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ FB : วิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม  หรือ http://www.spu.ac.th

บอร์ด ก.ค.ศ.ไฟเขียว! เกณฑ์เฟ้นบิ๊ก รร.พื้นที่ห่างไกล ประเมินจากผลปฏิบัติงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741774

บอร์ด ก.ค.ศ.ไฟเขียว! เกณฑ์เฟ้นบิ๊ก รร.พื้นที่ห่างไกล ประเมินจากผลปฏิบัติงาน

บอร์ด ก.ค.ศ.ไฟเขียว! เกณฑ์เฟ้นบิ๊ก รร.พื้นที่ห่างไกล ประเมินจากผลปฏิบัติงาน

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 17.10 น.

บอร์ด ก.ค.ศ.ไฟเขียว เกณฑ์เฟ้นบิ๊ก รร.พื้นที่ห่างไกล ประเมินจากผลการปฏิบัติงาน เน้นคนพื้นที่อยู่นานแก้ปัญหาขาดแคลน

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สำหรับสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ โดยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สำหรับสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งฯ และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสรุปสาระสำคัญของ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการฯ จะใช้วิธีการประเมิน ให้ผู้ดำเนินการคัดเลือกประเมินตามองค์ประกอบที่ ก.ค.ศ.กำหนด ได้แก่ ประวัติและประสบการณ์ ประเมินผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และผลงานที่ภาคภูมิใจ แนวคิดในการพัฒนาสถานศึกษาที่สมัครคัดเลือก และสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้บุคคลที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์ในการบริหารที่มีศักยภาพและทักษะในการดำรงชีวิต รวมทั้งมีเจตคติและอุดมการณ์ในการปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษ

ทั้งนี้ กำหนดให้ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ ต้องได้รับการประเมินสัมฤทธิผล การปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษาเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้มีการประเมิน 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน เพื่อประเมิน การปฏิบัติงานในหน้าที่ และความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง เนื่องจากตำแหน่งผู้บริหาร สถานศึกษาเป็นตำแหน่งที่จะต้องขับเคลื่อนงานบริหารจัดการสถานศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของส่วนราชการ ต้นสังกัด และกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และคุณภาพการศึกษา รวมทั้งเพื่อให้เป็น มาตรฐานเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ทั่วไป

“หลักเกณฑ์นี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา ในพื้นที่ห่างไกล เช่น เกาะแก่ง ภูเขาสูง ซึ่งไม่มีใครอยากไปบรรจุแต่งตั้ง ดังนั้นจึงออกระเบียบใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง จะได้อยู่ในพื้นที่ได้นาน ไม่มีปัญหาโยกย้าย หรือขาดแคลนผู้บริหารเช่นที่ผ่านมา” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้  เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. กรมส่งเสริมการเรียนรู้  ดังนี้ 1.แต่งตั้งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานอนุกรรมการ 2.เลือกผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านกฎหมาย ด้านการศึกษา และด้านการเงินการคลังหรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานบุคคล ด้านละ 1 คน รวม 4 คน 3.เลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 3 คน 4.แต่งตั้งข้าราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ไม่ต่ำกว่าระดับต้น หรือประเภทอำนวยการระดับสูง หรือประเภทวิชาการ ไม่ต่ำกว่าระดับเชี่ยวชาญ เป็นอนุกรรมการ

‘พลายศักดิ์สุรินทร์’ ‘ในหลวง’รับอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ไม่ต้องกลับศรีลังกาแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741650

'พลายศักดิ์สุรินทร์' 'ในหลวง'รับอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ไม่ต้องกลับศรีลังกาแล้ว

‘พลายศักดิ์สุรินทร์’ ‘ในหลวง’รับอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ไม่ต้องกลับศรีลังกาแล้ว

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 09.56 น.

“วราวุธ” เผย “พลายศักดิ์สุรินทร์” อารมณ์ดี อาการปกติ แพทย์เตรียมเริ่มการรักษาภายใน เผยช้างที่เหลือยังปกติดี แต่หากบาดเจ็บพร้อมประสานกลับมา

วันที่ 5 กันยายน 2566 เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงความคืบหน้าของพลายศักดิ์สุรินทร์หลังกลับมาประเทศไทย ว่า เช้าวันนี้อารมณ์ดี ส่ายหัวไปมา มีความคุ้นเคยกับสภาพรอบด้านมากขึ้น เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่เป็นอย่างดี รับประทานอาหาร นํ้า และขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งเร็วๆ นี้แพทย์ก็จะเริ่มรักษาโดยการตรวจสอบภายในมากขึ้น 

“ถือเป็นข่าวดีที่สุด และเป็นบุญที่สุดของคนไทย ที่เมื่อวันที่ 4 ก.ค.66 ได้ทราบถึงเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้พลายศักดิ์สุรินทร์ เป็นช้างในพระบรมราชานุเคราะห์ ถือเป็นบุญของช้างและคนไทยที่มีองค์พระมหากษัตริย์ให้ความสำคัญกับทุกๆ ชีวิตที่อยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะพลายศักดิ์สุรินทร์ที่ไปอยู่ต่างประเทศมา 22 ปี และเป็นที่สังเกตได้ว่าพลายศักดิ์สุรินทร์ มีงาที่สวยงาม และยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีความยาวเกือบ 2 เมตร เป็นงาที่โค้งและมีสัญลักษณ์สวยงามมาก ซึ่งส่วนตัวดีใจที่พากลับมาได้” 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แบบนี้ไม่ต้องส่งพลายศักดิ์สุรินทร์กลับศรีลังกาแล้วใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า พออยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้ว เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง 

เมื่อถามต่อว่า ช้างไทยอีก 2 เชือกที่ยังอยู่ที่ศรีลังกามีแนวทางที่จะนำกลับมาด้วยหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า เท่าที่ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา  ไปดูด้วยตัวเอง เห็นว่ายังมีความเป็นอยู่ที่ปกติสุข อาจจะมีบาดเจ็บบ้าง ก็อยู่ในวิสัยที่ประเทศศรีลังกาดูแลได้ และทราบว่าหลายมหาวิทยาลัยในประเทศศรีลังกาได้ติดต่อมาที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธ์ุพืชผ่านทางกระทรวงต่างประเทศ เพื่อแสดงเจตจำนงที่จะดูแลช้างที่ศรีลังกา โดยบอกว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลพลายศักดิ์สุรินทร์ได้ ซึ่งก็จะมีการประสานงานกัน เพื่อให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งมีส่วนร่วมในการดูแลช้างที่เหลืออยู่ในศรีลังกา ส่วนการจะนำกลับมานั้น ต้องรอดูสถานการณ์ในอนาคตอีกที ถ้าช้างมีการบาดเจ็บหรือ มีความเป็นอยู่ที่เหนือศักยภาพการดูแลของแต่ละองค์กรในศรีลังกา ทางประเทศไทยก็คงจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหมือนกับกรณีพลายศักดิ์สุรินทร์

วช.-CASS ยกระดับการดำเนินการเชิงรุก จัดตั้ง ‘ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน’ ในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741648

วช.-CASS ยกระดับการดำเนินการเชิงรุก จัดตั้ง 'ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน' ในไทย

วช.-CASS ยกระดับการดำเนินการเชิงรุก จัดตั้ง ‘ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน’ ในไทย

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 09.15 น.

วช. – CASS ยกระดับการดำเนินการเชิงรุกด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน” ในประเทศไทย

จากความสำเร็จของการประชุม Think Tank Forum ครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ณ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences, CASS) ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ได้มีพิธีลงนามการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies) ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ” โดยมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ Mr. Zhen Zhanmin รองประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยและฝ่ายจีนตามลำดับ ณ สถาบันวิจัยประวัติศาสตร์ (Chinese Academy of History, CAH), CASS กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้เกียรติเข้าร่วมและเป็นสักขีพยานร่วมกับ Prof. Gao Xiang ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences, CASS) ในพิธีลงนามการจัดตั้งศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” พร้อมนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมพิธีลงนามดังกล่าว

Prof. Gao Xiang ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน กล่าวว่า ต้องการให้ศูนย์แห่งนี้กลายเป็นบ้านสำคัญของประชาชนไทยในการเข้าใจจีน เป็นแหล่งข้อมูลสนับสนุนร่วมกันในสร้างหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง และเพิ่มพลังขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไทยในยุคใหม่ พร้อมส่งเสริมนักวิจัยและนักวิชาการ รวมถึงสนับสนุนการจัดประชุมวิชาการร่วมกับ วช. อย่างต่อเนื่องต่อไป
เพื่อเป็นพลังส่งเสริมร่วมมือจีน-ไทยด้านยุทธศาสตร์

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง CASS และ วช. ในการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงาน
การวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” โดยฝ่ายไทยมีความประสงค์ที่จะสร้างความร่วมมือทางวิชาการทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์กับจีนอย่างลึกซึ้ง เป็นระบบ และมีความก้าวหน้าในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์ 
ศิลปศาสตร์ โบราณคดี โดยหวังว่าการลงนามการจัดตั้งศูนย์วิจัยจีนในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จและสานต่อความสัมพันธ์อันแนบแน่นและยาวนานระหว่างไทย-จีน และ CASS กับ วช. ต่อไป

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวถึงโอกาสในการเยือนจีนหลายครั้ง และได้รับเชิญจาก CASS ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของ CASS เช่น การบรรยาย
ในการประชุมในโอกาสครบ 40 ปีของการต่อตั้ง CASS และ การเสวนาอารยธรรมเอเชีย (Conference on Dialogue of Asian Civilizations: CDAC) เป็นต้น ซึ่งเห็นการเติบโตของ CASS อย่างต่อเนื่องและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่าง วช. และ CASS ในการลงนามการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” ร่วมกัน ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยินดีส่งเสริมและสนับสนุน การดำเนินโครงการ
และกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักวิจัย และการจัดประชุมทางวิชาการร่วมกันต่อไป โดยให้ความสำคัญ
ในเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ร่วมกันของนักวิจัยไทยและจีน และการใช้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนมาช่วยสนับสนุนการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ อาทิ การกำหนดอายุโบราณวัตถุทั้งเก่าและใหม่ การเก็บรักษาและการอนุรักษ์ลายวัตถุ การศึกษาทำความเข้าใจ 
การเคลื่อนย้ายของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ เป็นต้น  

ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT CCS) ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและส่งเสริมงานวิจัยระหว่างไทย-จีน ให้เกิดผลเด่นชัดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการและกิจกรรมที่เชื่อมโยงนักวิจัยและนักวิชาการของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

จากความสำเร็จของการประชุม Think Tank Forum ครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ณ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences, CASS) ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ได้มีพิธีลงนามการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies) ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ” โดยมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ Mr. Zhen Zhanmin รองประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยและฝ่ายจีนตามลำดับ ณ สถาบันวิจัยประวัติศาสตร์ (Chinese Academy of History, CAH), CASS กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้เกียรติเข้าร่วมและเป็นสักขีพยานร่วมกับ Prof. Gao Xiang ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences, CASS) ในพิธีลงนามการจัดตั้งศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” พร้อมนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมพิธีลงนามดังกล่าว

Prof. Gao Xiang ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน กล่าวว่า ต้องการให้ศูนย์แห่งนี้กลายเป็นบ้านสำคัญของประชาชนไทยในการเข้าใจจีน เป็นแหล่งข้อมูลสนับสนุนร่วมกันในสร้างหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง และเพิ่มพลังขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไทยในยุคใหม่ พร้อมส่งเสริมนักวิจัยและนักวิชาการ รวมถึงสนับสนุนการจัดประชุมวิชาการร่วมกับ วช. อย่างต่อเนื่องต่อไป
เพื่อเป็นพลังส่งเสริมร่วมมือจีน-ไทยด้านยุทธศาสตร์

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง CASS และ วช. ในการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงาน
การวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” โดยฝ่ายไทยมีความประสงค์ที่จะสร้างความร่วมมือทางวิชาการทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์กับจีนอย่างลึกซึ้ง เป็นระบบ และมีความก้าวหน้าในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์ ศิลปศาสตร์ โบราณคดี โดยหวังว่าการลงนามการจัดตั้งศูนย์วิจัยจีนในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จและสานต่อความสัมพันธ์อันแนบแน่นและยาวนานระหว่างไทย-จีน และ CASS กับ วช. ต่อไป

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวถึงโอกาสในการเยือนจีนหลายครั้ง และได้รับเชิญจาก CASS ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของ CASS เช่น การบรรยาย
ในการประชุมในโอกาสครบ 40 ปีของการต่อตั้ง CASS และ การเสวนาอารยธรรมเอเชีย (Conference on Dialogue of Asian Civilizations: CDAC) เป็นต้น ซึ่งเห็นการเติบโตของ CASS อย่างต่อเนื่องและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่าง วช. และ CASS ในการลงนามการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” ร่วมกัน ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยินดีส่งเสริมและสนับสนุน การดำเนินโครงการและกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักวิจัย และการจัดประชุมทางวิชาการร่วมกันต่อไป โดยให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ร่วมกันของนักวิจัยไทยและจีน และการใช้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนมาช่วยสนับสนุนการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ อาทิ การกำหนดอายุโบราณวัตถุทั้งเก่าและใหม่ การเก็บรักษาและการอนุรักษ์ลายวัตถุ การศึกษาทำความเข้าใจ การเคลื่อนย้ายของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ เป็นต้น  

ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT CCS) ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและส่งเสริมงานวิจัยระหว่างไทย-จีน ให้เกิดผลเด่นชัดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการและกิจกรรมที่เชื่อมโยงนักวิจัยและนักวิชาการของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน