สุข…เหมือนอยู่ ‘บ้านหลังที่ 2’ ชู ‘อุ้มผางวิทยาคม’ ต้นแบบ สร้างโอกาสทางการศึกษาชายขอบ

สุข...เหมือนอยู่ ‘บ้านหลังที่ 2’ ชู ‘อุ้มผางวิทยาคม’ ต้นแบบ สร้างโอกาสทางการศึกษาชายขอบ

สุข…เหมือนอยู่ ‘บ้านหลังที่ 2’ ชู ‘อุ้มผางวิทยาคม’ ต้นแบบ สร้างโอกาสทางการศึกษาชายขอบ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) เผยภาพความสำเร็จการจัดการศึกษาเชิงรุกในพื้นที่ห่างไกล ณ โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม ชี้อุปสรรคทางภูมิศาสตร์ 1,219 โค้ง ไม่ใช่ปัญหาในการส่งต่อคุณภาพการศึกษา พร้อมดูแลสวัสดิภาพนักเรียนบ้านพักนอนกว่า 300 ชีวิต ให้มีความสุขเสมือนอยู่บ้านหลังที่สอง

นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการ สพม.ตาก เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจคณะครูและนักเรียนโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม อ.อุ้มผาง จ.ตาก ว่า พื้นที่ อ.อุ้มผาง แม้จะขึ้นชื่อเรื่องความยากลำบากในการเดินทาง แต่หัวใจสำคัญของ สพม.ตาก คือการทำให้ “ความห่างไกล” ไม่ใช่ “การขาดโอกาส” โดยปัจจุบันนโยบายทางการศึกษาได้ถูกขับเคลื่อนให้เข้าถึงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ของโรงเรียนบนดอยให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

หลายคนอาจมองว่าเด็กบนดอยคือเด็กด้อยโอกาส แต่จากการสัมผัสจริง ผมพบว่าเด็กๆ ที่นี่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเรียนสูงมาก หน้าที่ของเราคือการทลายกำแพงเรื่องระยะทาง เพื่อส่งมอบการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เยาวชนกว่า 1,200 ชีวิตในพื้นที่แห่งนี้ ผู้อำนวยการ สพม.ตาก กล่าวและว่า

นอกจากด้านวิชาการและทักษะอาชีพ สพม.ตาก ยังให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพความเป็นอยู่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายนักเรียนพักนอนให้แก่เด็กนักเรียนกว่า 300 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่บ้านอยู่ห่างไกลและเดินทางลำบาก เพื่อให้เด็กๆได้พักอาศัยอย่างปลอดภัย มีโภชนาการที่ดี และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ส่งผลให้โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคมกลายเป็นโมเดลต้นแบบของการจัดการศึกษาในพื้นที่ชายขอบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีศิษย์เก่าที่ได้รับทุนการศึกษาและออกไปประกอบอาชีพที่มั่นคงกลับมาพัฒนาบ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ได้ย้ำปณิธานสำคัญในการทำงานว่า “ไม่ว่าเด็กจะอยู่เมือง หรืออยู่ป่า จะต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมกัน” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

มมส คว้าที่ 3 เวทีโลกที่จีน โชว์นวัตกรรม AI วางผังเมืองอัจฉริยะ ‘SCPP–RDSC’

มมส คว้าที่ 3 เวทีโลกที่จีน โชว์นวัตกรรม AI วางผังเมืองอัจฉริยะ ‘SCPP–RDSC’

มมส คว้าที่ 3 เวทีโลกที่จีน โชว์นวัตกรรม AI วางผังเมืองอัจฉริยะ ‘SCPP–RDSC’

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สร้างชื่อเสียงบนเวทีโลกในฐานะตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทย โดยทีม SCPP–RDSC จากหน่วยวิจัยและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (RDSC) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สามารถคว้ารางวัลที่ 3 (Third Prize) จากการแข่งขันนวัตกรรมระดับนานาชาติ “AI for All: China–ASEAN Super League” Smart City Development and Innovation Competition ณ เมืองหนานหนิง มณฑลกวางสีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะระดับภูมิภาคที่ยิ่งใหญ่ โดยมีทีมเข้าร่วมชิงชัยกว่า 10,000 ทีมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน โดยทีม SCPP–RDSC สามารถฝ่าฟันจนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศซึ่งมีเพียง 30 ทีมในสาย University Track และเป็น 1 ใน 14 ทีมในสาขา Urban Construction & City Governance โดยถือเป็นทีมไทยเพียงทีมเดียวที่นำโดยมหาวิทยาลัยไทยในสายการแข่งขันนี้

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการนำเสนอผลงาน Smart City Planning Platform (SCPP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นโดยหน่วยวิจัย RDSC บนพื้นฐานของระบบ SuperMap GIS ผสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรองรับการบริหารจัดการเมืองแบบ Adaptive Urban Governance โดยแพลตฟอร์มนี้มีขีดความสามารถในการวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่ดิน ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านผังเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้มีการนำร่องใช้งานจริงในพื้นที่เมืองมหาสารคามภายใต้โครงการประเมินผังเมืองตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562

สำหรับทีมผู้อยู่เบื้องหลังความภาคภูมิใจนี้ นำโดย รศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลือ และ ผศ.ดร.กฤษณุ ผโลปกรณ์ พร้อมด้วยคณะนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ได้แก่ นายสนธยา รัตนทิพย์, นายณัฐพงศ์ เพื่อนสงคราม, นายศิลา ศิลาขาว, น.ส.แพรวพรรณ ปาสานำ, น.ส.วิภารัตน์ หนูปัทยา และนายนันทวัฒน์ ธนจันทร์

โดย รศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลือ หัวหน้าทีม ได้กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า แม้จะไม่ได้รางวัลสูงสุดแต่ก็ภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย นำงานวิจัยที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือคนไทยไปยืนบนเวทีระดับสากล และพร้อมจะนำประสบการณ์กลับมาพัฒนา SCPP เพื่อก้าวต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ หน่วยวิจัย RDSC ยังคงมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยี GIS, IoT, AI และ Digital Twin เพื่อยกระดับการบริหารเมือง โดยที่ผ่านมาได้รับรางวัลระดับนานาชาติต่อเนื่องถึง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2025 ยืนยันถึงศักยภาพความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะในระดับภูมิภาคอาเซียน ของอาจารย์ นักวิจัย และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

มหิดลโชว์ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ลดเวลาในการแจ้งเตือนเหลือภายใน 2 นาที

มหิดลโชว์ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ลดเวลาในการแจ้งเตือนเหลือภายใน 2 นาที

มหิดลโชว์ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ลดเวลาในการแจ้งเตือนเหลือภายใน 2 นาที

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุน ววน. สนับสนุนนักวิจัย ม.มหิดล พัฒนา “ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า” แจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ ไปยังผู้ดูแลอาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวลาไม่เกิน 2 นาที โดยใช้เทคโนโลยีผสมผสานในการประมวลผลและกระจายข้อมูลแผ่นดินไหวแบบเรียลไทม์

รศ.ดร.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะนักวิจัยของศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เปิดเผยถึงนวัตกรรมล่าสุดที่ว่า ทีมวิจัยได้พัฒนานวัตกรรม “ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างเซนเซอร์ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนทางกายภาพร่วมกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และอัลกอริทึม เพื่อประมวลผลและกระจายข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่กำลังเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์

“ปัจจุบันระบบที่พัฒนาโดย Thaiquake by MU เป็นระบบอัตโนมัติ 100% ที่คำนวณตำแหน่งได้ภายใน 1 นาที และคำนวณขนาดแผ่นดินไหวได้ภายใน 2 นาที พร้อมส่งแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น แอปพลิเคชันมือถือ อีเมล และเทเลแกรม ไปยังผู้ดูแลอาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งนักวิจัยพยายามพัฒนาให้ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที จากที่ปัจจุบันกรมอุตุนิยมวิทยาใช้เวลานาน 15-30 นาทีในการคำนวณ ทำให้ไม่สามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้”

นักวิจัยระบุว่า แม้ภัยแผ่นดินไหวไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้า แต่สามารถเตือนภัยได้ด้วยระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า โดยอาศัยหลักการเคลื่อนที่ของคลื่นแผ่นดินไหว ตั้งแต่คลื่นที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดไปจนถึงคลื่นที่เคลื่อนที่มาถึงช้าที่สุดแต่กลับมีขนาดใหญ่และสร้างความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบ้านเรือนได้ โดยใช้ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าเพื่อตรวจจับสัญญาณคลื่นปฐมภูมิ แล้วคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวให้เร็วที่สุด ก่อนที่คลื่นทุติยภูมิและคลื่นแรลลี่ซึ่งอยู่ผิวดินจะเดินทางมาถึงพื้นที่ที่ต้องการแจ้งเตือน เช่น ระยะทางจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร เวลาที่คลื่นปฐมภูมิจะมาถึงใช้เวลาประมาณ 15 นาที หากสามารถคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวได้ภายในเวลาน้อยกว่า 15 วินาที ก็จะสามารถแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวได้ก่อน

ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศไทยมักมีจุดกำเนิดในประเทศเมียนมา ยกตัวอย่างเช่น เชียงตุง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 100 กิโลเมตร และกรุงเทพฯ ประมาณ 850 กิโลเมตร จึงมีเวลาประมาณ 28 วินาที และ 240 วินาทีตามลำดับก่อนที่คลื่นแผ่นดินไหวจะมาถึง แสดงให้เห็นว่า “ยิ่งไกลจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากเท่าไร เราจะยิ่งมีเวลาในการประมวลผลและแจ้งเตือนได้ก่อนการสั่นไหวจะมาถึง” ดังนั้นหัวใจสำคัญของระบบดังกล่าวคือ เวลาที่ใช้ในการประมวลผลคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหว ซึ่งลดเวลาคำนวณได้โดย 1.สถานีตรวจแผ่นดินไหว ต้องติดตั้งใกล้กับแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวให้มากที่สุด 2.จำนวนสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ต้องมีมากพอและครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ใกล้แหล่งกำเนิด 3.สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ต้องส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ ลักษณะขนาด และส่งข้อมูลมาที่ EEW server โดยตรง 4.ระบบสื่อสารควรมีความล่าช้าของสัญญาณต่ำ 5.มีอัลกอริทึมในการคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวให้เร็วที่สุด ก่อนที่คลื่นแผ่นดินไหวจะเดินทางมาถึง และ 6.ช่องทางการแจ้งเตือนต้องส่งตรงถึงผู้รับ ผ่านช่องทางหรือแอปพลิเคชันที่มีความเร็วสูง

สำหรับการพัฒนาระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าในงานวิจัยนี้ ใช้ open source ของระบบและเทคโนโลยีเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าที่พัฒนาโดย Swiss Seismological Service (SED) ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย ETH Zurich ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในการรวบรวม บริหารจัดการ และดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์จากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวต่างๆ เพื่อประมวลผลคลื่นแผ่นดินไหว วิเคราะห์หาจุดศูนย์กลางและขนาดแผ่นดินไหวแบบอัตโนมัติ โดยใช้ Virtual Seismologist (VS) ซึ่งเป็นอัลกอริทึมหรือชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า โดยประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวและจุดกำเนิดให้เร็วที่สุด

ไทยพีบีเอสคัด 21 รายการ Content Commissioning 2569 เน้น ‘สนุก เข้าถึงง่าย หลากหลาย’ เล็งดันสู่ตลาดสากล

ไทยพีบีเอสคัด 21 รายการ Content Commissioning 2569 เน้น 'สนุก เข้าถึงง่าย หลากหลาย' เล็งดันสู่ตลาดสากล

ไทยพีบีเอสคัด 21 รายการ Content Commissioning 2569 เน้น ‘สนุก เข้าถึงง่าย หลากหลาย’ เล็งดันสู่ตลาดสากล

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

ไทยพีบีเอส เดินหน้าพัฒนาเนื้อหาใหม่ร่วมกับผู้ผลิต ที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ Content Commissioning 2569 เน้นรูปแบบรายการหลากหลาย ที่ทั้งสนุกและมีสาระ มุ่งขยายฐานผู้ชมรุ่นใหม่ ควบคู่กับการรักษาฐานผู้ชมเดิม พร้อมยกระดับคุณภาพสู่ตลาดสากล

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิต ได้ร่วมพัฒนาเนื้อหาผ่าน โครงการเปิดรับข้อเสนอผลิตและพัฒนาเนื้อหาใหม่จากผู้ผลิต (Content Commissioning 2569) ซึ่งเปิดรับระหว่างวันที่ 29-30 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา  และได้มีการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิถึง 2 รอบ จนได้ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 21 รายการ โดยเน้นรูปแบบรายการที่หลากหลาย ผสานความบันเทิงกับสาระอย่างลงตัว และโอกาสสู่การต่อยอดในระดับนานาชาติ

นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา เปิดเผยว่า ตั้งใจให้ไทยพีบีเอสเป็นพื้นที่ปล่อยของสำหรับผู้ผลิตที่มีไอเดียสดใหม่ เพื่อสร้างสรรค์รายการที่ดูง่าย สนุก ให้ทั้งความรู้และความบันเทิงไปพร้อมกัน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตทุกรายอย่างเท่าเทียม โดยเนื้อหาที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 21 รายการนี้ เป็นรายการที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมผู้ชมทุกช่วงวัย  ทั้งรายการเกมโชว์ สารคดี ดนตรี อาหาร  รวมถึงการพัฒนารูปแบบรายการใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในแพลตฟอร์มของไทยพีบีเอส เพื่อขยายฐานผู้ชมรุ่นใหม่ ควบคู่กับการรักษาฐานผู้ชมเดิม และตั้งเป้าหมายไม่ใช่แค่การออกอากาศในประเทศ แต่คือการยกระดับงานให้มีมาตรฐานสูงพอที่จะแข่งขันได้ในเวทีสากล เพื่อต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

สำหรับเนื้อหาที่ผ่านการคัดเลือก ครอบคลุม 8 ประเภท ได้แก่ ทุนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ระบบนิเวศและสมดุลทางธรรมชาติ สุนทรียะทางดนตรี วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม กีฬาและเกม การลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมประชาธิปไตย การป้องกันทุจริตและต่อต้านคอร์รัปชัน และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และคนชายขอบ

โดยทั้ง 21 รายการที่ได้รับการคัดเลือก มีเนื้อหาหลากหลายรูปแบบ อาทิ “สมรภูมิปิ่นโต” เกมโชว์พื้นถิ่นที่นำเสนอเสน่ห์อาหารและวัฒนธรรมผ่านการแข่งขัน, รายการ “ตายาย Eye View” สาระบันเทิงที่สะท้อนสังคมสูงวัย ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองการถ่ายภาพ เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายกลุ่ม และสารคดีพิเศษในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ติดตามรายการจากโครงการ Content Commissioning 2569 ได้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป ทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยพีบีเอส

กทม. ผนึก กรมศิลปากร เตรียมพื้นที่สร้าง พระเมรุมาศ พระพันปีหลวง ย้ำงานต้องสมพระเกียรติ

กทม. ผนึก กรมศิลปากร เตรียมพื้นที่สร้าง พระเมรุมาศ พระพันปีหลวง ย้ำงานต้องสมพระเกียรติ

กทม. ผนึก กรมศิลปากร เตรียมพื้นที่สร้าง พระเมรุมาศ พระพันปีหลวง ย้ำงานต้องสมพระเกียรติ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.17 น.

กทม. จับมือกรมศิลปากร เร่งเตรียมความพร้อมพื้นที่ท้องสนามหลวง จัดสร้างพระเมรุมาศ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ให้สมพระเกียรติที่สุด

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้แทนจากกรมศิลปากร เพื่อติดตามความคืบหน้าการเตรียมงานก่อสร้างพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเน้นย้ำการประสานงานแบบไร้รอยต่อ เพื่อให้การดำเนินงานสมพระเกียรติสูงสุด

ในที่ประชุม ผู้แทนจากกรมศิลปากรแจ้งว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการล้อมรั้วชั่วคราวเรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะเป็นขั้นตอนการขอใช้พื้นที่เพิ่มเติม เพื่อเริ่มดำเนินงานในส่วนถัดไป โดยทางกรุงเทพมหานครยืนยันพร้อมสนับสนุนการทำงานของกรมศิลปากรอย่างเต็มกำลัง เพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคหรือความล่าช้าในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะต้องบริหารจัดการพื้นที่ โดยการล้อมต้นมะขามออกทั้งหมด 12 ต้น ให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน

รองปลัดฯ ไทวุฒิ กล่าวย้ำว่า ให้สำนักสิ่งแวดล้อมเร่งปรับปรุงสภาพต้นไม้โดยรอบสนามหลวงให้เรียบร้อย และยังไม่ต้องนำต้นใหม่มาปลูกทดแทนในช่วงนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักการโยธา ให้เร่งดำเนินการเสริมเสาไฟ High Mast จำนวน 1 ต้น และอุปกรณ์งานระบบท่อใต้ดิน โดยกรมศิลปากรจะดำเนินการซ่อนและเก็บคืน เพื่อส่งมอบให้คงสภาพเดิม เนื่องจากจะมีการเดินท่อระบบกล้องวงจรปิดในสนามหลวง โดยให้ใช้รางระบายน้ำในการวางท่อระบบ แต่ต้องตรวจสอบเรื่องการระบายน้ำในกรณีหน้าฝน ไม่ให้กีดขวางทางน้ำไหล รวมถึงการจัดเตรียมถนนเส้นกลาง โดยขอระดับเพื่อใช้อ้างอิง ซึ่งสำนักการโยธาได้ประสานกับหน่วยงานทหารม้า กรมสรรพาวุธ และกรมศิลปากร ในการลงพื้นที่หาข้อสรุปร่วมกันหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์

นอกจากนี้ รองปลัดฯ ไทวุฒิ กล่าวถึงการคงไว้ซึ่งจุดบริการประชาชนและจุดบริการอาหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เข้ามาสักการะพระบรมศพ พระพันปีหลวงอย่างต่อเนื่อง

ก่อนปิดการประชุม รองปลัดฯ ไทวุฒิ เน้นย้ำว่า การดำเนินงานครั้งนี้ต้องมีความละเอียดรอบคอบสูงสุด งานต้องออกมาเรียบร้อยและราบรื่น โดยต้องไม่มีคำว่าสะดุด หากมีข้อติดขัดในส่วนที่กรุงเทพมหานครต้องอำนวยความสะดวกให้กับกรมศิลปากร ให้รีบแจ้งโดยไม่ต้องเกรงใจ เพื่อให้การจัดสร้างพระเมรุมาศครั้งนี้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติสูงสุด

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ’ นั่งอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ อีกวาระ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ' นั่งอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ อีกวาระ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ’ นั่งอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ อีกวาระ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.49 น.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ” นั่งอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ อีกวาระ

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์เพื่อเลือกผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ต่อไปอีกวาระหนึ่ง และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569

ประกาศ ณ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

สจล. เปิดพิมพ์เขียว ‘ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย’ ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้

สจล. เปิดพิมพ์เขียว 'ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย' ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้

สจล. เปิดพิมพ์เขียว ‘ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย’ ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.05 น.

สจล. เปิดพิมพ์เขียว “ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย” ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้ ผนึกกำลัง Fort Asia และ Fort Argo ดันโกโก้ไทยบุกตลาดสากล พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับเต็มรูปแบบ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดรายละเอียดแผนการดำเนินงาน “ศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาโกโก้ ไทย-รัสเซีย” เน้นย้ำความเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและการเรียนรู้สายพันธุ์โกโก้อุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมวางโครงสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อสร้างมาตรฐานการหมักและระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รองรับการส่งออกทั่วโลก

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สจล. มีบทบาทในการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควบคู่กับการผลิตกำลังคนคุณภาพ เพื่อให้องค์ความรู้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมและภาคสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม รองรับการทำงานในโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในโอกาสที่ สจล.ได้ร่วมมือในโครงการโกโก้ระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซียในการจัดตั้ง“ศูนย์จิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย” จะก่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนาโกโก้ จะช่วยยกระดับทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิต โดยมุ่งเน้นความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการผลิตโกโก้อินทรีย์

ศาสตราจารย์ ดร.เกษม สร้อยทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. จะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยังให้บริการด้านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ร่วมกับมูลนิธิ Earthsafe และสมาคมเทคโนโลยีการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Agricultural Technology in Southeast Asia) หรือ AATSEA โดยการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาโกโก้อินทรีย์ระหว่างประเทศไทยและรัสเซีย ที่ สจล.วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร นั้นเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งศูนย์ เนื่องจากมีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอ รองรับการดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนา จะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาสายพันธุ์โกโก้ เทคโนโลยีการหมัก กระบวนการแปรรูป และจะทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโกโก้อินทรีย์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยและเกษตรกร อีกด้วยและหัวใจสำคัญของศูนย์วิจัยฯ คือการศึกษาและคัดแยกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิศาสตร์ของไทย โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 พื้นที่หลัก คือ

1. ภาคเหนือ (เชียงใหม่) เป็นพื้นที่การเรียนรู้การพัฒนาสายพันธุ์รวมถึงการรับรองพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ซึ่ง สจล. ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์สวนบัวนวล (ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่) จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อศึกษาการกระจายและจำหน่ายต้นพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศภาคเหนือ และเป็นจุดแปรรูปและรวบรวม ในการพัฒนาวิสาหกิจใน อ.สันป่าตอง ให้เป็นจุดรับซื้อผลผลิต รวบรวม และแปรรูปขั้นต้นเพื่อการส่งออก

2. ภาคใต้ (ชุมพร-นครศรีธรรมราช) ร่วมมือกับวิสาหกิจผู้ผลิตและแปรรูปโกโก้ชุมพร และ กลุ่มกรุงชิง นครศรีธรรมราช โดย สจล. จะเข้าไปตั้งจุดคัดแยก พัฒนาชีวภัณฑ์ควบคุมโรคและแมลง รวมถึงศึกษาระบบการหมักในระดับอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมาตรฐานรสชาติที่เป็นสากล

นายดิมิทรี โทลพิโก กรรมการบริษัท ฟอร์ท อาโกร จำกัด กล่าวว่า บทบาทและหน้าที่ของบริษัท จะมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ และชัดเจน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการดำเนินงานดังนี้

1. บริษัท Fort Asia : รับหน้าที่เป็นกลไกหลักในการรับซื้อผลผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหพันธรัฐรัสเซีย พร้อมวางแผนพัฒนาการแปรรูปปลายน้ำ (Downstream) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยคุณภาพสูงสำหรับจำหน่ายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) และยุโรป

2. บริษัท Fort Argo : เน้นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับสหกรณ์ และ วิสาหกิจ เพื่อผลักดันนโยบายและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานแก่เกษตรกร ให้ความรู้ด้านการวางแผน การใช้เกษตรแม่นยำ การให้ความรู้ด้านการเงิน รวมถึงการแปรรูปคุณภาพอุตสาหกรรมมาตรฐาน

 โดยศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาโกโก้ ไทย-รัสเซีย สจล. จะเป็นผู้ควบคุมมาตรฐานการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การศึกษาต้นพันธุ์ ระบบการคัดแยกเมล็ดคุณภาพ กระบวนการหมักร่วมกับวิสาหกิจท้องถิ่น จนถึงขั้นตอนการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญที่สุดคือการติดตั้ง ระบบ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกมั่นใจในแหล่งที่มาและคุณภาพของโกโก้จากประเทศไทย

“เราไม่ได้แค่ปลูกโกโก้ แต่เรากำลังสร้าง Supply Chain ของการผลิตโกโก้ที่ยั่งยืน โดยใช้งานวิจัยนำการตลาด เพื่อให้เกษตรกร รวมถึงผู้แปรรูปขั้นต้น และผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ มีผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ในระดับพรีเมียม”

ติดตามข้อมูล ได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficial และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th   หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

คนไทยอยากเรียนรู้ แต่ประเทศยังไม่พร้อมให้เรียน’ OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

9 เมษายน 2569  ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือOKMD เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจ ‘ดัชนีชี้วัดศักยภาพการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน (OKMD Lifelong Learning Index)’ พบว่าคะแนนภาพรวมของประเทศอยู่ที่ 0.77 โดยเฉพาะในมิติด้านทัศนคติ (Learning Mindsets) ที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าคนไทยมีความตั้งใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในมิตินิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้คุณภาพ ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

‘วันนี้โจทย์ของประเทศไม่ใช่การทำให้คนไทยอยากเรียนรู้ เพราะเรามีสิ่งนั้นอยู่แล้ว แต่คือการทำให้ทุกคน ‘เข้าถึง’ การเรียนรู้ได้จริงอย่างเท่าเทียม หากระบบยังไม่เปิดโอกาส ศักยภาพของคนก็จะไม่ถูกปลดล็อก’ ดร. ทวารัฐ กล่าว

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ข้อมูลยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ โดยภาคกลางมีค่าดัชนีสูงสุด ขณะที่บางภูมิภาคยังอยู่ในระดับต่ำกว่า โดยเฉพาะด้านนิเวศการเรียนรู้ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ผลการจัดทำ ‘ดัชนีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทย (Thailand Lifelong Learning Index: TLLI)’ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า ภาพรวมประเทศอยู่ในระดับ ‘พอใช้’ (23.96 จาก 36 คะแนน) และมีเพียง 7 จังหวัดที่อยู่ในระดับ ‘ดี’ สะท้อนภาพรวมของประเทศที่ยังต้องเร่งยกระดับอย่างเป็นระบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่คือรากฐานของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หากไม่เร่งแก้ ช่องว่างนี้จะยิ่งขยายและกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ดร.ทวารัฐ ย้ำว่า คือบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการเรียนรู้ และสร้างเส้นแบ่งใหม่ในสังคม ‘AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นทักษะของปัจจุบัน คนที่ใช้ AI เป็นจะเรียนรู้และพัฒนาได้เร็วกว่า ขณะที่คนที่เข้าไม่ถึง จะยิ่งถูกทิ้งห่าง

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานด้านการพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศ OKMD เดินหน้าขับเคลื่อน ‘นิเวศการเรียนรู้’ อย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ เช่น TK Park และMuseum Siam การขยายเครือข่ายความร่วมมือในภูมิภาค และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล OKMD Knowledge Portal เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ‘เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนแหล่งเรียนรู้ แต่คือทำให้ ‘การเรียนรู้’ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ของคนไทย

“การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ ‘สังคมแห่งการเรียนรู้’ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ประเทศที่แข่งขันได้ ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่ประชาชนไม่หยุดเรียนรู้” ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวทิ้งท้าย

มจพ. ผนึกกำลัง ‘วรรณภพ’ ลงนาม MOA ยกระดับนวัตกรรมอุตสาหกรรมข้าวไทย สู่เวทีโลก

มจพ. ผนึกกำลัง ‘วรรณภพ’ ลงนาม MOA ยกระดับนวัตกรรมอุตสาหกรรมข้าวไทย สู่เวทีโลก

มจพ. ผนึกกำลัง ‘วรรณภพ’ ลงนาม MOA ยกระดับนวัตกรรมอุตสาหกรรมข้าวไทย สู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.59 น.

8 เมษายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าสร้างความร่วมมือเชิงรุกจับมือ บริษัท วรรณภพ จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOA) มุ่งพัฒนาบุคลากรของทั้ง 2 องค์กร พัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมเพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมข้าวไทยอย่างครบวงจร โดยมี ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย มจพ. ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์  ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี มจพ. ศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และ ผศ.ปรีชา อ่องอารี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาองค์กร และคณะผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ฝ่ายภาคเอกชน นำโดย นายไพบูลย์ เวทย์วัฒนะ ประธานกรรมการ และคุณธัญวรรณ พัฒผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วรรณภพ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ ณ ห้องประชุมปฐพี ชั้น 4 อาคารอุทยานเทคโนโลยี มจพ.

ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการและประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างโอกาสการฝึกงานและสหกิจศึกษา ตลอดจนผลักดันการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ อย่างเป็นรูปธรรม สาระสำคัญของข้อตกลงครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยในกระบวนการผลิต การบรรจุ และการจัดจำหน่ายข้าวหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวกล้อง และข้าวเสริมวิตามิน พร้อมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในอุตสาหกรรมข้าวครบวงจร โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ อาทิ ระบบอัตโนมัติ วิศวกรรมขั้นสูง และการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายมีรากฐานต่อเนื่องมากกว่า 5 ปี ครอบคลุมการสนับสนุนทุนการศึกษา การพัฒนานวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์และงานวิจัย ตลอดจนการพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กรด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย ภายหลังพิธีลงนามคณะผู้บริหารจากบริษัท วรรณภพ จำกัด ได้เข้าเยี่ยมชมศักยภาพด้านเทคโนโลยีของ มจพ. ภายในอุทยานเทคโนโลยี อาทิ สถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติ ศูนย์นวัตกรรมระบบราง ศูนย์นวัตกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และศูนย์ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เพื่อสำรวจแนวทางการนำเทคโนโลยีขั้นสูงไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในยุคดิจิทัล

ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ตอกย้ำบทบาทของ มจพ. ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมขับเคลื่อน “ข้าวไทย” ร่วมกับ บริษัท วรรณภพ จำกัด ให้ก้าวไกลและแข็งแกร่งในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.05 น.

สพฐ. ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ พร้อมผนึกกำลังลดใช้พลังงานรับวิกฤตโลก

7 เมษายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 13/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายพิเชฐร์ วันทอง, นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

การประชุมครั้งนี้ นอกจากหารือนโยบายสำคัญเพื่อเดินหน้ายกระดับการศึกษาแล้ว ที่ประชุมยังได้รายงานสรุปผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2568 ซึ่งมีการจัดสอบในระดับ ป.6 ม.3 และ ม.6 โดยมีผู้เข้าสอบคิดเป็นร้อยละ 78.04, 83.21 และ 54.40 ตามลำดับ สะท้อนการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในระดับที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ ม.6 ที่ยังมีอัตราเข้าสอบต่ำ ส่วนแนวทางยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะเน้นการใช้ข้อสอบและตัวชี้วัดเป็นฐานพัฒนา ส่งเสริมการวางแผนการเรียนรู้ให้สอดคล้องมาตรฐานการศึกษา ขยายผลสถานศึกษาต้นแบบที่มีผล O-NET ดีขึ้นอย่างเป็นระบบ พัฒนาครูให้ใช้ผลประเมินในการออกแบบการสอนและดูแลผู้เรียนรายบุคคล พร้อมทั้งสนับสนุนสื่อและนวัตกรรม เช่น แบบฝึกทักษะ และ Gamification เพื่อเพิ่มแรงจูงใจอีกด้วย

ด้านนโยบายลดภาระงานครู ตามนโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ของ สพฐ. ปี 2569 ได้มีการประชุมชี้แจงแนวทางฯ เมื่อเร็วๆนี้ โดยมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางถึงเขตพื้นที่และสถานศึกษา เปิดเวทีรับฟังข้อคิดเห็น เพื่อสะท้อนปัญหาภาระงานซ้ำซ้อนที่ยังมีอยู่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 30,000 คน ครอบคลุม 245 เขตพื้นที่การศึกษา เป็นการเน้นขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “ปรับ ลด ปลดล็อก” บูรณาการการทำงานระหว่าง สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ใช้ระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มกลาง ลดความซ้ำซ้อนในการรายงานข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและคืนเวลาให้ครูสู่ห้องเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะเดียวกัน สพฐ. ได้เดินหน้ามาตรการประหยัดพลังงาน เพื่อรับมือวิกฤตโลก ปี 2569 ซึ่งบุคลากรทั้งส่วนกลาง และเขตพื้นที่การศึกษา ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตั้งแต่การปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (Work from Home) ปรับรูปแบบการประชุม อบรม สัมมนาหรือกิจกรรมต่าง ๆ เป็นแบบ online หรือผสมผสาน พร้อมรณรงค์ลดใช้พลังงาน อาทิ ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส เปิดใช้ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็น กำหนดเวลาเปิด–ปิดไฟ ลดใช้กระดาษ แต่งกายสุภาพ ฯลฯ การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ให้เดินทางเฉพาะภารกิจจำเป็น และส่งเสริมการใช้รถร่วมกัน ทั้งนี้ ในปี 2569 ได้กำหนดเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้าลง 10% และลดการใช้น้ำมันลง 15% เพื่อมุ่งลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ และสร้างวินัยพลังงานในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน