19 สิงหาคม 2569 เวลา 00:00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนา ส่งเสริม และเผยแพร่เกษตรธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี คุณสุชาญ ศีลอำนวย เลขานุการมูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA THAI Foundation) นายสังข์ กาญจนเพิ่มพูน ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากร สกร. จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้
ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ “เกษตรธรรมชาติ” ไม่ได้อยู่เพียงการงดใช้สารเคมี แต่เป็นการนำวงจรชีวิตของธรรมชาติและระบบนิเวศมาเกื้อกูลกันอย่างสมดุล เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งต่อคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดย สกร. มุ่งให้การเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาตินำไปสู่การปฏิบัติจริง และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชลบุรี จัดทำฐานข้อมูลและทำเนียบผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรธรรมชาติ โดยรวบรวมบุคลากรที่ผ่านการอบรมเกษตรธรรมชาติ ระดับสูง ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายบุคลากรที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ พร้อมกำชับให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการนำองค์ความรู้กลับมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) ทั่วประเทศ สำรวจและจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำมาพัฒนาเป็น “แปลงเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ” สำหรับประชาชน ชุมชน และครอบครัว ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” เรียนรู้แล้วสร้างรายได้จริง
แนวทางดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ตั้งแต่การปลูกพืชผัก การทำเกษตรธรรมชาติ ไปจนถึงการนำผลผลิตไปจำหน่ายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดจะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนทั้งด้านการตลาด การแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อยกระดับ ศฝช. ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต เป็นแหล่งสร้างอาชีพ และเป็นที่พึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง
“เกษตรธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ การจัดการเรียนรู้จึงต้องเน้นการปฏิบัติจริง มีหลักสูตรที่เหมาะสม และสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์จากสิ่งที่ผู้เรียนทำได้จริง”
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายผลการดำเนินงานไปยังจังหวัดและพื้นที่ที่มีความพร้อม โดยนำเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์มาใช้สนับสนุนการเรียนรู้ อาทิ คลิปวิดีโอและสื่อเตรียมความพร้อม เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้พื้นฐานก่อนเข้าสู่การอบรมในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
อธิบดี สกร. กล่าวในช่วงท้ายว่า การขับเคลื่อนความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลง (MOU) จะต้องสร้างผลลัพธ์อย่างสมดุลทั้งด้าน “วัตถุ” และ “จิตใจ” กล่าวคือ นอกจากการสร้างผลผลิตทางการเกษตรที่ดีต่อสุขภาพ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้แล้ว ต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานควบคู่กันไป
“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการได้ผลผลิตทางการเกษตร แต่ต้องทำให้คนมีความสุข มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทุกพื้นที่ที่ สกร. เข้าไปขับเคลื่อนต้องเป็นทั้งพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่แห่งโอกาส เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง”



















สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรม รักป่า รักชุมชน รักบ้านเกิด รักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีการบำรุงรักษา ใส่ปุ๋ย พรวนดินต้นไม้บริเวณสวนสิงห์ดำ ในการนี้ นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัด นักเรียน นักศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว
นอกจากนี้มีกิจกรรมฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1.กิจกรรม เรียนรู้ป่าเขาขยาย สืบสานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (อพ.สธ.) โดย วิทยากรครูแกนนำ จากโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม และโรงเรียนวัดสิงห์
2.กิจกรรม ฐานการเรียนรู้สืบสานพระปณิธาน ความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาทด้านการศึกษา จำนวน 7 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ฐานการเรียนรู้ที่ 1 พระบรมราโชบายด้านการศึกษา จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 2 SDG4 และดนตรี รักษ์ป่า จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และนักดนตรีโรงเรียนอุลิตไพบูลย์ชนูปถัมภ์ , ฐานการเรียนรู้ที่ 3 เรารักสถาบัน จาก กอ.รมน.ชัยนาท โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ และครู ก.จังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 4 กิจกรรมการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จาก โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม , ฐานการเรียนรู้ที่ 5 เทคโนโลยีเกษตรสู่เกษตรสร้างรายได้ จาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 6 ทักษะอาชีพสู่รายได้ที่ยั่งยืน จาก สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 7 รักษ์เขาขยายบรรยายผ่านกระเป๋าผ้า และดนตรี รักษ์ป่า จาก สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท และน้องๆ นักดนตรี จากวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้นั้น มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดของจังหวัดชัยนาท ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาจากทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการภายในจังหวัดชัยนาท บุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท สมาชิกมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท และแขกผู้มีเกียรติ จำนวนกว่า 650 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ ครั้งนี้


ผศ.ดร.ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหาร Denla Group และผู้ช่วยผู้อำนวยการอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษมประกาศเปิดตัว “Denla Learning Commons” ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) รูปแบบใหม่ของอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม ที่ออกแบบขึ้นด้วยแนวคิดเพื่อสร้างโอกาสให้เด็กได้ค้นหาศักยภาพ ค้นพบความสนใจ และเติบโตผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายในช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิต (6 เดือน – 6 ปี) โดยเชื่อมโยงพื้นที่ คุณครู หลักสูตร และการลงมือทำเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้น Denla Learning Commons จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงอาคารแห่งใหม่ แต่เป็นพื้นที่ที่เด็กได้คิด ทดลอง สร้างสรรค์ สื่อสาร เล่น และลงมือทำ เพื่อค้นพบตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ “หน้าที่ของการศึกษา ไม่ใช่การกำหนดว่าเด็กควรเป็นอะไร แต่คือการสร้างโอกาสให้เด็กได้ค้นพบว่าตัวเองเป็นใคร เพราะเราเชื่อว่า การค้นหาศักยภาพไม่ควรรอจนเด็กโต”
ตลอดระยะเวลากว่า 47 ปี อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม เป็นที่รู้จักในฐานะโรงเรียนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยและการเตรียมความพร้อมสู่โรงเรียนประถมชั้นนำ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนเชื่อว่าความสำเร็จของการเป็น Feeder School ที่ดีไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เด็กสอบเข้าได้ แต่เริ่มจากวันที่เด็กมีรากฐานการเรียนรู้ที่แข็งแรง ทั้งการคิดอย่างเป็นระบบ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความมั่นใจ และความกล้าที่จะตั้งคำถาม ซึ่งทักษะในโลกยุค AI ไม่ใช่เพียงความรู้ แต่คือความคิดสร้างสรรค์ ความเห็นอกเห็นใจ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับ Denla Learning Commons ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Child Centered, Play-based และ Experiential Learning ประกอบไปด้วย 5 พื้นที่การเรียนรู้ไฮไลท์ ประกอบด้วย 1.Wonder Garden พื้นที่แห่งการคิดและสร้างสรรค์ผ่าน LEGO, Minecraft Education, ปั้นดิน, และกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และจินตนาการ 2.Sound Garden พื้นที่แห่งดนตรีและการแสดงออก ส่งเสริมสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจ 3.Discovery Garden พื้นที่แห่งภาษาและการสื่อสาร ผ่าน Storytelling, Speech และ Thai Plus เพื่อพัฒนาการสื่อสารและการแสดงออก 4.Play Zone เมืองจำลองแห่งการเรียนรู้ ให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตผ่าน Role Play เช่น Café, Clinic, Fire Station, Supermarket และ Carpenter Workshop และ 5.Kids Club พื้นที่สำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 3 ปี ส่งเสริมพัฒนาการ ผ่านการเล่นและการเรียนรู้ร่วมกันกับผู้ปกครอง
สำหรับการเปิด Denla Learning Commons ครั้งนี้อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม ใช้งบประมาณในการสร้างกว่า 25 ล้านบาทกับพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร และพร้อมเปิดใช้งานกรกฎาคม 2569 รองรับเด็กนักเรียนทุกคน “การศึกษาปฐมวัยในวันนี้ ไม่ได้แข่งขันกันว่าใครสอนมากกว่า แต่แข่งขันกันว่าใครเข้าใจเด็กมากกว่า และใครสามารถสร้างโอกาสให้เด็กแต่ละคนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ Denla Learning Commons จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านสถานที่ แต่เป็นการลงทุนกับประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะอยู่กับเด็กไปตลอดชีวิต” ผศ.ดร.ต่อยศ กล่าว


รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนเห็นคุณค่าและร่วมอนุรักษ์วิถีเกษตรไทย โดยได้นำ “ข้าวพันธุ์ มข 60-2” ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากโครงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมข้าวพื้นเมือง โดยข้าวพันธุ์นี้ได้รับการประกาศรับรองจากกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 จุดเด่นคือกอตั้ง ลำต้นแข็งแรง เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง คุณภาพการหุงต้มดี เมล็ดข้าวมีกลิ่นหอม เหนียวนุ่ม เหมาะแก่การนำมาให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงคุณค่าทางโภชนาการ กิจกรรม “ดำนาสร้างสรรค์ ปั้นฝันเกษตรกรรุ่นใหม่” จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างความสนุกสนาน ให้แก่เด็กๆ แต่ยังเป็นการปลูกฝังความรักและความเข้าใจในอาชีพเกษตรกรรม สร้างความ ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรและอาหาร สืบสานภูมิปัญญาและวิถีเกษตรไทย ตลอดจนส่งเสริม การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อร่วมกันสร้างพื้นฐานที่ดีให้แก่เยาวชนและเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศต่อไป


นายสุวรงค์ กล่าวเปิดงานว่า NSM มีภารกิจหลักในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนและเยาวชนของชาติ ด้วยการเรียนรู้นอกห้องเรียนตามอัธยาศัยผ่านกิจกรรมและนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ ความร่วมมือกับ แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก ที่กำลังก้าวสู่การดำเนินงานครบรอบ 50 ปี ก็เช่นกันถือเป็นวาระสำคัญในการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ของสองหน่วยงานโดยการผสานความเชี่ยวชาญระหว่างองค์ความรู้เชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์ผิวพรรณที่มุ่งเน้นการยกระดับความรู้ให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพผิวและการดูแลตัวเองอย่างยั่งยืนจากแพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก กับศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของ NSM ผ่านนิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง ที่นำมาจัดแสดงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ โดยจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 23 ส.ค. นี้ “นิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ผ่านการเรียนรู้เรื่องผิวพรรณและความงามในมิติทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการดูแลสุขภาพผิวอย่างถูกต้อง มีเหตุผลและยั่งยืนพร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นถึงโอกาสในสายอาชีพนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมีมาตรฐานในระดับสากลต่อไป” นายสุวรงค์ กล่าว
ด้านนายอรรควุฒิ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง เป็นนิทรรศการที่แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก ตั้งใจนำเสนอโดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ความงามและผิวพรรณอย่างสนุกสนาน ตลอดจนส่งเสริมทักษะอาชีพแห่งอนาคตให้กับน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจในสายงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางตลอดจนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศภายใต้คอนเซปต์สุดท้าทาย “TRUE BEAUTY ความงามที่แท้จริงต้องคำนวณได้” ที่จะเปลี่ยนภาพจำของวิทยาศาสตร์ความงามและสกินแคร์ ให้กลายเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และจับต้องได้ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต นายอรรควุฒิ กล่าวต่อว่า นิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง แบ่งเป็น 5 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 Introduction: รู้จักผิว จะมีการให้ความรู้ตั้งแต่โครงสร้างผิวหนัง ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ที่จะต้องเจอกับแสงแดด มลภาวะ การนอน ความเครียด อาหาร และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพผิว โซนที่ 2 เรื่องของTexture: ความเรียบเนียนใส กับภารกิจถอดรหัสสิว วิธีการดูแล โซนที่ 3 Complexion: ความสม่ำเสมอของผิว ถอดรหัสสีผิวของเรา (Decoding Skin Tone) โซนที่ 4 Aging: ความเสื่อมสภาพของผิว และโซนที่ 5 Good Appearance: เรื่องราวการเดินทางกว่า 50 ปีของแพน ราชเทวีฯ ที่นำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับศาสตร์ความงามเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย
ขณะที่นายสุวรงค์ กล่าวปิดท้ายว่า จากนี้ NSM และ แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก พร้อมที่จะผนึกกำลังตามนโยบายของกระทรวง อว. ในการสร้างความตระหนักให้กับสังคมถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในทุกศาสตร์และชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศไทยต่อไป












