‘ก้อนสำลีในขวดยา’ใช้อย่างไร? ปลอดภัย-ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741159

‘ก้อนสำลีในขวดยา’ใช้อย่างไร?  ปลอดภัย-ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

‘ก้อนสำลีในขวดยา’ใช้อย่างไร? ปลอดภัย-ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในปัจจุบันกระแส “รักษ์โลก” ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเริ่มมีเพิ่มมากขึ้นรวมถึงการออกแบบและใช้บรรจุภัณฑ์ยาที่เหมาะสมและสอดคล้องต่อเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามกระแสโลก โดยปัจจุบันพบว่าผู้ผลิตยาทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นและความปลอดภัยเรื่องการใช้ “ก้อนสำลีในขวดยา” กันมากขึ้น หรือก็คือ “ก้อนสำลีที่ใช้ในทางเภสัชกรรม (Pharmaceutical Coil)” ซึ่งใส่ในขวดยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบใช้หลายครั้ง (Multiple Dose Container) โดยมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ยาเม็ดหรือแคปซูลเกิดความเสียหาย หรือแตกหักในระหว่างการขนส่ง

ผศ.ดร.ภก. (หญิง) กชพรรณ ชูลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชอุตสาหกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า โดยทั่วไปสำลีที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว จะทำมาจากทั้งวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ได้แก่ “ฝ้าย (Cotton)” และ “เรยอน (Rayon)” และเส้นใยที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ คือ “โพลีเอสเตอร์ (Polyester)” ซึ่งเป็นใยสังเคราะห์ที่ผลิตจาก “พลาสติก (Plastic)” ที่น่าเป็นห่วงในเรื่องการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

สำลีที่นำมาใช้บรรจุขวดยาทั้ง 3 ชนิด จะมีคุณภาพสูง แตกต่างไปจากสำลีที่ใช้ทางเครื่องสำอาง และควรได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของเภสัชตำรับ (Pharmacopoeia) เช่น เภสัชตำรับอเมริกา USP <670> AUXILIARY PACKAGING COMPONENTS ซึ่งจะมีหัวข้อทดสอบด้านต่างๆ เช่น การพิสูจน์เอกลักษณ์ (identification) ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณกากที่เหลือจากการเผา ความชื้นที่หายไปเมื่ออบแห้ง (loss on drying) ซึ่งสำลีที่ทำมาจากวัสดุแต่ละชนิด ก็จะมีหัวข้อทดสอบและข้อกำหนดที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม พบว่ามีการจำหน่ายสำลีที่ทำจากวัสดุชนิดต่างๆ รวมทั้งฟองน้ำจากพลาสติก ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป รวมทั้งช่องทางออนไลน์ กรณีที่ต้องการซื้อมาใช้เพื่อบรรจุลงในขวดยา ควรพิจารณาข้อมูลจากผู้ผลิตสำลีอย่างถี่ถ้วน เช่น ตรวจสอบใบรับรองการผลวิเคราะห์คุณภาพ (COA – Certificate of Analysis) เนื่องจากสำลีที่ใช้จะสัมผัสกับยาเม็ดหรือแคปซูลโดยตรง จึงควรเลือกใช้สำลีที่สะอาด ได้มาตรฐานเภสัชตำรับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนจากสารเคมีตกค้าง จุลชีพ และอื่นๆ ที่อาจทำให้ตัวยาเสื่อมสลาย หรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

เมื่อผู้บริโภคเปิดขวดบรรจุภัณฑ์แล้วพบสำลี ควรหยิบออกไปทิ้งไม่ควรใส่กลับเข้าไปในขวดยาอีก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนของยาจากสิ่งสกปรกภายนอก รวมทั้งความชื้นที่อาจทำให้ตัวยาเสื่อมสลายได้ทั้งนี้ “หากคำนึงในแง่ของความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยังไม่มีข้อกฎหมายบังคับให้ระบุวิธีกำจัดสำลีที่เหมาะสมบนฉลากหรือเอกสารกำกับยา เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าควรทิ้งลงถังขยะประเภทใด จึงอาจทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้” โดยเฉพาะสำลีที่ทำมาจากพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้

ผศ.ดร.ภก.(หญิง) กชพรรณ ยังฝากถึงผู้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วยว่า ควรพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องใช้สำลีบรรจุในขวดยาหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนของยาเม็ดและแคปซูลจากสารเคมีตกค้างในสำลี และการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะสำลีที่ทำจากฝ้ายซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ หากจำเป็นต้องใช้สำลีบรรจุในขวดยา ควรเลือกสำลีที่ได้มาตรฐานตามเภสัชตำรับ และอาจระบุบนฉลาก และ/หรือเอกสารกำกับยา เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคทราบว่าควรกำจัดทิ้งอย่างไร

ในปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์ยามีแนวโน้มเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น แผงบลิสเตอร์ หรือขวดพลาสติกที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ซึ่งผู้ผลิตมักหยิบยกนำมาเป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์ด้วยเช่นกัน เพื่อแสดงจุดยืนที่ต้องการจะดูแลสิ่งแวดล้อม และให้ผู้บริโภคที่กังวลเรื่องขยะพลาสติกสามารถเลือกซื้อได้อย่างสบายใจ!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

สอศ.ขับเคลื่อนสถานศึกษาแห่งความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741124

สอศ.ขับเคลื่อนสถานศึกษาแห่งความสุข

สอศ.ขับเคลื่อนสถานศึกษาแห่งความสุข

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานเปิด โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการสานสัมพันธ์ครูปกครอง ณ วัดถ้ำพรุตะเคียน ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร โดยมี เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน

เรืออกาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการสานสัมพันธ์ครูปกครอง กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 กรกฎาคม 2566 ณ วัดถ้ำพรุตะเคียน ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เพื่อสานสัมพันธ์ครูปกครองของสถานศึกษาในพื้นที่เป้าหมายกรุงเทพฯ และปริมณฑล สร้างระบบการทำงานร่วมกันเป็นทีม พัฒนาทักษะการส่งเสริมความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์สำหรับไปใช้กับผู้เรียน สร้างความเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี และรู้เท่าทันการใช้สื่อออนไลน์ สำหรับป้องกันเหตุความรุนแรงและเหตุทะเลาะวิวาท และเพื่อพัฒนาทักษะครูปกครอง ด้านดูแลผู้เรียนรายบุคคล โดยมี เป้าหมายผลลัพธ์ คือ สร้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาให้เป็น “สถานศึกษาแห่งความสุข” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา และครูปกครอง ของสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 54 แห่ง รวมทั้งสิ้น 100 คน

– 006

ทีมอาชีวะ’พนมดิน’คว้าแชมป์หุ่นยนต์ ABU 2023 ตัวแทนประเทศไทยแข่งนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741209

ทีมอาชีวะ'พนมดิน'คว้าแชมป์หุ่นยนต์ ABU 2023 ตัวแทนประเทศไทยแข่งนานาชาติ

ทีมอาชีวะ’พนมดิน’คว้าแชมป์หุ่นยนต์ ABU 2023 ตัวแทนประเทศไทยแข่งนานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 21.27 น.

ทีมอาชีวะ “พนมดิน” วก.ท่าตูม สุรินทร์ คว้าแชมป์หุ่นยนต์ ABU 2023 ตัวแทนประเทศไทยไปแข่งนานาชาติ ที่ประเทศกัมพูชา

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 ณ หอประชุมศรีนนท์ วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) มอบหมายให้ ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเป็นประธาน เปิดและมอบรางวัลการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU ชิงชนะเลิศประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2566 (ABU ROBOT THAILAND CHAMPIONSHIP 2023) ภายใต้ชื่อการแข่งขัน “โปรยปุบผาบนนภาเหนือนครวัด  โดยทีมหุ่นยนต์ “พนมดิน” จากวิทยาลัยการอาชีพท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ คว้าแชมป์เป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน ณ ประเทศกัมพูชา ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2566

ดร.นิรุตต์ เปิดเผยว่า จากนโยบายและการส่งเสริมด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์และสิ่งประดิษฐ์ของ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ถือว่าเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน แสดงถึงทักษะและความสามารถของผู้เรียน ซึ่งการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU ชิงชนะเลิศประเทศไทย เป็นเวทีสำคัญที่ให้นักเรียน นักศึกษาได้เรียนรู้ ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีหุ่นยนต์อย่างหลากหลายมาพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีศักยภาพสูงตามโจทย์ที่กำหนด ได้ประลองฝีมือกัน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ แสดงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล นำไปสู่พัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ไทยที่สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสม และต่อยอดผลงานเชิงพาณิชย์ ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนด้านวิศวกรรมของประเทศได้ในอนาคต

โดยผลการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU ชิงชนะเลิศประเทศไทย  มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมพนมดิน จากวิทยาลัยการอาชีพท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมลูกเจ้าพ่อมเหศักดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี รองชนะเลิศอันดับ 2ได้แก่ ทีมนายฮ้อยทมิฬ จากวิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ ทีม IVEC 3 ROBOT จากสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 3 จังหวัดนครนายก

สำหรับกติกาการแข่งขัน มีการแบ่งทีมเป็น สีแดงและสีน้ำเงิน แต่ละทีมจะมีหุ่นยนต์สองตัวประกอบด้วย หุ่นยนต์กระต่าย (Rabbit Robot : RR) และหุ่นยนต์ช้าง (Elephant Robot : ER) ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อโยนห่วงไปยังเสา จำนวน 11 ต้น เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน ทีมที่มีห่วงอยู่ในตำแหน่งบนสุดของเสา จะเป็นทีมที่ได้คะแนนจากเสานั้น และมีห่วงมีสีแดงและห่วงสีน้ำเงิน จำนวน 40 ห่วง หุ่นยนต์ทั้งสองตัวจะทำการเก็บห่วงและโยนห่วงไปยังเสา โดยหุ่นยนต์ช้าง สามารถเคลื่อนที่และเข้าไปในบริเวณเขตสีแดง (Red Zone) และเขตสีน้ำเงิน (Blue Zone) ในขณะที่หุ่นยนต์กระต่าย สามารถเคลื่อนที่และเข้าไปในบริเวณเขตสีแดง หรือเขตสีน้ำเงิน สะพาน , บริเวณ Angkor RED หรือ Angkor Blue และบริเวณ Angkor Center ได้ แต่ไม่สามารถเข้าเขตคูเมือง (Moat Area) ได้ ในการทำคะแนนไม่ว่าหุ่นยนต์ช้างจะโยนห่วงไปยังเสาโดยตรง หรือหุ่นยนต์กระต่ายจะเป็นผู้โยนห่วงไปยังเสา เมื่อทีมโยนห่วงอยู่ด้านบนสุดได้ครบ 8 เสา ประกอบด้วย เสา Type 1 ของฝั่งตนเอง , เสาType 2 และ เสาType 3 ใน Angkor Center ถือเป็นการสิ้นสุดการแข่งขัน “ไชโย” (Chey-Yo) ทีมที่ทำสำเร็จจะเป็นผู้ชนะการแข่งขัน

และสำหรับทีมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา 8 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกการแข่งขัน “มหกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา” จาก 72 ทีม ทั่วประเทศ สู่การแข่งขันหุ่นยนต์ ABU ชิงชนะเลิศประเทศไทย ในปี พ.ศ.2566 มีดีงนี้ 1.ทีมขุนด่านปราการชล จากวิทยาลัยเทคนิค (วท.) นครนายก 2.ทีมยูคาลิปตัส จากวิทยาลัยการอาชีพ (วก.) กบินทร์บุรี 3.ทีมเมืองร้อยเกาะ จาก วท.สุราษฎร์ธานี 4.ทีม MTC Robot จากวท.มหาสารคาม 5.ทีมนายฮ้อยทมิฬ จาก วท.สว่างแดนดิน 6.ทีมพนมดิน จาก วก.ท่าตูม 7.ทีมดอนเมือง จาก วท.ดอนเมือง และ 8.ทีม K.T.C. ROBOT จาก วท.กาฬสินธุ์

– 006

‘อานนท์ แสนน่าน’เข้ารับประทานรางวัล’สยามธิราชสวามิภักดิ์ ใต้ร่มพระบารมี ฅนธรรมดี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741170

'อานนท์ แสนน่าน'เข้ารับประทานรางวัล'สยามธิราชสวามิภักดิ์ ใต้ร่มพระบารมี ฅนธรรมดี'

‘อานนท์ แสนน่าน’เข้ารับประทานรางวัล’สยามธิราชสวามิภักดิ์ ใต้ร่มพระบารมี ฅนธรรมดี’

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 21.09 น.

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 ณ ห้องดอนเมืองบอลรูม โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายอานนท์ แสนน่าน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้ารับรางวัลพระราชทาน “รางวัลสยามธิราชสวามิภักดิ์ใต้ร่มพระบารมี ฅนธรรมดี” สาขา ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมตัวอย่างดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2566 “คนทำดีเป็นศรี ตัวอย่างแก่ประเทศไทย” โดย ฯพณฯ พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีในรัชกาลที่ 9 ประธานอำนวยโครงการฯ และ พลเอกเสริมศักดิ์ วิเศษไชยศรี เป็นประธานพิธีมอบรางวัลฯ

สำหรับงานประทานรางวัลเกียรติยศยกย่องส่งเสริม บุคคลและองค์กร (ระดับชาติ) ประจำปี 2566 โครงการยกย่องและสรรค์สร้างผู้เป็นแบบตัวอย่าง ขับเคลื่อนเพื่อความเข้มแข็งของประเทศ ซึ่งโครงการยกย่องและสรรค์สร้างผู้เป็นบุคคลต้นแบบตัวอย่างของสังคมและประเทศชาติ พร้อมกับเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่บุคคลและองค์กร การสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความรัก ความสามัคคี และสังคมที่น่าอยู่ โดยยึดมั่นเข้าใจในหลักคุณธรรม จริยธรรม ที่เข้าถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักนำในนโยบาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการยกย่องบุคคลและองค์กร ในหลากหลายสาขาอาชีพ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกำลังใจและเป็นแนวทางให้บุคคลในการปฏิบัติหน้าที่ การงาน มีวิสัยทัศน์ จนประสบความสำเร็จในองค์กรและหน่วยงาน ซึ่งจะเป็นแบบอย่างและกำลังใจในการพัฒนาบ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติต่อไป

– 006

‘ตรีนุช’เผย ศธ. เปิดกว้างเรื่องชุดนักเรียน-ทรงผมอยู่แล้ว แต่ให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื่นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740938

'ตรีนุช'เผย ศธ. เปิดกว้างเรื่องชุดนักเรียน-ทรงผมอยู่แล้ว แต่ให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื่นที่

‘ตรีนุช’เผย ศธ. เปิดกว้างเรื่องชุดนักเรียน-ทรงผมอยู่แล้ว แต่ให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื่นที่

วันเสาร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 11.41 น.

“ตรีนุช”เผยศธ.เปิดกว้างเรื่องชุดนักเรียน และทรงผมอยู่แล้ว แต่ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื่นที่ 

วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงเรื่องการแต่งชุดไปรเวท ว่า ศธ. เปิดกว้าง ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 อยู่แล้ว และล่าสุดก็ได้มีการยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 เพื่อให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดเป็นระเบียบ หรือข้อบังคับของแต่ละสถานศึกษาเอง ทั้งนี้ศธ.มีหน้าที่ต้องดูแลโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 30,000 โรงเรียน ไม่ใช่แค่เฉพาะระดับตำบล หรือระดับจังหวัด เพราะฉะนั้น จึงมีความหลากหลาย สิ่งที่ศธ.ยึดมั่นมาตลอดคือ พยายามให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งคำว่ายืดหยุ่น ไม่ใช่ปล่อยอิสระ ใครอยากทำอะไรก็ทำได้ แต่หมายถึง เปิดโอกาศให้สถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน นักเรียน และผู้เกี่ยวข้อง ได้มีส่วนร่วมออกแบบเครื่องแต่งกายและทรงผมนักเรียนที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ 

“เรื่องนี้ ศธ. ปลดล็อกไปนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาปลดล็อก อย่างที่บอกว่า การจัดการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถทำตามใจตัวเองได้หมดทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศก็มีกฎระเบียบในการดูแลนักเรียน เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่บ่มเพาะระเบียบวินัยให้เด็ก โดยเรื่องนี้ศธ. ได้กระจายอำนาจลงไปให้ สถานศึกษา กรรมการสถานศึกษา นักเรียน ชุมชน ร่วมกันตัดสินใจได้เองอยู่แล้ว  ส่วนตัวได้มีโอกาสลงพื้นที่หลายแห่ง ซึ่งพบว่าแต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างกัน เช่น บางพื้นที่อาจมีความจำเป็นต้องให้นักเรียนตัดผมสั้น เพื่อความสะดวกในการดูแลเรื่องต่าง ๆ ขณะที่บางแห่ง อย่างโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำ ชุดนักเรียน อาจจะเป็นชุดที่เขาเห็นว่ามีความเหมาะสม หรือบางโรงเรียน เด็กก็มีความภูมิใจที่จะใส่ชุดยูนิฟอร์มมาเรียน ดังนั้น บางทีก็ไม่อยากให้ไปตัดสิน ว่าทุกอย่างต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้นทั่วประเทศ ทุกที่ทั่วโลกมีระเบียบอยู่  เพียงแต่ระเบียบนั้น ถูกนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมหรือไม่ โดยมีเป้าหมายให้เด็กของเรามีวินัย และที่สำคัญ คือ เคารพในกติกาขององค์กร และรับฟังความเห็นส่วนรวม”น.ส.ตรีนุช กล่าว

ปธ.ชมรมรวมมิตรคิดทำดี101มอบชุดขาวปฏิบัติธรรมให้โรงเรียนบ้านแดงโนนสว่างร้อยเอ็ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740877

ปธ.ชมรมรวมมิตรคิดทำดี101มอบชุดขาวปฏิบัติธรรมให้โรงเรียนบ้านแดงโนนสว่างร้อยเอ็ด

ปธ.ชมรมรวมมิตรคิดทำดี101มอบชุดขาวปฏิบัติธรรมให้โรงเรียนบ้านแดงโนนสว่างร้อยเอ็ด

วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 19.19 น.

วันนี้ (30 มิ.ย.66) เวลา 12.30 น.นายศรานุวัฒน์ นุศาสตร์สังข์ ประธานชมรมรวมมิตรคิดทำดี101 โดยความอุปถัมภ์ของหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล องค์อุปถัมภ์และที่ปรึกษาชมรมฯ นายยุทธ ยมรัตน์ กรรมการบริหารชมรมฯ เลขานุการชมรมฯ ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านแดงโนนสว่าง ต.เหนือเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเป็นตัวแทนของหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล มอบชุดปฎิบัติธรรม (สีขาว) 188 ชุดให้กับโรงเรียนบ้านแดงโนนสว่าง โดยมีนายณัฏฐนันท์ สีลา ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู อาจารย์นักเรียนเป็นผู้รับมอบ

นายศรานุวัฒน์ นุศาสตร์สังข์ ประธานชมรมรวมมิตรคิดทำดี101 กล่าวว่า ชมรมฯ ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล ให้เป็นตัวแทนเดินทางมามอบชุดขาวปฎิบัติธรรม 188 ชุดให้กับโรงเรียนบ้านแดงโนนสว่าง ต่อไปทางชมรมฯคงจะได้มีโอกาสมาร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียนอีก

นายณัฏฐนันท์ สีลา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแดงโนนสว่าง กล่าวว่า ต้องกราบนมัสการขอบพระคุณหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล ที่ท่านเมตตาให้ตัวแทนมามอบชุดขาวปฏิบัติธรรมให้กับทางโรงเรียน ทางโรงเรียนได้มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าเราจะเป็นโรงเรียนวิถีพุทธจะพานักเรียนศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยให้นักเรียนทุกคนได้ซึงซับหลักธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฏีและสามารถปฎิบัติได้จริง อย่างน้อยก็นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง ถ้าได้รับการสอนสั่งที่ถูกหลักและถูกต้อง

ปัจจุบันโรงเรียนกำลังจะพัฒนาทั้งทางด้านอาคารสถานที่ต่างๆ สำหรับการเรียนการสอน โดยไม่นานมานี้ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล ได้เมตตาเดินทางมาเยี่ยมโรงเรียนบ้านแดงโนนสว่างและได้ปรารภว่าสถานที่เรียน ห้องเรียนต่างๆ รวมถึงห้องน้ำต้องมาก่อนให้เด็กนักเรียนได้นั่งเรียนหรือมาโรงเรียนอย่างมีความสุข ส่วนไหนที่ดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จหลวงพ่อจะพิจารณาให้เรื่องๆ ไปตามกำลัง ฟังแล้วสร้างความปลาบปลื้มปิติยินดีและเป็นกำลังใจที่ดีให้กับตนมาก 

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740811

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลถวายพระพร'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 16.22 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

วันนี้ (30 มิ.ย. 66) เวลา 09.30 น. ที่อาคาร 100 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ดำรง เหรียญประยูร ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ รองประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมพิธี โดยได้รับเมตตาจาก พระธรรมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร เป็นประธานสงฆ์

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และเปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ เบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เจ้าหน้าที่ อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ ให้ศีล พระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พร้อมด้วยนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะ ประเคนเครื่องไทยธรรมถวายแด่พระสงฆ์ ตามลำดับ พระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา ประธานกราบลาพระรัตนตรัย กราบลาประธานสงฆ์ แล้วถวายความเคารพ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นอันเสร็จพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดยทรงมีพระนโยบาย “มูลนิธิฯ จะเป็นศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย (Center of Excellence in Flood Relief and Management) ในด้านสังคมและมนุษย์ เน้นการประสานงานกับภาคีเครือข่ายซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งด้านการป้องกัน เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด หรือมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกัน การสูญเสีย การบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดีและการฟื้นฟูให้กับประชาชน ที่ประสบอุทกภัย ให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตอย่างปกติได้อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นที่ต้องเก็บข้อมูลเชิงสังคม แล้วนำมาบูรณาการ มองและเข้าใจปัญหาแบบองค์รวม ดำเนินการตามเป้าหมายอันเดียวกัน เพื่อมุ่งไปสู่ การพัฒนาที่เกิดความยั่งยืนให้กับสังคม” เพราะพระองค์ทรงมุ่งหวังที่จะทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน” สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

“ขอถวายพระพรแทบเบื้องพระบาท ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดจงอภิบาลบันดาลดลให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน สถิตเป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทย ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันทำแต่สิ่งที่ดี และร่วมเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาร่วมกับคณะสงฆ์ทุกพระอารามทั่วประเทศ ต่อจากการสวดมนต์ทำวัตรเช้าและทำวัตรเย็น รวมทั้งการปฏิบัติศาสนกิจของทุกศาสนา และร่วมกันทำแต่ความดี เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของพวกเราชาวไทย

– 006

รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตรวจรร.ขนาดเล็กฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740790

รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตรวจรร.ขนาดเล็กฉะเชิงเทรา

รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตรวจรร.ขนาดเล็กฉะเชิงเทรา

วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.00 น.

รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตรวจรร.ขนาดเล็กฉะเชิงเทรา

30 มิถุนายน 2566 ที่โรงเรียนบ้านหนองเหียง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับโรงเรียนบ้านหนองเหียง ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยมีนายนิติศาสตร์ พรมแสงใส ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 พร้อมด้วยว่าที่ร้อยโทศุภวัชร   ชำนาญนาค รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 นายมหันต์ เวทไธสง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 และคณะผู้บริหารโรงเรียน ข้าราชการครู ผู้อำนวยการกลุ่ม และศึกษานิเทศก์ ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานข้อมูลสภาพปัจจุบัน และข้อมูลในการจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองเหียง

มหาวิทยาลัยไทย ติดอันดับระดับโลก2024 จาก Quacquarelli Symonds

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740738

มหาวิทยาลัยไทย ติดอันดับระดับโลก2024 จาก Quacquarelli Symonds

มหาวิทยาลัยไทย ติดอันดับระดับโลก2024 จาก Quacquarelli Symonds

วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.52 น.

มหาวิทยาลัยไทย ติดอันดับระดับโลก ประจำปี 2024 จาก Quacquarelli Symonds (QS) เพิ่มขึ้นจาก 10 แห่งเป็น 13 แห่ง ทุกมหาวิทยาลัยได้อันดับสูงขึ้น  ขณะที่ 3 มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับเข้ามาใหม่

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ศ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า Quacquarelli Symonds (QS) ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ประจำปี 2024 (World University Rankings 2024) โดยใช้หลักพิจารณาความเป็นเลิศใน 9 ด้าน ประกอบไปด้วย ชื่อเสียงด้านวิชาการ (Academic Reputation) ทัศนคติของผู้จ้างงานต่อบัณฑิตของแต่ละมหาวิทยาลัย (Employer Reputation) สัดส่วนคณาจารย์ต่อนักศึกษา (Faculty Student Ratio) สัดส่วนจำนวนการอ้างอิงต่อผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ (Citations per Faculty) สัดส่วนจำนวนอาจารย์ต่างชาติ (International Faculty Ratio) สัดส่วนจำนวนนักศึกษาต่างชาติ (International Student Ratio) เครือข่ายวิจัยนานาชาติ(International Research Network) ผลลัพธ์ด้านการจ้างงาน (Employment Outcomes) และ ความยั่งยืน(Sustainability) ปรากฏว่า มีมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้รับการจัดอันดับทั้งสิ้น 13 มหาวิทยาลัย เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ที่ได้ 10 มหาวิทยาลัย อีก 3 มหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับเข้ามาใหม่ คือ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ม.นเรศวร และ ม.ศิลปากร

รมว.อว. กล่าวต่อว่า สำหรับอันดับของมหาวิทยาลัยไทย ปรากฏว่าได้อันดับเพิ่มขึ้นเกือบทุกมหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อันดับที่ 211  ม.มหิดล อันดับที่ 382   ม.เชียงใหม่ อันดับที่ 571   ม.ธรรมศาสตร์ อันดับที่ 600 ม.เกษตรศาสตร์ ได้อันดับที่ 751-760  ม.สงขลานครินทร์ อันดับที่ 901-950  ม.ขอนแก่น อันดับที่ 951-1000  ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อันดับที่ 951-1000  ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ อันดับที่ 1201-1400  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อันดับที่ 1201-1400   ม.นเรศวร อันดับที่ 1201-1400  ม.ศิลปากร อันดับที่ 1201-1400 และ ม.เทคโนโลยีสุรนารี อันดับที่ 1201-1400  

“จากการจัดอันดับในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเข้มแข็งทางวิชาการของมหาวิทยาลัยไทย โดยมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับนั้น แต่ละแห่งสามารถนำข้อมูลดังกล่าวซึ่งมีรายละเอียดของตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพ มาใช้ในการพัฒนาต่อไป” ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าว

สกสว.หารือร่วมกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยเกิดประโยชน์ต่อประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740697

สกสว.หารือร่วมกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยเกิดประโยชน์ต่อประชาชน

สกสว.หารือร่วมกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยเกิดประโยชน์ต่อประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 22.24 น.

สกสว. ร่วมประชุมติดตามผลการดำเนินงานด้าน ววน. ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม 
มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยตอบเป้าประเทศ สร้างผลผลิต ผลลัพธ์ ผลกระทบ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณด้าน ววน. เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผศ. ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมประชุมติดตามผลการดำเนินการด้าน ววน. ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้รับงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) ที่มีวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และสามารถตอบสนองแนวนโยบายของชาติ นำไปสู่การพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีธรรมาภิบาล โดยมี นายเกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ พร้อมหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัย และนำเสนอความคืบหน้างานวิจัย ที่ได้รับงานประมาณสนับสนุนจากกองทุน ววน.ที่ผ่านมา

นายเกิดโชค เกษมวงศ์จิตร กล่าวถึงภารกิจของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ว่ามีหน้าที่ในการส่งเสริม คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนมีความสมานฉันท์ ได้รับการคุ้มครองและมีหลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพในระดับสากล ช่วยให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนลดลง โดยการขับเคลื่อนแผนและส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งการบังคับใช้ พ.ร.บ. การผลักดันร่างกฎหมาย และปฏิบัติตามหลักองค์การสหประชาชาติ (UN)  
“ทำอย่างไรที่จะสร้างเกราะคุ้มครองและสิทธิเสรีภาพให้กับประชากรทั้ง 77 ล้านคน ซึ่งตรงกับงานวิจัยที่จะร่วมหารือกับ สกสว.ในวันนี้ เพราะงานวิจัยนี้จะช่วยให้ประชากรอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประเทศได้รับรู้ รับทราบ และมีพัฒนาการด้านสิทธิและเสรีภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งกองทุน ววน.ถือเป็นประโยชน์ต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นอย่างมาก” นายเกิดโชค กล่าวทิ้งท้าย

ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง กล่าวถึงการทำงานของกองทุน ววน. ว่า มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุนและขับเคลื่อนระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้ พัฒนานโยบายสาธารณะ และสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก คือ 1. การจัดทำแผนด้าน ววน. 2. จัดสรรงบประมาณจากกองทุน ววน. 3. ขับเคลื่อนระบบส่งเสริมและกลไกการพัฒนาระบบและบุคลากร ววน. 4. สร้างระบบการนำผลงาน ววน. ไปใช้ประโยชน์ และ 5. การประเมินผลการดำเนินงานของระบบ ววน. เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

ทั้งนี้ ได้มีการแนะนำถึงแผนปฏิบัติการ ร่วมนำเสนอโครงการที่สำคัญ หรือโครงการเด่น การนำเสนอภาพรวมการบริหารจัดการงานวิจัยของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมทั้งนำเสนอและรายงานความคืบหน้าโครงการวิจัยที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุน ววน. ในช่วงที่ผ่านมา อาทิ 1. โครงการประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองพยาน และแนวทางการพัฒนางานคุ้มครองพยานของประเทศไทย 2. โครงการศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการนำหลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษาไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา เป็นต้น

ขณะที่ แผนงานวิจัย ในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นั้น ประกอบด้วย 1. ด้านการจัดตั้งสถาบันพัฒนาสิทธิมนุษยชน 2. การนำ IT/นวัตกรรม มาใช้ในการส่งเสริมสิทธิฯ 3. ขยายความร่วมมือกับเครือข่ายตามแผนสิทธิฯ 4. ข้อพิพาท (แพ่ง-อาญา) ที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 5. รูปแบบ/แนวทางในการติดตาม ประเมินผล การพัฒนาบุคลากรด้านการไกล่เกลี่ย 6. หน่วยงานในการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานไกล่เกลี่ย 7. ผลักดันสร้างกลไกระดับชาติ/นโยบายด้าน สิทธิมนุษยชน 8. การปฏิบัติตามข้อเสนอแนะตามพันธกรณีและมาตรฐานสากล 9. พัฒนากฎหมายที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ 10. ผู้ถูกละเมิดสิทธิ เข้าถึงความช่วยเหลือตามหลักสากล 11. ขยายความร่วมมือช่วยเหลือกับเครือข่าย ในประเทศและต่างประเทศ และ 12. การศึกษาคุณลักษณะที่สำคัญของบุคลากรกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในอนาคต สู่การเป็น Digital DNA ต่อไป

สุดท้ายนี้ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ “ชี้การทำงานวิจัยได้สร้างการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนทำงาน ที่ต้องกลับมาทบทวนบทบาทของตัวเอง และวางตัวเป็นผู้มีบทบาทหลักในการคุ้มครองพยาน เพื่อให้ตรงตามความคาดหวังของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มากขึ้น ทั้งยังสามารถนำงานไปปรับใช้ในหลักสูตรอบรมแนวทางการดูแลพยานในเชิงจิตวิทยาที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นหน่วยงานหลักในการจัดอบรม” ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ได้กล่าวชื่นชมหน่วยงานที่การทำวิจัยได้มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนวิธีคิด และนำไปสู่การปรับรูปแบบการทำงาน ทั้งนี้ หน่วยงานควรมีการสื่อสารผลลัพธ์และผลกระทบจากงานวิจัยให้แก่สาธารณะมากขึ้น