มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

มฟล.จัดใหญ่! ‘ย้อนความทรงจำ’ ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ ดึงอธิการบดีผู้ก่อตั้งเล่าจุดเริ่มต้นจากผืนดินเชียงรายสู่สถาบันระดับสากล

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดยศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา จัดกิจกรรมสำคัญในวาระครบรอบ 10 ปีแห่งการดำเนินงานหอประวัติมหาวิทยาลัย ในชื่อกิจกรรม ‘ย้อนความทรงจำ…เมื่อครั้งอยู่ มฟล.’ ณ อาคารศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือฯ เพื่อรวบรวมและบันทึกเรื่องราวอันทรงคุณค่าจากปากคำของผู้มีส่วนร่วมวางรากฐานสถาบัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี มฟล. เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมเน้นย้ำว่า การอนุรักษ์ความทรงจำของสถาบันถือเป็นภารกิจสำคัญ เพราะเรื่องราวในอดีตคือพลังที่หล่อหลอมความสำเร็จในปัจจุบัน พร้อมแสดงความขอบคุณบุคคลกรยุคเริ่มแรกที่เสียสละร่วมสร้างมหาวิทยาลัยท่ามกลางความยากลำบาก

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการภาพถ่าย ‘MFU Then & Now’ ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานด้วยภาพความเปลี่ยนแปลงของอาคารสถานที่และภูมิทัศน์ในรอบหลายทศวรรษ รวมถึงกิจกรรมวงสนทนา ‘ล้อมวงเล่า…เรื่องราวชาว มฟล.’ โดยมีบุคคลสำคัญร่วมแบ่งปันเกร็ดประวัติศาสตร์ อาทิ 1.ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ (นายกสภาฯ และอธิการบดีผู้ก่อตั้ง) เล่าย้อนถึงวันแรกที่ลงพื้นที่สำรวจป่าเขาในเชียงรายเพื่อคัดเลือกสถานที่ก่อตั้ง หลักการทำงานยุคบุกเบิก และการวางรากฐานวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ 2.รองศาสตราจารย์ ดร.ชลอ ว่องวัฒนาภิกุล คณบดีผู้ก่อตั้งสำนักวิชานิติศาสตร์ และ 3.คุณเพ็ญสุวรรณส์ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารฯ คนแรก

ทั้งนี้ หอประวัติมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 อย่างมั่นคง ด้วยพันธกิจในการเป็นคลังข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีเพียงเอกสาร แต่ยังรวมถึง ‘ประวัติศาสตร์บอกเล่า’ (Oral History) จากประสบการณ์จริง เพื่อให้นักศึกษา บุคลากร และสาธารณชนได้เรียนรู้ พร้อมสืบสานปณิธานของสถาบันที่มุ่ง ‘ปลูกป่า สร้างคน’ และพัฒนาสังคมสืบต่อไป

/////////-026

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนกิจการศาสนา ความมั่นคงรัฐ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นภาครัฐ–ผู้นำศาสนา

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 เม.ย. 2569 ที่ห้องรับรองสำนักจุฬาราชมนตรี นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ให้การต้อนรับ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4  และทำหน้าที่ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4)  ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานด้านกิจการศาสนาอิสลาม

โดยพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย , นายชัช  หะซาเล็ม ผู้ทรงคุณวุฒิ จุฬาราชมนตรี, นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี  ดร.ปัณฑิพาณ์ ธาราภิบาล , ดร.ศรีสุดา  เลิศยิ่งเจริญชัย ร่วมให้การต้อนรับ

ด้าน จุฬาราชมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกิจการศาสนาอิสลามด้วยดีมาโดยตลอด เพื่อเสริมสร้างประโยชน์แก่พี่น้องมุสลิมและสังคมไทยโดยรวม พร้อมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด

การเข้าพบในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และการประสานความร่วมมืออย่างมีเอกภาพระหว่างภาครัฐและองค์กรศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการศาสนาอิสลามของประเทศ และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนต่างศาสนาในสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! 'VIPA Pitching Project 2026' เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! อย่าพลาด “VIPA Pitching Project 2026” เวทีพัฒนาไอเดียสารคดีสู่การผลิตจริงอัดแน่น 2 เวิร์กชอป เทคนิคเล่าเรื่อง-ลงมือผลิต ใกล้ชิดตัวจริงของวงกสน ทั้งผู้กำกับและนักสร้างสรรค์สารคดีระดับแนวหน้าของไทย พร้อมเปิดประสบการณ์เรียนรู้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของไอเดียสู่การ Pitch ผลงานอย่างมืออาชีพรีบสมัครได้ถึง 3 พ.ค.นี้

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดย Thai PBS Academy และ VIPA เปิดรับสมัครเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ “VIPA Pitching Project 2026” ภายใต้แนวคิด “The Power of Human : Behind the Scene” หรือ “เบื้องหลัง…พลังคนธรรมดา” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ผ่านมุมมองสารคดีเชิงสร้างสรรค์ โดยเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 3 พ.ค. 2569

นางสาวกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ในฐานะคณะทำงานโครงการฯ  กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ผู้เข้าร่วมได้ “คิดและลงมือทำจริง” ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการไฮไลต์สำคัญของโครงการปีนี้ คือ เวิร์กชอปเชิงปฏิบัติการแบบเข้มข้น ที่ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ครบทุกมิติของการผลิตสารคดี ตั้งแต่การพัฒนาไอเดีย ไปจนถึงการลงมือผลิตและนำเสนอผลงานจริง โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่

ช่วงแรก “The Power of Story” ระหว่างวันที่ 25 – 28 มิ.ย. 2569 (4 วัน) การอบรมเพื่อพัฒนาแนวคิดและโครงสร้างการเล่าเรื่องสารคดี ตั้งแต่การค้นหาเรื่อง มุมมองผู้กำกับ จนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเสนอผลงาน ต่อเนื่องด้วย “The Power of Production” ระหว่างวันที่ 22 – 26 ก.ค. 2569 (5 วัน) การอบรมเชิงปฏิบัติการที่ต่อยอดสู่การผลิตจริง ครอบคลุมการวางแผนการถ่ายทำ การจัดการกอง เทคนิคภาพและเสียง การตัดต่อ และการ Pitch อย่างมืออาชีพ

“อยากให้เวิร์กชอปครั้งนี้ เป็นมากกว่าการอบรม แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมได้ทดลองสร้างงานของตัวเองจริง ได้เรียนรู้ตั้งแต่การตั้งคำถามกับเรื่องเล่า ไปจนถึงการผลิตและนำเสนอผลงานอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถต่อยอดสู่การทำงานในอุตสาหกรรมสื่อได้” นางสาวกนกพร กล่าว

ด้าน นายประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้ง บ.บุญมีฤทธิ์ มีเดีย และ สื่อออนไลน์ มนุษย์ต่างวัย และคณะทำงานโครงการฯ กล่าวถึงความเข้มข้นของเวิร์กชอปว่า ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของคนทำงานสารคดีตัวจริงในทุกขั้นตอน ทั้งการเล่าเรื่องแบบปราณีต ค้นคว้าข้อมูลดี ๆ พาตัวเองไปสู่โลกกว้าง เจอผู้คนหลากหลาย ล้วนเป็นเสน่ห์ของงานสารคดี ดังนั้น เวิร์กชอปครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ได้ความรู้ แต่คือประสบการณ์ตรงที่สามารถเข้าถึงหัวใจของงานสารคดี

เวิร์กชอปครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญในวงการภาพยนตร์และสื่อสารคดี มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จริงอย่างใกล้ชิด อาทิ อาทิ พัฒนะ จิรวงศ์ เจ้าของผลงาน “ติดถ้ำ”, เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ จาก “Breaking The Cycle” และ นนทวัฒน์ นำเบญจพล ผู้กำกับผลงานระดับนานาชาติอย่าง Boundary และ By the River และ ปฏิภาณ บุณฑริก ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง (Solids by the Seashore) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเสียง การตัดต่อ กฎหมาย และการผลิตสื่อดิจิทัล ที่จะมาร่วมเติมเต็มทุกมิติของการสร้างสรรค์ผลงาน

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 20 ทีมที่ผ่านการคัดเลือก จะได้พัฒนาผลงานสารคดีสั้นความยาว 10–15 นาที พร้อมโอกาสเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม VIPA และชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท รวมถึงโอกาสต่อยอดผลงานร่วมกับไทยพีบีเอสในอนาคต

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 3 พฤษภาคม 2569 และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.VIPA.me/PitchingProject2026

มพก. – สปสช. จัดอบรมนักสื่อสารฯ รุ่นที่ 1 เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างเท่าเทียม

มพก. – สปสช. จัดอบรมนักสื่อสารฯ รุ่นที่ 1 เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างเท่าเทียม

มพก. – สปสช. จัดอบรมนักสื่อสารฯ รุ่นที่ 1 เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างเท่าเทียม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ (มพก.) ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคีเครือข่าย จัดอบรม “นักสื่อสารสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคนพิการ” รุ่นที่ 1 (ตามโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายคนพิการทางการได้ยินและทางการเห็น สู่การเป็นนักสื่อสารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อการผลิตสื่อสร้างสรรค์และการสื่อสารเชิงรุกที่เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างถ้วนหน้า) ณ ห้องประชุมสุนทรี ชั้น 3 อาคาร มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ

อธิปัตย์ บุญเลี้ยง คนพิการทางการได้ยินที่ได้เข้าร่วมอบรมฯ เพื่อร่วมเผยแพร่และสร้างความเข้าใจในข้อมูลหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ให้กับกลุ่มคนพิการทางการได้ยิน กล่าวว่า การเข้ามารับการอบรมและอาสาในการสื่อสารในสิทธิบัตรทอง เนื่องจากยังมีคนหูหนวกจำนวนมาก ไม่ทราบถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของตนเอง ทำให้หลายคนต้องสำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อน หรือในบางกรณีไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ แม้ว่าทาง สปสช. จะได้บรรจุสิทธิประโยชน์ไว้ ดังนั้นเมื่อมีรุ่นพี่มาชักชวนจึงเข้ามาร่วมรับการอบรมเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางไปยังกลุ่มคนหูหนวกดัวยกัน เพื่อเข้าถึงสิทธิบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนปกติอื่นๆ ทั่วไป

ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญในการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลว่า ปัญหาหลักสำคัญคือเรื่องการสื่อสาร เนื่องจากคำศัพท์ทางการแพทย์เป็นคำเฉพาะที่เข้าใจยาก และบางคำไม่มีภาษามือรองรับโดยตรง จึงเสี่ยงต่อการสื่อสารที่ผิดพลาด การมีล่ามภาษามือเข้ามาช่วยอธิบายขั้นตอนการรักษาและคำศัพท์เฉพาะทางจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลังจากเข้าอบรม ตั้งใจที่จะผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบวิดีโอ เพื่อให้เพื่อนผู้พิการทางการได้ยินทั่วประเทศ เข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรทองและข้อมูลจาก สปสช. ได้อย่างสะดวกและง่ายที่สุด

“โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนหูหนวกอย่างพวกเรา ในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับการรักษาสิทธิรักษาพยาบาลและบริการสุขภาพต่างๆ  เชื่อมั่นว่าจุดเริ่มต้นในวันนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยิน สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา” อธิปัตย์ กล่าว

ปนัดดา ประสิทธิเมกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ กล่าวว่า ที่มาของโครงการนี้ เริ่มจากการดำเนินโครงการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของคนพิการทางการได้ยินและทางการเห็น เพื่อการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้ค้นพบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่สำคัญเกี่ยวกับรูปแบบสื่อเฉพาะของคนพิการ เนื่องจากผลสำรวจพบว่าแม้คนหูหนวกส่วนใหญ่จะเคยเห็นข้อมูล สปสช. ผ่านสื่อต่างๆ แต่ยังไม่เข้าใจความหมายที่ชัดเจน โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ถูกต้องเหล่านี้ เข้าถึงคนหูหนวกทั่วประเทศได้อย่างครอบคลุม ผ่านช่องทางที่ใช้งานเป็นประจำ อย่างสื่อออนไลน์ทั้ง Facebook และ TikTok เป็นต้น

ทั้งนี้ อุปกรณ์สำหรับผู้พิการทางการได้ยินภายใต้ระบบบัตรทองที่ให้ความคุ้มครอง ได้แก่ 1.เครื่องช่วยฟังแบบกล่องระบบดิจิทัลและระบบแอนาล็อก ใช้กับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้มือในการควบคุมปุ่มต่างๆ และมีความผิดปกติของใบหู 2.เครื่องช่วยฟังแบบกัดหลังใบหูระบบดิจิทัล ใช้กับเด็กทุกวัยที่มีการสูญเสียการได้ยินระดับน้อยถึงรุนแรงมาก 3.เครื่องช่วยฟังแบบใส่ในช่องหูระบบดิจิทัล ใช้กับผู้ที่มีกิจกรรมมากและผู้ที่ไม่มีปัญหาในการใช้มือ และ 4.เครื่องช่วยฟังแบบนำเสียงผ่านกระดูกแบบหูเดียวระบบดิจิทัล ใช้กับผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินแบบทางนำเสียงบกพร่อง ซึ่งไม่สามารถใช้เครื่องช่วยฟังแบบอื่นได้ เช่น มีการติดเชื้อที่หู หรือน้ำหนวกเรื้อรัง

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนบริการรับ–ส่งผู้ป่วยสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทางเข้ารับบริการสาธารณสุข ครอบคลุมผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยที่มีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยต้องเป็นหน่วยบริการในระบบ สปสช. และสำหรับผู้มีสัญชาติไทยที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ทุกสิทธิการรักษาผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านไลน์ @ZENDAI เมนู “ลงทะเบียนรับสิทธิ” หรือโทรสายด่วน สปสช. 1330 โดยสามารถจองใช้บริการรถรับ–ส่งได้ ไม่เกิน 22 เที่ยวต่อคนต่อปี

สพฐ.เปิดผลแข่ง AI สร้างนวัตกรรมชุมชนแห่งอนาคต

สพฐ.เปิดผลแข่ง AI สร้างนวัตกรรมชุมชนแห่งอนาคต

สพฐ.เปิดผลแข่ง AI สร้างนวัตกรรมชุมชนแห่งอนาคต

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.26 น.

สพฐ. จับมือ ไมโครซอฟท์ เปิดประชันม.ปลาย โชว์ไอเดีย  AI Hackathon: “My Future Community – ชุมชนแห่งอนาคต” รอบชิง “ทีมตาสระอิสระโอ” จาก รร.เบญจมราชูทิศจันทบุรี คว้าชนะเลิศ พร้อมเตรียมแผนขยายการเข้าถึงสู่โรงเรียนในสังกัด ให้ได้ 29,000 แห่งภายในปี 2569

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเอวาน่า กรุงเทพฯ นายสมคิด จรียานุวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับมอบหมายจาก นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ภายใต้หัวข้อ “My Future Community: ชุมชนแห่งอนาคต” รอบชิงชนะเลิศ โดยมีคณะผู้บริหารจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด คณะกรรมการตัดสิน คณะครู และนักเรียน เข้าร่วม

โดยนายสมคิด กล่าวเปิดการแข่งขันตอนหนึ่ง ว่า สพฐ. ได้ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการยกระดับทักษะดิจิทัล และเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่สังคมที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-Driven Society) ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของ สพฐ.ในการขับเคลื่อนและขยายผลในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานใน 3 มิติหลัก คือ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อย่างยั่งยืน การยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงรุก โดยริเริ่มโครงการแข่งขันนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้ใช้เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านการเรียนรู้บนแพลตฟอร์ม NDLP (National Digital Learning Platform) ของ สพฐ.ที่ได้จัดเตรียมหลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ พร้อมทั้งเสริมทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 โดยปัจจุบัน แพลตฟอร์ม NDLP มีสื่อการเรียนรู้ที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้วกว่า 1,300 เรื่อง ครอบคลุมการพัฒนาทักษะสำคัญทั้ง 16 ด้านตามกรอบ World Economic Forum เพื่อเดินหน้าสู่การยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ก้าวทันบริบทโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง เราไม่ได้มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) การทำงานเป็นทีม และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในบริบทของชุมชนและสังคมอย่างเป็นระบบ โดย สพฐ.และไมโครซอฟท์ ตั้งเป้าหมายผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ดิจิทัลและ AI ทั่วประเทศ ด้วยการขยายการเข้าถึงไปยังโรงเรียนในสังกัดให้ครอบคลุมทั้งหมดกว่า 29,000 แห่ง ให้ได้ภายในปลายปี 2569

ด้าน นางสุภารัตน์ จูระมงคล ผู้อำนวยการด้านทักษะเอไอ บริษัท ไมโครซอฟท์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์และ สพฐ. เป็นแผนพัฒนาและเติมเต็มศักยภาพให้แก่เยาวชนไทยระยะยาว ซึ่งแนวคิดการแข่งขัน AI Hackathon ครั้งนี้เกิดจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่า เยาวชนไทยไม่ใช่เพียงผู้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี แต่คือผู้สร้างอนาคตของชุมชนตัวเอง การออกแบบหัวข้อ My Future Community จึงตั้งใจให้นักเรียนมองไปที่ปัญหาจริงในพื้นที่ชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ แล้วใช้เครื่องมือ AI เป็น “ภาษาใหม่” ในการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข หรือความปลอดภัยในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของไมโครซอฟท์ในการส่งเสริมให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างเป็นรูปธรรม และขอให้นักเรียนทุกคนอย่าหยุดเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาตนเองให้ทันทุกการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ ในปีนี้ ไมโครซอฟท์ได้จัดทำคอร์สเรียน AI คุณภาพไว้บนแพลตฟอร์ม NDLP เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

การแข่งขันในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากโรงเรียนนำร่องแพลตฟอร์ม NDLP ทั้ง 1,018 แห่ง มีนักเรียนส่งผลงานเข้าร่วมทั้งสิ้น 228 ทีม จาก 122 โรงเรียนทั่วประเทศ และคณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานที่โดดเด่นและมีศักยภาพสูงสุด จำนวน 8 ทีม เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยทั้ง 8 ทีมได้ผ่านการเข้าค่าย Hackathon Bootcamp และ Mentorship Program เพื่อพัฒนา Pitch Deck และขัดเกลาไอเดียการสร้าง Smart Community ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันนี้เป็นการนำเสนอไอเดีย (Pitching) ต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร  ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏ ว่า  “ทีมตาสระอิสระโอ” จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี รับรางวัลชนะเลิศ  “ทีม KKS re NPK”จากโรงเรียนขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ “ทีม Bergamot” จากโรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2

รายงานพิเศษ : 20 ปี สทน. วางรากฐานเทคฯนิวเคลียร์ของประเทศ พร้อมต่อยอดเศรษฐกิจ-การแพทย์-ความมั่นคงสุขภาพในอนาคต

รายงานพิเศษ : 20 ปี สทน. วางรากฐานเทคฯนิวเคลียร์ของประเทศ พร้อมต่อยอดเศรษฐกิจ-การแพทย์-ความมั่นคงสุขภาพในอนาคต

รายงานพิเศษ : 20 ปี สทน. วางรากฐานเทคฯนิวเคลียร์ของประเทศ พร้อมต่อยอดเศรษฐกิจ-การแพทย์-ความมั่นคงสุขภาพในอนาคต

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ครบรอบ 20 ปีแห่งการก่อตั้ง ในวันที่ 21 เมษายน 2569 นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 โดยตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา สทน. ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีนิวเคลียร์และการฉายรังสี เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การแพทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สทน. ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ พร้อมทั้งสร้างผลงานเชิงประจักษ์ในหลายมิติ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในภาคส่วนต่างๆ “สทน. มุ่งนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ทั้งในด้านการแพทย์ อาหาร เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย”

ความสำเร็จที่สำคัญ อาทิ ยกระดับระบบสาธารณสุขไทย สนับสนุนการใช้รังสีในทางการแพทย์ ทั้งการวินิจฉัยและการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง รวมถึงการผลิตไอโซโทปและการให้บริการฉายรังสีเพื่อความปลอดภัยทางการแพทย์ , เสริมความมั่นคงทางอาหารและการเกษตร พัฒนาพันธุ์พืชด้วยเทคนิคการฉายรังสี เพิ่มผลผลิตและความทนทานต่อสภาพแวดล้อม  พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี , เพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม นำเทคโนโลยีรังสีมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ เช่น การตรวจสอบโดยไม่ทำลาย (NDT) ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความปลอดภัยในภาคการผลิต การตรวจวิเคราะห์ปริมาณกัมมันตรังสีในสินค้าส่งออกของประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประเทศคู่ค้า , สนับสนุนการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ใช้เทคนิคไอโซโทปในการติดตามและวิเคราะห์มลพิษ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ , เป็นศูนย์กลางวิจัยและพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง พัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย , สร้างบุคลากรและความร่วมมือระดับสากล พัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ

ขณะเดียวกัน สทน. ยังได้พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีการฉายรังสีของประเทศอย่างครบวงจร โดยสามารถให้บริการการฉายรังสีได้ครบทุกเทคโนโลยีที่กฎหมายอนุญาต ได้แก่ รังสีแกมมา (Gamma Ray) รังสีเอกซ์ (X-Ray) และลำอิเล็กตรอน (Electron Beam) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยและเพิ่มมูลค่าให้กับอาหาร ผลผลิตทางการเกษตร เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ช่วยให้สินค้าไทยมีมาตรฐานและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นอกจากนี้ สทน. ยังได้ติดตั้ง เครื่องไซโคลตรอนเพื่อใช้ในการวิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์รังสี (Radiopharmaceuticals) ซึ่งมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยและรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะช่วยลดการนำเข้าเภสัชรังสีจากต่างประเทศ และเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนและการแพทย์ของประเทศในอนาคต

ในด้านการวิจัยขั้นสูง สทน. ได้พัฒนาและติดตั้งเครื่องโทคาแมค (Tokamak) ภายใต้ชื่อ Thailand Tokamak-1 เพื่อใช้ศึกษาวิจัยด้านพลาสมาและเทคโนโลยีฟิวชัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่ช่วยยกระดับศักยภาพงานวิจัยและเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การก้าวสู่ปีที่ 21 ของ สทน. จะเป็นการต่อยอดศักยภาพด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต โดย สทน. เตรียมผลักดัน 2 โครงการสำคัญของประเทศ ได้แก่ 1.โครงการสร้างคุณค่าและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ และอุตสาหกรรมของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี โครงการพัฒนาและขยายศูนย์ฉายรังสีระดับอุตสาหกรรมในภูมิภาคต่างๆของประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีการฉายรังสีของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และเครื่องมือแพทย์ ช่วยยกระดับความปลอดภัยของสินค้า เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

2.โครงการเพิ่มสมรรถนะการผลิตสารเภสัชรังสีเพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต โครงการจัดตั้งโรงผลิตสารเภสัชรังสีมาตรฐาน GMP ภายในสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ จังหวัดนครนายก เพื่อผลิตสารเภสัชรังสีที่ใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง เช่น ไอโอดีน-131 ช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เพิ่มความมั่นคงด้านการแพทย์ และรองรับผู้ป่วยมะเร็งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

การดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการฉายรังสีระดับอุตสาหกรรม และโครงการเพิ่มสมรรถนะการผลิตสารเภสัชรังสี จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร เกษตร และเครื่องมือแพทย์ ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ด้วยการผลิตสารเภสัชรังสีเพื่อรองรับการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

ในระยะยาว โครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในตลาดโลก และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านอาหารที่ปลอดภัยและการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

สกสค.ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง

สกสค.ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง

สกสค.ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.05 น.

สกสค.ขานรับนโยบาย ศธ. ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง ลดราคาสินค้ากว่า 50%

20 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบนโยบายลดภาระผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชน โดยให้ทุกส่วนงานเดินหน้าขับเคลื่อน “วาระเร่งด่วนที่สุด” เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ปกครองในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน โดยประกาศ 3 มาตรการสำคัญ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและทลายกำแพงข้อจำกัด มุ่งเป้าให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องและต้องไม่มีอุปสรรคทางการเงินมาขวางกั้น ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีข้อสั่งการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน

รมว.ศธ.เปิดเผยว่า กฎระเบียบเรื่องเครื่องแต่งกายหรือ ค่าใช้จ่ายแฝง จะต้องไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงได้ออก “ข้อสั่งการแรก” ที่มุ่งเน้นการลดภาระผู้ปกครองอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ทันที โดยแบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก ซึ่ง สกสค.ได้รับมอบหมายให้จัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น จัดหาหนังสือ แบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียน นำมาจัดจำหน่ายใน “ราคาควบคุม” โดยเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นต่อการเรียนรู้จริงๆ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองให้ตรงจุด และการบูรณาการข้ามกระทรวง โดยมอบหมาย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการประชุมร่วมกัน เพื่อแก้วิกฤตค่าครองชีพระดับมหภาค ซึ่ง ศธ.ได้เร่งประสานงานทำงานร่วมกับกระทรวง และหน่วยงานรัฐอื่นๆ อาทิ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันออกแบบมาตรการลดค่าใช้จ่าย ที่ครอบคลุมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมด้านอื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือกระจายไปถึงมือทุกครอบครัวอย่างแท้จริง

ด้าน ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.กล่าวว่า สกสค.ขานรับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมดำเนินงานอย่างเต็มกำลังในการช่วยผู้ปกครอง และประชาชนลดค่าครองชีพ ก่อนเปิดภาคเรียน โดยดำเนินการ ดังนี้

1.มอบให้องค์การค้าของ สกสค.จัดทำส่วนลดพิเศษกว่า 50% สำหรับร้านค้าศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ 7 สาขา และผ่านออนไลน์ ให้ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีสินค้าเข้าร่วมมากกว่า 260 รายการ กว่า 150,000 ชิ้น

2.ได้มอบหมายผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.จังหวัดทั่วประเทศ ประชุมร่วมกับคณะกรรมการ สกสค.จังหวัด ประสานความร่วมมือร้านค้าในพื้นที่ จัดทำส่วนลดพิเศษกว่า 478 แห่งทั่วประเทศ รองรับช่วงเปิดภาคเรียน

“การดำเนินงานครั้งนี้เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกจังหวัดพร้อมขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ โดยได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ คัดเลือกร้านค้าที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าในราคายุติธรรม พร้อมมอบส่วนลดพิเศษให้กับสมาชิก และผู้ปกครอง”

3.ประสานกับองค์กรภาคี โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อจัดส่วนลดร่วมกับร้านธงฟ้า และมินิธงฟ้า การจัดรถสินค้าเคลื่อนที่ การจัดกิจกรรมธงฟ้าที่สถานศึกษากว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ

เลขาธิการ สกสค.กล่าวในตอนท้ายว่า “เราเชื่อว่าการลดภาระเล็กๆ ในวันนี้ จะช่วยต่อโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยได้อย่างยั่งยืน สกสค.ขอเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมเคียงข้างครูและผู้ปกครองทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกการเปิดเทอมเป็นก้าวเริ่มต้น ที่มั่นคงของอนาคตลูกหลาน”

อว. เปิดตัวคอร์ส ‘อุ่นใจไซเบอร์’ พร้อมปั้นคนไทยรู้ทัน AI เรียนฟรีแถมสะสมหน่วยกิตได้

อว. เปิดตัวคอร์ส 'อุ่นใจไซเบอร์' พร้อมปั้นคนไทยรู้ทัน AI เรียนฟรีแถมสะสมหน่วยกิตได้

อว. เปิดตัวคอร์ส ‘อุ่นใจไซเบอร์’ พร้อมปั้นคนไทยรู้ทัน AI เรียนฟรีแถมสะสมหน่วยกิตได้

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.03 น.

20 เมษายน 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเสวนาในหัวข้อ สร้างคนไทยให้พร้อมใช้ AI อย่างมีคุณภาพ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ภายในการแถลงข่าวเปิดตัวคอร์สเรียน “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความรู้และทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทยพัฒนาโดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายสาขา จัดโดยกระทรวง อว. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ AIS โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. มุ่งพัฒนากำลังคนของประเทศผ่านระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้นิสิตนักศึกษากว่า 1.8 ล้านคนทั่วประเทศ ความร่วมมือกับ AIS และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายโอกาสการเรียนรู้เพื่อยกระดับทักษะ AI Literacy ควบคู่กับการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้าง “พลเมืองดิจิทัล” ที่มีคุณภาพและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต

“ความร่วมมือคร้้งนี้สะท้อนถึงเป้าหมายของ อว. ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่ายและยืดหยุ่น โดยเปิดกว้างให้ประชาชนและนักศึกษาเข้าเรียนหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy” ได้ฟรีผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Thai MOOC ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำผลการเรียนไปสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต (Credit Bank) ในรายวิชาศึกษาทั่วไป (GenEd) ของระดับอุดมศึกษาได้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน ศ.ดร.วิเลิศ เสริมว่า สถาบันการศึกษาต้องก้าวสู่บทบาทการสร้างคนให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ จุฬาฯ จึงมุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ภายใต้แนวทาง ‘Responsible AI’ โดยคอร์สนี้ออกแบบมาเพื่อให้การเรียนรู้ด้าน AI ไม่ใช่แค่สิทธิของคนเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น ‘โอกาสของทุกคน’ ที่สำคัญคือ นิสิตสามารถนำไปเทียบโอนเป็นหน่วยกิตในรายวิชาศึกษาทั่วไป (GenEd) ได้จริง ซึ่งถือเป็นความยืดหยุ่นที่ตอบโจทย์การศึกษาโลกยุคใหม่ ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเตรียมนำร่องเปิดสอนในรูปแบบออนไลน์ ในรายวิชาศึกษาทั่วไป (GenEd) ชื่อวิชา ‘การใช้งานเอไอด้วยสมรรถนะรอบด้าน’ (รหัสวิชา 0299009) และ การรู้เท่าทันดิจิทัล ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ (รหัสวิชา 0299001) จำนวน 3 หน่วยกิต ในปีการศึกษา 2569 โดยจะเริ่มเปิดใช้งานในเดือนสิงหาคม 2569

ขณะที่  นางสายชล ในฐานะภาคเอกชนผู้พัฒนาแพลตฟอร์มอย่าง AIS กล่าวว่า AIS ไม่เพียงมุ่งยกระดับเครือข่ายสู่ Autonomous Network และการนำ AI มาเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าขับเคลื่อน Ecosystem ของปัญญาประดิษฐ์อย่างรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมบริการที่ตอบโจทย์การใช้งาน AI ของลูกค้า อาทิ AISpace ศูนย์รวมบริการ AI, การส่งเสริมการสร้างทักษะดิจิทัลให้คนไทยทุกกลุ่มผ่านแพลตฟอร์ม Learn Di for Thais ตลอดจนการเสริมศักยภาพบุคลากรภายในองค์กรผ่านหลักสูตรด้าน AI โดยมี AIS Academy เป็นแหล่งความรู้ และล่าสุด เราตั้งใจยกระดับจาก Digital Literacy สู่ AI Literacy เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ และยกระดับความรู้ด้าน AI ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านหลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy : My AI Buddy’ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการ ‘อุ่นใจไซเบอร์’ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 และปัจจุบันมีผู้เรียนแล้วกว่า 1.05 ล้านคน โดยเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะช่วยให้คนไทยใช้งาน AI ได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สนุกกับการใช้ AI ในฐานะ ‘บัดดี้’ หรือเพื่อนคู่คิด สามารถอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างมั่นใจ มีความรับผิดชอบ และก้าวสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้หลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ได้ฟรี ทุกที่ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม Thai MOOC https://thaimooc.ac.th, Chula Neuron https://cuneuron.chula.ac.th, LearnDi for Thais บนเว็บไซต์ https://aunjaicyber.ais.th และแอปพลิเคชัน อุ่นใจ CYBER

‘อิฐบล็อกช่องลม’ จากเปลือกหอยแมลงภู่ นวัตกรรม ‘Bio Responsive Block’ สู่วัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง

‘อิฐบล็อกช่องลม’ จากเปลือกหอยแมลงภู่ นวัตกรรม ‘Bio Responsive Block’ สู่วัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง

‘อิฐบล็อกช่องลม’ จากเปลือกหอยแมลงภู่ นวัตกรรม ‘Bio Responsive Block’ สู่วัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตามแนวชายฝั่งทะเลไทย เปลือกหอยแมลงภู่นับล้านกิโลกรัมถูกทิ้งเป็นของเหลือปีแล้วปีเล่า ขณะเดียวกัน วงการวัสดุก่อสร้างทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการลดการปล่อยคาร์บอน ผศ.ดร.รันดา อดุลเดชจรัส อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นโอกาสท่ามกลางปัญหานี้ จึงได้คิดค้นและพัฒนา “Bio Responsive Block” อิฐบล็อกช่องลมจากเปลือกหอยแมลงภู่ ที่ไม่เพียงโดดเด่นเชิงสถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ชุมชนสามารถร่วมสร้างและขับเคลื่อนได้จริง

ย้อนกลับไปก่อนที่โครงการ Bio Responsive Block จะเริ่มขึ้น นวัตกรรมนี้มีจุดเริ่มต้นจากการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ ผศ.ดร.รันดา อดุลเดชจรัส ซึ่งสนใจศึกษาเรื่องเปลือกหอยเชอรีและหอยแมลงภู่ในฐานะวัสดุก่อสร้าง โดยได้นำมาพัฒนาเป็นอาคารศูนย์เรียนรู้ที่มีโครงสร้างไม้ไผ่ ผลงานชิ้นนั้น โดดเด่นจนได้รับการคัดเลือกไปจัดแสดงในงาน COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร นับเป็นก้าวแรกที่ยืนยันว่า “ขยะ” จากชุมชนประมงมีศักยภาพมากกว่าที่โลกเคยมองเห็น

เมื่อได้รับทุนวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ งานวิจัยชิ้นแรกของ ผศ.ดร.รันดามุ่งไปที่การนำเปลือกหอยมาเผาที่อุณหภูมิสูงกว่าหนึ่งพันองศาเซลเซียสเพื่อให้เกิดออกซิเดชัน แปรสภาพเป็นปูนขาวบริสุทธิ์ จากนั้นนำมาทดแทนส่วนหนึ่งของปูนซีเมนต์ OPC (Ordinary Portland Cement) ในสัดส่วนต่างๆ ตั้งแต่ 10 – 30% แล้วทดสอบค่าความแข็งแรงรับแรงกดตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ผลการวิจัยพบว่าหากสัดส่วนปูนขาวจากเปลือกหอยสูงเกินไป ความแข็งแรงจะลดลงจนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน

แต่นั่นยังไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ท้าทายกว่าคือคำถามที่ว่า “ชาวบ้านจะทำได้ไหม?” เพราะกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงต้องอาศัยเตาเผาอุตสาหกรรม ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในระดับวิสาหกิจชุมชน คำตอบนั้นเองที่เปิดประตูไปสู่แนวคิดใหม่ทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการผลิตที่เปลี่ยนมาเป็นการบดแทนการเผา ซึ่งการ “บดแทนเผา” ฟังดูเรียบง่าย แต่การเปลี่ยนกระบวนการจากการเผาด้วยอุณหภูมิสูงมาเป็นการบดด้วยแรงมนุษย์นั้น ไม่ใช่แค่การลดขั้นตอนทางเทคนิค แต่คือการเปิดโอกาสให้ชุมชนเป็นเจ้าของกระบวนการผลิตได้จริงๆ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของโครงการวิจัย Bio Responsive Block

กระบวนการเผาในอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอน ตั้งแต่การใช้พลังงานความร้อนสูง การใช้เครื่องจักร ไปจนถึงค่าไฟฟ้าและกำลังคนในการดูแลระบบ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นกระบวนการบด อย่างมากที่สุดก็ใช้เพียงแรงมนุษย์หรืออุปกรณ์ขนาดเล็กที่หาได้ในครัวเรือน

แน่นอนว่ากระบวนการบดมีข้อจำกัด ผงที่ได้จะไม่บริสุทธิ์เท่ากับปูนขาวที่ผ่านการเผา และใช้เวลามากกว่า แต่ในบริบทของการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน นี่คือการแลกที่คุ้มค่า “ทุกอย่างล้วนให้มูลค่าต่อวัสดุที่เกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการเผาหรือบดก็ตาม” ผศ.ดร.รันดากล่าว

หัวใจของ Bio Responsive Block รูปแบบปัจจุบันอยู่ที่การผสมระหว่างเปลือกหอยบดกับปูนเทอร์ราซโซ (Terrazzo) ซึ่งเป็นปูนที่ใช้ทำพื้นหินขัดมาแต่เดิม ความแตกต่างระหว่างรูปแบบแรกที่ใช้ปูนขาวจากกระบวนการเผากับรูปแบบการบด ไม่ใช่แค่เรื่องของสูตรส่วนผสม แต่คือการยกระดับจาก “วัสดุก่อสร้าง” ไปสู่ “วัสดุตกแต่งที่มีมูลค่า”

เทอร์ราซโซทำให้พื้นผิวของบล็อกมีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ จากเปลือกหอยแมลงภู่สด มีสีเขียวเข้มและมีความแข็ง เมื่อผ่านการบดและนำมาผสมในสัดส่วนต่างๆ จะทำให้ผิวหน้าของบล็อกมีโทนสีตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้มที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยส่วนผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสม คือใช้เทอราซโซ่ไม่เกิน 30% จะรักษาความแข็งแรงของโครงสร้างไว้ได้

แม้จะเป็นขยะเหลือทิ้งจากการประมง อาจารย์รันดาก็ย้ำว่าในกระบวนการผลิต จะไม่ให้มีของเสียเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ทุกชิ้นส่วนของเปลือกหอยถูกใช้งานในหลายๆกระบวนการ เปลือกหอยที่สวยงามจะถูกคัดออกมาสำหรับเป็นผิวหน้าของบล็อก ส่วนที่เหลือจะถูกบดเป็นผงผสมในเนื้อวัสดุ นี่คือการออกแบบที่คิดครบทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นอกจากนี้อาจารย์รันดามีแนวคิดที่จะผสมหินมงคลตามหลักฮวงจุ้ยเข้าไปในสูตรด้วย เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสีและพลังงานของวัสดุ ซึ่งเพิ่มมิติความหมายและคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ได้อีกทางหนึ่ง

ผศ.ดร.รันดา ตระหนักดีว่าความสวยงามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ วัสดุทุกชนิดต้องผ่านการพิจารณาในมิติของ Thermal Performance หรือสมรรถนะเชิงความร้อน โดยเฉพาะในประเทศที่มีภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีทั้งความร้อนและความชื้นสูงตลอดปี รูปแบบช่องลมของบล็อกออกแบบมาให้อากาศไหลผ่านได้ ช่วยระบายความร้อนและเพิ่มการหมุนเวียนอากาศภายในอาคารโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศ นอกจากนี้ Pattern ของช่องลมยังสร้างแสงและเงาที่ไหลเข้ามาในพื้นที่อย่างสวยงาม เพิ่มบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาให้กับสถาปัตยกรรม

การออกแบบของอาจารย์มองไปที่การตกแต่ง มากกว่าการรับแรงทางโครงสร้าง จึงเหมาะกับการใช้เป็น Highlight Wall หรือผนังเด่นในบ้านพักอาศัย รีสอร์ต คาเฟ หรืออาคารที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติและความยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งผนัง อาจเลือกเพียงจุดที่ต้องการเน้นก็เพียงพอ หากนำไปใช้ภายนอกอาคาร การเคลือบผิวที่เหมาะสมจะช่วยให้วัสดุทนต่อน้ำและแสงแดดได้ยาวนานยิ่งขึ้น

“ในอนาคตอาจมีการเพิ่มเส้นใยธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น เช่น เส้นใยต้นตาลหรือพืชอื่นๆ เข้าไปในผนัง เพื่อเพิ่มคุณสมบัติฉนวนความร้อน ช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคาร ซึ่งจะทำให้ตอบโจทย์เรื่องการประหยัดพลังงานในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นได้ยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.รันดา กล่าวและเล่าถึงขั้นตอนการผลิตว่า เริ่มต้นด้วยการรวบรวมเปลือกหอยจากชุมชน ล้างทำความสะอาด ตาก แล้วบดให้ละเอียดจนได้ผงคล้ายแป้ง ผงที่ได้นำมาผสมกับปูนเทอร์ราซโซในสัดส่วนที่กำหนด ผสมน้ำ คลุกเคล้า เทหล่อลงแม่พิมพ์ รอแห้ง แกะออก แล้วขัดผิวด้วยมือ ตลอดสายการผลิตอิฐบล็อกช่องลม ใช้เพียงอุปกรณ์ที่หาได้ในครัวเรือน ไม่มีเครื่องจักรอุตสาหกรรมแม้แต่ชิ้นเดียว และงานวิจัยนี้อาจารย์รันดาใช้พื้นที่ในบ้านของตนเอง สำหรับการทดลองทำก่อนจะนำไปสู่ชุมชน

ผศ.ดร.รันดา เผยถึงเป้าหมายในอนาคตว่า จะเข้าไปจัด Workshop ให้ความรู้ชุมชนโดยตรง เพื่อก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนที่สามารถดำเนินงานได้อย่างอิสระ ชุมชนจะได้มองเปลือกหอยในมุมใหม่ ไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นวัตถุดิบที่มีค่าและสร้างมูลค่าให้ชุมชนได้

ชุมชนชาวประมงที่เข้าร่วมโครงการจะได้รายได้หลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งจากการขายหอยดองที่ทำอยู่แล้ว จากการแปรรูปเปลือกหอยเป็นผลิตภัณฑ์ และการเปิดรับนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ภาพในอนาคตที่อาจารย์เห็นคือชุมชนที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงหอยในทะเล การเก็บเกี่ยว การแปรรูปเนื้อหอย ไปจนถึงการทำผลิตภัณฑ์จากเปลือกหอยด้วยสองมือ นั่นคือการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ที่ให้ทั้งประสบการณ์และมีความหมายต่อสิ่งแวดล้อม

โมเดลนี้สามารถขยายไปยังพื้นที่ชายฝั่งอื่นๆทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะแคลเซียมคาร์บอเนตไม่ได้มีแค่ในเปลือกหอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยเชอรี หรือหอยลายก็ล้วนมีศักยภาพเช่นเดียวกัน ผศ.ดร.รันดากล่าว “เราไม่ได้ออกแบบให้มันเป็น Case Study ของชุมชนเดียว แต่อยากให้มันเป็นแรงบันดาลใจที่โมเดลนี้สามารถทำได้ต่อไปในอนาคต”

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความใหม่ของนวัตกรรมนี้คือการที่มันไม่ได้ใหม่เลย “คนไทยโบราณก็เอาปูนเปลือกหอยมาทำพระ ทำสีปูนแดงสำหรับกินกับหมาก มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ผศ.ดร.รันดาเล่า นั่นหมายความว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คือการรื้อฟื้นภูมิปัญญาเดิมและนำมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทสมัยใหม่ ทั้งในแง่เทคโนโลยีวัสดุ การออกแบบ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

จากความสำเร็จของผลงานนวัตกรรมที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและออกสู่สาธารณะ ผศ.ดร.รันดาเผยความรู้สึกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะนักวิจัยและอาจารย์ ไม่ใช่ความสำเร็จเชิงพาณิชย์ แต่คือความภูมิใจที่ได้ให้ความรู้แก่คนอื่นในการนำไปทำได้จริง เกิดมูลค่าจริง และมีการต่อยอดต่อไปได้

Bio Responsive Block อาจเพิ่งเริ่มต้น แต่เรื่องราวที่บอกเล่านั้นลึกกว่าผนังก้อนหนึ่ง เป็นเรื่องของชุมชนที่มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เคยถูกทิ้ง รวมถึงนักวิจัยที่ไม่ยอมให้ความรู้อยู่นิ่งบนกระดาษ แต่เป็นการสร้างคุณค่าให้วัสดุจากธรรมชาติที่รอวันถูกมองเห็นมานานแล้ว

ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานนวัตกรรมที่น่าสนใจนี้ได้ที่ อีเมล runda.a@chula.ac.th

เปลี่ยนปิดเทอม..เป็น ‘สนามเด็กเล่น’ NSM ชวนเที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์กลางห้าง’ สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์

เปลี่ยนปิดเทอม..เป็น 'สนามเด็กเล่น' NSM ชวนเที่ยว 'พิพิธภัณฑ์กลางห้าง' สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์

เปลี่ยนปิดเทอม..เป็น ‘สนามเด็กเล่น’ NSM ชวนเที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์กลางห้าง’ สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้! เพราะทุกการ “ลองเล่น” คือก้าวแรกสู่การค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์

งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” คือพื้นที่แห่งความสนุก สร้างสรรค์ด้วยกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ผู้เข้าชมสามารถลงมือทำได้จริงบนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ณ Alive Park Hall ชั้น G ฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี จัดโดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM ผนึกกำลังกับฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์และพันธมิตร อย่างGISTDA หรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ –  iMake – Tero Digital – พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาและ Thai PBS ระหว่างวันที่ 17 – 26 เม.ย.2569 

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยว่า NSM ร่วมกับ ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ สร้าง “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” หรือ “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อให้เป็นหมุดหมายด้านการเรียนรู้ Learning Landmark ที่สำคัญของครอบครัวโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมครอบครัวยุคใหม่ต้องการพื้นที่ที่รวมการพักผ่อนและการพัฒนาทักษะลูก ไว้ในที่เดียว งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง”  จึงเป็นการนำ Content ของพิพิธภัณฑ์มาบวกกับ Lifestyle ของห้างฯ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์เข้าถึงง่ายและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจริง ๆ ผ่านการจัดกิจกรรมพิเศษในช่วงปิดเทอม

งานพิพิธภัณฑ์กลางห้างในปีนี้ มีการนำเสนอความพิเศษที่เข้มข้นกว่าทุกปีผ่าน 3 แกนหลัก คือ 1.นิทรรศการเคลื่อนที่ ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สวมบทบาทเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวจิ๋ว ทั้ง Science Speak ที่จะพาไปถอดรหัสความลับของชีววิทยา และ Science Spark ที่จะจุดประกายความเข้าใจเรื่องฟิสิกส์ผ่านการเล่นด้วยตนเอง , 2.กิจกรรม Work Shop พบกับ Future Careers: จำลองโลกอาชีพใน Job World ทั้งนักคิดค้นยา (Pharmacist) เรียนรู้กระบวนการผลิตยาและการทำงานของเภสัชกร, นักออกแบบเครื่องประดับ (Jewelry Designer) ฝึกจินตนาการและทักษะการออกแบบสร้างสรรค์ เป็นต้น

ยังมีเรื่องของ Creative Science  พบกับ กิจกรรม Soap Studio หรือนักเล่นแร่แปรสบู่ การเปลี่ยนเรื่อง “สถานะสสาร” ให้กลายเป็นงานศิลปะ ผ่านการทำสบู่แฮนด์เมดที่นำกลับบ้านได้จริง หรือเรื่องของ Solar System Illuminatorกิจกรรมประดิษฐ์ดวงดาวในระบบสุริยะจากลูกบอล ช่วยให้จดจำลักษณะเด่นของดวงดาวผ่านงานฝีมือ

หรือเรื่องของ Exploration & Discovery  ผ่านกิจกรรม Seed to Seedling เรียนรู้การเดินทางของเมล็ดพันธุ์และการเติบโตของพืช, DIY Lab  พื้นที่ทดลองอิสระที่เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ “ลอง-ผิด-ลอง-ถูก” เพื่อสร้างนวัตกรรมชิ้นใหม่ ที่จะได้พบกับความสนุกของวิทยาศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในผลงานศิลปะแห่งความภาคภูมิใจ ที่สำคัญ งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” ยังมีพันธมิตรที่มาร่วมกันสร้าง “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้เด็กไทย

โดย GISTDA จะพาวาร์ปสู่โลกอวกาศผ่านเทคโนโลยี VR และกิจกรรม Space Inspirium , iMake จะเปิดสนามแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก และฝึกการเขียน Coding เบื้องต้น , พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาฯ จะนำงานวิจัยและ “ฟอสซิลของจริง” มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด , Tero Digital จะมาร่วมสร้างสีสันด้วยเทคโนโลยี AI สร้างสรรค์คอนเทนต์ “น้องคิดดี ฝันดี” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านสื่อสมัยใหม่และ Thai PBS จะมาในกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก

“การรวมตัวกันของพันธมิตรคือคำยินยันว่าเรากำลังร่วมกันสร้าง “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเด็กไทย เพราะเรายึดมั่นในภารกิจหลักคือการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งดารเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เราเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ต้อไม่หยุดนิ่งและต้องเข้าถึงได้ทุกที่ดังนั้นเราจึงวางแผนการทำงานให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตของสังคมในทุกช่วงเวลา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมและสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ด้าน น.ส.กัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เป็นความตั้งใจของฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ โดยจัดพื้นที่สำหรับโซนการจัดแสดงโดยเฉพาะ เพื่อให้ครอบครัว พ่อแม่ลูกได้มาใช้เวลาในช่วงปิดเทอมอย่างมีคุณภาพร่วมกัน ซึ่งตัวนิทรรศการและกิจกรรมที่นำมาจัดแสดงไม่สามารถหาได้ในห้องเรียน แม้แต่ในช่วงที่ตนเองเป็นเด็กก็ยังไม่มีโอกาสได้มาสัมผัสและเรียนรู้กับนิทรรศการและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ลงมือทดลองและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ในยุคสมัยปัจจุบัน อยากให้ทุกครอบครัวได้มาร่วมสนุกกับ “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ Alive Park Hall ชั้น G ฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี ซึ่งจะจัดแสดงเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 – 26 เม.ย.นี้