ปั้นคนรับนวัตกรรม! อว. ดึงหลักสูตร KOSEN ญี่ปุ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

ปั้นคนรับนวัตกรรม! อว. ดึงหลักสูตร KOSEN ญี่ปุ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

ปั้นคนรับนวัตกรรม! อว. ดึงหลักสูตร KOSEN ญี่ปุ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.06 น.

อว. ดึงหลักสูตรดัง  “KOSEN” จากญี่ปุ่นสู่มหาวิทยาลัยไทย หวังปั้นกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลว่า ล่าสุดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ยกระดับความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ผลักดันการขยายหลักสูตร “KOSEN” เพื่อสร้างกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านอวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ และซินโครตรอน ต่อยอดสู่ New Growth Engine หรือ ของประเทศในระยะยาว

สำหรับ “KOSEN” นี้ คือโมเดลการศึกษาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ที่มุ่งผลิตบุคลากรสายเทคนิคระดับสูง เน้นการทำงานได้จริง ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยก่อนหน้านี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้หารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ถึงความร่วมมือในการขยายหลักสูตร KOSEN ระยะที่ 2 เข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาอีก 1–2 แห่ง พร้อมผลักดันการรับรองหลักสูตรให้เทียบเท่ามาตรฐานญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเยาวชนไทยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก

นอกจากนี้ ไทยและญี่ปุ่นยังเดินหน้าขยายความร่วมมือในอีกหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยีอวกาศ การใช้ดาวเทียมและ IoT เพื่อเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเตรียมทำบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งลงทุนกับ “คน” และ “เทคโนโลยี” ควบคู่กัน โดยใช้การศึกษาและนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล และเตรียมประเทศให้พร้อมแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตบนเวทีโลก

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.06 น.

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23 (TMO 23) รวมสุดยอดเยาวชน 16 ศูนย์ทั่วประเทศ เฟ้นหาผู้แทนสู่เวทีนานาชาติ

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ร่วมกับมูลนิธิ สอวน. เปิดเวทีประลองปัญญาทางคณิตศาสตร์ระดับประเทศ “การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23” (The 23rd Thailand Mathematical Olympiad: TMO) ระดมเยาวชนคนเก่งจาก 16 ศูนย์ทั่วไทย เข้าร่วมโชว์ศักยภาพระหว่างวันที่ 15-19 พฤษภาคม นี้ เพื่อคัดเลือกผู้แทนประเทศไทยมุ่งสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23  โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. ศาสตราจารย์ ดร.อุษณีย์ ลีรวัฒน์ ประธานกรรมการวิชาการมูลนิธิ สอวน. วิชาคณิตศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.วิชาญ ลิ่วกีรติยุตกุล ประธานสาขาคณิตศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ สอวน. พร้อมด้วย กรรมการกลางการแข่งขัน นักเรียนและอาจารย์ผู้ควบคุมทีม และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม 

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในนามประธานกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พร้อมเผยว่า “โรงเรียนมีความยินดีและภาคภูมิใจเป็น  อย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้จัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติอีกครั้ง หลังจากที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2552 ในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 6 การแข่งขันครั้งนี้ จึงอาจเปรียบเสมือนอีกหนึ่งเวทีแห่งโอกาส ที่ไม่เป็นเพียงแค่การแสดงศักยภาพทางวิชาการ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงและสานสัมพันธ์กลุ่มนักเรียน เยาวชนที่มีความรัก ความสนใจในเรื่องเดียวกัน จากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทั้งด้านวิชาการและวัฒนธรรมระหว่างกัน”

รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “การได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพสาขาคณิตศาสตร์ในรอบ 17 ปี ถือเป็นความภาคภูมิใจ ของศูนย์ สอวน. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ครบรอบ 36 ปี แห่งการก่อตั้ง โรงเรียนจึงตั้งใจทำให้เวที TMO ครั้งนี้ เป็นการแข่งขันทางวิชาการ การเสริมสร้างมิตรภาพ และเครือข่ายของผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ทั่วประเทศ  การแข่งขันครั้งนี้ มีผู้แทนนักเรียนจาก 16 ศูนย์ สอวน. ทั่วประเทศ และ นักเรียนจากค่ายของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 104 คน พร้อมด้วย อาจารย์ผู้ควบคุมทีม อีก 48 คน ที่จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันตลอด 5 วันเต็ม”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส  สุวรรณเวลา ได้กล่าวในช่วงท้ายว่า “ขณะนี้นักวิชาการทางด้านคณิตศาสตร์ในประเทศไทย ยังมีความขาดแคลนอยู่ไม่น้อย ฝากไว้เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่เข้ามาได้รับการอบรม สำหรับการจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกแห่งชาติ ครั้งที่ 23 นี้ นอกจากเป็นความร่วมมือระหว่างคณาจารย์ที่สอนคณิตศาสตร์แล้ว ยังเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ ที่มาช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานการศึกษาในสาขาวิชานี้ นับว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการเรียนการสอนสาขาคณิตศาสตร์ของประเทศ แล้วยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนไปแข่งขันด้านวิชาการในระดับนานาชาติต่อไป”

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีเปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 8 (STI Policy Design: STIP08) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เข้าร่วม ณ ห้อง Grand Chambray Ballroom ชั้น 7 โรงแรม อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของโลกและของไทยเอง คำถามสำคัญคือเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะเห็นได้ว่า รัฐบาลปัจจุบันประกาศชัดเจนว่าจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยสิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือการทำงานอิงจากข้อมูลจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงเป้า ผู้ร่วมอบรมในฐานะนักออกแบบนโยบายจึง มีความสำคัญมาก หากมีเครือข่ายที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานอย่างจริงจังก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อกระทรวง ภาคเอกชนและประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้ การทำนโยบายและแผนยังต้องคำนึงถึงการประเมินผลเป็นสำคัญด้วย เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ขับเคลื่อนอยู่มีประสิทธิภาพ เกิดผลจริงและควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เชื่อว่าการอบรมนี้จะเป็นประสบการณ์ให้กับทุกคนจากการได้ฝึกปฏิบัติจริงและการเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งผลให้เกิดภาพความร่วมมือการวางแผนทำงานเพื่อประเทศได้อย่างรอบคอบและครอบคลุม

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เผยว่า เป้าหมายหลักของการจัดหลักสูตรนี้ คือ 1.พัฒนาหลักสูตรเฉพาะด้านการออกแบบนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และนโยบายสาธารณะที่วิเคราะห์จากฐานข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ , 2.มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริง (Workshop) เพื่อเปลี่ยนผ่าน “งานวิจัยและนโยบาย” ให้เกิด “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม (Research to Impact)” ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การจัดทำข้อเสนอนโยบายจริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศได้ทันที และ 3.สร้างเครือข่ายนักพัฒนานโยบาย (Policy Maker Networking) ที่เข้มแข็ง เพื่อลดการทำงานแบบไซโล (Silo) ของแต่ละหน่วยงาน และร่วมกันผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง

หลังเปิดการอบรม ดร.สุรชัย ได้บรรยายในประเด็น “แนวทางการพัฒนานโยบายโดยหลักการนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นพันธกิจ Mission-oriented Innovation Policies (MOIP)” โดยได้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญของแนวทาง MOIP คือการเปลี่ยนโจทย์ใหญ่ระดับประเทศให้กลายเป็นภารกิจที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรมและการศึกษาอย่างตรงจุด ซึ่งแนวทาง MOIP เป็นการระบุปัญหา เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน โดยไม่ได้เลือกพัฒนาเทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่ง แต่ใช้ Portfolio of Innovation เป็นตัวขับเคลื่อนพันธกิจ ปรับกระบวนทัศน์จาก Sector Based สู่ผลลัพธ์แบบมุ่งภารกิจ อาศัยทรัพยากรหลากหลายสาขา ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ผลลัพธ์และผลกระทบร่วมกัน โดยหลักเกณฑ์ในการกำหนดพันธกิจจะต้องดึงดูดความสนใจของสาธารณชน มีทิศทางที่ชัดเจน ระบุเป้าหมายที่วัดผลได้และมีกรอบเวลา ท้าทายแต่น่าเชื่อถือ กระตุ้นให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ข้ามศาสตร์และข้ามอุตสาหกรรม รวมถึงขับเคลื่อนด้วยทางแก้ที่หลากหลาย เปิดกว้างสำหรับการทดลอง

ดร.สุรชัย ยังได้ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากกรอบยุทธศาสตร์กว้างสู่ภารกิจที่เป็นรูปธรรม ในการจัดทำกรอบ นโยบาย อววน. พ.ศ. 2571-2575 เน้นการนำ อววน. ไป แก้ปัญหาโจทย์ประเทศ/สร้างโอกาสใหม่ มีกรอบกว้างแต่มีเป้าหมายชัด และเลือกปัญหาโดยไม่ล็อกแนวทางการแก้ปัญหา ใช้แนวทาง Mission Portfolio ในการบริหารเป็นชุดโครงการ เพื่อปรับ/ลด บริหารทรัพยากรได้และสำรวจหลายทางเลือกไปสู่เป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายจะเน้น Mission outcomes มีกรอบเวลาแน่นอนและทำงานบูรณาการโดยมีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน

ด้าน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้ร่วมบรรยายเรื่อง “ประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยได้กล่าวถึง 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภูมิทัศน์ใหม่ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ได้แก่ 1. ความท้าทายระดับโลก (Global Challenges) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ทุกประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างเร่งด่วน 2. ความกังวลด้านความมั่นคง (Economic Security Concerns) ภูมิทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้นนำไปสู่การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ และการใช้นโยบาย วทน. เป็นเครื่องมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ และ 3. Disruptive Technologies โดยเฉพาะการบรรจบกันของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และควอนตัม (Quantum)

ดร.สิริพร ยังได้กล่าวถึงการสร้างความคล่องตัวเชิงนโยบาย ในส่วนของแนวทางการติดตามและประเมินผล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง Transformative Change โดยกล่าวถึงการบรรลุเป้าหมายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้แนวทางการประเมินที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการวัดผล มีการตั้งคำถามสำคัญ เช่น การดำเนินงานกำลังไปถูกทางหรือไม่ ตอบยุทธศาสตร์ชาติ เป้าประเทศหรือไม่ ก่อนจะนำผลประเมินมาพิจารณาและปรับทิศทางการลงทุน/มาตรการ อววน. เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยได้ยกตัวอย่างการทดลองนโยบาย ผ่านการปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ด้วย อววน. ที่มีการปรับกระบวนการออกประกาศ Positive List หรือบัญชีรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารสำคัญ (Health Claims) ในปัจจุบันให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้ระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดของผลิตภัณฑ์ลดลงและเพิ่มยอดขายของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ทั้งการปลดล็อกกฎหมายเพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม การส่งเสริมระบบนิเวศผู้ประกอบการนวัตกรรม การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนามาตรการและกลไกส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม การพัฒนาแพลตฟอร์มการขยายตลาดของผู้ประกอบการนวัตกรรม (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) นโยบายส่งเสริมการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมด้วยกลไก University Holding Company (UHC) รวมถึงนโยบาย Offset ที่มีเป้าหมายเพื่อนำพาอุตสาหกรรมไทยให้เป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก

‘ประเสริฐ’กำชับเขตพื้นที่ฯเข้มนโยบาย 5 ภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา

'ประเสริฐ'กำชับเขตพื้นที่ฯเข้มนโยบาย 5 ภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา

‘ประเสริฐ’กำชับเขตพื้นที่ฯเข้มนโยบาย 5 ภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.45 น.

รมว.ศธ. ย้ำ 5 นโยบาย มอบภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา สั่ง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ Quick Win ทันที สแกนประเมินทุกโรงเรียนในเขตฯ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม  ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการลงนามบันทึกความเข้าใจ การขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษา ร่วมกับภาคีเครือข่าย 18 หน่วยงานนั้น ตนได้กำชับให้ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท) ทั่วประเทศ ดำเนินการตามนโยบาย  5 ภารกิจหลัก ดังนี้ 1.คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็กเพิ่มเวลาให้ครูผู้สอน ลดภาระงานต่างๆที่ไม่จำเป็นลง โดยการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดทำรายละเอียดและจะเตรียมความพร้อม ก่อนแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ  2. การรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำ และการสร้างความเท่าเทียมที่จับต้องได้ ซึ่งงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวที่วันนี้ดูเหมือนเท่ากัน แต่ก็เรามีต้นทุนที่แต่ละโรงเรียนอาจจะมีไม่เท่ากัน โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลกับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนย่อมมีต้นทุนที่ต่างกัน เด็ก 1 ล้านคน ที่หลุดออกนอกระบบ ต้องมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม  3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง วันนี้ต้องยอมรับว่าความรู้ใหม่ๆ เศรษฐกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาเพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกผลิตเด็กที่จำเก่ง ต้องผลิตเด็กที่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และสามารถแก้ไขปัญหาในโลกของชีวิตประจำวันได้ การปรับปรุงหลักสูตรสมรรถนะโดยใช้เทคโนโลยี AI การตอบโจทย์ความต้องการของโลกในยุคใหม่เป็นเรื่องสำคัญ การเตรียมเด็กไทยเข้าสู่ การสอบยุค PISA หรือ การประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตราฐานสากล ในปี 2029 ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา หรือ OCED ได้เอาเรื่องของความรู้ด้าน AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน และเมื่อดูผลการสอบ PISA ของเด็กไทยก็น่าใจหาย

 “สำหรับภารกิจที่ 4 โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ผมในฐานะ รมว.ศธ.ได้ประกาศเป็นเรื่องสำคัญ เป็นนโยบายเป็น Quick Win ให้ทำทันที ขอให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษา ดำเนินการดังนี้ 1.สำรวจและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ อาคารเรียน ให้เสร็จภายในภาคเรียนที่ 1/ 2569 นี้ 2.เตรียมทีมและช่องทางรับแจ้งเหตุของเขตพื้นที่ฯ ให้ทุกโรงเรียนในสังกัดรู้ว่า เมื่อเกิดเหตุความไม่ปลอดภัยต้องติดต่อใคร และให้ถือเป็นภารกิจที่สำคัญ 3.ใช้ระบบ EDU SAFE ซึ่งเป็นระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินอัจฉริยะสแกนประเมินทุกโรงเรียนในเขตฯ ระบบนี้ไม่ใช้ตั้งแล้วปล่อยทิ้ง แต่จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกเขตฯเห็นสถานะของความปลอดภัยโรงเรียน ผ่านโทรศัพท์มือถือเห็นข้อมูลแบบเป็นปัจจุบัน และรู้ว่าต้องแก้ไขที่ไหน อย่างไร ก่อนที่จะสายเกินไป และดำเนินการแก้ไขในสิ่งที่พบทันที ไม่ใช่รายงานเพื่อเก็บไว้ในแฟ้ม เพราะถ้าไม่แก้ไข โรงเรียนที่เด็กไม่รู้สึกปลอดภัยก็ไม่ใช่โรงเรียนอย่างแท้จริง เราไม่มีทางผลิตเด็กที่เข้มแข็งได้ โรงเรียนอย่างแท้จริงต้องสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้น” นายประเสริฐ กล่าว

สำหรับภารกิจที่ 5 เราจะสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ ยกเครื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดย พ.ร.บ.ฉบับใหม่ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เหมาะสมและทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ตนคิดว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้ว จะเป็นโครงสร้างการศึกษาใหม่และทำให้เราสามารถตั้งตรงได้ เป็นการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ของวงการศึกษาไทย ซึ่ง ทั้ง 5 ภาจกิจ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทุกกระทรวง และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขตพื้นที่ทั่วประเทศเห็นว่าสำคัญ มีประโยชย์ต่อการศึกษาและลงมือทำ 2 ทั้งนี้ สิ่งที่ตนพูดเสมอ คือ ผมจะแยกการศึกษาออกจาการเมือง ถือว่าการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน  ไม่มีพรรคการเมือง ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้เชิญทุกพรรคการเมืองมาช่วยกันดูเรื่อง ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต้องอาศัยเวลา ผลสัมฤทธิ์ไม่ได้เกิดข้ามคือ ตั้งใจว่าไม่ให้เกิน 2 ปีต้องมีร่างใหม่เกิดขึ้นให้ได้.

ศธ. จับมือ 18 หน่วยงาน ลงนาม MOU ‘โรงเรียนปลอดภัย’ ยกระดับมาตรการคัดกรองยาเสพติด-สุขภาพจิต

ศธ. จับมือ 18 หน่วยงาน ลงนาม MOU 'โรงเรียนปลอดภัย' ยกระดับมาตรการคัดกรองยาเสพติด-สุขภาพจิต

ศธ. จับมือ 18 หน่วยงาน ลงนาม MOU ‘โรงเรียนปลอดภัย’ ยกระดับมาตรการคัดกรองยาเสพติด-สุขภาพจิต

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

“ศธ” MOU 18 หน่วยงานระดับประเทศ ขับเคลื่อน “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” เปิดระบบ SAFE SCHOOL ยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย รับมือภัยยุคใหม่ทั้งยาเสพติด สุขภาพจิต และภัยออนไลน์

15 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” ร่วมกับ 18 หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้าง “ระบบนิเวศทางการศึกษา” ที่ปลอดภัยรอบด้านและเอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายใหม่ของสังคมยุคปัจจุบัน โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวรายงานแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษา  และมีนายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้แทนจาก 18 หน่วยงาน (13 กระทรวง และ 5 องค์กรหลัก) ตลอดจนข้าราชการ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันระหว่าง 13 กระทรวง 5 องค์กรหลักและหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีก 44 หน่วยงาน  เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในการสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เด็กนักเรียนสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งมีการแนะนำระบบ “EduSafe School” ซึ่งเป็นระบบดูแลความปลอดภัยที่ใช้งานง่ายผ่านช็อตคัตบนโทรศัพท์มือถือ เพียงกดใช้งาน ระบบจะเชื่อมต่อกับ Google Earth พร้อมให้ผู้ใช้บันทึกเสียงแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ช่วยเหลืออัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง รองรับโรงเรียนสังกัด สพฐ. กว่า 29,005 แห่ง และนักเรียนกว่า 6 ล้านคน  ทั้งนี้ เหตุอันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่เฉพาะในโรงเรียน จึงถือเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมี “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ”  ที่ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจในลักษณะ One Stop Service แบบครบวงจรอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญระดับประเทศ ด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้างระบบดูแล คุ้มครอง และพัฒนาเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัย สุขภาพ การเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะชีวิตในโลกยุคใหม่พร้อมเปิดระบบ SAFE SCHOOL ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ความปลอดภัยอย่างแท้จริง”  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศ 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของ MOU ฉบับนี้ มุ่งเน้นการสร้างระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาแบบ “บูรณาการทั้งระบบ” ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล ช่วยหลือ และคุ้มครองผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากภัยในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ ปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนภัยออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “พื้นที่สร้างสรรค์” ภายในสถานศึกษา ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา นันทนาการ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน ได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

โดยภายใต้กรอบความร่วมมือ หน่วยงานแต่ละแห่งจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะด้านตามความเชี่ยวชาญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข จะสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียน รวมถึงการอบรมการปฐมพยาบาลและสุขภาพจิตเบื้องต้นแก่บุคลากรทางการศึกษา ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะร่วมผลักดันการรู้เท่าทันดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ และภัยทางอินเทอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม ยาเสพติด และความรุนแรงในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนโครงการ D.A.R.E. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน  ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ส. จะสนับสนุนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง และส่งต่อผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการดูแลอย่างเหมาะสม

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม จะเข้ามาสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยด้านการเดินทางของนักเรียน ทั้งรถรับส่งนักเรียนและการเดินทางไปทัศนศึกษา รวมถึงการรณรงค์เรื่องวินัยจราจรและการสวมหมวกนิรภัย ขณะที่กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา จะสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ วินัย และทักษะการใช้ชีวิตของผู้เรียน ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม จะร่วมส่งเสริมการใช้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในโรงเรียน ส่วนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จะสนับสนุนผู้เรียนด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

“เชื่อมั่นว่า การสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย อบอุ่น และสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะชีวิต มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงรอบด้าน สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ในโลกยุคใหม่ และก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่อนาคตที่ดีต่อไป“ รมว.ศธ. กล่าว 
 

สิ้นปูชนียบุคคล! ‘คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต’ อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

สิ้นปูชนียบุคคล! 'คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต' อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

สิ้นปูชนียบุคคล! ‘คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต’ อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก National Library of Thailand หอสมุดแห่งชาติ โพสต์ข้อความว่า  แจ้งข่าวเศร้า  ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต อดีตผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร และอดีตนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ  ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 สิริอายุ 104 ปี

ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ปูชนียบุคคลสำคัญผู้พากเพียรวางรากฐานและพัฒนางานบรรณารักษศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2465 ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนไปศึกษาระดับปริญญาโทด้านบรรณารักษศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา นับเป็นคนไทยรุ่นแรก ๆ ที่ได้ศึกษาวิชาชีพนี้โดยตรงจากต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศ

คุณหญิงแม้นมาสได้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ และรองอธิบดีกรมศิลปากร โดยคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อหอสมุดแห่งชาติและวงการบรรณารักษ์มีดังนี้:

การบุกเบิกและก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ: ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนและควบคุมการก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ ณ ท่าวาสุกรี โดยเป็นผู้พิจารณากำหนดพื้นที่ปฏิบัติงานและออกแบบครุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งบริหารจัดการการขนย้ายทรัพยากรสารสนเทศจากตึกถาวรวัตถุมายังอาคารใหม่ได้อย่างเรียบร้อย

การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้: ท่านเป็นผู้ริเริ่มนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในหอสมุดแห่งชาติเพื่อจัดทำบรรณานุกรมแห่งชาติ (National Bibliography) นับเป็นหอสมุดแห่งแรกในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้

การยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสู่ระดับสากล: ท่านริเริ่มการนำเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) มาใช้ และก่อตั้งศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ISDS-SEA) โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ รวมถึงการร่วมก่อตั้งสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนแรก

การพัฒนาบุคลากร: ท่านให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพบุคลากร โดยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติได้รับทุนการศึกษาและฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านบรรณารักษศาสตร์ให้แก่สังคมไทย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ได้อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในระดับนานาชาติ จนได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลบรรณารักษศาสตร์ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์

ไทยผงาดเมืองคานส์! ซาบีดา นำทัพเปิดเวที Director Talk เชื่อมเครือข่ายภาพยนตร์ระดับโลก

ไทยผงาดเมืองคานส์! ซาบีดา นำทัพเปิดเวที Director Talk  เชื่อมเครือข่ายภาพยนตร์ระดับโลก

ไทยผงาดเมืองคานส์! ซาบีดา นำทัพเปิดเวที Director Talk เชื่อมเครือข่ายภาพยนตร์ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

วันที่ 15 พฤษถาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้กำกับภาพยนตร์ไทย (Director Talk) ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 เมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม เวลา 14.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส) ณ คูหาหมายเลข 112 หมู่บ้านนานาชาติ (Village International) เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส

โดยมี นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) นางสาวอุรุษยา อินทรสุขศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ผู้บริหารจากกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง  เวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “Thai Cinema Rising – Shaping the Future of Film in Thailand” ถ่ายทอดมุมมอง แนวคิด และประสบการณ์จากผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ชื่อดังของไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมเปิดโอกาสสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ ๆ ในระดับนานาชาติ

อีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย สู่การเป็นพลังสร้างสรรค์ระดับโลก 

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เยี่ยมชม Marché du Film (ตลาดภาพยนตร์เมืองคานส์) ซึ่งเป็นงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุด มีนักธุรกิจในวงการภาพยนตร์เข้าชมมากที่สุดในโลก ภายในงานมีกิจกรรมทางธุรกิจ อาทิ การเจรจาการค้า การสัมมนาศักยภาพและแนวโน้มธุรกิจ การนำเสนอผลงาน โดยผู้เข้าร่วมชมงานส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคยุโรป และรองลงมาคือสหรัฐอเมริกา
 

นักวิจัย มช. ถอดรหัสฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือย้อนหลัง 10 ปี ด้วย Machine Learning

นักวิจัย มช. ถอดรหัสฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือย้อนหลัง 10 ปี ด้วย Machine Learning

นักวิจัย มช. ถอดรหัสฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือย้อนหลัง 10 ปี ด้วย Machine Learning

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะผู้วิจัยจากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มช. พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อทำนายความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ย้อนหลัง 10 ปี ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ช่วยเติมเต็มช่องว่างข้อมูล PM2.5 ที่ขาดหายจากการตรวจวัดอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยด้านระบาดวิทยาเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพประชาชน และสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณสุขและการจัดการคุณภาพอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวยังประสบข้อจำกัดจากข้อมูลการตรวจวัด PM2.5 ในอดีตที่มีช่องว่างและขาดความต่อเนื่อง คณะผู้วิจัยจึงได้นำเทคโนโลยี Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการทำนายค่าความเข้มข้นของ PM2.5 ย้อนหลัง ระหว่างปี พ.ศ. 2554–2563 โดยใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ข้อมูลที่ใช้ในการพัฒนาแบบจำลอง ประกอบด้วยค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM10 ข้อมูลก๊าซมลพิษ ได้แก่ CO2 และ O3 ข้อมูลจุดความร้อน (Fire Hotspots) รวมถึงข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เช่น ความกดอากาศ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิ ทิศทางลม และความเร็วลม โดยได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึม 5 รูปแบบ ได้แก่ Multi-layer Perceptron Neural Networks (MLP), Support Vector Machine (SVM), Multiple Linear Regressions (MLR), Decision Tree (DT) และ Random Forests (RF)

ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลอง Random Forests (RF) มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำนายความเข้มข้นของ PM2.5 โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (RMSE) เท่ากับ 6.82 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย (MPE) 4.33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าความคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์ (RPE) 22.50% และค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) สูงถึง 0.93 สะท้อนถึงศักยภาพของเทคโนโลยี Machine Learning ในการสนับสนุนงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข

งานวิจัยหัวข้อ “Long-Term Retrospective Predicted Concentration of PM2.5 in Upper Northern Thailand Using Machine Learning Models” ดำเนินการโดย อ.ดร.วรวุฒิ ศรีสุขคำ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ ดร.แสวง กาวิชัย ดร.ปทุมรัตน์ ศรีพันธุ์ พญ.อมราภรณ์ ฤกษ์เกษม และ ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.กิตติพันธุ์ ฤกษ์เกษม จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมุ่งหวังให้งานวิจัยดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศ และช่วยยกระดับการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

เลขาฯพระปกเกล้า ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เชื่อมสัมพันธ์พร้อมเยี่ยมชมการอบรมหลักสูตร A-List

เลขาฯพระปกเกล้า ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เชื่อมสัมพันธ์พร้อมเยี่ยมชมการอบรมหลักสูตร A-List

เลขาฯพระปกเกล้า ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เชื่อมสัมพันธ์พร้อมเยี่ยมชมการอบรมหลักสูตร A-List

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ให้การต้อนรับ H.E. Mr. Elchin Ragub oglu Bashirov เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย พร้อมด้วย Mr. Adil Suleymanov ที่ปรึกษา ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอนาคต โดยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทยได้แสดงความสนใจต่อบทบาท ภารกิจ และวิสัยทัศน์ของสถาบันพระปกเกล้าในการพัฒนาประชาธิปไตยและเสริมสร้างธรรมาภิบาลของประเทศไทย

นอกจากนี้ H.E. Mr. Elchin Ragub oglu Bashirov ยังได้ให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมการเรียนการสอนของหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ (A-List) ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญของสถาบันพระปกเกล้าในการพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ โดยได้กล่าวชื่นชมแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบต่อสังคม

พร้อมกันนี้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทยยังได้กล่าวให้กำลังใจและอวยพรแก่นักศึกษาในหลักสูตร A-List ให้เติบโตเป็นผู้นำคุณภาพ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติในอนาคต

การเข้าพบในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์อันดีและส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพระปกเกล้ากับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนเปิดโอกาสสู่ความร่วมมือระดับนานาชาติในอนาคตต่อไป

เปิดเทอมนี้มีเฮ! ‘ประเสริฐ’ สั่งลุย ลดงานครู-เลิกบังคับชุดลูกเสือจัดเต็ม

เปิดเทอมนี้มีเฮ! ‘ประเสริฐ’ สั่งลุย ลดงานครู-เลิกบังคับชุดลูกเสือจัดเต็ม

เปิดเทอมนี้มีเฮ! ‘ประเสริฐ’ สั่งลุย ลดงานครู-เลิกบังคับชุดลูกเสือจัดเต็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.54 น.

“ประเสริฐ” เร่งติดตามควิกวินนโยบาย 5 ด้าน เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้โรงเรียน ครู บุคลากร สลช.ย้ำไม่ต้องใส่เครื่องแบบลูกเลือใช้ชุดลำลองร่วมกิจกรรมได้ขอให้มีเพียงผ้าผูกคอและหมวก

14 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ.,และผู้บริหารระดับสูงศธ.พร้อมหน่วยงานในกำกับเข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญ นอกจากติดตามงานปกติแล้ว ก็ได้ติดตาม Quick win ตามนโยบาย 5 ด้านของ ศธ. ที่จะเร่ง ดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเดินหน้า นโยบาย “ลดภาระงานครู” อย่างจริงจัง รับเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยกำชับทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปีนี้ พร้อมมอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

นายประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากการติดตามงานตามปกติแล้ว ที่ประชุมยังได้พิจารณาเรื่องสำคัญ 2 เรื่องคือ นโยบาย Quick win ที่ได้ประกาศไป 5 ด้าน โดยตนได้สั่งการให้ทำข้อสรุปในวันที่ 27 พ.ค.นี้  เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติให้กับโรงเรียนต่างๆ ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ทราบถึงวิธีการ ว่า Quick win ที่ ศธ.ต้องการนั้นเป็นอย่างไร เช่น การลดภาระครู มีอะไรบ้าง ลดความเหลื่อมล้ำมีอะไรบ้าง ความปลอดภัยในสถานศึกษามีอะไรบ้าง เป็นต้น ส่วนเรื่องที่ 2 สืบเนื่องจาก พระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มีผลบังคับใช้แล้ว และประกาศในราชกิจจาฯแล้ว  ในเรื่องนี้มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการอยู่ 2 เรื่อง ซึ่งเงินนี้มีอยู่ 2 ก้อน คือ ก้อนแรก 2 แสนล้านบาท  เป็นเงิน ที่ใช้ช่วยเหลือแก้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและเกษตรกร  อีก 2 แสนล้านบาท ใช้ในเรื่องการสร้างทักษะ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจไปสู่การแข่งขันในระยะยาว  ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคน ทั้งดำเนินการเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน  การศึกษาด้านอาชีพ หรืออาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งกระทรวงศึกษาจะนำภารกิจเหล่านี้มาแปลงเป็นนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ  ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระของพลังงาน ซึ่งเงินก้อนที่ 2 นี้จะนำมาใช้ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และเกิดการแข่งขันในระยะยาว  

“ส่วนเรื่องการลดภาระครู จะเอาข้อมูลมากางดูว่า ครูมีภาระงานอะไรบ้างนอกจากการเรียนการสอน เพื่อดูว่าจะสามารถลดภาระงานอะไรได้บ้าง  รวมถึงการผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาช่วยงานด้านเอกสาร รายงาน และงานธุรการ เพื่อลดภาระงาน ลดเวลาในการทำงานเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครู และเมื่อลดภาระให้ครูแล้วก็จะนำ KPI วัดความสำเร็จด้วย  และหลังจากนโยบายนี้ออกไปแล้ว เราต้องหาคำตอบด้วยว่า เราสามารถลดภาระครูได้กี่เปอร์เซ็น และเมื่อลดภาาะครูแล้วเราก็หวังว่าจะได้ผู้เรียนที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้น 

นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มอัตรากำลัง และจะมีการปรับเปลี่ยนการบริหารงานภายในของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เช่น จะเอาตำแหน่งครูที่ว่างมาปรับเปลี่ยนเป็น 38 ค เพื่อให้สามารถทำหน้าที่อื่นได้  ส่วนโรงเรียนเอกชนก็ให้มีการเบิกจ่ายตรงได้ เพื่อลดขั้นตอน ทั้งนี้ ให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายในปี 2569นี้“ รมว.ศธ. กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากใกล้เปิดภาคเรียนแล้ว ตนได้สั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สั่งการไปให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรองรับนักเรียนช่วงเปิดเทอม โดยเฉพาะความพร้อมเรื่องอาคารสถานที่เรียน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการสำรวจเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากช่วงนี้มีเหตุวาตะภัย พายุฝนตกหนักบางพื้นที่ ดังนั้น หากโรงเรียนใดประสบปัญหาก็ให้แจ้งโดยด่วนเพื่อหาทางแก้ไข  อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีรายงานเข้ามา ว่าโรงเรียนใดมีปัญหาเรื่องการส่งหนังสือเรียนให้กับนักเรียนไม่ทันเปิดเทอม

“กระทรวงศึกษาฯมีนโยบายหลายอย่างเพื่อจะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในยุคที่น้ำมันมีราคาแพง และได้มีข้อซักถามถึงแนวทางปฏิบัติเข้ามาโดยเฉพาะเรื่องของเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ว่า นักเรียนต้องใส่อย่างไร จึงจะไม่ขัดกับข้อกำหนดของโรงเรียน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจตนจึงขอให้ผู้บริหารที่ดูแลสำนักงานลูกเสือแห่งชาติเป็นผู้ชี้แจง“ 

นายวรัท พฤกษทวีกุล รองปลัด ศธ. และเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ(สลช.) ชี้แจงถึงแนวปฏิบัติการแต่งชุดลูกเสือ เนตรนารี  ว่า  ตามกฎหมายกำหนดว่าลูกเสือต้องแต่งเครื่องแบบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้มีสองมุม มุมแรกห่วงเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผู้ปกครอง จึงมีการเรียกร้องให้ผ่อนปรนการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ  ส่วนอีกมุมหนึ่ง โรงเรียนที่มีความพร้อมที่จะแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องแบบ  ดังนั้น รมว.ศธ. จึงได้มอบหมายให้ สลช.ไปดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม  ปีที่ผ่านมา สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้มีหนังสือซักซ้อมแจ้งไปยังโรงเรียนเกี่ยวกับกาาแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี แล้ว ในการจัดกิจกรรมฝึกอบรมลูกเสือในโรงเรียน ว่า อนุโลมให้ใช้เครื่องแบบลำลองในการฝึกอบรมในโรงเรียนได้  รวมถึงการอยู่ค่ายพักแรม กิจกรรมเดินทางไกล หรือกิจกรรมในชุมชน  โดยเครื่องแบบลำลอง คือ ให้มีผ้าผูกคอ และหมวกลูกเสือแต่ละประเภท เพื่อแสดงความเป็นลูกเสือเท่านั้น ส่วนชุดที่สวมอาจจะเป็นชุดนักเรียน ชุดกีฬา หรือ ชุดอะไรก็ได้ที่โรงเรียนกำหนด  ซึ่งจากที่สั่งการไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมาโรงเรียนก็เข้าใจและดำเนินการตามที่ สลช.สั่งการ  ส่วนการแก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นการพิจารณาร่วมกันของ สลช.กับ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ แต่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ และทันใช้ในภาคเรียนที่ 2 นี้อย่างแน่นอน