“ประเสริฐ” รื้อปม “อควาเรียมหอยสังข์” หลังปล่อยร้างมา 18 ปี เตรียมชง ครม. พิจารณาพรุ่งนี้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:43 น.

ประเสริฐ

31 ส.ค.69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการก่อสร้าง ศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา (อควาเรียมหอยสั่งข์) ภายในวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ 5 จังหวัด (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี)

นายประเสริฐ กล่าวว่า จากการตรวจสภาพ อควาเรียม ซึ่งก่อสร้างมายาวนานและยังไม่แล้วเสร็จ พบว่าอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ติดตั้งไว้ตั้วแต่เริ่มโครงการฯผ่านมานาน 18 ปีแล้ว มีสภาพล้าสมัยและไม่น่าจะสามารถนำกลับมาใช้งานได้ หรือซ่อมแซมเพื่อใช้งานต่อได้แล้ว ส่วนที่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ประโยชน์ต่อคือ โครงสร้างและตัวอาคาร

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันนี้ตนได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความเห็นเบื้องต้นว่าจะนำแนวทางแก้ปัญหานี้เข้าสู่การหารือของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 1 กันยายนนี้ โดยจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อศึกษาหาทางออกของโครงการฯ โดยกำหนดกรอบเวลาไว้ประมาณ 90 วัน ก่อนจัดทำข้อเสนอว่าควรพัฒนาโครงการนี้ต่อไปในรูปแบบใด ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของ ครม.ด้วย เบื้องต้นวันนี้ที่ประชุมฯได้เสนอให้ตั้งกรรมการร่วม ประกอบด้วย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) จังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สำนักงานกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กรมธนารักษ์ กรมบัญชีกลาง และภาคประชาชน เพื่อให้การตัดสินใจร่วมกัน ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงทั้งข้อกฎหมาย งบประมาณ การบริหารจัดการ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้วย

“ที่วิทยาลัยประมงฯ มีพื้นที่มากกว่า 300 ไร่ และมีศักยภาพสูง เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดที่มีทัศนียภาพสวยงาม สามารถมองเห็นสะพานติณสูลานนท์ และทะเลสาบสงขลา จึงไม่ควรปล่อยพื้นที่และโครงการนี้ทิ้งร้างต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะฟื้นเป็นอควาเรียมในรูปแบบเดิม หรือจะพัฒนาเป็นโครงการรูปแบบใหม่ และยังไม่สรุปว่าหน่วยงานใดจะเป็นเจ้าภาพแม้ทรัพย์สินปัจจุบันจะอยู่ในความรับผิดชอบของ สอศ.กระทรวงศึกษาธิการก็ตาม“ นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า หนึ่งในข้อเสนอ ของ อบจ.สงขลา คือ หากพัฒนาเฉพาะอควาเรียมอาจไม่เพียงพอ ควรพิจารณาพัฒนาเป็นพื้นที่แบบองค์รวม เชื่อมโยง ศูนย์การเรียนรู้ ระบบนิเวศ แหล่งท่องเที่ยว และห้องประชุม เพื่อสร้างกิจกรรมและรายได้รองรับค่าใช้จ่ายระยะยาว ขณะที่อีกแนวทางหนึ่งเห็นว่าควรให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลต่อ แต่อาจเปิดให้ภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมบริหาร หรือเช่าพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงข้อเสนอและยังไม่ได้ข้อยุติ

ทั้งนี้ โจทย์สำคัญคือเรื่องงบประมาณ เพราะจากการประเมินเบื้องต้น หากจะปรับปรุงโครงการให้กลับมาพร้อมใช้งาน อาจต้องใช้เงินมากกว่า 500 ล้านบาท และมีโอกาสแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน หากเปิดดำเนินการแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหาร ค่าบำรุงรักษา และบุคลากรอีกเดือนละหลายล้านบาท จึงจำเป็นต้องหารูปแบบการบริหารที่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

“ตอนนี้เราไม่ต้องการย้อนกลับไปพูดถึงงบประมาณและปัญหาของโครงการเดิมแล้ว ก็ว่าไปตามขบวนการของกฏหมาย แต่ต้องการมองไปข้างหน้าว่าจะนำทรัพย์สินที่มีอยู่กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาและประชาชนชาวสงขลาอย่างไร โดยการเสนอเรื่องต่อที่ประชุม ครม. ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว” นายประเสริฐ กล่าว

ประเสริฐ จันทรรวงทองอควาเรียมหอยสังข์

วว.ยกระดับมะม่วงแปลงใหญ่-ผลิตภัณฑ์ชุมชน สู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:46 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส) และสำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ร่วมกับภาคีเครือข่ายสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ บริษัท ฉะเชิงเทรา โอทอป อินเตอร์ เทรดเดอร์ จำกัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ติดตามและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาศักยภาพสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยคณะนักวิจัยและภาคีเครือข่ายได้ลงพื้นที่ วิสาหกิจชุมชนฟาร์มสุขสำราญ ต.หัวไทร อ.บาง เพื่อประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาผลผลิตมะม่วงในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อยกระดับมะม่วงน้ำดอกไม้ให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน

ภายหลังการประชุมหารือมีการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับศักยภาพของผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะม่วงให้มีมาตรฐาน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนั้นคณะฯ ได้ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนเสิร์ฟจากฟาร์มกรีนวิลล์ ต.บางกระเจ็ด อ.บางคล้า เพื่อศึกษาศักยภาพของพื้นที่ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะม่วงและผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงหารือแนวทางการต่อยอดนวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่าง วว. และภาคีเครือข่าย ในการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพของชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง ตามแนวทาง BCG Economy Model อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราและพื้นที่อื่นๆ อย่างยั่งยืน

มะม่วงแปลงใหญ่วว.

‘Living Lab’ มมส ปลูกองุ่นปลอดภัยชูไส้เดือนช่วยพรวนดิน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:45 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) มุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการแปรเปลี่ยนพื้นที่ฟาร์มมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.นาสีนวน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ให้กลายเป็น Living Lab” หรือห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต ภายใต้แนวคิดของ รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มุ่งยกระดับพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้การลงมือปฏิบัติงานจริงสำหรับนิสิตหลากหลายสาขาวิชา ทั้งด้านเกษตรกรรม ปศุสัตว์ งานวิจัย และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่

อาจารย์ ดร.ฤทธิไกร ไชยงาม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการและพัฒนาที่ยั่งยืน มมส พาชมโรงเรือนปลูกองุ่นด้วยระบบอัจฉริยะ พร้อมเปิดเผยว่า แปลงสาธิตแห่งนี้มีการควบคุมปัจจัยการเจริญเติบโตของพืชอย่างแม่นยำ โดยได้นำเทคโนโลยีระบบ (IoT) มาใช้ในโรงเรือนเพื่อควบคุมปัจจัยการเจริญเติบโตของพืชอย่างแม่นยำ โดยระบบ IoT นี้ยังช่วยให้สามารถติดตาม คุมปัจจัยสิ่งแวดล้อม และดูแลแปลงองุ่นได้แบบระยะไกลผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ ปัจจุบันเพาะปลูกองุ่นคุณภาพสูงจำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ S48 (Early Adora สายพันธุ์แท้จากอิสราเอล), เวลิก้า (Velika), ลิลลี่ (Lily), แรมโบ (Rambo) และเซนซัสสิย่า (Sensatsiya)

โดยจุดเด่นสำคัญคือการทำเกษตรปลอดภัย เราเน้นวิธีการทางกายภาพและชีวภาพ เพื่อลดสารเคมีลงให้มากที่สุด เช่น ใช้การควบคุมความชื้นของดินและอากาศเพื่อป้องกันการระบาดของเพลี้ยไฟ ใช้โรงเรือนที่โปรงแสงและโปร่งลมเพื่อป้องกันเชื้อรา ใช้ไส้เดือน ซึ่ง “ไส้เดือนดิน” เป็นดรรชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากไส้เดือนหายใจด้วยผิวหนัง หากมีสารเคมีหรือปุ๋ยเคมีตกค้าง ไส้เดือนจะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าดินสมบูรณ์ ขุยไส้เดือนจะเป็นแหล่งรวมจุลินทรีย์นับล้านที่ช่วยสร้างอาหารให้ต้นองุ่น เราได้ใช้น้ำส้มควันไม้ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ผ่านกระบวนการวิจัยในการขับไล่และควบคุมไข่แมลง ตลอดจนใช้มุ้งเพื่อป้องกันแมลงต่างๆด้วย

“ฟาร์ม มมส ตั้งอยู่ที่ ต.นาสีนวน ห่างจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.ขามเรียง ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่พิสูจน์ว่า หากเข้าใจการบริหารจัดการ ดิน น้ำ และอากาศ อย่างถูกวิธี ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพสูงและถ่ายทอดนวัตกรรมสู่สาธารณชนได้” อาจารย์ ดร.ฤทธิไกร กล่าว

Living Labมมสองุ่นปลอดภัย

สืบสานเอกลักษณ์ไทย! มรภ.เลย จัดอบรมเข้มมารยาท-จริยธรรม เฟรชชี่ 300 ชีวิต

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:44 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ได้มีการจัดกิจกรรมครั้งสำคัญเพื่อการพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างรอบด้าน โดย ผศ.ดร.ยิ่งศักดิ์ คชโคตร รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ได้ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ‘การอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย เพื่อพัฒนานักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย’ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนักศึกษาใหม่ชั้นปีที่ 1 จากหลากหลายคณะเข้าร่วมการอบรมอย่างพร้อมเพรียงกันกว่า 300 คน

ผศ.ดร.อุเทณ วัชรชิโณรส ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.เลย ได้เปิดเผยถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานในครั้งนี้ว่า มุ่งเน้นให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งสามารถนำทักษะมารยาทไทยอันดีงามไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามกาลเทศะ ทั้งในช่วงเวลาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย และเมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปรับใช้สังคมในฐานะบัณฑิตที่มีคุณภาพทั้งทางด้านวิชาการและคุณธรรม โดยเนื้อหาการเรียนรู้ในครั้งนี้มีความครอบคลุมและหลากหลาย ทั้งเรื่องมารยาทไทย การมีจิตอาสาเพื่อสังคม ตลอดจนการดูแลสุขภาพจิตของวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน

ในส่วนของการฝึกปฏิบัติภาคสนาม นักศึกษาทุกคนได้รับโอกาสลงมือฝึกฝนมารยาทไทยตามหลักมาตรฐานอย่างถูกวิธี ครอบคลุมการไหว้ทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ การไหว้พระสงฆ์, การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้ใหญ่, และการไหว้บุคคลเสมอกัน รวมถึงฝึกการกราบพระแบบเบญจางคประดิษฐ์ การกราบผู้ใหญ่ การเดินผ่านผู้ใหญ่ การรับ-ส่งของให้ผู้ใหญ่ ตลอดจนการถวายความเคารพแบบราชนิยม ได้แก่ การถอนสายบัวสำหรับนักศึกษาหญิง และการถวายคำนับสำหรับนักศึกษาชายอย่างถูกต้องสละสลวย

ผศ.ดร.อุเทณ กล่าวว่า ในสภาพสังคมปัจจุบัน วัฒนธรรมและเอกลักษณ์การกราบไหว้แบบไทยอันงดงามเริ่มที่จะเลือนหายไปตามยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงของโลก การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการช่วยฟื้นฟู ทำนุบำรุง และปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เกิดความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติไทย

‘แม้แต่ชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวหรือเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทย ต่างก็ยังให้ความสนใจ ชื่นชม และประทับใจในเอกลักษณ์วัฒนธรรมการกราบไหว้ของไทย ดังนั้น คนไทยและเยาวชนไทยเองจึงยิ่งต้องร่วมกันรักษาและสืบสานสิ่งนี้ไว้ให้คงอยู่สืบไป’ ผศ.ดร.อุเทณ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จและได้รับความรู้เชิงลึกจากการสนับสนุนของทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นำโดย นางพัทธนันท์ ชุมพล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วยคณะบุคลากรจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย, สภาวัฒนธรรมจังหวัดเลย, วิทยากรจิตอาสาพระราชทาน 904 และคณาจารย์จากกลุ่มวิชาจิตวิทยาและการแนะแนว คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ที่มาร่วมกันถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ และดูแลการฝึกทักษะของนักศึกษาทุกคนอย่างใกล้ชิดและอบอุ่น

มรภ.เลยมารยาท-จริยธรรมเฟรชชี่

เยาวชนไทยคว้า 4 เหรียญ ‘International Nuclear Science Olympiad 2026’ สร้างชื่อประเทศไทยด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:43 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จัดพิธีแสดงความยินดีและมอบรางวัลแก่เยาวชนผู้แทนประเทศไทยที่สร้างผลงานโดดเด่นในการแข่งขัน “International Nuclear Science Olympiad 2026” (INSO 2026) ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย หลังผู้แทนประเทศไทยทั้ง 4 คนสามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ครบทุกคน รวม 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง สะท้อนศักยภาพของเยาวชนไทยด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ในเวทีระดับนานาชาติ

พิธีจัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานมอบรางวัลและกล่าวแสดงความยินดีแก่เยาวชนผู้แทนประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณาจารย์ ครู และนักเรียนเข้าร่วม

การแข่งขัน International Nuclear Science Olympiad 2026 (INSO 2026) ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยเยาวชนผู้แทนประเทศไทยทั้ง 4 คนสามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ครบทุกคน ได้แก่ นายพีร กุหลาบทิพย์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ – เหรียญทอง , นายธรรมปพน สุขสุธรรมวงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา – เหรียญเงิน , นายธรรมพิสุทธิ์ เปรมสิงห์ชัย โรงเรียนกำเนิดวิทย์ – เหรียญทองแดง , นายเศรษฐวัฒน์ วัฒนาโกศัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ – เหรียญทองแดง

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากความสามารถ ความมุ่งมั่น และการเตรียมตัวอย่างเข้มข้นของนักเรียน โดย สทน. ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักฝ่ายประเทศไทยในการดำเนินโครงการ Thailand Nuclear Science Olympiad (ThaiNSO) เพื่อคัดเลือกและเตรียมความพร้อมเยาวชนผู้แทนประเทศไทย สำหรับเข้าร่วมการแข่งขันในเวทีนานาชาติ พร้อมส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อและก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และวิศวกรของประเทศในอนาคต

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ความสำเร็จจากการแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศ แต่ประสบการณ์ที่เยาวชนได้รับมีคุณค่ามากกว่าเหรียญรางวัล ทั้งองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ การฝึกคิด วิเคราะห์และแก้ปัญหา ตลอดจนโอกาสในการพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเยาวชนจากนานาประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเองและต่อยอดการศึกษาในอนาคต

“การสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับเยาวชนถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีด้านพลังงานและนิวเคลียร์กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในระดับโลก การเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้และแสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ จึงไม่เพียงเป็นการสร้างความสำเร็จในวันนี้ แต่ยังเป็นการวางรากฐานกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทยในระยะยาว” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

International Nuclear Science Olympiad 2026

ดร.เจนจิรา รองอธิการฯ ม.รัตนบัณฑิต ปลื้ม นักตบลูกยางสาวไทย ฉลุยลุยศึกโอลิมปิก ภูมิใจ RBAC ผลิตนักกีฬารับใช้ชาติ

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:28 น.

ดร.เจนจิรา รองอธิการฯ ม.รัตนบัณฑิต ปลื้ม นักตบลูกยางสาวไทย ฉลุยลุยศึกโอลิมปิก ภูมิใจ RBAC ผลิตนักกีฬารับใช้ชาติ ชูแนวคิด กีฬาคู่การศึกษา ดันยกระดับอาชีพมั่นคง-ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ผศ.ดร.เจนจิรา รัตนเพียร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC) และกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความยินดีและยกย่องความสำเร็จของทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยที่สามารถก้าวสู่เวทีโอลิมปิกได้อย่างภาคภูมิใจ โดยระบุว่าเป็นความตื้นตันใจอย่างยิ่งในฐานะที่ตนเองเติบโตและคลุกคลีมากับวงการวอลเลย์บอลผ่านคุณพ่อ รศ.ดร.ประเวช รัตนเพียร ซึ่งเป็นอดีตผู้จัดการทีมและเลขาธิการสมาคมฯ รวมถึงได้เห็นความทุ่มเทของนักกีฬาและโค้ชมาตั้งแต่เด็ก พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความภาคภูมิใจที่รั้วมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิตได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและสร้างศิษย์เก่าตลอดจนนักกีฬาวอลเลย์บอลหลายต่อหลายคน ให้ก้าวขึ้นไปรับใช้ชาติอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.เจนจิรา ยังได้นำเสนอวิสัยทัศน์และข้อเสนอแนะในการส่งเสริมวงการกีฬาไทยอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้แนวคิด “กีฬา บวก การศึกษา เท่ากับการสร้างคนอย่างยั่งยืน โดยมองว่าสถาบันการศึกษาไม่ควรหยุดอยู่แค่การผลิตนักกีฬาเพื่อไปคว้าเหรียญรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งสร้าง “นักกีฬาอาชีพ” ที่มีคุณภาพชีวิตและหน้าที่การงานที่มั่นคงในระยะยาว ระบบการศึกษาต้องได้รับการออกแบบให้เอื้อต่อนักกีฬาในการเรียนควบคู่ไปกับการฝึกซ้อม พร้อมทั้งเติมเต็มทักษะรอบด้านเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังแขวนป้าย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ จิตวิทยา เทคโนโลยี การสื่อสารภาษาอังกฤษ ไปจนถึงทักษะทางธุรกิจ การตลาด และการสร้างแบรนด์บุคคล (Personal Branding) เพื่อให้พวกเขาสามารถต่อยอดอาชีพเป็นโค้ช นักวิเคราะห์ ผู้บริหารทีม หรือผู้ประกอบการได้อย่างมั่นใจเมื่อถึงวันที่ต้องอำลาสนาม

ผศ.ดร.เจนจิรา ได้กล่าวยกย่องสปิริตของทัพลูกยางสาวไทย โค้ช ทีมงาน และครอบครัวผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ที่ไม่เพียงนำความสุขและสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เด็กไทยอีกหลายล้านคนกล้าที่จะฝันและไม่หยุดพยายาม โดยยืนยันเจตนารมณ์ว่าจากนี้ไปเป้าหมายสำคัญของการผลักดันด้านการศึกษาและกีฬา คือการร่วมกันสร้างเด็กไทยให้เป็นคนเก่งที่มีความรู้ มีอาชีพ ชนะทั้งในสนามแข่งขัน และพร้อมที่จะยืนหยัดประสบความสำเร็จในชีวิตจริงได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับศิษย์ เก่าRBAC ที่อยู่ในทีมทีมวอลเลย์หญิงแชมป์เอเซีย ประกอบด้วย ผช.โค้ช 1คน คือ อรอุมา สิทธิรักษ์ และอดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย พร้อมนักกีฬา 7 คน 1.ปิยะนุช แป้นน้อย 2.อัจฉราพรรณ คงยศ 3.พิมพิชญา ก๊กรัมย์ 4.วิมลรัตน์ ทะนะพันธ์ 5.พรพรรณ เกิดปราชญ์ 6.กัญญารัตน์ ขุนเมือง 7.จิดาภา นาหัวหนอง

วอลเลย์บอลทีมชาติไทยแนวหน้าออนไลน์

ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยนายกฯ ล่องเรือศึกษาคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์ ’10 ปี แห่งการพัฒนาสายน้ำแห่งชีวิต’

30 สิงหาคม 2569 เวลา 17:58 น.

ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยนายกฯ และคณะ ล่องเรือศึกษาคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์ ’10 ปี แห่งการพัฒนาสายน้ำแห่งชีวิต’ พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นและรับข้อเสนอแนะทุกภาคส่วน เพื่อบูรณาการสู่การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ตามหลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2569 พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ผู้แทนจากกองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน จัดกิจกรรมนำ “พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 120 รูป ล่องเรือชมคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์” โดยมีสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

นายอนุทิน เผยว่า การร่วมลงเรือในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่จะได้เห็นการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมกันพัฒนาคูคลองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในกรุงเทพมหานคร โดยส่วนตัวได้ติดตามโครงการลักษณะนี้มาแล้วประมาณ 2-3 โครงการ และเห็นว่าเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การลดมลพิษ ตลอดจนการปรับปรุงพื้นที่ให้มีความสวยงามและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

“การได้ลงพื้นที่ทางน้ำในครั้งนี้ ทำให้เห็นมุมมองอีกด้านหนึ่งของกรุงเทพมหานคร และเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของคูคลองจากอดีตเมื่อประมาณ 10-20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในอดีตสภาพคูคลองบางพื้นที่อาจมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำ จึงมีการบูรณะและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบริเวณคลองมหานาคที่วันนี้เริ่มเห็นน้ำมีความใสขึ้นกว่าที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้เราเห็นเป้าหมายปลายทางร่วมกัน และเชื่อว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลในทุกด้านจะมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาคูคลอง ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนในทุกด้าน เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศ

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคูคลอง จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ให้เกิดการพัฒนาสายน้ำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ โครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ได้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ จำนวน 120 รูปจาก 5 วัดสำคัญในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ 1. วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร (วัดภูเขาทอง) 2. วัดราชนัดดาราม วรวิหาร 3. วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร 4. วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง) และ 5. วัดบรมนิวาส ราชวรวิหาร ล่องเรือศึกษาคู คลองและเส้นทางประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นกลางและชั้นนอก ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางคลองสำคัญ ได้แก่ คลองมหานาค คลองผดุงกรุงเกษม คลองโอ่งอ่าง และคลองบางลำพู ซึ่งหน่วยราชการในพระองค์ได้ประสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน พร้อมทั้งชุมชนริมคลอง น้อมนำแนวพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินโครงการพัฒนาคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา โดยการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้สามารถขุดลอกคู คลองให้กลับมาระบายน้ำ เชื่อมการสัญจรในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ และใช้ประโยชน์ได้ในปัจจุบัน

ตลอดเส้นทางพระภิกษุสงฆ์ได้รับฟังการบรรยายจากหน่วยราชการในพระองค์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร มัคคุเทศก์อาสาจากกรุงเทพมหานคร และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา บทบาท ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างคู คลอง วัด ชุมชน และวิถีชีวิตของผู้คน โดยได้รับการสนับสนุนเรือจากบริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด

ภายหลังการล่องเรือ สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 11 เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พร้อมพระภิกษุสงฆ์ผู้แทนจากทั้ง 5 วัด ผู้แทนชุมชนที่อยู่ริมคลองในเกาะรัตนโกสินทร์จากคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหานาค คลองโอ่งอ่าง คลองบางลำพู ผู้แทนชุมชนจากคลองเปรมประชากร และคลองแสนแสบ ที่เข้ามาร่วมกิจกรรม ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้ข้อเสนอแนะ แนวทางการปรับปรุงพื้นที่ให้มีความสอดคล้องกับบริบทของชุมชน และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับกิจกรรม “พระภิกษุสงฆ์ 120 รูป ล่องเรือชมคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์” ที่อยู่ริมคลองในเกาะได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวัด ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ ในการส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อมและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยกิจกรรมดังกล่าวน้อมนำหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” มาเป็นแนวทางการดำเนินงาน เริ่มจากการเรียนรู้สภาพพื้นที่และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนต่อยอดสู่การฟื้นฟูคูคลอง พัฒนาพื้นที่สีเขียวพื้นที่สาธารณะ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของวัด ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการสืบสานคุณค่าการพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์โดยมีแผนที่จะยกระดับการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณภูเขาทอง วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ป้อมมหากาฬ วัดราชนัดดาราม วรวิหาร และวัดเทพธิดาราม วรวิหาร ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประวัติศาสตร์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตามพระบรมราโชบายสืบไป

เกาะรัตนโกสินทร์แนวหน้าออนไลน์

อบก. เดินหน้าสู่ Net Zero City มอบรางวัล 34 พื้นที่ต้นแบบ พร้อมปลุกกระแสเที่ยวไทยไม่ทิ้งคาร์บอน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 16:19 น.

IMG_1208

อบก. หนุนท้องถิ่น ลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero จัดแคมเปญท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำทั่วไทยพร้อมมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City ตั้งเป้าสู่เมืองคาร์บอนต่ำยั่งยืน

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งเสริมพื้นที่ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 33 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ รวมทั้ง Net Zero Pathway จำนวน 15 เทศบาล และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลกว่า 120,000 บาท โดยมี นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ณ ห้องอัศวิน  แกรนด์ บอลรูม เอ ชั้น 4 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพมหานคร

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เปิดเผยว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เห็นถึงความสำคัญและได้ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคต เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 จึงได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

ทั้งนี้ อบก. เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของพื้นที่ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยสนับสนุนให้แสดงเจตนารมณ์ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และจัดทำแผนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวให้ชุมชนของตนเอง ผ่านการจัดทำโครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ครอบคลุมทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ 15 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ภาคกลาง 17 จังหวัด ภาคใต้ 8 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ และโครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่

เทศบาลเมืองชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์เทศบาลตำบลแม่สาย จังหวัดเชียงรายเทศบาลตำบลวิชิต จังหวัดภูเก็ต
เทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลวัดประดู่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเทศบาลตำบลหลักเมือง จังหวัดราชบุรี
เทศบาลเมืองบางกะดี จังหวัดปทุมธานีเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีเทศบาลตำบลดีลัง จังหวัดลพบุรี
เทศบาลตำบลตลาดเกรียบ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลพระแท่น จังหวัดกาญจนบุรี
เทศบาลตำบลสุนทรภู่ จังหวัดระยองเทศบาลตำบลหนองควาย จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลเหมืองจี้ จังหวัดลำพูน

นอกจากนี้ อบก. ยังเล็งเห็นความสำคัญภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน อบก. จึงเร่งการสื่อสารเชิงรุกประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ผ่านการจัดโครงการประกวด Green Awareness Digital Campaign : “เที่ยวไทย ไม่ทิ้งคาร์บอน” (Thailand Carbon-Free Tourism) พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความตระหนักรู้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างเทรนด์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานบริการของ อบก. เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ เข้าถึงเรื่องสังคมคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ การจัดการก๊าซเรือนกระจก และการร่วมสื่อสารประเด็นลดก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง

โอกาสนี้ อบก. ได้จัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 34 แห่ง โครงการ Net Zero Pathway จำนวน 15 แห่ง และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 120,000 บาท ให้กับผู้ชนะการประกวดจากประเภทต่าง ๆ รวมจำนวน 10 ทีม จากผลงานการประกวด 141 คลิป จากทั่วประเทศ แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม คาปิบาร่าแมน รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท  รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม มาดิวัยรุ่น รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม สร้างสรรค์สุข รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท  รางวัลชมเชย จำนวน 4 ทีม  ได้แก่ ทีม Maitree Verb  , ทีม กรีนเที่ยวไทย ทีม DCC รักโลก และ ทีม เถาวัลย์พันขา รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท 

นอกจากนี้ ยังรางวัล Popular Vote อีก 3 รางวัล โดย Popular Vote อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Carbon Free Day รับโล่พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท  ส่วน Popular Vote อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Children_s Dreams รับโล่พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท และ  Popular Vote อันดับ 3 ได้แก่ ทีม EcoX รับโล่พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท

สำหรับผลงานคลิปท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ยูทูป อบก.

NetZeroCityพื้นที่ต้นแบบอบก.

กระทุ่มแบนฝึกซ้อมเผชิญเหตุ’หนี ซ่อน สู้’กับครูนักเรียนกว่า 500 คนเพื่อความปลอดภัยหากเกิดเหตุไม่คาดคิด

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:10 น.

 

กระทุ่มแบนจัดฝึกซ้อมเผชิญเหตุ “หนี ซ้อน สู้” ให้กับครูและนักเรียนกว่า 500 คน เพื่อความปลอดภัยหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน นำโดย พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษชุดเผชิญเหตุ บูรณาการร่วมกับสถานศึกษาในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน คือ โรงเรียนประชินนุสรณ์

ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมฝึกอบรมซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ร้าย ให้รู้จักหนีเอาตัวรอดจากภัยอันตรายในสถานการณ์เสี่ยง ภายใต้แนวคิด “หนี ซ่อน สู้” แก่เยาวชนนักเรียนและคณะครูราว 500 คน เพื่อสร้างองค์ความรู้และทักษะในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในสถานศึกษา รวมไปถึงช่องทางการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เข้าเผชิญเหตุการณ์อย่างทันท่วงที

โดยได้สาธิตจำลองสถานการณ์เสมือนจริง กรณีเกิดเหตุผู้ร้ายหรือผู้ต้องสงสัยเข้ามาก่อเหตุในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อให้เยาวชนนักเรียนได้เห็นภาพเหตุการณ์จริง พร้อมหาทางรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เพื่อความปลอดภัย

ซ้อมแผนสมุทรสาครหนีซ่อนสู้

กมธ.ศาสนาฯ จี้สกัดคลิปลามกด้อยค่า “นวดไทย” ทำต่างชาติเข้าใจผิด หวั่นกระทบภาพลักษณ์มรดกภูมิปัญญาโลก

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:01 น.

ธิวัลรัตน์-อังกินันทน์

เอาจริง! กมธ.ศาสนาฯ จี้สกัดคลิปลามก ด้อยค่า “นวดไทย” ทำต่างชาติเข้าใจผิด หวั่นกระทบภาพลักษณ์มรดกภูมิปัญญาโลก จี้หน่วยงานรัฐสกัดเผยแพร่-แก้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่รัฐสภา นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณากรณีคลิปวิดีโอขบวนแห่เทียนพรรษาของวัดบิง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีการนำเสนอการนวดไทยในลักษณะล้อเลียนเชิงลามกอนาจารและสื่อไปในทางค้าประเวณี ภายใต้ชื่อ “Traditional Thai Massage Vat Bing” ก่อนถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนและกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพนวดไทยอย่างมาก เนื่องจาก “นวดไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวจึงอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ชาวต่างชาติว่า นวดไทยมีความเกี่ยวข้องหรือแอบแฝงกับการค้าบริการทางเพศ

คณะกรรมาธิการฯ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา เทศบาลตำบลโชคชัย และสมาคมหมอนวดไทย เข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีก แม้ผู้เกี่ยวข้องจะออกมาขอโทษต่อสังคมแล้วก็ตาม

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า ผู้แทนเทศบาลตำบลโชคชัยชี้แจงว่า ขบวนแห่ดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่มชุมชนในพื้นที่ มีเจตนาเพื่อสร้างความตลกขบขัน แต่เกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ผู้จัดขบวนและเทศบาลตำบลโชคชัยได้ออกแถลงการณ์ขออภัยอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมขบวนแห่ในอนาคต ห้ามมีเนื้อหาลามกอนาจารหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี

ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมาชี้แจงว่า วัดบิงเป็นเพียงสถานที่ที่ชุมชนใช้เป็นจุดรวมพลในการจัดประเพณีแห่เทียนพรรษาเท่านั้น พระภิกษุสงฆ์และเจ้าอาวาสไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคิดรูปแบบ หรือเห็นชอบกับการแสดงออกเชิงลามกในขบวนแห่แต่อย่างใด

ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความกังวลอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจสร้างความเสียหายต่อเกียรติภูมิและสถานะของ “นวดไทย” ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก จึงมีข้อเสนอให้หน่วยงานรัฐเร่งวางมาตรการป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเสนอให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 พร้อมประสานการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อระงับการเผยแพร่ข้อความ ภาพ หรือคลิปวิดีโอออนไลน์ที่มีลักษณะด้อยค่า หรือสร้างความเสียหายต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติอย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมเห็นว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 ในปัจจุบัน แม้ให้อำนาจสั่งระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ยังไม่มีบทลงโทษทางอาญาที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดหรือด้อยค่ามรดกภูมิปัญญาที่ขึ้นบัญชีไว้ จึงเสนอให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ประสานกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแก้ไขกฎหมายลำดับรองภายใต้ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 เพื่อปิดช่องไม่ให้มีการนำคำว่า “นวดไทย” ไปใช้แอบแฝงในสถานบริการประเภทอาบอบนวด ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์ของศาสตร์การนวดไทยที่มุ่งด้านการดูแลสุขภาพและการบำบัดรักษา

ด้านกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ชี้แจงว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพภายใต้ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ทั้งเรื่องมาตรฐานและจริยธรรม เพื่อป้องกันการแอบแฝงค้าบริการทางเพศ พร้อมอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มข้อกำหนดด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ให้บริการนวดให้ชัดเจนขึ้น หากพบการกระทำฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี จะดำเนินการตามกฎหมายถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต

“นวดไทยไม่ใช่เรื่องล้อเลียนทางเพศ หรือเครื่องมือสร้างความตลกขบขันเชิงลามกอนาจาร แต่เป็นศาสตร์แห่งการเยียวยา การดูแลสุขภาพ และเป็นเกียรติภูมิทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าระดับโลกของมนุษยชาติ คนไทยทุกคนต้องร่วมกันหวงแหน ปกป้อง และสืบทอดต่อไปอย่างภาคภูมิใจ” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

กมธ.ศาสนานวดไทย