สกร.เดินหน้า ‘เกษตรธรรมชาติ’ พลิกพื้นที่รกร้างสู่แหล่งเรียนรู้ ชู ‘Learn to Earn’ สร้างอาชีพ–รายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 00:00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนา ส่งเสริม และเผยแพร่เกษตรธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี คุณสุชาญ ศีลอำนวย เลขานุการมูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA THAI Foundation) นายสังข์ กาญจนเพิ่มพูน ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากร สกร. จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ “เกษตรธรรมชาติ” ไม่ได้อยู่เพียงการงดใช้สารเคมี แต่เป็นการนำวงจรชีวิตของธรรมชาติและระบบนิเวศมาเกื้อกูลกันอย่างสมดุล เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งต่อคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดย สกร. มุ่งให้การเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาตินำไปสู่การปฏิบัติจริง และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชลบุรี จัดทำฐานข้อมูลและทำเนียบผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรธรรมชาติ โดยรวบรวมบุคลากรที่ผ่านการอบรมเกษตรธรรมชาติ ระดับสูง ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายบุคลากรที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ พร้อมกำชับให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการนำองค์ความรู้กลับมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) ทั่วประเทศ สำรวจและจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำมาพัฒนาเป็น “แปลงเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ” สำหรับประชาชน ชุมชน และครอบครัว ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” เรียนรู้แล้วสร้างรายได้จริง

แนวทางดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ตั้งแต่การปลูกพืชผัก การทำเกษตรธรรมชาติ ไปจนถึงการนำผลผลิตไปจำหน่ายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดจะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนทั้งด้านการตลาด การแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อยกระดับ ศฝช. ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต เป็นแหล่งสร้างอาชีพ และเป็นที่พึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

“เกษตรธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ การจัดการเรียนรู้จึงต้องเน้นการปฏิบัติจริง มีหลักสูตรที่เหมาะสม และสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์จากสิ่งที่ผู้เรียนทำได้จริง”

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายผลการดำเนินงานไปยังจังหวัดและพื้นที่ที่มีความพร้อม โดยนำเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์มาใช้สนับสนุนการเรียนรู้ อาทิ คลิปวิดีโอและสื่อเตรียมความพร้อม เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้พื้นฐานก่อนเข้าสู่การอบรมในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อธิบดี สกร. กล่าวในช่วงท้ายว่า การขับเคลื่อนความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลง (MOU) จะต้องสร้างผลลัพธ์อย่างสมดุลทั้งด้าน “วัตถุ” และ “จิตใจ” กล่าวคือ นอกจากการสร้างผลผลิตทางการเกษตรที่ดีต่อสุขภาพ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้แล้ว ต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานควบคู่กันไป

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการได้ผลผลิตทางการเกษตร แต่ต้องทำให้คนมีความสุข มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทุกพื้นที่ที่ สกร. เข้าไปขับเคลื่อนต้องเป็นทั้งพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่แห่งโอกาส เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง”

Learn to Earnสกร.เกษตรธรรมชาติ

NSM เปิดเวที ‘INTEDIF 2026’ ดึงผู้นำพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลกร่วมปักหมุดทิศทางแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่

18 สิงหาคม 2569 เวลา 18:31 น.

NSM เปิดเวทีใหญ่ “INTEDIF 2026” ดึงผู้นำพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลกร่วมปักหมุดทิศทางแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่พร้อมนำคณะเข้าชม “ฟิวเจอเรียม” ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ Asia Pacific Network of Science and Technology Centres (ASPAC) เปิดการประชุม International Directors Forum 2026 (INTEDIF 2026) ภายใต้แนวคิด “Evolving our Organizations Amidst a Rapidly Changing World” เวทีสำคัญที่รวมผู้บริหารระดับสูงจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาองค์กรให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมร่วมกำหนดทิศทางและยกระดับบทบาทของพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในการสร้างคุณค่า ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม และร่วมขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM พร้อมด้วย Maria Isabel Garcia President , ASPAC (The Mind Museum) และผู้นำเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ได้แก่ Christofer Nelson President and CEO, Association of Science and Technology Centers (ASTC), Maria João Fonseca President, European Network of Science Centres and Museums (ECSITE) , Maissa Azab Executive Director, The North Africa and Middle East Science Centers Network (NAMES), Miguel Garcia-Guerrero Executive Director, The Network for the Popularization of Science and Technology in Latin America and the Caribbean (RedPOP) และ Rufus Wesi Chairman, The South African Association of Science & Technology Centres (SAASTEC) ร่วมเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมแสงเดือน–แสงเทียน พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า NSM ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี         

นายสุวรงค์  กล่าวว่า NSM และประเทศไทยรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 หน่วยงาน จำนวน 51 คน จาก 20 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าร่วมการประชุม INTEDIF 2026 ซึ่งการที่ผู้นำพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้จากนานาประเทศมารวมตัวกันในประเทศไทยครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมกันมองไปข้างหน้าว่าองค์กรของเราจะปรับตัวและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลกระทบและโอกาสจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการบริหารจัดการ การเรียนรู้ และการสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าชม ตลอดจนการพัฒนาองค์กรและสังคมอย่างยั่งยืน รวมถึงการแสวงหารูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างเครือข่ายในระดับนานาชาติ

“เราเชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ในโลกยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ต้องสามารถปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงผู้คนกับองค์ความรู้ และมีบทบาทในการช่วยสังคมทำความเข้าใจและรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ การรวมตัวของผู้นำจากทั่วโลกในครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะมุมมองและประสบการณ์ที่หลากหลายจะนำไปสู่แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ ตลอดจนความร่วมมือที่จะช่วยยกระดับวงการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในระดับสากล” นายสุวรงค์ กล่าว

ด้าน Maria Isabel Garcia, President, ASPAC กล่าวว่า การประชุม INTEDIF 2026  เกิดจากความร่วมมือของ 6 ภาคีเครือข่าย ได้แก่  ASPAC, ASTC, ECSITE, NAMES, RedPOP และ SAASTEC ที่มาร่วมกันกำหนดทิศทางเพื่อสร้างบทบาทที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอนาคตร่วมกัน เราหวังว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ตลอดการประชุม จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น และช่วยให้พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์สามารถทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในอนาคต

ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารและผู้นำเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ระดับโลกจากกว่า 20 เขตเศรษฐกิจ ได้เข้าเยี่ยมชม “ฟิวเจอเรียม” (Futurium) ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ระดับภูมิภาคของ NSM ที่มุ่งจุดประกายสร้างสรรค์นวัตกรรมและอนาคตอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับมิติทางสังคม อาชีพ และสภาพแวดล้อม นำเสนอผ่านนิทรรศการอินเทอร์แอคทีฟกับโซน Innovation World และ Job World เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน ครอบครัว และประชาชนทุกช่วงวัยได้ค้นพบแรงบันดาลใจ ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับมือกับทักษะแห่งโลกอนาคตอย่างเท่าทัน

INTEDIF 2026NSM

ทส. จับมือจุฬาฯ พัฒนาบุคลากรด้านนวัตวิศวกรรม ขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:41 น.

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สหสาขาวิชานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Innovative Engineering for Sustainability: IES) โดยมีนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมด้วยนายสยาม ช้างเนียม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงฯ รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร.เสวกชัย ตั้งอร่ามวงศ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์และประธานหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถบุคลากรของกระทรวงฯ ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ความร่วมมือภายใต้หลักสูตร IES มีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกระทรวงฯ เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม นวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้าใจถึงการเติบโตที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับความท้าทายสำคัญของประเทศ ทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ข้อกำหนดด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมในเวทีระหว่างประเทศ การขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากร ตลอดจนวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2568 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้บุคลากรของกระทรวงฯ เข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวแล้ว 14 ราย และในปี พ.ศ. 2569 มีผู้ผ่านการคัดเลือกเพิ่มเติมอีก 8 ราย จากสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือทางวิชาการที่ต่อเนื่องและมุ่งพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณาจารย์ทุกท่านที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกระทรวงฯ มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และพร้อมนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในรูปแบบต่าง ๆ โดยมุ่งนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่มีศักยภาพมาต่อยอดเชิงนโยบายและขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

จุฬาฯทสนวัตวิศวกรรม

ส.บ.ท.จับมือ พว. ดัน Active Learning สร้างเด็ก ‘คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น’ สร้างภูมิคุ้มกันลดความรุนแรง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:37 น.

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการและสร้าง “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ควบคู่การพัฒนานวัตกรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มุ่งสร้างเด็กให้ “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สามารถนำกระบวนการคิดไปใช้รับมือสถานการณ์จริง รวมถึงปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงในสถานศึกษา

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)บรรยายพิเศษหัวข้อ “นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา” กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการศึกษาซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันแนวคิด “All for Education” เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา ทั้งสถานศึกษา สมาคมฯและภาคเอกชน

ซึ่งความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ กับ พว. ครั้งนี้ จึงเป็นอีกกลไกในการพัฒนาผู้บริหารและครูให้เข้าใจ Active Learning และสามารถนำนโยบายลงสู่ห้องเรียนได้จริง โดยหัวใจของ Active Learning ไม่ใช่เพียงให้เด็ก “ลงมือทำ” แต่ต้องฝึกให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ ใช้เหตุผล และมองเห็นผลกระทบของการตัดสินใจทั้งต่อตนเอง เพื่อน และสังคม ภายใต้แนวคิด “Think Twice” หรือคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ครูและผู้บริหารต้องเป็นต้นแบบของการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล คุณธรรม และความยับยั้งชั่งใจ ขณะที่บทบาทของครูต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็น “โค้ช” ที่ช่วยชี้แนะทั้งด้านวิชาการ การดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อพัฒนาเด็กให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ แยกแยะผลดีผลเสีย และตัดสินใจอย่างเหมาะสม

“อีกเป้าหมายสำคัญคือการต่อยอด Active Learning ไปสู่การสร้างนวัตกรรมของนักเรียน ให้เด็กได้คิด ลงมือทำ และนำเสนอผลงาน ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เชิงธุรกิจ หรือการจดสิทธิบัตรในอนาคต ทั้งนี้ หากโรงเรียนสามารถสร้างพื้นที่ให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพียงโรงเรียนละ 1 ผลงาน ก็จะมีนวัตกรรมถึงกว่า 24,000 นวัตกรรม ถ้าเป็นรายบุคคลก็จะสร้าง นวัตกรรมได้กว่า 6 ล้านนวัตกรรม ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยได้มหาศาล”ดร.พิเชฐกล่าว

ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย(สบท.)กล่าวว่า สมาคมฯ วางเป้าหมายการพัฒนาผู้บริหารไว้ 2 ด้านสำคัญ คือ “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” และ “การพัฒนานวัตกรรมของนักเรียน ครู และผู้บริหาร” การจับมือกับ พว. จึงเป็นการนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เด็กคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาเป็น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง รวมถึงรับมือกับปัญหาความปลอดภัยและความรุนแรงในสถานศึกษา นอกจากนี้สมาคมฯ ยังยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยจะพัฒนาโรงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทตั้งแต่ โรงเรียน ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่พิเศษ โดย ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 10,000 โรงเรียน และจะขยายเครือข่ายทางวิชาการจากผู้บริหารลงไปสู่ครูและนักเรียน เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลกับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ปรพล กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือองค์ความรู้และนวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่ผู้บริหาร แต่ต้องลงไปถึงห้องเรียน ตั้งแต่การวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนการสอน จนถึงการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ซึ่งฝึกเด็กตั้งแต่การแสวงหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ นำเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนถึงการกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Self-Regulating) และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตครอบครัว ชุมชน และสังคม

“เมื่อครูคิดเป็นกระบวนการและถ่ายทอดกระบวนการให้เด็ก เวลาเด็กเจอปัญหา เขาก็จะคิดเป็นกระบวนการและแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการท่องจำ” ดร.ปรพล กล่าวและว่า การป้องกันปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงต้องเชื่อมตั้งแต่ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำทางวิชาการ ครูที่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ ไปจนถึงเด็กที่ได้รับการฝึกให้คิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

ขณะที่ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า GPAS 5 Steps มีเป้าหมายพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงของผู้เรียน โดยผลจากโรงเรียนนำร่องพบว่าสามารถพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการแสดงออกของเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องการขยายผลผ่านเครือข่ายสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากผู้บริหาร เมื่อผู้บริหารให้การสนับสนุนอย่างจริงจังจะส่งต่อถึงครูและนักเรียน ทำให้เกิด “ห้องเรียนคุณภาพ” ที่พัฒนาเด็กทุกคนตามศักยภาพ ไม่แบ่งเด็กเพียงว่าเก่งหรือไม่เก่ง และไม่ประเมินผู้เรียนจากคะแนนสอบหรือความจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความสามารถด้านการคิด การสร้างองค์ความรู้ และทักษะกระบวนการเป็นสำคัญ

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

MOUพว.ส.บ.ท.

อดีตปลัด มท. ร่วมบรรยายพิเศษเล่าขานตำนานเขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:22 น.

17 สิงหาคม 2569 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท จัดกิจกรรม “สืบสานพระปณิธาน เรียนรู้ชุมชน ปลูกจิตสำนึกรักษ์ชัยนาทบ้านเกิด” ผ่านการบูรณาการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้เขาขยายเป็นฐาน  โดยมี ดร.พิเชฐร์ วันทอง  ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดฯ และ ดร.พัฒนาพร ไทยพิบูลย์ ศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท กล่าวรายงาน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ปรึกษามูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท มาร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ หัวข้อ เล่าขานตำนานเขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์ ณ เขาขยาย อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท  สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรม รักป่า รักชุมชน รักบ้านเกิด รักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีการบำรุงรักษา ใส่ปุ๋ย พรวนดินต้นไม้บริเวณสวนสิงห์ดำ ในการนี้ นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัด นักเรียน นักศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว  นอกจากนี้มีกิจกรรมฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1.กิจกรรม เรียนรู้ป่าเขาขยาย สืบสานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (อพ.สธ.) โดย วิทยากรครูแกนนำ จากโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม และโรงเรียนวัดสิงห์  2.กิจกรรม ฐานการเรียนรู้สืบสานพระปณิธาน ความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาทด้านการศึกษา จำนวน 7 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ฐานการเรียนรู้ที่ 1 พระบรมราโชบายด้านการศึกษา จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 2 SDG4 และดนตรี รักษ์ป่า จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และนักดนตรีโรงเรียนอุลิตไพบูลย์ชนูปถัมภ์ , ฐานการเรียนรู้ที่ 3 เรารักสถาบัน จาก กอ.รมน.ชัยนาท โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ และครู ก.จังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 4 กิจกรรมการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จาก โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม , ฐานการเรียนรู้ที่ 5 เทคโนโลยีเกษตรสู่เกษตรสร้างรายได้ จาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 6 ทักษะอาชีพสู่รายได้ที่ยั่งยืน จาก สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 7 รักษ์เขาขยายบรรยายผ่านกระเป๋าผ้า และดนตรี รักษ์ป่า จาก สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท และน้องๆ นักดนตรี จากวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท  สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้นั้น มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดของจังหวัดชัยนาท ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาจากทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการภายในจังหวัดชัยนาท บุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท สมาชิกมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท และแขกผู้มีเกียรติ จำนวนกว่า 650 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ ครั้งนี้  

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาทสุทธิพงษ์ จุลเจริญ

เปิดตัว ‘Denla Learning Commons’ บิ๊กโปรเจกต์ สร้าง Learning Ecosystem รับยุค AI วางรากฐานเด็กปฐมวัยสู่ศตวรรษที่ 21

17 สิงหาคม 2569 เวลา 06:06 น.

อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม เปิดตัว “Denla Learning Commons” บิ๊กโปรเจกต์สร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) รูปแบบใหม่ ทุ่มงบกว่า 25 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่ 1,000 ตร.ม. หวังเชื่อมโยงพื้นที่ หลักสูตร และการลงมือทำเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นพื้นที่ให้เด็กวัย 6 เดือน – 6 ปี ได้คิด ทดลอง และค้นพบตัวเองตามธรรมชาติ ตอบรับเทรนด์การศึกษายุคอนาคตที่ไม่ได้แข่งขันกันที่ใครสอนมากกว่า แต่แข่งกันที่ใครเข้าใจเด็กมากกว่า และมุ่งสร้างทักษะที่หุ่นยนต์ทดแทนไม่ได้ พร้อมตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่ต้องการสร้างรากฐานชีวิตมากกว่าแค่การสอบเข้าโรงเรียนประถมชั้นนำ  ผศ.ดร.ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหาร Denla Group และผู้ช่วยผู้อำนวยการอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษมประกาศเปิดตัว “Denla Learning Commons” ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) รูปแบบใหม่ของอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม ที่ออกแบบขึ้นด้วยแนวคิดเพื่อสร้างโอกาสให้เด็กได้ค้นหาศักยภาพ ค้นพบความสนใจ และเติบโตผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายในช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิต (6 เดือน – 6 ปี) โดยเชื่อมโยงพื้นที่ คุณครู หลักสูตร และการลงมือทำเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้น Denla Learning Commons จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงอาคารแห่งใหม่ แต่เป็นพื้นที่ที่เด็กได้คิด ทดลอง สร้างสรรค์ สื่อสาร เล่น และลงมือทำ เพื่อค้นพบตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ หน้าที่ของการศึกษา ไม่ใช่การกำหนดว่าเด็กควรเป็นอะไร แต่คือการสร้างโอกาสให้เด็กได้ค้นพบว่าตัวเองเป็นใคร เพราะเราเชื่อว่า การค้นหาศักยภาพไม่ควรรอจนเด็กโต  ตลอดระยะเวลากว่า 47 ปี อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม เป็นที่รู้จักในฐานะโรงเรียนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยและการเตรียมความพร้อมสู่โรงเรียนประถมชั้นนำ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนเชื่อว่าความสำเร็จของการเป็น Feeder School ที่ดีไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เด็กสอบเข้าได้ แต่เริ่มจากวันที่เด็กมีรากฐานการเรียนรู้ที่แข็งแรง ทั้งการคิดอย่างเป็นระบบ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความมั่นใจ และความกล้าที่จะตั้งคำถาม ซึ่งทักษะในโลกยุค AI ไม่ใช่เพียงความรู้ แต่คือความคิดสร้างสรรค์ ความเห็นอกเห็นใจ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับ Denla Learning Commons ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Child Centered, Play-based และ Experiential Learning ประกอบไปด้วย 5 พื้นที่การเรียนรู้ไฮไลท์ ประกอบด้วย 1.Wonder Garden พื้นที่แห่งการคิดและสร้างสรรค์ผ่าน LEGO, Minecraft Education, ปั้นดิน, และกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และจินตนาการ 2.Sound Garden พื้นที่แห่งดนตรีและการแสดงออก ส่งเสริมสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจ 3.Discovery Garden พื้นที่แห่งภาษาและการสื่อสาร ผ่าน Storytelling, Speech และ Thai Plus เพื่อพัฒนาการสื่อสารและการแสดงออก 4.Play Zone เมืองจำลองแห่งการเรียนรู้ ให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตผ่าน Role Play เช่น Café, Clinic, Fire Station, Supermarket และ Carpenter Workshop และ 5.Kids Club พื้นที่สำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 3 ปี ส่งเสริมพัฒนาการ ผ่านการเล่นและการเรียนรู้ร่วมกันกับผู้ปกครอง  สำหรับการเปิด Denla Learning Commons ครั้งนี้อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม ใช้งบประมาณในการสร้างกว่า 25 ล้านบาทกับพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร และพร้อมเปิดใช้งานกรกฎาคม 2569 รองรับเด็กนักเรียนทุกคน การศึกษาปฐมวัยในวันนี้ ไม่ได้แข่งขันกันว่าใครสอนมากกว่า แต่แข่งขันกันว่าใครเข้าใจเด็กมากกว่า และใครสามารถสร้างโอกาสให้เด็กแต่ละคนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ Denla Learning Commons จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านสถานที่ แต่เป็นการลงทุนกับประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะอยู่กับเด็กไปตลอดชีวิต” ผศ.ดร.ต่อยศ กล่าว  

Denla Learning CommonsLearning Ecosystemอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม

มข.จัดกิจกรรม ‘ดำนาสร้างสรรค์ ปั้นฝันเกษตรกรรุ่นใหม่’ ปลูกฝังวิถีเกษตรไทย

16 สิงหาคม 2569 เวลา 17:45 น.

16 สิงหาคม 2569 ที่คณะเกษตรศาสตร์ มข. ร่วมกับ โรงเรียนสาธิต มข. จัดกิจกรรม “ดำนาสร้างสรรค์ ปั้นฝันเกษตรกรรุ่นใหม่” โดยมี รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. เป็นประธานเปิดงาน มี คณาวรรณ ธรรมา รอง ผอ.โรงเรียนสาธิต มข.กล่าวรายงาน โดยมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 และ 2 จากโรงเรียนสาธิต มข. 14 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 575 คน เข้าร่วม มีคณาจารย์ ครูพี่เลี้ยง และผู้ปกครอง ร่วมกิจกรรมกว่า 900 คน ณ แปลงนาภายในอุทยานเทคโนโลยีเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มข. กิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาส ให้นักเรียนได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์การทำนาจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และเน้นให้นักเรียนได้ฝึก soft skill หรือทักษะพื้นฐานทางสังคม การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ความสามารถในการแก้ไขปัญหา การปรับตัว และความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่สามารถวัดผลได้ชัดเจนแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนรู้คุณค่าของการประกอบอาชีพชาวนาและรู้คุณค่าของข้าว ภายใต้แนวคิดของโครงการ คือ ดำนาในวันแม่ ( 12 สิงหาคม ) เก็บเกี่ยวในวันพ่อ (5 ธันวาคม ) นอกจากนี้นักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมยังได้รับชั่วโมงจิตอาสาอีกด้วย  รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนเห็นคุณค่าและร่วมอนุรักษ์วิถีเกษตรไทย โดยได้นำ “ข้าวพันธุ์ มข 60-2” ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากโครงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมข้าวพื้นเมือง โดยข้าวพันธุ์นี้ได้รับการประกาศรับรองจากกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 จุดเด่นคือกอตั้ง ลำต้นแข็งแรง เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง คุณภาพการหุงต้มดี เมล็ดข้าวมีกลิ่นหอม เหนียวนุ่ม เหมาะแก่การนำมาให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงคุณค่าทางโภชนาการ กิจกรรม “ดำนาสร้างสรรค์ ปั้นฝันเกษตรกรรุ่นใหม่” จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างความสนุกสนาน ให้แก่เด็กๆ แต่ยังเป็นการปลูกฝังความรักและความเข้าใจในอาชีพเกษตรกรรม สร้างความ ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรและอาหาร สืบสานภูมิปัญญาและวิถีเกษตรไทย ตลอดจนส่งเสริม การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อร่วมกันสร้างพื้นฐานที่ดีให้แก่เยาวชนและเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศต่อไป  

ดำนามหาวิทยาลัยขอนแก่นวิถีเกษตรไทยเกษตรกรรุ่นใหม่

‘วิทย์ – ความงาม’ อยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียว! NSM ชวนชมนิทรรศการ ‘วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง’ ในงานมหกรรมวิทย์ฯ

16 สิงหาคม 2569 เวลา 17:13 น.

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM ร่วมกับบริษัท แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก เปิดนิทรรศการ “วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง (Decode Your Skin, Discover Your Beauty Destination)” เพื่อให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ความงามและผิวพรรณ จัดแสดงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 23 ส.ค.นี้ เพื่อเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศ ในงานเปิดนิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง (Decode Your Skin, Discover Your Beauty Destination) มีนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM และนายอรรควุฒิ สุวรรณประกร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก พร้อมผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีดารานักแสดงชื่อดังเข้าร่วมด้วย อาทิ ศรราม เทพพิทักษ์ ที่มาพร้อมกับลูกสาวตัวน้อย “น้องวีจิ” นุสบา ปุณณกันต์ ฝันเด่น จรรยาธนากร จอย T–Skirt รวมทั้งนักร้องวัยรุ่น T – Pop ชื่อดัง อย่าง JAY DICE – กาญจน์โสภณ วิรุณนิติพนธ์ และ ALEX DICE – อเล็กซ์ซานเดอร์ บัคแลนด์ ที่มาทำหน้าที่ไกด์นำชมนิทรรศการ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคักคัก ท่ามกลางเสียงกรี๊ดที่ดังสนั่นหวั่นไหวลั่นฮอลล์จากบรรดาแฟนคลับ  นายสุวรงค์ กล่าวเปิดงานว่า NSM มีภารกิจหลักในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนและเยาวชนของชาติ ด้วยการเรียนรู้นอกห้องเรียนตามอัธยาศัยผ่านกิจกรรมและนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ ความร่วมมือกับ แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก ที่กำลังก้าวสู่การดำเนินงานครบรอบ 50 ปี ก็เช่นกันถือเป็นวาระสำคัญในการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ของสองหน่วยงานโดยการผสานความเชี่ยวชาญระหว่างองค์ความรู้เชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์ผิวพรรณที่มุ่งเน้นการยกระดับความรู้ให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพผิวและการดูแลตัวเองอย่างยั่งยืนจากแพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก กับศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของ NSM ผ่านนิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง ที่นำมาจัดแสดงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ โดยจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 23 ส.ค. นี้ “นิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ผ่านการเรียนรู้เรื่องผิวพรรณและความงามในมิติทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการดูแลสุขภาพผิวอย่างถูกต้อง มีเหตุผลและยั่งยืนพร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นถึงโอกาสในสายอาชีพนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมีมาตรฐานในระดับสากลต่อไป” นายสุวรงค์ กล่าว  ด้านนายอรรควุฒิ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง เป็นนิทรรศการที่แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก ตั้งใจนำเสนอโดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ความงามและผิวพรรณอย่างสนุกสนาน ตลอดจนส่งเสริมทักษะอาชีพแห่งอนาคตให้กับน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจในสายงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางตลอดจนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศภายใต้คอนเซปต์สุดท้าทาย “TRUE BEAUTY ความงามที่แท้จริงต้องคำนวณได้” ที่จะเปลี่ยนภาพจำของวิทยาศาสตร์ความงามและสกินแคร์ ให้กลายเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และจับต้องได้ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต นายอรรควุฒิ กล่าวต่อว่า นิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง แบ่งเป็น 5 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 Introduction: รู้จักผิว จะมีการให้ความรู้ตั้งแต่โครงสร้างผิวหนัง ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ที่จะต้องเจอกับแสงแดด มลภาวะ การนอน ความเครียด อาหาร และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพผิว โซนที่ 2 เรื่องของTexture: ความเรียบเนียนใส กับภารกิจถอดรหัสสิว วิธีการดูแล โซนที่ 3 Complexion: ความสม่ำเสมอของผิว ถอดรหัสสีผิวของเรา (Decoding Skin Tone) โซนที่ 4 Aging: ความเสื่อมสภาพของผิว และโซนที่ 5 Good Appearance: เรื่องราวการเดินทางกว่า 50 ปีของแพน ราชเทวีฯ ที่นำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับศาสตร์ความงามเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย  ขณะที่นายสุวรงค์ กล่าวปิดท้ายว่า จากนี้ NSM และ แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก พร้อมที่จะผนึกกำลังตามนโยบายของกระทรวง อว. ในการสร้างความตระหนักให้กับสังคมถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในทุกศาสตร์และชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศไทยต่อไป   

NSMนิทรรศการมหกรรมวิทย์ฯ

อว.จัดยิ่งใหญ่!! มหกรรมวิทย์ฯ 69 “ยศชนัน” เปิดงาน เชิดชูสุดยอดเยาวชน-ครูนักวิทย์แห่งปี

15 สิงหาคม 2569 เวลา 19:59 น.

อว.จัดยิ่งใหญ่!! “ยศชนัน” เปิดฉากมหกรรมวิทย์ฯ 69 ชูพลังนวัตกรรมแก้ปัญหาโลก พลิกโฉมวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว เปิดพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจที่เด็กและทุกคนจับต้องได้ พร้อมเชิดชูสุดยอดเยาวชน-ครูนักวิทย์แห่งปี

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” หรือ “วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM คณะผู้บริหาร อว. และคณะผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ งานวิทย์ฯ 69 จึงมุ่งเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการลงมือทำ ทดลอง และค้นพบศักยภาพของตนเอง “สิ่งที่เราอยากเห็นจากงานนี้ไม่ใช่เพียงเด็กและเยาวชนได้รับความรู้ แต่ต้องเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำความรู้ไปต่อยอด ตั้งคำถามใหม่ และสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศ เพราะกำลังคนคุณภาพคือพื้นฐานสำคัญของการสร้างประเทศไทยในอนาคต” โดยแนวคิดการจัดงานยังสะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ที่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากเครือข่ายกว่า 96 หน่วยงาน ใน 8 ประเทศ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง โดยภายในงานมีนิทรรศการและกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย, นิทรรศการ AI Revolution ที่ชวนเรียนรู้ทักษะมนุษย์ในโลกยุคใหม่, นิทรรศการตามล่าหาแร่ (Rare Earth), นิทรรศการดอกไม้เปลี่ยนโลก และความลับของท้องทุ่ง รวมถึงผลงานวิจัยสุดล้ำจากหน่วยงาน อว. เช่น อุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำรวจดวงจันทร์ “CE-7MATCH” ฝีมือคนไทย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Interactive Learning ทั้ง Science Lab และ Coding & AI จาก อพวช. ให้เด็ก ๆ และประชาชนได้สนุกกับการลงมือปฏิบัติจริง

โอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2026 เพื่อเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวม 7 รางวัล แบ่งเป็นรางวัลระดับเยาวชน (Project Award) 5 รางวัล ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จากผลงานนวัตกรรมที่แก้ปัญหาจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ระบบควบคุมศัตรูพืชอัตโนมัติ, ไบโอมาร์กเกอร์คัดกรองมะเร็งปากมดลูก, การฟื้นฟูปะการัง, การประยุกต์ใช้ AI วินิจฉัยมาลาเรีย (MalariaX) และแพลตฟอร์มคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง (StrokeSight) พร้อมมอบรางวัลระดับครู (Teacher Award) 2 รางวัล แก่นายสมโชค แก้วอุทัศน์ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และนางจันทร์จิรา ชัยอินทรีอาจ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ซึ่งผลงานทั้งหมดสะท้อนศักยภาพของคนไทยในการนำวิทยาศาสตร์และ AI มาพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

สำหรับประชาชนและเยาวชนที่สนใจค้นหาแรงบันดาลใจและเปิดโลกทัศน์สู่อนาคต สามารถร่วมงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ได้ตั้งแต่วันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และเตรียมพบกับการขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ภูมิภาคผ่าน “มหกรรมวิทย์ฯ ภูมิภาค” ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

Facebook

‘ยศชนัน’มอบ OKMD ลุย 5 มิชชัน ปลดล็อกศักยภาพคนไทย สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ

15 สิงหาคม 2569 เวลา 13:03 น.

‘ยศชนัน’ปักธง Thailand Brain Initiative มอบ OKMD เป็นโต้โผ ปลดล็อกศักยภาพสมองคนไทย ดัน 5 มิชชันสู่ New Growth Engine–Intelligence Economy   ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดแนวคิดจัดตั้ง “Thailand Brain Initiative” วางวิทยาศาสตร์สมองเป็นฐานสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพคนไทยตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน ผู้พิการ จนถึงผู้สูงอายุ ภายใต้แนวคิด “Every Mind, Full Potential” พร้อมมอบหมายสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เป็นโต้โผเชื่อมเครือข่ายมหาวิทยาลัย นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายศาสตร์ ร่วมพัฒนา Framework ผลักดันสู่กรอบระดับชาติ หวังสร้างความเชี่ยวชาญด้าน Brain Science ของไทย และต่อยอดสู่ New Growth Engine ภายใต้เศรษฐกิจที่แข่งขันด้วยปัญญามากกว่าต้นทุน   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวระหว่างการบรรยายในงาน “Brain Longevity Bootcamp 2026” ซึ่ง OKMD  ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กรุงเทพมหานคร จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 ณ ห้องสมุดสิ่งแวดล้อม สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) กรุงเทพมหานครโดยการจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 1 จากทั้งหมด 4 ครั้ง ว่า แนวคิด Thailand Brain Initiative เกิดขึ้นจากการมองศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับสมองให้ลึกกว่าการศึกษาด้านการแพทย์เพียงอย่างเดียว และนำความเข้าใจเรื่องสมองไปเชื่อมโยงกับสุขภาพ การเรียนรู้ ผู้พิการ วัฒนธรรม เทคโนโลยี ตลอดจนเศรษฐกิจใหม่   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษาสมองอย่างจริงจัง ทั้งโครงการ Blue Brain Project และ Brain Initiative ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำไปสู่การลงทุนด้านงานวิจัยและองค์ความรู้จำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยเองมีฐานความรู้ นักวิจัย และบริบทเฉพาะที่สามารถสร้างความได้เปรียบ โดยเฉพาะการศึกษาสมองและพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับสุขภาวะ จิตใจ การทำสมาธิ ความรู้สึก ตลอดจนวัฒนธรรมและประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า หากประเทศไทยสามารถลงลึกถึงกลไกการทำงานของ Neurocircuit หรือวงจรประสาท เข้าใจว่าอารมณ์ ความรู้สึก และกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้เกิดการกระตุ้นของสมองอย่างไร เชื่อมโยงกับฮอร์โมนและระบบชีวภาพอย่างไร จะช่วยเปลี่ยนองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาที่ปัจจุบันอาศัยประสบการณ์และความรู้สึก ไปสู่องค์ความรู้ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถนำไปสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ได้   สำหรับ Thailand Brain Initiative เบื้องต้นวางกรอบการขับเคลื่อนใน 5 มิชชันหลัก ได้แก่ Brain Health & Well-being หรือ “Live Better” นำวิทยาศาสตร์สมองไปพัฒนาสุขภาพและสุขภาวะ เชื่อมโยงกับ Scientific Wellness ซึ่งมีศักยภาพเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ   มิชชันที่สอง Learning & Human Potential มุ่งนำความเข้าใจเกี่ยวกับสมองมาปลดล็อกศักยภาพการเรียนรู้ ตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการออกแบบการเรียนรู้แบบ Personalized ที่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของสมองแต่ละคน   มิชชันที่สาม Neurotechnology & Disability พัฒนาเทคโนโลยีสมองและเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้พิการ รวมถึง Brain–Computer Interface หรือ BCI เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสื่อสาร การเคลื่อนไหว การฟื้นฟู และการดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระ หรือ Independent Living   มิชชันที่สี่ Sensory & Neurocultural Economy นำ Neuroscience มาศึกษาและ “ถอดรหัส” ทุนทางวัฒนธรรมและประสบการณ์แบบไทย ตั้งแต่รสชาติ สี เสียง กลิ่น ไปจนถึงความรู้สึกและประสบการณ์ทางวัฒนธรรม เพื่ออธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ว่าสิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับสมอง ฮอร์โมน ระบบชีวภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก่อนต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ มิชชันที่ห้า Brain-Inspired Computing ศึกษาการทำงานของสมองทั้งภาวะปกติและผิดปกติ เพื่อนำหลักการทำงานของสมองไปพัฒนาเทคโนโลยี Computing, Neural Network, Multi-sensory AI ตลอดจน Chip และ Hardware รูปแบบใหม่   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำในหลายสาขา โดยเฉพาะ Sensory และ Cultural Neuroscience เนื่องจากไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว หากสามารถนำวิทยาศาสตร์สมองเข้ามาอธิบายและสร้างองค์ความรู้ใหม่ จะช่วยยกระดับทุนวัฒนธรรมจากสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง ไปสู่ฐานการสร้างนวัตกรรมและเศรษฐกิจใหม่ ทั้งนี้ ประสบการณ์จากการพัฒนา Brain–Computer Interface และเทคโนโลยีสำหรับผู้พิการในอดีต ทำให้เห็นว่า งานวิจัยไม่ควรสิ้นสุดอยู่เพียงต้นแบบในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องพัฒนาไปถึงมาตรฐาน การผลิต การซ่อมบำรุง ทรัพย์สินทางปัญญา และ Commercialization เพื่อให้ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าถึงได้   “ถ้าเราทำเทคโนโลยีขึ้นมาแล้วสร้างความหวังให้คนพิการ แต่สุดท้ายไม่สามารถทำให้เขาใช้ได้จริง ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เทคโนโลยีมีคุณภาพดี ราคาประหยัด และขยายผลได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมระบุว่า การ Commercialization ไม่ได้ขัดกับการสร้างประโยชน์เพื่อสังคม ตรงกันข้าม หากสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือ Startup ที่แข่งขันในตลาดโลกและสร้างรายได้ ก็สามารถนำทรัพยากรกลับมาพัฒนาเทคโนโลยีให้คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้น เป็นการเดินหน้าทั้งมิติธุรกิจและ Social Impact ไปพร้อมกัน   รมว.อว. กล่าวด้วยว่า อีกโจทย์สำคัญคือการสร้างระบบนิเวศรองรับ เพราะแม้จะมีอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการที่ดีเพียงใด แต่หากผู้ใช้ Wheelchair ยังไม่สามารถออกจากบ้าน ขึ้นรถโดยสาร เดินทางไปทำงาน หรือใช้พื้นที่สาธารณะได้อย่างสะดวก เทคโนโลยีก็ยังไม่สามารถสร้าง Independent Living ได้อย่างแท้จริง การพัฒนาจึงต้องคิดทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยี มาตรฐาน สภาพแวดล้อม ระบบขนส่ง ไปจนถึงการใช้ชีวิตในสังคม นอกจากนี้ ยังมองว่า การเข้ามาของ AI จะช่วยเร่งการวิเคราะห์ข้อมูลสมองและค้นหา Pattern ที่ในอดีตต้องใช้เวลาศึกษาจากตัวแปรจำนวนมาก แต่การนำ AI มาใช้ต้องเดินควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะกลไกของ Neurocircuit เพื่อให้สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดสมองจึงตอบสนองในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงทราบผลจาก Algorithm เท่านั้น   สำหรับบทบาทของ OKMD ศ.ดร.ยศชนันได้มอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นโต้โผในการตั้งต้น Thailand Brain Initiative เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านนโยบายอย่าง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) มหาวิทยาลัย นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ภาคเอกชน และคนต่างเจเนอเรชันเข้ามาร่วมกันออกแบบ ไม่ใช่ให้ OKMD ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว โดยหลังจากนี้จะมีการหารือในกลุ่มย่อยเพื่อพัฒนา Framework และผลักดันไปสู่กรอบระดับชาติ รวมถึงสร้างเครือข่าย สถาบัน และ Community ด้าน Brain Science ที่เข้มแข็งของประเทศไทย   ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ตั้งเป้าให้การพัฒนาแนวทางดังกล่าวมีความชัดเจนภายในสิ้นปี 2569 เพื่อวางรากฐานการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยมองว่าไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันในระบบเศรษฐกิจด้วย “ราคาถูก” เพราะข้อจำกัดด้านขนาดประชากรทำให้ยากต่อการแข่งขันกับประเทศขนาดใหญ่ แต่ควรสร้างความได้เปรียบด้วยศักยภาพทางปัญญา ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของคนไทย “ประเทศไทยควรเดินไปสู่ Intelligence Economy ใช้ความฉลาดและศักยภาพของคนไทยเป็นฐานการแข่งขัน เรามีคนเก่ง มีผลงานระดับโลก และมีศักยภาพที่จะทำเรื่องเหล่านี้ได้ หากสร้าง Network ขึ้นมาช่วยกันทำ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมย้ำว่า Thailand Brain Initiative จะไม่ใช่เพียงเรื่องของการศึกษาสมอง แต่เป็นโอกาสในการสร้าง New Growth Engine ที่เชื่อม Brain Science เข้ากับ AI, Computing, Scientific Wellness และเศรษฐกิจวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ภายใต้แนวคิด “Every Mind, Full Potential” ปลดล็อกทุกสมองให้ไปถึงศักยภาพสูงสุด

OKMDยศชนันอว.