ม.มหาสารคาม เชิดชู พล.อ.บุญสิน มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิศวะเครื่องกล

ม.มหาสารคาม เชิดชู พล.อ.บุญสิน มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิศวะเครื่องกล

ม.มหาสารคาม เชิดชู พล.อ.บุญสิน มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิศวะเครื่องกล

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.26 น.

“ม.มหาสารคาม” เชิดชู “พล.อ.บุญสิน” มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิศวะเครื่องกล ยกย่องผลงานด้านความมั่นคง-ความเชี่ยวชาญระดับชาติ

วันที่ 27 เมษายน 2569 สภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) มีมติเอกฉันท์มอบปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล แด่ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะบุคคลผู้ทรงคุณูปการต่อประเทศชาติ

การพิจารณาดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทและความเชี่ยวชาญของ พล.ท.บุญสิน ที่มีผลงานโดดเด่นในภารกิจด้านความมั่นคงและการทหาร ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ

ทั้งนี้ การมอบปริญญากิตติมศักดิ์ในครั้งนี้ นับเป็นการยกย่องเชิดชูบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมองค์ความรู้และแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

การตัดสินใจของสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์กับภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ยศชนัน เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

ยศชนัน เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

ยศชนัน เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.08 น.

“รองนายกฯ ยศชนัน” เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

    วันที่ 27 เม.ย. 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม MOE Human Capital Blueprint Workshop “การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยและทุนมนุษย์” ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. พร้อมผู้บริหารระดับสูง ศธ. ตลอดจนผู้บริหารภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เข้าร่วม

           ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการบูรณาการการทำงานด้านการศึกษา เพราะ “การศึกษาเป็นเรื่องที่เราอยากจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง” ซึ่งโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์ความรู้ที่เคยเรียนมา เช่น ด้านคอมพิวเตอร์หรือภาษาคอมพิวเตอร์ อาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เทคโนโลยี” แต่คือ “การให้คุณค่ากับคน” และการพัฒนาศักยภาพของคนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการ Reskill และ Upskill เพื่อให้สามารถปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลง

         สำหรับการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่ใช้ระยะเวลาเป็นรอบ 3 ปี หรือ 5 ปี อาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และอาจจะช้าไปสำหรับเด็กคนหนึ่งที่จะปรับตัว เวทีในวันนี้จึงถือเป็นนิมิตหมายสำคัญในการสร้างฉันทามติร่วมกันจากทุกภาคส่วน แม้จะมีความเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ทุกความคิดเห็นมีคุณค่าและจำเป็นต้องรับฟัง เพื่อเติมเต็มสิ่งที่มีประโยชน์ต่อประเทศ

       โดยกระทรวงศึกษาธิการจะทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมและพื้นที่กลาง ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น มีสิทธิออกเสียงต่าง ๆ ได้ ทั้งในมิติของผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยได้นำข้อมูลจากอดีตมาประมวลผล และจัดกระบวนการเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสม ตลอดจนบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และในส่วนของกรอบระยะเวลาในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

        ในส่วนของทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์นั้น ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของคนไทยให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นก็ตาม โดยต้องเริ่มตั้งแต่การวางรากฐานที่สำคัญในช่วงปฐมวัย โดยเฉพาะทักษะด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการส่งเสริมโอกาสให้คนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

       การเริ่มต้นทำตามความฝันโดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับกรอบเดิม เป็นแนวคิดสำคัญของการจัดการศึกษาในยุคใหม่ เด็กทุกคนควรมีโอกาสเลือกเส้นทางการเรียนตามที่ต้องการ โดยต้องคำนึงด้วยว่าผู้เรียนในแต่ละพื้นที่อาจมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาจึงควรมุ่งเน้นที่ “ผลลัพธ์ของผู้เรียน” มากกว่าการยึดติดกับชื่อเสียงของสถานศึกษาเพียงอย่างเดียว

          ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า จากผลการประเมิน PISA 2022 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศ และมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ในทุกด้าน ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าเด็กไทยขาดศักยภาพ แต่สะท้อนให้เห็นว่า “สถาปัตยกรรมของระบบการศึกษา” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าครูไทยจะมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติกลับต้องใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งไปกับภาระงานเอกสารและกระบวนการประเมินต่าง ๆ

      ขณะเดียวกัน ในมิติของตลาดแรงงาน โลกมีการ Reskill อย่างต่อเนื่องในรอบระยะเวลาเพียง 3 ปี แต่แรงงานไทยกว่าครึ่งยังอยู่นอกระบบการพัฒนาทักษะ อีกทั้งยังมีผู้เรียนจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำงานและมีรายได้แล้ว แต่กลับไม่ได้รับการรับรองคุณวุฒิจากระบบการศึกษา เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย แม้แนวคิดเรื่องระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะถูกกล่าวถึงมาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ

     ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นข้อจำกัดของระบบที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข “การพัฒนาทุนมนุษย์” หมายถึงการสร้าง “พลเมืองคุณภาพ” ที่มีความรอบด้าน สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ มีศักยภาพในการทำงานและสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ และมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ไม่สิ้นสุด

     กระทรวงศึกษาธิการจะจัดเวทีในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการรับฟัง แลกเปลี่ยน และวิพากษ์แนวคิดอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเปลี่ยนข้อสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งวันนี้เราแบ่งการระดมสมองออกเป็น 5 ภารกิจยุทธศาสตร์ ได้แก่ 

      1. การเพิ่มความคล่องตัวให้สถานศึกษา : เราจะกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่และโรงเรียนบริหารงบประมาณและทรัพยากรได้เองอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร 

2. การเรียนรู้ไร้รอยต่อ : เราจะทำให้ระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการเทียบโอนทักษะ เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร 

3. คืนเวลาให้ครู : เราจะดึงงานเอกสารออกจากครูและแยกงานบริการอาหารกลางวันออกจากงานสอนได้อย่างไร 

4. สถานศึกษาปลอดภัย : เราจะสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิที่เป็นอิสระได้อย่างไร

5. สถาปัตยกรรมวิชาชีพครูยุคใหม่ : เราจะสร้างระบบที่ทำให้คนเก่งเข้ามาเป็นโค้ชให้เด็กไทยได้อย่างไร

               ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบสามารถดำเนินการได้ 2 แนวทาง คือ การกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง (โต๊ะรัฐมนตรี ศธ.) แล้วถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติ ซึ่งมักจะไปไม่ถึงห้องเรียน กับอีกแนวทางหนึ่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานจริง ผู้บริหารสถานศึกษา และภาคีเครือข่าย เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการเลือกใช้ในครั้งนี้ โดยข้อมูลและประเด็นปัญหาที่นำมาพิจารณา ล้วนมาจากการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคการศึกษา อาทิ Inskru เครือข่าย Thailand Education Partnership (TEP) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึงเสียงสะท้อนจากครู นักเรียน และผู้ปกครองทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “All for Education” หรือ “ปวงชนเพื่อการศึกษา”

              ขณะที่ นายอัครนันท์ กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำถึง “ฐานราก” ที่สำคัญยิ่งของสถาปัตยกรรมทุนมนุษย์ของประเทศ นั่นคือ “ความปลอดภัยและสิทธิของเด็กนักเรียน” เราทุกคนทราบดีว่าต่อให้เรามีหลักสูตรที่ทันสมัย หรือมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเพียงใด แต่หากเด็กนักเรียนยังต้องเดินเข้าโรงเรียนด้วยความหวาดกลัว หากเขายังถูกละเมิดสิทธิ ถูกบูลลี่ หรือรู้สึกว่าไม่มีใครรับฟังเมื่อเกิดภัย การพัฒนาทุนมนุษย์ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ โรงเรียนต้องไม่ใช่แค่สถานที่ให้ความรู้ แต่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการดูแลและคุ้มครองเด็กนักเรียนทุกคนอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

          หน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้บริหาร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดระเบียบเท่านั้น ยังรวมถึงการพัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิ ที่สามารถนำไปใช้ มีความชัดเจน และที่สำคัญคือ “สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อย่างแท้จริง” สำหรับเด็กนักเรียน โดยดำเนินการด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจหรือการปกปิดข้อมูลที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่น

          สำหรับกิจกรรม Workshop ในวันนี้ โดยเฉพาะกิจกรรมภารกิจที่ 4 ขอฝากความหวังในการร่วมกันออกแบบ “ระบบคุ้มครองสิทธิและระบบร้องเรียนการละเมิดสิทธิ” ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาใช้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรง เพื่อเป็นการคุ้มครองและปกป้องสิทธิของเด็ก รวมทั้งครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเพื่อให้เด็กและครู รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา ที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถเข้าถึงระบบการร้องเรียนนี้ได้ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ เราต้องการเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ที่เด็กไทยเติบโตได้อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี และได้รับการคุ้มครองสิทธิในฐานะมนุษย์อย่างเต็มภาคภูมิ
 

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้รับมอบหมายจาก น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) ที่ได้หารือกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม (กห.) ให้กรมศิลปากรเริ่มดำเนินการบูรณะซ่อมแซมปราสาทตาควาย ที่ ต.บังได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยให้ตั้งงบประมาณปี 2570 คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 2 ปี กำหนดงบประมาณไว้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเบื้องต้น 2 ครั้ง ได้มีการประชุมวางแผนการทำงานไว้ทั้งหมดแล้ว และจะเริ่มการบูรณะในปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วย การสำรวจพื้นที่โดยรอบปราสาทอย่างละเอียด การขุดแต่งรอบปราสาทเพื่อหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติม พร้อมเสริมมั่นคงแข็งแรงฐานราก จากนั้นจะรื้ออิฐ และเรียงหินที่ตกลงมาตัวจากปราสาท โดยจะจัดทำสัญลักษณ์ของหินทุกก้อน และในปี 2571 จะเป็นขั้นตอนประกอบหินให้กลับไปตัวปราสาท

นายพนมบุตร กล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้นในส่วนตัวปราสาท พบว่า อิฐเก่าใช้ได้ 40 – 50% ที่เหลือจะเสริมอิฐใหม่เข้าไป ซึ่งการบูรณะจะทำให้เห็นว่า อะไรเป็นอิฐเก่าและส่วนของอิฐใหม่ที่เสริมเข้าไป โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมาที่มีความเชี่ยวชาญทุกสาขา ทั้งด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และโบราณคดีร่วมกันดำเนินการ โดยตลอดระยะเวลาของการบูรณะได้รับความยืนยันจาก รมว.กห.ว่าจะ จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาร่วมทำงานและร่วมดูแลความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่จนกว่าจะบูรณะจะแล้ว รวมทั้งจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาดำเนินการเพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ พร้อมกันนี้ จะมีการจัดทำแผนการขึ้นทะเบียนโบราณสถานตามแนวชายแดนอีสานใต้ที่มีอยู่ประมาณ 30 แห่ง เพื่อขึ้นทะเบียนด้วย

นายพนมบุตร ยังเปิดเผยอีกว่า ได้รับคำยืนยันจาก รมว.กลาโหม ว่าจะให้ทหารเข้ามาร่วมดูแลความปลอดภัยตลอดการบูรณะ เพราะสิ่งที่น่าห่วงเราไม่รู้ว่าทางทหารกัมพูชาทิ้งอะไรไว้บ้าง โดยเฉพาะในตัวปราสาทที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยทหารจะอยู่รักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรตลอด รวมทั้งการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้กับการบูรณะเพื่อความปลอดภัย มั่นใจ 100% ว่า กรมศิลป์ซ่อมได้ ทุกอย่างจะกลับมางดงามดังเดิม เพราะปราสาทแห่งนี้เปรียบเสมือนอนุสรณ์สถานความรักชาติของคนไทยที่มีคุณค่าทางจิตใจ ทหารได้เสียสละเลือดเนื้อปกป้องมาด้วยชีวิต จึงพร้อมระดมกำลังบูรณะอย่างเต็มกำลัง

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร” เผยแพร่ภาพและข้อความระบุว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ

วันจันทร์ที่ ๒๗ เดือน เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันนี้ เวลา ๑๐.๑๙ น. ณ ศาลาการเปรียญ วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร

ในการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร มาถวายให้พระเทพปฏิภาณกวี (บุญมา อาคมปุญฺโญ ป.ธ.๘) เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ สุพิธานธรรมธรนิเทศ พิเศษพุทธวัจนกวี ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

โดยมีพิธีการดังนี้

เมื่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เดินทางถึงศาลาการเปรียญวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร แล้ว 
– จุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย 
– กราบราบ 
– ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
– ถวายดอกไม้ธูปเทียนแพ 
– ถวายความเคารพ 
– นั่งเก้าอี้ที่จัดไว้ 
– เจ้าหน้าที่ อาราธนาศีล 
– ประธานสงฆ์ พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ วัดราชโอรสาราม ให้ศีล จบแล้ว 
– พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวายพระธรรมวชิรปฏิภาณ
ในขณะนั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา 
– นั่งเก้าอี้ 
– ไปประเคนเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา
– นั่งเก้าอี้ 
– พระสงฆ์ทั้งนั้น อนุโมทนา 
– พระธรรมวชิรปฏิภาณ ถวายอดิเรก 

จากนั้น
– กราบที่เครื่องนมัสการ
– ถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
– กราบลาพระสงฆ์ 
– ออกจากศาลาการเปรียญวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร 
– เดินทางกลับ 
– เป็นเสร็จพิธี 

การที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ตั้งสมณศักดิ์ให้พระเทพปฏิภาณกวี เป็น พระธรรมวชิรปฏิภาณ นั้น ก็เพื่อถวายให้พระเดชพระคุณได้รับภาระธุระพระพุทธศาสนามีมานะอุตสาหะเผยแผ่พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้วัฒนาสถาพรโดยยิ่งขึ้นไป เหตุเพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ตั้งพระทัยเพื่อจะยอยกพระพุทธศาสนาให้สถิตสถาพรตั้งมั่นในราชอาณาจักรไทย ตลอดนิตยกาล 
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ 

ขอถวายพระพร 

คณะสงฆ์วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร พร้อมด้วย คณะสงฆ์วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 โดยมีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาเข้าร่วมเตรียมความพร้อมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การดำเนินพิธีการในวันจริงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

บรรยากาศการรายงานตัวที่บริเวณถนนหน้าอาคารวัฒนธรรมสถาบันขงจื่อ โดยบัณฑิตที่มีกำหนดเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 27 เมษายน เริ่มรายงานตัวเวลา 06.00 น. และกลุ่มวันที่ 28 เมษายน รายงานตัวเวลา 09.00 น. ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้นำเทคโนโลยีระบบ RFID มาใช้ในการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันตัวตน พร้อมทั้งมีการตรวจวัดอุณหภูมิและตรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายอย่างละเอียด ก่อนที่คณะกรรมการควบคุมแถวจะนำบัณฑิตผ่านระบบ Gateway เพื่อเข้าสู่พื้นที่ประกอบพิธีภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ

ในโอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้กล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวนรวมทั้งสิ้น 7,297 คน ประกอบด้วย บัณฑิตระดับปริญญาเอก 119 คน ปริญญาโท 261 คน และปริญญาตรี 6,917 คน จากนั้นได้เข้าสู่ขั้นตอนการฝึกซ้อมพิธีการและการบันทึกภาพหมู่ร่วมกันตามคณะต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ โดยมีครอบครัวและญาติมิตรเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ในพื้นที่มหาวิทยาลัยที่ได้รับการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 27 และ 28 เมษายน 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

​‘เยลลี่ดูแลช่องปากแมว’ ผลงานนิสิต จุฬาฯ คว้าทุน ‘TED Youth Startup Fund’

​‘เยลลี่ดูแลช่องปากแมว’ ผลงานนิสิต จุฬาฯ คว้าทุน ‘TED Youth Startup Fund’

​‘เยลลี่ดูแลช่องปากแมว’ ผลงานนิสิต จุฬาฯ คว้าทุน ‘TED Youth Startup Fund’

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีม Kissy Meow ประกอบด้วย กานต์สิณี ทวีทรัพย์ประทาน เกริกกนก เตละวานิช ขวัญชนก ฤทธิทิศ ซาอัด หะยีมัด และวรัญญา พานิชนาวา คว้าทุนสนับสนุนสำหรับยุววิสาหกิจเริ่มต้น โครงการ TED Youth Startup Fund – IDEATION Program โดย CU Innovation Hub มูลค่า 150,000 บาท จากผลงานนวัตกรรม “เยลลี่ดูแลสุขภาพช่องปากน้องเหมียว” ซึ่งมีความโดดเด่นที่การใช้เปลือกไข่นกกระทาซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและยังไม่ถูกนำไปใช้ให้เกิดมูลค่าเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งภาคเกษตรและผู้บริโภค

เกริกกนก เตละวานิช หนึ่งในนิสิตทีม Kissy Meow เปิดเผยถึงแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ว่า เริ่มต้นจากปัญหาสุขภาพช่องปากของแมว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญอันดับต้นๆของน้องแมว แต่เจ้าของสัตว์เลี้ยงมักไม่สามารถดูแลได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการแปรงฟันทำได้ยาก ทีมของเราจึงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบ “เยลลี่” ที่แมวสามารถเคี้ยวได้ง่าย ช่วยเพิ่มการเข้าถึงซอกฟัน และยืดระยะเวลาการออกฤทธิ์ของสารสำคัญ โดยใช้ไบโอแคลเซียม จากเปลือกไข่นกกระทาเป็นส่วนผสมหลัก ร่วมกับสารสกัดปาเปนจากมะละกอที่ช่วยย่อยสลายคราบโปรตีน และฟลาโวนอยด์จากใบสะระแหน่ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียและลดกลิ่นปาก

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์อยู่ที่นวัตกรรม Triple Encapsulation ที่ช่วยให้สารสำคัญทั้ง 3 ชนิดทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่อยๆปลดปล่อยสารและเคลือบผิวฟัน ช่วยลดคราบพลัคและแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการใช้ไบโอแคลเซียมจากเปลือกไข่นกกระทายังถือเป็นความแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในตลาด รวมถึงการพัฒนาในรูปแบบเยลลี่ที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากสัตว์เลี้ยงทั่วไป

“นวัตกรรมดังกล่าวตอบโจทย์เทรนด์ตลาดสัตว์เลี้ยงที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงแมวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มูลค่าตลาดขยายตัวเฉลี่ยราว 15% ต่อปี สะท้อนโอกาสทางธุรกิจของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงในอนาคต ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ยังมีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมที่ยังไม่เคยมีในท้องตลาด ทั้งการนำเทคโนโลยีเอนแคปซูเลชันมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารสำคัญ รวมถึงการเลือกใช้ไบโอแคลเซียมจากเปลือกไข่นกกระทาเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งยังไม่เคยมีการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้มาก่อน นอกจากช่วยยกระดับประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์แล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และสร้างโอกาสทางรายได้ให้กับเกษตรกร” เกริกกนก กล่าว

ภายหลังได้รับทุน ทีม Kissy Meow มีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) ร่วมกับนักวิจัยและโรงงานผู้ผลิต รวมถึงทดสอบผลิตภัณฑ์กับกลุ่มผู้ใช้งานจริง ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การพิสูจน์ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และการยอมรับของแมวซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความเลือกกินสูง นอกจากนี้ยังมีแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในอนาคต และต่อยอดสู่การขอรับทุนในระดับถัดไป

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คณะเกษตรบูรณาการ จุฬาฯ Facebook : https://web.facebook.com/CU.iAgri , Website : https://www.cusar.chula.ac.th/ , CU Innovation Hub Facebook : https://web.facebook.com/cuihub , Website :  https://cuihub.chula.ac.th/

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่จนท.ที่ได้รับบาดเจ็บ

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่จนท.ที่ได้รับบาดเจ็บ

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่จนท.ที่ได้รับบาดเจ็บ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.50 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลกองร้อยลาดตระเวน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ที่ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 26 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ พันจ่าเอก อภิสิทธิ์ ศรัทธาธรรม ,พันจ่าเอก เสกสรร ศรีอ่อน ,จ่าเอก ชนะศักดิ์ มั่นชาติ และจ่าเอก กฤษนัย บุดดี กำลังพลกองร้อยลาดตระเวน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด ขณะปฏิบัติหน้าที่เหตุเกิดบริเวณ พื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านปาโฮ๊ะแฮ ตำบลบาโลย อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส 

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ กำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.48 น.

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร “สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ” ผ่านระบบออนไลน และร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 29 เมษายน 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 28 – 30 เมษายน 2569

โอกาสนี้ สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” ระลึกถึงพระรัตนตรัย ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ยึดถือ อันเป็นทางเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้โดยชอบ เพื่อถวายเป็นพระกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ระหว่างวันที่ 28 – 30 เมษายน 2569 ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทั้ง PLAY STORE และ APP STORE

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 เพจเฟซบุ๊ก ”เจริญกรุง” ซึ่งเป็นเพจที่เผยแพร่เรื่องราวศิลปะ วัฒนะธรรม ได้โพสต์บทความเรื่อง “ฉลองพระองค์สี่วาระพระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก” เขียนโดย “นพรัศมี” โดยมีเนื้อหา ระบุว่า “ในพระราชพิธีกงเต๊กหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสงฆ์จีนนิกายประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เครื่องกระดาษที่จัดสร้างขึ้นถวายในพิธีครั้งนี้สะท้อนความประณีตละเอียดอ่อนทั้งในเชิงช่างฝีมือและในเชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะเครื่องกระดาษฉลองพระองค์ ซึ่งถูกเลือกจำลองจากฉลองพระองค์จริงในวาระสำคัญต่าง ๆ แห่งพระชนมชีพ อันเป็นที่จดจำของพสกนิกร และสัมพันธ์กับบทบาทพระราชฐานะในบริบทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ฉลองพระองค์เครื่องกระดาษวาระแรกเป็นฉลองพระองค์แบบสากล ตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยสีเบอร์กันดี อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ของ Dior เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นการเสด็จส่วนพระองค์ สีสัน และรูปแบบของฉลองพระองค์สะท้อนพระรสนิยมอันสง่างาม เรียบ สุขุม และเชื่อมโยงโลกแฟชั่นสากลเข้ากับวัสดุพื้นถิ่นไทยอย่างแนบแน่น

ฉลองพระองค์วาระที่สองเป็นฉลองพระองค์ชุดไทยสีน้ำตาลทอง ประยุกต์จากชุดไทยเรือนต้น ฉลองพระองค์ซิ่นจีบหน้านางประดับลูกปัด และสายสะพายเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายใน) พร้อมดาราประดับเพชร ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน) และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๙ ชั้นที่ ๑ (ภ.ป.ร.๑) อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงเมื่อเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนบทบาทพระบรมราชินีนาถในฐานะศูนย์รวมแห่งวัฒนธรรมราชสำนัก ความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยซึ่งถูกนำเสนอในบริบทพิธีการสูงสุดของแผ่นดิน ถูกถ่ายทอดลงสู่เครื่องกระดาษอย่างประณีต สมจริง และเปี่ยมความเคารพ

ฉลองพระองค์วาระที่สามเป็นฉลองพระองค์สีแดงสไตล์จีนประยุกต์ จำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวเสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ ย่านเยาวราช สีแดงซึ่งเป็นสีมงคลตามคติจีน ประกอบกับลวดลายและรูปทรงแบบจีนร่วมสมัย สะท้อนพระราชบทบาทในการเชื่อมโยงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมไทย และพระเมตตาที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกเชื้อสาย ซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดในเครื่องกระดาษกงเต๊กอย่างมีนัยสำคัญ

ฉลองพระองค์วาระสุดท้ายเป็นฉลองพระองค์ชุดราตรียาวสีน้ำตาลทอง ประดับลูกปัด อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวพระราชทานเลี้ยงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชวงศ์ ทรงต้อนรับประธานาธิบดีฌัก ชีรัก และภริยาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ กรุงเทพมหานคร ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนพระราชฐานะในเวทีการทูตระหว่างประเทศ ความสง่างามของราชสำนักไทยซึ่งปรากฏต่อสายตานานาชาติ ถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องกระดาษด้วยความวิจิตรและสมพระเกียรติ

เครื่องกระดาษฉลองพระองค์ทั้งสี่วาระที่จัดสร้างขึ้นในการพระราชกุศลกงเต๊กหลวงครั้งนี้ จึงทำหน้าที่เป็นภาพแทนแห่งพระชนมชีพในมิติต่าง ๆ ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่พระราชจริยวัตรส่วนพระองค์ พระราชพิธีแห่งแผ่นดิน บทบาททางวัฒนธรรม ไปจนถึงพระราชภารกิจด้านการทูต อันถูกร้อยเรียงไว้ในพิธีกรรมจีนอย่างกลมกลืน สงบ งดงาม และเปี่ยมด้วยความอาลัยรักของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ

การที่ฉลองพระองค์สีฟ้าแบบชุดไทยเรือนต้นองค์นี้กลับมาปรากฏอีกครั้งในพระราชพิธีกงเต๊กถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ชวนให้หวนระลึกถึงช่วงเวลาที่พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์อันเป็นสิริมงคลยิ่ง จากวันแห่งความปลื้มปีติของพระราชภารกิจสำคัญต่าง ๆ ในรัชสมัยที่ล่วงแล้ว สู่วันแห่งการน้อมรำลึกและการอุทิศพระราชกุศลด้วยความกตัญญูกตเวทีอย่างสงบงาม

ฉลองพระองค์ซึ่งเคยอยู่ท่ามกลางเสียงสรรเสริญและความเบิกบาน จึงแปรสภาพมาเป็นสื่อแห่งความทรงจำในพิธีกรรมแห่งการอาลัย แสดงให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายหนึ่งชุดสามารถบรรจุเรื่องราว ความรู้สึก และความหมายทางจิตใจได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าบทบาทเชิงรูปธรรมของการแต่งกาย หากเป็นหลักฐานทางความทรงจำที่จะดำรงอยู่ในกาลเวลาไปอีกตราบนานเท่านาน”

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“มท.”ซักซ้อมแนวทาง 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนทั่วประเทศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ

23 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ ว่า สำหรับการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค จังหวัด และอำเภอ จะมีการเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจิตอาสา ร่วมกันจัดทำดอกไม้จันทน์ เพื่อร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ โดยจะมีการเชิญดอกไม้จันทน์ตัวแทนของจังหวัด จังหวัดละ 1 ช่อ มายังกรุงเทพมหานคร เพื่อเชิญไปถวายที่หอเปลื้อง พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในวันและเวลาถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง ขณะเดียวกัน ในวันดังกล่าว จะมีการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่จังหวัด/อำเภอ แบ่งเป็น 2 รอบเวลา ได้แก่ รอบเวลาที่ 1 เวลา 09.00 น.และรอบเวลาที่ 2 ตั้งแต่เวลา 17.30 – 22.00 น. ณ สถานที่ตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ โดยอำเภอเมืองของจังหวัดและอำเภอพระนครศรีอยุธยาจะจัดร่วมกับจังหวัด ขณะที่อำเภออื่นๆ จะจัด ณ สถานที่ที่อำเภอกำหนด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนฯ จังหวัดและอำเภอจะร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งสถานศึกษา สมาคม ชมรมศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ จัดแสดงมหรสพสมโภช ในวันจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ นอกจากนี้ จะมีการจัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วยพื้นที่จังหวัดและอำเภอ ณ สถานที่จัดตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระแม่แห่งแผ่นดิน” ของปวงชนชาวไทยโดยพร้อมเพรียงกัน