รายงานพิเศษ : ดัน 2 งานวิจัย..เพิ่มมูลค่า ‘กาแฟเกอิชา’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาเชียงราย

รายงานพิเศษ : ดัน 2 งานวิจัย..เพิ่มมูลค่า ‘กาแฟเกอิชา’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาเชียงราย

รายงานพิเศษ : ดัน 2 งานวิจัย..เพิ่มมูลค่า ‘กาแฟเกอิชา’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาเชียงราย

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภค (FMCG) ชั้นนำของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมจาก “ทรัพยากรท้องถิ่นไทย” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำสู่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้โครงการยกระดับการผลิตกาแฟอะราบิกาสายพันธุ์คุณภาพสูง “เกอิชา” เทียบชั้นมาตรฐานสากล สนับสนุนชุมชนชาวเขาให้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจระดับชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปเปลือกกาแฟเป็นถ่านกัมมันต์สำหรับใช้ในระบบกรองน้ำ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่สูงของ จ.เชียงราย ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.นีโอ คอร์ปอเรท เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ คือ การมีนวัตกรรมเป็นของตนเอง NEO ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภคชั้นนำของประเทศไทย จึงมุ่งมั่นสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายชุมชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ด้วยเชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจนั้น จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณค่าร่วมทั้งในด้านการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาการศึกษา การส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างรากฐานที่เข้มแข็ง

ตัวอย่างความร่วมมือที่ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือ การผสานศักยภาพระหว่างภาคเอกชนที่มีความเข้าใจตลาด กับภาคการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการและงานวิจัย โดยเฉพาะกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ NEO มีโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน อาทิ โครงการศึกษาและการพัฒนาการผลิตกาแฟอะราบิกาสายพันธุ์คุณภาพสูง โดยมุ่งเน้นศึกษาและพัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟสายพันธุ์ “เกอิชา” (Geisha) รวมถึงการบริหารจัดการแปลง และการดูแลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เหมาะสมและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้กับชุมชนเพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาและส่งเสริมการเพาะปลูกกาแฟ เกอิชา ณ หมู่บ้านแม่จันใต้ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย งานวิจัยนี้ช่วยให้ชุมชนชาวเขามีองค์ความรู้ในการผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูง เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

โครงการการใช้ประโยชน์ถ่านกัมมันต์จากเปลือกกาแฟในระบบกรองน้ำ ภายใต้แนวคิดการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ช่วยลดของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตกาแฟ พร้อมได้น้ำที่มีคุณภาพสม่ำเสมอสำหรับการแปรรูป และลดการใช้สารกรองในระบบ นอกจากนี้ ยังเป็นการเปลี่ยน “ของเหลือทิ้ง” ให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ด้านสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันชาวชุมชนบ้านดอยช้าง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ได้มีน้ำสะอาดอุปโภคและบริโภค ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำและสารกรอง และลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในระยะยาว ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี (Well-Being) อย่างยั่งยืน

“โครงการนี้สะท้อนแนวคิด Circular Economy ที่ NEO มุ่งผลักดัน โดยนำทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสียกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม เราเชื่อว่าทรัพยากรท้องถิ่นไทยมีศักยภาพสูง หากได้รับความพัฒนาอย่างจริงจัง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนงาน R&D ในท้องถิ่น ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ แต่ยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรมูลค่าสูงและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน” นายสุทธิเดช กล่าวและว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว การสนับสนุนงานวิจัยในประเทศเป็นอีกกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ NEO มีความพร้อมในการนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอยู่เสมอ นอกจากนี้การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพทรัพยากรท้องถิ่นในประเทศ ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านซัพพลายเชน ที่บริษัทสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพต่อไปในอนาคต

ในระยะยาว NEO ตั้งเป้าขยายงานวิจัยสู่นวัตกรรมสินค้าอุปโภคที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในทุกมิติ โดยยังคงรักษาพันธสัญญาในการเป็นพันธมิตรกับภาคการศึกษา เพื่อบ่มเพาะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพื่อบรรลุตามเป้าหมายการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันระหว่างชุมชน สถาบันการศึกษา และบริษัท โดยมีงานวิจัยเป็นตัวเชื่อมโยง เป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นตัวนำ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ภาคธุรกิจและสังคมไทย

“ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คือบทพิสูจน์วิสัยทัศน์ของ NEO ที่ไม่ได้มองเพียงผลกำไรระยะสั้น แต่ต้องการสร้างองค์ความรู้ที่ยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมไทย ผ่านการยกระดับคุณภาพทรัพยากรภายในประเทศเทียบเท่ามาตรฐานสากล ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิต ยังสร้างความภูมิใจให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย” นายสุทธิเดช กล่าวสรุป

รายการ ‘สถานีประชาชน’ ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

รายการ 'สถานีประชาชน' ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

รายการ ‘สถานีประชาชน’ ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.51 น.

รายการ “สถานีประชาชน” ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

รายการ “สถานีประชาชน” เผยสถิติ 3 เดือนแรกปี 2569 ร้องเรียนรวม 474 เรื่อง “คนหาย–ปรึกษากฎหมาย-ผู้บริโภค-สิ่งแวดล้อม-ฉ้อโกง” 5 ประเด็นสูงสุด ช่วยหาคนหายติดตามจนแจ้งพบแล้ว 86 เคส ขณะที่ตลอดปี 2568 มีผู้ได้รับการช่วยเหลือ 43,774 ราย ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะ ช่วยคลี่คลายปัญหา หาทางออกให้ประชาชน

ข้อมูลจากศูนย์ร้องทุกข์ไทยพีบีเอส รายการ “สถานีประชาชน” ช่วงวันที่ 1 มกราคม –31 มีนาคม 2569 ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนรวม 474 เรื่อง และสามารถช่วยเหลือจนมีผู้ได้รับผลประโยชน์ถึง  610 คน ครอบคลุมปัญหาหลากหลายด้าน โดยปัญหาที่ได้รับร้องเรียนมากที่สุด 5 อันดับแรก อันดับ 1 แจ้งคนหาย อันดับ 2 ปรึกษากฎหมาย อันดับ 3 ปัญหาผู้บริโภคอันดับ 4 ปัญหาสิ่งแวดล้อม อันดับ 5 การต้มตุ๋น หลอกลวง ฉ้อโกง นอกจากนั้นเป็นปัญหาโครงการของรัฐ ประสานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ภัยออนไลน์ ปัญหาสาธารณูปโภค ภัยพิบัติ หนี้นอกระบบ เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่ารายการยังคงเป็นพื้นที่กลางที่ประชาชนใช้พึ่งพาและส่งเสียงถึงสังคมได้อย่างต่อเนื่อง

นางกานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการข่าว รายการสถานีประชาชน กล่าวว่า ศูนย์ร้องทุกข์ไทยพีบีเอส ภายใต้การดำเนินงานโดย รายการ “สถานีประชาชน” ได้คัดเลือกนำประเด็นปัญหาและประเด็นสาธารณะที่กระทบชีวิตคนส่วนใหญ่นำออกอากาศ รวม 118 เรื่อง จาก 474 เรื่อง โดยประเด็นหลักที่นำเสนอมากที่สุด ได้แก่ ปัญหานโยบายและโครงการรัฐ 27 เรื่อง เรื่องชีวิตคนกรุงเทพฯ เลือกตั้ง 69 จำนวน 24 เรื่อง และปัญหาภัยออนไลน์ 22 เรื่อง และยังมีประเด็นผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม หนี้นอกระบบ ตลอดจนกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่สื่อสารปัญหาของประชาชนอย่างรอบด้าน และเชื่อมโยงประเด็นระดับพื้นที่เข้ากับระดับนโยบาย

นางกานดา กล่าวอีกว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลศูนย์ร้องทุกข์ไทยพีบีเอส พบว่า ปัญหาคนหาย และข้อกฎหมาย เป็นประเด็นที่มีการร้องเรียนเข้ามาสูงมาก ดังนั้น จะนำตัวอย่างของปัญหาที่พบมาพูดคุยนำเสนอในรายการด้วยการเพิ่มช่วงพิเศษ “คลินิกกฎหมายประชาชน”  ที่เชิญทนายความมาตอบคำถามยอดฮิตแบบสด ๆ ในรายการ  

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลคนหายไทยพีบีเอส ยังพบว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มีการแจ้งคนหายรวม 146 คน แบ่งเป็นชาย 107 คน และหญิง 39 คน ในจำนวนนี้สามารถประสานติดตามจนแจ้งพบแล้ว รวม 86 คน และยังอยู่ระหว่างติดตามอีก 60 คน ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เป็นรูปธรรมของรายการในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานข้อมูลระหว่างครอบครัว เครือข่ายสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดตามผู้สูญหายกลับคืนสู่ครอบครัว

อย่างไรก็ตาม รายการสถานีประชาชน ไม่เพียงแต่ประกาศตามหาผู้สูญหายเท่านั้น แต่จะนำเสนอเจาะลึกถึงสาเหตุที่คนหายไป เช่น ภาวะสมองเสือมในผู้สูงอายุ, ปัญหาวัยรุ่นหนีออกจากบ้าน เพื่อให้ความรู้เชิงป้องกันแก่ผู้ชม และเป็นการทำงานเชิงรุกป้องกันคนหายในพื้นที่ชุมชน

“สถานีประชาชน” จะไม่เพียงรายงานข่าวร้องทุกข์เท่านั้น แต่จะร่วมลงมือคลี่คลายทุกปัญหาจากประชาชน ตามสโลแกนของรายการ คือ “เข้าถึงปัญหา เข้าหาประชาชน” ที่สำคัญเราทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้ร้องเรียนทั้งหมด 2,796 เรื่อง มีผู้ได้ผลประโยชน์ทั้งหมด 43,774 คน ประเด็นการรับเรื่องร้องเรียนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ปรึกษากฎหมาย แจ้งคนหาย และปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเราช่วยแก้ปัญหาหาทางออก ตอกย้ำว่า รายการ “สถานีประชาชน” เป็นที่พึ่งพาได้จริง  และเราจะยังมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสะท้อนปัญหาและขับเคลื่อนสังคม เชื่อมโยงประชาชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมขยายเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน” นางกานดา กล่าวย้ำ

ติดตามรับชม รายการ “สถานีประชาชน” ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 14.05 – 15.00 น. ทางไทยพีบีเอส หมายเลข 3 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยพีบีเอส

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.49 น.

วันที่ 17 เมษายน 2569 เว็บ ไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ความว่า  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ดังนี้

1. พระราชวชิรปัญญาภรณ์ เป็น พระเทพวชิรญาณสุนทร บวรธรรมภาณี ศรีภาวนานุสิฐมหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดมหาชัย พระอารามหลวง จังหวัดมหาสารคาม มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2. พระวชิรธรรมโฆษิต เป็น พระราชวชิรธรรมโฆษิต โสภิตธรรมธาดา มหาคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3. พระวชิรคณาทร เป็น พระราชวชิรคณาทร บวรสังฆกิจจานุกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดบางพลีใหญ่กลาง จังหวัดสมุทรปราการ มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ 41 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 2 รูป ดังนี้

1. พระเทพปฏิภาณกวี เป็น พระธรรมวชิรปฏิภาณ สุพิธานธรรมธรนิเทศ พิเศษพุทธวัจนกวี ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นธรรม สถิต ณ วัดประยุรวงศาวาส

วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 6 รูป คือ พระครูปลัดปฏิภาณวัฒน์ 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูธรรมธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2. พระญาณวชิรวงศ์ เป็น พระราชวัชรธรรมธาดา ตรีปิฎกคุณาลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร

พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พุทธศักราช 2569 ประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ประเสริฐ เริ่มงานแรก เร่งขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS-โครงการ Thailand Zero Dropout

ประเสริฐ เริ่มงานแรก เร่งขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS-โครงการ Thailand Zero Dropout

ประเสริฐ เริ่มงานแรก เร่งขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS-โครงการ Thailand Zero Dropout

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.37 น.

“ประเสริฐ รมว.ศธ.” เริ่มงานแรก เร่งขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS -โครงการ Thailand  Zero Dropout เพื่อเพิ่มโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับ ดร.ไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ที่ประชุมได้หารือหลักๆ 5 เรื่อง โดยเรื่องแรก ได้หารือถึงโครงการทุน ODOS คือโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ ที่เน้นให้ทุนเยาวชนที่มีศักยภาพสูงแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ซึ่งเป็นโครงการที่ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่เคยดำเนินการมาเมื่อรัฐบาลที่แล้ว และเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีความสำคัญ จึงดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพื่อเปิดโอกาสให้ ช้างเผือก หรือนักเรียนที่มี ความรู้ความสามารถแต่ขาดโอกาส ให้ได้รับโอกาสในโครงการทุน ODOS สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมต้น และชั้นมัธยมปลาย

นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือถึงโครงการ Thailand  Zero Dropout  ซึ่งเป็นโครงการที่เราจะไม่ปล่อยให้เด็กสักคนเดียวหลุดออกนอกระบบการศึกษา จึงมีการวางแผนในปี 2569-2570 เพื่อเด็กทุกคนที่หลุดออกจากช่วงชั้นเรียนต่างๆได้กลับเข้ามาในระบบการศึกษา ซึ่งเดิมเด็กกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 1,000,000 คน แต่ตัวเลขล่าสุดมีประมาณ 600,000 คน ซึ่งเราพยายามจะลดตัวเลขดังกล่าวลงมาเรื่อยๆ  และวันนี้เราได้มีการวางแผนกันว่าแต่ละหน่วยงานจะมีแนวทางอย่างไรในการดึงเด็กเหล่านั้นกลับมาสู่ระบบการศึกษา

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียน ซึ่งเราพบว่ายังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ ดังนั้น เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณรายหัว หรือโอกาสต่างๆ มีความเสมอภาคและเป็นธรรมสำหรับเด็กในทุกภูมิภาค รวมถึงโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ ต้องจัดสรรงบประมาณเหล่านั้นให้มีความเป็นธรรมและคำนึงถึงคุณภาพด้านการศึกษา

นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้หารือถึงการผลิตครูในภาพรวมให้สามารถที่จะสร้างครูให้มีคุณภาพและตอบสนองต่อท้องถิ่น ในขณะเดียวกันกระจายตัวไปตามภูมิภาคต่างๆ โดยได้คำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่าง และได้หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อน

“ที่ประชุมใช้เวลาหารือนานเพราะเน้นเรื่อง โครงการทุน ODOS กับโครงการ Thailand  Zero Dropout เพื่อที่จะขับเคลื่อนต่อในเรื่องนี้  ซึ่งผมก็จะนำ2เรื่องนี้เสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีในการแต่งตั้งบอร์ดขึ้นมา 2 ชุด คือ คณะกรรมการโครงการทุน ODOS  และ คณะกรรมการโครงการ Thailand  Zero Dropout เพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจตรงนี้เกิดความรวดเร็วและสามารถที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ได้“ รมว.ศธ. กล่าว

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก

สงกรานต์ไทยอันดับ1  กระหึ่มโลก

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก นักท่องเที่ยวแห่ฉลอง คาดเงินสะพัด3หมื่นล้าน 5วันอันตรายตาย191ศพ เผยคดีขับเร็วครองแชมป์

ททท.ปลื้มสงกรานต์ไทย’69 คึกคักทั่วประเทศ นักท่องเที่ยวไทย-เทศตอบรับร่วมงานท่วมท้น คาดสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท เช่นเดียวกับวธ.เผยสงกรานต์ ดันประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 โลกเดือนเมษายน ขณะที่ศปถ.สรุปอุบัติเหตุ 5 วันอันตราย ช่วงสงกรานต์ ยอดเสียชีวิตพุ่ง 191 ราย กทม.ยอดสะสมสูงสุด ส่วนอุบัติเหตุเกิด 951 ครั้ง สาเหตุขับรถเร็วครองแชมป์ ด้านกรมคุมประพฤติเผยสถิติเมาขับสงกรานต์ 5 วัน ยังพุ่ง 3,726 คดี

เมื่อวันที่ 15 เมษายน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน หรือ ศปถ.รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 14 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์“ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

สงกรานต์วันที่5ดับ30-เจ็บ202

ปรากฎว่า เกิดอุบัติเหตุ 192 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 202 คน ผู้เสียชีวิต 30 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 38.54 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 28.13 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 72.88 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 77.08 บนถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 30.73 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ เวลา 15.01-18.00 น. ร้อยละ 23.96 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 23.71 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ แพร่ (16 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ แพร่ (18 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ปทุมธานี (3 ราย)

สะสม5วันอุบัติเหตุ951ครั้งตาย191-เจ็บ911

“สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมช่วง 5 วันของการรณรงค์คือ ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 เกิดอุบัติเหตุรวม 951 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 911 คน ผู้เสียชีวิต รวม 191 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ แพร่ (45 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ (47 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (16 ราย)”รมว.ยุติธรรมกล่าว

ศปถ.ปรับแผนรับมือคนเดินทางกลับ

และว่า วันนี้เป็นวันหยุดวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มทยอยเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ตามภูมิภาค และบางส่วนยังอยู่ท่องเที่ยวต่อในพื้นที่ ทำให้ถนนหลายสายมีปริมาณค่อนข้างมากและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ศปถ. จึงประสานจังหวัดให้ปรับแผนสร้างความปลอดภัยทางถนนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยบูรณาการตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัคร และหน่วยงานในพื้นที่ จัดการจราจรและอำนวยความสะดวกการเดินทาง เพื่อเตรียมรองรับการเดินทางกลับของประชาชน โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการการจราจร มิให้เกิดปัญหาติดขัดคับคั่งในทางสายหลักและถนนที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ย้ำเข้มมาตรการ10ข้อหาหลัก

ส่วนถนนที่มีการจราจรหนาแน่นให้เร่งระบายรถ เปิดช่องทางพิเศษ ปิดจุดกลับรถ ปรับสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการเดินทางของประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาตั้งจุดตรวจ และจุดบริการในบริเวณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการหลับในและการขับรถชนท้าย อีกทั้ง ให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจเข้มงวดการเรียกตรวจยานพาหนะในเส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะเส้นทางตรงระยะทางไกล ซึ่งผู้ขับขี่มักใช้ความเร็วสูง อีกทั้ง ประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ป้องกันอุบัติเหตุจากการง่วงแล้วขับ นอกจากนี้ ศปถ. ยังกำชับพื้นที่บังคับใช้กฎหมายตาม “มาตรการ 10 ข้อหาหลัก” อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ทั้งการคุมเข้มพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มข้นของ “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว” เพื่อป้องปรามและตักเตือนผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้วยมาตรการ “ดื่มแล้วขับ จับจริง” ซึ่งจะดำเนินคดีเด็ดขาดและส่งเข้ากระบวนการคุมประพฤติ

เพิ่มเที่ยวรถ-คุมเข้มความปลอดภัย

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการ ศปถ. เปิดเผยว่า ศปถ.สั่งทุกจังหวัดให้เตรียมเที่ยวการขนส่งโดยสารสาธารณะ ทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศให้เพียงพอ พร้อมคุมเข้มความปลอดภัย โดยให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจความพร้อมรถและพนักงานขับรถตาม Checklist ที่สถานีขนส่ง จุด Checking Point และจุดพักรถ โดยพนักงานต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง แอลกอฮอล์เป็นศูนย์ และชั่วโมงขับรถไม่เกินกฎหมายกำหนด ส่วนรถโดยสารต้องมีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบ ที่สำคัญพนักงานและผู้ให้บริการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาที่มีฤทธิ์กดประสาทเด็ดขาดเพื่อป้องกันการหลับใน และห้ามใช้ความเร็วเกินกำหนด จอดรับส่งตรงป้าย หากพบผู้ฝ่าฝืนจะลงโทษตามกฎหมายทันที เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางของประชาชนทุกรูปแบบ และขอให้ผู้ขับขี่รถทุกประเภทประเมินความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนขับรถ และตรวจเช็กสภาพรถก่อนเดินทางกลับ หากอ่อนเพลียหรือง่วงห้ามฝืนขับเด็ดขาด ควรจอดพักรถทุก 1 – 2 ชั่วโมงตามจุดบริการหรือสถานีบริการน้ำมัน

เมาขับสงกรานต์5วันพุ่ง3,726คดี

ด้านร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติเปิดเผยว่า กรมคุมประพฤติดำเนินมาตรการเข้มข้นภายใต้แนวคิดขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุและคุมประพฤติร่วมสร้างสังคมปลอดภัย ลดอุบัติภัยทางถนน โดยกรมคุมประพฤตินำผู้ถูกคุมความประพฤติร่วมทำกิจกรรมบริการสังคม สนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ในจุดบริการประชาชน 18 จุดต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 357 ราย รวมถึงจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กฎหมายจราจรและโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 24 ราย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง

ทั้งนี้ ในส่วนสถิติคดีคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติวันที่ 14 เมษายน 2569 มี 667 คดี เนื่องจากศาลปิดทำการหลายพื้นที่ แบ่งเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 650 คดี คิดเป็นร้อยละ 97.5 และคดีขับเสพ 17 คดี คิดเป็นร้อยละ 2.5 ขณะที่สถิติคดีสะสมช่วง 5 วัน ระหว่างวันที่ 10-14 เมษายน 2569 มี 3,961 คดี เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 3,726 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.07 คดีขับเสพ 230 คดี คิดเป็นร้อยละ 5.8 คดีขับรถประมาท 4 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.1 และคดีขับซิ่ง 1 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.03 สำหรับจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ 651 คดี สมุทรปราการ 317 คดี และนนทบุรี 266 คดี

คนแห่กลับรถแน่นสูงสุด6.3แสนคัน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศสิ้นสุดวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ว่า ตลอดทั้งวันมีประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพต่อเนื่อง โดยรถยนต์หนาแน่นช่วงถนนสายเอเชีย จ.อ่างทองชลอตัว ช่วงคอสะพาน ทางร่วมทางแยก สลับหยุดนิ่งเป็นระยะ ใช้ความเร็วได้ที่ 30-40 กม./ชม. เจ้าหน้าที่แนะนำใช้ทางเลี่ยงการจรจรช่วงเทศกาล ใช้เส้นทางผ่านถนนอ่างทอง-อยุธยา สายใน ผ่านเข้าสู่แยกกำนันดิเรก จังหวัดอยุธยา มุ่งสู่เส้นทางแยกวรเชษฐ์ เพื่อเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่ ซึ่งช่วงเย็น-ค่ำ มีปริมาณรถยนต์สะสมเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ตำรวจทางหลวง คาดปริมาณรถยนต์บนถนนสายหลักมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯ สูงสุดวันนี้ 6.3 แสนคัน เตรียมเปิดช่องทางพิเศษ ระบายรถสายอีสาน-เหนือ รองรับการจราจรติดขัด

สงกรานต์สร้างรายได้กว่า3หมื่นล.

ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ทั่วประเทศว่า เป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

“ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นี้ สะท้อนให้เห็นพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์” ผู้ว่าฯททท.กล่าว

ททท.ปลื้มสงกรานต์คึกคักทั่วไทย

และว่า ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนร่วมจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นหลายพื้นที่ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย อย่างที่จ.พระนครศรีอยุธยา ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” เช่นเดียวกับ บรรยากาศที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือคึกคักไม่แพ้กัน หลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้วันที่ 10–12 เมษายน มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท

นทท.ครึ่งล้านแห่เข้าไทยเล่นสาดน้ำ

ผู้ว่าการ ททท.กล่าวอีกว่า ในส่วนการจัดงานสงกรานต์พื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน

“ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวไทยเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ประมาณ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่ามีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5,963,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

สงกรานต์ดันไทยขึ้นอันดับ1โลก

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกล้นหลาม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร สะท้อนให้เห็นถึงพลัง“สงกรานต์ไทย” มรดกทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่โลกสัมผัสได้จริง คาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิด เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท ในปีนี้ได้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนการเติบโตของ Soft Power ไทยในระดับโลกชัดเจน โดย Nike แบรนด์กีฬาระดับโลก เปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษ Nike Dunk Low “Som Tum” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูอาหารไทยอย่าง “ส้มตำ” ถ่ายทอดผ่านการออกแบบที่ผสมผสานอัตลักษณ์ไทยอย่างสร้างสรรค์

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ทรงเป็นประธานตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในพระราชพิธีสงกรานต์ 2569

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ทรงเป็นประธานตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในพระราชพิธีสงกรานต์ 2569

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ทรงเป็นประธานตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในพระราชพิธีสงกรานต์ 2569

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.31 น.

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ทรงเป็นประธานตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในพระราชพิธีสงกรานต์ พุทธศักราช 2569

15 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น. ที่บริเวณประตูศรีรัตนศาสดา วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ เข้ามารับพระราชทานอาหารบิณฑบาต เนื่องในพระราขพิธีสงกรานต์ พุทธศักราช 2569 โดยมีหม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ทรงเป็นประธานในพิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 50 รูป จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย ดร.อนุสรณ์ บรรเทิง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศทางการศึกษา และคณะ นำนักศึกษาผู้แทนมหาวิทยาลัยฯ เข้าร่วมโครงการนิทรรศการและประกวดผลงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) ดีเด่น ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประจำปี 2569 โดยผลงานนักศึกษาสามารถสร้างชื่อเสียงในการประกวด คว้า 4 รางวัล รางวัลชนะเลิศ 2 รางวัล  และรองชนะเลิศ 2 รางวัล มีสถาบันเครือข่ายอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน 9 สถาบัน เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ในรูปแบบออนไลน์ และแบบ Onsite นำผลงานเข้าประกวด 2 ประเภท ได้แก่ การนำเสนอแบบปากเปล่า (Oral Presentation) จำนวน 40 ผลงาน และการนำเสนอแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จำนวน 26 ผลงาน  ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

ดร.อนุสรณ์ บรรเทิง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศทางการศึกษา กล่าวว่า โครงการฯนับเป็นเวทีส่งเสริมให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงาน เสริมสร้างประสบการณ์และทักษะการสื่อสารเชิงวิชาการในระดับเครือข่าย รวมถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการดำเนินงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานของนักศึกษา ตลอดจนเปิดเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นำนักศึกษาเข้านำเสนอผลงาน และสามารถคว้ารางวัลดีเด่น จำนวน 4 รางวัล ชนะเลิศ 2 รางวัล  และ รองชนะเลิศ 2 รางวัลดังนี้ ประเภทโปสเตอร์ : รางวัลชนะเลิศ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีเด่น ได้แก่  น.ส.สาริกา วาโยบุตร  สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ ผลงาน การลดปริมาณไนโตรรวม (TKN) ในน้ำทิ้งก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลาง , รางวัลชนะเลิศ ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ น.ส.มณฑาภู มูลสาร สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจในยุคดิจิทัล คณะศิลปะศาสตร์ ผลงาน แผนที่นำทางภายในโรงแรม (In-house Navigator)

ประเภท Oral Presentation : รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ น.ส.มินตรา หงศรีเมือง ️สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ผลงาน การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการรวบรวมข้อมูลจัดทำบัตรพนักงานด้วยระบบ Google Workspace: กรณีศึกษา Savan Park Office และบริษัทในเขต Zone C สปป.ลาว , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1ด้านนานาชาติดีเด่น ได้แก่  น.ส.ญาณัจฉรา วิเชียรธวัชชัย สาขาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผลงาน  Co-ZIF-67 Decorated MXene Nanocomposite as a Catalyst for Peroxymonosulfate Activation in the Degradation of Methylene Blue

นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่สะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาและการขับเคลื่อนการจัดการศึกษารูปแบบ CWIE ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง พร้อมพัฒนาทักษะและนวัตกรรมเพื่อการทำงานในอนาคตอย่างมีคุณภาพ

ความหวังทะเลไทย นักวิจัย มก. เพาะเนื้อเยื่อ ‘หญ้าคาทะเล’ สำเร็จ เพิ่มมิติความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหวังทะเลไทย นักวิจัย มก. เพาะเนื้อเยื่อ ‘หญ้าคาทะเล’ สำเร็จ เพิ่มมิติความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหวังทะเลไทย นักวิจัย มก. เพาะเนื้อเยื่อ ‘หญ้าคาทะเล’ สำเร็จ เพิ่มมิติความหลากหลายทางชีวภาพ

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิจัยคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จในเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของหญ้าชะเงาใบยาว หรือ หญ้าคาทะเล (Enhalus acoroides) ตลอดทั้งกระบวนการ เป็นที่แรกและที่เดียวในโลก รวมถึงพัฒนาวิธีการประเมินพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกเพื่อฟื้นฟูหญ้าทะเลได้สำเร็จ เป็นความหวังที่เปิดโอกาสใหม่ในการฟื้นฟูและอนุรักษ์หญ้าทะเลของไทย

“หญ้าชะเงาใบยาว” หรือ “หญ้าคาทะเล” เป็นหญ้าทะเลชนิดที่มีขนาดใหญ่ กระจายตัวตามบริเวณชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน จึงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่ง มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ทั้งในมิติของความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

ตลอดช่วงเวลากว่า 15 ปี คณะประมงได้เล็งเห็นถึงการถูกคุกคามที่เกิดกับระบบนิเวศหญ้าทะเล จึงได้สนับสนุนให้คณาจารย์และนักวิจัยหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าทะเล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งกระจายต้นพันธุ์ในอนาคตและลดการใช้ต้นพันธุ์จากธรรมชาติ จนปัจจุบัน เราได้ศึกษาวิจัยจนสามารถเพาะเลี้ยงเนื้อหญ้าชะเงาใยยาวได้เป็นผลสำเร็จตลอดกระบวนการเป็นที่แรกและที่เดียวในโลก ตั้งแต่การเลือกชิ้นส่วนเนื้อเยื่อ การฟอกฆ่าเชื้อ การชักนำยอด การชักนำราก จนได้เป็นต้นอ่อนหญ้าชะเงาใบยาวขนาดเล็ก ที่พร้อมจะนำไปอนุบาลในโรงเรือนเพาะเลี้ยงและอนุบาลหญ้าทะเล ขั้นตอนและกระบวนการ รวมถึงสูตรอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ KU Media ได้ขอจดสิทธิบัตรแล้ว การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการต้องใช้เวลาอย่างน้อย 18 เดือน เพื่อพัฒนาส่วนต้นอ่อนปลอดเชื้อ ให้เป็นยอดจำนวนมาก และกระตุ้นให้ยอดเกิดเป็นราก จนพัฒนาเป็นต้นอ่อนในที่สุด

คณะประมง ได้พัฒนาวิธีการเลี้ยงและขยายพันธุ์ต้นอ่อนหญ้าทะเล ทั้งที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและจากการเก็บจากธรรมชาติ โดยพัฒนาสูตรปุ๋ยและกระบวนการเลี้ยง ในระบบโรงเรือนหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน สถานีวิจัยประมงศรีราชา ซึ่งเป็นโรงเรือนเพาะเลี้ยงและอนุบาลหญ้าทะเลแห่งแรกของประเทศไทย และในภายหลัง ได้ถูกถอดแบบไปสร้างที่เกาะหมาก จ.ตราด เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง หมู่เกาะหมาก ภายใต้ความร่วมมือของคณะประมง บมจ.บางจาก องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก และ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีนักวิจัยของคณะประมงเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลโรงเรือนให้กับชุมชนเกาะหมากอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน โรงเรือนทั้งสองแห่ง เป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบในการปลูกเพาะขยายพันธุ์หญ้าทะเลให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก

นอกจากการเลี้ยงและอนุบาลหญ้าทะเลภายในโรงเรือนแล้ว คณะประมงยังได้ขยายหญ้าทะเลหลายชนิดลงสู่บ่อเพาะขยายพันธุ์หญ้าทะเลที่สถานีวิจัยประมงคลองวาฬ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ สถานีวิจัยประมงสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งสำรองต้นพันธุ์หญ้าทะเลหลายชนิดสำหรับใช้ในการเป็นอาหารสำรองของพะยูนยามหญ้าทะเลขาดแคลน และเป็นแหล่งรวบรวมชนิดพันธุ์เพื่อการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลในอนาคต

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พัฒนาวิธีการเพาะและอนุบาลหญ้าทะเลในหลายรูปแบบได้แล้ว เพื่อให้เกิดการพัฒนางานตลอดทางจนสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการปลูกในธรรมชาติได้ คณะประมงจึงคิดค้นวิธีการประเมินพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกหญ้าทะเล จนผู้ประเมินสามารถจัดทำออกมาเป็นแผนที่แสดงความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อใช้ร่วมกับ Google Earth Application ทำให้ผู้ปลูกสามารถเดินเลือกพื้นที่ได้ด้วยตนเอง หากผู้ปลูกสามารถเลือกพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม เพิ่มโอกาสรอดของหญ้าทะเลที่นำลงปลูกในพื้นที่ เป็นการใช้ต้นพันธุ์อย่างคุ้มค่า และลดการทำลายต้นพันธุ์ในธรรมชาติ โดยวิธีการประเมินพื้นที่ที่พัฒนาขึ้นนี้ ได้ผ่านการประเมินความแม่นยำ และมีการถ่ายทอดให้กับนักวิชาการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อใช้ประโยชน์แล้ว

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน ‘AAC 2026’ แลกเปลี่ยน ‘วัฒนธรรม – ภาษา’ ดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน ‘AAC 2026’ แลกเปลี่ยน ‘วัฒนธรรม – ภาษา’ ดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน ‘AAC 2026’ แลกเปลี่ยน ‘วัฒนธรรม – ภาษา’ ดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน “ASEAN Astronomy Camp – AAC 2026” เพื่อสัมผัสประสบการณ์การดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม ภาษา เยี่ยมชมหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ และห้องปฏิบัติการทางดาราศาสตร์ที่ล้ำหน้าและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน (ASEAN Astronomy Camp – AAC 2026) เป็นค่ายดาราศาสตร์นานาชาติ ที่เปิดรับสมัครเยาวชนอายุระหว่าง 15-19 ปี จากภูมิภาคอาเซียนและทั่วโลกกว่า 200 คน โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 42 คน จาก 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เมียนมาร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บังกลาเทศ อิตาลี ฟินแลนด์ โรมาเนีย และนักเรียนจากประเทศที่ไกลออกไปอีกครึ่งโลกอย่างโดมินิกันรีพับลิก ก็เดินทางมาร่วมค่ายนี้ด้วย

โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผ่านกิจกรรมหลากหลาย เช่น การแข่งขัน “Astro Challenge” ที่จำลองมาจากการแข่งขันตอบคำถามปริศนาดาราศาสตร์ระดับประเทศของ NARIT กิจกรรม “แรลลี่ดาราศาสตร์” ที่แต่ละทีมจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าร่วมกันระหว่างค่าย AAC กิจกรรมเรียนรู้การใช้กล้องโทรทรรศน์ สู่การแข่งขันหาประโยคลับที่ถูกซ่อนไว้ และการเรียนรู้เทคโนโลยีไครโอเจนิกส์ผ่านการทำไอศกรีมด้วยไนโตรเจนเหลว ซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้งานจริงในงานดาราศาสตร์

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานทางดาราศาสตร์ของไทย ได้แก่ กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร บนดอยอินทนนท์ และกล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นับเป็นหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในช่วงย่านคลื่นแสงที่ตามองเห็นและคลื่นวิทยุ อีกทั้ง ได้เยี่ยมชมอาคารปฏิบัติการนวัตกรรมขั้นสูง อาคารปฏิบัติการพัฒนาต้นแบบและบ่มเพาะเทคโนโลยี อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีฟิล์มบาง อาคารปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานเชิงกลขั้นสูง ซึ่งเป็นอาคารปฏิบัติการเชิงวิศวกรรมด้านดาราศาสตร์ที่ก้าวหน้า และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ตั้งอยู่ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จ. เชียงใหม่ สำนักงานใหญ่ของ NARIT

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของค่ายนี้ คือกิจกรรรมดูดาวบนท้องฟ้าที่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ณ ยอดดอยอินทนนท์ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดูดาวเบื้องต้น และรู้จักกลุ่มดาวผ่านท้องฟ้าจำลอง ก่อนออกไปสัมผัสประสบการณ์ดูดาวผ่านท้องฟ้าจริง และฝึกใช้งานกล้องโทรทรรศน์เพื่อสังเกตวัตถุท้องฟ้าที่น่าสนใจ รวมถึงวัตถุในห้วงอาวกาศลึกด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน หรือ AAC จะกลับมาอีกในปีถัดไป เพื่อมุ่งสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและพหุวัฒนธรรมแก่เยาวชนที่เข้าร่วมทุกคนอีกครั้ง ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครได้ทางทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และเว็บไซต์ http://www.NARIT.or.th

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 ทำบุญตักบาตร-สรงน้ำพระ เสริมสิริมงคล

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 ทำบุญตักบาตร-สรงน้ำพระ เสริมสิริมงคล

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 ทำบุญตักบาตร-สรงน้ำพระ เสริมสิริมงคล

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปี 2569 โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมงาน ณ บริเวณสวนป่าด้านข้างอาคารบรมราชกุมารี

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เพื่อเป็นการส่งเสริมและรักษาประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทย และความเป็นสิริมงคลเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย โดยมี พระครูวินัยวรญาณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธ) เจ้าอาวาสวัดป่าศรัทธาธรรมวิทยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้น อธิการบดี มมส ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระสมาทานศีล และรับศีลจากประธานสงฆ์  พระสงฆ์ได้แสดงพระธรรมเทศนาสัมโมทนานียกถา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่ผู้เข้าร่วมพิธี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ก่อนที่จะนำผู้บริหาร บุคลากร และนิสิต ร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก และพระพุทธมงคลมุนีศรีโรจนากร ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในเทศกาลสงกรานต์