22 สิงหาคม 2569 เวลา 16:44 น.

จากคลื่นสมองสั่งหุ่นยนต์ สู่ Coding–อวกาศ–เกษตร ฝึกเด็กคิด ทดลอง และสร้าง รับโลก AI
บรรยากาศงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ เด็กคนหนึ่งสวมอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณสมอง ก่อนเพ่งสมาธิส่งคำสั่งให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ ขณะที่อีกมุมหนึ่ง เด็กๆกำลังต่อ LEGO เขียนโค้ด และทดลองควบคุมหุ่นยนต์ด้วยตัวเอง ถัดออกไปยังมีเทคโนโลยีการบินวิทยา ศาสตร์ อวกาศ เกษตร และ VR ให้ร่วมสัมผัสอย่างใกล้ชิด
งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future – วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–19.00 น. ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 9–11 เปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือทำจริงที่นำทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยและวิธีการสื่อสารวิทยาศาสตร์มาจัดแสดง สะท้อนให้เห็นถึงโลกที่ AI และเครื่องจักรกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน การทำงาน และชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยา ศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมนิทรรศการ พร้อมกันนี้ได้อธิบายว่า “ปีนี้ได้ออกแบบและบริหารพื้นที่จัดงานให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอเนื้อหาและกิจกรรมได้เต็มที่ ขณะเดียวกันผู้ชมสามารถเดินชมงานและเข้าร่วมกิจกรรมได้สะดวก โดยตลอดพื้นที่มีทั้งสาระ ความสนุก และการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองด้วยตนเอง งานนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง ซึ่งมีถึง 28 หน่วยงาน จาก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลลิปปินส์ มาเลเซีย มาร่วมจัดแสดงนวัตกรรมให้ผู้ชมได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ต้องได้ทดลอง เล่น และค้นหาคำตอบ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้มากขึ้น”

จีนจับ“คลื่นสมอง”สั่งหุ่นยนต์เคลื่อนไหว
หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจคือบูธจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำทั้งนิทรรศการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเชิงปฏิสัมพันธ์ และกิจกรรมที่เปิดให้ผู้ชมทดลองด้วยตัวเองมาจัดแสดงกิจกรรม เด่นเปิดให้ผู้เข้าชมทดลอง ใช้คลื่นสมองควบคุมหุ่นยนต์ โดยผู้ทดลองสวมเครื่องจับสัญญาณคลื่นสมองไว้ที่ศีรษะ จากนั้นใช้สมาธิเพื่อให้ระบบรับสัญญาณและส่งคำสั่งให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ไปข้างหน้า
เด็กและผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมชม จึงไม่ได้เพียงยืนดูหุ่นยนต์ทำงาน แต่ได้ทดลองด้วยตัวเองว่า สมาธิและสัญญาณจากสมองสามารถเชื่อมต่อกับระบบควบคุมเครื่อง กลได้อย่างไร กิจกรรมยังช่วยฝึกการจดจ่อและทำให้เรื่องการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร ซึ่งอาจดูเป็นเทคโน โลยีไกลตัว กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้

อีกบูธหนึ่งของจีนใช้ VR สร้างประสบ การณ์เรียนรู้ให้ผู้ชมสวมอุปกรณ์และทดลองตอบสนองกับสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เปิดอีกมุมให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถนำมาใช้ฝึกการรับรู้ การคิด และการตอบสนองของผู้เรียนได้หลายรูปแบบ ในนิทรรศการ L.I.S.T.E.N Science Space ซึ่งพัฒนาภายใต้ความร่วมมือระหว่าง China Science and Technology Museum และ NSM ยังใช้ Interactive Exhibits การทดลองวิทยาศาสตร์ สื่อดิจิทัล และ VR Experience เพื่อกระตุ้นการสังเกต การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เดนมาร์กใช้ LEGO พาเด็กจาก “การเล่น” สู่ Coding
LEGO ไม่ได้เป็นเพียงของเล่น แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ เด็กๆเริ่มจากการประกอบชิ้นส่วน ก่อนเขียนโค้ดควบคุมให้สิ่งที่สร้างขึ้นเคลื่อนไหว และระหว่างทางได้ฝึกคิดเป็นขั้นตอน ทดลอง และแก้ปัญหาผ่าน กิจกรรม Shaping Ideas, Exploring AI with LEGO Education Kit เปิดโลกการเรียนรู้ Computational Thinking และ AI ผ่านการเขียนโปรแกรม การใช้เซนเซอร์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เปลี่ยน “การเล่น” ให้เป็น “การสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิทยาศาสตร์”

ฝรั่งเศส พาวิทยาศาสตร์สู่โลกการบินและเทคโนโลยี
บูธจากฝรั่งเศสเปิดมิติใหม่ของวิทยา ศาสตร์ ตั้งแต่งานวิจัย การศึกษา ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ใช้จริงในอุตสาหกรรม โดยมีหน่วยงานอย่าง Campus France Thailand, Airbus และ Thales ร่วมนำเสนอองค์ความรู้และนวัตกรรม Airbus
เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีอากาศยาน ขณะที่ Thales นำเสนอระบบบริการเอกสารประจำตัวนอกสถานที่ ที่รวมการรับข้อมูล การพิมพ์ลายนิ้วมือ และการตรวจสอบชีวมิติในชุดอุปกรณ์เดียว สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีต้องตอบโจทย์ทั้ง ความแม่นยำ ความปลอดภัย และความสะดวก
ญี่ปุ่นพับกระดาษ แล้วพาเด็กคิดต่อถึงการบิน
จากกระดาษหนึ่งแผ่น เด็กๆเรียนรู้ว่ารูปร่าง น้ำหนัก และแรง ล้วนส่งผลต่อการเคลื่อนที่ กิจกรรม Origami และเครื่องบินกระดาษ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสังเกต ทดลอง และปรับรูปทรงเพื่อเข้าใจหลักการบิน ญี่ปุ่นยังนำองค์ความรู้จากหลายสาขาเข้าร่วมงาน โดยมี JAXA และสถาบันด้านวิทยาศาสตร์–การศึกษา ร่วมแสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมจำนวนมากอาจเริ่มต้นจากการสังเกตสิ่งธรรมดารอบตัว และต่อยอดสู่การออกแบบ วิศวกรรม และอวกาศ

เยอรมนีพาเด็กมอง “ข้าว” ผ่านวิทยา ศาสตร์
พื้นที่ของ Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH จากเยอรมนี พาผู้ชมกลับมามองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยอย่างการเกษตร ข้าวและพืชผลทางการเกษตรถูกนำมาเป็นสื่อให้เด็กเห็นว่า วิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การดูแลดิน น้ำ และทรัพยากร ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับระบบเกษตรให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
มาเลเซีย–ฟิลิปปินส์–เกาหลีใต้ เติมมุมเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ประเทศต่างๆในโซนนิทรรศการต่างประเทศก็นำรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันมาเติมเต็มภาพของวิทยาศาสตร์ภายในงาน อาทิ Petrosains, The Discovery Centre จากมาเลเซีย เน้นสร้างความอยากรู้อยากเห็นและชวนผู้ชมค้นพบวิทยาศาสตร์จากสิ่งรอบตัว ขณะที่ Department of Science and Technology – Science Education Institute จากฟิลิปปินส์ นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสื่อสารกับเด็กและเยาวชน
ส่วนเกาหลีนำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ สมอง และการควบคุมหุ่นยนต์มาให้ทดลอง ผู้เข้าร่วมใช้อุปกรณ์ที่ติดบริเวณศีรษะและจดจ่อเพื่อให้ระบบรับข้อมูล ก่อนเชื่อมต่อกับการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์

ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 เพื่อร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ ได้ในระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 นี้ ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 09.00–19.00 น. ผู้สนใจเที่ยวชมงานสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.thailandnstfair.com หรือ Facebook : NSTFair Thailand หรือ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2577 9960
ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทยได้จัดการแสดง “Korean Sound” โดยวงดุริยางค์แห่งชาติเกาหลี ณ ห้องอเนกประสงค์ของศูนย์วัฒนธรรมฯ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 18.00 น. การแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘2026 Touring K-Arts’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และมูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (KOFICE) โดยมีศิลปินรุ่นใหม่สังกัดในโครงการพัฒนายุวศิลปิน จากวงดุริยางค์แห่งชาติฯ 11 คน และจากคณะชางกึกละครร้องเพลงแห่งชาติเกาหลี 1 คน มาร่วมแสดงการขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีเกาหลีดั้งเดิมอันหลากหลาย เช่น คายากึม, คอมุนโก, แทกึม, พีรี, แฮกึม และแทอาแจง







































ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จึงไม่อาจสิ้นสุดลงแค่ในระบบการศึกษาอีกต่อไป แต่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning)” ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์เป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เพราะหากประชาชนขาดความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนได้ “วันนี้เราไม่สามารถมองหรือทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “แหล่งจัดแสดงนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต”ภายใต้ระบบนิเวศของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว
ศ.ดร.ศุภชัย ได้เสนอวิสัยทัศน์ถึงบทบาทหลัก 5 ประการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในยุคอนาคตต้องมุ่งเน้น ได้แก่ 1.เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) เสริมสร้างประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนให้เด็กและเยาวชน 2.เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย รองรับการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้คนทุกกลุ่มก้าวทันโลก3.เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนาคต (Future Literacy) และทักษะแห่งอนาคต ผ่านพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เช่น อาคารฟิวเจอร์เรียม (Futurium) ของ อพวช. ที่เปิดโลกทัศน์ด้านอาชีพแห่งอนาคต 4.พัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น AR และ VR มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีและเข้าถึงง่ายขึ้น และ 5.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายโอกาสการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อ ชุดการเรียนรู้ (Learning kits) และช่องทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งมอบความรู้ถึงชุมชนห่างไกล
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสาธารณชนกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ให้ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “เราอยากเห็นผู้คนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ฉันเข้าใจมากขึ้น ฉันทำได้มากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้” อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราแค่ก้าวเข้าไป แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คือกุญแจสำคัญสำหรับสังคมในการออกแบบอนาคตนั้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย