‘หยก’ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ ‘ก้าวไกล’เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738245

'หยก'ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ 'ก้าวไกล'เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.

‘หยก’ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ ‘ก้าวไกล’เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.45 น.

“หยก”ไม่สนพ้นสถานะการเป็นนักเรียนร.ร.เตรียมพัฒน์ ยังใส่ชุดไปรเวทมาเรียนเป็นวันที่ 4 ยืนกรานจะเรียนต่อที่นี่ให้ได้ ขณะที่ผลเจรจาของก้าวไกล-รร.ยังไม่ได้ข้อสรุปว่ายังเป็น นร.อยู่หรือไม่ โวยกองร้อยน้ำหวานมาสแตนบายด์รอระงับเหตุการณ์ทำเกินกว่าเหตุ ขณะเดียว“พี่เต้” อดีต ส.ส.ออกมาผสมโรง พร้อมช่วยหยกในฐานะครู และยินดีเป็นผู้ปกครองฃ

19 มิ.ย.66 มีรายงานว่า ที่ รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ “หยก” ซึ่งก่อนหน้านี้ทางโรงเรียน ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ยืนยันไม่มีสถานะการเป็นนักเรียนแล้วเนื่องจากไม่ได้ทำตามเงื่อนไขการมอบตัวจากทางผู้ปกครอง  ยังคงเดินทางมากับทะลุงวัง โดยหยกสวมชุดไปรเวทมาโรงเรียนเป็นครั้งที่ 4 พร้อมยืนยันที่จะเข้าเรียนต่อ โดยระบุการมอบตัวเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พ.ค.66 เพราะได้จ่ายค่าเทอม ส่วนเรื่องเสรีทรงผม สีผม เป็นสิทธิพื้นฐานตามเนื้อตัว ร่างกาย เช่นเดียวกับเรื่องการแต่งกายที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อีกทั้งการแต่งกายก็ไม่ได้ส่งผลต่อการเรียน ยืนยันว่าถึงจะแต่งไปรเวทก็ยังเรียนได้

โดยหยก เดินทางมาถึงโรงเรียนตั้งแต่ 07.30 น. พร้อมแสดงจุดยืนที่จะเข้าเรียน และมีนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ทะลุวัง ดูแลน้องหยกในขณะนี้ และเพื่อเป็นการป้องกันและระงับเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ตำรวจ สน.ประเวศ ได้ส่งกองร้อยน้ำหวาน เข้ามาประจำจุดคอยทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ที่ใต้อาคารเรียน ตามที่ รร.ร้องขอ

ทั้งนี้ มีรายงานตัวแทนจากพรรคก้าวไกล นำโดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่า ส.ส.ก้าวไกล และนางสาวเบญจา แสงจันทร์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เดินทางเข้าร่วมหารือกับสถานศึกษา โดยมีสมาคมผู้ปกครองในการเข้าเรียนต่อและหาทางออกกรณีของน้องหยก

นางสาวเนติพร กล่าวว่า จากการหารือเบื้องต้น ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากมีเพียงสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนที่มาร่วมรับฟังเท่านั้น แต่ตลอดการหารือท่าทีของสมาคมผู้ปกครองไม่ได้พร้อมรับฟัง แต่อย่างน้อยน้องหยกยังคงยืนกรานตามเจตจำนงจะเรียนที่โรงเรียนนี้ ส่วนสถานะทางการศึกษาจะนับเป็นนักเรียนและมีผลกับการสอบหรือวัดสัมฤทธิ์ผลอะไรได้หรือไม่นั้นยังตอบไม่ได้ ได้แต่หวังว่าพรรคก้าวไกลจะเข้าไปช่วยเจรจา ส่วนการที่มีกำลังกองร้อยน้ำหวาน มาเตรียมพร้อมเพื่อระงับเหตุและสถานการณ์มองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุเนื่องจากตนเองมาพร้อมกับน้องหยกแค่สองคนเท่านั้น และเชื่อว่าวันนี้ตลอดทั้งวันน้องหยกจะสนุกสนานกับการเรียนเพราะมีวิชาที่น้องชอบและสนใจอยู่มากกว่าวันอื่น

ขณะเดียวนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีต ส.ส. กล่าวว่า มาโรงเรียนในวันนี้มาในฐานะอดีตครูที่เคยสอนเด็กนักเรียนมาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีความเข้าใจและสนิทสนมกับนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. และ เลขาฯ กพฐ. มาก่อน เชื่อสามารถเข้าไปเกลี่ยไกล่ได้ และในระหว่างนี้ตัวเองว่างอยู่พร้อมเป็นผู้ปกครองของน้องหยก และเห็นว่าการช่วยเหลือของตนแตกต่างจากพรรคก้าวไกลตรงที่มองเรื่องของระบบระเบียบที่เห็นว่าขณะนี้นานาประเทศแม้แต่ประเทศสิงคโปร์ในโรงเรียนนานาชาติต่างนิยมให้เด็กหันมาสวมใส่ชุดเครื่องแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเกิดความเท่าเทียมในโรงเรียน

‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738263

‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.18 น.

สังคมไทยเป็นแบบนี้ไหม? ‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบแต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

วันที่ 21 มิถุนายน 2566 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Thirachai Phuvanatnaranubala – – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ดังนี้

เด็กเล็กในโรงเรียนอเมริกัน จะร้องเพลงชาติในห้องเรียนทุกเช้า โรงเรียนให้เด็กนักเรียนแต่งตัวตามสบาย

ผมเคยไปเรียนที่อังกฤษ โรงเรียนทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่นักเรียนไม่มีการแข่งแสดงฐานะ ไม่มีการให้ลูกใช้แบรนด์เนม ชุดที่เด็กแต่งไปโรงเรียน คือชุดธรรมดาแต่ละวันตามอยู่บ้าน การไม่ใช้เครื่องแบบ คือเพื่อไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัว

แต่มีบางโรงเรียนที่ให้แต่งเครื่องแบบ คือโรงเรียนชั้นสูง ค่าเรียนแพงลิบ เช่น อีตัน ฮารโรว์ เด็กจบจากโรงเรียนระดับนี้ จะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นสูง เคมบริดจ์ ออกซฟอร์ด บางโรงเรียนชั้นสูงเหล่านี้ ต้องสมัครจองที่ตั้งแต่เด็กเกิด และจะสัมภาษณ์ผู้ปกครองอย่างเข้มข้น เพื่อคัดเลือกครอบครัวที่มีจุดเด่น นายกรัฐมนตรีอังกฤษส่วนใหญ่จะจบจากโรงเรียนระดับนี้ เครื่องแบบจึงกลายเป็นการสร้างจุดเด่น เพิ่มค่าใช้จ่าย สร้างจุดแตกต่าง

สังคมไทยที่ผู้ปกครองยังชอบเน้นการแสดงฐานะ อาจยังจำเป็นต้องใช้เครื่องแบบ เพื่อลดการอวดแข่งขัน ลดการทุ่มเงินเพื่อเสื้อผ้าเด็ก
 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fthirachai.phuvanatnaranubala%2Fposts%2Fpfbid0YZ6WSFSKxR9oJBAiFNLAtbbEk3whtzuW7UTEQkpcubw8PVxRXenFVkUXA1piXRXyl&show_text=true&width=500

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนระดับชั้นประถม แก่เยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738250

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนระดับชั้นประถม แก่เยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนระดับชั้นประถม แก่เยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.45 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนระดับชั้นประถม แก่เยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

19 มิถุนายน 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ  เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ และคณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบเงินทุนการศึกษาระดับชั้นประถม ประจำปี พ.ศ. 2566 ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 1,500 ทุนๆ ละ 2,000 บาท เป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโต พร้อมมีวิชาความรู้  สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า  ในงานสังคมสงเคราะห์  การมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่ได้ช่วยเหลือสังคมต่อเนื่องตลอดมา โดยในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 นี้  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องในทุกระดับชั้น และทุนการศึกษาทุกระดับชั้นปีสุดท้าย ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในกรุงเทพมหานคร และในส่วนภูมิภาค ต่อไป และในปีการศึกษา พ.ศ. 2566 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์เป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ เป็นจำนวนเงินกว่า 20 ล้านบาท

‘ปลัด มท.’นำพุทธศาสนิกชนปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 99,999 ตัว ถวายพระกุศลฉลองพระชนมายุ 8 รอบสมเด็จพระสังฆราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738175

‘ปลัด มท.’นำพุทธศาสนิกชนปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 99,999 ตัว ถวายพระกุศลฉลองพระชนมายุ 8 รอบสมเด็จพระสังฆราช

‘ปลัด มท.’นำพุทธศาสนิกชนปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 99,999 ตัว ถวายพระกุศลฉลองพระชนมายุ 8 รอบสมเด็จพระสังฆราช

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.55 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำพุทธศาสนิกชนปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 99,999 ตัว เพื่อถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วันนี้ (19 มิ.ย. 66) เวลา 09.09 น. ที่วัดบางหลวงหัวป่า สาขาวัดระฆังโฆสิตาราม ต.สวนพริกไทย อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดเพื่อถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2566 โดยมี พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายวสันต์ สุภาภา รองอธิบดีกรมที่ดิน นายวิลาส เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร รองประธานกรรมการทำการแทนผู้อำนวยการองค์การตลาด นายรักษ์ศักดิ์ สุริยหาร รองผู้ว่าการการประปานครหลวง นายอดิเทพ กมลเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายสิทธิชัย สวัสดิแสน นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี หัวหน้าส่วนราชการและหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี นายอำเภอ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนจิตอาสา รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า อาทิ นายกฤษฎา ไทยสำราญ (ต้อม นครสวรรค์) และภาคีเครือข่าย รวมกว่า 500 คน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายสักการะหน้าพระรูปสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และกล่าวถวายพระพร เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ จากนั้น ร่วมปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดในบริเวณพื้นที่เขตอภัยทาน โดยพันธุ์ปลาที่ปล่อยในวันนี้ อาทิ ปลาหมอ ปลาตะเพียนขาว จำนวน 99,999 ตัว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปทุมธานี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการ ยังประโยชน์ต่อการพัฒนาบวรพระพุทธศาสนา นำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขแก่พุทธศาสนิกชนชาวไทย โดยทรงเอาพระทัยใส่รับพระภารธุระ บุกเบิกกิจการพระธรรมทูต มานับแต่ยุคแรกเริ่ม ซึ่งในปีพุทธศักราช 2516 ทรงเคยเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่นครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลล์ เครือรัฐออสเตรเลีย ทรงอำนวยการจัดการสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลี โดยจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ทั้งปวงในราชอาณาจักรตลอดจนจัดการธรรมศึกษาสำหรับฆราวาส และทรงมีพระเมตตาต่อการศึกษาของกุลบุตร จึงทรงรับโรงเรียนวัดราชบพิธไว้ในพระอุปถัมภ์สืบต่อมาจากพระบูรพาจารย์ทุกยุค รวมทั้งทรงเคยเป็นพระอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และทรงเอาพระทัยใส่พระภารธุระบริหารกิจการของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยให้รุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งขึ้น และในปัจจุบันยังทรงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นอกจากนี้ ทรงอุปการะกิจการสาธารณสงเคราะห์มหาชนไว้เป็นอันมาก เช่น โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลนิธิสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวชิราลงกรณ และมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ 8 รอบ รัฐบาลจึงได้จัดงานเฉลิมฉลองทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และต่างประเทศ รวมทั้งได้จัดทำโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสดังกล่าว นอกจากนี้ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้จัดตั้งโครงการจัดสร้างสถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) เพื่อเป็นถาวรสถานเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงเจริญพระชนมายุ 8 รอบ ณ คลอง 9 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2566 พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าเฝ้าเพื่อถวายปัจจัยสมทบในการจัดสร้างสถานปฏิบัติธรรมดังกล่าว เป็นเงิน 54,298,013.69 บาท

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล ฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก กระทรวงมหาดไทยจึงได้จัดพิธีปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด จำนวน 99,999 ตัว ณ วัดบางหลวงหัวป่า สาขาวัดระฆังโฆสิตาราม เพื่อถวายเป็นพระกุศลและขอปวารณาตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนพระโอวาทของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ผู้เสด็จสถิตเป็นมิ่งขวัญของปวงพุทธบริษัท และปวงชนชาวไทยตลอดไป

“ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการทำสมาธิเจริญจิตตภาวนา ตลอดจนร่วมกันจัดกิจกรรมถวายพระกุศล ซึ่งอาจจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลและสาธารณสงเคราะห์ ตามบริบทที่เหมาะสม ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ วันที่ 26 มิถุนายน 2566 ตามวัน เวลา และสถานที่ ที่เห็นสมควร อาทิ ร่วมกับคณะสงฆ์ในพื้นที่จัดกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ หรือร่วมกันพัฒนาวัด ทำความสะอาดลานวัด ในหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อร่วมถวายพระกุศลในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ ทั่วประเทศ โดยพร้อมเพรียง” นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘มจธ.’ร่วมเสริมทักษะอาชีพ‘คนพิการ’ เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์‘ผงสีธรรมชาติจากพืช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738061

‘มจธ.’ร่วมเสริมทักษะอาชีพ‘คนพิการ’ เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์‘ผงสีธรรมชาติจากพืช’

‘มจธ.’ร่วมเสริมทักษะอาชีพ‘คนพิการ’ เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์‘ผงสีธรรมชาติจากพืช’

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การสกัดสีย้อมจากวัสดุธรรมชาติเป็นภูมิปัญญาวัฒนธรรมมายาวนาน ปัจจุบันกระบวนการผลิตสีมีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังเช่น ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นจากฝีมือของคนพิการชุมชนบ้านเต่างอย จังหวัดสกลนคร ภายใต้แบรนด์ “เฮ็ดดิ” ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการและผู้สูงอายุของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่ล่าสุด กำลังพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ “ผงสีธรรมชาติจากพืช”เพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่สีย้อมผ้า อาทิ สีเทียน สีน้ำวาดรูป หรือการนำไปผลิตเทียนหอม เป็นต้น

“ผลิตภัณฑ์ผงสีธรรมชาติจากพืชเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) สีตามธรรมชาติที่ได้มาจากพืชจะแตกต่างกัน เช่น ดอกดาวเรือง เมื่อแยกเม็ดสีออกมาแล้วจะได้สีเหลืองเอ้อเฮ่อ ตามภาษาอีสาน คือสีเหลืองสดมากๆ ต้นรงทอง สีที่ได้จากยางจะให้สีเหลืองที่สว่างกว่า สำหรับดอกกุหลาบที่เราเห็นเป็นสีแดง จริงๆ แล้วธรรมชาติของกุหลาบจะให้สีน้ำเงิน หรือ สีชมพูม่วงๆ ที่เห็นเป็นสีแดง เพราะเยื่อผิวของกลีบดอกเมื่อโดนแสงตกกระทบมาเข้าตา ทำให้เราเห็นเป็นสีแดง”

พรพิมล มิ่งมิตรมี (ครูหมิว) ศิลปินท้องถิ่นบ้านหนองส่าน อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Craft Colour อธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผงสีธรรมชาติ ก่อนเล่าต่อไปว่า ได้รับการติดต่อจาก มจธ. ให้เข้ามาช่วยถ่ายทอดความรู้จากงานที่ทำอยู่ เพื่อเพิ่มทักษะให้กับกลุ่ม “คนพิการ” และให้ร่วมออกแบบการเรียนรู้ในท้องถิ่น รวมถึงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมกับสมาชิกคนพิการที่เข้าอบรมในโครงการฯ จึงได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้

ส่วนแนวคิดในการเลือกทำผงสีธรรมชาติเพราะปัจจุบันตลาดส่วนใหญ่จะเป็นสีย้อม ไม่ใช่ผงสี และการทำผงสี จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนพิการได้มีทางเลือกใหม่ๆ เพราะมีตลาดรองรับ สามารถสร้างเป็นอาชีพ สร้างรายได้ โดยจะสอนการทำผงสีต่างๆ จากวัสดุธรรมชาติในพื้นที่ตำบลเต่างอย สร้างเป็นคอลเลคชั่นผงสีพิเศษของตำบลเต่างอย สำหรับขั้นตอนการทำผงสีเริ่มจากการสำรวจหาวัตถุดิบพืชที่อยู่ในท้องถิ่น นำใบ ดอก เปลือก ราก หรือส่วนต่างๆ ของลำต้น มาตำหรือบด เติมสารส้มเพื่อสกัดสี ใส่ดินสอพองคนให้ตกตะกอน นำไปตากแดดให้แห้ง

จากนั้นนำไปอบ แล้วนำมาตำหรือบดให้เป็นผงละเอียด ก็จะได้เป็นผงสีธรรมชาติ โดยพืชให้สีจากธรรมชาติที่นำมาทดลองผลิตเบื้องต้นจากกิจกรรมครั้งนี้ พบว่า ดอกไม้ที่เหมาะนำมาทำผงสี ได้แก่ ดอกดาวเรือง ให้สีเหลือง ใบสาบเสือให้สีโทนเหลืองและเขียว ใบหางนกยูงให้สีเขียว และ เปลือกเมล็ดอินทนิลน้ำ ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสกลนคร ให้สีน้ำตาล เป็นต้น

แต่สิ่งที่ต้องคำนึง คือ วัตถุดิบเหล่านี้จะต้องมีในปริมาณที่มากเพียงพอจะผลิตเป็นผงสีที่จะนำมาใช้อย่างต่อเนื่องต่อไปได้ เช่นดอกอัญชัน เหมาะใช้เป็นสีผสมอาหารมากกว่านำมาทำผงสี เพราะสีที่ได้เพียง 1 กรัม จะต้องใช้ปริมาณดอกสดเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ครูหมิวยังกล่าวด้วยว่า “การได้เข้าร่วมโครงการกับ มจธ. ทำให้เห็นว่าถึงแม้สภาพร่างกายของกลุ่มคนพิการจะไม่เอื้ออำนวย แต่ใจของทุกคนสู้มาก” จึงรู้สึกมีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม และดีใจมากที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับทุกคน

นอกจากกิจกรรมการสอนทำผงสีแล้ว ภายใต้ “หลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการและผู้สูงอายุของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)” พื้นที่ชุมชน ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 (ระยะเวลาอบรม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ตุลาคม 2566) ยังมีการอบรมให้ความรู้ด้านการตลาดจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ พฤติกรรมผู้บริโภค

ความเป็นไปได้และโอกาสของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (ECO Product) กลุ่มลูกค้าความรู้เบื้องต้นด้านการจัดการธุรกิจ และพื้นฐานการบริหารธุรกิจในยุคดิจิทัล กระบวนการจัดการธุรกิจรูปแบบต่างๆ การทำบัญชี การวางแผน และการออกแบบ รวมถึงความรู้พื้นฐานด้าน e-Commerce ทักษะการถ่ายและการตัดต่อวีดีโอ ฯลฯ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ผศ.วรนุช ชื่นฤดีมล อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ในฐานะหัวหน้าหลักสูตรฯ กล่าวว่า การฝึกอบรมของคนพิการรุ่นที่ 3 นี้ มีคนพิการที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 12 คน ส่วนใหญ่เป็นคนพิการด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว แขนขาอ่อนแรง และด้านการได้ยิน ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นสุดท้ายสำหรับโครงการฯ นี้ จากการดำเนินงานรุ่นแรกที่จะเน้นเรื่องของการออกแบบชิ้นงานหัตถกรรมที่ใช้ฐานทุนวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การย้อมสีธรรมชาติ การถักมัดไม้กวาด รุ่นสองเริ่มมีการแบ่งทีมโครงสร้างการทำงานมากขึ้น และเน้นเรียนลงลึกในการย้อมสีธรรมชาติให้ได้คุณภาพและสวยงาม

“ในรุ่นที่สามนี้ เราจึงอยากลงลึกมากขึ้นในเรื่องของสีธรรมชาติจากวัตถุดิบในท้องถิ่นที่ใช้พื้นที่ในการ workshop สอนทำผงสี ณ พื้นที่บ้านนาฮี ซึ่งความรู้เรื่องสีธรรมชาติในท้องถิ่นจะทำให้ภาพของ “เฮ็ดดิคราฟ”ชัดเจนมากขึ้น เพื่อสร้างผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Leadership) โดยมีเป้าหมายปลายทางที่หวังไว้ คือ จะทำให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) ที่สามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้” ผศ.วรนุช กล่าว

ศิริพัฒน์ กล่ำกลิ่น ที่ปรึกษาและวิทยากรสถาบันพัฒนา และทดสอบทักษะดิจิทัล (DDTI) ในฐานะวิทยากร กล่าวว่า เนื่องจากในปีนี้ มีคนพิการที่เข้าร่วมมาจากรุ่นที่ 2 จำนวน 4 คน และคนใหม่ 8 คน จึงมีทักษะที่ต่างกัน ทำให้จะต้องมาปรับจูนวิธีการทำงานกันใหม่ และจะต้องพยายามสื่อสารให้เขาได้เห็นภาพของงานที่ตรงกัน ซึ่งแรกๆ อาจจะยังไม่เข้าใจว่าทำอะไร เพราะจริงๆ แล้วการทำผงสีถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนกลุ่มนี้มาก

“หลายคนไม่เคยเห็นและสัมผัสมาก่อน จึงต้องใช้ความพยายามกันค่อนข้างมาก นอกจากตัวผลิตภัณฑ์แล้ว เราก็อยากให้คนพิการมีทักษะทั้งเรื่องแนวคิดและการบริหารจัดการ เพื่ออย่างน้อยองค์ความรู้ทักษะด้านการบริหารจัดการจะติดตัวเขาไปด้วย เพราะเมื่อจบโครงการไป เขาจะสามารถนำเอาความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับธุรกิจส่วนตัวของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์” ศิริพัฒน์ กล่าว

ผศ.ดร.บุษเกตน์ อินทรปาสาน อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. กล่าวว่า นอกจากครูหมิว กูรูเรื่องสี ที่มาช่วยสอนการทำผงสีแล้ว ยังมีศิลปิน เช่น คุณแมน-ปราชญ์นิยมค้า สมาชิกกลุ่มสกลเฮ็ด, คุณแพรี่พายอินฟลูเอนเซอร์ด้านสีธรรมชาติ ที่มาช่วยวางแผนการออกอีเว้นท์ จัดแสดงผลงานต่างๆ และเนื่องจากในปีนี้เรายังเน้นเรื่องการตลาด จึงได้วางแผนการทำตลาดสินค้าคนพิการ 4 ภูมิภาคขึ้น โดยจะเป็นการจัดในรูปแบบ Social Enterprise (SE) เพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม

“ในปีนี้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นภายใต้โครงการฯ เบื้องต้นจะนำไปออกบูธจำหน่ายภายในงาน 10 ปีโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าทำงานในสถานประกอบการ ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการและผู้สูงอายุ ณ มจธ. บางมด ในวันที่ 27 ต.ค. 2566 และสวนแมน Creative Crafts Center ในงานเทศกาลสกลจังซั่น ระหว่างวันที่ 8-11 ธ.ค. 2566” ผศ.ดร.บุษเกตน์ กล่าว

สำหรับหลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น เป็นหนึ่งในสามหลักสูตรในโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าทำงานในสถานประกอบการ”ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการและผู้สูงอายุ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) รุ่นที่ 3 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมาตรา 35

ซึ่งคนพิการที่เข้าร่วมฯ อบรม ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยจะได้รับเบี้ยเลี้ยง อาหารกลางวัน และค่าเดินทาง ตลอดระยะเวลาในการฝึกอบรม โดย ศิริวัฒน์ คันทารสรองผู้จัดการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ วิทยากรอีกท่านหนึ่ง เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังวางแผนการทำตลาดสินค้าคนพิการ 4 ภาคขึ้นประกอบด้วย ภาคอีสาน ที่ จ.สกลนคร ภาคเหนือที่ จ.แม่ฮ่องสอน และภาคใต้ ที่ จ.ภูเก็ต ส่วนภาคตะวันออก กำลังอยู่ระหว่างประสานหน่วยงานหรือภาคเอกชนที่สนใจ

“คาดหวังว่า คนพิการเมื่อจบโครงการนี้ไปแล้ว จะสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง สามารถนำความรู้ที่ได้ไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือต่อยอดเป็นรายได้เสริมไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกอีก” ศิริวัฒน์ กล่าวในตอนท้าย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

‘ม.มหิดล’พร้อมผลิตป.โท’พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน’ ดูแลสุขภาพประชาชนตามนโยบายชาติ‘ใกล้บ้านใกล้ใจ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738063

‘ม.มหิดล’พร้อมผลิตป.โท’พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน’ ดูแลสุขภาพประชาชนตามนโยบายชาติ‘ใกล้บ้านใกล้ใจ’

‘ม.มหิดล’พร้อมผลิตป.โท’พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน’ ดูแลสุขภาพประชาชนตามนโยบายชาติ‘ใกล้บ้านใกล้ใจ’

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทิศทางสาธารณสุขของประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนนับตั้งแต่เมื่อเกือบ 4 ปีก่อน ที่ พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ.2562มีผลบังคับใช้ เพื่อลดความแออัดของระบบโรงพยาบาล ส่งผลให้มีการกระจายอำนาจการดูแลสุขภาพประชาชนไปยังชุมชน จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่บทบาทของ “พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน” ซึ่งเปรียบเหมือนเสาหลักของระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ทวีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย

รศ.ดร.ปาหนัน พิชญภิญโญ ประธานหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน และอาจารย์ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกเล่าถึงความเป็นมาของหลักสูตรว่าเกิดขึ้นเมื่อ 76 ปีก่อน พร้อมกับการก่อตั้งของคณะฯ ซึ่งเปรียบเหมือนรากฐานของการศึกษาด้านการสาธารณสุขในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย ว่า ในระยะแรกใช้ชื่อหลักสูตรเป็นชื่อเดียวกับชื่อภาควิชา

แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน” และได้มีการปรับปรุงหลักสูตรในทุก 5 ปี จัดการเรียนการสอนตามทิศทางนโยบายสาธารณสุขของประเทศไทย โดยในยุคแรกเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขอนามัย และสุขภาพทั่วไป มาถึงปัจจุบันได้มุ่งให้บริการสู่ระดับชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลโรคเรื้อรัง และการดูแลสุขภาพองค์รวมสำหรับประชาชนในทุกช่วงวัย

โดยทั่วไป พยาบาลวิชาชีพ (Licensed Nurse) เมื่อสำเร็จการศึกษาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน จากสถาบันที่ได้รับการรับรองจากสภาการพยาบาลและขึ้นทะเบียนไว้ สามารถรักษาโรคเบื้องต้น หรือกลุ่มอาการ โดยมีข้อแตกต่างในทางปฏิบัติ ตามประกาศสภาการพยาบาลตรงที่ พยาบาลเวชปฏิบัติ (Nurse Practitioners) สามารถรักษาโรค และใช้ยาได้ตามรายการและการวินิจฉัยสำหรับพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป

หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการเรียนการสอนแบบหลักสูตรไทย เนื่องด้วยยังคงยืนยันเจตนารมณ์เพื่อการผลิตพยาบาลเวชปฏิบัติชาวไทยที่มากด้วยคุณภาพ ออกไปรับใช้ชุมชนและประเทศชาติ โดยสามารถทำงานวิจัยที่ได้มาตรฐานนานาชาติ และกำหนดให้จัดทำวิทยานิพนธ์เป็นภาษาไทยก่อนสำเร็จการศึกษา เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับประชากรชาวไทย

พร้อมกับสามารถเชื่อมั่นได้ถึงคุณภาพของหลักสูตรซึ่งได้ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยอาเซียน AUN-QA (ASEAN University Network Quality Assurance) พร้อมด้วยคณาจารย์พยาบาลของหลักสูตรฯ ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกร้อยละ 100 และคณาจารย์ถึงร้อยละ 80 ของหลักสูตรฯ สำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา

อาทิ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินแมดิสัน (University of Wisconsin-Madison มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) มหาวิทยาลัยนอร์ทคาโรไลนา (University of North Carolina) มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) มหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) มหาวิทยาลัยทูเลน (Tulane University) และมหาวิทยาลัยคาธอลิกแห่งอเมริกา (The Catholic University of America) เป็นต้น

ที่ผ่านมาได้มีการเทียบเคียงมาตรฐานการศึกษาระหว่างหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับมหาวิทยาลัยในเอเชีย พบว่าหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชนคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีมาตรฐานใกล้เคียง (benchmark) กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University) ในสาขา Master of Science in Community Health Nursing

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนทุนวิจัยและรางวัลต่างๆ จากผลงานของนักศึกษาในหลักสูตรฯ ที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นักศึกษาของหลักสูตรฯ สามารถคว้าทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาแนวทางให้คำปรึกษาทางโทรเวชสำหรับลดภาวะน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และการดูแลให้คำปรึกษาเพื่อลดภาวะอ่อนล้าในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด เป็นต้น

นับเป็นความโชคดีของนักศึกษาที่จะเข้ามาเรียนในหลักสูตรฯ ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับเงื่อนไขการศึกษาให้กระชับขึ้น เพื่อให้สามารถสำเร็จการศึกษาได้ภายใน 2 ปี โดยได้จัดให้มีการศึกษาในชั้นเรียน (Coursework) เพียงปีแรกปีเดียว เพื่อให้ปีต่อไป จะได้ใช้เวลาในการทำวิทยานิพนธ์ได้อย่างเต็มที่ และจะได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงจากการลงพื้นที่ศึกษาดูงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยมหิดล โดยหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ พร้อมต้อนรับพยาบาลวิชาชีพที่สำเร็จการศึกษาพยาบาลในระดับปริญญาตรีจากทุกสถาบัน ทั้งในและต่างประเทศเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรฯ ขอเพียงมีความตั้งใจจริงและพร้อมที่จะร่วมพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศไทยในเชิงรุก

เพื่อทำให้นโยบายสาธารณสุขชาติ “ใกล้บ้านใกล้ใจ” สามารถเข้าถึงประชาชนทุกคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

สอศ.จัดปฐมนิเทศครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 21

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738093

สอศ.จัดปฐมนิเทศครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 21

สอศ.จัดปฐมนิเทศครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 21

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.44 น.

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2566 ดร.นิติ นาชิต ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ เป็นประธานการประชุมสัมมนาและการปฐมนิเทศครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 21 ประจำปีการศึกษา 2566 – 2567 จำนวน 44 คน โดยมี นายศรัณย์ วัชราภัย รักษาราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มขับเคลื่อนทุนมนุษย์นานาชาติกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม Mr.Zhao Yanqing ผู้อำนวยการศูนย์และเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ สำนักงานกรุงเทพฯ พร้อมด้วยข้าราชการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สำนักงานสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา กรุงเทพฯ

ดร.นิติ นาชิต ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ เล็งเห็นถึงความสำคัญและส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนภาษาจีน ร่วมกับศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (CLEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ลงนามใน บันทึกความร่วมมือการพัฒนาความร่วมมือ ภาษาจีนบวกกับทักษะวิชาชีพ ทำให้มีความชัดเจน ว่าจีนและไทยจะร่วมมือดำเนินโครงการภาษาจีนบวกกับอาชีวะ และร่วมกันจัดตั้ง สถาบันภาษาจีน และการศึกษาอบรมด้านเทคนิค และอาชีวะ ทั้งนี้ได้มีการเปิดป้ายไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าเราจะร่วมมืออย่างเป็นทางการในการเปิดสถาบันภาษาจีน และการศึกษาอบรมด้านเทคนิค และอาชีวะ เพื่อเตรียมความพร้อมภาษาและวัฒนธรรมจีนให้แก่นักศึกษา ระดับปวช. ปวส. และปริญญาตรี ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางภาษาจีน เพื่อเป็นเครื่องมือของการสื่อสาร โดยมีเป้าหมายในการลดช่องว่างทางทักษะภาษา พัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในสถานศึกษา สอศ. ให้มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน  นำไปสู่การเพิ่มศักยภาพบุคคล และมูลค่าของผู้เรียน อีกทั้งยังสามารถแข่งขันบนเวทีตลาดแรงงานในระดับสากลของประเทศไทย และต่างประเทศ

ดร.นิติ นาชิต ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ กล่าวต่อว่า ในนามของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (CLEC) ครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนนานาชาติ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่สนับสนุน ส่งเสริม และร่วมมือให้โครงการความร่วมมือการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนของทั้งสองประเทศ ประสบผลสำเร็จ และมีความก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ ขอต้อนรับครูอาสาสมัครฯ ทุกท่าน และขอให้ถือว่าประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สองของทุกคน หวังว่า ครูอาสาสมัครฯ คงได้รับความสะดวกสบาย ระหว่างที่พำนักอยู่ในประเทศไทย

– 006

กระตุกโรงเรียน!‘โบว์’แนะแจ้งความตามหาผู้ปกครอง ดำเนินคดีทอดทิ้งบุตร-เข้าขั้นตอน กม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738047

กระตุกโรงเรียน!‘โบว์’แนะแจ้งความตามหาผู้ปกครอง ดำเนินคดีทอดทิ้งบุตร-เข้าขั้นตอน กม.

กระตุกโรงเรียน!‘โบว์’แนะแจ้งความตามหาผู้ปกครอง ดำเนินคดีทอดทิ้งบุตร-เข้าขั้นตอน กม.

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.42 น.

กระตุกโรงเรียน!‘โบว์’แนะแจ้งความตามหาผู้ปกครอง ดำเนินคดีทอดทิ้งบุตร-เข้าขั้นตอน กม.

18 มิถุนายน 2566 น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกร และอดีตนักกิจกรรมทางการเมือง ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว @NuttaaBow ดังนี้…

“วันจันทร์ถ้าเรื่องยังไม่จบ ให้โรงเรียนไปแจ้งความตามหาผู้ปกครอง ดำเนินคดีทอดทิ้งบุตร แล้วจากตรงนั้นจะดำเนินการให้ศาลคุ้มครองน้อง จัดการเรื่องต่อตามกฎหมายได้ ทั้งเรื่องการสมัครเรียนกับหน่วยงานที่เหมาะสม และที่อยู่อาศัย

เด็กไม่ได้ถูกตัดออกจากระบบการศึกษา มีสถานศึกษาที่เหมาะกับน้องรออยู่ โรงเรียนต้องรักษาทั้งความปลอดภัยของพื้นที่และระบบการศึกษาให้เด็กอื่นๆได้เรียนอย่างราบรื่น ปราศจากสิ่งรบกวนสมาธิและความเสี่ยงที่เกิดจากคนนอกโรงเรียน เหตุการณ์ที่ผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ปกครองน้องทำต่อกล้องวงจรปิดหน้าโรงเรียน เป็นสิ่งที่ทำให้โรงเรียนต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กนับพันในความดูแล  รักษาสิทธิของทุกคนด้วย

โรงเรียนไม่สามารถให้อภิสิทธิ์ใครในการละเมิดกฎ มิฉะนั้นจะมีแต่ข้ออ้างเพื่อทำตามอำเภอใจ ไม่ว่าจะเป็นเวลาเข้าเรียน เวลาอาหาร เวลาพัก การเรียน การเล่น การใช้พื้นที่วัสดุอุปกรณ์ การปฏิบัติตนต่อกัน และอื่นๆอีกมากมาย

ผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ ต้องรักษามาตรฐานในการบริหารโรงเรียนไว้ เพื่อความเป็นธรรมต่อนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรทุกคน”

โบว์เคยประสานกับโรงเรียนและขับรถพาเด็กนักกิจกรรมคนหนึ่งไปสัมภาษณ์เข้าเรียนที่สาธิตธรรมศาสตร์มาแล้ว หลังจากที่น้องมีปัญหากับที่เรียนเดิมด้วยเหตุผลส่วนตัวแล้วมาปรึกษา น้องได้เข้าโครงการพิเศษ แน่นอนว่าตอนมอบตัวก็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองตามกฎหมาย หลังจากนั้นไม่ได้ติดต่อกัน เรื่องจบก็ปล่อยเลย ทุกอย่างน่าจะราบรื่นดี

ที่เพิ่งมาเล่าวันนี้ก็เพื่อจะบอกว่า ทุกอย่างแก้ไขได้ ขอเพียงมีความปรารถนาดีกับเด็กจริงๆ สังเคราะห์ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนแน่(แต่ละเคสมีความเฉพาะตัว) แล้วแก้ให้ถูกจุดไปตามกระบวนการ อย่าฉวยโอกาสเล่นการเมือง”

‘ทิชา ณ นคร’ซัด‘คนเกินเจ้า’ ต้นตอผลัก‘หยก’สุดโต่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738025

‘ทิชา ณ นคร’ซัด‘คนเกินเจ้า’ ต้นตอผลัก‘หยก’สุดโต่ง

‘ทิชา ณ นคร’ซัด‘คนเกินเจ้า’ ต้นตอผลัก‘หยก’สุดโต่ง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.34 น.

‘ทิชา ณ นคร’ซัด‘คนเกินเจ้า’ ต้นตอผลัก‘หยก’สุดโต่ง

18 มิถุนายน 2566 “ป้ามล” ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก โพสต์เฟซบุ๊ก Thicha Nanakorn เกี่ยวกับกรณี “หยก” ดังนี้…

“ป้าเคยคุยกับหยก 3 ครั้ง ….

เธอไม่ก้าวร้าวทุกลมหายใจและเธอไม่ได้ถูกล้างสมอง

เธอเป็นตัวของตัวเองและเป็นไปตามที่อ่าน รู้ เข้าใจ เชื่อ

เธออายุ 15 ปี และถูกจับตอนอายุ 14 ปี ด้วยข้อหา 112 กฎหมายที่ใครก็ได้ แจ้งความที่ไหนก็ได้ แต่ไม่รับแจ้งไม่ได้

หรือคนๆนั้นจะอคติสุดโต่ง ล่าแม่มด คลั่ง ก็ใช้สิทธิ์นั้นได้

หลังจากรับข้อหามาตรา 112 ทุกคนที่ใกล้เธอ เห็นมาตรา 112 แต่ไม่เห็นเธอ ทุกคนที่ใกล้เธอ กลัวรังสีมาตรา 112 มากกว่ากลัวเธอ

ทุกคนตัดสินเธอก่อนผู้พิพากษาและออกอาการเกินเจ้า

แม่เธอไม่ได้ทิ้งเธอ …

แม่เธอไม่ได้รังเกียจพี่ๆ ที่ดูแลลูกเธอ แต่กลัวคนที่กลัวมาตรา 112 ทั้งที่ใกล้เธอและเธอต้องใกล้

หยกไม่ได้เกิดมาพร้อมความสุดโต่ง ความก้าวร้าว

หยกไม่ได้บ้า ไม่ได้เพี้ยน ไม่ได้เป็น อย่างเช่นสีที่ป้าย

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า …

เด็กหญิงอายุ 15 คนนี้ แรงขึ้นตามสัดส่วนของกฎหมาย

ใช่ !

เธอต้องคำราม จำเป็นต้องคำราม เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องคำราม กลไกปกป้องตนเองของเธอยังมีชีวิต ยังมีแรง ยังมีพลัง

การปกป้องสถาบันยังต้องมี …

แต่การแก้ไข มาตรา 112 ก็ต้องมี เพราะคนเกินเจ้ามีจริง และคนเกินเจ้าเหล่านี้ได้ทำลายสถาบันอย่างลึกซึ้ง จริงจัง

อ๋อ ! ถ้าคุณยังเป็นพุทธะที่เมตตา

อย่าลืมช่วยคิด ช่วยหาคำตอบกันด้วยว่าสังคมแบบไหนที่เด็กอายุน้อยๆ ต้องคำรามเพื่อความอยู่รอด”

อ่านแล้วน้ำตาซึม!‘ดร.อภิชาติ ดำดี’ร่ายบทกลอน ‘จากใจแม่’ว่าด้วยชุดนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738003

อ่านแล้วน้ำตาซึม!‘ดร.อภิชาติ ดำดี’ร่ายบทกลอน ‘จากใจแม่’ว่าด้วยชุดนักเรียน

อ่านแล้วน้ำตาซึม!‘ดร.อภิชาติ ดำดี’ร่ายบทกลอน ‘จากใจแม่’ว่าด้วยชุดนักเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 07.25 น.

อ่านแล้วน้ำตาซึม!‘ดร.อภิชาติ ดำดี’ร่ายบทกลอน ‘จากใจแม่’ว่าด้วยชุดนักเรียน

18 มิถุนายน 2566 ดร.อภิชาติ ดำดี นักพูด นักประพันธ์ชื่อดัง และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้…

#ชุดใดใดไม่ได้มีผลต่อประสิทธิภาพในการเรียน

#แต่ชุดนักเรียนช่วยลดความแตกต่างทางฐานะของผู้คนให้อยู่ร่วมกันได้ในสังคมเดียวกัน

จ า ก ใ จ แ ม่

๐ ขอตังค์แม่ไปโรงเรียนเพียรศึกษา

แต่ละบาทกว่าแม่หาเอามาได้

ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำทำเท่าใด

สู้สุดใจเพื่อให้ลูกปลูกปัญญา

๐ หิ้วปิ่นโตกับกระเป๋าใบเก่านั้น

มื้อกลางวันประหยัดไว้ไม่ซื้อหา

กับข้าวไม่เลิศล้ำธรรมดา

ตามประสาแม่ทำให้พอได้กิน

๐ ชุดนักเรียนนั้นเล่าเออเธอกับฉัน

ใส่เหมือนกันเก่าใหม่ไม่หยามหมิ่น

สวมเครื่องแบบฝึกไว้ให้เคยชิน

เมื่อขาดวิ่นแม่ซ่อมให้ไม่รีบซื้อ

๐ ลูกเอ๋ย…ไม่ได้ใส่ชุดไปรเวท

ก็ทำเกรดขึ้นได้มิใช่หรือ

เราก็มีหนึ่งสมองและสองมือ

เร่งฝึกปรือสร้างวินัยให้ชีวา

๐ ไม่มีชุดมากมายอย่างใครเขา

ชุดนักเรียนของเราก็เข้าท่า

ถ้ามานะหมั่นเพียรเรียนวิชา

ก็ก้าวหน้าแม้ชุดเราเก่ากว่าใคร…

อภิชาติ ดำดี 

16 มิ.ย. 2566