รณรงค์ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741328

รณรงค์ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

รณรงค์ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป. พิษณุโลก เขต 2 พร้อมด้วย รองผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 บุคลากรร่วมรณรงค์ ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ภายใน และบริเวณรอบนอกสำนักงานฯ เพื่อป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก

HPT จับมือ ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมพัฒนาการขนส่งทางเรือที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741330

HPT จับมือ ม.เกษตรศาสตร์  ร่วมพัฒนาการขนส่งทางเรือที่ยั่งยืน

HPT จับมือ ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมพัฒนาการขนส่งทางเรือที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มร.สตีเฟ้นท์ อาร์ชเวิรท กรรมการผู้จัดการ ฮัทชิสัน พอร์ท ประจำประเทศไทย (HPT) และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วย ผศ.ดร.ศรินยา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา คณบดีคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ลงนามบันทึกข้อตกลงระยะเวลาสามปีเพื่อสานต่อความร่วมมือแบบทวิภาคี ด้านวิชาการและกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจขนส่งทางทะเลอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือในครั้งนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดย HPT เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนทักษะและประสบการณ์ในการเตรียมความพร้อมให้บุคลากรสำหรับภาคอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือในอนาคต ผ่านโครงการฝึกงานให้กับนักศึกษาในหลักสูตร พร้อมกันนี้ ด้วยข้อตกลงดังกล่าวทั้งสองหน่วยงานยังพร้อมที่จะสานต่อในกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสรรค์ชุมชนแห่งความความยั่งยืนในท้องถิ่น

ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในครั้งนี้นอกจากจะเพื่อพัฒนาบุคลากรและชุมชนแล้ว ยังรวมถึงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและโอกาสทางสายงานในอนาคตแก่นักศึกษาของคณะฯ ที่เป็นการต่อยอดองค์ความรู้และเพื่อปลูกฝังแนวทางการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนเข้าไว้ในกระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตรทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติด้วย

จุฬาฯ ร่วมกับ UNEP ขับเคลื่อน ลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741322

จุฬาฯ ร่วมกับ UNEP ขับเคลื่อน  ลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

จุฬาฯ ร่วมกับ UNEP ขับเคลื่อน ลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โครงการ Chula Zero Waste จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) จัดงาน #Beat PlasticPollution in Thailand เมื่อปลายเดือน มิถุนายน 2566 ที่ เรือนจุฬานฤมิต เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสนอแนวทางขับเคลื่อนประเด็นนโยบายด้านการลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยมี รศ.ดร.จิตติศักดิ์ ธรรมาภรณ์พิลาศ รองอธิการบดี ด้านการจัดการทรัพย์สินและกายภาพ จุฬาฯ เป็นประธานเปิดงานโดยได้กล่าวถึงความตั้งใจของจุฬาฯ ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาคมจุฬาฯ แวดวงวิชาการ และในระดับนานาชาติ พร้อมแนะแนวทางการขับเคลื่อนประเด็นนโยบายด้านการลดขยะพลาสติกออกสู่สังคม จากนั้น Ms. Marlene Nilsson, The Deputy Regional Director of UNEP Regional Office for Asia and the Pacific กล่าวต้อนรับและเผยถึงผลวิจัยเกี่ยวกับขยะพลาสติก และมีการบรรยายและเสวนาโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อต่างๆ เช่น ผลกระทบจากมลพิษพลาสติก บทบาทของมหาวิทยาลัยในการต่อกรกับมลพิษพลาสติก เราจะแก้ปัญหามลพิษพลาสติกในเชิงระบบได้อย่างไร ฯลฯ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย Chula Zero Waste มีนโยบายและแผนงานพร้อมกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมแนวคิดการลดและแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ผลักดันให้ประชาคมจุฬาฯ เปลี่ยนวิถีชีวิตให้คํานึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยเริ่มต้นจากในรั้วมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังกระจายองค์ความรู้ และแนวทางปฏิบัติไปสู่สาธารณะด้วย ด้วยความมุ่งหวังสร้างแรงบันดาลใจและแรงกระเพื่อมต่อสังคมสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืน

จุฬาฯ ร่วม 3 มหาวิทยาลัยภูมิภาค นำร่องแพลตฟอร์มวิจัยเครือข่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741320

จุฬาฯ ร่วม 3 มหาวิทยาลัยภูมิภาค  นำร่องแพลตฟอร์มวิจัยเครือข่าย

จุฬาฯ ร่วม 3 มหาวิทยาลัยภูมิภาค นำร่องแพลตฟอร์มวิจัยเครือข่าย

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยนเรศวร สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านงานวิจัย เสริมสร้างความแข็งแกร่งของงานวิจัยให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติและระดับนานาชาติ และได้ร่วมกันจัดงานประชุมวิชาการ : พลิกโฉมมหาวิทยาลัย แพลตฟอร์มวิจัยเครือข่าย”เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ โรงแรมแมนดารินสามย่าน ภายในงานมีการบรรยายพิเศษเรื่อง “ภาพรวมโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย” โดย นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนและพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม การเสวนา “Bangsaen 80th Anniversary: Creative City and Municipality” การเสวนา “University-Urban Design and Development” และการเสวนา “Creative Tourism เส้นทางท่องเที่ยวยอด-ภูลังกา” 

ศ.ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ รองอธิการบดีด้านการวิจัย จุฬาฯ เปิดเผยว่า จุฬาฯ ต้องการเปิดพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัยจุฬาฯ กับ 3 มหาวิทยาลัยในภูมิภาคที่มีจุดสนใจเหมือนกันมารวมตัวกันเพื่อตอบโจทย์ที่สำคัญของภูมิภาคและประเทศ โดยงานวิจัยจะเน้นไปในด้านการแก้ปัญหาสังคมเป็นหลัก โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาดำเนินการด้วย

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เชื่อมประสานแพลตฟอร์มวิจัยเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง 4 มหาวิทยาลัยเพื่อความเข้มแข็งทางวิชาการ สร้างประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมร่วมกัน จนกระทั่งสามารถรวมกันเป็นเครือข่ายที่มีแนวทางการดำเนินงานชัดเจน นำร่องรูปแบบของแพลตฟอร์มวิจัยที่สามารถขยายได้ทั้งกลุ่มนักวิจัยร่วมในประเทศและต่างประเทศ เป้าหมายของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาคน และคนไปพัฒนาพื้นที่ซึ่งต้องอาศัยความรู้จากหลากหลายมุมมองที่แตกต่าง และมีความเข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ สนับสนุนให้นำความรู้มาใช้ร่วมกันให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ คน และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล”ศ.ดร.จักรพันธ์ กล่าว

นอกจากนี้ ภายใต้ความร่วมมือในโครงการนี้ยังมีความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ อาทิ National University of Singapore สาธารณรัฐสิงคโปร์ และ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

‘สพฐ.’ปลื้มพาน้องกลับมาเรียนได้เกิน 99% วางแนวทางป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษาซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741393

'สพฐ.'ปลื้มพาน้องกลับมาเรียนได้เกิน 99%  วางแนวทางป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษาซ้ำ

‘สพฐ.’ปลื้มพาน้องกลับมาเรียนได้เกิน 99% วางแนวทางป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษาซ้ำ

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.29 น.

“อัมพร” โชว์ผลงาน สพฐ. พาน้องกลับมาเรียนได้เกิน 99% พร้อมวางแนวทางป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษาซ้ำ

3 ก.ค.66 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความสำเร็จในการดำเนินโครงการพาน้องกลับมาเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า โครงการนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุกเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา คืนโอกาส สร้างอนาคตให้เด็กได้กลับสู่ระบบ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า มีเด็กบางกลุ่มหลุดออกนอกระบบการศึกษา ด้วยหลายสาเหตุหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด 19 ที่ทำให้มีเด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก โดยในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีหน้าที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องดูแลอย่างทั่วถึงเท่าเทียมทุกกลุ่มทุกช่วงวัย ก็ได้ติดตามนักเรียนกลับมา โดยใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเป็นปกติของครูและสถานศึกษา ที่จะติดตามเยี่ยมบ้านถ้าเด็กขาดเรียน หรือ ไม่มาโรงเรียนเกิน 3 – 7 วัน

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ในปีงบประมาณ 2565-2566 สพฐ.ได้ทำการวิจัยเรื่องเด็กหลุดจากระบบการศึกษาด้วยรูปแบบ Design Research in Education โดยพบ 11 สาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ได้แก่ ความจำเป็นของครอบครัว  การย้ายถิ่นที่อยู่ รายได้ไม่เพียงพอ ปัญหาสุขภาพหรือความพิการ ปัญหาความประพฤติหรือการปรับตัว ผลกระทบจากโควิด 19 การเสี่ยงต่อการกระทำผิด การคมนาคมไม่สะดวก การสมรส  ผลการเรียน และผู้ปกครองไม่ใส่ใจ ซึ่งตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบที่พบในปีการศึกษา 2564 หรือ ปีงบประมาณ 2565 มีจำนวน 28,134 คน สามารถติดตามพบตัว 28,038 คน โดยได้นำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและให้ความช่วยเหลือตามความต้องการจำเป็นรายบุคคล โดยมีทั้งที่กลับเข้าเรียนในสถานศึกษาของ สพฐ. ทั้งโรงเรียนเดิม โรงเรียนใหม่ สถานศึกษาอาชีวศึกษา รวมถึงการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ  กศน. และโรงเรียนพระปริยัติธรรม ขณะเดียวกันมีเด็กที่ติดตามไม่พบตัว22 คน และเสียชีวิต 74 คน  ส่วนปีการศึกษา 2565 หรือ ปีงบประมาณ 2566 มีจำนวน 2,835 คน ซึ่งเป็นตัวเลขการออกกลางคันที่ลดลง และได้ติดตามกลับเข้ามาเรียนแล้ว และบางส่วนก็เป็นเด็กที่ข้ามมาเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่กลับเข้ามาเรียนต่อ

“จากการดำเนินการดังกล่าวต้องถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถนำเด็กกลับเข้าระบบและให้ความช่วยเหลือตามความต้องการของเด็กถึง 99.66% แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวล คือ จะทำอย่างไรจึงจะรักษาเด็กกลุ่มนี้ไว้ไม่ให้หลุดออกจากระบบซ้ำอีก ขณะเดียวกันก็มีปัญหาใหม่อีกว่า เด็กที่เรียนอยู่ก็มีแนวโน้ม หรือ มีความเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบเป็นกลุ่มใหม่อีก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากสำหรับ สพฐ. ทำให้ สพฐ.ต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ สพฐ.จึงได้มีนโยบายต่อเนื่องโดยทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนแห่งความสุข ประกาศนโยบายโรงเรียนปลอดภัย และประกาศให้เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งการเยี่ยมบ้านนักเรียน โดยให้โรงเรียนทุกโรง ร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ลงเยี่ยมบ้านนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อให้ทราบถึงความเป็นอยู่และความต้องการจำเป็นที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างยั่งยืน” ดร.อัมพร กล่าวพร้อมกับย้ำว่า สพฐ.ต้องการเห็นเด็กทุกคนได้รับโอกาส จึงมีนโยบายเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้แก่เด็กไทยทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม.

ปลัด มท.ร่วมประชุมขับเคลื่อนโครงการ’หมู่บ้านรักษาศีล 5’ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741386

ปลัด มท.ร่วมประชุมขับเคลื่อนโครงการ'หมู่บ้านรักษาศีล 5'ประจำปี 2566

ปลัด มท.ร่วมประชุมขับเคลื่อนโครงการ’หมู่บ้านรักษาศีล 5’ประจำปี 2566

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.40 น.

ปลัด มท.ร่วมประชุมขับเคลื่อนโครงการ “หมู่บ้านรักษาศีล 5” ประจำปี 2566 เน้นย้ำ ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาจิตใจประชาชนด้วยหลักธรรม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการทุกภาคีเครือข่ายนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาประยุกต์สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน เพื่อทำให้ทุกพื้นที่เป็น “หมู่บ้านยั่งยืน”

วันนี้ (3 ก.ค. 66) เวลา 13.30 น. ที่หอประชุมพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร เป็นองค์ประธานการประชุมมอบนโยบายการขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5” ประจำปี 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยได้รับเมตตาจาก พระพรหมวชิรเวที กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ในฐานะคณะกรรมการผู้แทนอำนวยการ พระธรรมวชิรานุวัตร เจ้าคณะภาค 14 เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง พระเทพปวรเมธี รองเจ้าคณะภาค 15 ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนหนกลาง พระสังฆาธิการ พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร และพระเถรานุเถระ ร่วมพิธี โดยมี นายอินทพร จั่นเอี่ยม รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด 76 จังหวัด และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

โอกาสนี้ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร องค์ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะหน้าพระรูป สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แล้วนำผู้ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์

จากนั้น สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร กล่าวให้โอวาทและมอบนโยบายความว่า ขออนุโมทนากับท่านทั้งหลายที่มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกันในวันนี้ ซึ่งโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5” ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากคณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแห่งประชาชน สันติสุขแห่งประเทศชาติ โดยในปี 2566 มหาเถรสมาคม ได้มีคำสั่งที่ 3,4,5/2566 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหารกลาง และคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับหน โครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5” ตามลำดับ

“นับตั้งแต่เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ได้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ต้นนั้น สามารถยังประโยชน์ต่อการสร้างสังคมให้มีความสุขด้วยหลักพุทธธรรม การดำรงชีวิต โดยการนำหลักศีล 5 ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม มาโดยตลอด และพัฒนาขับเคลื่อนโครงการจวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี 2566 นี้ ได้มีการจัดทำระเบียบและแต่งตั้งคณะกรรมการโดยมีการบูรณาการร่วมกันทั้งในส่วนของคณะสงฆ์ ภาครัฐ และภาคเอกชน ด้วยการกำหนดกรอบ ทิศทาง แนวนโยบาย และยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ในเชิงคุณภาพ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านจิตใจให้มากขึ้น โดยยึดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นหัวใจสำคัญ คือ หลักไตรสิกขา อันเป็นธรรมแห่งการพัฒนาชีวิตให้ประสบความสำเร็จตามหลักพระพุทธศาสนา อันประกอบด้วย 1) อธิศีลสิกขา คือ ศีลอันยิ่ง ศีล เป็นอาภรณ์ เป็นเครื่องประดับอันประเสริฐ เป็นหลักการพัฒนาระดับความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม ให้ครอบครัว สังคม ชุมชน สามารถ มั่นคงตั้งมั่นอยู่ในศีล มีศีล 5 เป็นเบื้องต้นนั้น สังคมก็จะเป็นสุข และยั่งยืน 2) อธิจิตตสิกขา คือ จิตอันยิ่ง กล่าวคือ สมาธิ อันเป็นหลักในการพัฒนาจิตใจให้มี สมรรถภาพ ประสิทธิภาพในการคิด พิจารณา ไตร่ตรอง ให้ทราบถึงเหตุและผลอันสมควร ให้ส่งเสริมการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเบื้องต้น อันเป็นการธรรมที่ควรเจริญ ให้จิตใจเกิดความสงบสุข เกิดความสมดุลในชีวิต และ 3) อธิปัญญาสิกขา คือ ปัญญาอันยิ่ง เป็นหลักพัฒนาความรู้ความเข้าใจสามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แยกแยะสิ่งทั้งหลายให้เกิดความแจ่มแจ้ง โดยอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องเสริมสติปัญญาให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการให้เกิดคุณภาพในด้านจิตใจ ทั้งนี้ ต้องบูรณาการร่วมกันกับศิลปวัฒธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน ความเป็นตัวตนของชุมชน การประกอบสัมมาชีพ ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้การพระพุทธศาสนาดำเนินควบคู่ไปกับศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติให้คงอยู่สืบไป อันจะยังประโยชน์ให้พุทธศาสนิกชน ตลอดจนประชาชนทั้งหลายมีศีล มีธรรม มีสุข ได้อย่างเป็นรูปธรรม” สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีฯ กล่าว

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางในการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การให้พระเถรานุเถระ ผู้นำในทุกหน ทุกจังหวัด ใช้สำนักปฏิบัติธรรมที่มีในทุกจังหวัดเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานโครงการดังกล่าวในแต่ละภูมิภาค สันติสุขจึงจะเกิดขึ้นได้ โดยประชาชนต้องมีปัญญา ดังนั้น เราใช้สถานปฏิบัติธรรมผนวกรวมกับวัฒนธรรมของชุมชนในแต่ละถิ่น นำเข้ามาเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ควบคู่กับอนุรักษ์ศาสนา เพื่อให้การปฏิบัติธรรมรักษาศีลยั่งยืนสืบไป นำไปสู่ประชาชนมีความสุขและความสันติสุข และขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เชื่อมโยงโครงการกล่าวกับยุทธศาสตร์ 6 ด้าน พร้อมทั้งต้องติดตาม ประเมิน และสรุปผลการดำเนินงานเชิงสถิติ เพื่อนำจุดอ่อน-จุดแข็งมาพัฒนาให้ครอบคลุมในทุกด้านให้สอดคล้องกับบริบทสังคมที่เกิดขึ้นในระดับประเทศ ซึ่งจะทำให้หมู่บ้าน ชุมชน รู้เท่าทัน และประสบพบเจอแต่ความสุข จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์

“ขอให้คณะสงฆ์ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันขับเคลื่อนโครงการสำคัญ โดยคณะกรรมการบริหารกลาง ต้องจัดทำแผนในการปฏิบัติ จะเป็นแผนยุทธศาสตร์ หรือแผนปฏิบัติงานประจำปี เพื่อเกิดความชัดเจน และนำแผนสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง คณะกรรมการประจำหนต่าง ๆ ออกตรวจการและติดตามการดำเนินงาน โดยกำหนดเป้าหมายในระยะเริ่มต้น และการรายงานผล สรุปผลการดำเนินโครงการในรอบปีที่ผ่านมา โดยผู้แทนแต่ละภูมิภาคสรุปปัญหาและอุปสรรค พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา และขอให้การขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5″ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำเร็จประโยชน์ และมีความมั่นคงยั่งยืนสืบไป” สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีฯ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นความเมตตายิ่งที่เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร ได้มีความเต็มใจและรับเป็นธุระตามที่มหาเถรสมาคมได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการให้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน “หมู่บ้านรักษาศีล 5” เพื่อช่วยกันหาแนวทางและวิธีการขับเคลื่อนสร้างพลเมืองดีให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติของเรา ซึ่งปัจจุบันการให้ประชาชนทุกคนรักษาศีล 5 นับว่า “ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา” ดังนั้น โครงการสร้างความสามัคคีปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5” จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการวางรากฐานของการเป็นพลเมืองดีตามที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ พระมหาเถระ และคณะสงฆ์ทุกรูปท่าน จะได้ร่วมด้วยช่วยกันกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และนายอำเภอทุกอำเภอ ดำเนินการตามแนวทางนโยบายที่ท่านได้มอบให้ในวันนี้ไปสู่การปฏิบัติในทุกพื้นที่ ทุกชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “การพัฒนาประชาชนและประเทศชาติไปสู่ความยั่งยืน”

“กระทรวงมหาดไทย ได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์เป็นหลักชัยการบูรณาการขับเคลื่อนงานโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ตามที่ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข และ MOU บทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน และอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญ คือ “หมู่บ้านรักษาศีล 5″ โดยกระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว เพราะกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่ที่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับระดับพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัด ดังนั้น ภารกิจทุกงานของทุกกระทรวง ทบวง กรม จึงเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเป็นแม่ทัพใหญ่ที่จะต้องขับเคลื่อนงานในพื้นที่เช่นเดียวกัน” นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าวต่ออีกว่า ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (ผอ.พศจ.) ผู้เป็นฝ่ายเลขานุการงานด้านกิจการคณะสงฆ์ของผู้ว่าราชการจังหวัด จึงเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนงานของผู้ว่าราชการจังหวัดในการสนองงานคณะสงฆ์ให้ดีได้ ซึ่งงานจะดีได้ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของทุกท่านในการที่จะใช้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทำงาน ซึ่งคำว่า “ใช้” หมายความว่า หน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี คือ ผอ.พศจ. ต้องทำให้ผู้บังคับบัญชาทำในสิ่งที่ดีตามที่ตนเสนออยากให้ทำได้ เช่นเดียวกันกับหน้าที่ในการขับเคลื่อน “หมู่บ้านรักษาศีล 5”  ซึ่งปัจจุบันได้น้อมนำพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “โครงการหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)” คือ การสร้างความสุข ทำให้ประชาชนมีความรักสามัคคี ด้วยการรักษาสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ “หมู่บ้านรักษาศีล 5” ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสามารถนำไปร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการงานไปสู่การเป็นหมู่บ้านยั่งยืน โดยทำให้ยุทธศาสตร์และนโยบายของหมู่บ้านรักษาศีล 5 นี้ บรรจุอยู่ในเนื้องานของหมู่บ้านยั่งยืนด้วย เพื่อทำให้ทุกภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนงาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“กระทรวงมหาดไทย จะสนองงานคณะสงฆ์ด้วยการดำเนินการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ได้แก่ 1) การประเมินผลของการขับเคลื่อนการดำเนินการที่ผ่านมาภายใต้กระทรวงมหาดไทย เพื่อวิเคราะห์หาจุดอ่อน-จุดแข็ง 2) ยกร่างแผนปฏิบัติการ 2566 ของกระทรวงมหาดไทย ให้สอดคล้องกับแนวทางมหาเถรสมาคม ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และ 3) การช่วยกันไปให้กำลังใจ เร่ง และติดตาม ขยายผลไปสู่สถานปฏิบัติธรรมที่ตั้งอยู่ในทุกจังหวัด ซึ่งต้องกราบขอความเมตตาจากพระสังฆาธิการและพระเถรานุเถระทุกรูป ณ ที่นี้ และที่ติดตามรับชมทางการถ่ายทอดสด ได้กรุณาเมตตาถวายเรียนแจ้งกับเจ้าอาวาสในทุกวัดของทุกจังหวัด รวมถึงสำนักปฏิบัติธรรมในทุกพื้นที่ ช่วยรับเป็นธุระ เป็นสาขาของสถานปฏิบัติธรรมด้วย และขอให้ทุกท่านได้ช่วยกันเพื่อทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ขอฝากความหวังกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในการไปช่วยเป็นธุระทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้เป็นผู้นำและผู้บังคับบัญชาของข้าราชการใน 76 จังหวัด ได้ทำในสิ่งที่ดีตามที่พวกเราได้รับมอบหมาย ทำให้ทุกพื้นที่ของประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น “หมู่บ้านยั่งยืน” ที่ประชาชนมีความมั่นคงและมีความสุขอย่างยั่งยืน

– 006

สกสค. ของบ 30 ล้าน ปรับปรุง รพ.ครู ฟุ้งหนังสือเรียนขายดียอดพุ่ง 29 ล้านเล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741239

สกสค. ของบ 30 ล้าน ปรับปรุง รพ.ครู ฟุ้งหนังสือเรียนขายดียอดพุ่ง 29 ล้านเล่ม

สกสค. ของบ 30 ล้าน ปรับปรุง รพ.ครู ฟุ้งหนังสือเรียนขายดียอดพุ่ง 29 ล้านเล่ม

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 10.48 น.

สกสค. ของบ 30 ล้าน ปรับปรุงรพ.ครู ตั้งเป้า เป็น Smart Hospital  ขณะที่ องค์การค้า ฟุ้ง หนังสือเรียนขายดียอดพุ่ง 29 ล้านเล่ม เงินรายได้เข้ากระเป๋า กว่า 1.5 พันล้าน คุยส่งหนังสือถึงมือเด็กก่อนเปิดเทอม 

วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เมื่อเร็ว ๆ นี้เห็นชอบในหลักการตามที่สำนักงานสกสค. เสนอปรับปรุงโรงพยาบาลครู ของ สกสค. โดยที่ประชุมเห็นว่า โรงพยาบาลครู มีความเก่าแก่นานกว่า 30 ปีแล้ว ดังนั้น เรื่องเทคโนยี และการบริการต่าง ๆอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ โดยทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลครู จึงได้มานำเสนอแผนงาน พัฒนาโรงพยาบาลครูให้เป็น Smart Hospital ที่มีความทันสมัย นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรักษา ทั้งระบบการวินิจฉัยโรค ด้วยระบบ เทเลเมดิซีนหรือโทรเวชกรรม โดยคนไข้ไม่ต้องเดินทางมาด้วยตัวเอง เป็นต้น 

 “ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ โดยขอให้ทาง สกสค. ไปจัดทำรายละ ดูเรื่องงบประมาณที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมาย จะไม่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่จะใช้เทคโนยีเข้ามาช่วยในการดำเนินการ ทั้งในเรื่องบุคลากร เครื่องมือคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ”น.ส.ตรีนุช กล่าว  

ด้านนายอรรถพล  สังขวาสี  ปลัดศธ. กล่าวว่า ทาง สกสค. เสนอของบ เพื่อใช้ดำเนินการปรับปรุงโรงพยาบาลครู  กว่า 30 ล้านบาท ซึ่งทางคณะกรรมการ สกสค. เห็นว่า อาจจะเป็นงบที่สูงเกินไป ดังนั้น จึงขอให้ สกสค.กลับไปทำแผน โดยให้ดูในเรื่องของการบริการและจุดคุ้มทุน รวมถึงขอให้ประเมินสถานการณ์ในอนาคต ว่า หากปรับปรุงแล้ว จะมีผู้มาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการสกสค.พิจารณาอีกครั้ง 

ขณะที่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดศธ. ในฐานะรักษาการแทนเลขาธิการ สกสค. กล่าวว่า สกสค. รายงานผลการจัดพิมพ์ ขององค์การค้าฯ ให้ที่ประชุมได้รับทราบ โดยปีนี้มียอดสั่งซื้อรวม 29 ล้านเล่ม ใน 4 วิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิทยาการคำนวณ โดยทางองค์การค้าฯ ได้ดำเนินการจัดส่งหนังสือเรียนให้โรงเรียนทั่วประเทศ ครบแล้ว 100% โดยองค์การค้าฯ มีเงินรายได้จากการขายหนังสือเรียน แบบยังไม่หักต้นทุน รวม 1,500 ล้านบาท ถือว่า การจัดพิมพ์และจัดส่งหนังสือเรียนปีนี้ค่อนข้างประสบความสำเร็จ สามารถจัดส่งถึงมือเด็กก่อนเปิดภาคเรียน  จากนี้จะเร่งจัดทำแผนเพื่อเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ปีการศึกษา 2567 ต่อไป

‘คลินิกหนองผักหนามฯ’เข้าร่วมกับ‘สปสช.’ ช่วยประชาชนในพื้นที่รับบริการสะดวกมากขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741162

‘คลินิกหนองผักหนามฯ’เข้าร่วมกับ‘สปสช.’ ช่วยประชาชนในพื้นที่รับบริการสะดวกมากขึ้น

‘คลินิกหนองผักหนามฯ’เข้าร่วมกับ‘สปสช.’ ช่วยประชาชนในพื้นที่รับบริการสะดวกมากขึ้น

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางพัทธนันท์ คำนนท์ พยาบาลวิชาชีพ ประจำคลินิกหนองผักหนามการพยาบาลและการผดุงครรภ์ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง หนึ่งในคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ที่เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ข้อดีของการเข้าร่วมเป็นเครือข่ายหน่วยบริการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความสะดวกในการรับบริการมากยิ่งขึ้น

นางพัทธนันท์กล่าวว่า พื้นที่ที่คลินิกตั้งอยู่นั้น ค่อนข้างไกลจากตัวโรงพยาบาลนิคมพัฒนาประมาณ 30 กิโลเมตร ประชาชนที่ต้องรับบริการ เช่น ล้างแผล ตัดไหม ต้องเดินทางไกลและไปแออัดอยู่ที่โรงพยาบาล ขณะเดียวกันผู้ป่วยบางรายเป็นผู้สูงอายุ ไม่สะดวกในการเดินทางบางคนไม่มีรถ หรือบางคนก็ไม่อยากลางานไปโรงพยาบาลเพราะจะสูญเสียรายได้ในวันนั้น

“ได้ทราบข่าวจากสภาการพยาบาลว่า สปสช. มีโครงการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น จึงเข้าไปศึกษารายละเอียดและเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ของคนในพื้นที่ ถ้าหากคลินิกหนองผักหนามการพยาบาลและการผดุงครรภ์เข้าร่วมเป็นเครือข่ายหน่วยบริการกับ สปสช. ชาวบ้านก็จะได้รับความสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องไปแออัดที่โรงพยาบาล ไม่ลำบากในการเดินทางเมื่อคิดทบทวนดีแล้วจึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในเครือข่าย สปสช. ในเดือนพ.ค. 2565 เพื่อตอบโจทย์ให้กับชุมชน” นางพัทธนันท์กล่าว

นางพัทธนันท์กล่าวต่อไปว่า สำหรับบริการที่จัดให้แก่ผู้มีสิทธิบัตรทองนั้นจะเป็นไปตามที่ สปสช. กำหนด เช่น ล้างแผล ตัดไหม ยาเม็ด
คุมกำเนิด ถุงยางอนามัย การตรวจคัดกรองเบาหวาน ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กและการเยี่ยมบ้าน ซึ่งแต่เดิมเมื่อมีผู้ป่วยเข้ามารับบริการก็ต้องจ่ายเงินเอง แต่เมื่อเข้าระบบ สปสช.แล้ว ผู้ป่วยก็สามารถใช้สิทธิบัตรทองรับบริการได้ฟรี อย่างไรก็ดี ในส่วนของการรักษาโรคเบื้องต้น แม้วิชาชีพพยาบาลจะทำได้แต่ สปสช. ยังไม่เปิดให้ทำการเบิกจ่าย ทำให้เมื่อมีผู้ป่วยรับบริการจึงยังต้องจ่ายเงินเองในส่วนนี้

ที่สำคัญคือชาวบ้านไม่ต้องเดินทาง และคลินิกเราให้บริการด้วยความเป็นกันเอง มีการทักทายคุณลุงคุณป้า มีเด็กๆ หรือแม้แต่ เณรมารับบริการ เป็นความใกล้ชิดเป็นกันเองระหว่างคลินิกและชุมชน ทำให้ประชาชนรู้สึกสบายใจที่จะมารับบริการกับเรา ตอนนี้ประชาชนในพื้นที่เริ่มทราบกันแล้วว่าสามารถมาใช้สิทธิบัตรทองที่นี่ได้เพราะผู้ใหญ่บ้านและ อสม. ช่วยประชาสัมพันธ์ ทำให้ชาวบ้านรับรู้ค่อนข้างมาก อย่างกิจกรรมล้างแผล ตัดไหม ก็มีผู้ป่วยมารับบริการมากขึ้นเพราะชาวบ้านเขาบอกกันปากต่อปากว่าไม่ต้องไปไกลถึงโรงพยาบาล มารับบริการที่คลินิกเราก็ได้ ถือบัตรประชาชนมาใบเดียวก็รับบริการได้แล้ว

อย่างไรก็ดี ในภาพรวมแล้ว มีข้อเสนอแนะถึง สปสช. ว่า อยากให้เพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะยังมีประชาชนอีกมากที่ยังไม่ทราบว่าคลินิกพยาบาลมีการจัดบริการเหล่านี้อีกประการคือประชาชนบางส่วนโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลยังไม่ทราบสิทธิของตัวเอง บางคนไม่ทราบแม้กระทั่งว่า สปสช. คืออะไร ให้สิทธิบัตรทองอย่างไรบ้าง ในพื้นที่ไกลๆ กว่าชาวบ้านจะรู้ก็ต้องรู้ผ่านผู้ใหญ่บ้าน ถ้าผู้ใหญ่บ้านไม่แจ้ง ชาวบ้านก็จะไม่ทราบ ดังนั้นจึงอยากให้เพิ่มในเรื่องการประชาสัมพันธ์

เช่นเดียวกับความรวดเร็วในการเบิกจ่ายเพราะในการดำเนินการของคลินิกต้องมีเงินหมุนเวียน หากสามารถเบิกจ่ายได้เร็วก็จะเพิ่มความมั่นใจให้กับคลินิกพยาบาลฯมากยิ่งขึ้น!!!

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

‘มข.’ร่วม‘กฟผ.’สร้างสังคมการเรียนรู้ นวัตกรรมด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741158

‘มข.’ร่วม‘กฟผ.’สร้างสังคมการเรียนรู้ นวัตกรรมด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม

‘มข.’ร่วม‘กฟผ.’สร้างสังคมการเรียนรู้ นวัตกรรมด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัย 8 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จัดพิธีลงนามบันทึกความตกลงร่วม (MOU) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จังหวัดนนทบุรี เพื่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

โดยในส่วนของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) มี รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ ปฏิบัติภารกิจในนามอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ เป็นตัวแทนเข้าร่วม ซึ่งบันทึกความเข้าใจ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการมีส่วนร่วมระหว่าง กฟผ. และ มข. ในโครงการความร่วมมือสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

นวัตกรรมด้านการจัดการของเสีย นวัตกรรมด้านการเกษตร และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้มีการจัดกิจกรรมอย่างน้อยปีละครั้ง เป็นความร่วมมือพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านความคิดสร้างสรรค์ เรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ เพิ่มโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาให้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาในโครงการห้องเรียนสีเขียว สร้างภาคีเครือข่ายด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม พัฒนากลยุทธ์และแนวทางความร่วมมือในกระบวนการของกิจกรรมในอนาคต และดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกัน

สาระสำคัญของข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มข. จะร่วมสนับสนุนโครงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อมปี 2 ให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะ ศักยภาพ และความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนานวัตกรรม โดยต่อยอดการส่งเยาวชนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโครงการห้องเรียนสีเขียว กฟผ. เข้าสู่ระดับอุดมศึกษา จากการเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” โดย MOU นี้ มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี ระหว่างวันที่ 26 มิ.ย. 2566-26 มิ.ย. 2571

ผลสำรวจจากสถานพินิจ ‘บุหรี่มวน-บุหรี่ไฟฟ้า’ประตูสู่ยาเสพติด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741160

ผลสำรวจจากสถานพินิจ  ‘บุหรี่มวน-บุหรี่ไฟฟ้า’ประตูสู่ยาเสพติด

ผลสำรวจจากสถานพินิจ ‘บุหรี่มวน-บุหรี่ไฟฟ้า’ประตูสู่ยาเสพติด

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนที่ต้องโทษคดีเกี่ยวกับยาเสพติด มีความสัมพันธ์กับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และแอลกอฮอล์ มาอย่างต่อเนื่อง เด็กและเยาวชนที่เข้าถึงการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ตั้งแต่อายุยังน้อย จะเปลี่ยนมาเป็นทั้งผู้เสพและผู้ขายยาเสพติดในอนาคตด้วย ทำให้การปราบปรามยาเสพติดอาจมีความยากลำบากมากขึ้น”

สุรเชษฐ์ โพธิ์แสง รองเลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานเสวนาวิชาการ “บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ต้นทางสู่ยาเสพติด”เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2566 เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2566 ที่ผ่านมา จัดโดยสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถึงผลสำรวจการเก็บข้อมูลเด็กและเยาวชนที่อยู่ในศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนและสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน 39 แห่งทั่วประเทศ

ผลสำรวจนี้ว่าด้วยเรื่องของ “พฤติกรรมการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนก่อนต้องโทษคดียาเสพติด” มีกลุ่มตัวอย่าง
300 คน แบ่งเป็นชาย 289 คน หญิง 11 คน ซึ่งพบว่า ร้อยละ 95.4 เคยสูบบุหรี่มวน ในจำนวนนี้ร้อยละ 84.5 สูบทุกวัน ขณะที่ร้อยละ 79.3 เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในจำนวนนี้ร้อยละ 30.5 สูบทุกวัน ทั้งนี้ เมื่อจัดลำดับสารเสพติดที่ใช้ พบว่าร้อยละ 80.7 เริ่มใช้บุหรี่มวนเป็นสารเสพติดชนิดแรก

“ในจำนวนนี้ 76% พัฒนาไปสู่การใช้ยาเสพติดอื่นๆ โดยยาเสพติดที่นิยมมากที่สุดคือ ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน กัญชา กระท่อม 45.1% รองลงมาคือ ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท ยาบ้า (แอมเฟตามีน)ไอซ์ ยาอี 40.5% ยาเสพติดประเภทกดประสาทฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน สาระเหย 8.9% และยาเสพติดประเภทหลอนประสาท เช่น แอลเอสดี (LSD) เห็ดขี้ควาย สารระเหย 5.5%” สุรเชษฐ์ กล่าว

รองเลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยยังกล่าวอีกว่า เนื่องในโอกาสวันต่อต้านยาเสพติดประจำปี 2566 นี้ จึงขอเรียกร้องไปยังทุกส่วนราชการที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการป้องกันหรือปราบรามยาเสพติด ขอให้ทุกส่วนร่วมกันรณรงค์ป้องกันเด็กและเยาวชนเข้าถึงบุหรี่ทุกชนิด บังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น และที่สำคัญไม่ปรับแก้กฎหมายเพิ่มผลิตภัณฑ์เสพติดชนิดใหม่อย่างบุหรี่ไฟฟ้าด้วย