ม.สวนดุสิตร่วมมือกฟน.พัฒนา ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738289

ม.สวนดุสิตร่วมมือกฟน.พัฒนา ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

ม.สวนดุสิตร่วมมือกฟน.พัฒนา ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และนายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา โดยมีผู้บริหาร และบุคลากรจากสองหน่วยงานเข้าร่วม ที่การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ คลองเตย กรุงเทพมหานคร

ความร่วมมือในครั้งนี้ ในส่วนของมหาวิทยลัยสวนดุสิต จะพัฒนาหลักสูตร อบรมทักษะทางด้านสังคมหรือทักษะในการทำงานให้แก่บุคลากรของการไฟฟ้านครหลวง และสร้างความร่วมมือวิจัยและออกแบบ รองรับการเป็น Green University ต้นแบบพลังงานอย่างยั่งยืน ด้านการไฟฟ้านครหลวง จะให้ความร่วมมือในการพัฒนาออกแบบระบบพลังงานทดแทน หรือระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเป็น Green University ให้ความร่วมมือในการพัฒนาและบริหารจัดการ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมพัฒนาด้านการศึกษาและศูนย์การเรียนรู้การอนุรักษ์พลังงาน และให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยระบบการจัดการ EV Charging Station รวมถึงส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการใช้พลังงานกับบุคลากรภายในของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

‘ศิริราช’พัฒนาฟิลเลอร์จากเซลล์ผู้รักษา เติมเต็มริ้วรอยใบหน้าได้ครั้งแรกในเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738291

‘ศิริราช’พัฒนาฟิลเลอร์จากเซลล์ผู้รักษา เติมเต็มริ้วรอยใบหน้าได้ครั้งแรกในเอเชีย

‘ศิริราช’พัฒนาฟิลเลอร์จากเซลล์ผู้รักษา เติมเต็มริ้วรอยใบหน้าได้ครั้งแรกในเอเชีย

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าจากวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลศิริราช ได้มีการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย โดยเฉพาะเรื่องหัตถการความงามที่ปลอดภัยกว่าการฉีดสารเติมเต็มในปัจจุบัน ที่ผ่านมาถึงแม้นวัตกรรมการฉีดสารเติมเต็มถูกพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและนิยมกันแพร่หลาย แต่ประชาชนตัดสินใจเข้ารับบริการโดยอาจจะไม่ได้ศึกษาให้ครอบคลุมทุกมิติ จึงเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้รับการรักษา เสียค่าใช้จ่ายในการนำสารเติมเต็มออกมา จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนำมาสู่การผลิตงานวิจัยชิ้นสำคัญที่จะเปลี่ยนวงการการรักษาริ้วรอย ผนวกกับการสร้างเทคโนโลยีที่มีคุณค่าด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์ของผู้รับบริการ โดยผลลัพธ์ที่ได้นั้น จะมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้รับการรักษา สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในวงกว้างก่อนการตรวจรักษา

ศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา อาจารย์ประจำภาควิชาตจวิทยา กล่าวว่าการใช้สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ มีข้อเสียคืออยู่ได้ไม่นาน ต้องฉีดเพิ่มบ่อยครั้ง และมีผลข้างเคียง เช่น อาจเกิดการแพ้ หรือมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อฟิลเลอร์ ทำให้มีอาการเป็นก้อนนูนแดง อักเสบ ติดเชื้อ ต้องได้รับการฉีดสลายฟิลเลอร์ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายทวีคูณ หรือกรณีร้ายแรงที่สุดอาจเกิดเนื้อตาย หรือตาบอด เนื่องจากฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันที่เส้นเลือดโดยตรง และจากองค์ความรู้เดิมพบว่าเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยคือ เซลล์ชั้นหนังแท้ หรือเรียกว่าเซลล์ชนิดเดอมอล ไฟโบรบลาสต์ (Dermal Fibroblasts) เป็นเซลล์สำคัญในการผลิตคอลลาเจน ที่ช่วยพยุงโครงสร้างเซลล์ให้ผิวหนังแข็งแรงและด้วยคำนึงถึงความปลอดภัย จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการทำหัตถการด้านความงามสู่แนวคิดวิจัยและพัฒนาฟิลเลอร์จากเซลล์ของผู้รับบริการเอง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง ลดอาการแพ้ ไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย และลดโอกาสการฉีดสารเติมเต็มเข้าเส้นเลือดอีกด้วย

ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา กล่าวถึงการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์ว่า เป็นการพัฒนานวัตกรรมที่ใช้เซลล์รักษาโรคหรือแก้ไขความผิดปกติ เรียกว่าเป็นการรักษาด้วยเซลล์ หรือเซลล์บำบัด โดยเรามีทีมที่มีความเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงเซลล์ผิวหนัง ตั้งแต่แยกเซลล์เดอมอลไฟโบรบลาสต์จาก Tissue และการเลี้ยงเซลล์ โดยใช้อาหารเลี้ยงเซลล์ที่ได้มาตรฐานและสัดส่วนที่พอเหมาะ ทำให้ได้เซลล์ Dermal Fibroblasts ที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพในการผลิตคอลลาเจนและแก้ไขปัญหาของผู้รับบริการได้ตามเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังพบว่าเซลล์ผิวหนังทั้งชนิดที่อยู่ที่ชั้นหนังกำพร้าและ Dermal Fibroblasts สามารถหลั่งสารชีวโมเลกุลที่ช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ข้างเคียง ทำให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเองได้ในระดับโมเลกุล ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกของยีนที่ควบคุมการสร้างคอลลาเจน และกลไกต่างๆ เช่น การยับยั้งภาวะอักเสบ ภาวะเครียดของเซลล์ เป็นต้น

จากผลการวิจัยพบว่า เซลล์ไฟโบรบลาสต์สามารถคงอยู่ในชั้นผิวหนังได้นานอย่างน้อย 1 ปี โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานเท่าเดิม จึงไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นบ่อยครั้ง สำหรับผู้ที่สนใจใช้เซลล์บำบัดดังกล่าว ต้องเก็บเซลล์บริเวณหลังหู ประมาณ 3-4 มิลลิเมตร และส่งเข้าห้องปฏิบัติการ
เพื่อเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์จนได้ปริมาณที่ต้องการ จึงนำมาฉีดกลับเข้าไปยังบริเวณที่ผู้รับบริการมีปัญหา โดยฉีดทั้งสิ้น 3 ครั้ง ระยะเวลาห่างกันประมาณ 4-6 สัปดาห์ ภายหลังจากการฉีด ผู้รับบริการจะไม่เกิดอาการแพ้ เนื่องจากเซลล์ไฟโบรบลาสต์ที่ฉีดนั้นมีลักษณะคล้ายน้ำเกลือสีขาวขุ่น เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจึงไม่ทำให้เส้นเลือดเกิดการอุดตันได้

ทั้งนี้ การวิจัยครั้งนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์และจดอนุสิทธิบัตรเทคนิคการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ได้ร่วมมือกับ บริษัท เซลแทค จำกัด เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการแก่ประชาชนในวงกว้าง รวมถึงได้ส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

มจธ.พัฒนาสินค้าคนพิการ‘เฮ็ดดิ’ ใช้ผงสีจากพืช หวังเจาะ Niche Market

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738285

มจธ.พัฒนาสินค้าคนพิการ‘เฮ็ดดิ’  ใช้ผงสีจากพืช หวังเจาะ Niche Market

มจธ.พัฒนาสินค้าคนพิการ‘เฮ็ดดิ’ ใช้ผงสีจากพืช หวังเจาะ Niche Market

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นจากฝีมือของคนพิการชุมชนบ้านเต่างอย จังหวัดสกลนคร ภายใต้แบรนด์ “เฮ็ดดิ” ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการและผู้สูงอายุของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เร่งพัฒนาเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ “ผงสีธรรมชาติจากพืช” ย้อมผ้า และอื่นๆ อาทิ สีเทียน สีน้ำวาดรูป หรือการนำไปผลิตเทียนหอม

การผลิตภัณฑ์ผงสีธรรมชาติครั้งนี้ ได้มาจากพืช ได้แก่ ดอกดาวเรือง ให้สีเหลือง ใบสาบเสือให้สีโทนเหลืองและเขียว ใบหางนกยูง ให้สีเขียว และ เปลือกเมล็ดอินทนิลน้ำ ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสกลนคร นอกจากนี้ผู้ร่วมโครงการจะได้รับการอบรมให้ความรู้เพิ่มเติมด้านการตลาด อาทิ ความเป็นไปได้และโอกาสของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (ECO Product) ความรู้เบื้องต้นด้านการจัดการธุรกิจ และพื้นฐานการบริหารธุรกิจในยุคดิจิทัล การทำบัญชี การวางแผน และการออกแบบ รวมถึงความรู้พื้นฐานด้าน E-Commerce ทักษะการถ่ายและการตัดต่อวีดีโอ ฯลฯ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

สินค้าจากสีธรรมชาติ เบื้องต้นจะนำไปออกบูธจำหน่ายในงาน 10 ปีโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ และเตรียมพร้อมคนพิการเข้าทำงานในสถานประกอบการ ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการและผู้สูงอายุ ณ มจธ.บางมด ในวันที่ 27 ตุลาคม และสวนแมน Creative Crafts Center ในงานเทศกาลสกลจังซั่น วันที่ 8-11 ธันวาคม 2566 และกำลังวางแผนนำผลิตภัณฑ์ไปทำตลาดในงานสินค้าคนพิการ 4 ภาค ที่จัดในรูปแบบ Social Enterprise (SE) เพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)

AUA มอบทุนเรียนภาษาอังกฤษ Miss Thailand 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738284

AUA มอบทุนเรียนภาษาอังกฤษ Miss Thailand 2023

AUA มอบทุนเรียนภาษาอังกฤษ Miss Thailand 2023

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเอกพงษ์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการบริหาร โรงเรียนสถานสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (เอยูเอ) มอบทุนเรียนภาษาอังกฤษหลักสูตร Public Speaking in English แก่ นางสาวชนนิกานต์ สุพิทยาพร Miss Thailand 2023 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ทูตวัฒนธรรมประเทศไทย ณ สหรัฐอเมริกา และเตรียมความพร้อมเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับโลก โดยมี ม.ล.ฐนิสา เธเรซ่า ชุมพล, นางสาวสยมาส พิณประดิษฐ์, นายวันชนะ มั่นจงดี ร่วมแสดงความยินดี ที่ เอยูเอ เมื่อเร็วๆ นี้

สพป.สิงห์บุรี อบรมผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738282

สพป.สิงห์บุรี อบรมผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล

สพป.สิงห์บุรี อบรมผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายงานประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างสื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ดิจิทัล โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์หรือผู้ดูแลเว็บไซต์ของโรงเรียน และบุคลากรในสังกัด จำนวนทั้งสิ้น 100 คน จัดขึ้นที่ สพป.สิงห์บุรี เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2566

วชิราวุธวิทยาลัย อบรมผลิตละครสั้นต้านทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738283

วชิราวุธวิทยาลัย อบรมผลิตละครสั้นต้านทุจริต

วชิราวุธวิทยาลัย อบรมผลิตละครสั้นต้านทุจริต

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ  ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ให้การต้อนรับวิทยากร โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอร์รัปชั่น” ได้แก่  นายมารุต สาโรวาท ผู้กำกับการแสดง นายศรัทธา ศรัทธาทิพย์ นักแสดง ครูสอนการแสดง ผู้กำกับ นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดละคร พิธีกร ครูสอนสื่อสร้างสรรค์ และวิทยากรอีกมาก สนับสนุนโดย กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ณ วชิราวุธวิทยาลัย

มือดีแอบหนุน’หยก’ขึงป้ายผ้า’เสรี เครื่องแต่งกาย’กลางโรงเรียน’เตรียมพัฒน์ฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738369

มือดีแอบหนุน'หยก'ขึงป้ายผ้า'เสรี เครื่องแต่งกาย'กลางโรงเรียน'เตรียมพัฒน์ฯ'

มือดีแอบหนุน’หยก’ขึงป้ายผ้า’เสรี เครื่องแต่งกาย’กลางโรงเรียน’เตรียมพัฒน์ฯ’

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 19.09 น.

มือดีปั่นหนักแอบขึงป้ายผ้าหนุน”เสรี เครื่องแต่งกาย”โผล่กลางโรงเรียนเตรียมพัฒน์ฯ ก่อนจะถูกครูสั่งปลดออก หลัง”หยก”ยืนกรานใส่ชุดไปรเวทเข้าไปเรียนหนังสือแม้พ้นสถานะ นร.ไปแล้ว

19 มิ.ย.66 เพจ “ไข่แมวชีส” ได้โพสต์ภาพป้ายผ้า“เสรี เครื่องแต่งกาย” ถูกมือดีแขวนไว้ระหว่างอาคารภายในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ  โดยระบุว่า  “ป้ายโผล่!! 19 มิ.ย. 66 นักเรียนเตรียมพัฒน์ แขวนป้ายในโรงเรียน มีข้อความว่า “เสรี เครื่องแต่งกาย” ซึ่งหลังจากแขวนได้ไม่นาน ก็ถูกอาจารย์ยึดไป” (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘หยก’ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ ‘ก้าวไกล’เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.)

ขอบคุณเฟซบุ๊ก ไข่แมวชีส

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Feggcatcheese%2Fposts%2Fpfbid02Jbjo14CQP1vDaftPUZFoA6RTgcWB9UZ3EBoTCzR3Y4FG1gx159FM29CmQLf1shRRl&show_text=true&width=500

‘กสม.’แถลงการณ์กรณี’หยก’ จี้ตั้งทีมสหวิชาชีพคุ้มครองสิทธิ-สวัสดิภาพเด็กเป็นการด่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738310

'กสม.'แถลงการณ์กรณี'หยก' จี้ตั้งทีมสหวิชาชีพคุ้มครองสิทธิ-สวัสดิภาพเด็กเป็นการด่วน

‘กสม.’แถลงการณ์กรณี’หยก’ จี้ตั้งทีมสหวิชาชีพคุ้มครองสิทธิ-สวัสดิภาพเด็กเป็นการด่วน

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.24 น.

‘กสม.’ออกแถลงการณ์กรณี‘หยก’ ย้ำการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องประกันให้เด็กทุกคน เรียกร้องฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งทีมสหวิชาชีพเพื่อดูแล คุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กเป็นการเร่งด่วน อ้างเด็กทุกคนต้องไม่ถูกตัดออกจากระบบการศึกษาไม่ว่ากรณีใด

19 มิ.ย. 2566 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่อง สิทธิเด็กกรณี “หยก” ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาของรัฐ ระบุว่า กสม. ได้ติดตามสถานการณ์กรณี “หยก” เยาวชนวัย 15 ปี ประสบปัญหาการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ “หยก” ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจ โดยได้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเพื่อให้ได้เข้าเรียน ซึ่ง “หยก” ได้เข้าเรียนเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว

ต่อมา โรงเรียนได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ยังไม่ได้บันทึกชื่อของ “หยก” ในระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (Data Management Center – DMC) เนื่องจากไม่มีผู้ปกครองมาดำเนินการมอบตัวตามเงื่อนไขที่กำหนด ทำให้ไม่มีสถานะเป็นนักเรียนของโรงเรียน โดย กสม. ยืนยันสิทธิทางการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องประกันให้เด็กทุกคน อันสอดคล้องและเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม การพิจารณาและดำเนินการใดๆ ของโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

กสม. เห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน ควรเร่งพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ “หยก” ได้อยู่ในระบบการศึกษา สำหรับกรณีปัญหาเกี่ยวกับผู้ปกครองตามมาตรา 4 และมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 นั้น กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวควรเข้ามาทำหน้าที่ร่วมกับทีมสหวิชาชีพเพื่อดูแล คุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กเป็นการเร่งด่วน ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายควรช่วยกันทำให้สถานการณ์คลี่คลายและสร้างความเข้าใจต่อกันมากกว่าสร้างความขัดแย้ง และไม่ควรส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปในโรงเรียน

ทั้งนี้ กสม. พร้อมเป็นหน่วยงานกลางในการเปิดพื้นที่พูดคุยร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกเรื่องดังกล่าว โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กรวมทั้งประโยชน์ส่วนรวม และจะประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกรณีของ “หยก” อย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะเด็กทุกคนต้องไม่ถูกตัดออกจากระบบการศึกษาไม่ว่ากรณีใด

‘สอวช.-มจธ.’ปิดหลักสูตรนักออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ ปั้น 50 บุคลากรแก้โจทย์ปัญหาประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738307

‘สอวช.-มจธ.’ปิดหลักสูตรนักออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ ปั้น 50 บุคลากรแก้โจทย์ปัญหาประเทศ

‘สอวช.-มจธ.’ปิดหลักสูตรนักออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ ปั้น 50 บุคลากรแก้โจทย์ปัญหาประเทศ

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.05 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 5 ที่มีผู้เข้าอบรมจำนวน 50 คน พร้อมจัดเวทีนำเสนอข้อเสนอนโยบาย ณ โรงแรม อีสติน พญาไท และผ่านระบบออนไลน์

ดร.สุชาต อุดมโสภกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการจัดหลักสูตร STIP ว่า เกิดจากการตระหนักถึงความสำคัญของนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยแลนวัตกรรม (อววน.) รวมถึงนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลและประชาชน แต่ปัจจุบันจำนวนบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจและเชี่ยวชาญในด้านนโยบาย อววน. มีอยู่อย่างจำกัด และไม่มีสถาบันการศึกษาใดในประเทศไทยที่เปิดหลักสูตรสอดคล้องโดยตรงกับระบบ อววน. จากสถานการณ์ดังกล่าว สอวช. และ STIPI มจธ. เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าเกี่ยวกับกระบวนการออกแบบและเสนอการดำเนินงานด้านนโยบายของรัฐ ตั้งแต่การศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบายต่อไป  

ดร.สุชาต กล่าวว่า หลักสูตร STIPI ปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มีผู้เข้าร่วมอบรม 50 คน จาก 24 หน่วยงาน จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน  ซึ่งหากนับรวมทั้ง 5 รุ่นได้พัฒนานักออกแบบนโยบายไปแล้วรวมทั้งสิ้น 249 คน และมีข้อเสนอนโยบายในทุกรุ่นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ดีที่สุดไม่ใช่นโยบายที่ได้รับรางวัล แต่เป็นนโยบายที่ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ  

ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีอาวุโส ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มจธ. กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มจากที่พวกเราช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มจำนวนนักนโยบายทางด้าน อววน. ซึ่งประเทศขาดแคลนอย่างมาก ซึ่งตลอด 5 เดือนของการอบรม จะเห็นว่าต้องมีความรู้ในหลาย ๆ ด้าน เราโชคดีที่ได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่คร่ำหวอดในการออกแบบนโยบายมาโดยตลอด มาช่วยมาเป็นวิทยากรและเป็นโค้ชให้กับผู้เข้าอบรม ต้องขอบคุณ สอวช. พันธมิตร วิทยากร และคณะทำงานที่ทำให้เกิดโครงการดี ๆ ขึ้นมา และขอให้ผู้เข้าอบรมนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ประโยชน์ในอนาคต

สำหรับปีนี้ผู้เข้าอบรมได้จัดทำข้อเสนอนโยบายโดยแบ่งเป็น 9 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม 1 นำเสนอ “การพัฒนาและเพิ่มบุคลากรด้านดิจิทัล เพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล หรือเป้าหมายที่พึงประสงค์ของการพัฒนาและเพิ่มบุคลากรดิจิทัล” กลุ่ม 2 นำเสนอ “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก/การพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยนวัตกรรม” โดยศึกษาการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรกรรายย่อย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยอัตลักษณ์พื้นถิ่น : กรณีข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กลุ่ม 3 นำเสนอ “การส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของกลุ่มวัยทำงาน” กลุ่ม 4 นำเสนอ “การออกแบบกลไก และมาตรการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เหมาะสม” กลุ่ม 5 นำเสนอ “การพัฒนาทักษะบุคลากรภาคการเกษตรในพื้นที่เครือข่ายภาคกลางตอนล่าง” กรณี ตัวอย่างกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ นโยบายไทยสามารถ หรือ Thai Smart กลุ่ม 6 นำเสนอ “การยกระดับเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” กลุ่ม 7 นำเสนอ “การถอดบทเรียนกลไกความสำเร็จการทำงานร่วมกัน ของหน่วยงานในระบบด้วย BCG Model” กรณีศึกษามะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี กลุ่ม 8 นำเสนอ นโยบาย “วัคซีนไทยสู้โรค (โลก) เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ” และ กลุ่ม 9 นำเสนอ “นโยบายการส่งเสริมการพัฒนา เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน ของประเทศไทย”

จากนั้นได้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับผู้สำเร็จการฝึกอบรม รวมถึงมีการประกาศผลทีมที่ได้รับรางวัลจากการจัดทำข้อเสนอนโยบายแบ่งเป็น 3 รางวัล โดยทีมที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ กลุ่ม 9 “นโยบายการส่งเสริมการพัฒนา เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน ของประเทศไทย” รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งได้แก่ กลุ่ม 6 “การยกระดับเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”

“และกลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ กลุ่ม 8 “วัคซีนไทยสู้โรค (โลก) เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ” โดยทางกลุ่มได้จัดทำข้อเสนอนโยบายโดย ชู 5 มาตรการหลัก ได้แก่ 1. มาตรการ “รัฐมุ่งเป้า” วิจัยและพัฒนาวัคซีน เน้นจุดแข็งของประเทศไทยที่มีนักวิจัยที่เชี่ยวชาญในวัคซีนแต่ละเทคโนโลยีการผลิตและมีโครงสร้างพื้นฐาน 2. มาตรการ “วัคซีนไทยไปวัคซีนโลก” ใช้โอกาสในเรื่องที่ทั่วโลก ได้เห็นศักยภาพในเรื่องการวิจัยและพัฒนาวัคซีนของทีมประเทศไทยจากสถานการณ์โควิด 3. มาตรการ “อย. ขั้นเทพ” สร้างความเชี่ยวชาญส่วนที่ประเทศไทยยังขาด และสร้างกลไกการทำงาน ร่วมกันของหน่วยงานภายในและภายนอก อย. 4. มาตรการ “รดน้ำที่ราก” จัดสรรทรัพยากรเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสร้างบุคลากรในการวิจัยและพัฒนาวัคซีน ให้มีความยั่งยืน และ 5.มาตรการ “บ่อน้ำในบ้าน” ปิดจุดอ่อนจากการไม่มีเทคโนโลยีในการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำในประเทศไทย”

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738278

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 16.01 น.

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (Health Intervention and Technology Assessment Program Foundation: HITAP Foundation) ร่วมกับสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (Saw Swee Hock School of Public Health, National University of Singapore) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “วิจัยไม่สูญเปล่า: พัฒนานวัตกรรมสุขภาพอย่างไรให้คุ้มค่า” พร้อมจับมือหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์  (องค์การมหาชน) หรือ TCELS และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดลำดับความสำคัญและการประเมินเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และนักพัฒนานวัตกรรมจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมงาน ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “วิจัยไม่สูญเปล่า: พัฒนานวัตกรรมสุขภาพอย่างไรให้คุ้มค่า” ดร. นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ และผศ. ดร. หวัง อี้ (Wang Yi) อาจารย์ประจำสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นในประเด็นที่ว่า นวัตกรรมด้านสุขภาพต้องดีเพียงใดจึงจะเป็นที่ต้องการของผู้ใช้หรือสามารถขายได้ และทำอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่าควรลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนั้นหรือไม่ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ “การประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพในระยะพัฒนานวัตกรรม” หรือ early Heath Technology Assessment (early HTA) ให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ

ดร. นพ.ยศ กล่าวว่า “early HTA เป็นงานวิจัยแขนงใหม่ที่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่เมื่อผู้พัฒนานวัตกรรมได้รู้จักและเข้าใจแนวคิดเรื่อง early HTA แล้ว กว่าครึ่งสนใจ และมองว่าจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ เพราะ early HTA สามารถให้ข้อมูลและแนวทางได้ตั้งแต่ในช่วงของการวิจัยและพัฒนาว่าจะต้องพัฒนานวัตกรรมให้ดีแค่ไหน ในด้านไหน เพื่อให้ตอบโจทย์ของตลาดหรือระบบหลักประกันสุขภาพ ข้อมูลนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จของการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างชัดเจน

ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์เท่าที่ควร นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในประเทศจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปต่อยอดจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญคือการขาดการประเมินเทคโนโลยีในระยะการพัฒนานวัตกรรม หรือ early HTA ซึ่งเป็นกระบวนการประเมินผลกระทบล่วงหน้าที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในเวชปฏิบัติหรือชีวิตประจำวันของประชาชน ภายใต้เงื่อนไขคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของเทคโนโลยีในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการประเมินที่ว่านี้จะทำให้ผู้ลงทุนและผู้พัฒนานวัตกรรมทราบเป้าหมายคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของเทคโนโลยีที่ต้องพัฒนาขึ้นเพื่อให้เทคโนโลยีนั้น ๆ เป็นที่ต้องการสูงสุดของตลาด 

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้ใช้กลไกนี้ในการผลักดันนวัตกรรมด้านสุขภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของระบบสุขภาพในระดับโลก เช่น กำหนดคุณสมบัติของเครื่องมือตรวจคัดกรอง ยาและวัคซีนสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ตั้งแต่ในช่วงต้นของการแพร่ระบาด นำมาซึ่งการพัฒนานวัตกรรมเหล่านั้นจนได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือองค์กรใกล้เคียงในทุกประเทศทั่วโลก ทำให้สามารถควบคุมและลดความสูญเสียจากการแพร่ระบาดของโรคได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญของ WHO ในการกำหนดคุณสมบัติของวัคซีนโควิดตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ก่อนที่จะมีวัคซีนออกสู่ท้องตลาดในปลายปี ผมได้เห็นประโยชน์ของการดำเนินงานในลักษณะนี้ จึงอยากนำมาประยุกต์เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศไทย” 

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของ early HTA มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพและสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ จึงได้ผสานพลังกับ สปสช. TCELS และ สกสว. ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำของไทยในด้านนวัตกรรม นโยบายด้านสุขภาพ และการวิจัยและประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เพื่อริเริ่มความร่วมมือในด้าน early HTA ในประเทศไทย และได้จัดพิธีลงนามฯ ในครั้งนี้ เพื่อประกาศจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของความร่วมมือของทั้ง 5 หน่วยงาน

ในช่วงพิธีลงนามฯ ผู้แทนจากแต่ละหน่วยงานภาคีได้กล่าวสุนทรพจน์ โดย รศ. ดร.วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย หัวหน้าโครงการและนักวิจัยอาวุโส มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ กล่าวว่า early HTA เป็นแขนงใหม่ของงานวิจัย HTA ซึ่งหลายประเทศเริ่มให้ความสนใจ ปัจจุบันมีองค์กรที่ทำงานด้าน early HTA อีกเพียง 2 แห่งทั่วโลก และในฐานะองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัย HTA มูลนิธิฯ ถือเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการบุกเบิกการทำงานด้าน early HTA ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อเสริมศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพให้สามารถนำนวัตกรรมไปต่อยอดใช้ได้จริง ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เพื่อการนี้ มูลนิธิฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ จัดตั้งทีมงาน Medical Innovation Development and Assessment Support หรือ MIDAS ภายใต้มูลนิธิฯ โดยทีมงานนี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้าน early HTA และจะมุ่งมั่นทำงานวิจัยเพื่อให้ข้อมูลสนับสนุนผู้ผลิตนวัตกรรม เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จสูงสุดต่อไป

ศาสตราจารย์เตียว อิ๊กอิง (Teo Yik Ying) คณบดีสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับมิตรและพันธมิตรในประเทศไทย โดยเฉพาะการจัดตั้งฝ่าย MIDAS ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่านวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่ ๆ จะได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมในด้านต้นทุนและผลประโยชน์ แม้กระทั่งก่อนที่เทคโนโลยีจะได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์เพื่อการใช้งานจริง โดยฝ่ายนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขชั้นนำจากประเทศไทยและสิงคโปร์ในการทำงานร่วมกันเพื่อมุ่งสู่ความเสมอภาค ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนในระบบสุขภาพที่มีความรับผิดชอบและพร้อมก้าวไปข้างหน้า

ทันตแพทย์อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. มีบทบาทในการเก็บ รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการบริการสาธารณสุข ตลอดจนการสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐานให้กับประชาชน และการบริหารจัดการกองทุนที่รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุขให้แก่หน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการภายใต้สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การประเมินเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของสิทธิประโยชน์ สปสช. จึงยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในครั้งนี้ และจะให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมไปถึงการผลักดันเข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมการประเมินเทคโนโลยีในระยะการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ โดยจะใช้จุดแข็งของทั้งห้าหน่วยงานมาร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยและประชาชนไทยต่อไป

ดร. จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) TCELS มีพันธกิจในการขับเคลื่อนนวัตกรรม รวมถึงกระตุ้นและเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์และสุขภาพ โดยครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันโรค อีกทั้งสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ให้เชื่อมโยงสู่เชิงพาณิชย์ด้วยการร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งในสิบอุตสาหกรรมหลักที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และจากบทบาทของ TCELS ในการเป็นหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพในช่วงปลายน้ำ ความร่วมมือด้าน early HTA ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยให้ TCELS มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และมีความมั่นใจในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ผ่านการประเมินในระยะเริ่มต้นมาก่อนแล้ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดสรรงบประมาณวิจัยทางด้านการแพทย์และสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า สกสว. มีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการส่งเสริมและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนานโยบายสาธารณะ ตลอดจนสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ปัจจุบัน งบประมาณลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ก่อนออกสู่ตลาดมีมูลค่ามาก ซึ่งการประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีด้านสุขภาพในปัจจุบันเป็นการประเมินหลังจากที่ผลิตภัณฑ์ได้ออกสู่ตลาดแล้ว และหากผลการประเมินออกมาไม่ดี เท่ากับว่าสูญเสียงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น หากมีเครื่องมือที่จะมาช่วยในการประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีในช่วงต้นของการลงทุนวิจัยและพัฒนา จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาครัฐและเอกชนในการลงทุนการวิจัย และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น สกสว. จึงยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือด้าน early HTA ในครั้งนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์ในการช่วยภาครัฐและเอกชนตัดสินใจเรื่องการลงทุนในอนาคต

ด้วยการรวบรวมความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ทั้งด้านนวัตกรรม นโยบายด้านสุขภาพ และการวิจัยและประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพให้เป็นหนึ่งเดียว ประกอบกับความมุ่งมั่นและเป้าหมายร่วมกันที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในแวดวงนวัตกรรมทางการแพทย์และระบบการรักษาพยาบาล ทั้ง 5 หน่วยงานเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือด้านการจัดลำดับความสำคัญและการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพในระยะพัฒนานวัตกรรม จะช่วยลดความเสี่ยงของการพัฒนานวัตกรรม ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการเข้าสู่ตลาดและการบรรจุนวัตกรรมใหม่ในชุดสิทธิประโยชน์ นวัตกรรมในท้องตลาดจะมีราคาที่เหมาะสมมากขึ้น ช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐ อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมจนเป็นที่ประจักษ์ชัดได้อย่างแน่นอน