มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2569 เปิดโลกนวัตกรรมจาก 8 ประเทศ

22 สิงหาคม 2569 เวลา 16:44 น.

จากคลื่นสมองสั่งหุ่นยนต์ สู่ Coding–อวกาศ–เกษตร ฝึกเด็กคิด ทดลอง และสร้าง รับโลก AI

บรรยากาศงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ เด็กคนหนึ่งสวมอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณสมอง ก่อนเพ่งสมาธิส่งคำสั่งให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ ขณะที่อีกมุมหนึ่ง เด็กๆกำลังต่อ LEGO เขียนโค้ด และทดลองควบคุมหุ่นยนต์ด้วยตัวเอง ถัดออกไปยังมีเทคโนโลยีการบินวิทยา ศาสตร์ อวกาศ เกษตร และ VR ให้ร่วมสัมผัสอย่างใกล้ชิด

งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future – วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–19.00 น. ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 9–11 เปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือทำจริงที่นำทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยและวิธีการสื่อสารวิทยาศาสตร์มาจัดแสดง สะท้อนให้เห็นถึงโลกที่ AI และเครื่องจักรกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน การทำงาน และชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยา ศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมนิทรรศการ  พร้อมกันนี้ได้อธิบายว่า “ปีนี้ได้ออกแบบและบริหารพื้นที่จัดงานให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอเนื้อหาและกิจกรรมได้เต็มที่ ขณะเดียวกันผู้ชมสามารถเดินชมงานและเข้าร่วมกิจกรรมได้สะดวก โดยตลอดพื้นที่มีทั้งสาระ ความสนุก และการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองด้วยตนเอง งานนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง ซึ่งมีถึง 28 หน่วยงาน จาก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลลิปปินส์ มาเลเซีย มาร่วมจัดแสดงนวัตกรรมให้ผู้ชมได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ต้องได้ทดลอง เล่น และค้นหาคำตอบ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้มากขึ้น”

จีนจับ“คลื่นสมอง”สั่งหุ่นยนต์เคลื่อนไหว

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจคือบูธจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำทั้งนิทรรศการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเชิงปฏิสัมพันธ์ และกิจกรรมที่เปิดให้ผู้ชมทดลองด้วยตัวเองมาจัดแสดงกิจกรรม เด่นเปิดให้ผู้เข้าชมทดลอง ใช้คลื่นสมองควบคุมหุ่นยนต์ โดยผู้ทดลองสวมเครื่องจับสัญญาณคลื่นสมองไว้ที่ศีรษะ จากนั้นใช้สมาธิเพื่อให้ระบบรับสัญญาณและส่งคำสั่งให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

เด็กและผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมชม จึงไม่ได้เพียงยืนดูหุ่นยนต์ทำงาน แต่ได้ทดลองด้วยตัวเองว่า สมาธิและสัญญาณจากสมองสามารถเชื่อมต่อกับระบบควบคุมเครื่อง กลได้อย่างไร กิจกรรมยังช่วยฝึกการจดจ่อและทำให้เรื่องการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร ซึ่งอาจดูเป็นเทคโน โลยีไกลตัว กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้

อีกบูธหนึ่งของจีนใช้ VR สร้างประสบ การณ์เรียนรู้ให้ผู้ชมสวมอุปกรณ์และทดลองตอบสนองกับสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เปิดอีกมุมให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถนำมาใช้ฝึกการรับรู้ การคิด และการตอบสนองของผู้เรียนได้หลายรูปแบบ ในนิทรรศการ L.I.S.T.E.N Science Space ซึ่งพัฒนาภายใต้ความร่วมมือระหว่าง China Science and Technology Museum และ NSM ยังใช้ Interactive Exhibits การทดลองวิทยาศาสตร์ สื่อดิจิทัล และ VR Experience เพื่อกระตุ้นการสังเกต การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ด้วยตนเอง

เดนมาร์กใช้ LEGO พาเด็กจาก “การเล่น” สู่ Coding

LEGO ไม่ได้เป็นเพียงของเล่น แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ เด็กๆเริ่มจากการประกอบชิ้นส่วน ก่อนเขียนโค้ดควบคุมให้สิ่งที่สร้างขึ้นเคลื่อนไหว และระหว่างทางได้ฝึกคิดเป็นขั้นตอน ทดลอง และแก้ปัญหาผ่าน กิจกรรม Shaping Ideas, Exploring AI with LEGO Education Kit เปิดโลกการเรียนรู้ Computational Thinking และ AI ผ่านการเขียนโปรแกรม การใช้เซนเซอร์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เปลี่ยน “การเล่น” ให้เป็น “การสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิทยาศาสตร์”

ฝรั่งเศส พาวิทยาศาสตร์สู่โลกการบินและเทคโนโลยี

บูธจากฝรั่งเศสเปิดมิติใหม่ของวิทยา ศาสตร์ ตั้งแต่งานวิจัย การศึกษา ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ใช้จริงในอุตสาหกรรม โดยมีหน่วยงานอย่าง Campus France Thailand, Airbus และ Thales ร่วมนำเสนอองค์ความรู้และนวัตกรรม Airbus

เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีอากาศยาน ขณะที่ Thales นำเสนอระบบบริการเอกสารประจำตัวนอกสถานที่ ที่รวมการรับข้อมูล การพิมพ์ลายนิ้วมือ และการตรวจสอบชีวมิติในชุดอุปกรณ์เดียว สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีต้องตอบโจทย์ทั้ง ความแม่นยำ ความปลอดภัย และความสะดวก

ญี่ปุ่นพับกระดาษ แล้วพาเด็กคิดต่อถึงการบิน

จากกระดาษหนึ่งแผ่น เด็กๆเรียนรู้ว่ารูปร่าง น้ำหนัก และแรง ล้วนส่งผลต่อการเคลื่อนที่ กิจกรรม Origami และเครื่องบินกระดาษ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสังเกต ทดลอง และปรับรูปทรงเพื่อเข้าใจหลักการบิน ญี่ปุ่นยังนำองค์ความรู้จากหลายสาขาเข้าร่วมงาน โดยมี JAXA และสถาบันด้านวิทยาศาสตร์–การศึกษา ร่วมแสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมจำนวนมากอาจเริ่มต้นจากการสังเกตสิ่งธรรมดารอบตัว และต่อยอดสู่การออกแบบ วิศวกรรม และอวกาศ

เยอรมนีพาเด็กมอง “ข้าว” ผ่านวิทยา ศาสตร์

พื้นที่ของ Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH จากเยอรมนี พาผู้ชมกลับมามองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยอย่างการเกษตร ข้าวและพืชผลทางการเกษตรถูกนำมาเป็นสื่อให้เด็กเห็นว่า วิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การดูแลดิน น้ำ และทรัพยากร ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับระบบเกษตรให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

มาเลเซีย–ฟิลิปปินส์–เกาหลีใต้ เติมมุมเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ประเทศต่างๆในโซนนิทรรศการต่างประเทศก็นำรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันมาเติมเต็มภาพของวิทยาศาสตร์ภายในงาน อาทิ Petrosains, The Discovery Centre จากมาเลเซีย เน้นสร้างความอยากรู้อยากเห็นและชวนผู้ชมค้นพบวิทยาศาสตร์จากสิ่งรอบตัว ขณะที่ Department of Science and Technology – Science Education Institute จากฟิลิปปินส์ นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสื่อสารกับเด็กและเยาวชน

ส่วนเกาหลีนำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ สมอง และการควบคุมหุ่นยนต์มาให้ทดลอง ผู้เข้าร่วมใช้อุปกรณ์ที่ติดบริเวณศีรษะและจดจ่อเพื่อให้ระบบรับข้อมูล ก่อนเชื่อมต่อกับการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์

ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 เพื่อร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ ได้ในระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 นี้  ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 09.00–19.00 น. ผู้สนใจเที่ยวชมงานสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.thailandnstfair.com หรือ Facebook : NSTFair Thailand หรือ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2577 9960

นวัตกรรมมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ

ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ประสบความสำเร็จจัดการแสดง”Korean Sound”ฉลองการเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 21:06 น.

ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทยได้จัดการแสดง “Korean Sound” โดยวงดุริยางค์แห่งชาติเกาหลี ณ ห้องอเนกประสงค์ของศูนย์วัฒนธรรมฯ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 18.00 น. การแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘2026 Touring K-Arts’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และมูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (KOFICE) โดยมีศิลปินรุ่นใหม่สังกัดในโครงการพัฒนายุวศิลปิน จากวงดุริยางค์แห่งชาติฯ 11 คน และจากคณะชางกึกละครร้องเพลงแห่งชาติเกาหลี 1 คน มาร่วมแสดงการขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีเกาหลีดั้งเดิมอันหลากหลาย เช่น คายากึม, คอมุนโก, แทกึม, พีรี, แฮกึม และแทอาแจง

การแสดง “Korean Sound” ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงครั้งแรกเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ (Pre-Opening) หลังจากที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ได้ย้ายที่ทำการไปยังย่านทองหล่อ กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภายในงานมีบุคคลสำคัญจากทั้งภาครัฐ แวดวงวิชาการ วัฒนธรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมกว่า 160 ท่าน นำโดย ฯพณฯ นายปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กรุงเทพมหานคร ศูนย์วัฒนธรรมตุรกี อินเดีย และฝรั่งเศสประจำประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะนักแสดงได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยบทเพลงที่หลากหลาย ซึ่งครอบคลุมทั้งเพลงชองอัก (Jeongak – ดนตรีราชสำนักดั้งเดิมของเกาหลี) และเพลงแต่งใหม่ร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น ‘ยางชองโดดือรี’, ฉาก ‘ชวาอูนาโจล’ หนึ่งในตอนของพันโซรี เรื่องซูกุงกา, ‘ซูรยูฮวาแก’ และ ‘สีสันแห่งกาลเวลา’ นอกจากนี้ ในบทเพลงสุดท้าย ‘Together Arirang’ ได้มีการนำเพลงพื้นบ้านของไทยอย่าง ‘ลาวดวงเดือน’ และเพลงพื้นบ้านของเกาหลีอย่าง ‘อารีรัง’ มาบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเกาหลีดั้งเดิม พร้อมกับการขับร้องพันโซรี ซึ่งถ่ายทอดความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและเกาหลีผ่านเสียงดนตรีได้อย่างลึกซึ้ง

นางซอนจู ลี ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี กล่าวว่า “เราจัดการแสดงครั้งนี้ขึ้นเนื่องจากความมุ่งมั่นและแนวทางของศิลปินรุ่นใหม่ที่พยายามนำเสนอ กุกอัก (Gugak) ซึ่งเป็นรากฐานของดนตรีเกาหลี ให้ผู้ชมทั่วโลกในปัจจุบันสามารถเพลิดเพลินไปด้วยกันได้นั้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย” และยังกล่าวเสริมว่า “เราจะเดินหน้าสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนระหว่างศิลปินเยาวชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีแห่งใหม่นี้ เป็นแหล่งบ่มเพาะที่คนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศสามารถสื่อสารและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันผ่านวัฒนธรรม”

ทั้งนี้ ศูนย์วัฒนธรรมฯ มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยปัจจุบันได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการ “การประดับตกแต่ง: ประดับความหมายแห่งชีวิต” ซึ่งนำเสนอวัฒนธรรมการประดับตกแต่งของเกาหลีผ่านเครื่องประดับและงานหัตถกรรมดั้งเดิม ณ ห้องวัฒนธรรม ชั้น 1 ตลอดจนการฉายภาพยนตร์เกาหลี หลักสูตรภาษาเกาหลีและอาหารเกาหลี รวมถึงกิจกรรมทัศนศึกษา

Facebook

อาชีวะอุบลฯต้อนรับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการติดตามประเมินผลรอบ 2 ชูความเป็น’วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ’

21 สิงหาคม 2569 เวลา 17:25 น.

อาชีวะอุบลฯ ต้อนรับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ติดตามประเมินผล รอบที่ 2 ชูความเป็น “วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ” ยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน นักศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ, ว่าที่ร้อยเอกสาคร กิ่งจันทร์ ศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี, นายวิโรจน์ สุริยายนต์ ผู้อำนวยการกลุ่มสนับสนุนการตรวจราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้ติดตาม ในโอกาสเดินทางมาตรวจราชการ ติดตามประเมินผล ตามนโยบายการตรวจราชการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบที่ 2

การลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยคณะผู้ตรวจราชการฯ ได้เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานของวิทยาลัยฯ และเยี่ยมชมศูนย์บ่มเพาะธุรกิจภายในสถานศึกษา ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจห้องอาหารทานแก้วบกช, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเบเกอรี่, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจโรงแรมอาชีวะ, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจร้านกาแฟ Coffee Talk UVC รวมถึงนิทรรศการแสดงผลงานของแต่ละแผนกวิชา เพื่อติดตามและส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพของนักเรียน นักศึกษาอย่างใกล้ชิด

จากนั้น ณ ห้องประชุมศรีพรหมราช ได้มีการจัดพิธีต้อนรับและการประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยผู้เข้าประชุมได้รับชมการแสดงความสามารถของนักเรียน นักศึกษา ด้านทักษะการสื่อสาร และการแสดงศิลปวัฒนธรรม “ฟ้อนไทภูเขา” พร้อมรับชมวีดิทัศน์แนะนำวิทยาลัยฯ และกล่าวต้อนรับพร้อมการรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยนางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี

โอกาสนี้ นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวชมเชยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมยกย่องความเป็น “วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ” ที่มุ่งมั่นจัดการศึกษาและฝึกทักษะอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้ 

  1. ทักษะแห่งอนาคต: มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการสื่อสารในยุคศตวรรษที่ 21
  2. การยกระดับสมรรถนะ: ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังพลอาชีวศึกษา ทั้งการ Up-skill และ Re-skill
  3. เชื่อมโยงการศึกษา: ขับเคลื่อนการเรียนสะสมหน่วยกิตอาชีวศึกษาร่วมกับวิชาพื้นฐาน ผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (OVEC Credit Bank) เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสะสมผลการเรียนและเทียบโอนความรู้ระหว่างสายสามัญและสายอาชีพได้อย่างยืดหยุ่น
  4. ความปลอดภัยในสถานศึกษา: ถือปฏิบัติตาม 7 มาตรการสำคัญด้านความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การตรวจราชการและติดตามประเมินผลในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนผลการดำเนินงานของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ตลอดจนเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรับข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของโลกอาชีพในอนาคต

อาชีวะอุบลอุบลราชธานี

ครั้งแรกรอบ100ปี! ‘ป่อเต็กตึ๊ง’จัดประเพณี‘ทิ้งกระจาด’ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค 6 เขต กทม.

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:40 น.

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าร้อยปี! ‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดงานประเพณี‘ทิ้งกระจาด’ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ‘สุสานวัดดอน’ พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์บนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี ปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภค 3,000 ชุด ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพฯ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานในพิธี

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภครวม 3,000 ชุด ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อบริจาค จากศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร เพื่อลงพื้นที่แจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตสาทร ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา หนองจอก มีนบุรี และเขตราษฎร์บูรณะ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ อาทิ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการมูลนิธิฯ นางสุธนี ชยางพัทธ์ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นายนริศ วิทยาวรากรณ์ อาสาสมัครเฉพาะกิจ นางดวงตา ตุงคะมณี (ตุ๊ก) อาสาสมัครศิลปิน และนายเฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ (แจ็ค แฟนฉัน) อาสาสมัครศิลปิน ร่วมในพิธี

โดยวานนี้ (วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569) ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายสุหัทย์ ไพรสานฑ์กุล กรรมการ และ นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานประเพณีทิ้งกระจาด (พิธีสงฆ์) โดย คณะสงฆ์จีนนิกาย จากวัดโพธิ์แมนคุณาราม สวดถวายพุทธบูชา พิธีสักการะทีกง (เทพยดาฟ้าดิน) พิธีสักการะไต้สื่อเอี๊ย พิธีไหว้สุสาน (หลุมบรรพชน) พิธีโปรยทานทิ้งกระจาด โยคะตันตระเปรตพลีอุทิศ (หม่งซัวซีเจี๊ยะ) และพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล โดยมีสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมในพิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างคับคั่ง

สำหรับงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 นี้ นับว่าเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะ “หลวงปู่ไต้ฮงหินหยกขาว” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พร้อมได้ร่วมงานประเพณีทิ้งกระจาด “ทำบุญ” ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณไร้ญาติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งบนผืนแผ่นแห่งศรัทธา อันเป็นสุสานสาธารณะฝังศพไร้ญาติเก่าของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่มีอายุกว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน) ด้วยตนเอง อีกทั้งยังได้ “ทำทาน” แก่ผู้ยากไร้ การจัดประเพณีทิ้งกระจาด ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ในปีนี้ นับเป็นงานมหาบุญ มหากุศลครั้งใหญ่ครั้งแรกในกว่าร้อยปี

งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีมติเพิ่มจำนวนชุดเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ให้สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ รวมถึงขยายพื้นที่ในแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ณ บริเวณสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และยังมีกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ยากไร้อีก 2 แห่ง ได้แก่ในวันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 256 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และวันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 แก่ผู้ยากไร้ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.8 ล้านบาท

สำหรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 นี้ ยังคงสามารถ ร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมกับได้ทำทานให้ผู้ยากไร้ ได้ตั้งแต่บัดนี้ – วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย และ ทำบุญ “ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญ มหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

#เกี่ยวกับศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

“ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” “มรดกแห่งเมตตาธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า ศูนย์รวมพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี ใจกลางสาทร” ถูกสร้างขึ้นบนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทย บนเนื้อที่ 4 ไร่ 17 ตารางวา ติดกับ “สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” อันเป็นผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทยในนาม “สุสานวัดดอน” ที่ชาวจีน 710 ท่าน ได้รวบรวมเงินจัดซื้อที่ดินในปี พ.ศ. 2442 สร้างสุสานสาธารณะเพื่อผู้วายชนม์โดยไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ และศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกงพร้อมศาลเจ้าไต้ฮงกง พลับพลาไชย ในปี พ.ศ. 2452-2453 ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ในนาม มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) หมายถึง “มูลนิธิฯ แห่งการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยการทำคุณงามความดี ด้วยการ ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร กิจกรรม จองคิวรอบเข้าชมพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ รวมถึง พิกัดการเดินทางของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

ทิ้งกระจาดป่อเต็กตึ๊งศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวสุสานวัดดอน

‘ประเสริฐ’ สั่งห้ามโรงเรียนรัฐ เอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ฝ่าฝืนผิดทั้งกฏหมาย และ พรบ.

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:50 น.

S__363249793

“ประเสริฐ” สั่งห้ามโรงเรียนรัฐ เอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ฝ่าฝืนผิดทั้งกฏหมาย และ พรบ.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 7/2569 ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า ในวันที่ 25 ส.ค. 2569 นี้ ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ”(ศพส.) จะเปิดอบรมซักซ้อมระบบการใช้งานแก่เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานก่อนเปิดใช้งานจริงในการรับฟังข้อมูลจากนักเรียนทั่งประเทศ

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีข้อห้ามการจัดการเรียนที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันในเด็กปฐมวัย ซึ่งเด็กปฐมวัยอยู่ภายใต้ พรบ.เรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย ปี 2562 และใน พรบ.มีการห้ามให้เด็กปฐมวัยมีการแข่งขัน หรือสอบแข่งขัน

“เนื่องจากขณะนี้เราพบว่า มีโรงเรียนบางแห่งจัดสอบแข่งขันของเด็กปฐมวัย เพื่อชิงถ้วยรางวัล ผมจึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย ห้ามให้มีการสอบแข่งขัน เพราะผิดกฏหมาย ผิด พรบ. โดยให้เปลี่ยนไปเป็นการประเมินพัฒนาการของเด็กผ่านการสังเกตุแทน หรือประเมินแฟมสะสมงานแทน เนื่องจากยังไม่สอดคร้องกับพัฒนาการด้านสมองของเด็กที่ต้องมีการแข่งขัน ดังนั้น ศธ.จึงห้ามไม่ให้โรงเรียนรัฐและเอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย”
นายประเสริฐ กล่าวถึงการเตรียมการนักเรียนเข้าแข่งขัน เอไอ โอลิมเปส ในเดือน ส.ค.ปี 2570 ที่ประชุมจึงได้สั่งการให้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คัดกรองนักเรียนที่มีศักยภาพด้านเอไอ เตรียมพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้บรรจุองค์ความรู้เรื่องของผ้าไทยลงในแบบเรียน โดยได้ให้นโยบายว่า ให้นำหลักการจากหนังสือ Thai Textiles Trend Book (เทรนด์บุ๊กผ้าไทย) เป็นหนังสือองค์ความรู้ด้านแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมแห่งอนาคต โดยให้ไปดูว่า จะสามารถเตรียมการความรู้เหล่านี้ผนวกเข้ากับหลักสูตรการศึกษาได้อย่างไร

นอกจากนั้นแล้ว ที่ประชุมยังได้สั่งให้มีการเร่งรัดในเรื่องการเบิกจ่ายการใช้งบงบประมาณปี 2569 ให้ทันตามเวลาที่ได้กำหนดไว้

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้ติดตามเรื่องการใช้งบประมาณ ปี 2569 งบโครงการแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ประชุมได้มีมติให้ สพฐ. กันเงินในส่วนนี้ไว้ก่อน และให้ สพฐ. ปรับรายละเอียดให้สอดคล้องโดยไม่ให้ซ้ำซ้อนกับโครงการเดิมที่มีอยู่ ตามข้อสังเกตของหลายๆฝ่าย อย่างเช่น ความซ้ำซ้อนกับเรื่องของ การพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP โดยให้ สพฐ. ทำงานร่วมกับกระทรวง อว. ในการส่งต่อโครงการ เพื่อให้ กระทรวง อว.ดำเนินการต่อ และให้สพฐ.ทำเรื่องแจ้งสำนักงบประมาณ ถึงการขอกันเงินไว้ก่อนด้วย เพราะเรายังจำเป็นต้องใช้เงินส่วนนี้อยู่ ซึ่งเป็นวงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท และ ศธ.จะนำเรื่องนี้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเปลี่ยนแปรงโครงการด้วย

และหารือถึงการยกระดับคุณภาพคุรุศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครู นักเรียน และผู้บริหาร โดยได้เห็นชอบในเรื่องของการรีสกิล อัพสกิล และเรื่องของหลักสูตร เรื่องของ AI โดยได้กำหนดแผนและขั้นตอนต่างๆ ทั้งเรื่อง AI เฟรมเวิร์ค , AI Literacy ต้องดำเนินการขั้นตอนเป็นอย่างไร ซึ่งเราตั้งใจไว้ว่าในปี 2571 เรื่องของหลักสูตร เรื่อง AI จะมีความสมบูรณ์แบบ 100% ซึ่งเป็นการวางแผนในระยะยาว โดยวางไทม์ไลน์เรื่องหลักสูตร ซึ่งจะทำในระยะยาว เพราะมีขบวนการที่ต้องใช้เวลาไม่ใช่ทำได้ชั่วข้ามคืน การเปลี่ยนแปลงเรื่องการศึกษาต้องใช้เวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี

“ปี 2569 เป็นช่วงที่ศธ.ออกแบบเรื่องต่างๆ สิ่งที่จะเห็นหลังจากที่เราออกแบบก็ในปี 2570 เราจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ หลักใหญ่คือ เรื่อง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ เรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน เรื่องอีออฟฟิศ และโครงสร้างของบุคลากร ส่วนในปี 2571 เราจะได้เห็นในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถของหลักสูตร และเรื่องต่างๆที่จะทำตามมาในการสร้างสมรรถนะผู้เรียน ผู้สอน ผู้บริหาร อย่างเช่นเรื่อง AI แต่ไม่ได้หมายความว่าปี 2570 เราไม่ทำ เราควิกวินไปเรื่อยๆและมีการปรับปรุงตลอด“ รมว.ศธ. กล่าว

สอบแข่งขันเด็กปฐมวัยโรงเรียนรัฐโรงเรียนเอกชน

สกสค. จับมือ ออมสิน หั่นดอกเบี้ยเหลือ 3.50% หวังลดภาระหนี้สินครู-บุคลากร ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

สกสค.-จับมือ-ธ.ออมสิน-เปิดโครงการ-ออมสินก้าวไปกับครู...ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน

ศธ.โดย สกสค. จับมือ ธ.ออมสิน เปิดโครงการ “ออมสินก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” หั่นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 3.50% ต่อปี หวังลดภาระหนี้สินครูบุคลากรทางการศึกษา ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายสมใจ วิเศษทักษิณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ร่วมแถลงข่าว โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เพื่อร่วมมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารออมสินได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

S__18194440_0

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีความยินดีที่ ธนาคารออมสินได้ร่วมกันทำให้เกิด

โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” ในวันนี้ขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นหนี้ที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคุณครูซึ่งถือได้ว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ซึ่งโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. นี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ริเริ่มร่วมกับธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน มาตั้งแต่ปี 2549 หรือมากกว่า 20 ปี

โดยมี เจตนารมย์เพื่อ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการดำรงชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มี ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ในโครงการดังกล่าวนี้รวมทั้งสิ้น กว่า 900,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อสะสมกว่า 760,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้มีความสำคัญ และใกล้ชิดกับชีวิตของคุณครูมาอย่างยาวนาน และในปัจจุบันโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ยังคงมีบัญชีสินเชื่อค้างอยู่ในระบบกว่า 291,185 บัญชี คิดเป็นเงินต้นคงเหลือกว่า 223,952 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่ครูจำนวนมากต้องแบกรับต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของแม่พิมพ์ของชาติ ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายรายเดือนและขวัญกำลังใจ รวมถึงการปฎิบัติหน้าที่ และความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จึงยกให้การแก้ไขปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องผลักดันอย่างจริงจัง และตระหนักดีว่าการแก้ปัญหานี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

การจัดการแถลงข่าวในวันนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อประกาศความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. กับธนาคารออมสิน ในการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้สินของครูและบุคลากรทางทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณธนาคารออมสินเป็นอย่างยิ่งที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ และได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ครูของเราสามารถปลดภาระหนี้และก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“วันนี้ผมขอแจ้งข่าวดีให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทราบ คือ ธนาคารออมสินได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ได้ปรับตัวก่อนเข้าร่วมมาตรการ ซึ่งรายละเอียดของโครงการ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั้งหมดทางธนาคารออมสินจะแจ้งให้ทราบ“

S__18194441_0

ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เป็น ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ร่วมกับธนาคารออมสิน ถือเป็นเจตนาอารมณ์ร่วมกันในการดูแลช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษา จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และภาระหนี้ในส่วนของประชาชนในทุกวิชาชีพ รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ธนาคารออมสินให้ความสำคัญในเรื่องของการช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันครูและบุคลากรทางศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2558 นั้น มีจำนวน 280,000 กว่าบัญชี ที่มีภาระหนี้
ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ธนาคารออมสิน กระทรวงศึกษาธิการ โดย สกสค. มีความตั้งใจที่จะดูแลลูกหนี้ครูทั้งหมดทุกสถานะ ทั้งที่เป็นลูกหนี้ปกติและลูกหนี้ที่มีการชำระไม่สม่ำเสมอ รวมถึงลูกหนี้ที่มีปัญหา

“โดยลูกหนี้ที่มีสถานะปกติ จะได้ลดอัตราดอกเบี้ยคงเหลือ 3.5% จนถึงสิ้นปี 2570 สำหรับลูกหนี้ในสถานะอื่นๆ คือลูกหนี้ที่ชำระไม่สม่ำเสมอ และลูกหนี้ NPL ก็ได้รับการช่วยเหลือด้วย ดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 4% ทั้งนี้ลูกหนี้ในส่วนที่จ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือลูกหนี้ที่ผิดนัดการชำระหนี้ สามารถที่จะกลับมาเป็นสถานะปกติได้ โดยใช้ระยะเวลา 3 เดือนภายในสิ้นปีนี้ หากชำระหนี้ได้ตามปกติ ลูกหนี้เหล่านั้น ก็จะได้ลดหนี้เหลือ 3.50% ด้วยเช่นกันไปจนถึงสิ้นปี 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี ซึ่งจากเดิมดอกเบี้ยอยู่ที่ 4% ต่อปี

S__18194445_0

การดำเนินโครงการดังกล่าว การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำส่วนลดนี้ไปหักคืนเงินต้นได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าลูกหนี้มีอายุการกู้โดยประมาณ 20 ปี การลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ และการดำเนินการในโครงการนี้ จะส่งผลให้อายุการกู้ 20 ปี ลดระยะเวลาในการหมดภาระหนี้เกือบ 4 ปี ในส่วนของลูกหนี้ที่มีอายุการกู้ 30 ปี จากโครงการนี้ภาระหนี้ก็น่าจะหมดเร็วขึ้นเกือบ 9 ปี เพราะฉะนั้น โครงการนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมของการหมดภาระหนี้ที่เกิดกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ช่วยให้ครูนำเงินงวดเดิมไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น โดยธนาคารจะแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS, จดหมาย และแอปพลิเคชัน MyMo ซึ่งแบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

สมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ที่ได้รับแจ้งสิทธิ์ สามารถลงทะเบียนผ่านแอป MyMo, เว็บไซต์ธนาคาร หรือ สาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2569
ผู้ที่พ้นสภาพสมาชิก ต้องดำเนินการขอกลับเข้าเป็นสมาชิกกับ สกสค. ให้เรียบร้อย ก่อนลงทะเบียนกับธนาคารภายใน 30 พฤศจิกายน 2569

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.otep.go.th, ธนาคารออมสินทุกสาขา, เว็บไซต์ http://www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

S__18194437_0

นายประเสริฐ กล่าวทิ้งท้ายนโยบายสำคัญ ถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับได้ทราบ ประการแรก ขอให้ศึกษาโครงการและเงื่อนไขอย่างละเอียด และรีบดำเนินการลงทะเบียนผ่านแอปปพลิเคชัน MyMo หรือช่องทางที่ธนาคารออมสินกำหนด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ที่พึงจะได้รับ ประการที่ 2 ขอความร่วมมือครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำความเข้าใจกับที่มาของมาตรการนี้อย่างถ่องแท้ และขอให้ย้อนดูว่าเดิมทีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการนี้ อยู่ในระดับ 6-7 % ต่อปี และครั้งนี้ธนาคารออมสินได้ปรับลดดอกเบี้ยลงมาให้เหลืออัตราดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าธนาคารออมสินยอมเสียสละรายได้ส่วนหนึ่งของธนาคาร เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้สินให้กับครูโดยตรง นี่คือเจตนารมย์ที่กระทรวงศึกษาและธนาคารออมสินร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง จึงอยากจะฝากถึงพี่น้องครูทุกคน เห็นถึงความตั้งใจของผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้ และขอเชิญชวนครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับโครงการนี้ไปยังเพื่อนครูและบุคลากรฯที่ยังไม่ทราบข่าว ช่วยกันแนะนำ ช่วยกันพาเพื่อนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการให้มาลงทะเบียนให้ครบถ้วน โดยเฉพาะครูที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือครูที่ใกล้เกษียณฯที่อาจจะเข้าถึงข่าวสารได้ช้ากว่ากลุ่มอื่น เพื่อให้ประโยชน์จากโครงการนี้ถึงมือครูและบุคลากรฯทุกคนได้ทั่วถึง และสามารถเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้อย่างแท้จริง

ประการที่3 กระทรวงศึกษาธิการ มองว่าความรู้ทางด้านการเงินเป็นเรื่องจำเป็นที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ผลักดันโครงการส่งเสริมความรู้ทางด้านการเงิน หรือ Financial Literacy ให้กับครูทุกช่วงวัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างรู้เท่าทัน และมีวินัยทางการเงิน เพื่อไม่กลับมาสู่วงจรหนี้สินซ้ำอีกในอนาคต ประการที่ 4 กระทรวงศึกษาฯ ยังเดินหน้าผลักดันมาตรการดูแลสวัสดิการ ครูในด้านอื่น ๆควบคู่ ทั้งด้านสุขภาพ การรักษา บริการด้านสาธารณสุข ด้านที่พัก ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติได้อย่างมีความสุขและมั่นคง

ดอกเบี้ยภาระหนี้ครูสกสคหนี้ครูออมสิน

มช. และภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนาระบบข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ ช่วยประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:49 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศูนย์วิชาการสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และภาคีเครือข่าย จัดทำระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่ โดยรวบรวม เชื่อมโยง และประมวลผลข้อมูลด้านสถานการณ์น้ำ ข้อมูลพยากรณ์ระดับน้ำ แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย และข้อมูลผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีต เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและเตรียมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

หนึ่งในข้อมูลสำคัญ คือ ระบบติดตามสถานการณ์น้ำของแม่น้ำปิงเขตเมืองเชียงใหม่ ซึ่งนำเสนอข้อมูลสถานการณ์น้ำของแต่ละสถานี ได้แก่ ระดับน้ำล่าสุด อัตราการไหล ระยะห่างจากตลิ่งต่ำสุด และระดับความสูงเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำที่สถานี P.1 บริเวณเชิงสะพานนวรัฐเป็นข้อมูลสำคัญในการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำในเขตเมืองเชียงใหม่

ระบบยังเชื่อมโยงกับข้อมูลการพยากรณ์ระดับน้ำ เพื่อให้สามารถติดตามทั้งสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มระดับน้ำล่วงหน้า โดยข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าระดับน้ำที่กำหนดไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนประเมินสถานการณ์และเตรียมการป้องกันบ้านเรือนหรือทรัพย์สินได้ล่วงหน้า

ด้านการประเมินพื้นที่เสี่ยง ระบบจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Flood Hazard Map)แสดงขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม 5 ระดับ โดยอ้างอิงระดับน้ำของแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 ที่ระดับ 4.30, 4.50, 4.70, 5.00 และ 5.30 เมตร ตามลำดับ ทั้งนี้ น้ำจะเริ่มล้นตลิ่งเมื่อระดับน้ำที่สถานี P.1 สูงกว่า 4.20 เมตร ช่วยให้สามารถประเมินขอบเขตพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบตามระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมี แผนที่ความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Flood Depth Map) สำหรับกรณีระดับน้ำที่สถานี P.1 เท่ากับ 5.30 เมตร โดยนำข้อมูลสภาพกายภาพของพื้นที่และข้อมูลระดับคราบน้ำท่วม (Flood Marks) ที่เคยเกิดขึ้นจริง มาประมวลผลด้วยเทคนิคการประมาณค่าเชิงพื้นที่แบบ Inverse Distance Weighting (IDW) เพื่อประมาณค่าความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูลตรวจวัดโดยตรง

ผู้ใช้งานสามารถเลือกดูข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งแผนที่ความลึกของน้ำท่วม แผนที่ระดับความสูงของผิวน้ำ และแผนที่ช่วงความสูงของน้ำท่วม พร้อมทั้งสามารถคลิกดูค่าข้อมูลในแต่ละจุด ซูม และเลื่อนแผนที่เพื่อสำรวจพื้นที่ที่สนใจได้

สำหรับการเตือนภัยในระดับพื้นที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดทำ พิกัดหลักเตือนระดับน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (CM Flood Poles) มากกว่า 220 จุด กระจายอยู่ในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ โดยหลักเตือนระดับน้ำจะแสดงค่าระดับน้ำที่สัมพันธ์กับระดับน้ำท่วมบริเวณจุดติดตั้ง ประชาชนสามารถนำค่าระดับน้ำที่ได้รับจากการรายงานหรือพยากรณ์ที่สถานี P.1 มาเปรียบเทียบกับค่าที่แสดงบนหลัก เพื่อประเมินระดับน้ำที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวและวางแผนรับมือได้ล่วงหน้า

ภายในเว็บไซต์ยังแสดง รายละเอียดของหลักเตือนระดับน้ำในแต่ละจุด พร้อมภาพประกอบและเส้นทาง เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจุดเตือนภัยในพื้นที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูล พิกัดเครื่องหมายระดับน้ำท่วมเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ปี 2567 (CM Flood Mark 2024) จำนวนประมาณ 5,000 จุด กระจายทั่วพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน โดยแสดงระดับน้ำท่วมสูงสุดที่วัดจากผิวถนนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งระดับน้ำแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 อยู่ที่ 5.30 เมตร ข้อมูลจากเหตุการณ์จริงดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์และการเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยง

ระบบยังรวบรวมข้อมูล ศูนย์พักพิงและที่จอดรถชั่วคราวกรณีเกิดอุทกภัย ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจัดเตรียมไว้เพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมวางแผนการเดินทางและการอพยพได้เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม

ทั้งนี้ ระบบยังมีข้อมูลแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดเดิมที่อ้างอิงเหตุการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาและเปรียบเทียบ โดยปัจจุบันได้มีการจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดใหม่ที่ใช้ข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และศักยภาพการรองรับน้ำและการป้องกันน้ำท่วมของเมืองเชียงใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนการนำ ข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคีเครือข่ายมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ โดยมุ่งให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ การประเมินความเสี่ยง การเตือนภัย ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรับมือและลดผลกระทบจากอุทกภัย

ประชาชน หน่วยงาน และผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำและข้อมูลประกอบการเตือนภัยได้ที่ https://watercenter.cmu.ac.th/chiangmai/cmflood

มช.ระบบข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมเชียงใหม่

มน. ชูบทบาทมหา’ลัยเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICRBO 2026’ ผลักดันนวัตกรรมน้ำมันรำข้าวไทยสู่สากล

20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ทพญ. ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านน้ำมันรำข้าว ประจำปี 2569 (International Conference on Rice Bran Oil 2026: ICRBO 2026) และเปิดเผยว่า น้ำมันรำข้าวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และงานวิจัยมาเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร การผนึกกำลังระหว่างสมาคมน้ำมันรำข้าวนานาชาติและมหาวิทยาลัยนเรศวรในการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ซึ่งช่วยสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อสร้างประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยว่า มน.มุ่งมั่นให้การศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และความเป็นผู้ประกอบการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาของโลก การร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน ICRBO 2026 ภายใต้หัวข้อ “Current Issues on Rice Bran Oil Production, Consumption, and Perspectives” สะท้อนถึงพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการเป็น University for Entrepreneurial Society อย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องการผลักดันให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือข้ามประเทศ ที่จะเปลี่ยนทรัพยากรทางการเกษตรอย่างข้าวและรำข้าว ให้กลายเป็นนวัตกรรมมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ โภชนาการ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ขณะที่ รศ.ดร.เหรียญทอง สิงห์จานุสงค์ นายกสมาคมน้ำมันรำข้าวนานาชาติ ปี 2569 และอาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มน. กล่าวว่า งาน ICRBO 2026 จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน โอกาสใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้น และทิศทางในอนาคต ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่าของน้ำมันรำข้าว โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้สนับสนุน และภาคีเครือข่าย

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก การนำเสนอรายงานสถานการณ์น้ำมันรำข้าวจากประเทศสมาชิก การเสวนาในหัวข้อโอกาสทางการตลาดและการต่อยอดเชิงธุรกิจ (Marketing and Business Opportunities) รวมถึงการนำเสนอผลงานวิชาการ 7 กลุ่มเรื่อง ที่ครอบคลุมมิติสุขภาพ เทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการวิจัย นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมน้ำมันพืชจำนวน 28 บริษัท การให้ความสนใจเข้าร่วมการประชุมจากเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ และภูมิภาคอื่นๆกว่า 300 คน สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจต่อน้ำมันรำข้าวที่เติบโตขึ้นในระดับสากล และความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ

ICRBO 2026มน.

ปลัด อว. ประกาศพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สู่ ‘แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ยกระดับทุนมนุษย์

19 สิงหาคม 2569 เวลา 13:56 น.

ปลัดกระทรวง อว.ในฐานะประธานบอร์ด NSM ชูวิสัยทัศน์กลางเวทีโลก “ASPAC 2026” ประกาศพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สู่ “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ยกระดับทุนมนุษย์รับมือโลกยุคความไม่แน่นอน พร้อมประกาศ 5 ภารกิจของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในอนาคต 19 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช) หรือ NSM กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Empowering Future Generations: The Role of Science Museums in Building Resilient and Sustainable Societies”  หรือ “เสริมพลังคนรุ่นอนาคต: บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน” ในการประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference: ASPAC Conference 2026) ภายใต้แนวคิด “Museums: Empowering Future Science Engagement in the Age of Uncertainty”  จัดโดย NSM ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ห้อง Amber 2–3 อาคาร IMPACT Exhibition Center ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี  ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จึงไม่อาจสิ้นสุดลงแค่ในระบบการศึกษาอีกต่อไป แต่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning)” ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์เป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เพราะหากประชาชนขาดความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนได้ “วันนี้เราไม่สามารถมองหรือทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “แหล่งจัดแสดงนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต”ภายใต้ระบบนิเวศของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว  ศ.ดร.ศุภชัย ได้เสนอวิสัยทัศน์ถึงบทบาทหลัก 5 ประการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในยุคอนาคตต้องมุ่งเน้น ได้แก่ 1.เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) เสริมสร้างประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนให้เด็กและเยาวชน 2.เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย รองรับการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้คนทุกกลุ่มก้าวทันโลก3.เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนาคต (Future Literacy) และทักษะแห่งอนาคต ผ่านพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เช่น อาคารฟิวเจอร์เรียม (Futurium) ของ อพวช. ที่เปิดโลกทัศน์ด้านอาชีพแห่งอนาคต 4.พัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น AR และ VR มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีและเข้าถึงง่ายขึ้น และ 5.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายโอกาสการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อ ชุดการเรียนรู้ (Learning kits) และช่องทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งมอบความรู้ถึงชุมชนห่างไกล  นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสาธารณชนกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ให้ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “เราอยากเห็นผู้คนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ฉันเข้าใจมากขึ้น ฉันทำได้มากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้” อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราแค่ก้าวเข้าไป แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คือกุญแจสำคัญสำหรับสังคมในการออกแบบอนาคตนั้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย

ปลัด อว.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

เปิดฉากมหกรรมวิทย์ฯ 69 ชูพลังนวัตกรรมแก้ปัญหาโลก พลิกโฉมวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว

19 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” หรือ “วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM คณะผู้บริหาร อว. และคณะผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ งานวิทย์ฯ 69 จึงมุ่งเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการลงมือทำ ทดลอง และค้นพบศักยภาพของตนเอง “สิ่งที่เราอยากเห็นจากงานนี้ไม่ใช่เพียงเด็กและเยาวชนได้รับความรู้ แต่ต้องเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำความรู้ไปต่อยอด ตั้งคำถามใหม่ และสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศ เพราะกำลังคนคุณภาพคือพื้นฐานสำคัญของการสร้างประเทศไทยในอนาคต” โดยแนวคิดการจัดงานยังสะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ที่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน

มหกรรมวิทย์ฯ 69