‘IT DAY & JOB FAIR 2026’ มมส เชื่อมภาคธุรกิจ ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการ “IT DAY & JOB FAIR 2026 เตรียมพร้อมนิสิตสู่โลกอาชีพ” ประจำปีการศึกษา 2569 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตที่กำลังศึกษาและกำลังจะสำเร็จการศึกษา ได้รับทราบแนวโน้มตลาดแรงงาน และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การฝึกงาน สหกิจศึกษา รวมถึงการประกอบอาชีพในสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรมดิจิทัล และมัลติมีเดีย

โดยมี รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบโล่แสดงความขอบคุณและของที่ระลึกให้กับ 16 บริษัท และมี ผศ.ชุมศักดิ์ สีบุญเรือง รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการและบริหารจัดการเพื่อความเป็นเลิศ นำผู้บริหาร บุคลากร นิสิตและผู้แทนบริษัทเข้าร่วมงาน ณ ห้องฉายภาพยนตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นปีที่ 4 ของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างโอกาสในการเข้าสู่สายอาชีพของนิสิตเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการนำข้อมูลความต้องการของสถานประกอบการ มาใช้พัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจัดบูธแนะนำตำแหน่งงานและรับสมัครงาน การให้คำปรึกษาด้านเส้นทางอาชีพ การเปิดห้องสัมภาษณ์งานจริง ตลอดจนการประชุมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารมหาวิทยาลัยกับผู้แทนองค์กร เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทและองค์กรชั้นนำจำนวน 16 แห่ง เข้าร่วมจัดกิจกรรม อาทิ บริษัท เบย์ คอมพิวติ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

งาน IT DAY & JOB FAIR 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการมุ่งมั่นผลิตบัณฑิตคุณภาพที่มีความเชี่ยวชาญ และพร้อมก้าวสู่โลกการทำงานจริงได้อย่างมั่นใจ

IT DAY & JOB FAIR 2026มมส

ม.นครพนม จัดกิจกรรมจิตอาสา ‘ปล่อยปลา–ดำนาโยน’ สืบสานวิถีเกษตร ปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม จัดกิจกรรมจิตอาสาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้กิจกรรม “ปล่อยปลาและดำนาโยน” ณ บริเวณสระน้ำทฤษฎีใหม่และแปลงนาสาขาวิชาพืชศาสตร์ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษามีจิตสาธารณะ เรียนรู้การทำงานร่วมกัน และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง

กิจกรรมได้รับความร่วมมือจากคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาคณะเกษตรและเทคโนโลยี รวมถึงนักศึกษาคณะครุศาสตร์ ที่ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาดุกและปลาตะเพียนลงสู่สระน้ำทฤษฎีใหม่ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ พร้อมร่วมกิจกรรมดำนาโยน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการทำนาที่ช่วยลดการก้มทำงาน ลดอาการปวดหลัง และเป็นทางเลือกด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับวิถีการเกษตรในปัจจุบัน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนานักศึกษาที่มุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตให้มีทั้งความรู้ควบคู่คุณธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตทางการเกษตร โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านการลงมือปฏิบัติจริง

นายวัชพล สาริศรี นักศึกษาคณะครุศาสตร์ กล่าวว่า แม้ครอบครัวจะประกอบอาชีพทำนา แต่การดำนาโยนเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยได้ลองมาก่อน รู้สึกตื่นเต้นและสนุกกับกิจกรรม ได้พบเพื่อนต่างคณะ และได้เรียนรู้วิธีการทำนาอีกรูปแบบหนึ่ง แม้ว่าฝนจะตกตลอดกิจกรรมแต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกและความประทับใจ

ขณะที่นักศึกษาคณะเกษตรและเทคโนโลยีที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างเห็นว่า การดำนาโยนเป็นวิธีที่ช่วยลดอาการปวดหลังเมื่อเทียบกับการดำนาแบบปักกล้า อีกทั้งยังได้เรียนรู้วิถีการทำนาของชาวอีสาน พร้อมสร้างมิตรภาพกับเพื่อนต่างคณะผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน

น.ส.มุกดา คำพิลา นายกสโมสรนักศึกษาคณะเกษตรและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรูปแบบดำนาโยน โดยมีเป้าหมายส่งเสริมความสามัคคี การเรียนรู้วิถีเกษตร และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักศึกษาเป็นอย่างดี นอกจากกิจกรรมดำนาโยนแล้ว การปล่อยพันธุ์ปลาดุกและปลาตะเพียนยังเป็นอีกกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับแหล่งน้ำ และสร้างจิตสำนึกในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

กิจกรรมจิตอาสาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยนครพนม บูรณาการการเรียนการสอนเข้ากับการบริการสังคม ผ่านการสร้างประสบการณ์จริงให้นักศึกษาได้เรียนรู้คุณค่าของธรรมชาติ การทำงานร่วมกัน และการสืบสานวิถีเกษตรไทย อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน

ดำนาโยนปล่อยปลาม.นครพนมวิถีเกษตรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ส่งต่อโอกาส! ‘สตรีศึกษาร้อยเอ็ด’ มอบทุนการศึกษาปี 69 รวม 351 ทุน กว่า 1 ล้านบาท

25 สิงหาคม 2569 เวลา 16:01 น.

ส่งต่อโอกาส! ‘สตรีศึกษาร้อยเอ็ด’ มอบทุนการศึกษาปี 69 รวม 351 ทุน กว่า 1 ล้านบาท แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง-สร้างอนาคตเด็กไทย

วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิเพชรสตรีศึกษา ร่วมกับ มูลนิธิสมยศ-กฤษณา สหวัฒน์, สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด และสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 ณ โรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชน และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยมี นายพิชัยยา ตุระซอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีและมอบโอวาทแก่ผู้ได้รับทุน

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยมี นางจินตนา ชื่นวัฒนา นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด, นางชนิตา จารุธนิตกุล นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด พร้อมด้วย นายจักรวาล เจริญทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศึกษา คณะผู้บริหาร คณะครู บุคลากร และผู้มีเกียรติ ร่วมจัดงานและดำเนินคัดเลือกนักเรียนตามหลักเกณฑ์อย่างโปร่งใส

ในปีการศึกษา 2569 มีนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 351 ทุน คิดเป็นเงินมูลค่ารวม 1,047,000 บาท โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ทุนมูลนิธิเพชรสตรีศึกษา จำนวน 317 ทุน รวมเป็นเงิน 637,000 บาท และทุนสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสตรีศึกษา จำนวน 34 ทุน รวมเป็นเงิน 410,000 บาท

การมอบทุนครั้งนี้ นับเป็นพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่มุ่งมั่นใช้การศึกษาเป็นรากฐานในการพัฒนาคนและประเทศชาติ พร้อมขับเคลื่อนเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป

มอบทุนการศึกษามูลนิธิเพชรสตรีศึกษาร้อยเอ็ดโรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด

ปิดฉาก ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2569’ จุดประกายทักษะแห่งอนาคต ก่อนส่งต่อนิทรรศการสู่แหล่งเรียนรู้ทั่วไทย

25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:15 น.

ปิดฉากยิ่งใหญ่ “มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2569” ตอกย้ำไทยศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ระดับสากล  โชว์ศักยภาพเจ้าภาพ “ASPAC CONFERENCE 2026” ผนึก68 หน่วยงาน 30 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกโรงเรียนแห่จองทะลุ 1,500 แห่ง จุดประกายทักษะแห่งอนาคต ก่อนส่งต่อนิทรรศการสู่แหล่งเรียนรู้ทั่วไทย

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการจัดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569” (NST Fair 2026) ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future – วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี  ปรากฏว่าได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีสถาบันการศึกษาและโรงเรียนจากทั่วประเทศจองเข้าชมงานล่วงหน้ามากกว่า 1,500 แห่ง พร้อมเด็ก เยาวชน และประชาชน เข้าร่วมงานอย่างคึกคักตลอด 9 วันเต็ม

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM เปิดเผยว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ในปีนี้ประสบความสำเร็จทั้งในมิติต่างประเทศและการสร้างผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเยาวชนไทย โดยในระดับสากล NSM ได้แสดงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference: ASPAC Conference 2026) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริหาร นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจาก 68 หน่วยงาน ใน 30 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, จีน, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, ออสเตรเลีย และชาติสมาชิกอาเซียน มาร่วมแลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ร่วมกัน

ขณะเดียวกันหัวใจสำคัญที่สุดของการจัดงานคือการ “จุดประกายและสร้างทักษะแห่งอนาคตให้แก่เยาวชน” ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้จริง (Hands-on Experience) นอกห้องเรียน โดยเด็กๆ ได้ฝึกทักษะการตั้งคำถาม การสังเกต และการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ ไม่ว่าจะเป็นการเท่าทันเทคโนโลยีในนิทรรศการ AI Revolution: The New Human Edge เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางปัญญาประดิษฐ์, การเข้าถึงขุมพลังธาตุหายากในนิทรรศการ Rare Earth: The Invisible Powe ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม EV และพลังงานสะอาด, ตลอดจนการตระหนักรู้ถึงความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพผ่านนิทรรศการ The Hidden World of Rangelands และ Over the Bloom ที่เปิดมุมมองใหม่ให้เห็นคุณค่าของดอกไม้ต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น และส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่เยาวชนไทย

“NSM ขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน คณะครู และเยาวชนทุกคนที่มาร่วมเปิดโลกการเรียนรู้ ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับวงการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไทย โดยหลังจบงาน NSM จะนำชิ้นงานและนิทรรศการบางส่วนไปจัดแสดงต่อ ณ พิพิธภัณฑ์ในสังกัด NSM และกระจายส่งต่อไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้แก่เยาวชนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง” นายสุวรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ได้มีการมอบรางวัล “Thailand Science Communication Awards 2026”  เพื่อเชิดชูเกียรติบุคลากร องค์กร และผลงานที่มีบทบาทโดดเด่นในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่สาธารณชนอย่างสร้างสรรค์ เปลี่ยนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย และร่วมกันยกระดับการรู้วิทยาศาสตร์สำหรับพลเมือง (Science Literacy) ให้กว้างขวางและเข้มแข็งยิ่งขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวสู่อนาคตด้วยพลังแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

สำหรับ Thailand Science Communication Awards 2026 รวม 15 รางวัล ได้แก่ รางวัลผู้ทรงคุณูปการด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ (Distinguished Science Communication Award) จำนวน 4 ท่าน รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล คุณเฉลิมชัย ห่อนาค ศ.ดร.พิชัย สนแจ้ง และ Emeritus Professor Susan Mary Stocklmayer

รางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แห่งปี

(Science Communicator of the Year) จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ และ ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ

รางวัลองค์กรสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น (Excellence in Science Communication Organization Award) จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย และ ศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

รางวัลผลงานสื่อสารวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยม (Outstanding Science Communication Award) จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ ประเภทแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ อวกาศน่ารู้ by KornKT ประเภทรายการสาระบันเทิงด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ รายการ Kid Rangers ปฏิบัติการเด็กช่างคิด และประเภทโครงการหรือกิจกรรม ได้แก่ Bringing Thailand to Space: ประเทศไทยจะไปอวกาศ

นอกจากนี้ เพื่อต่อยอดแรงบันดาลใจและส่งต่อโอกาสให้แก่เยาวชน NSM ขอเชิญชวนน้อง ๆ ร่วมส่งผลงานประกวดในกิจกรรม “NST Fair บินลัดฟ้า ล่าฝันสู่สิงคโปร์” ชิงรางวัลแพ็กเกจศึกษาดูงานด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ณ ประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งสิ้น 9 รางวัล (รางวัลจากคณะกรรมการ 4 รางวัล และรางวัล Popular Vote 5 รางวัล) เพียงถ่ายทำคลิปวิดีโอรีวิวความประทับใจงาน NST Fair 2026 (ความยาว 60–90 วินาที) โพสต์ลง Social Media ของตนเองแบบสาธารณะ ส่งผลงานได้ตั้งแต่ 15 – 25 สิงหาคม 2569 ติดตามรายละเอียดกติกาเพิ่มเติมและประกาศผลได้ทาง Facebook: NSTFairThailand หรือเว็บไซต์ http://www.thailandnstfair.com และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-577-9960

ASPAC CONFERENCE 2026NSMมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2569

นาโนเทค – DTAM นำ ‘นาโนเทคโนโลยี’ ยกระดับสมุนไพรไทย สู่ยาแผนไทยมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

24 สิงหาคม 2569 เวลา 20:10 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับสมุนไพรและตำรับยาไทยสู่มาตรฐานระดับสากล พร้อมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ ผสานองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทยเข้ากับนวัตกรรมนาโน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพสารสกัดสมุนไพร เร่งเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตของเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สมุนไพรไทย” และ “ตำรับยาแผนไทย” เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และเป็นต้นทุนที่ได้เปรียบของไทย ทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและด้านทรัพยากรที่มีมูลค่าของประเทศ ขณะที่ความท้าทายสำคัญในการผลักดันเข้าสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ คือการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้บริโภค ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัย ความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกับ สวทช. โดยนาโนเทค จึงเป็นการผสานจุดแข็งด้านองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย ความเชี่ยวชาญเชิงนโยบายและระบบบริการสุขภาพ เข้ากับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเชิงลึก เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้และสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ให้กับสมุนไพรและตำรับยาแผนไทย

“ที่ผ่านมา นาโนเทค สวทช. มุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์องค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีในการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด การกักเก็บและการนำส่งสารสำคัญ เพื่อเพิ่มความคงตัวและประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร รวมไปถึงการประเมินฤทธิ์และกลไกการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และการทดสอบด้านความปลอดภัย สอดคล้องกับ 1 ใน 4 Strategic Focus ด้าน Herbal Health & Wellness ที่เน้นการพัฒนางานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมพร้อมถ่ายทอด ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิต ไปจนถึงองค์ความรู้ที่พร้อมนำไปต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมได้ทันที ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นาโนเทคจะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาต่อยอดตำรับยาแผนไทยที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับคุณภาพของตำรับยาให้มีมาตรฐาน มีผลการทดสอบเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” ดร.ภญ.อุรชา กล่าว

ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยว่า ความร่วมมือดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการคัดเลือกสมุนไพรและตำรับยาที่มีศักยภาพ นำมาศึกษาวิจัยเพื่อยืนยันผลลัพธ์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดของสารสกัดสมุนไพร เช่น การเพิ่มความคงตัว การละลาย และการดูดซึม ตลอดจนพัฒนาระบบนำส่งสารออกฤทธิ์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีผลการรักษาที่ชัดเจน พร้อมนำไปใช้งานจริงในสถานพยาบาล

“ความร่วมมือในครั้งนี้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพและส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้เป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้จะช่วยพิสูจน์และยืนยันประสิทธิผลของยาแผนไทยด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ให้บริการสุขภาพและผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ” ดร.นพ.พงศธร กล่าวเสริม

ด้าน ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัยอาวุโส นาโนเทค สวทช. และผู้อำนวยการแผนงานด้าน Herbal Health & Wellness กล่าวว่า แผนงานสารสกัดสมุนไพรเพื่อสุขภาพและสุขภาวะ (Herbal Health & Wellness) ของนาโนเทค สวทช. มุ่งใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเร่งสร้างนวัตกรรมยาตามตำรับยาแผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อสุขภาพคนและสัตว์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการวิจัยและพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

“ภายใต้ความร่วมมือระหว่างนาโนเทค สวทช. และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะมุ่งเน้นการต่อยอดตำรับยาแผนไทยดั้งเดิม ด้วยการนำนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทย เข้าไปเสริมประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในกลุ่มที่มีศักยภาพ ได้แก่ 1) กลุ่มที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ 2) กลุ่มบรรเทาอาการภูมิแพ้ และ 3) กลุ่มบรรเทาอาการปวด เพื่อยกระดับองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์และสามารถผลักดันไปสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันคัดเลือกสมุนไพรหรือตำรับเป้าหมายที่มีศักยภาพ และดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ครอบคลุมสารสำคัญ ฤทธิ์ทางชีวภาพ ความปลอดภัย ไปจนถึงประสิทธิผลของสูตรตำรับ” ดร.อุดม กล่าว

ความร่วมมือระหว่างสวทช. โดยนาโนเทค และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมระดับสากล ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสทางการตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยขยายผลสู่ระบบสาธารณสุขไทย พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนด้านการวิจัยและสุขภาพของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

DTAMนาโนเทคนาโนเทคโนโลยียาแผนไทยสมุนไพรไทย

สจล.พลิกมหา’ลัยสู่แหล่งบ่มเพาะกลุ่มทาเลนท์ เปิดแผนสร้าง ‘นวัตกร –นวัตกรรม’ ป้อนอุตฯอนาคต

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อปั้นนัก นวัตกรและกำลังคนรองรับ AI, Semiconductor, Data Center, Space Tech, SMR และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมโชว์ศักยภาพอันดับ 1 ของประเทศด้านการวิจัย และครองมหาวิทยาลัยรัฐที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุด 6 กลุ่มสาขา เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมเตรียมเปิด “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด From Lab to Life รวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 400 ผลงาน ระหว่างวันที่ 1–6 กันยายนนี้

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เปิดเผยว่า การพัฒนากำลังคนในวันนี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการผลิตบัณฑิตเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือรองรับตำแหน่งงานที่มีอยู่ เพราะในวันที่เทคโนโลยีใหม่ๆ และ AI กลายเป็นทรัพยากรที่ทุกประเทศสามารถเข้าถึงได้ใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครซื้อเทคโนโลยีได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่าใครมี “ทุนมนุษย์” ที่สามารถเข้าใจ ประยุกต์ และต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรม ผลิตภาพ และมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ได้มากกว่ากัน ด้วยเหตุนี้ สจล. จึงกำลังขยับบทบาทจากมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรเพื่อเป็นแรงงานของอุตสาหกรรม ไปสู่การสร้างคนที่สามารถ “สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ได้ด้วยตนเอง ทั้งในฐานะนักพัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย ผู้ประกอบการนวัตกรรม และผู้สร้างธุรกิจใหม่ เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้บัณฑิตมีงานทำ แต่ต้องการทำให้คนหนึ่งคนสามารถสร้างงาน สร้างเทคโนโลยี และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนอีกจำนวนมาก พร้อมยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพคิดค้น พัฒนา และเป็นเจ้าของนวัตกรรมได้เอง

ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี สจล. ได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อสร้างบัณฑิตนวัตกร ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม ให้เป็นทุนมนุษย์ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านแนวทางพัฒนามหาวิทยาลัยภายใต้แนวคิด Everywhere is our Living Lab หรือ ให้ทุกพื้นที่ของ สจล. คือแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย โดยยังพัฒนาองค์ประกอบของ Talent and Innovation Infrastructure ให้ครอบคลุมทั้งหลักสูตร บุคลากร ห้องปฏิบัติการ พื้นที่ทดลอง ระบบนิเวศวิจัย เครือข่ายภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อให้มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้าง “คน เทคโนโลยี และธุรกิจนวัตกรรม” ไปพร้อมกัน

โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญของ สจล. คือการให้นักศึกษาเริ่มต้นสร้างนวัตกรรมตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ผ่าน Team Project ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนจากหลากหลายสาขารวมทีมกันวิเคราะห์ปัญหา ประยุกต์องค์ความรู้ ทดลองสร้างต้นแบบ และนำเสนอผลงานต่อคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรม โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับโอกาสพัฒนาต่อและนำไปจัดแสดงใน KMITL Expo 2026

รศ.ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สจล. มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรชั้นนำในการร่วมออกแบบหลักสูตร การฝึกงาน การพัฒนางานวิจัย การใช้เครื่องมือและห้องปฏิบัติการ ตลอดจนการร่วมตั้งโจทย์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ขณะเดียวกันยังมีเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นักศึกษา บุคลากร และงานวิจัย รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา โดยมีระบบทุนการศึกษาที่ช่วยสนับสนุนนักศึกษาในหลากหลายกลุ่ม ทั้งทุนสำหรับนักศึกษาที่เรียนดีและขาดแคลนทุนทรัพย์ ทุนสนับสนุนค่าครองชีพ และทุนน้องใหม่ลูกพระจอมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ผลจากการพัฒนาระบบนิเวศดังกล่าวทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บัณฑิต สจล. มีอัตราการได้งานทำเฉลี่ย 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยภาวะการมีงานทำของบัณฑิตโดยรวมซึ่งอยู่ที่ 73.67% ขณะที่หลักสูตรในกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรมศาสตร์ และโลจิสติกส์ ยังคงได้รับความสนใจจากผู้สมัครเข้าศึกษาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนทั้งความเชื่อมั่นของผู้เรียนและความต้องการของตลาดที่มีต่อบุคลากรจาก สจล.

ส่วนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพการศึกษาของ สจล. ส่งผลให้ผลจัดอันดับของ ThaiTopU ประจำปี 2025 ซึ่งยกให้ สจล. เป็นมหาวิทยาลัยรัฐอันดับ 1 ที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุดใน 6 กลุ่มสาขา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ไอทีและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาปัตยกรรมศาสตร์ โลจิสติกส์ รวมถึงเทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร แสดงให้เห็นถึงจุดแข็งที่ครอบคลุมทั้งสายวิทย์ เทคโนโลยี และการออกแบบ ขณะเดียวกัน EduRank ประจำปี 2026 ยังจัดให้ สจล. เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยใน 8 สาขา ได้แก่ วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมระบบอัตโนมัติและควบคุม เครือข่ายคอมพิวเตอร์ การจัดการฐานข้อมูล และ Computer Vision พร้อมคว้าอันดับ 2 ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน และอันดับ 3 ด้าน UX/UI Design และ Animation ตอกย้ำศักยภาพการสร้างคนที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมอนาคตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

รศ.ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สจล. มุ่งเร่งสร้างกำลังคนในสาขาที่ประเทศไทยมีดีมานด์เพิ่มขึ้น ได้แก่ AI และระบบอัตโนมัติ Semiconductor และระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Space Tech พลังงานแห่งอนาคตจาก SMR รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร คมนาคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวอย่างหลักสูตรสำคัญ เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยในมหาวิทยาลัยกับการนำไปใช้จริง โดย สจล. เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยภายใต้แนวคิด From Lab to Life ให้กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจากโจทย์ของประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ ก่อนพัฒนาเป็นต้นแบบ ทดสอบการใช้งาน พัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจนวัตกรรม ทั้งนี้ งานวิจัยจะสร้างผลกระทบได้ต่อเมื่อไม่ได้หยุดอยู่ที่บทความหรือต้นแบบในห้องปฏิบัติการ ต้องมีกลไกที่พานักวิจัยและนักศึกษาเดินต่อไปถึงการทดลองใช้จริง การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา การจับคู่กับภาคเอกชน เพราะเป้าหมายของ สจล. ไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานวิจัย แต่คือการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นเทคโนโลยี ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ของการสร้างคนและนวัตกรรม สจล. เตรียมจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ระหว่างวันที่  1–6 กันยายน 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปีของสถาบัน นับเป็นการกลับมาจัดงานครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี และการจัดงานครั้งนี้ต่อยอดจาก KMITL Innovation Expo ระหว่างปี 2023–2025 โดย สจล. เตรียมยกระดับสู่ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 ให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน เยาวชน และประชาชนในวงกว้าง โดยรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมมากกว่า 400 ผลงานจากนักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา ศิษย์เก่า เครือข่ายมหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมตัวอย่างผลงานสำคัญ ได้แก่ แบตเตอรี่โซลิดสเตตกราฟีนควอนตัมดอตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงาน หุ่นจำลองฟังเสียงหายใจ รุ่นที่ 3 สำหรับฝึกทักษะบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสามารถควบคุมระบบและจำลองภาวะโรคทางเดินหายใจแบบไร้สายผ่านแท็บเล็ต รวมถึงสารป้องกันไฟป่าที่พัฒนาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและลดการลุกลามของไฟป่า งานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการแสดงผลงาน แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงต้นแบบเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานจริง ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และพันธมิตรวิจัย เพื่อเพิ่มโอกาสในการทดสอบ ต่อยอด และนำผลงานออกสู่ตลาด ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สำรวจหลักสูตร อาชีพ และทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต

“ในยุคที่องค์ความรู้สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ เหตุผลของการมาเรียนมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงการมาฟังบรรยาย แต่คือการได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ นักวิจัย ทีมข้ามศาสตร์ โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายระดับโลก สิ่งเหล่านี้คือระบบนิเวศที่ช่วยเปลี่ยนความรู้ให้เป็นความสามารถ เปลี่ยนความสามารถให้เป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นโอกาสใหม่ของประเทศ” รศ.ดร.คมสัน กล่าวทิ้งท้าย

นวัตกรนวัตกรรมลาดกระบังนิทรรศน์ 2569สจล.

สวทช.เปิด 3 บริการใหม่ อัปเกรด SME ไทย สู่ผู้นำตลาดสุขภาพคน – สัตว์เลี้ยง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะกรรมการบริหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการ 3 กลุ่มใหม่ ภายใต้ ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม “FoodSERP Platform” ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกอบด้วย PxSERP โภชนาการแม่นยำและเมแทบอโลมิกส์ , FlavorSERP นวัตกรรมกลิ่นรส ยกระดับเอกลักษณ์สินค้า และ PetSERP ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาตรฐานสูง ภายใต้แนวคิด “Wellness for All: Better Living for People and Pets” พร้อมเดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทย เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยฐานรากทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมแข่งขันในระดับสากล

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา กล่าวว่า ขุมพลังแห่งงานวิจัย คือกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยแพลตฟอร์ม FoodSERP ของ สวทช. ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเป็น “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด Wellness for All ที่ครอบคลุมทั้งคนและสัตว์เลี้ยง การผลักดันระบบนิเวศนวัตกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้ประกอบการว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่ภาคธุรกิจ และพร้อมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแท้จริง

ผศ.ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า แพลตฟอร์ม FoodSERP พิสูจน์ให้ผู้ใช้ประโยชน์ให้เห็นแล้วว่าเราควรเชื่อมั่นในศักยภาพของงานวิจัยไทยว่า มีขีดความสามารถสูงในการตอบโจทย์ตลาด Wellness และ Healthy Longevity ได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันเศรษฐกิจเวลเนสไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท และตลาดสัตว์เลี้ยงพุ่งแตะระดับ 1 แสนล้านบาทนั้น การที่ FoodSERP เข้ามาทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคู่คิด” ให้กับภาคธุรกิจ ถือเป็นการเดินมาถูกทางอย่างยิ่งในการลดช่องว่างระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี Frontier Research เพื่อชิงความได้เปรียบในตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ได้สำเร็จ

ด้าน ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. และรองผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ล่าสุด ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม ขยายบริการใหม่ 3 บริการที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกมิติ ได้แก่ PxSERP ที่เน้นโภชนาการแม่นยำและเมแทบอโลมิกส์, FlavorSERP นวัตกรรมกลิ่นรส ยกระดับเอกลักษณ์สินค้า และ PetSERP ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาตรฐานสูง เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสัตว์เลี้ยง ภายใต้แนวคิด “Wellness for All: Better Life for People and Pets” โดย ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม จะยังคงทำหน้าที่เป็น One-Stop Service ที่สนับสนุน SME ไทยให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

SMEสวทช.

CEA – จุฬาฯ เปิดตัว ‘OFOS Design Season 2’ เติม 34 บทเรียนใหม่ เปิดมุมมองและต่อยอดทักษะด้านการออกแบบ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 19:37 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศจับมือกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำหลักสูตรยกระดับทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการ OFOS (One Family One Soft Power: 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์) หรือ โอ-ฟอส ร่วมกับเครือข่ายด้านการออกแบบจากทุกภูมิภาค ประกอบด้วย 12 มหาวิทยาลัย 3 หน่วยงานภาครัฐ และ 8 สมาคมวิชาชีพและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการออกแบบ เพื่อเปิดตัว หลักสูตร OFOS Design Season 2 พร้อมบทเรียนใหม่ รวม 34 บทเรียนออนไลน์ และ 10 บทเรียนออนไซต์ โดยเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ Glowfish Sathorn อาคารสาทรธานี 2

คุณอาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เผยถึงวัตถุประสงค์ของหลักสูตร OFOS Design Season 2 เพื่อต้องการยกระดับทักษะคนไทยทั้งกลุ่มเยาวชน ผู้ประกอบการ และชุมชน ให้มีศักยภาพด้านการออกแบบเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงบนพื้นฐานแนวคิดสร้างสรรค์ประกอบกับมีศักยภาพที่จะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านการออกแบบในการช่วยกันเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา ผลการศึกษาหลักสูตร OFOS ด้านการออกแบบในระยะที่ 1 เริ่มจากการศึกษาอุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมจนสามารถแบ่งออกเป็น 10 หลักสูตรครอบคลุมทุกมิติ เช่น การออกแบบเพื่อความยั่งยืนและสังคม, การสื่อสารและการเล่าเรื่อง, เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการออกแบบ, การบริหารจัดการและผู้ประกอบการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ ฯลฯ

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรันยา เสี่ยงอารมณ์ หัวหน้าโครงการ กล่าวถึง ความพิเศษของการดำเนินงานในหลักสูตร OFOS Design Season 2 และบทเรียนใหม่ในระยะที่ 2 คือ การกระจายความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสมาคมวิชาชีพและสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมากถึง 12 มหาวิทยาลัย 3 ภาครัฐ 8 ภาคเอกชน (สมาคมวิชาชีพและนักออกแบบ) ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยพะเยา, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยนครพนม, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (วิทยาเขตนครศรีธรรมราช), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (วิทยาเขตสงขลา), กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP), กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), Khon Kaen Geopark, สภาสถาปนิก (ACT), สมาคมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทย (ThaiPDA), สมาคมการแสดงสินค้าไทย (TEA) , สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน (EMA), Digital Content Association of Thailand (DCAT), Karb Studio, Facebook Page นวล, Choojai and Friends Agency

ส่วนรายละเอียดของบทเรียนในระยะที่ 2 จะประกอบด้วย บทเรียนออนไลน์ 34 บทเรียน และ บทเรียนออนไซต์ 10 บทเรียน ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เช่น การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการออกแบบ, การสร้างสรรค์คาแรกเตอร์เพื่อธุรกิจ, การวิเคราะห์เชิงพื้นที่เพื่อความยืดหยุ่นสถาปัตยกรรมเพื่อรองรับภัยพิบัติน้ำท่วม, ปฏิวัติวงจรคิด:เจาะลึกวัสดุบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตและศาสตร์การประเมิน LCA ผ่านเกมกลยุทธ์, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (LCA), ถอดรหัสวัสดุท้องถิ่นภาคใต้ : พลิกคุณค่าสู่สถาปัตยกรรมยั่งยืน, สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการออกแบบไทยสู่ตลาดโลก, การผสานวัตถุเสมือนเข้ากับงานอีเวนต์จริงเพื่อสร้างประสบการณ์ความเป็นจริงผสม (Mixed Reality) สําหรับผู้ชมออนไลน์ตลอดจนการแปรรูปทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดระดับสากล (Local to Global) และอื่น ๆ อีกมากมาย ฯลฯ

นอกจากนั้น ภายในงานเปิดตัวหลักสูตร OFOS Design Season 2 นอกจากเปิดตัว Teaser & Highlight ของหลักสูตรแล้ว ยังจัดเวทีเสวนาโดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเสวนาสำคัญ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐสถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ 1. คุณอาสา ผิวขำ – ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) 2.  ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ 3. ผศ. ดร.แผ่นดิน อุนจะนำ – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ 4. รศ. ดร.กฤตภัทร ถาปาลบุตร – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น 5. ผศ. ดร.อรกัญญา ง่วนสนสกุล – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ที่มาให้ความรู้ ช่วงที่ 1 กับเสวนาหัวข้อ “ออกแบบใหม่ใกล้ฉันซีซัน 2 : การเรียนรู้ทางเลือกใหม่เพื่อยกระดับทักษะสร้างสรรค์สำหรับคนไทย” วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิฯ ทั้ง 5 ท่าน มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การศึกษาด้านการออกแบบไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือทักษะวิชาชีพ แต่ควรมุ่งสร้างความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง การวิเคราะห์ปัญหา การตั้งคำถาม การทดลอง และการปรับตัวให้กับผู้เรียน เนื่องจากโจทย์ที่นักออกแบบต้องเผชิญในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงไม่สามารถอาศัยความรู้จากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงอย่างเดียวในการแก้ไขปัญหา รวมถึงควรเปิดรับโจทย์จากภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจความต้องการของตลาดและเห็นข้อจำกัดของการทำงานจริง การเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่เรียน” กับ “สิ่งที่ตลาดต้องการ” และทำให้การพัฒนาทักษะมีความสอดคล้องกับบริบทการทำงานมากขึ้น ประกอบกับควรนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของพื้นที่มาผสมผสานกับความรู้ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบร่วมสมัย เพื่อสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจในภูมิภาค มีการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และงานหัตถกรรม การออกแบบเมืองและพื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงการสร้างสรรค์ธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่

ตลอดจนการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การออกแบบจึงไม่สามารถทำงานแยกออกจากศาสตร์อื่นได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาในภูมิภาค จึงสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการผลิตบัณฑิต

เพราะหัวใจสำคัญของการเรียนรู้อยู่ที่การทำความเข้าใจ “คน” และ “พื้นที่” ก่อนนำไปสู่กระบวนการออกแบบ นักศึกษาควรมีโอกาสลงพื้นที่ พูดคุยกับชุมชน สำรวจสภาพแวดล้อม ศึกษาวิถีชีวิต และทำความเข้าใจปัญหาจากประสบการณ์จริง เพื่อให้เห็นว่าการออกแบบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสวยงามหรือรูปแบบทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

ตามมาด้วย เสวนาช่วงที่ หัวข้อ “โลกดีไซน์นอกห้องเรียน : ถอดประสบการณ์จริงสู่การพัฒนาทักษะที่ตลาดต้องการ เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองโดยมีสาระสำคัญ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. โอกาสทางการค้าและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คุณสุมิตร สีมากุล นายกสมาคมดิจิทอลคอนเทนท์ไทย กล่าวว่า ควรมองงานออกแบบให้ไกลกว่าการผลิตผลงานเพียงชิ้นหนึ่ง แต่ต้องไปถึงการสร้างแบรนด์ การทำตลาด การสร้างช่องทางรายได้ เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

  1. การพัฒนาศักยภาพคนและการเรียนรู้ตลอดชีวิต คุณปานรดา คุวานนท์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการจากกรมทรัพย์สินทางปัญญากล่าวว่า ผลงานสร้างสรรค์ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จึงไม่ใช่แค่การป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางธุรกิจให้กับผลงานออกแบบ
  2. การทำงานข้ามศาสตร์และทักษะแห่งอนาคต คุณดวงฤทธิ์ บุนนาคเสนอให้มองการออกแบบในฐานะวิชาชีพที่ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น เช่น การบริหารจัดการ ทรัพยากรบุคคล ธุรกิจ เทคโนโลยี และการตลาด การมีความรู้เพียงด้านการออกแบบจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป นักออกแบบจำเป็นต้องเข้าใจระบบและบริบทที่อยู่รอบงานออกแบบด้วย
  3. การกำหนดทิศทางและการวางตำแหน่งของนักออกแบบให้สอดคล้องกับโอกาสของประเทศ ม.ล.ภาสกร อาภากร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า นักออกแบบควรวางตำแหน่งของตนเองให้สอดคล้องกับโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นว่าทักษะด้านการออกแบบจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างไร สร้างคุณค่าให้กับตลาดกลุ่มใดได้ เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้นักออกแบบสามารถกำหนดเส้นทางการทำงานของตนเองได้ชัดเจนขึ้น

  อย่างไรก็ดี การเสวนาในหัวข้อฯ ดังกล่าว ดร.ศุภลักษ์ สุวัตถิ ตัวแทนจากสมาคมงานแสดงสินค้าไทยและสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน, ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย ตัวแทนจากสมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเรียนรู้ของนักออกแบบในยุคปัจจุบันไม่สามารถจำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนหรือกรอบของวิชาชีพแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงกับ ตลาด เทคโนโลยี ธุรกิจ สังคม และอุตสาหกรรมใหม่

จะเห็นได้ว่าการเสวนาทั้ง 2 ช่วงมีความน่าสนใจ ทั้งในการถ่ายทอดองค์ความรู้และชวนทำความเข้าใจแนวทางการเรียนรู้ของ OFOS Design Season 2 และบทเรียนใหม่ในระยะที่ 2 ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้เรียนรู้และต่อยอดทักษะด้านการออกแบบ ผ่านมุมมองและประสบการณ์จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ทั้งในมิติของการออกแบบ การทำงาน และการนำความคิดสร้างสรรค์ไปประยุกต์ใช้จริง

ปัจจุบันแพลตฟอร์ม OFOS มีบทเรียนออนไลน์ด้านการออกแบบรวม 49 บทเรียน แบ่งเป็น 15 บทเรียนจากระยะที่ 1 และ 34 บทเรียนใหม่จากระยะที่ 2 ครอบคลุมเนื้อหาที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเลือกเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการออกแบบได้ตามความสนใจ

ผู้สนใจต้องการยกระดับทักษะสร้างสรรค์และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสามารถเข้าเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายพร้อมรับประกาศนียบัตรเมื่อเรียนจบได้ที่ https://ofos.thacca.go.th/course/Design

CEAOFOS Design Season 2จุฬาฯ

ชวน ‘พี่ภูผา’ ติวนอกห้องเรียน ผ่าน Exclusive Tutor Class เผย 4 เทคนิค ‘คนตื่นเรียน’ เรียนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

KAVE Playground ลาดพร้าว-บดินทรเดชา หนึ่งในโครงการ Campus Condo จาก AssetWise ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาโดยเฉพาะ ด้วยจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนบดินทรเดชา จัดกิจกรรม Exclusive Tutor Class “ปลุกโหมดเรียนให้ตื่น!” สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และประสบการณ์นอกห้องเรียนให้เกิดขึ้นจริง ณ สำนักงานขายโครงการ ผ่านแนวคิด Play • Learn • Live พร้อมส่งต่อพลังและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ พบปะบุคคลต้นแบบ การสร้าง Connection และค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

กิจกรรมครั้งนี้ชวนน้องๆวัยมัธยมจากหลากหลายสถาบันมาเติมไฟแห่งการเรียนรู้ พร้อมเรียนรู้เทคนิคการเตรียมตัวสอบและแนวคิดการพัฒนาตัวเองจาก พี่ภูผา อมรกิจจา (Mr.Phoops) ติวเตอร์และครีเอเตอร์เจ้าของเพจ #คนตื่นเรียน ผู้สำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้าน AI Engineering จาก University of Cambridge และผู้เขียนหนังสือ “Winner Mindset สูตรโกงชีวิต (ที่โรงเรียนไม่สอน)” ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง พร้อมแบ่งปันแนวคิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในห้องเรียนและชีวิตประจำวัน

โดยพี่ภูผาได้นำประสบการณ์จากเส้นทางการเรียนของตัวเองมาถ่ายทอดให้กับน้องๆตั้งแต่ประสบการณ์การสอบ IELTS ที่ต้องสอบถึง 14 ครั้งกว่าจะผ่าน ไปจนถึงการใช้ชีวิตและปรับตัวในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมฝากแนวคิดสำคัญว่า “คนเรียนเก่ง” อาจไม่ได้เริ่มต้นจากโรงเรียนดัง หรือจำนวนชั่วโมงเรียนพิเศษ แต่เริ่มจาก “วิธีเรียน” ที่ถูกต้อง และการวางแผนเตรียมตัวอย่างมีเป้าหมาย

4 เทคนิค “คนตื่นเรียน” เรียนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ มีดังต่อไปนี้

1.แบ่งเวลาให้เป็น  การสอบคือการวางแผน พี่ภูผาแนะนำว่า การเตรียมตัวสอบไม่ใช่การโหมอ่านหนังสือทุกวิชาพร้อมกัน ให้โฟกัสวันละ 1 วิชา มากกว่าการสลับหลายวิชาในวันเดียว เพราะความจำเปรียบเสมือนการฝึกร้องเพลง ยิ่งอ่านและทบทวนซ้ำอย่างสม่ำเสมอ สมองก็ยิ่งจดจำได้ดีขึ้น

2.ฟังให้เข้าใจ ก่อนจดให้จำ หนึ่งในวิธีเรียนที่พี่ภูผาแนะนำคือ “อย่ารีบจดจนลืมฟัง” ควรตั้งใจฟังและทำความเข้าใจในห้องเรียนให้ได้มากที่สุด จากนั้นกลับมาทบทวนและเขียนสรุปด้วยภาษาของตัวเองภายในวันเดียวกัน จะช่วยให้จำเนื้อหาได้แม่นยำขึ้น

3.ทวนให้บ่อย ฝึกทำโจทย์เก่า จับแพทเทิร์นข้อสอบให้แม่น ให้ลองทำข้อสอบเก่าหรือ Mock Testเพื่อประเมินว่ายังขาดความรู้ในส่วนใด เพราะแม้การเรียนพิเศษจะช่วยให้มีคนมาช่วยจับแพทเทิร์นหรืออธิบายโจทย์ได้เร็วขึ้น แต่ท้ายที่สุดผู้เรียนยังต้องกลับมาฝึกทำโจทย์และทบทวนด้วยตัวเอง

4.รู้จักใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ ในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ควรรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ ตั้งแต่ Research เพื่อค้นคว้าข้อมูล, Brainstorm เพื่อช่วยคิดไอเดีย, Tutorial เพื่อเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือที่ไม่ถนัด ไปจนถึง Execution / Agentic AI ที่สามารถช่วยลงมือทำหรือสร้างผลงาน เช่น รูปภาพและวิดีโอ โดย AI สามารถเป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ได้ แต่ควรตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งและใช้วิจารณญาณควบคู่กันไป

นอกจากทักษะด้านการเรียนและเทคโนโลยีแล้ว พี่ภูผายังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ Personal Branding และความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ เพราะในโลกที่ทุกคนสามารถสร้างและเผยแพร่คอนเทนต์ได้ การรู้จักสร้างตัวตน สะสมความน่าเชื่อถือ และทำให้ผู้คนจดจำในความเชี่ยวชาญของเรา จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต

สำหรับ KAVE Playground ลาดพร้าว-บดินทรเดชา เป็นโครงการคอนโดมิเนียม Low Rise ประกอบด้วยอาคารพักอาศัยสูง 8 ชั้น จำนวน 11 อาคาร รวม 512 ยูนิต พร้อมอาคารจอดรถ 8 ชั้น รองรับ 203 คัน โดดเด่นด้วยทำเลใกล้โรงเรียนบดินทรเดชา เพียง 10 ก้าว* และส่วนกลางกว่า 60 กิจกรรม รองรับหลากหลายไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ภายในโครงการมีห้องพักให้เลือกทั้ง Studio, 1 Bedroom, 1 Bedroom Exclusive และ 1 Bedroom Plus ขนาด 23.60–33.90 ตร.ม. พร้อม Shuttle Van รับ-ส่งสถานีรถไฟฟ้า และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ปัจจุบันโครงการได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้ปกครอง ครู และ First Jobber มียอดขายแล้ว 62% และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนในเดือนธันวาคม 2569

คนตื่นเรียนพี่ภูผา

ประเสริฐ ยกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เป็น Sandbox แก้หนี้ครู เตรียม เจรจากระทรวงเกษตร ตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค

22 สิงหาคม 2569 เวลา 21:38 น.

“ประเสริฐ” ยกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เป็น Sandbox แก้หนี้ครู เตรียม เจรจากระทรวงเกษตร ตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค แก้หนี้ครูทั้งประเทศ

วันที่ 22 สิงหาคม 2565 นายประเสริฐจันทรารวงทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ) พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กิตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่รับฟัง หาแนวทางการแก้หนี้ครูและมอบนโยบาย ณ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ นำทัพใหญ่มาจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งใจเดินทางมาวันนี้นอกจากจะให้นโยบายศึกษาธิการใน 5 เรื่องแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือมาเยี่ยมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้ประสบความสำเร็จ เมื่อ2วันที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำข้อตกลงกับธนาคารออมสิน ในการลดดอกเบี้ยให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จากที่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 6- 7 ต่อปี ทางธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 3.5 ต่อปี ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนี้ ทำให้ครูที่ต้องผ่อนชำระหนี้ 30 ปี ก็จะเหลือระยะเวลาผ่อน 21 ปี ถ้าผ่อน 20 ปี ก็จะเหลือระยะเวลาผ่อน 16 ปี ซึ่งสามารถช่วยให้ครูปลดหนี้ได้เร็วขึ้น แต่คิดว่าเท่านั้นยังไม่พอ เนื่องจากยังมีครูที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 5-6 ต่อปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดดอกเบี้ยไม่เกิดร้อยละ 4.75 ซึ่งดอกเบี้ย 4.75 ถือว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้นหลังจากรับฟังแนงทางและข้อเสนอของ นายณรินทร์ ชำนาญดู ประธานสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดกาญจนบุรี ประธานสหกรณ์ ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี แล้ว กระทรวงศึกษา คิดไว้ตรงกันประมาณ 3-4 ข้อแล้ว กระทรวงศึกษาฯก็จะเติมเต็มทั้งหมด รวมถึงแก้ไขเรื่องการล้มละลายฯ ขณะนี้ พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พิจารณาผ่านวุฒิสภาแล้ว 90% ซึ่งถ้าวุฒิสภาเสนอกลับมาสภาฯ ซึ่งสภาฯจะเปิดสมัยประชุม ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ หากสภาไม่มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. ที่วุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้ว พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะทำให้ข้าราชการครูที่เคยล้มละลายกลับมาเป็นข้าราชการครูปกติได้ ถึงวันนั้นตนก็จะเร่งประกาศให้พี่น้องครูได้รับทราบโดยเร็ว

เรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูแม้ไม่ใช่นโยบายที่กระทรวงศึกษาจะขับเคลื่อนโดยตรง แต่เป็นสวัสดิการและการเสริมสร้างกำลังใจให้กับพี่น้องครู ตนก็จะดำเนินการหาทางช่วยกันเติมเต็ม เพื่อทำให้ครูสามารถใช้วิชาชีพได้อย่างมีความสุข สามารถทุ่มเทให้กับการเรียนการสอนอย่างเต็มที่
นายประเสริฐ กล่าวว่า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เงินเดือนครูเหลือไว้ใช้เป็นค่าครองชีพ 30% เข้าใจดีว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้ครูมีภาระหนี้สินเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ตนกำลังเร่งหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และมีการเจรจาหลังบ้านแล้ว และจะได้อัตราดอกเบี้ยต่ำด้วย เพื่อครูไม่ต้องมาแบกดอกเบี้ยร้อยละ 5 หรือ ร้อยละ 6.25 ตนไม่อยากเห็นดอกเบี้ยครูเกิน 4 บาทต่อปีด้วยซ้ำ

“เพราะฉะนั้นอันดับแรกการบ้านของผม คือไปหาแหล่งเงินทุน ซึ่งขณะนี้ได้เจรจาเบื้องต้นแล้ว ได้คุยแหล่งเงินทุน เป็นสถาบันการเงินของรัฐ ที่อยู่ในระบบเป็นธนาคารที่ถูกกฎหมาย ซึ่งเริ่มเจรจาแล้ว และมีสัญญาณเชิงบวก เพื่อจะมาช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครูซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว

นายประเสริฐ กล่าวถึงเรื่องการตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค ว่า ตสขอไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ก่อน และขอไปทำการบ้านก่อนว่าจะสามารถดำเนินการได้ขนาดไหน รวมถึงหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ถ้าทำได้ก็จะรวมหนี้ครูที่อยู่ตามที่ต่างๆที่อัตราดอกเบี้ยสูง เอาหนี้อยู่ที่เดียวกัน ผ่านสหกรณ์กลางเป็นผู้ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

เพื่อช่วยให้ครูเหลือเงินส่วนต่างมากขึ้น ซึ่งตนคิดว่าแนวทางนี้สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ กระทรวงศึกษาฯพร้อมเป็นคนกลางและพร้อมเจรจาและขอความร่วมมือกับสหกรณ์ครูทั่วประเทศในการลดดอกเบี้ย เพราะสหกรณ์ก็เป็นข้าราชกาาครูด้วยกัน ดังนั้น การคิดอัตราดอกเบี้ยก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คือไม่เกินร้อยละ 4.75 ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบางแห่ง หรือสถาบันการเงินบางแห่งที่หักเงินเดือนครูเหลือต่ำกว่า 30% ตนก็จะไปดูเรื่องระเบียบ หากมีระเบียบที่ยังติดขัดอยู่ก็พร้อมหาลือ หาทางแก้ไขกฏหมาย เพื่อให้ครูเหลือเงินเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้คุณภาพชีวิตครูดีขึ้น

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันที่เข้ามากระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มคนที่ไปหาตนมากที่สุด คือราชการครูที่เป็นหนี้ มาขอพบทุกวัน ตนจึงเห็นความสำคัญของปัญหานี้ และคิดว่าหลังจากที่ทำงานไปสักพักนึงแล้ว ก็จะเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ให้ และจะนำข้อคิดดีๆของสหกรณ์ครูจังหวัดกาญจนบุรี เป็นโมเดล หรือแซนบล็อก เป็นแบบอย่าง ในการขยายผล และขอชื่นชมถึงผลสำเร็จของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี หลังจากนี้นโยบายอย่างหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เคยประกาศไว้ 5 เรื่อง ซึ่งทำไปหลายเรื่องแล้ว แต่สิ่งที่เราจะทำต่อก็คือเรื่องแก้ปัญหาหนี้ครู เนื่องจากเข้าใจดี โดยเฉพาะข้าราชการที่จะเกษียณฯ หลังเกษียณจะได้เงินเดือนอีกอัตราหนึ่งเพราะฉะนั้น ตนจะดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป

“สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยมีขั้นตอนในการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และประสบความสำเร็จ ทำให้หนี้ครูจากสถาบันการเงิน และจากสหกรณ์ต่างๆลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยวันนี้ที่มา จะมาดูเพื่อนำไปเป็นโมเดล เป็นแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องครูทั่วประเทศ เพราะหลังจากที่กระทรวงศึกษาร่วมกับธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยลงเหลือ 3.5% แล้ว เรายังพบว่ามีครูจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูง ถึงร้อยละ 5-6 ต่อปี ตามสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต่างๆทั่วประเทศ ดังนั้น ตนจะนำโจทย์ และแนวทางในที่ประชุมเสนอมาวันนี้ ไปหาแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องครู โดยกระทรวงศึกษาฯ พร้อมเป็นกลาง เนื่องจากขณะมีครูที่ถูกฟ้องร้องล้มละลายกว่า 10,000 คน ซึ่งปัญหาตรงนี้ต้อรีบแก้ไข