สสกสว.แลกเปลี่ยนงานวิจัย ม.การกีฬาแห่งชาติ ยกระดับด้านการกีฬาของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/723011

สสกสว.แลกเปลี่ยนงานวิจัย ม.การกีฬาแห่งชาติ ยกระดับด้านการกีฬาของประเทศ

สสกสว.แลกเปลี่ยนงานวิจัย ม.การกีฬาแห่งชาติ ยกระดับด้านการกีฬาของประเทศ

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 22.50 น.

สกสว. ร่วมกับ ม.การกีฬาแห่งชาติ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เสริมสร้างความเข้มแข็ง ด้านการบริหารจัดการแผนงานและโครงการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนการวิจัยด้านกีฬา สู่การยกระดับความสามารถทางด้านกีฬาของประเทศ  

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (มกช.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการตามแผนงานเสริมสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการแผนงานและโครงการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 “กิจกรรมที่ 1 สัมมนายกระดับขีดความสามารถบุคลากรในการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ” แก่คณาจารย์ นักวิจัย ของ มกช. ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) จาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ผ่าน กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ทั้ง 29 โครงการ โดยมี นายวิษณุ ไล่ชะพิษ อธิการบดี มกช. นายบรรณากิจบรรจง ทองจำปา รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา ผศ.ดร.นิกร สีแล รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ และ ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เชิงพื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำ สกสว.เข้าร่วมการอบรมดังกล่าว

โอกาสนี้ อธิการบดี มกช. กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ และ วิทยากร ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนโยบาย เทคนิคการนำผลผลิตจากงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ เทคนิคการตีพิมพ์ บทความวิจัยระดับชาติและนานาชาติ โดย มกช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณาจารย์และนักวิจัย ทั้ง 29 โครง จะได้องค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาการวิจัยและนวัตกรรม ให้มีความเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถนำผลผลิตจากการวิจัยไปใช้ประโยชน์ และตอบพันธกิจ ของ มกช. ทั้งในส่วนของการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านศาสตร์การกีฬา การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม ด้านศาสตร์การกีฬา การบริการวิชาการแก่สังคม และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทย รวมถึงส่งเสริมและพัฒนานักเรียนและนักศึกษาให้มีศักยภาพด้านกีฬาสูงสุดของแต่ละบุคคล 

สำหรับการใช้ประโยชน์จากการวิจัย ส่วนตัวมองว่า การเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ประโยชน์ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัย จะช่วยให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ได้อย่างแท้จริง ทั้งในส่วนที่เป็นนักกีฬา นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

ด้าน ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง กล่าวว่า สกสว. มีพันธกิจในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. ซึ่งแบ่งออกงบประมาณเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund-SF) ตามแนวนโยบายระดับชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ แผนด้าน ววน. หรือ ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งประเด็นที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง ให้กับหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9 แห่ง และ งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) โดยจัดสรรในรูปแบบงบประมาณแบบวงเงินรวม (Block Grant) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานตามพันธกิจการพัฒนาประเทศให้แก่ กระทรวง กรม มหาวิทยาลัย ทั้งในและนอกกระทรวง อว. กว่า 170 หน่วยงาน ซึ่ง มกช. เป็นหนึ่งในจำนวนนี้

นอกจากงบประมาณ FF เพื่อดำเนินการตามพันธกิจแล้ว นักวิจัย ยังสามารถเสนอของบประมาณ SF และการนำผลการวิจัยเป็นโยชน์ ทั้งในส่วนของการต่อยอดจากโครงการวิจัยเดิม และการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยอ้างอิงตามแผนด้าน ววน. ปี 2566-70 ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ ตามจุดมุ่งเน้นของนโยบายของแผนงานสำคัญ และ 25 แผนงานหลัก อาทิ การพัฒนาการเป็นศูนย์กลางกำลังคนระดับสูง (Hub of Talent) และศูนย์กลางการเรียนรู้ (Hub of Knowledge) ของอาเซียน เพื่อยกระดับกำลังคนทางด้านกีฬา การพัฒนาสังคมสูงวัยด้วย ววน. โดยการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สภาพแวดล้อมและสังคม ด้วยการกีฬา การพัฒนาเมืองน่าอยู่ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาชุมชน/ท้องถิ่น และกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมสู่ทุกภูมิภาค เป็นต้น

สุดท้ายนี้ สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดสรรงบประมาณสำหรับแผนงาน โครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือ โครงการวิจัยและนวัตกรรม แก่ มกช. จะตอบโจทย์พันธกิจของหน่วยงาน ให้สามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน และการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างผลกระทบด้านการกีฬาและสุขภาพที่ดีของคนไทย อีกทั้งยกระดับความสามารถของนักกีฬาไทยอีกทางหนึ่ง

เสวนา การเลือกตั้ง ปี 66 ส่วนร่วมของประชาชนกับอนาคตประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722897

เสวนา การเลือกตั้ง ปี 66 ส่วนร่วมของประชาชนกับอนาคตประเทศไทย

เสวนา การเลือกตั้ง ปี 66 ส่วนร่วมของประชาชนกับอนาคตประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.08 น.

คณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต ร่วมกับ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนจัดเสวนาเรื่อง “การเลือกตั้ง ปี 66 :ส่วนร่วมของประชาชนกับอนาคตประเทศไทย”       

อ.ดร.นิดาวรรณ เพราะสุนทร รองคณบดีฝ่ายวิชาการ ม.รังสิต ผู้ดูแลหลักสูตรนิติศาสตร์ออนไลน์ กล่าวว่า”ในวันที่ 20 เม.ย.66 นี้ คณะนิติศาสตร์ ม.รังสิตโดย ศ.(พิเศษ)วิชา  มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต ร่วมกับนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา จัดเสวนาเรื่อง “การเลือกตั้ง ปี 66 :ส่วนร่วมของประชาชนกับอนาคตประเทศไทย” 

ในการเสวนาครั้งนี้ ได้เชิญวิทยากร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี / นพ.พลเดช  ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภาและโฆษกคณะกรรมาธิการฯ / รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ผอ.ศูนย์วิจัยและการพัฒนาการเมืองม.รังสิต มาบรรยายเกี่ยวกับการเลือกตั้งในปีนี้ ซึ่งจะทำให้นักศึกษานิติศาสตร์ และบุคคลภายนอกได้รับความรู้ที่เกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย” 

“นอกจากนั้นยังได้เชิญ คุณสมชาย  พหุลรัตน์ ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์(สคทส.) มาเป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกับดิฉัน โดยมี อ.เชฎฐ์  คำวรรณ รองคณบดีฝ่ายบริหาร กล่าวรายงานก่อนที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกล่าวเปิดงาน และศ.(พิเศษ)วิชา มหาคุณ กล่าวปาฐกถาพิเศษก่อนการบรรยายของวิทยากร โดยงานจะเริ่มตั้งแต่ 08.30-12.30 น. (20เม.ย.) ณ ห้องประชุม B1-3 วุฒิสภา”

ด้านนายสมชาย พหุลรัตน์ ประธานสถาบันฯ ในฐานะผู้ดำเนินรายการร่วมกับ อ.ดร.นิดาวรรณฯ กล่าวว่า”การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นถือว่าเป็นวาระของประชาชนทุกคนที่จะได้ไปลงคะแนนเลือกผู้แทนที่เข้าไปทำหน้าที่สภาฯ และวิทยากรที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี   ทั้ง3ท่านล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างมากมาย

จบดราม่า คลิปนร.ก้มกราบครูในงานปัจฉิม ชี้เป็นแนวคิดเด็ก เลขาฯกพฐ.ย้ำอย่าบังคับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722806

จบดราม่า คลิปนร.ก้มกราบครูในงานปัจฉิม ชี้เป็นแนวคิดเด็ก เลขาฯกพฐ.ย้ำอย่าบังคับ

จบดราม่า คลิปนร.ก้มกราบครูในงานปัจฉิม ชี้เป็นแนวคิดเด็ก เลขาฯกพฐ.ย้ำอย่าบังคับ

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.58 น.

จบดราม่า คลิปนร.ก้มกราบครูในงานปัจฉิม ชี้เป็นแนวคิดเด็ก เลขาฯกพฐ.ย้ำอย่าบังคับ

7 เมษายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยกรณีผู้ใช้ติ๊กต็อกโพสต์วิดีโอนักเรียน โรงเรียนแห่งหนึ่งในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุพรรณบุรี เขต 1 นั่งก้มกราบครูทุกคน จนกว่าครูจะเดินผ่านทั้งหมด ว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยทางโรงเรียนรายงานว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมปัจฉิมนิเทศของนักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6  ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดกิจกรรมปัจฉิมนิเทศทุกปี ในปีนี้นักเรียนไปร่วมกันคิดและออกแบบกิจกรรมขึ้นเองเพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาระหว่างลูกศิษย์กับคุณครู ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการแสดงความกตัญญูและเป็นแบบอย่างที่ดี

“เรื่องดังกล่าวนี้อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนว่านักเรียนก้มกราบครูในวันปัจฉิมนิเทศ มองได้ 2 มิติ คือ 1.ถ้าเป็นการแสดงออกด้วยจิตวิญญาณของความกตัญญู ผมว่ากิจกรรมนี้ควรจะคงกิจกรรมนี้ไว้ และ 2. ถ้าเป็นการบังคับให้เด็กทำ โดยเด็กไม่เต็มใจ หรือไม่เกิดจากความภาคภูมิใจ ไม่มีแรงบันดาลใจก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  ดังนั้นการจะให้คน คนหนึ่ง มาก้มกราบใคร หรือมาทำกิจกรรมอะไร ต้องดูความสมัครใจ และความต้องการของเด็กด้วย แต่อย่าไปบังคับให้เด็กทำ ในขณะเดียวกันถ้าเด็กมีความผูกพันกับคุณครูและกราบครูก่อนจะจบไปจึงทำด้วยความภาคภูมิใจในมิติของเด็ก ดังนั้นเรื่องนี้จึงอยู่ที่มุมมองและวิธีคิด” นายอัมพร กล่าว

ศธ.จับมือ กกต.จัดกิจกรรม‘6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้ง ส.ส.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722775

ศธ.จับมือ กกต.จัดกิจกรรม‘6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้ง ส.ส.’

ศธ.จับมือ กกต.จัดกิจกรรม‘6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้ง ส.ส.’

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.11 น.

เมื่อวันที่ ​7 เมษายน 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าว การจัดกิจกรรม “6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้ง ส.ส.” โดยมี นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้บริหารระดับสูงของศธ.ร่วมด้วย ว่า ศธ.จัดทำโครงการกิจกรรม “6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ในช่วงเวลาระหว่างเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2566 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสามารถถ่ายทอดความรู้แก่คนในครอบครัวเพื่อเกิดการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง และออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินโครงการระดับกระทรวง สัปดาห์ที่ 1 วันที่ 1 – 7 เมษายน ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการกิจกรรมระดับกระทรวง และระดับจังหวัด จัดพิมพ์คู่มือและเอกสารประชาสัมพันธ์ความรู้การเลือกตั้ง ส.ส.จำนวนรวม 80,000 เล่ม ประกอบด้วยคู่มือครูและคู่มือนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา และจัดพิมพ์เอกสารรณรงค์เผยแพร่การเลือกตั้ง ส.ส.สำหรับเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษา จำนวน 200,000 เล่ม กระจายไป ศธจ. 77 จังหวัด เพื่อเผยแพร่ต่อไป ในสัปดาห์ที่ 2 วันที่ 8 – 14 เมษายน จัดประชุมชี้แจงการดำเนินงานร่วมกับผู้บริหารองค์กรหลัก และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) 77 แห่ง เพื่อให้แนวทางการปฏิบัติงานถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณให้กับ ศธจ.และสัปดาห์ที่ 3 – 6 วันที่ 15 เมษายน – 12 พฤษภาคม เป็นช่วงเวลาของการลงพื้นที่ติดตามประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่ และสร้างเครื่องมือติดตามในระดับกระทรวง

“ขณะเดียวกันคณะกรรมการดำเนินโครงการระดับจังหวัด จะทำงานคู่ขนานไปพร้อมกันด้วย โดยช่วงสัปดาห์ที่ 1 – 2 จะประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินกิจกรรมฯ ร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานระดับจังหวัด เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ประธานอาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษาเอกชน เป็นต้น ส่วนสัปดาห์ที่ 3 – 4 ดำเนินการสร้างการรับรู้ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ให้ครูนำคู่มือ สื่อ แอพพลิเคชั่นของ กกต.ภาพยนตร์สั้น กิจกรรมการประกวดคลิป TikTok รณรงค์การเลือกตั้งสู่ผู้เรียนและผู้ปกครอง จากนั้นจะเป็นการติดตามประเมินผลการดำเนินกิจกรรมโดยการลงพื้นที่และสร้างเครื่องมือติดตามในระดับพื้นที่ ในสัปดาห์ที่ 5 – 6” นายอรรถพล กล่าว

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม จะมีลูกเสืออาสา กกต.เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย มาให้บริการและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ บริเวณหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศอีกด้วย “6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้ง ส.ส.” เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้เกิดประสบการณ์ตรงจากการที่ได้เรียนรู้วิถีทางแห่งประชาธิปไตยภาคปฏิบัติ และซึมซับจิตวิญญาณของความเป็นนักประชาธิปไตย โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 6 สัปดาห์ เพื่อสอดคล้องเหมาะกับห้วงเวลาของการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งแบ่งรูปแบบกิจกรรมเป็น 4 ระดับชั้น เพื่อความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน

นายวีระ กล่าวว่า กกต.พร้อมดันแฮชแท็ก #ไทยโหวตคนไทยพร้อมใช้สิทธิ และจัดทำแอปพลิเคชันเพื่ออำนวยความสะดวกและให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง SMART ECT สะดวกครบ จบทุกเรื่องเลือกตั้ง ได้แก่ แอปพลิเคชัน “ตาสับปะรด” ร่วมต่อต้านทุจริตการเลือกตั้ง, แอปพลิเคชัน Smart Vote รอบรู้ทุกเรื่องเลือกตั้ง และแอปพลิเคชัน CIVIC Education รวมพลังสร้างพลเมืองคุณภาพ โดยสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ Android และ iOS หรือดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ กกต.

“ทั้งนี้ กกต.ขอสื่อสารไปยังข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง เพราะถ้าวางตัวไม่เป็นกลาง ก็เท่ากับว่าเป็นการช่วยนักการเมืองหาเสียง ซึ่งจะเสี่ยงต่อการถูกกลุ่มการเมืองอื่นร้องเรียนได้ ตลอดจนระมัดระวังการใช้ตำแหน่งหน้าที่กระทำการใดๆ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งหากมีคำถาม หรือข้อคิดเห็นอื่นใดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1444 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกคำถาม มีคำตอบ ทุกคำตอบ เราติดตามด้วยความใส่ใจ” นายวีระ กล่าว

รับรางวัล‘นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722441

รับรางวัล‘นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสังคม’

รับรางวัล‘นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสังคม’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท คอมแพ็ค อินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าเบรก “คอมแพ็ค เบรก” โดย เสริม สวนาการณ์ ผู้อำนวยการสายงานโรงงานและทรัพยากรบุคคล เข้ารับรางวัล “นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสังคม” ในโครงการยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยการบริหารจัดการนวัตกรรมองค์กรแบบทั่วถึง (Total Innovation Management Enterprises Program : TIME) จาก ดร.จุฬารัตน์  ตันประเสริฐ  รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายในงานประชุมวิชาการ สวทช.2023 ภายใต้หัวข้อ “ความสำเร็จโครงการ TIME & WiL ยกระดับขีดความสามารถพัฒนาตอบโจทย์อุตสาหกรรม” เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

เอสซีจี และ ช่อง One31 เปิดตัวเกมโชว์ ย้ำ‘Learn To Earn’สำหรับเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722443

เอสซีจี และ ช่อง One31 เปิดตัวเกมโชว์  ย้ำ‘Learn To Earn’สำหรับเยาวชน

เอสซีจี และ ช่อง One31 เปิดตัวเกมโชว์ ย้ำ‘Learn To Earn’สำหรับเยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเอสซีจี ร่วมกับ ช่อง One31 เปิดเกมโชว์ใหม่ “เก่งสู้เก่ง สานฝัน สร้างอาชีพ” ออกอากาศทุกเสาร์ตลอดเดือนเมษายน 2566 ชวนคนรุ่นใหม่ ค้นหาความชอบ อาชีพที่ใช่ ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด Learn To Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด ผ่านการประชันความรู้ ชิงทุน-ต่อยอดเพื่อพัฒนาอาชีพ มูลค่า 50,000 บาท

รายการเกมโชว์ดังกล่าว รับสมัครเยาวชนที่สนใจในสาขาอาชีพต่างๆ เช่น มัคคุเทศก์ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Influencer มาแข่งขันโดยการใช้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติมาปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ดำเนินรายการโดย อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ออกอากาศทุกวันเสาร์ตลอดเดือนเมษายนนี้ รวมทั้งสิ้น 4 ตอน เริ่มวันเสาร์ที่ 1-28 เมษายน 2566 เวลา 16.00 น. ทางช่อง One31

ติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิเอสซีจีเพิ่มเติมได้ที่ http://www.scgfoundation.org และเฟซบุ๊ก LEARNtoEARN

หนี้คนไทยพุ่งสูงจาก ‘การพนัน’ เด็ก 15-18 ปี เล่นพนัน 29,155 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722447

หนี้คนไทยพุ่งสูงจาก ‘การพนัน’  เด็ก 15-18 ปี เล่นพนัน 29,155 ล้าน

หนี้คนไทยพุ่งสูงจาก ‘การพนัน’ เด็ก 15-18 ปี เล่นพนัน 29,155 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.วราฤทธิ์ พานิชกิจโกศลกุล ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลและอาจารย์ประจำสาขาวิชาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)เปิดเผยว่า “ภาวะหนี้” เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความอ่อนไหวต่อระบบเศรษฐกิจไทย และส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สะท้อนปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะ “หนี้นอกระบบ” ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มนักเล่น “การพนัน” อาทิ ลอตเตอรี่ หวยใต้ดิน พนันฟุตบอล หรือพนัน รวมทั้งความเชื่อ
และพฤติกรรมร่วมของการเล่นการพนัน “ต้องเล่นอีกเพื่อถอนทุนคืน” และ “ยิ่งเล่นมาก กระจายเล่นหลายๆ กอง
ยิ่งมีโอกาสได้สูง”

จากที่คณะวิทย์ มธ. ทำวิจัยเรื่อง “ผลตอบแทนที่คาดจะได้รับซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากเลขท้าย” พบว่า โอกาสถูกรางวัลแจ๊กพอต หรือเป็น “วินเนอร์” เกิดขึ้นน้อยมากเช่น ถูกเลขท้าย 2 ตัวต้องซื้อเลขเดิมต่อเนื่องอย่างน้อย100 งวด และรางวัล 1 มีโอกาสถูกเพียง 1 ในล้าน ส่วนผลตอบแทนเปรียบเทียบ “หวยบนดิน” และ “ลอตเตอรี่” พบว่าเฉลี่ยมีโอกาสขาดทุนอยู่ที่ 35-70% “ลอตเตอรี่” ขาดทุนที่ 40% เลขท้าย 2 ตัว ขาดทุน 35% และเล่น 3 ตัวโต๊ด ขาดทุนถึง 70% ขณะที่ผู้เล่นที่ใช้เทคนิคการซื้อกวาดซื้อกระจายเพื่อหวังเพิ่มโอกาสถูกรางวัลมากขึ้นนั้นเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงบางส่วน เพราะเมื่อพิจารณาจากจำนวนการเล่นกับเงินที่ต้องจ่ายก็มากขึ้นตามไปด้วย เมื่อเทียบกับเงินรางวัลที่ได้จึงไม่ใช่วิธีการที่คุ้มค่า

“ส่วนสถานการณ์หนี้ของคนไทยที่เพิ่มขึ้นจากการพนันในทุกวันนี้มาจากเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่าย ซื้อง่ายเล่นง่าย ดึงดูดใจ เช่น เว็บพนันบางแห่งมีเงินให้กู้ยืมโดยใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียว และในจำนวนนี้เชื่อมโยงกับปัญหา “หนี้นอกระบบ” ซึ่งยิ่งทำให้วงจรการเป็นหนี้ขยายวงกว้างและยาวนานออกไปยิ่งขึ้นอีกทั้งสถานการณ์ที่เปราะบางของกลุ่ม“เยาวชน’” ที่อาจเข้ามาสู่วงจรการพนันและการเป็นหนี้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากนำเสนอข้อเท็จจริงเรื่องการถูกรางวัลหรือการเป็นผู้ชนะในเกมพนันที่มีน้อยนิดอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้คนไทยตระหนักในเรื่องนี้ได้ ในส่วนของคณะวิทย์ มธ. ขอเสนอแนะว่า ควรลดความถี่ในการโปรโมทการเข้าถึงการพนันทุกรูปแบบ แม้ว่าเป็นการพนันถูกกฎหมาย การพนันเป็นกระแสความนิยมในสังคมไทยอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่ต้องโปรโมทเพื่อกระตุ้นความสนใจและสร้างภาพจำว่าการพนันหรือการวัดดวงเป็นเรื่องปกติของสังคมโดยเฉพาะการนำเสนอข่าวบุคคลถูกรางวัลใหญ่ของแต่ละงวด” รศ.ดร.วราฤทธิ์ กล่าว

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ศึกษาสถานการณ์และผลกระทบการพนันในไทย ปี 2564 พบว่า คนไทยเล่นการพนันร้อยละ 59.6 หรือประมาณ 32.33 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 1.9 ล้านคน จากปี 2562 เป็นผู้ที่เล่นพนันครั้งแรกในช่วง 12 เดือน ที่ผ่านมาหรือ “นักพนันหน้าใหม่” เกือบ 8 แสนคน ที่น่ากังวลคือ ร้อยละ 29.5 ของประชากรเด็ก อายุ 15-18 ปีมีวงเงินหมุนเวียนรวม 29,155 ล้านบาท และร้อยละ 54.6 ของเยาวชน อายุ 19-25 ปี ที่เล่นการพนัน มีวงเงินหมุนเวียนรวม 93,321 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มเล่นเพิ่มขึ้น และวงเงินพนันหมุนเวียนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยการพนันที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ “สลากกินแบ่งรัฐบาล” และ “หวยใต้ดิน”

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เมื่อเดือนมีนาคม 2565 พบว่า คนไทยเป็นหนี้สูงถึง 37% หรือราว 25 ล้านคน โดยประมาณ 57% เป็นหนี้ 100,000 บาทขึ้นไป กลุ่มผู้ที่มีหนี้1,000,000 บาทขึ้นไป มีถึง 14% โดยสูงสุด 3 อันดับแรกคือ สินเชื่อส่วนบุคคล 39% บัตรเครดิต 29% และการเกษตร 12% หนี้ครัวเรือนไทย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปี 2564 ที่โควิด-19 ระบาด หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงถึง 90.1% ก่อนปรับลดลงมาในไตรมาส 3 ปี 2565 ที่ระดับ 86.8% โดยพบว่า 42% ของกลุ่มตัวอย่างกว่า 4,600 ครัวเรือน จากทุกภูมิภาคของไทย มีหนี้นอกระบบเฉลี่ยรายหัวอยู่ที่คนละ 54,300 บาท ซึ่ง “การพนัน” เป็นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งของการเป็นหนี้นอกระบบดังกล่าว

อบรมทักษะการเงิน บัญชี และพัสดุ ครูในสังกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722442

อบรมทักษะการเงิน บัญชี และพัสดุ ครูในสังกัด

อบรมทักษะการเงิน บัญชี และพัสดุ ครูในสังกัด

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ประธานพิธีเปิด และบรรยายพิเศษการฝึกอบรมการปฏิบัติงานด้านการเงิน บัญชี และพัสดุ สำหรับครูที่รับผิดชอบด้านการเงิน พัสดุประจำโรงเรียน ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยมีครูผู้รับผิดชอบงานการเงิน บัญชี โรงเรียน เข้ารับการอบรมจำนวน 120 คน ที่ สพป.พิษณุโลก เขต 2

ม.ศรีปทุม หนุนโมเดล BCG ผลิตวิศวกรไฟฟ้าแก้ปัญหาสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722444

ม.ศรีปทุม หนุนโมเดล BCG  ผลิตวิศวกรไฟฟ้าแก้ปัญหาสังคม

ม.ศรีปทุม หนุนโมเดล BCG ผลิตวิศวกรไฟฟ้าแก้ปัญหาสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ภรชัย จูอนุวัฒนกุล อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า วิศวกรรมไฟฟ้าเป็นสาขาวิศวกรรมสมัยใหม่ที่ใช้ฟิสิกส์ อิเล็กทรอนิกส์ และแม่เหล็กไฟฟ้า ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้หรือผลิตกระแสไฟฟ้า ที่สำคัญการทำงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้ามีประโยชน์ทั้งส่วนบุคคลและสังคม เพราะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนและสังคม ถือว่าเป็นสาขาที่สามารถทำงานในสิ่งที่จับต้องได้ และใกล้ชิดกับการใช้ชีวิตของทุกคน ปัจจุบันหลากหลายอุตสาหกรรมใช้ประโยชน์จากวิศวกรรมไฟฟ้า เช่น การสื่อสาร สาธารณูปโภค เทคโนโลยี การขนส่ง และงานภาครัฐบาล และ การเป็นวิศวกรไฟฟ้ามีโอกาสก้าวหน้าในสายงานสูง เป็นได้ทั้งพนักงานในองค์กรหรือเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และเป็นอาชีพที่มีค่าตอบแทนที่แข่งขันได้

“หลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับการรับรองจากสภาวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย นักศึกษาจบแล้วสามารถไปยื่นสอบ กว. หรือใบประกอบวิชาชีพทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ได้ การเรียนสาขานี้ไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิด เพราะอาจารย์จะสอนให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่าย แถมใช้งานได้จริง โดยเน้นสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning) ผ่านแนวคิดและหลักการ IPO ประกอบด้วยหนึ่ง กระบวนการ I เป็นการเตรียมร่างกายให้มีความอดทน จิตใจมีสมาธิ และสติปัญญามีวิธีคิด สอง กระบวนการ P มี 5 ขั้นตอน คือ 1.เรียนรู้ให้สามารถอธิบายได้ 2.เข้าใจจนสามารถเขียนได้ 3.นำไปใช้นำเสนอได้ 4.ฝึกฝนจนสามารถสอนผู้อื่นได้ 5.สร้างวิธีคิดที่เป็นของตนเองได้ และสาม กระบวนการ O คือ ภารกิจให้ผู้เรียนสอนผู้เรียนด้วยกันเองผ่านกิจกรรมและภารกิจ” ผศ.ดร.ภรชัย กล่าว

ม.ศรีปทุม ให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานสีเขียว โซลาร์เซลล์ มีการสอนตั้งแต่การออกแบบระบบโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อป หรือแม้กระทั่งโซลาร์ปั๊ม มุ่งเน้นโอกาสงานใหม่ๆ ให้กับนักศึกษา ซึ่งการออกแบบระบบโซลาร์ 3 ส่วนนี้ อยู่ในรายวิชา Problem-based Learning เอาโจทย์ที่เป็นปัญหาของประเทศไทยจริงๆ เป็นตัวตั้งต้นให้นักศึกษาได้วิเคราะห์ และมีการเชิญวิทยากรจากสภาวิชาชีพวิศวกร บริษัทเอกชน เช่น บริษัท สยาม โซล่าร์ เซลล์ จำกัด มาให้คำแนะนำ และให้นักศึกษาจับกลุ่มทำงานเป็นทีม เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์

CMMU เปิด 2 ปริญญา ‘ตรีควบโท’ บัณฑิตสายดนตรีพ่วงสกิลบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722445

CMMU เปิด 2 ปริญญา ‘ตรีควบโท’  บัณฑิตสายดนตรีพ่วงสกิลบริหาร

CMMU เปิด 2 ปริญญา ‘ตรีควบโท’ บัณฑิตสายดนตรีพ่วงสกิลบริหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.สุเทพ นิ่มสาย หัวหน้าสาขาการจัดการและกลยุทธ์ และผู้ประสานงานโครงการปริญญาตรีควบปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า นักศึกษาในปัจจุบันสนใจเรียนหลักสูตรปริญญาตรีควบปริญญาโทมากขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรียนต่อในสาขาเดิม หรือเป็นการเรียนข้ามศาสตร์เพื่อต่อยอดองค์ความรู้เฉพาะด้านซึ่งส่วนมากจะมีลักษณะเป็นซิงเกิ้ล สกิล (Single Skill) โดย CMMU เล็งเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ที่เป็น Young Talent เป็นคนที่มีความสามารถมากและต่อยอดเติมความรู้ให้กลายเป็นคนมีทักษะแบบมัลติสกิล (Multi Skill) ได้เพื่อนำศักยภาพใหม่ๆ มาพัฒนาในทักษะดั้งเดิมที่ตนเองเชี่ยวชาญอยู่แล้วให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น มีการเพิ่มซอฟต์สกิลที่เกี่ยวกับการบริหารและการจัดการ จึงได้จับมือกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลิตหลักสูตรสร้างนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรมขึ้นมา ในรูปแบบปริญญาตรีควบปริญญาโท ภายใต้หลักสูตรนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Music Entrepreneurship and Innovation : MEI) ที่แรกในประเทศไทย

สำหรับหลักสูตรนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Music Entrepreneurship and Innovation : MEI) เป็นหลักสูตร 2 ปริญญาที่เรียนเพียง 4 ปีครึ่ง คือ หลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต (กจ.ม.) (Master of Management) สาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรม(Entrepreneurship and Innovation) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และหลักสูตรดุริยางคศาสตร์บัณฑิต (ดศ.บ.) (Bachelor of Music) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เรียนจะได้เรียนเนื้อหา
ในหลักสูตรสาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรมตั้งแต่ปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 โดยจะทยอยเรียนควบคู่ไปกับรายวิชาในหลักสูตรดุริยางคศาสตร์ในช่วงภาคการศึกษาปกติ และภาคการศึกษาฤดูร้อน การเรียน 2 ปริญญา ไปพร้อมๆ กัน การเรียนแบบนี้ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการเรียนแยกทีละปริญญาประมาณ40 เปอร์เซ็นต์ ผศ.ดร.สุเทพ กล่าว

ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาหลักสูตรดังกล่าวสมัครได้ที่ https://forms.gle/xBF35THsELp5LDVX9 ตั้งแต่วันนี้-วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม 2566 หรือสอบถามรายละเอียดที่ 02-2062000 ต่อ 3203