สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แห่งแรกในไทย หลักสูตร BALAC อักษรฯ จุฬาฯ เปิดรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ฝึกนิสิตเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่างๆ วิเคราะห์วรรณกรรมกอทิกเพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ นิสิตสนใจสมัครกว่า 300 คน แต่รับได้เพียง 120 คนต่อปี

ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้มากกว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่เน้นเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ เข้าสู่บริบทของชีวิตจริง ด้วยการเปิดรายวิชาที่แปลกใหม่ ท้าทายความคิด และกระตุ้นการเรียนรู้ อย่างเช่น “Dracula and Modern Culture” ภายใต้หลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) หรือที่รู้จักในนาม BALAC (Bachelor of Arts in Language and Culture)

รายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวสยองขวัญและตำนานแวมไพร์ เป็นประตูบานใหญ่ที่นำพาผู้เรียนเข้าสู่โลกแห่งการศึกษาวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทฤษฎีเพศ ชาติพันธุ์วรรณา ไปจนถึงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมสมัย รายวิชานี้ไม่เพียงสอนให้นิสิตรู้จักนวนิยายคลาสสิกของแบรม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ถอดรหัสสัญลักษณ์แห่งความกลัว ความปรารถนา และความเป็นผู้อื่น ที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หลักสูตร BALAC มุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความใฝ่รู้ และความตระหนักรู้ต่อความไม่เท่าเทียมในสังคม ตลอดจนความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ ผศ.ดร.ภรณี สิงห์เปลี่ยม ผู้อำนวยการหลักสูตร BALAC กล่าว

นอกจาก Dracula and Modern Culture หลักสูตร BALAC ยังมีรายวิชาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Everyday Life Culture, Gender and Queering the Media, Postcolonial Cultures, Cultures and Narratives “แต่ละวิชาในหลักสูตรล้วนถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการคิดเชิงวิพากษ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่ผู้เรียน เพื่อพัฒนานิสิตให้เป็นผู้ที่มีความคิด

หลักสูตร BALAC เปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2551 และยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะหลักสูตรด้านการศึกษาวัฒนธรรม (Cultural Studies) แห่งแรกของประเทศไทย จนปัจจุบันเป็นปีที่ 17 แล้ว โดยในแต่ละปีมีนิสิตสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลักสูตรของเราเปิดรับนิสิตปีละ 2 รอบ คือ รอบ Early Admission 90 คน รอบ Admission 30 คน และรอบ Non-Thai อีก 2 รอบ รวมกัน 12 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 132 คนต่อปี กลับมีผู้สมัครเกินกว่า 300 คน แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยต้องการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิม

ผศ.ดร.ภรณี กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้หลักสูตร BALAC โดดเด่นคือการออกแบบหลักสูตรที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้นิสิตสามารถเลือกเรียนตามความสนใจใน 3 แนวทาง (Concentrations) ได้แก่ Global Cultures Concentration, Media Cultures Concentration และ Foreign Language Concentration โดยนิสิตจะต้องเรียนรายวิชาใน Concentration ที่เลือกให้ครบ 24 หน่วยกิต หรือ 8 รายวิชา จึงจะสำเร็จ Concentration นั้นๆ ได้

บัณฑิตจากหลักสูตร BALAC สามารถต่อยอดความรู้ไปสู่อาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานด้านการศึกษา งานสื่อสารมวลชน รวมถึงงานด้านการตลาด ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และความเข้าใจในบริบททางสังคมที่หลักสูตรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก” ผศ.ดร.ภรณี อธิบายถึงเส้นทางอาชีพของบัณฑิต

นอกจากนี้ หลักสูตร BALAC ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก อาทิ Waseda University ประเทศญี่ปุ่น และ University of Queensland ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้รูปแบบ Double Degree Program และในอนาคต หลักสูตรมีแผนที่จะขยายความเป็นนานาชาติให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางวิชาการและวิชาชีพให้แก่นิสิตอย่างรอบด้าน หลักสูตรยังมีรายวิชา Internship สำหรับนิสิตที่ต้องการฝึกงาน โดยสามารถนับหน่วยกิตเป็นส่วนหนึ่งของการสำเร็จการศึกษาได้อีกด้วย

รายวิชา Dracula and Modern Culture เปิดสอนครั้งแรกในปี 2562 โดย Dr. Katarzyna Ancuta (คาตาร์ซินา อันคูตา) ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิกและความสยองขวัญจากประเทศที่เป็นต้นกำเนิดตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ Bram Stoker ในการสร้างสรรค์ผลงานคลาสสิก Dracula

ตอนที่เข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่ในปี 2561 เห็นรายวิชา Dracula ในร่างหลักสูตรใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว แต่ยังไม่มีผู้สอน ก็ตื่นเต้นมากเพราะตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิก และ Dracula ซึ่งตรงกับรายวิชานี้พอดี

Dr. Ancuta เรียกตัวเองว่า “Gothicist” มีความสนใจและเชี่ยวชาญด้าน Cultural Studies (การศึกษาทางวัฒนธรรม) โดยเบื้องต้นเริ่มจากการเรียนวรรณกรรม จากนั้นก็ขยับไปสู่ภาพยนตร์ อาจารย์เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเกี่ยวกับเรื่องผี และเรียนปริญญาเอกเกี่ยวกับกอทิกและความสยองขวัญ นอกจากนั้น อาจารย์ยังเขียนหนังสือ Where Angels Fear to Hover: Between the Gothic Disease and the Metaphysics of Horror (2548) และมีผลงานวิจัยที่ครอบคลุมบริบทสหวิทยาการของศิลปะกอทิก และสยองขวัญร่วมสมัย ตั้งแต่นิยายยอดนิยม ภาพยนตร์และวิดีโอ มัลติมีเดียและศิลปะการแสดง ละครเวที ดนตรีและการเต้นรำ การ์ตูนและนิยายภาพ ไปจนถึงแฟชั่นและวิถีชีวิตทางเลือก ในช่วงหลังๆ Dr. Ancuta สนใจผี แวมไพร์ และความลึกลับในเอเชียด้วย โดยเน้นไปที่ Asian Gothic และ Asian Horror

แดร็กคูลา เป็นวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงฟื้นฟูวรรณกรรมกอทิกในศตวรรษที่ 19 (ปี 2440) กว่าศตวรรษที่ผ่านมา วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับความนิยมและถูกตีความในหลายแง่มุม ซึ่งในรายวิชา “Dracula and Modern Culture” นิสิตก็จะได้อ่านวรรณกรรมและวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ โดยเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัยและทฤษฎีทางสังคม

รายวิชานี้เป็นเวอร์ชันปฏิบัติของวิชาการศึกษาวัฒนธรรมเบื้องต้น ในชั้นปีที่ 1 นิสิตหลักสูตร BALAC จะเรียนวิชา Introduction to Cultural Studies ซึ่งจะช่วยให้นิสิตคุ้นเคยกับทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ในการศึกษาวัฒนธรรม แต่เป็นวิชาที่หนัก ทฤษฎีเยอะและยาก พอมาเรียนวิชา Dracula นิสิตจะได้กลับมาทบทวนแนวคิดเหล่านั้น ผ่านเรื่องราวของ แวมไพร์” ซึ่งทำให้สนุกขึ้น เข้าใจง่ายขึ้นและน่าสนใจ

Dr.Ancuta กล่าวว่าเนื้อหาของรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้นิสิตได้เห็นภาพรวมของวิวัฒนาการของแวมไพร์ในวัฒนธรรมมนุษย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนปัจจุบัน

การเรียนเริ่มจากมองแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตในตำนานพื้นบ้าน (folklore) ในอดีตผู้คนเชื่อว่าแวมไพร์มีอยู่จริง ในประเทศโรมาเนียมีสุสานแวมไพร์ มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องนี้ การเรียนรู้ว่าแวมไพร์ไม่ได้เป็นเรื่องแฟนตาซี แต่เป็นความเชื่อที่ฝังลึกในวัฒนธรรมมนุษย์ จะช่วยให้นิสิตเข้าใจบริบททางสังคมและจิตวิทยาของมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” Dr.Ancuta อธิบาย

Dr.Ancuta กล่าวว่า จุดเด่นของรายวิชาอยู่ที่การวิเคราะห์ Dracula ผ่านเลนส์ของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ชนชั้น (class) และชาติพันธุ์ (race)

 “แวมไพร์เป็นมากกว่าสัตว์ประหลาดในนิยาย แต่สัตว์ประหลาดเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรม (cultural constructs)” Dr.Ancuta กล่าวและอธิบายว่า รายวิชานี้ใช้ สัตว์ประหลาด” (monsters) เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม เราสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรากลัว ไม่ใช่แค่ในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ในฐานะสังคม

Dr. Ancuta ยกตัวอย่างการศึกษาเรื่อง แวมไพร์หญิง และ monstrous feminine โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดสตรีนิยม ทฤษฎีเพศนิยม การเมืองเพศ มาตรฐานเพศ (gender norms) และภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงผู้หญิงกับความชั่วร้าย

ทำไมใน Dracula มีตัวละครหญิงไม่มาก ทำไมสัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง” Dr. Ancuta ตั้งคำถามชวนคิด ในสังคมชายเป็นใหญ่ (patriarchal society) สัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง ผีในเอเชียมักเป็นผีผู้หญิง เพราะตัวละครเหล่านี้ถูกใช้สอนให้ผู้หญิงเชื่อฟัง และถ้าเป็นหญิงที่ไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกถอดเป็นภาพที่ดูน่าขยะแขยง น่ากลัว เป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถ้ามีการถอดรหัสออกมา สัตว์ประหลาดจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องความหลากหลาย (diversity) เพศ ชาติพันธุ์ ชนชั้น ผู้อพยพ ฯลฯ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้นิสิตสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ เพราะบางครั้งเราต้องการสัตว์ประหลาด เพื่อให้เรามีที่ระบาย

การเรียนรายวิชา Dracula ยังสามารถเชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคมและเชื้อชาติ Dr.Ancuta ให้นิสิตชมและวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu (2567) ซึ่งมีโทนการต่อต้านชาวยิวแฝงอยู่ (antisemitism) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาแนวความคิดที่เชื่อมโยงลักษณะหน้าตาของ Dracula กับทฤษฎีอาชญวิทยา (criminal anthropology) ของ Cesare Lombroso ที่พยายามอธิบายว่าอาชญากรสามารถระบุได้จากลักษณะภายนอก ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีปัญหาและเต็มไปด้วยอคติทางสังคม

ภาพลักษณ์แวมไพร์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากยุคสมัยที่วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว

เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักแดร็กคูลาเท่าแวมไพร์ในหนังเรื่อง Twilight ซึ่งภาพลักษณ์อาจไม่ได้น่ากลัว แต่กลายเป็นตัวละครที่ทุกคนเอาใจช่วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นแวมไพร์ที่น่ากลัว กลายเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา Dr.Ancuta กล่าวและว่า ปัจจุบัน แวมไพร์เข้าไปอยู่ในละคร ซีรีส์ เรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ มากมาย แสดงว่าในวันนี้เรายอมรับและเห็นใจสัตว์ประหลาดมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางสังคม ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายและการยอมรับ ความเป็นอื่น” (otherness) มากขึ้น

Dr. Ancuta กล่าวเพิ่มเติมว่า รายวิชานี้มีความเป็นสากลและเกี่ยวข้องกับบริบทเอเชียด้วย นิสิตจะได้วิเคราะห์ภาพลักษณ์ข้ามชาติ (transnational) ของแวมไพร์ โดยดูว่าแวมไพร์ในสื่อที่ไม่ใช่ตะวันตก เช่น ภาพยนตร์เกาหลี อนิเมะญี่ปุ่น มีลักษณะอย่างไรและสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไร

ยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในตำนานของเอเชีย เช่น คูมิโฮ (kumiho) จากเกาหลี ในตอนแรกอาจไม่มีอะไรเหมือนแวมไพร์เลย แต่ในงานเขียนสมัยหลัง รูปลักษณ์อาจถูกดัดแปลงให้ดูเหมือนแวมไพร์ เช่น ดื่มเลือด Dr.Ancuta อธิบายถึงกระบวนการที่เรียกว่า “vampirization” (การทำให้เป็นแวมไพร์)

ในบริบทไทยอาจไม่มีแวมไพร์แบบที่เป็นสากล แต่ ผีไทย ก็มีลักษณะบางอย่างที่อาจมาจากกระบวนการทำให้เป็นแวมไพร์ (vampirized)

ผีไทยกินไส้ กินขี้ไคล ไม่ได้ดูดเลือดแบบแวมไพร์ แต่มีลักษณะที่ใกล้เคียง คนเลยมักบอกว่า เหมือนแวมไพร์’ แต่ไม่ใช่แวมไพร์ การเปรียบเทียบนี้จะช่วยให้นิสิตเห็นความเป็นสากลของแนวคิดเรื่องสัตว์ประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าแต่ละวัฒนธรรมมีวิธีการแสดงออกถึงความกลัวและความเชื่อที่แตกต่างกันไป

แม้ปัจจุบัน AI จะเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนและการประเมินผล แต่สำหรับรายวิชานี้ Dr. Ancuta เน้นให้นิสิตลดการพึ่งพา AI และกลับมาฝึกฝนทักษะภายในของตัวเอง

การมอบหมายงานให้นิสิตในยุค AI จึงต้องคิดงานที่ไม่ให้นิสิตนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้วิธีคิดเอง ดังนั้นการเรียนจะต้องตัดงานเรียงความ (essay) แบบดั้งเดิมออก แต่จะเน้นการวิเคราะห์แทน ส่วนการประเมินผลก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะเน้นงานที่แสดงความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก นอกจากนี้ ด้วยความที่แวมไพร์ ยังไม่มีองค์ความรู้ตายตัวแบบวิชาอื่น” จึงเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้เรียนต้องพึ่งการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์ต่างๆ ด้วยตัวเอง” 

Dr.Ancuta กล่าวด้วยความภูมิใจว่า รายวิชา “Dracula and Modern Culture” เป็นหนึ่งในรายวิชาที่ดึงดูดผู้สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตร BALAC ความนิยมในรายวิชานี้สะท้อนว่าการออกแบบหลักสูตรที่กล้าแตกต่างและมีเอกลักษณ์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคม และการใช้แวมไพร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้เนื้อหาน่าสนใจและเข้าถึงง่าย แต่ยังช่วยให้นิสิตเห็นว่าการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องและมีความหมายในโลกร่วมสมัยอย่างไร

เมื่อ Dracula ก้าวออกจากเงามืด สู่ห้องเรียนที่จุฬาฯ เขาไม่ได้มาเพื่อดูดเลือด แต่มาเพื่อส่องสว่างให้นิสิตเห็นถึงความซับซ้อนของสังคมมนุษย์ ความกลัว ความปรารถนา และความหวังของเรา ท้ายที่สุดแล้ว แวมไพร์ที่เราศึกษาไม่ใช่สัตว์ประหลาดจากนิยาย แต่คือสิ่งสะท้อนกลับมาจากกระจกเงาของวัฒนธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อในหลักสูตร BALAC หรือต้องการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับรายวิชา Dracula and Modern Culture สามารถติดตามข้อมูลได้จากเว็บไซต์หลักสูตร BALAC คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://www.arts.chula.ac.th/balac/ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://asiangothic.houseoftoyols.com เพื่อสำรวจโลกแห่งแวมไพร์และวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่น่าสนใจ

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

3 มกราคม 2569 กิจกรรมต้อนรับพระธรรมยาตราจากที่ว่าการอำเภอสองพี่น้อง ไปยังอนุสรณ์โลตัสแลนด์ สถานที่เกิดรูปกายเนื้อ อนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี กิจกรรมเริ่มเวลา 14.30 น. พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก พร้อมด้วยพระครูธรรมธรอารักษ์ ญาณารกฺโข เดินนำคณะพระธรรมยาตรา 1,142 รูป ในโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

เริ่มต้นเดินกิโลเมตรที่ 0.0 จากที่ว่าการอำเภอสองพี่น้อง เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน3260 ผ่านหน้ารพ.สมเด็จพระสังฆราช ตลาดบางลี่ เลี้ยวขวาเข้าสู่เทศบาลอำเภอสองพี่น้อง เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนราษฏร์อุทิศ สิ้นสุดที่อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี(โลตัสแลนด์) รวมระยะทางทั้งสิ้น 6.04 กิโลเมตร มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมโปรยกลีบดอกเบญจทรัพย์และทรัพย์บานชื่นตลอดเส้นทาง

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า โครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชามหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 14 จัดโดยเครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก องค์การพุทธโลก (พล) วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย และภาคีเครือข่ายชาวพุทธกว่า 20 องค์กร ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง อันเกี่ยวเนื่องกับพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้แก่ ลำดับที่ 1 อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ ลำดับที่ 2 คลองบางนางแท่น อ.สามพราน จ.นครปฐม สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต ลำดับที่ 3 วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดในเพศสมณะ ลำดับที่ 4 วัดโบสถ์บน บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี สถานที่เกิดด้วยกายธรรม ลำดับที่ 5 วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก ลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย และลำดับที่ 7 วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

ทั้งนี้ เพื่อให้ชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน และราชการ ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธผ่านการร่วมทำกิจกรรมธรรมยาตรา อาทิ ถวายสังฆทาน สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม จุดประทีป ทอดผ้าป่าบำรุงวัด มอบทุนการศึกษาให้กับสถานศึกษาและเยาวชนในชุมชน อีกทั้งส่งเสริมศีลธรรม และปลูกฝังให้เยาวชนรักวัดในท้องถิ่นด้วยกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ตามหลัก “บวร” เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และน้อมบุญที่เกิดขึ้นถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

ตลอดโครงการ ฯ พุทธศาสนิกชนสามารถร่วมกิจกรรมธรรมยาตราได้ดังนี้ ร่วมต้อนรับพระธรรมยาตรา วันที่ 3, 7, 11, 14, 18 และ 25 พิธีตักบาตรพระ 1,142 รูป วันที่ 7, 11, 14, 18, และ 24 พิธีจุดประทีป วันที่ 6 ,10, 13, 17, 23, 24 และ 31 พิธีถวายสังฆทานรวม 360 กว่าวัด วันที่ 6, 17 และ 23 พิธีทอดผ้าป่าบำรุงวัดรวม 32 วัด วันที่ 5, 9, 12, 15, 16, 20, 22, 27 และ 28 พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569 โดยติดตามข่าวสารกิจกรรมโครงการได้ทาง http://www.gbnus.com และ เฟซบุ๊กแฟนเพจ สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.02-831-1234

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

ต้อนรับพระธรรมยาตราอนุสรณ์สถาน โลตัสแลนด์ ลำดับที่ 1 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

3 มกราคม 2569 กิจกรรมต้อนรับพระธรรมยาตราจากที่ว่าการอำเภอสองพี่น้อง ไปยังอนุสรณ์โลตัสแลนด์ สถานที่เกิดรูปกายเนื้อ อนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี กิจกรรมเริ่มเวลา 14.30 น. พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก พร้อมด้วยพระครูธรรมธรอารักษ์ ญาณารกฺโข เดินนำคณะพระธรรมยาตรา 1,142 รูป ในโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 14

เริ่มต้นเดินกิโลเมตรที่ 0.0 จากที่ว่าการอำเภอสองพี่น้อง เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน3260 ผ่านหน้ารพ.สมเด็จพระสังฆราช ตลาดบางลี่ เลี้ยวขวาเข้าสู่เทศบาลอำเภอสองพี่น้อง เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนราษฏร์อุทิศ สิ้นสุดที่อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี(โลตัสแลนด์) รวมระยะทางทั้งสิ้น 6.04 กิโลเมตร มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมโปรยกลีบดอกเบญจทรัพย์และทรัพย์บานชื่นตลอดเส้นทาง

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า โครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชามหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 14 จัดโดยเครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก องค์การพุทธโลก (พล) วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย และภาคีเครือข่ายชาวพุทธกว่า 20 องค์กร ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง อันเกี่ยวเนื่องกับพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้แก่ ลำดับที่ 1 อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ ลำดับที่ 2 คลองบางนางแท่น อ.สามพราน จ.นครปฐม สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต ลำดับที่ 3 วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดในเพศสมณะ ลำดับที่ 4 วัดโบสถ์บน บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี สถานที่เกิดด้วยกายธรรม ลำดับที่ 5 วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก ลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย และลำดับที่ 7 วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

ทั้งนี้ เพื่อให้ชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน และราชการ ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธผ่านการร่วมทำกิจกรรมธรรมยาตรา อาทิ ถวายสังฆทาน สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม จุดประทีป ทอดผ้าป่าบำรุงวัด มอบทุนการศึกษาให้กับสถานศึกษาและเยาวชนในชุมชน อีกทั้งส่งเสริมศีลธรรม และปลูกฝังให้เยาวชนรักวัดในท้องถิ่นด้วยกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ตามหลัก “บวร” เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และน้อมบุญที่เกิดขึ้นถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

ตลอดโครงการ ฯ พุทธศาสนิกชนสามารถร่วมกิจกรรมธรรมยาตราได้ดังนี้ ร่วมต้อนรับพระธรรมยาตรา วันที่ 3, 7, 11, 14, 18 และ 25 พิธีตักบาตรพระ 1,142 รูป วันที่ 7, 11, 14, 18, และ 24 พิธีจุดประทีป วันที่ 6 ,10, 13, 17, 23, 24 และ 31 พิธีถวายสังฆทานรวม 360 กว่าวัด วันที่ 6, 17 และ 23 พิธีทอดผ้าป่าบำรุงวัดรวม 32 วัด วันที่ 5, 9, 12, 15, 16, 20, 22, 27 และ 28 พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569 โดยติดตามข่าวสารกิจกรรมโครงการได้ทาง http://www.gbnus.com และ เฟซบุ๊กแฟนเพจ สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.02-831-1234

‘องคมนตรี-ราชนิกุล-หน่วยงานภาครัฐ-ปชช.’พร้อมใจลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

'องคมนตรี-ราชนิกุล-หน่วยงานภาครัฐ-ปชช.'พร้อมใจลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

‘องคมนตรี-ราชนิกุล-หน่วยงานภาครัฐ-ปชช.’พร้อมใจลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

องคมนตรี ราชนิกุล หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กร มูลนิธิ โรงเรียน และประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง นำข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เชิญแจกันดอกไม้ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมลงนามถวายพระพร เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

นอกจากนี้ มีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และผู้บริหารภาคเอกชนต่างๆ อาทิ คณะองคมนตรี , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , กระทรวงการคลัง , กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงพาณิชย์ , กระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงยุติธรรม , กระทรวงกลาโหม,กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , กระทรวงคมนาคม , กระทรวงสาธารณสุข , โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ , โรงเรียนจิตรลดา , โรงเรียนวัดท่าชัย , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร , กองทัพเรือ , ธนาคารแห่งประเทศไทย , กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ฯ , กรุงเทพมหานคร , หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , กรมทรัพยากรน้ำ , กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก , กรมทรัพยากรน้ำบาดาล , กรมควบคุมมลพิษ , กรมฝนหลวงและการบินเกษตร , กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช , กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม , กรมที่ดิน , กรมอุตุนิยมวิทยา , กรมแพทย์ทหารบก, กรมสรรพาวุธทหารบก, กรมทรัพยากรธรณี , กรมป่าไม้ , กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง , กรมบัญชีกลาง , กรมธนารักษ์, กรมโยธาธิการและผังเมือง

กรมการปกครอง , กรมสรรพสามิต , กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย , กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก , กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น , สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย , สำนักงาน กปร., สำนักงานสถิติแห่งชาติ , สำนักงาน กสทช., สำนักงานราชบัณฑิตยสภา , สำนักงานคณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานอัยการสูงสุด , สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน , สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ , ตำรวจภูธรภาค 1 , องบัญชาการตำรวจนครบาล, สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี , สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา , สำนักงาน ก.พ. , เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

สำนักงาน ป.ป.ท. , สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม , กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร , สำนักข่าวกรองแห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค , สถาบันพระปกเกล้า , สำนักงานปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงภายในกองทัพบก , หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน , คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน , สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ , มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ,มูลนิธิอุบลรัตน์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ , สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) , มูลนิธิอิศรางกูร , บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด , บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด , เอไอเอส , กลุ่มบีเจซีบิ๊กซี ราชนิกุลสุจริตกุล , ราชนิกุลบุนนาค , ราชนิกุล ณ บางช้าง , ราชสกุล มนตรีกุล

นอกจากนี้ ที่บริเวณด้านหน้าศาลาสหทัยสมาคม มีประชาชนจากกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง พร้อมใจกันไปลงนามถวายพระพรด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดฯ พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ไปลงนามถวายพระพรทุกคน ในวันแรกของการเริ่มพุทธศักราชใหม่ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

– 006

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.28 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

1 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. พุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569 และตักบาตรฉลองพระบวชใหม่ รุ่นบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชน จำนวนมาก ใส่ชุดขาวๆมาร่วมงาน ต่อด้วยภาคสายพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันปฏิบัติธรรม  ประกอบพิธีบูชาข้าวพระ และถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ณ วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ในปี 2569 ทางคณะกรรมการตักบาตร ทั่วไทย ขอเชิญชวนสาธุชนผู้มีบุญร่วมกันสั่งสมบุญ ด้วยการตักบาตรพระ 1,000 รูป เมืองตรัง ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์, ตักบาตรพระ 1,111 รูป จังหวัดน่าน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์, ตักบาตรพระ 11,250 รูป นครศรีธรรมราช ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์,ตักบาตรพระเมืองโคราช 558 ปี 10,000 รูป ในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

เมื่อคืนที่ผ่านมาพระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เมตตาเป็นประธานสงฆ์พิธีฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 8,000ล้านจบ และสวดมนต์ข้ามปี สร้างบุญเป็นสิริมงคลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ มหารัตนวิหารคด หน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์

ด้านพระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่าเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ วัดพระธรรมกาย ได้มีพิธีฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 8,000 ล้านจบ หลัก ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส ด้วยขณะสวด ผู้สวดไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น ด้วยกาย วาจา ใจ ขณะสวดเป็นการทบทวนคำสอน และสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ถือเป็นการทำดี ด้วยกาย วาจา ใจ และจิตที่เกาะเกี่ยวแน่วแน่อยู่ในบทสวด เป็นการเจริญสติ สมาธิภาวนา ลดละกิเลสในใจ บังเกิดจิตที่ผ่องใสแก่ตนเอง

นอกจากนี้ที่วัดพระธรรมกายได้เปิดสวนดอกไม้ “ทุ่งสวรรค์ ตะวันฉาย” ให้ประชาชนเข้าชมฟรีจนถึง วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นสวนดอกเบญจมาศ สีชมพู อยู่บริเวณฝั่งทิศตะวันออก ลานจอด P13 วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ปลูกเพื่อนำไปบูชาพระรัตนตรัยในกิจกรรมต้อนรับพระภิกษุธรรมยาตราโครงการกตัญญูบูชา มหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 14 ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 2-31 มกราคมนี้

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

1 มกราคม 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ  นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

เรียนจริง ปฏิบัติจริง! ม.วลัยลักษณ์ ลุยโปรเจกต์ ‘WIL’ ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว – โรงแรมมืออาชีพ

เรียนจริง ปฏิบัติจริง! ม.วลัยลักษณ์ ลุยโปรเจกต์ ‘WIL’ ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว - โรงแรมมืออาชีพ

เรียนจริง ปฏิบัติจริง! ม.วลัยลักษณ์ ลุยโปรเจกต์ ‘WIL’ ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว – โรงแรมมืออาชีพ

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พร้อมเปิดโครงการการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงาน (Work Integrated Learning: WIL) ประจำปีการศึกษา 2568 ร่วมกับ 19 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดกระบี่ มุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรมให้มีทักษะพร้อมทำงานจริง ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

รศ.ดร.จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มวล. กล่าวว่า โครงการ WIL ถือเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ที่มุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาให้มีองค์ความรู้ควบคู่กับทักษะและประสบการณ์จริง โดยหลักสูตรการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรมของสำนักวิชาการจัดการ ถือเป็น “หลักสูตรต้นแบบ CWIE” (Cooperative and Work Integrated Education) ที่ได้รับการยอมรับและบรรจุในคู่มือของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เพื่อใช้เป็นแนวทางให้กับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

“ความร่วมมือกับ 19 หน่วยงานในจังหวัดกระบี่ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของภาคีเครือข่ายที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและการบริการ นักศึกษาทั้ง 70 คน จะได้เรียนรู้จากของจริงและทำงานจริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการที่มีคุณภาพในอนาคต” รศ.ดร.จรัญ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. กล่าวถึงรายละเอียดโครงการว่า สำนักวิชาฯ ได้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบ WIL มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 และได้บรรจุลงในหลักสูตรอย่างเต็มรูปแบบในปี 2567 โดยโครงการประจำปีการศึกษา 2568 นี้ มีนักศึกษาชั้นปีที่ 2 เข้าร่วมจำนวน 70 คน มีระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 5 เดือน (20 ตุลาคม 2568 – 27 กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งแบ่งรูปแบบการเรียนรู้เป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วงแรกเป็นการเตรียมความพร้อม (2 เดือน) : การเรียนทฤษฎีเข้มข้นในรายวิชาการดำเนินงานและการจัดการงานบริการโรงแรม ณ มหาวิทยาลัย

ต่อมาเป็นช่วงศึกษาดูงาน (1 สัปดาห์) การลงพื้นที่จังหวัดกระบี่เพื่อเรียนรู้ภาคทฤษฎีควบคู่การปฏิบัติ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากโรงแรมชั้นนำ อาทิ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท, โรงแรมเซ็นทารา อ่าวนาง บีช รีสอร์ท และอ่าวนาง ปริ้นซ์วิลล์ วิลล่า รีสอร์ท รวมถึงการรับฟังบรรยายพิเศษจาก ททท. สำนักงานกระบี่ และเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมอันดามัน

และสุดท้ายเป็นช่วงปฏิบัติงานจริง (12 สัปดาห์) นักศึกษาจะเข้าปฏิบัติงานในสถานประกอบการโรงแรม 17 แห่ง ในจังหวัดกระบี่ ทั้งแผนกอาหารและเครื่องดื่ม และแผนกแม่บ้าน โดยมีรูปแบบการทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน และเรียนรู้ในห้องเรียนทุกวันศุกร์ ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองกระบี่ อีก 1 วัน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้บริหารโรงแรมมืออาชีพเป็นอาจารย์พิเศษ

สำหรับการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากหน่วยงานหลัก อาทิ เทศบาลเมืองกระบี่, สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกระบี่ และผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำ 17 แห่ง ที่เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

มองให้ไกลกว่า‘สมรสเท่าเทียม’ ‘ครอบครัวยุคใหม่’สิทธิยังไม่ถูกมองเห็น

มองให้ไกลกว่า‘สมรสเท่าเทียม’ ‘ครอบครัวยุคใหม่’สิทธิยังไม่ถูกมองเห็น

มองให้ไกลกว่า‘สมรสเท่าเทียม’ ‘ครอบครัวยุคใหม่’สิทธิยังไม่ถูกมองเห็น

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“กว่าที่เราจะมาพูดกันวันนี้ว่าความรักไม่จำกัดเพศ ความหลากหลายต่างๆ คือความสวยงาม กว่าเราจะพูดคำนี้ได้มันใช้เวลายาวนานมาก เอาแค่สัก 30 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่ารากเหง้าของปัญหามันเรื่องเดียวของกลุ่มหลากหลายทางเพศ LGBT มันมีรากเดียวก็คือความวิปริตผิดเพศ คือเขาไม่ได้มองว่าเราเป็นคน กลุ่มเปราะบางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ชาติพันธุ์หรือใครก็แล้วแต่เขามองว่าเป็นคนก่อนแต่มีความเปราะบางในเรื่องอื่นๆ แต่ของเราเขาไม่ได้มอง เขามองว่าเราไม่ใช่มนุษย์และเป็นความวิปริตผิดเพศ”

กิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย กล่าวในวงเสวนา “ครอบครัวยุคใหม่: สิทธิที่ยังไม่ถูกมองเห็นในกฎหมายปัจจุบัน และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อการสร้างครอบครัวที่เท่าเทียม”ว่า กว่าที่สังคมโลกจะเดินมาถึง ณ ปัจจุบัน บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ต้องเผชิญกับการถูกเกลียดชัง ซึ่งในบางประเทศถึงขั้นตั้งเป้าต้องกำจัดกวาดล้างให้หมดสิ้นไป ในขณะที่ประเทศไทยแม้ยังไม่รุนแรงถึงขั้นนั้น แต่สิทธิเสรีภาพของคนกลุ่มนี้ก็ถูกจำกัดอย่างมาก เช่น โอกาสในการประกอบอาชีพ การปรากฏตัวผ่านสื่อโทรทัศน์    

และแม้หลักการสาธารณสุขจะยึดโยงกับหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งสถาปนาขึ้นในปี 2491 (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 1948) แต่กว่าจะมีหมุดหมายสำคัญก็ต้องรอจนถึงปี 2533 เมื่อระบบจำแนกและกำหนดรหัสโรคและปัญหาสุขภาพสากล (ICD – 10) ซึ่งจัดทำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ถอดการเป็นบุคคลที่รักเพศเดียวกันออกจากบัญชีโรคทางจิตเวช ทำให้คนกลุ่มนี้สามารถเปิดเผยตนเองได้มากขึ้น แต่ก็ยังคงเผชิญกับการตีตรา เช่น ในประเทศไทย มีทั้งที่บอกว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มด้อยโอกาส กลุ่มหลักเสี่ยงติดเชื้อ HIV (โรคเอดส์) เป็นต้น

ขณะที่ปัจจุบันเมื่อประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว สิ่งที่ต้องมองต่อไปคือเรื่องการปฏิบัติ เช่น หลายคนอาจยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนออกมา แพราะกังวลความเสี่ยงถูกตีตราในสถานที่ทำงาน หรือแม้แต่ในครอบครัวที่พบการกระทำความรุนแรงจากพ่อแม่ที่รู้ว่าลูกเป็นบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงยังต้องติดตามการแก้ไขกฎหมายอื่นอีกบางฉบับเพื่อให้สอดคล้องไปในทางเดียวกัน เช่น กฎหมายคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ (อุ้มบุญ) กฎหมายสัญชาติว่าด้วยเรื่องการขอสัญชาติไทยผ่านการแต่งงาน

วงเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนาวิชาการ The Family Code 2025: สิทธิ ความฝัน และความหวังในการสร้างครอบครัว” จัดโดยสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2568 ยังมีวิทยากร 3 ท่าน โดย ณฐกมล ศิวะศิลป ที่ปรึกษากฎหมายเครือข่ายพ่อแม่หลากหลายเพศ และผู้ร่วมก่อตั้ง Thai Intersex Rights กล่าวถึงสังคมไทยที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง สวนทางกับสัดส่วนผู้สูงอายุในโครงสร้างประชากรมีแนวโน้มสูงขึ้น

ขณะที่การแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน นับตั้งแต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2568 ข้อมูลจากส่วนบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ระบุว่า ระหว่างเดือน ม.ค. – ก.ค. 2568 มีการออกทะเบียนสมรสในส่วนนี้ไปแล้ว18,398 ใบ ซึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 60 ของคู่สมรสที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมานสมรสเท่าเทียมคือคู่หญิงรักหญิง

“ถ้าเราจะลดปัญหาเด็กเกิดน้อยด้อยคุณภาพสู่การเปิดแนวทางให้คนที่มีความพร้อมที่จะมีบุตรได้มีโอกาสที่จะมีบุตร มี่ความพร้อมคืออะไร? คือมีความตั้งใจที่จะดูแลอีกชีวิตหนึ่งที่จะเกิดมาตามอัตภาพศักยภาพของตนเอง เราอยากให้มีกฎหมายที่อนุญาตให้มีบุตรได้โดยวิธีการทางการแพทย์ มีการเก็บสเปิร์ม เก็บไข่ เก็บ Embrio (ตัวอ่อน) และการใช้เทคโนโลยี IUI (Intra – Uterine Insemination : ฉีดเชื้อผสมเทียม) IVF (In-Vitro Fertilization : เด็กหลอดแก้ว) หรือกระบวนการตั้งครรภ์แทน” ณฐกมล กล่าว

ณฐกมล ยังเสนอแนะด้วยว่า สำหรับ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ที่ถุกเรียกแบบง่ายๆ ว่า กฎหมายอุ้มบุญ ควรเปลี่ยนการสื่อสารใหม่โดยเรียกว่า กฎหมายเพื่อช่วยการเจริญพันธุ์ หรือกฎหมายตั้งครรภ์ทางการแพทย์ อีกทั้งยังต้องสื่อสารใหม่เพื่อทำความเข้าใจความแตกต่าง ระหว่างคู่ชายรักชายจะเป็นการตั้งครรภ์แทน ส่วนคู่รักหญิงรักหญิงยังสามารถตั้งครรภ์เองได้

ด้าน พรปฏิมา วุฒิสารวัฒนา กรรมการเยาวชนสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ เล่าถึงการจัดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนกับเด็ก ซึ่งพบว่าแม้จะเป็นยุคปัจจุบันที่มีกิจกรรมให้ทำมากมายแต่เด็กบางส่วนก็ยังเลือกใช้ยาเสพติด หรือพบเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงเพียงเพราะเป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ นอกจากนั้นยังพบปัญหาสุขภาพจิต อาการซึมเศร้าพบในเด็กมากขึ้น ซึ่งคาดว่าเป็นผลกระทบจากสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) รวมถึงครอบครัวโดยเฉพาะเรื่องการเรียน รวมถึงประเด็นสังคมและเศรษฐกิจ

“เด็กรับรู้ว่าพ่อแม่เผชิญปัญหาทางการเงินอะไรอยู่ เพราะจากที่เราทำแบบสำรวจ เรารู้เลยว่าเด็กๆ รู้พ่อแม่กำลังเผชิญความยากลำบากอะไรอยู่  เรื่องของ TCAS การสอบเข้ามหาวิทยาลัย 1 วิชา 100 บาท แล้วทั้งหมดเราต้องสอบ 9 วิชา 900 บาท แล้วถ้าเราจะยื่นมหาวิทยาลัย ทุกที่ลำดับละ 100 บาท นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ต่อเด็ก” พรปฏิมา ระบุ

กรรมการเยาวชนสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ เน้นย้ำถึง “สิทธิเด็ก” ที่ต้องได้รับการคุ้มครองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนโลกก็ตาม ดังนั้นจึงไม่สำคัญว่าครอบครัวจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ตราบเท่าที่ครอบครัวนั้นให้ความสำคัญกับสิทธิเด็กและคุ้มครองเด็กอย่างแท้จริง นอกจากครอบครัวแล้วสังคมก็เป็นตัวหล่อหลอมให้เด็กเติบโตขึ้นมา “เด็กไม่ได้กลั่นแกล้งรังแก (Bully) หรือเหยียดเพศเป็นมาตั้งแต่ต้น..แต่ทำเพราะเห็นตัวอย่างจากผู้ใหญ่” เด็กเติบโตมาในสังคมแบบใด สุดท้ายก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ส่งต่อสิ่งเดียวกันให้กับเด็กรุ่นถัดไป

ปิดท้ายที่ ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงครอบครัวมักพูดถึงความรักและความผูกพัน แต่ครอบครัวเป็นอาณาบริเวณที่คนซึ่งเป็นสมาชิกถูกมอบหมายบทบาทหน้าที่รับผิดชอบ ครอบครัวจึงไม่ใช่พื้นฐานแห่งความสนุกสนานไปเสียทีเดียว แต่หากเชื่อว่าครอบครัวเป็นพื้นที่แห่งความรักและความผูกพัน ย่อมหมายความว่าใจเราอยู่ที่ใดที่นั่นก็คือครอบครัว (Family We Choose) แต่พูดแบบนี้อาจเป็นความลำบากของกระทรวงมหาดไทยเพราะกำหนดนิยามไม่ได้

หรือหากพูดถึงกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ก็ต้องบอกว่าครอบครัวเป็นพื้นที่โชกเลือด สมาชิกในครอบครัวไม่ว่าสามี – ภรรยา หรือพ่อ – แม่ – ลูก กระทำความรุนแรงกันหมด ดังนั้นจึงอยากชี้ชวนว่าเมื่อเวลาเรามองครอบครัว มีเรื่องที่ต้องพิจารณาหลายอย่างซึ่งไม่ใช่เรื่องสนุก แต่เราไปมองเรื่องการแต่งงานว่าจะนำไปสู่การสร้างครอบครัว โดยไม่ได้มองกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานที่ก็มีข้อบกพร่องอยู่ ในอีกมุมหนึ่งการขยายการรับรองการแต่งงานจากคู่รักชาย – หญิงไปสู่คู่รักที่เป็นเพศเดียวกันจึงเป็นการขยายปัญหานั้นตามไปด้วย

และหากจะพูดถึงนโยบายสาธารณะ คำถามคือ “รัฐอยากทำอะไรในเรื่องครอบครัว?” อะไรมาก่อนระหว่างสุขภาวะความอยู่ดีในครอบครัวกับกฎระเบียบของสังคมบางประการ ในขณะที่สิ่งซึ่งวิทยากรทั้ง 3 ท่านก่อนหน้าพูดถึงคือเสรีภาพในการเลือกว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับใครในรูปแบบใด เราเชื่อกันใช่หรือไม่ว่าประชาชนคนไทยสามารถคิดและตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตได้ เพราะหากไม่เชื่อก็ไม่ต้องออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

“ท่านเชื่อไม่ใช่หรือว่าคนไทยสามารถจะเลือกเองได้ว่าจะให้ใครเข้ามาใช้อำนาจรัฐ จะให้ใครเข้ามากำหนดกติกา กำหนดนโยบายสาธารณะแทนตัวเรา ถ้าพลเมืองคิดตัดสินใจได้เช่นนั้นก็แปลว่าพลเมืองไทยสามารถจะใช้เสรีภาพแบบเดียวกันนั้นตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับร่างกาย ตัวตน วิถีชีวิตในทางเพศ ความรัก ความสัมพันธ์ รูปแบบการอยู่ร่วมกัน การเลี้ยงเด็ก การเลี้ยงดูคนชรา ถ้ารัฐไทยไม่เชื่อเช่นนั้นว่าพลเมืองไทยเลือกเองได้ ก็อย่างที่บอกว่าไม่ต้องเลือกตั้ง” ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าว

(ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ”)

เผยโฉม 4 นวัตกรรมเพื่อสังคมฝีมือเยาวชนไทย จากทีมผู้ชนะ ‘Samsung Solve for Tomorrow 2025’

เผยโฉม 4 นวัตกรรมเพื่อสังคมฝีมือเยาวชนไทย จากทีมผู้ชนะ ‘Samsung Solve for Tomorrow 2025’

เผยโฉม 4 นวัตกรรมเพื่อสังคมฝีมือเยาวชนไทย จากทีมผู้ชนะ ‘Samsung Solve for Tomorrow 2025’

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัมซุง เผยโฉม 4 นวัตกรรมเพื่อสังคมจากพลังเยาวชนไทยผู้ชนะโครงการ Samsung Solve for Tomorrow 2025 เวทีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศได้ใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตและชุมชนรอบตัว ภายใต้แนวคิด “Make Your Impact! คิดแก้ปัญหา พัฒนานวัตกรรม ลงมือทำให้ยั่งยืน โดยผลงานความสำเร็จของเยาวชนในปีนี้ทั้ง 4 ทีม สะท้อนถึง พลังความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

ทีม แคปหมู จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) คว้ารางวัลชนะเลิศมาครองด้วยนวัตกรรม “Boxar” แอปพลิเคชันฝึกมวยสากลพื้นฐาน ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาของผู้ที่ฝึกมวยออนไลน์ อย่างด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น การจ้างโค้ช การเดินทาง และเพิ่มโอกาสให้เข้าถึงการฝึกฝนจากโค้ชมืออาชีพได้ง่ายยิ่งขึ้น เข้าถึงง่าย สนุก และมีประสิทธิภาพได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการดูแลสุขภาพให้คนในสังคม จนพัฒนาขึ้นเป็นแพลตฟอร์มที่มีทั้งคลิปฝึกทักษะ เกมที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ และระบบ AI ตรวจจับการเคลื่อนไหว เช่น การเคลื่อนไหวของศีรษะ และการออกอาวุธ โดยผลงานนี้ได้ทดลองใช้จริงกับโค้ชมวยและผู้ใช้กว่า 71 คน ซึ่งกว่า 88.9% ยืนยันว่าอยากใช้งานต่อ ถือเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ให้วงการฝึกมวยออนไลน์

..อธิตานันท์ ธนโชคจินดาวัฒน์ ตัวแทนจากทีมแคปหมู เผยว่า พวกเรารู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จนี้มาก เพราะ Boxar เกิดขึ้นจากการที่เราลงพื้นที่ไปคุยกับค่ายมวยจริง เห็นปัญหาจริง แล้วกลับมาช่วยกันสร้างโซลูชันที่ใช้ได้จริง ซึ่งตลอดเวลา 7 เดือนเต็มที่พวกเราช่วยกันทำ แม้จะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็ช่วยให้เราได้เรียนรู้ทั้งการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และทักษะใหม่ๆ ทั้งโค้ดดิ้งและ AI ในมุมที่ไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งทักษะเหล่านี้จะติดตัวพวกเราไปจนถึงตอนเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นและการทำงานในอนาคต

ต่อด้วยรางวัลรองชนะเลิศกับทีม Onion Power Rangers จากโรงเรียนแม่วาง จ.เชียงใหม่ ที่ได้พัฒนา “OnionZee” ผงสารสกัดจากหอมหัวใหญ่ที่ช่วยลดเชื้อราและชะลอการเน่าเสียของผลไม้ โดยเฉพาะอโวคาโด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของเชียงใหม่ที่มักได้รับความเสียหายจากเชื้อราและแบคทีเรีย โดยแรงบันดาลใจของนวัตกรรมนี้เริ่มจากปัญหาของเกษตกรที่เผชิญปัญหาหอมหัวใหญ่ขนาดเล็กที่ต้องถูกทิ้งจำนวนมาก เกิดเป็นการเพิ่มมูลค่าและใช้สารสำคัญจากหอมหัวใหญ่อย่าง สารเควอซิทิน (Quercetin) มาใช้ในการยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ ซึ่งอยู่ในรูปแบบผงที่ใช้งานง่าย ปลอดภัย พร้อมผ่านการทดลองกับผู้ปลูก ผู้ค้าปลีก และครัวเรือนเป็นที่เรียบร้อย จนพบว่าสามารถ ยืดอายุผลไม้ได้นานขึ้น 8–10 วัน

..อาภากร สุรินต๊ะ ตัวแทนจากทีม Onion Power Rangers เผยถึงที่มาและแรงบันดาลใจว่า  เราเห็นปัญหาหอมเหลือทิ้งจากญาติที่ทำอาชีพปลูกหอม เลยอยากพัฒนาของที่ถูกทิ้งให้เกิดประโยชน์ ซึ่งพอได้เข้ามาในโครงการนี้ ถึงแม้เรายังมีความรู้ด้านสารสกัดไม่มาก แต่ได้พี่  ทีมซัมซุงช่วยแนะนำตลอด ทำให้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากรูปแบบสเปรย์มาเป็นผงที่ใช้งานง่ายขึ้น รวมทั้งได้มาเจอเพื่อนเก่งๆ จากทั่วประเทศ ทำให้รู้ว่าโรงเรียนเล็กๆ อย่างเราก็สามารถสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้สังคมได้เหมือนกัน

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่โดดเด่นจากทีมรองชนะเลิศคือ “Str8 up” จาก ทีม Sciourtoo โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จ.อุบลราชธานี ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังคด ซึ่งต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาและอุปกรณ์เสื้อเกราะดัดหลังที่มีราคาสูง ทีมจึงคิดค้นเสื้อที่ติดตั้งเซนเซอร์ Gyroscope เพื่อวัดระดับการเอนของกระดูกสันหลังแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อนั่งผิดท่านานเกิน 5 วินาที โดยข้อมูลจากเสื้อจะถูกส่งไปยังแอปพลิเคชันสำหรับติดตามผล ซึ่งแพทย์สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ประกอบการรักษาได้จริง พร้อมยังมีจุดเด่นที่ใส่ง่าย ใส่สบาย ใช้ได้ทุกวัน และราคาจับต้องได้

..แพรวลดา ทุมมากรณ์ ตัวแทนทีม Sciourtoo เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับว่า พวกเราไม่เคยเขียนโค้ดเลย แต่ต้องเรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่ศูนย์ให้ทันเวลา โชคดีที่มีอาจารย์และพี่ๆ จากซัมซุงคอยช่วยเหลือ โดยในอนาคตเราอยากให้เสื้อ Str8 up ช่วยผู้คนได้จริงและเข้าถึงคนได้กว้างขึ้น ผ่านการเข้าร่วมกับสิทธิบัตรทองหรือเป็นพาร์ทเนอร์กับโรงพยาบาลรัฐ เพราะเชื่อว่าหลายคนยังมีข้อจำกัดด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงการรักษา

ปิดท้ายที่ทีมรองชนะเลิศอีกหนึ่งทีมกับ AI SpineCheck จากปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ที่เลือกหยิบปัญหาโรคกระดูกสันหลังคดในเด็ก มาพัฒนาเป็นแพลตฟอร์ม AI SpineCheck ที่ให้ผู้ปกครองหรือโรงเรียนถ่ายภาพหลังของเด็กตามกรอบที่กำหนด แล้วให้ระบบ AI วิเคราะห์ความเสี่ยง พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์ โดยมีจุดเด่นคือ เข้าถึงง่าย ใช้ได้ทุกโรงเรียนเพียงแค่สมาร์ทโฟน และยังเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นส่วนตัว ปัจจุบันได้ทดลองใช้งานจริงแล้วในโรงเรียน 3 แห่ง รวม 50 คน พบว่าสามารถช่วยให้รายงานความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเข้ารับการรักษาได้ทันเวลามากขึ้น

นายเกียรติพงศ์ บุญญานุพงศ์ ตัวแทนทีม AI SpineCheck เผยว่า พวกเราลงพื้นที่ถ่ายรูปหลังเด็กด้วยตัวเอง ทำให้พวกเราเห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมในมุมที่ไม่เคยตระหนักมาก่อนว่า นวัตกรรมที่ดีต้องไม่ใช่แค่เจ๋ง แต่ต้องแก้ปัญหาให้คนได้จริง  นอกจากนี้ในอนาคตเรายังอยากให้ AI SpineCheck ต่อยอดฟีเจอร์เพิ่มขึ้น เช่น telemedicine เฉพาะทางหลังคด รวมไปถึงให้คำแนะนำด้านกายภาพ  และรับฟังให้คำปรึกษาทางจิตใจให้เด็กที่อาจไม่มั่นใจในตัวเอง เพื่อเข้าถึงการดูแลที่ดีขึ้น

ผลงานทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ที่พร้อมจะเป็นแรงขับเคลื่อนสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น โดยซัมซุงจะยังคงเดินหน้าเปิดพื้นที่การเรียนรู้ ทดลอง และมองหาโอกาสในการต่อยอดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความมุ่งมั่น “Together for Tomorrow Enabling People” เพื่อผลักดันให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาทักษะและเติบโตพร้อมรับอนาคตอย่างเข้มแข็ง

เสริมแกร่งอาชีวะไทย เร่งพัฒนาทักษะ ช่างระบบทำความเย็น – ปรับอากาศ ยกระดับฝีมือแรงงานสู่มาตรฐานอุตฯโลก

เสริมแกร่งอาชีวะไทย เร่งพัฒนาทักษะ ช่างระบบทำความเย็น - ปรับอากาศ ยกระดับฝีมือแรงงานสู่มาตรฐานอุตฯโลก

เสริมแกร่งอาชีวะไทย เร่งพัฒนาทักษะ ช่างระบบทำความเย็น – ปรับอากาศ ยกระดับฝีมือแรงงานสู่มาตรฐานอุตฯโลก

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและยกระดับทักษะบุคลากรอาชีวศึกษาไทยในสาขาระบบทำความเย็นและปรับอากาศ มุ่งสร้างกำลังคนคุณภาพที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ พร้อมส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบอาชีวศึกษาไทยให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน โดยมี น.ส.อภิรดี พหลเวชช์ ผู้อำนวยการกลุ่มสินค้าเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด และ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมลงนาม ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

..อภิรดี พหลเวชช์ ผู้อำนวยการกลุ่มสินค้าเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกลุ่มลูกค้าองค์กร บจก.ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการ Love&Care ของซัมซุง มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้พันธกิจ ‘Together for Tomorrow | Enabling People’ เราเชื่อว่า ‘การศึกษา’ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และเราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ สอศ. ในการยกระดับทักษะอาชีวะ เพื่อเตรียมเยาวชนไทยให้พร้อมกับอนาคตของอุตสาหกรรมดิจิทัลและสมาร์ทเทคโนโลยี

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ สอศ. กล่าวว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอาชีวศึกษาไทยให้มีความทันสมัยและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมจริง การร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพครูและนักเรียนให้พร้อมก้าวสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ภายใต้บันทึกความร่วมมือครั้งนี้ ซัมซุงและ สอศ. จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในสาขาที่เกี่ยวข้องกับระบบทำความเย็นและปรับอากาศ ภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อยกระดับทักษะของครู บุคลากร และนักเรียนอาชีวศึกษาให้มีความรู้และทักษะตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมจริง ผ่านการพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง พร้อมจัดโครงการและกิจกรรมต่อยอด เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวะได้ฝึกทักษะและศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง สนับสนุนวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์การเรียนการสอน และศูนย์ฝึกอบรมจริง ผ่าน บจก.อินสุวรรณ์ เทคนิคัล เซอร์วิสเซส สร้างประสบการณ์ตรงและความพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต อันจะนำไปสู่การพัฒนาแรงงานคุณภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน