ม.เกษตรฯ และกลุ่มมิตรผล ร่วมมือ พัฒนาหลักสูตรผู้ผลิตอ้อยสมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740349

ม.เกษตรฯ และกลุ่มมิตรผล ร่วมมือ  พัฒนาหลักสูตรผู้ผลิตอ้อยสมัยใหม่

ม.เกษตรฯ และกลุ่มมิตรผล ร่วมมือ พัฒนาหลักสูตรผู้ผลิตอ้อยสมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดี และ ผศ.ดร.นรุณ วรามิตร คณบดีวิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือเพื่อยกระดับการพัฒนาและรับรองหลักสูตรชุดวิชา “ผู้ผลิตอ้อยสมัยใหม่แบบครบวงจร หรือ Mitr Phol ModernFarm” กับกลุ่มมิตรผล นำโดย นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการบริษัท และประธานคณะกรรมการบริหาร และนายไพฑูรย์ ประภาถะโร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารและสนับสนุน กลุ่มงานอ้อย ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้

ชุดวิชาดังกล่าวเป็นการจัดการเรียนการสอนประเภทประกาศนียบัตรชุดวิชา Non-Degree ที่ผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิตเข้า Credit Bank ได้ถึง 14 หน่วยกิตซึ่งคิดค้นและพัฒนาโดยสถาบันมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม (MITR PHOL MODERNFARM ACADEMY : MFA) สถานที่เรียนรู้และฝึกอบรมการทำไร่อ้อยสมัยใหม่และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ถูกต้อง พร้อมนำแนวคิด Design Thinking เข้ามาพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการจัดการภาคเกษตรสมัยใหม่ให้กับบุคลากรภายในองค์กร และเกษตรกรชาวไร่อ้อยของกลุ่มมิตรผล ให้สามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาการจัดการไร่อ้อยได้อย่างครบวงจร

เนื้อหาหลักสูตร ครอบคลุมทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อเสริมประสบการณ์ทำงานจริง ให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ พร้อมปรับตัวให้เท่าทันโลกการเกษตรยุคใหม่ ด้วยวิถีการทำเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่นับเป็นความท้าทายสำคัญของภาคเกษตรในยุคปัจจุบัน โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกลุ่มมิตรผลมีมุ่งหวังว่าความร่วมมือกันในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่ภาคเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ต่อไป

สกสว.จับมือ’องค์กรวิทย์โลก’ ปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่อาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740426

สกสว.จับมือ'องค์กรวิทย์โลก' ปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่อาเซียน

สกสว.จับมือ’องค์กรวิทย์โลก’ ปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่อาเซียน

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.46 น.

“สกสว.” จับมือ “องค์กรวิทย์โลก” ปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่อาเซียนส่งเสริมการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) เชื่อมโยงนักนโยบาย-วิจัย พัฒนาชาติ

สกสว. ร่วมอบรม “AAAS-TWAS Course on Science Diplomacy ครั้งที่ 10” ณ ประเทศอิตาลี ยกระดับนักวิทยาศาสตร์ไทยสู่นักการทูตวิทย์ หวังเชื่อมโยงนักนโยบายและนักวิจัยเป็นหนึ่งเดียว เพื่อยกระดับวิทยาศาสตร์ชาติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจับมือ “AAAS-TWAS” องค์กรวิทยาศาสตร์ระดับโลกเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ในภูมิภาคอาเซียน ส่งเสริมการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) พัฒนาชาติ ในปี 2567

รองศาสตราจารย์ ดร. พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมคณะเข้าร่วมอบรม “AAAS-TWAS Course on Science Diplomacy ครั้งที่ 10”ระหว่างวันที่ 19 – 23 มิถุนายน 2566 ณ เมือง ตรีเยสเต ประเทศอิตาลี จัดโดย สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (The American Association for the Advancement of Science : AAAS) วอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา และสถาบันวิทยาศาสตร์โลกเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในประเทศกำลังพัฒนา (The World Academy of Sciences for the advancement of science in developing countries : TWAS) ตรีเยสเต ประเทศอิตาลี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย นักการทูต และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ได้ทราบถึงแนวคิดของการทูตวิทยาศาสตร์ และสามารถนำประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับนโยบายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ มาสร้างชุดทักษะและประยุกต์ใช้ในการทำงานเชิงนโยบายได้ ซึ่งการอบรมครั้งนี้มีนักนโยบายและนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมการประชุมจาก 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย อาร์เจนตินา บังกลาเทศ บราซิล กัมพูชา เอสโตเนีย เอธิโอเปีย มอลโดวา ปานามา เซอร์เบีย แทนซาเนีย และยูเครน การอบรมดังกล่าวถือได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายด้าน ววน. ของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านการทูตวิทยาศาสตร์ และการนำวิทยาศาสตร์มาใช้ในทางการทูต เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงระหว่างนักนโยบายและนักวิจัย ซึ่งจะทำให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์มีความสอดคล้องกัน และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดแม่นยำ นอกจากนี้ สกสว. ยังได้ร่วมกับ AAAS และTWAS ที่จะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ในภูมิภาคอาเซียนในปี 2567 ด้วย

‘กสว.-สกสว.’แนะใช้วิจัยและนวัตกรรมยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740366

'กสว.-สกสว.'แนะใช้วิจัยและนวัตกรรมยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย

‘กสว.-สกสว.’แนะใช้วิจัยและนวัตกรรมยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.34 น.

กสว. และ สกสว. แนะใช้วิจัยและนวัตกรรมยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ประธาน กสว. และ สกสว. ร่วมบรรยายพิเศษ พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ก่อนการประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมฯ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนการนำผลการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ เพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้เชี่ยวชาญ สกสว. บรรยายพิเศษ “พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ผลการวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 (TRIUP Act)” ก่อนการประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อแนะนำระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมฯ แผนและงบประมาณด้าน ววน. และ พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ผลการวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 (TRIUP Act) และ การจัดงาน TRIUP Fair 2023 โดยมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ และคณะกรรมการ พร้อมด้วยสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยน

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร กล่าวว่า นับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2562 เป็นต้นมาเกิดการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมครั้งสำคัญ โดยมีสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (อววน.) ทำหน้าที่ในการเสนอนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านการ อววน. ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และแผนอื่น รวมทั้งนโยบายของรัฐบาล ต่อคณะรัฐมนตรี และพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณประจำปีด้าน อววน. ของประเทศ ก่อนกำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติและการขับเคลื่อนนโยบายและการจัดสรรงบประมาณ ให้แก่หน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้สามารถแข่งขันได้ นอกจากการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้ว ยังมีการผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2564 ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นหนึ่งในกฎหมายเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ที่ช่วยปลดล็อกความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม เร่งส่งเสริมการใช้นวัตกรรมของประเทศ โดยคาดหวังให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญ และช่วยกันขับเคลื่อน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและยกระดับการพัฒนาและการผลิต ให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตและประชากรมีรายได้สูงขึ้น

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี กล่าวว่า สกสว.มีภารกิจในการจัดทำแผนด้าน ววน. เพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดเป้าหมายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนา ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม

นอกจากการจัดทำแผนฯ สกสว.ยังมีหน้าที่ในการบริหารและจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. รวมถึงการพัฒนากองทุนววน. ซึ่งปัจจุบันมีความร่วมมือ และ ดำเนินการแล้วทั้งหมด 3 แห่ง คือ 1.มูลนิธิกสิกรไทย 2.กองทุนพัฒนาไฟฟ้า และ 3.มูลนิธิกองทุนนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่เพิ่งลงนามร่วมกันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นภาคเอกชนรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 1 พันล้านบาทจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของ สกสว. ในการดำเนินโครงการ ‘กองทุนอินโนเวชั่นวัน’ ภายในกรอบระยะเวลา 3 ปี เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ และมีฝีมือด้านเทคโนโลยีให้เติบโตได้ภายในประเทศ และสามารถก้าวไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัครวิทย์ กล่าวว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 ได้มีประกาศในราชกิจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยมีกฎหมายลำดับรอง รวมทั้งหมด 14 ฉบับ ที่ทุกภาคส่วนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจ ทั้งในส่วนขอการให้ผู้รับทุนหรือนักวิจัยสามารถเป็นเจ้าของผลงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐ การกำหนดหลักเกณฑ์ในการโอนผลงานวิจัยและนวัตกรรมของผู้เป็นเจ้าของผลงานให้แก่บุคคลอื่น และหน้าที่ของผู้รับโอนผลงาน การให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากทุนของรัฐในกรณีฉุกเฉินหรือภาวะวิกฤต และ การให้ผู้ที่ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในผลงานวิจัยและนวัตกรรม สามารถขออนุญาตใช้ประโยชน์ได้โดยเสนอเงื่อนไขและค่าตอบแทน เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจและรับรู้ถึงความสำคัญของ พ.ร.บ. ดังกล่าว สกสว.จึงร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ และภาคีเครือข่ายจัดงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566     (TRIUP FAIR 2023) ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2566 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และการจัดงาน TRIUP Fair ถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้เกิดระบบการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ โดยกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ประโยชน์สามารถเข้าถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรม และเจ้าของผลงานวิจัยได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเป็นกลไกที่จะช่วยขับเคลื่อน พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 ให้บรรลุเจตนารมณ์

‘มข.’จับมือ‘เอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์’ เปิดตัว‘CPRobot’สื่อฝึกทักษะช่วยชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740037

‘มข.’จับมือ‘เอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์’  เปิดตัว‘CPRobot’สื่อฝึกทักษะช่วยชีวิต

‘มข.’จับมือ‘เอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์’ เปิดตัว‘CPRobot’สื่อฝึกทักษะช่วยชีวิต

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.56 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดย ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ พร้อมด้วย วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับ บริษัทเอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์ จำกัด ลงนามการถ่ายทอดทรัพย์สินทางปัญญามหาวิทยาลัยขอนแก่น “นวัตกรรมเพื่อชีวิต หุ่น CPR ยางพาราอัจฉริยะ” CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะสำหรับเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะ นับเป็นผลงานอีกชิ้นของ มข. เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถช่วยเหลือผู้มีภาวะหัวใจหยุดเต้นมีชีวิตรอดได้และไม่เกิดภาวะสมองตาย โดยผู้ที่จะช่วยชีวิตต้องมีความรู้เรื่องของ CPR เพื่อให้ผู้ป่วย มีชีวิตรอด ซึ่งนวัตกรรมเพื่อชีวิต หุ่น CPR ยางพาราอัจฉริยะ CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะสำหรับเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมด้าน Health AI ที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย

ซึ่งเกิดจากความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น การนำวัสดุยางพาราทำเป็นหุ่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถประมวลผลได้ เป็นผลงานของวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านหัวใจ คือศูนย์หัวใจสิริกิติ์ และภาคเอกชนที่จะนำอุปกรณ์นี้ไปต่อยอดในการผลิต เพื่อช่วยให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างดี รวมถึงสามารถผลักดันนวัตกรรมนี้เพื่อช่วยสังคม การต่อยอดเชิงนโยบายสุขภาพต่อไป

รศ.สิรภัทร เชี่ยวชาญวัฒนา คณบดีวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มข. กล่าวว่า เป้าหมายของการสร้างหุ่น CPRobot คือ ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ฝึกสอน โดยสามารถวางหุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) ในที่สาธารณะสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น โรงเรียน อบต. สถานีขนส่ง เป็นต้น ทำให้ผู้คนสามารถเรียนรู้ และฝึกทักษะของตนเองจนเกิดความมั่นใจที่จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ อีกทั้งยังสามารถนำไปเป็นเครื่องมือฝึกสอนสำหรับผู้เรียนกลุ่มใหญ่ เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศูนย์ฝึกทหาร เทศบาล เป็นต้น

ผศ.สายยัญ สายยศ หัวหน้าโครงการฯกล่าวว่า วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ ได้พัฒนาร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการให้องค์ความรู้ด้าน CPR ซึ่งหุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) ถูกคิดค้นและพัฒนาด้วยแนวความคิดที่ว่า ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีผสานกับการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ จึงเลือกใช้ยางพาราเป็นหุ่นต้นแบบ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากศูนย์การเรียนรู้จากยางพาราจังหวัดขอนแก่นสำหรับการทำโมเดลหุ่น เพื่อทดสอบรุ่นแรก

หุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) ถูกคิดค้นพัฒนาทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ และคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ซึ่งประมวลผลใน Single-board Computer ขนาดเล็ก เพื่อความสามารถในการประมวลที่ชาญฉลาด และรองรับความต้องการในอนาคต และทำงานร่วมกับอุปกรณ์ตรวจจับแรงกดที่ทางทีมพัฒนาขึ้น นอกจากนี้ ทางด้านซอฟต์แวร์ มีการคิดค้นอัลกอริทึมกระบวนการวิเคราะห์สัญญาณ (Signal Processing) และการเรียนรู้ของเครื่อง

เพื่อความสามารถในการโต้ตอบ และตอบสนองกับผู้ใช้งานได้อย่างอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) มีขีดความสามารถในการรองรับการประมวลผลที่หลากหลาย ตามความต้องการของตลาด ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตผลงานชิ้นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้รับความสนับสนุน จากคณาจารย์ จากวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ และองค์ความรู้ที่สำคัญจากบุคลากรทางการแพทย์

รศ.นพ.ภัทรพงษ์ มกรเวช ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การช่วยฟื้นคืนชีพหรือ CPR ไม่ใช่เป็นหน้าที่เฉพาะของบุคลากรทางการแพทย์ การช่วยฟื้นคืนชีพที่รวดเร็วในขณะที่เกิดหัวใจหยุดเต้นทันทีในที่เกิดเหตุ มีความสำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยิ่งเพราะสมองสามารถทนการขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้เพียง 4 นาที การที่จะทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ทันในช่วงเวลานี้ถือเป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวด ดังนั้นการสอนให้ประชาชนสามารถทำ CPR ได้ ถือเป็นภารกิจสำคัญ ที่จะสร้างสังคมแห่งความปลอดภัยขึ้นมาได้

การสร้างนวัตกรรมหุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะสำหรับเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ จะทำให้เกิดการเรียน การฝึกฝนในการทำ CPR ให้แพร่หลายก่อให้เกิดสังคมที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หวังว่านวตกรรมนี้จะนำไปสู่การที่ประชาชนสามารถที่จะ CPR ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะเกิดสังคมที่ปลอดภัยต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคณะแพทยศาสตร์จะต่อยอดนำไปฝึกอบรม การทำ CPR ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงเรียนรอบข้าง ในจังหวัดขอนแก่น และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายอำนาจ เกิดอนันต์ กรรมการบริษัท เอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท เอเอ็มหุ่นกู้ชีพซีพีอาร์ นำนวัตกรรมนี้ มาพัฒนาและต่อยอดและสื่อสารให้กับประชาชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้รับรู้ว่า ปัจจุบันได้มีนวัตกรรมอันล้ำเลิศของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ออกสู่สายตาและการรับรู้ของประชาชนว่า พวกท่านเหล่านั้น สามารถเรียนรู้วิธีปฏิบัติในการช่วยเหลือและกู้ชีพคนได้อย่างถูกต้องในการทำพีซีอาร์ เพื่อช่วยชีวิตคน

ซึ่งบริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ส่งต่อผลงานวิจัยนี้ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่ากับชีวิตของประชาชนคนไทย และต่างประเทศ ขอขอบคุณทีมผู้บริหารและทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ช่วยสนับสนุนด้วยดีตลอดมา ซึ่งหลังจากนี้คงจะได้ร่วมมือกัน เพื่อพัฒนานวัตกรรมหุ่นกู้ชีพซีพีอาร์ ให้ล้ำหน้าไปกว่าเดิม และผลักดันออกสู่ตลาด เพื่อที่ประชาชนจะได้รับรู้ว่า นวัตกรรมของคนไทย และมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้น ไม่แพ้ชาติใดในโลก

‘พัฒนาเมือง’ไม่ทิ้ง‘ฐานราก’โจทย์ใหญ่ ‘แผงลอย’อาชีพรายย่อย-ห่วงโซ่เศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740041

‘พัฒนาเมือง’ไม่ทิ้ง‘ฐานราก’โจทย์ใหญ่  ‘แผงลอย’อาชีพรายย่อย-ห่วงโซ่เศรษฐกิจ

‘พัฒนาเมือง’ไม่ทิ้ง‘ฐานราก’โจทย์ใหญ่ ‘แผงลอย’อาชีพรายย่อย-ห่วงโซ่เศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.52 น.

การย้ายผู้ค้าแผงลอยออกจากถนนสีลมที่เริ่มในเดือนธันวาคม 2565 และข่าวการย้ายผู้ค้าบริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ในเดือนมิถุนายน 2566 เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นย่านสร้างสรรค์ มีกิจกรรม วิถีชีวิต และส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงนโยบายพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่เยาวราช พาหุรัด บ้านหม้อ เป็นสถานการณ์ที่ยืนยันถึงกระแสการพัฒนาด้านกายภาพของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งจะส่งผลถึงการประกอบอาชีพของผู้ค้าแผงลอย (ตามข่าวระบุว่าที่คลองผดุงฯ มี 700 คน) ไม่นับผู้ประกอบอาชีพในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกัน

การย้ายผู้ค้าเพื่อเป้าหมาย “พัฒนา” ซึ่งมักมากับ “ความทันสมัย” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ เมื่อโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผู้คนมีรสนิยมการใช้ชีวิตเพื่อความทันสมัย การใช้พื้นที่ย่อมเป็นไปเพื่อผลตอบแทนที่ให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงนันทนาการ ในนามของ “พื้นที่สร้างสรรค์” การรื้อย้ายการค้าริมทางซึ่งเป็นวิสาหกิจรายย่อย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่า (แต่ไม่ได้หมายความว่ามีคุณค่าน้อยกว่า) จึงเป็นแนวทางที่ถูกเลือกเสมอ

“การรื้อย้ายนี้คงจะไม่น่าสะพรึง หากมีการเตรียมพื้นที่ใหม่สำหรับผู้ค้า มีสาธารณูปโภครองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งเตรียมการผู้ค้าสำหรับการปรับตัวในพื้นที่ใหม่ ทั้งในด้านทุน และการประกอบการ(เราจะยังไม่กล่าวถึงผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรม โลกทัศน์ ชีวทัศน์ของผู้คน และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ จากการ “พัฒนา” พื้นที่)”

ในกรณีของสีลม ทางออกที่กรุงเทพมหานครเสนอให้ผู้ค้าคือ(1) เจรจาหาพื้นที่เอกชน (บริเวณถนนพัฒน์พงษ์) โดยเจ้าของพื้นที่ลดค่าเช่าเป็น 150 บาทต่อวันในช่วงสองเดือนแรก หลังจากนั้นคิดค่าเช่าปกติวันละ 500 บาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ (2) ให้ย้ายไปขายในพื้นที่ถนนคอนแวนต์ (ซึ่งมีผู้ค้าอยู่แล้ว) และ หน้าวัดแขกสีลม (ซึ่งมีข้อมูลว่าไม่มีคนเดิน) ผู้ค้าสีลมบางส่วนออกจากพื้นที่ไปแล้ว บางส่วนยังปักหลักขายอยู่ จำนวนที่น้อยลงของผู้ค้าและสินค้าไม่เป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน ในขณะที่บนถนนเส้นเดียวกันมีศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น

ในกระบวนการจัดการพื้นที่ในนามของการพัฒนา “จำเลย” ของสังคมคือผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ที่ถูกมองว่าเอาเปรียบสังคมมานาน ทั้งยังทำให้เมืองไม่เป็นระเบียบ ไม่ทันสมัย ที่สำคัญทางเท้าควรมีไว้เพื่อสัญจรเท่านั้น ประเด็น “การจัดการ” อันเป็นที่มาของสารพัดปัญหา ไม่ได้ถูกกล่าวถึง “ทัศนะ ต่อกรณีนี้อาจพิจารณาได้หลายมุม” โดย“มุมมองแรก” คือ ผู้ค้าได้มีโอกาสใช้พื้นที่สาธารณะมาเป็นเวลานานแล้ว

“มุมมองที่สอง” คือ เป็นอาชีพที่เขาทำมานาน ทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวหากจะขับไล่ให้เขาไปขายในพื้นที่อื่นก็ควรต้องคิดถึงความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้ในพื้นที่ใหม่ หรือหากจะให้เขาเปลี่ยนอาชีพ น่าจะต้องให้เวลาในการเตรียมการ (ลองนึกเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นดู ถามตัวเองก็ได้ ถ้าต้องเปลี่ยนอาชีพ ต้องใช้เวลาเตรียมตัว ปรับตัวนานเท่าไร)

“มุมมองที่สาม” คือ ถนนมีไว้ให้คนเดิน ไม่ใช่ค้าขาย มุมมองนี้อาจปรับได้หากมองในมิติการใช้ประโยชน์ผสมผสานซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด หากพื้นที่สามารถตอบโจทย์ได้มากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์อย่างเหมาะสม หัวใจอยู่ที่ “การจัดการ” ซึ่งเท่าที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า “สอบไม่ผ่าน” ตั้งแต่การจัดการเชิงพื้นที่ซึ่งเป็นความรับผิดชอบโดยตรง ไปจนถึงการจัดการหาบเร่แผงลอยในฐานะเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งควรต้องมี เจ้าภาพหลักมากกว่าสำนักเทศกิจ

เมื่อเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบพื้นที่ทำการค้า และมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ค้ามีความมั่นคงในอาชีพ ทำฐานข้อมูลผู้ค้าแผงลอย รวมทั้งวางแผนหาพื้นที่ของส่วนราชการหรือเอกชนที่สามารถจัดเป็นพื้นที่ขายของหรือ Hawker Center ซึ่งผู้ว่าฯ ให้ความสนใจ ในฐานะเครื่องมือ/แนวทางในการประสานประโยชน์ระหว่างประชาชนที่สามารถใช้พื้นที่ทางเท้าได้อย่างปลอดภัยและผู้ค้า

“กทม. มี Hawker Center อยู่ไม่น้อย และปลายเดือนพฤษภาคม มี “Mini Hawker Center” ด้วย เป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ใช้ทางเท้าและการค้าริมทาง Mini-Hawker Center ได้รับความร่วมมือทั้งจากผู้ค้า สำนักงานเขต และภาคธุรกิจ ต้นทุนค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับที่ ผู้ค้าพอจัดการได้ ต่างจาก Hawker Center ในพื้นที่เอกชน ซึ่ง Hawker Center เอกชนแห่งหนึ่งคิดค่าเช่าพื้นที่วันละ 350 บาทต่อล็อก จ่ายครั้งเดียวทั้งเดือนตามจำนวนวัน ค่าไฟฟ้าดวงละ10 บาทต่อวัน ค่าแรกเข้า 3,000 บาทยังมีค่าตกแต่งร้านเป็นหลักหมื่น

(สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่าเทศบาลเมืองกัลกัตตาในอินเดียได้แรงบันดาลใจจาก Hawker Center ในกรุงเทพมหานคร ถึงกับจะใช้เป็นแนวทางส่งเสริม Street Food ในเมืองของเขา) ต้นทุนในระดับนี้ผู้ค้าที่มีทุนน้อย คงไม่สามารถจัดการได้งานวิจัยเกี่ยวกับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยยืนยันว่า ผู้ค้ามีฐานะทางเศรษฐกิจหลายระดับ ตั้งแต่รายได้น้อย ไปจนถึงระดับกลางสูง กลางต่ำ และ สูงผู้ค้าเหล่านี้จึงมีโอกาสและทางเลือกไม่เท่ากัน และทางเลือกเหล่านี้มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภคและสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

เราจะทำอย่างไร ที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยเหล่านี้มีอาชีพต่อไป หากเขายังจำเป็นต้องประกอบอาชีพ ไม่ใช่เพื่อให้เขามีอาชีพมีรายได้เท่านั้น แต่ยังเพื่อรักษาไว้ซึ่งห่วงโซ่อุปทานของวัตถุดิบซึ่งเป็นวิสาหกิจขนาดย่อยและขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับการมีงานทำ รายได้ของผู้คน และมีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจระดับบนขึ้นไป (ต้องไม่ลืมว่าวิสาหกิจขนาดย่อยและขนาดเล็กมีจำนวนถึงร้อยละ 98.2 ของวิสาหกิจโดยรวมทั้งประเทศ การจ้างงานคิดเป็น
ร้อยละ 55.8 ของการจ้างงานรวม) รวมทั้งผลกระทบในมิติสังคม วัฒนธรรมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

มองกลับไปที่นโยบายที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอไว้ตั้งแต่ต้น คือการทำทะเบียนผู้ค้าที่ยังประกอบอาชีพอยู่ รวบรวมข้อมูล จัดกลุ่มผู้ค้า เพื่อที่จะวางแนวทางการจัดการได้อย่างเหมาะสม ทั้งการสนับสนุนด้านทุน พื้นที่ประกอบอาชีพ บทบาทต่อเมือง กระบวนการนี้แม้จะใช้เวลา แต่เป็นการจัดการที่สอดคล้องกับนโยบายของผู้ว่าฯ และน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีในการบริหารจัดการกิจกรรมในเศรษฐกิจฐานรากซึ่งถูกละเลยมานาน!!!

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านเฟซบุ๊ก Narumol Nirathron เมื่อช่วงดึกของวันที่ 24 มิ.ย. 2566

ศ.ดร.นฤมล นิราทร

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจาก‘ความรู้’เรากอบโกยอะไร จากชีวิตในรั้ว‘มหาวิทยาลัย’ได้บ้าง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740040

นอกจาก‘ความรู้’เรากอบโกยอะไร  จากชีวิตในรั้ว‘มหาวิทยาลัย’ได้บ้าง?

นอกจาก‘ความรู้’เรากอบโกยอะไร จากชีวิตในรั้ว‘มหาวิทยาลัย’ได้บ้าง?

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปาณิสรา สมบูรณ์ (มีน) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายแผนการเรียนคณิต-อังกฤษ จากโรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง และตัดสินใจเลือกศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยรังสิต ด้วยเหตุผลที่สำคัญเพียงหนึ่งข้อคือ ชอบทุกอย่างที่นี่ เธอเล่าว่า ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Open House ของหลายมหาวิทยาลัย เพื่อจะได้ดูภาพรวมต่างๆ ทั้งสถานที่ บรรยากาศ และดูหลักสูตรที่คาบเกี่ยวแต่สุดท้ายก็เลือกที่ ม.รังสิต เพราะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียง

“มหาวิทยาลัยนี้ให้ความสำคัญถึงสิ่งที่นักศึกษาจะได้รับ มีนค่อนข้างมั่นใจว่ามีนรู้สึกได้ค่ะ สถานที่ อุปกรณ์การเรียนก็ครบครันกิจกรรมก็มากมาย บรรยากาศการเรียนก็อบอุ่นเป็นกันเอง ส่วนตัวแล้วมีนมองว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องใกล้ตัว อย่างน้อยเราก็ต้องใช้ ต้องเรียนในวิชาภาษาอังกฤษตั้งแต่ประถม มัธยม ยิ่งโตขึ้นการเล่น Social Media การสื่อสารต่างๆ ก็มีภาษาอังกฤษเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย

เมื่อได้มาลงเรียน ก็รู้เลยว่ามีวิชาที่ต้องเรียนลงลึกไปอีกหลายแขนง ทั้งการพูดการเขียนเชิงวิชาการ หลักการแปล ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อการโรงแรม การอ่านการเขียนเชิงธุรกิจ ภาษาอังกฤษเพื่ออุตสาหกรรมแฟชั่น ภาษาอังกฤษเพื่อการโฆษณา และอีกมากมายเลยค่ะ ยิ่งเรียนในชั้นปีที่สูงขึ้น ก็จะเป็นรายวิชาที่ลงลึกไปด้านการทำงานมากขึ้น อาจารย์ก็จะประยุกต์เนื้อหาการเรียนการสอนให้ตรงกับสถานการณ์เหตุการณ์บ้านเมือง ปรับเนื้อหาเพื่อให้น่าสนใจ” เธอกล่าว

ปาณิสรา ขยายความเพิ่มเติมถึงคำว่า “หลักสูตรคาบเกี่ยว” ที่ได้กล่าวไปตอนแรก ว่า ได้ดูในหลายๆ คณะ โดยหากถามว่าทำไมไม่เรียนด้านใดด้านหนึ่งที่มีหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษไปเลย พอได้ดูรายละเอียดแล้วก็ตามรายวิชาที่ได้กล่าวมา ที่วิทยาลัยศิลปศาสตร์มีให้มีนได้ลองเรียนและเลือกเรียนว่าจริงๆ แล้วเราอยากไปทางสายวิชาชีพไหน นอกจากนี้ การได้เข้าร่วมกิจกรรมของคณะและมหาวิทยาลัยก็ทำให้ได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อื่นๆ ด้วย ได้รู้จักเพื่อนต่างคณะ และได้มีรุ่นพี่รุ่นน้องที่น่ารักในคณะของตัวเอง

เธอเล่าต่อไปว่า เอาจริงๆ หลายอาคารในมหาวิทยาลัยที่ใช้เป็นสถานที่จัดงาน ไม่ว่าจะเป็นตึกศาลาดนตรี ตึกนันทนาการ ห้องออดิทอเรียมต่างๆ สวยและดีมากๆ คณะที่เธอเรียนนั้นก็มีห้องแล็บ ห้องอ่านหนังสือ ที่นักศึกษาสามารถใช้ได้ แล้วก็ยังมี Dream Space ด้วย เปิดให้นักศึกษาสามารถเข้าไปใช้ได้ 24 ชั่วโมงเลย เหมาะกับนักกิจกรรมอย่างมาก สามารถใช้พื้นที่ตรงนี้ประชุม คิดงานกันได้ ซึ่งการได้ทำกิจกรรมระหว่างเรียนเรียกได้ว่าเป็นกำไร

“เราทำกิจกรรมกันแบบจริงจัง ยิ่งเมื่อเรารู้สึกอินกับคณะ กับเพื่อน กับอาจารย์ ที่นี่คือบ้านหลังที่สองเลยค่ะ เราเจอกันทุกวัน แต่ละวันก็มีหลากหลายอารมณ์ นี่ล่ะคือความทรงจำที่จะอยู่ไปนานแสนนาน คือมิตรภาพ เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาแค่ 4 ปี เมื่อเราเรียนจบไป ต่างคนต่างก็จะต้องไปดำเนินชีวิตของตัวเอง แต่มีนเชื่อว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะยังคงเป็นเสมือนพี่น้องกันจริงๆ ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ได้มาเจอกัน ได้คุยกัน เราก็จะต่อกันติดเสมอ”มีน ระบุ

ปาณิสรา ฝากข้อคิดในตอนท้าย ว่า ช่วงเวลาในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตของเรา ชีวิตที่เป็นอิสระ ทั้งเรื่องการเรียน การแบ่งเวลา การเลือกคบเพื่อน สำหรับตนเองแล้วถ้าเราบริหารจัดการไม่ดีพอ ก็อาจจะทำให้เราเสียเวลา เสียโอกาสอะไรไปมากมายก็ได้ ดังนั้น ถ้าถามว่าหลังจากเรียนจบไปแล้วจะได้เรียนรู้อะไรจากรั้วมหาวิทยาลัยบ้าง

คำตอบก็คือ ความรู้ มิตรภาพ ความทรงจำ และประสบการณ์!!!

เปิดกฎเหล็ก!ศธ.สังคายนาบทลงโทษ‘ครูหื่น’ ระบุชัดพฤติกรรมผิดร้ายแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740024

เปิดกฎเหล็ก!ศธ.สังคายนาบทลงโทษ‘ครูหื่น’ ระบุชัดพฤติกรรมผิดร้ายแรง

เปิดกฎเหล็ก!ศธ.สังคายนาบทลงโทษ‘ครูหื่น’ ระบุชัดพฤติกรรมผิดร้ายแรง

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.18 น.

เปิดกฎเหล็ก!ศธ.สังคายนาบทลงโทษ‘ครูหื่น’ ระบุชัดพฤติกรรมผิดร้ายแรง

27 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2566 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างแนวการพิจารณาโทษข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำผิดวินัย กรณีกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียน หรือนักศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ในความรับผิดชอบของตนหรือไม่

ทั้งนี้นโยบายเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยขณะนี้ต้องยอมรับว่า มีกรณีนักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นทางก.ค.ศ. จึงออกระเบียบเพิ่มมาตรฐานโทษให้รุนแรงขึ้น เนื่องจากการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการครูที่ผ่านมา ต้องนำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน มาบังคับใช้โดยอนุโลม แต่กฎหมายดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติกรณีข้าราชการครูล่วงละเมิดทางเพศผู้เรียนหรือนักศึกษากำหนดไว้ ดังนั้น ในกรณีที่ข้าราชการครูกระทำการล่วงละเมิดทางเพศผู้เรียนหรือนักศึกษา จึงปรับบทความผิด ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วหรือเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้กำหนดแนวการพิจารณาโทษข้าราชการครูกระทำผิดวินัย 6 กรณี แต่แนวปฏิบัติดังกล่าวมีส่วนที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 เนื่องจาก พ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดกรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำการล่วงละเมิดต่อผู้เรียนและนักศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ในความรับผิดชอบของตนหรือไม่ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 94 วรรค 3 ก.ค.ศ. จึงพิจารณากำหนดแนวการพิจารณาโทษข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำผิดวินัย กรณีกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนหรือนักศึกษาไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตนหรือไม่ โดยพฤติกรรมที่มีระดับความผิดที่ร้ายแรงมาก สมควรลงโทษไล่หรือปลดออกออกจากราชการ ดังนี้

1. ใช้อำนาจในหน้าที่บังคับ หรือทำให้ผู้เรียนหรือนักศึกษาต้องจำยอมให้ร่วมประเวณี เช่น ให้นักศึกษาที่ติด ร แก้ ร โดยยอมให้ร่วมประเวณี

2. หลอกลวงพาผู้เรียนหรือนักศึกษาไปเพื่อกระทำชำเรา หรือร่วมประเวณี

3. ร่วมประเวณีหรือพยายามร่วมประเวณีกับผู้เรียนหรือนักศึกษา หรือให้ผู้เรียนหรือนักศึกษาบำบัดความใคร่ ไม่ว่าผู้เรียนหรือนักศึกษาจะสมัครใจหรือไม่

4. กระทำการอนาจารผู้เรียนหรือนักศึกษาคนเดียวหรือหลายคนเป็นประจำ

5. กระทำการถ่ายภาพหรือคลิปผู้เรียนหรือนักศึกษาที่ไม่สมควรทางเพศ หรือให้ผู้เรียนหรือนักศึกษา เปลือย หรือเปิดเผยร่างกายที่ไม่สมควร หรือกระทำการอื่นใดในลักษณะคล้ายคลึงกัน

ส่วนพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศผู้เรียนหรือนักศึกษา นอกจากกรณีตามข้อ 1-5 เป็นพฤติกรรมที่มีระดับความผิดที่ร้ายแรงมาก หรือร้ายแรง แล้วแต่กรณี ระดับโทษไล่ออก หรือปลดออก แล้วแต่กรณี

ด้านนายประวิต  เอราวรรณ์ เลขาธิการก.ค.ศ. กล่าวว่า สำหรับแนวการพิจารณาโทษข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำผิดวินัยฯนั้นของเดิมจะไม่มีการระบุชัดว่าพฤติกรรมลักษณะใดบ้างที่ถือว่า เป็นความผิด การพิจาณาโทษจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการสอบสวน ดังนั้นเพื่อให้ความเป็นธรรมกับนักเรียน นักศึกษา ก.ค.ศ. จึงกำหนดพฤติกรรมที่ต้องรับโทษร้ายแรงถึงร้ายแรงมากให้มีความชัดเจนขึ้น  เพื่อให้สามารถตัดสินโทษลงโทษได้อย่างเป็นธรรม

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัด ศธ. โดยหลักเกณฑ์และวิธีการฯดังกล่าว กำหนดให้มีการพิจารณาย้ายกรณีปกติ 2 รอบ คือ รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน และรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม เพื่อให้สถานศึกษามีข้าราชการครูก่อนเปิดภาคเรียน ซึ่งจากการดำเนินการพิจารณาย้ายกรณีปกติรอบที่ 1 ที่ผ่านมา พบว่า สถานศึกษาบางแห่งมีครูย้ายออก แต่ไม่มีครูย้ายเข้ามาทดแทน การบรรจุและแต่งตั้งทดแทนไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากปฏิทินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก กำหนดไว้หลังปฏิทินการย้าย นอกจากนี้ครูที่ต้องการยื่นคำขอย้ายต้องทิ้งห้องเรียนเพื่อมายื่นเอกสารหลักฐานจำนวนมากที่สำนักงานเขตพื้นที่ รวมถึงองค์ประกอบในการพิจารณาการย้าย มุ่งพิจารณาครูที่มีผลงานดีออกจากสถานศึกษา และการพิจารณาย้ายของแต่ละ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา มีความแตกต่างกัน

“จากประเด็นปัญหาดังกล่าว ก.ค.ศ. จึงได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การย้ายข้าราชการครูฯ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรมและตรวจสอบได้ จึงเห็นควรให้ส่วนราชการดำเนินการ ดังนี้ 1. ให้ส่วนราชการกำหนดปฏิทินการบริหารงานบุคคลในภาพรวมประจำปีงบประมาณ โดยการย้ายจะกำหนดให้ยื่นคำร้องขอย้าย 2 รอบ รอบที่ 1 ยื่นเดือนมกราคม พิจารณาย้ายได้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ให้ออกคำสั่งมีผลพร้อมกัน คือ วันที่ 1 พฤษภาคม และในวันเปิดภาคเรียนที่ 1 คือ 16 พฤษภาคม สถานศึกษาต้องมีครู  สำหรับรอบที่ 2 ยื่นเดือนกรกฎาคม พิจารณาย้ายได้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ให้ออกคำสั่งมีผลพร้อมกัน คือ วันที่ 15 ตุลาคมและในวันเปิดภาคเรียนที่ 2 คือ 1 พฤศจิกายน สถานศึกษาต้องมีครู” นายประวิต กล่าว

วุ่น!ยกฐานะ‘กศน.’สู่‘สกร.’กระทบสิทธิวิทยฐานะบุคลากร-มึนสถานะ‘ท้องฟ้าจำลอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739955

วุ่น!ยกฐานะ‘กศน.’สู่‘สกร.’กระทบสิทธิวิทยฐานะบุคลากร-มึนสถานะ‘ท้องฟ้าจำลอง’

วุ่น!ยกฐานะ‘กศน.’สู่‘สกร.’กระทบสิทธิวิทยฐานะบุคลากร-มึนสถานะ‘ท้องฟ้าจำลอง’

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 12.48 น.

วุ่น!ยกฐานะ‘กศน.’สู่‘สกร.’กระทบสิทธิวิทยฐานะบุคลากร-มึนสถานะ‘ท้องฟ้าจำลอง’

27 มิถุนายน 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการจัดทำกฎหมายลูก 13 ฉบับของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ คงต้องมีการพิจารณาในหลายเรื่อง และหนึ่งในเรื่องสำคัญ คือ การดูรายละเอียดสิทธิที่บุคลากรจะได้รับ โดยพบว่ามีปัญหากรณีการเปลี่ยนชื่อจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เดิม มาเป็น สกร. ที่พบว่าจะไปกระทบสิทธิในเรื่องวิทยฐานะของข้าราชการ กศน. เพราะระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนดชื่อหน่วยงานที่จะสามารถขอมีและเลื่อนวิทยฐานะไว้ชัดเจน ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนชื่อหน่วยงานใหม่ทำให้สิทธิการได้วิทยาฐานะ ไม่สอดคล้องกับระเบียบของสำนักงาน ก.ค.ศ. จึงต้องไปปรับแก้ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้เป็นปัญหาบางส่วนที่อยู่ระหว่างการแก้ไข

นอกจากนี้ยังมีปัญหาภายในอีกบางส่วน เช่น หน่วยงานในสังกัด อย่างศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา หรือ “ท้องฟ้าจำลอง” กรุงเทพฯ ยังมีข้อถกเถียงถึงสถานะ เพราะส่วนหนึ่งอยากให้ปรับเป็นสถานศึกษา เพื่อให้บุคลากรที่ทำงานในศูนย์ดังกล่าวมีโอกาสก้าวหน้า สามารถขอมีและเลื่อนวิทยฐานะได้เช่นเดียวกับข้าราชการสังกัดอื่น แต่ติดปัญหาตรงที่ท้องฟ้าจำลองไม่มีนักเรียน ดังนั้นความเป็นไปได้จึงอาจให้ปรับเป็นสถาบันฯ ซึ่งคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างการแก้ไข

“คาดว่าการจัดตั้ง สกร.กว่าจะเข้าที่เข้าทาง ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี เรื่องนี้คณะกรรมการฝ่ายกฎหมาย จะเป็นผู้ที่รับหน้าที่หนัก เพราะ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ฉบับนี้ ไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่จะไปสอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .. ที่ค้างการพิจารณาอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นคงต้องฝากรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารงาน เมื่อเปิดสภาฯแล้วขอให้เร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เป็นลำดับแรก ๆเพราะถือเป็นกฎหมายสำคัญ ซึ่งหากร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว การดำเนินการต่าง ๆก็จะมีความสอดคล้องกันมากขึ้น” นายอรรถพล กล่าว 

ปลัด ศธ. กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้ากฎหมายลูก 13 ฉบับนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ยังติดประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)  บางส่วนต้องอาศัยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งกรณีการเปลี่ยนชื่อสถานศึกษา ความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะจัดตั้งเป็นสถาบัน หรือหน่วยงานใดจะเป็นสถานศึกษา และความเชื่อมโยงกับระเบียบ ก.พ. และมติครม.ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีมติไม่ให้มีการตั้งหน่วยงานใหม่ จึงได้ทำหนังสือหารือไปยัง ก.พ. เพื่อขอความเห็น และเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบจัดตั้ง สกร.อย่างเป็นทางการต่อไป 

“สาเหตุที่ต้องเสนอเข้า ครม.เพราะอนาคตจะต้องมีการตั้งสถานศึกษาใหม่ รวมถึงต้องมีการเพิ่มอัตราบุคลากร ซึ่งทั้งหมดมีผลผูกพันกับงบประมาณในระยะยาว  ทั้งหมดนี้คงต้องรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงาน โดยสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำขณะนี้คือ การจัดทำคำของบประมาณ 2567 และการพัฒนาหลักสูตรที่จะต้องครอบคลุมทุกช่วงวัย ตามกฎหมายใหม่ โดยจะต้องเป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน” ปลัด ศธ. กล่าว 

ม.สวนดุสิตอบรมบุคลากรสปป.ลาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739888

ม.สวนดุสิตอบรมบุคลากรสปป.ลาว

ม.สวนดุสิตอบรมบุคลากรสปป.ลาว

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อบรมเชิงปฏิบัติการการเสริมสร้างศักยภาพแรงงาน SME สาขางานบริการ “การเสริมสร้างทักษะให้กับแรงงานของหน่วยแรงงานร้านอาหารและโรงแรมใน สปป.ลาว” ให้กับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและพัฒนาสังคม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมี ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ร่วมกับ ดร.บุญมา สิทธิโสม ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและพัฒนาสังคมของสปป.ลาว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่ง ร่วมเปิดงาน ณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

CMMU เปิดหลักสูตรตรีควบโท 4+1 เพิ่มทักษะบริหารจัดการและนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739890

CMMU เปิดหลักสูตรตรีควบโท 4+1  เพิ่มทักษะบริหารจัดการและนวัตกรรม

CMMU เปิดหลักสูตรตรีควบโท 4+1 เพิ่มทักษะบริหารจัดการและนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดสอนโครงการปริญญาตรีควบปริญญาโท หรือหลักสูตร 4+1 โดยนำจุดแข็งการเป็นสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรด้านการจัดการหลายสาขาวิชาในระดับปริญญาโท พร้อมทั้งได้รับการรับรองจาก AACSB สถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านบริหารจัดการธุรกิจนานาชาติ ซึ่งมีเพียง 5% ของมหาวิทยาลัยทั่วโลก มาสอนด้านทักษะการบริหารจัดการและนวัตกรรมให้เด็กรุ่นใหม่ นอกเหนือจากทักษะด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์

รศ.ดร.วิชิตา รักธรรม คณบดีวิทยาลัยการจัดการ CMMU กล่าวว่า โครงการปริญญาตรีควบปริญญาโท หรือหลักสูตร 4+1 มีระยะเวลาเรียน 4 ปี กับ 1 ภาคการศึกษา โดยนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรปริญญาตรีใน คณะสายศิลป์และคณะสายวิทย์ จะได้เรียนควบคู่กับหลักสูตรปริญญาโท ด้านการจัดการในหลายสาขาวิชาของ CMMU ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้จะสร้างบัณฑิตให้มีความรู้และความสามารถแบบบูรณาการ ทั้งทักษะด้านสังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการบริหารอย่างไม่เป็นรองใคร

“เด็กสายวิทย์” จะมีการเรียนรู้เรื่องการคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่ง CMMU จะเข้ามาช่วยเสริม Soft Skill ด้านการบริหารจัดการ ใน 4 คณะ ได้แก่ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะสาธารณสุขศาสตร์ โดยหลักสูตรนี้จะทำให้ผู้เรียนมีทักษะโดดเด่นใน 3 ด้านหลักๆ คือ การบริหารจัดการธุรกิจ, การประยุกต์ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน รู้จักบริหารความรู้ เครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาผนวกกับเทรนด์ความยั่งยืน และการต่อยอดบูรณาการความรู้ครบทุกศาสตร์ ที่นอกจากจะมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพแล้ว ยังสามารถต่อยอดการบริหารธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

“เด็กสายศิลป์ จะมีความคิดสร้างสรรค์ และสิ่งที่น่าสนใจคือ เด็กกลุ่มนี้เริ่มสนใจทำธุรกิจส่วนตัวมากขึ้นทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ CMMU จะเข้าไปช่วยขยายศักยภาพให้ผู้เรียนแข็งแกร่งขึ้นในทักษะการจัดการ การเป็น
ผู้ประกอบการและเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมได้แก่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่มาพร้อมหลักสูตรนักดนตรีผู้ประกอบการและ
นวัตกรรม และวิทยาลัยศาสนศึกษา ที่มีเป้าหมายในการบูรณาการระหว่างศาสตร์ในด้านสังคมศาสตร์ ศาสนศึกษา และศิลปศาสตร์แขนงต่างๆ กับศาสตร์ด้านการบริหารจัดการ ขณะเดียวกัน ยังสามารถเข้าใจความหลากหลายของสังคมและโลกปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีคณะศิลปศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ที่กำลังพัฒนาหลักสูตรเพื่อรองรับหลักสูตร 4+1 เพิ่มเติมในเร็วๆ นี้” รศ.ดร.วิชิตา กล่าว