ซัมซุงปั้นเด็กไทยให้เป็นนวัตกรรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมแก้ไขปัญหาสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697641

ซัมซุงปั้นเด็กไทยให้เป็นนวัตกรรุ่นใหม่  พัฒนานวัตกรรมแก้ไขปัญหาสังคม

ซัมซุงปั้นเด็กไทยให้เป็นนวัตกรรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมแก้ไขปัญหาสังคม

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ซัมซุง จัดโครงการ Samsung Solve for Tomorrow เพื่อปั้นนวัตกรรุ่นใหม่ประกวดสากลที่มี ในประเทศไทย เป็นปีแรก โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นภาคีพันธมิตรหลัก ได้นำพาเยาวชนไทยกว่า 1,000 คน จาก 308 ทีมทั่วประเทศไทยกำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมปีที่ 4-5 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1- 2 เข้าร่วมประชันไอเดียสร้างสรรค์ ใช้ทักษะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ (STEM) ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ Innovation for Sustainable Communities, Good Health & Wellbeing

สำหรับทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศในปีนี้ ได้แก่ทีม BCC Robot จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โชว์ไอเดียสุดล้ำด้วยนวัตกรรม Fitness Force รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ทีม ฝัน จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ด้วยนวัตกรรม DremIN และรางวัล รองชนะเลิศ อันดับสอง ได้แก่ ทีม Lunares จากโรงเรียนสาธิตการจัดการปัญญาภิวัฒน์ด้วยนวัตกรรม Cloud based TDS meter and TDS limiting system โดยมีศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี, นางสาวปารมี ทองเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด และนายภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมมอบรางวัล รวมถึงคณะกรรมการคณาจารย์ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงานมากมาย

นางสาวปารมี ทองเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “ซัมซุงได้จัดโครงการนี้ขึ้นที่ประเทศไทยเป็นปีแรกหลังจากที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลมาแล้วถึง 35 ประเทศ ในปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม มีเยาวชนมาร่วมประกวดออกแบบนวัตกรรมกว่า 308 ทีมถือว่าซัมซุง ได้ตอบโจทย์ความมุ่งมั่นที่จะสร้างให้เยาวชนได้มีบทบาทในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้านเทคโนโลยี, IOT, Design Thinking และ Innovation เพื่อต่อยอดพัฒนาการดำรงชีวิตโลกยุคใหม่ให้ยั่งยืนและดียิ่งขึ้นต่อไป โครงการนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป นอกจากจะสร้างนวัตกรรุ่นใหม่แล้ว ก็ยังมุ่งมั่นที่จะต่อยอดแนวคิดผลักดันผลงานให้เป็นรูปธรรมเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป”

ลงนามพัฒนางานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697639

ลงนามพัฒนางานวิจัย

ลงนามพัฒนางานวิจัย

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางมรกต ยิบอินซอย กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) กับรองศาสตราจารย์ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในโครงการ “พัฒนางานวิจัยสู่การผลิตภาคอุตสาหกรรม” เพื่อนำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของโรงงานแบตเตอรี่ ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม และอุปกรณ์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แบรนด์ RYN (อาร์วายเอ็น) ของกลุ่มบริษัท ยิบอินซอย จำกัด พร้อมทั้งยังพัฒนา และต่อยอดแบตเตอรี่ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนขยายธุรกิจไปยังกลุ่ม Renewable Energy พลังงานทดแทน นำกลับไปใช้ใหม่ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี

รางวัลชนะเลิศนักธุรกิจน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697640

รางวัลชนะเลิศนักธุรกิจน้อย

รางวัลชนะเลิศนักธุรกิจน้อย

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางเบญจมาศ รัตนประภา ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบางสะพานประพันธ์ชนานุสรณ์โรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 ได้รับรางวัลชนะเลิศจากผลงานในประกวดนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนงานอาชีพและผลิตภัณฑ์ โครงการนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ระดับประเทศ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากผลิตภัณฑ์ลูกอมส้มแผ่นสอดไส้ผลไม้กวน โดยมี นางวรรณา เขมดำรง เป็นครูผู้ฝึกสอน

สอศ.จับมือ นานาชาติ CPSC ประชุมผู้นำเพื่อความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697735

สอศ.จับมือ นานาชาติ CPSC ประชุมผู้นำเพื่อความยั่งยืน

สอศ.จับมือ นานาชาติ CPSC ประชุมผู้นำเพื่อความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 21.45 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2565 สำนักนโยบายและแผนอาชีวศึกษา ได้จัดการประชุม ณ โรงแรม AL MEROZ HOTEL BANGKOK ประชุมผู้นำเพื่อความยั่งยืน ของ TVET และผู้บริหาร ระดับสูง สำหรับแผนยุทธศาสตร์ (CPSC) พ.ศ.2566-2571

สำหรับในปี พ.ศ.2565 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับ CPSC กำหนดจัดการประชุมสัมมนาระดับภูมิภาค ในหัวข้อ “Leadership for Sustainable TVET” and “Senior Executives’ Conference for CPSC Strategic Plan 2023-2028” ระหว่างวันที่ 12 – 16 ธันวาคม 2565 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ของการประชุมเชิงปฏิบัติการ การหารือระดับชาติและการประชุมผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ CPSC ปี 2566 – 2571 ซึ่งจะตอบสนองต่อความต้องการและความท้าทายของการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมในภูมิภาค และสามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาการศึกษา ด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมของประเทศไทยได้

วัตถุประสงค์

– เพื่อให้เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ ความรู้ ประสบการณ์ แนวทางในการพัฒนา การจัดอาชีวศึกษาร่วมกันในระดับภูมิภาค/นานาชาติ

– เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำของการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศสมาชิกของ CPSC

– เพื่อให้ประเทศสมาชิกของ CPSC ได้ร่วมกันตรวจสอบแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ CPSC ปี 2566 – 2571

– เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาการจัดอาชีวศึกษาในภูมิภาคและนานาชาติให้เข้มแข็ง

โดยมี นางปัทมา วีระวานิช ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา Prof. Wickramasinghe, Director General of Colombo Plan Staff College for Technician Education สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานความร่วมมือด้านการพัฒนา การอาชีวศึกษาของประเทศร่วมกับวิทยาลัยนักบริหารการศึกษาช่างเทคนิคแผนโคลัมโบ หรือ Colombo Plan Staff College for Technician Education (CPSC) ซึ่งเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศด้านการอาชีวศึกษา มีสมาชิก 17 ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน บังคลาเทศ ภูฏาน ฟิจิ อินเดีย สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย มัลดีฟส์ มองโกเลีย เมียนมาร์ เนปาล ปากีสถาน ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา และไทย มีสำนักงานตั้งอยู่ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยความร่วมมือกับ CPSC จะเป็นการพัฒนาการจัดอาชีวศึกษาภายใต้กิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การจัดฝึกอบรมในประเทศ หรือ In-Country Program และการจัดประชุมสัมมนา/ฝึกอบรมในระดับภูมิภาค (Regional Program) และระดับนานาชาติ

สำนักงานอัยการร่วมออกบูธกาชาด สวนลุมพินี ปชช.ต่อคิวปรึกษาข้อ กม.แน่นต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697625

สำนักงานอัยการร่วมออกบูธกาชาด สวนลุมพินี ปชช.ต่อคิวปรึกษาข้อ กม.แน่นต่อเนื่อง

สำนักงานอัยการร่วมออกบูธกาชาด สวนลุมพินี ปชช.ต่อคิวปรึกษาข้อ กม.แน่นต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.01 น.

รองโฆษกอัยการฯเผยบูธอัยการงานกาชาด ปชช.แห่ใช้บริการเเน่น ต่อคิวขอคำปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี พบส่วนมากเป็นปัญหาจากเศรษฐกิจปากท้อง  การกู้ยืมเเนะเป็นหนี้อย่าฆ่าตัวตาย! 

วันที่ 12 ธันวาคม 2565 นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) และรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงตามนโยบาย น.ส.นารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด (อสส.) ที่ให้อัยการเป็นฝ่ายเดินเข้าหาประชาชน โดยจัดให้อัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนเปิดให้บริการปรึกษากฎหมายฟรี ซึ่งในวันที่8 -18 ธ.ค. ในงานกาชาด สวนลุมพินี โดยสำนักงานอัยการสูงสุดออกร้านงานกาชาดพบว่า มีผู้ให้ความสนใจต่อคิว รอขอคำปรึกษาด้านกฎหมายจนถึงดึกทุกคืน ซึ่งตนได้มาช่วยน้องๆอัยการคุ้มครองสิทธิ์ฯเพื่อให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่ประชาชนในงานกาชาดเกือบทุกวัน ด้วยใจที่อยากมาช่วย มานั่งรับฟังปัญหาของประชาชน ซึ่งบางคนก็ขอระบายความทุกข์ บางคนก็ขอร้องเรียน หลายคนขอเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว ทุกปัญหาคือความทุกข์ใจในชีวิตเมื่อได้เล่าสู่กันฟังเผื่อจะเป็นความรู้ไม่ให้เกิดปัญหา ไม่ให้เกิดความทุกข์ กับตัวเราได้บ้าง

โดยมีผู้สูงวัยหลายคนเกษียณมามีบำเหน็จเงินก้อนอยากต่อยอด หารายได้ปล่อยกู้ ร้อยละห้า ร้อยละสี่ ร้อยละหก ถ้าเอา 12 คูณจะเป็นดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีตามที่กฎหมายทั้งนั้น ซึ่งบางคนก็ไม่รู้ว่าดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนดอาจถูกดำเนินคดีได้แล้วเข้ามาปรึกษาว่า ลูกหนี้ไม่คืน ไม่มีปัญญาจ่าย จะฟ้องจะดำเนินคดีอย่างไร จึงให้คำแนะนำไปว่า ยิ่งปล่อยดอกเบี้ยอัตราสูงเท่าไหร่โอกาสที่จะได้เงินคืนยิ่งยาก เพราะคนที่กู้ยืมถ้าไม่เข้าตาจนจริงๆก็คงไม่กู้ยืมดอกเบี้ยสูง แล้วคนที่กู้เข้าตาจนแล้วยอมจ่ายดอกเบี้ยสูงอาการเป็นหนี้จ่ายไม่ไหวยิ่งหนักขึ้นไปอีก และหากจะไปฟ้องร้องดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็บังคับกันไม่ได้   ตนจึงแนะนำว่าสำหรับคนที่เกษียณแล้วโอกาสหารายได้น้อยลงมากตามอายุ ควรเก็บเงินไว้หรือลงทุนอะไรที่มั่นคง เพราะเงิน ก้อนสุดท้ายในชีวิต จะต้องดูแลท่านจนกว่าจะสิ้นอายุขัย อย่าไปเสี่ยง อย่าไปโลภ ดอกเบี้ยสูงหรือพวกลงทุนแบบแชร์ลูกโซ่อัตราโดนโกงคือ 100% ถ้าโกรธไปทวงหนี้ผิดกฎหมายก็เป็นคดีอาญาตามมาอีกเช่นกัน ไม่ควรไปเสี่ยงกับการได้ดอกเบี้ยสูงที่ผิดกฎหมาย 

ส่วนคนเป็นลูกหนี้ก็มาปรึกษาว่า ผ่อนไม่ไหวจะแก้ปัญหาอย่างไรกฎหมายช่วยอะไรได้ อันนี้เราก็รับเจรจาลดหนี้จากดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดให้เป็นดอกเบี้ยตามกฏหมาย และต้องยกตัวอย่างหลายคนที่ไปฆ่าตัวตายเพราะเป็นหนี้นอกระบบใช้หนี้ไม่ไหวเกิดเป็นข่าวประจำต่อเนื่อง ทางออกมีครับมาปรึกษาอัยการไม่ต้องตาย ไม่ต้องหนี

ส่วนปัญหามรดก รับฟังความทุกข์จากประชาชนแล้วมีข้อคิดคือ ถ้าเลี้ยงลูกให้ดี ไม่โลภ ไม่หลง ญาติพี่น้องคงไม่ต้องมาทะเลาะกันเพราะแย่งมรดก ครอบครัวใดที่เลี้ยงลูกให้ดี ไม่โลภ มักไม่มีปัญหามรดก คนจนมีปัญหามรดก น้อยกว่าคนรวย เพราะไม่มีอะไรให้แย่งกัน เมื่อเกิดปัญหาแล้วความเป็นญาติพี่น้องสิ้นสุดฟ้องร้องกันในศาล  มองว่าต้นเหตุน่าจะมาจากครอบครัวและการเลี้ยงดูมาด้วยความดีงามและศีลธรรมอันดี เเต่ถ้ามีข้อติดขัดในการจัดการมรดกจากการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ว่าเป็นเงินในบัญชีเงินฝากหรือบ้านที่ดินอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนทั้ง 117 สาขาทั่วประเทศยื่นคำร้องขอจัดการมรดกให้ฟรี 

สำหรับปัญหาเรื่องถูกหลอกลวง ถูกโกงก็มาก ถูกโกง มาจากความไว้วางใจถ้าคนไม่รู้จักเราจะหลอกลวงเราไม่ได้เลย  ยิ่งรู้จักสนิทมากเท่าไหร่ เราไว้ใจมากเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสโกงได้มากเท่านั้น ไม่มั่นใจก่อนตัดสินใจโทรปรึกษาอัยการสายด่วน 1157 ก่อนอาจจะไม่ถูกโกง

“ด้วยสภาพเศรษฐกิจในสถานการณ์ตอนนี้ย่อมสะท้อนสภาพปัญหากฎหมาย ด้วยความห่วงใยประชาชนเชิญปรึกษาอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ฟรีใช้บริการเถอะครับความทุกข์ใหญ่หลวงจะได้ไม่ต้องตามมาภายหลัง” รองอธิบดี สคบ.ระบุตอนท้าย .
 

หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697517

หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนาเรื่อง “ความท้าทายจากนโยบายสู่การปฏิบัติ (Policy in Action) ของการพัฒนาเมืองที่น่าอยู่และฉลาด”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน “Thailand Smart City Expo 2022” จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย ชณกช ชสิธภนญ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.-สภาพัฒน์) กล่าวว่า ในปัจจุบันแผนการพัฒนาขับเคลื่อนเสร็จแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนแล้วได้ผลที่เป้าหมายกำหนดไว้

ซึ่งกรณีของ “หมุดที่ 8” จะมีเป้าหมายอยู่ 3 เป้าหมาย ได้แก่ 1.การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาค ซึ่งจะเป็นหมุดเดียวกับภาคพื้นที่และเมือง โดยการที่จะทำให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องมีการจ้างงาน เพื่อมีเศรษฐกิจและกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้น ดังนั้น จะเป็นสิ่งที่เป็นผลต่อเนื่องทั้งรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องทำ ก็คือรัฐบาลมีนโยบายสร้างให้เกิดกำลังคนที่พร้อมที่จะผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เช่น EEC มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และมีกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย

2.การกระจายรายได้ให้ทั่วถึง การกระจายรายได้เกิดขึ้นได้จะต้องมีการจ้างงานเกิดขึ้นในพื้นที่ ถ้าหากกระจายรายได้ไม่ทั่วถึงจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น และ 3.การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งเมืองอัจฉริยะ (DEPA) จะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีแผนที่ดี มีการปฏิบัติซึ่งมีทรัพยากร กลไกต่างๆ ต้องพร้อม มีติดตามประเมินผลและมีการปรับเปลี่ยนแผนเมื่อจำเป็น

“โดยแผนการพัฒนาที่ 13 เป็นแผนระดับที่ 2 ซึ่งหมายความว่าเป็นระดับนโยบาย การกระทำจะเกิดขึ้นในระดับที่ 3 ซึ่งเป็นแผนที่หน่วยงานต่างๆ ทุกระดับเป็นผู้ทำ จะเห็นได้ว่าเป้าสำคัญที่กำหนดไว้ เช่น การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ คนจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั่วถึง เมืองที่ดีจะต้องเป็นเมืองที่มีความยั่งยืนและพร้อมปรับตัวซึ่งทุกคนจะต้องได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน” ผอ.กองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง สภาพัฒน์ ระบุ

ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการกลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า ความท้าทายในการทำ “สมาร์ทซิตี้” คือการเปลี่ยนความคิดของคน โดยเฉพาะผู้นำเมืองหรือนายกเทศมนตรีที่เกิดความกลัวจึงทำให้ปิดกั้นสิ่งต่างๆ นอกจากนี้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีผู้นำรุ่นเก่าจะรับได้ยากจึงทำให้เกิดช่องว่าง และเรื่องของงบประมาณก็เป็นความท้าทายเช่นกัน

“ในส่วนของกฎหมายก็ปรับเปลี่ยนตามเทคโนโลยีไม่ทัน ซึ่งจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้เข้าช่วย โดยการร่วมมือกับเอกชนเข้ามาเพื่อไม่ให้ทางหน่วยงานท้องถิ่นรับภาระเพียงคนเดียวนอกจากนี้การนำคนรุ่นใหม่เข้ามาเพราะจะรับรู้เรื่องเทคโนโลยีได้เร็ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่นำมาเทรนเรื่องของสมาร์ทซิตี้ก็เป็นคนในพื้นที่” รอง ผอ.กลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม DEPA กล่าว

ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า ความท้าทายคือการหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยี และการกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยี โดยปัจจุบันจะมุ่งเน้นส่งเสริมมากกว่ากำกับดูแล ตัวอย่างเช่น ถ้าเมืองต้องการทำตลาดกลางขายสินค้าเกษตร โดยตลาดต้องการคนขายและคนซื้อ และตัวแพคฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในทางแก้ ซึ่งเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล

“เช่น AI นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายและการขึ้นลงของราคาสินค้า แต่เมื่อนำ AI มาใช้จะมีปัญหาหรือไม่ ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์มีการกรองเอาข้อมูลส่วนบุคคลออกหรือไม่ ซึ่งมีเรื่องกฎหมายและระเบียบที่ต้องทำตาม และอาจจะทำให้กีดกันคนบางกลุ่มออกไป ซึ่งเป็นมุมของธรรมาภิบาลที่ต้องเข้าไปกำกับดูแล” ผอ.ETDA ยกตัวอย่าง

ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่ธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารโลกมีบทบาทส่งเสริมสมาชิกมากถึง 177 ประเทศ ซึ่งไทยเป็นผู้ถือหุ้นในธนาคารโลกด้วย เป้าหมายคือส่งเสริมให้ประเทศเกิดการพัฒนา เพื่อลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น การพัฒนาเมืองจึงตอบโจทย์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งคำว่า “สมาร์ทซิตี้” ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยเท่านั้น จึงได้นำประสบการณ์จากต่างประเทศมาเล่าให้กับหน่วยงานต่างๆ ว่าทิศทางในการขับเคลื่อนควรจะทำอย่างไรและควรจะไปทิศทางไหน

“เมื่อพูดถึงสมาร์ทซิตี้จะเป็นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยประเทศไทยมีข้อมูลดิจิทัลเป็นรหัส 13 หลัก แต่ยังไม่มีการแบ่งปันข้อมูลและใช้ข้อมูล การที่จะทำให้เป็นสมาร์ทซิตี้ได้ เครื่องมือและข้อมูลต่างๆ จะต้องเชื่อมโยงกันเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์ นอกจากนี้โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สามารถจัดการความแออัดให้น่าอยู่และยั่งยืนได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ ที่สามารถจัดการเมืองที่แออัดให้น่าอยู่เป็นผลสำเร็จได้” เจ้าหน้าที่ธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าว

กมว.ส่ง’อำนาจ’สอบครูหญิงแชทชู้สาวกับนร. คดีอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697583

กมว.ส่ง'อำนาจ'สอบครูหญิงแชทชู้สาวกับนร. คดีอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง

กมว.ส่ง’อำนาจ’สอบครูหญิงแชทชู้สาวกับนร. คดีอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กมว.ส่ง “อำนาจ”ลงพื้นที่เก็บข้อมูลครูหญิงแชทไม่เหมาะสม นร.ชาย เร่งส่งเสริมครูผู้บริหารจัดการศึกษาตามมาตรฐานจรรยาบรรณ

11 ธ.ค.2565 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ  ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ครั้งที่ 11/2565 เมื่อเร็ว ๆนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการจัดแนวทางพิจารณาคดีความเก่าต่าง ๆให้เกิดความเป็นธรรมและรวดเร็วที่สุด โดย กมว.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรวิชาชีพ โดยมีนายอำนาจ วิชยานุวัติ เป็นประธานฯ ซึ่งคณะอนุกรรมกลั่นกรองฯชุดนี้ จะลงไปตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงกรณีมีการร้องเรียนเรื่องต่างๆในเชิงจรรยาบรร เมื่อได้ข้อมูลแล้วคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯก็จะพิจารณาแล้วนำเสนอให้คณะกรรมการ กมว.พิจารณาต่อไป

“กรณีมีคดีความหรือมีการร้องเรียนเกิดขึ้นในสื่อและมีผลกระทบกับภาพลักษณ์ของวิชาชีพครู ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กมว.จะต้องพิจารณาให้ความเห็นว่าจะต่อหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูคนที่ถูกร้อง ดังนั้น คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯชุดนี้ก็จะเป็นด่านแรกในการลงไปตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องอื่น ๆก็จะต้องเข้าขบวนการพิจารณาทางวินัย ซึ่งจะต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานอื่น ๆเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่ง กมว.ชุดนี้ให้ความสำคัญในการพิทักษ์ดูแลผู้ที่ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ชุดนี้นอกจากจะพยายามรับมือกับปัญหาใหม่ในเชิงรุก แล้วยังจะร่วมสะสร้างคดีเก่าให้ด้วย ก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างเป็นระบบและเกิดความรวดเร็วและเป็นธรรมใกล้เคียงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่สุด ไม่ใช่ทำตามกระแสสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายบานปลายต่อไป”รศ.ดร.ศิริเดช  กล่าว

ประธาน กมว. กล่าวต่อว่า กมว.จะเร่งดำเนินการกับคดีเก่า และรับมือกับคดีใหม่อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุด จากนั้นก็จะทำงานในเชิงรุกในการส่งเสริมจรรยาบรรณ เพราะเชื่อว่าหลายเรื่องผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษารวมถึงผู้บริหารสถานศึกษที่อาจจะเข้าใจผิดอยู่ ดังนั้น กมว.และคุรุสภาจะเร่งสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องในเชิงรุกกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงบุคคลหรือองค์กรอื่นที่มีหน้าที่จัดการศึกษ เช่น บุคคล ครอบครัว สถานประกอบการ โดยทาง กมว.และ คุรุสภา จะไปส่งเสริมความรู้เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานและจรรยาบรรณมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ทราบว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ ซึ่งบางเรื่องอาจจะทำด้วยความหวังดีแต่อาจไม่ถูกต้องตามจรรยาบรรณ การทำตามความเชื่อผิด ๆที่สืบต่อกันมา การใช้คำพูดเปรียบเทียบ การใช้คำบูลลี่เด็ก การใช้คำพูดรุนแรง ซึ่งอาจจะเกิดผลลบหรือสุ่มเสี่ยงผิดจรรยาบรรณในภายหน้า จึงต้องเผยแพร่ความรู้และส่งสัญญาณและป้องปรามไม่ให้ทำผิดจรรยาบรรณ เพื่อยกระดับวิชาชีพทางจรรยาบรรณของผู้บริหารโรงเรียน ครูและบุคลากรที่ดูแลและจัดการศึกษา

รศ.ดร.ศิริเดช กล่าวด้วยว่า ตามที่ปรากฎเป็นข่าวของครูโรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.สมุทราปราการ สังกัด สพม.สมุทรปราการ ที่ถูกกล่าวโทษว่าประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ ในเรื่อง แชทคุยกับนักเรียนชายในเชิงชู้สาวและแอบขึ้นหอพักชาย โดยการหลับนอนด้วยกัน ซึ่งทางโรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ ได้ดำเนินการสืบสวนฯ เรียบร้อยแล้ว และได้ย้ายครูคนดังกล่าวไปช่วยราชการที่ สพม.สมุทรปราการ ขณะนี้ คดีอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและได้ข้อมูลเบื้องต้นมาแล้ว และในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯที่มีนายอำนาจเป็นประธาน จะลงพื้นที่จริงเก็บข้อมูลอีกครั้ง ก่อนให้ กมว.พิจารณาต่อไป

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ต้นเข้ารับตำแหน่งเลขาธิกาาคุรุสภา ก็ได้ตั้งวอร์รูม หรือหน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับความประพฤติผิดจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา หากมีผู้ร้องเรียนเข้ามาทางวอร์รูมฯ ก็จะนำเรื่องให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาก่อน แล้วส่งต่อให้คณะกรรมการ กมว.พิจารณา เพื่อให้เกิดความรวมเร็วเป็นธรรม  นอกจากนี้ ทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ยังมีการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น โดยสื่อสารย้ำเตือนไปถึงครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาให้ทราบถึงข้อควรปฏิบัติและสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติด้วย

“ข้อมูลที่จะเผยแพร่ไปตั้งแต่นิสิต นักศึกษาที่กำลังศึกษาในคณะศึกษาศาสตร์และคณะครุศาสตร์ และครูบุคลากรทางการศึกษาและผู้บริหารโรงเรียนที่อยู่ในระบบได้รับรู้ข้อควรระวังในรูปแบบคลิปสั้น เพื่อการสร้างความรู้ความเข้าใจ ซึ่งสำนักงานคุรุสภา กำลังป้องกันครูที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดจรรยาบรรณ ในขณะเดียวกันสำหรับครูที่ทำดี กมว.ได้มอบให้คุรุสภา ส่งเสิมภาพลักษณ์ในเชิงบวกเพื่อให้สังคมรับรู้ในวงกว้างด้วยการยกย่องเชิดชูเกียรติด้วยรางวัลต่างๆ” เลขาธิการ คุรุสภา กล่าว  -009
 

มาเลเซียหนุนปลูก‘ปอแก้ว’ พืชเศรษฐกิจทดแทน‘ยาสูบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697519

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2565 คณะกรรมการบริหารด้านการปลูกพืชปอและยาสูบ สหพันธรัฐมาเลเซียได้ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการควบคุมยาสูบของประเทศไทย โดยมีตนและ ศ.นพ.ประกิตวาทีสาธกกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ได้ร่วมนำเสนอผลสำเร็จการดำเนินงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบของไทย และแลกเปลี่ยนข้อมูลความสำเร็จของสหพันธรัฐมาเลเซีย

โดยเฉพาะประเด็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบให้หันมาปลูกปอแก้ว (Kenaf) ซึ่งผลผลิตสามารถแปรรูปและผลิตเป็นสินค้าได้หลากหลาย และใช้เวลาการเพาะปลูกสั้น ซึ่งในปี 2552 รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายดำเนินการตามพันธกรณีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ มาตรา 17 และ 18 ในการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบปลูกพืชทดแทน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมยาสูบ

พร้อมทั้งผ่านกฎหมายตั้งคณะกรรมการด้านการปลูกพืชปอและยาสูบแห่งชาติ โดยมีการขึ้นภาษียาสูบ และจัดสรรรายได้จากภาษีส่วนหนึ่งไปสนับสนุนให้ชาวไร่ยาสูบปลูกพืชปอแก้วทดแทนยาสูบ จนทำให้จำนวนชาวไร่ยาสูบจากเดิมในปี 2548 ที่มีกว่า 23,020 ครัวเรือน ลดลงจนปัจจุบันเหลือเพียง 100 ครัวเรือน ซึ่งการปลูกพืชปอแก้ว ได้สร้างรายได้รวมที่คิดเป็นเงินไทย มากถึงกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี มากกว่าการทำไร่ยาสูบหลายเท่า โดยผู้เชี่ยวชาญจากมาเลเซีย พร้อมเป็นที่ปรึกษาในการให้ความช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบไทยในระยะต่อไป

ด้าน ศ.นพ.ประกิจ วาทีสาธกกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กล่าวว่า คณะผู้ศึกษาดูงาน ได้มีกำหนดการเข้าศึกษาดูงาน ที่กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากรในการดำเนินงานเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตขายยาสูบและการดำเนินมาตรการด้านภาษีและราคายาสูบเพื่อลดการบริโภคยาสูบ รวมทั้งศึกษาดูงานที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เพื่อรับทราบแนวทางการจัดสรรงบประมาณกองทุน สสส. ในการสนับสนุนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมยาสูบของไทย ถือเป็น
การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการควบคุมยาสูบ กฎหมายและการขับเคลื่อนมาตรการควบคุมยาสูบของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อยกระดับการควบคุมยาสูบของไทยและสหพันธรัฐมาเลเซียให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดนักสูบของประชาชนทั้ง 2 ประเทศต่อไป

‘ม.มหิดล’พร้อมมุ่งสู่มาตรฐานโลก พัฒนาศักยภาพตรวจสารต้องห้ามนักกีฬา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697520

‘ม.มหิดล’พร้อมมุ่งสู่มาตรฐานโลก  พัฒนาศักยภาพตรวจสารต้องห้ามนักกีฬา

‘ม.มหิดล’พร้อมมุ่งสู่มาตรฐานโลก พัฒนาศักยภาพตรวจสารต้องห้ามนักกีฬา

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจัยสำคัญที่ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับการแข่งขันกีฬาระดับโลก คือกระบวนการตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬา (Doping Test) เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการแข่งขันซึ่งประเทศไทยได้พิสูจน์แล้วถึงความเป็นหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬาที่ได้รับการสนับสนุนจาก องค์กรต่อต้านสารต้องห้ามโลก (World Anti-Doping Agency) หรือ วาดา (WADA) ให้เป็นหน่วยงานระดับชาติ ภายใต้โครงสร้างของมหาวิทยาลัยมหิดล

รศ.ดร.สิริพงษ์ ฐิตะมาดี ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์การวิเคราะห์และตรวจสารในการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล (Analytical Sciences and National Doping Test Institute) นับตั้งแต่ที่สถาบันฯ ได้รับการยกระดับจาก “ศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬา” เดิมซึ่งมีประวัติและผลงานมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ให้มีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีพันธกิจที่ครอบคลุมทั้งในด้านการบริการวิชาการ การวิจัยและการจัดการเรียนการสอน

ภารกิจที่ท้าทายของสถาบันฯ ในปัจจุบันนอกจากการผลิตมหาบัณฑิตหลักสูตรวิทยาศาสตร์การวิเคราะห์ (Analytical Sciences) ของมหาวิทยาลัยมหิดลรุ่นแรก ซึ่งออกแบบเพื่อรองรับการพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมไทยแล้วยังมีความโดดเด่นให้ด้านการทุ่มเททำงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การวิเคราะห์และการตรวจในการกีฬาซึ่งกำลังเป็นที่น่าจับตา

จากผลงานการพัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับเทคโนโลยีในการตรวจวิเคราะห์สารต้องห้ามในการกีฬา นอกจากการใช้หลักการทางเคมีวิเคราะห์ (Chemical Analysis) ซึ่งมีข้อจำกัดในการตรวจจับสารต้องห้ามฯ บางประเภทที่สลายตัวได้ง่าย สถาบันฯ จึงมีแนวคิดเพื่อเปิดมิติใหม่ในการตรวจสารต้องห้ามฯ ด้วยวิธีการโอมิกส์ (Omics) เช่น การตรวจระดับการแสดงออกของ RNA ที่ตอบสนองต่อการใช้สารต้องห้ามฯ แบบจำเพาะ

ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบตัวบ่งชี้ระดับโมเลกุล (Molecular Marker) ที่สามารถใช้เป็นวิธีการทางเลือก นอกเหนือไปจากหลักการเคมีวิเคราะห์ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สิริพงษ์กล่าวว่า ในปัจจุบันไม่เพียงสารต้องห้ามในนักกีฬาเท่านั้นที่นับวันจะมีการพัฒนารูปแบบอย่างรวดเร็ว ยังพบว่าเริ่มมีการใช้วิธีการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพให้กับนักกีฬากันมากขึ้น

อาทิ การโด๊ปเลือด (Blood doping) ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกายจากเลือดนักกีฬาเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสันดาปพลังงานแบบใช้ออกซิเจนให้กับร่างกายนักกีฬา นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการใช้วิธีการสังเคราะห์สารกระตุ้นสมรรถภาพทางการกีฬา ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับสารธรรมชาติที่ร่างกายมนุษย์ผลิตขึ้นได้เอง รวมทั้งการดัดแปลงในระดับพันธุกรรมที่เรียกว่า Gene Doping ซึ่งทำให้การตรวจมีความยากซับซ้อนขึ้น จึงทำให้ต้องมีการพัฒนางานวิจัยให้ทันกับโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้นตามไปด้วย

เช่นเดียวกับทิศทางการจัดการเรียนการสอนของสถาบันวิทยาศาสตร์การวิเคราะห์และตรวจสารในการกีฬามหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบันที่เน้นหนักไปทางด้านการทำงานวิจัย เพื่อนำไปสู่การใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้จริง ทั้งในแง่มุมของการตรวจจับสารต้องห้ามในการกีฬาและการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมบนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์!!!

‘มข.-ภาคีเครือข่ายจังหวัด’เผยความพร้อม ต้อนรับนักวิ่ง‘ขอนแก่นมาราธอนนานาชาติ ครั้งที่ 18’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697521

‘มข.-ภาคีเครือข่ายจังหวัด’เผยความพร้อม ต้อนรับนักวิ่ง‘ขอนแก่นมาราธอนนานาชาติ ครั้งที่ 18’

‘มข.-ภาคีเครือข่ายจังหวัด’เผยความพร้อม ต้อนรับนักวิ่ง‘ขอนแก่นมาราธอนนานาชาติ ครั้งที่ 18’

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่ามข. พร้อมจัดการแข่งขันวิ่งรายการ “ขอนแก่นมาราธอนนานาชาติ ครั้งที่ 18” หรือ “Khon Kaen International Marathon 2023 (KKIM2023)” เป็นสนามการแข่งขันที่ได้รับการรับรองเส้นทางการวิ่งที่ได้มาตรฐานจากองค์กร Association of International Marathons and Distance Races หรือ เอมส์ (AIMS) โดยครั้งนี้จัดแข่งขันครบทั้ง 4 ระยะเช่นเคย ได้แก่ มาราธอน (42.195 กม.) ฮาล์ฟมาราธอน (21.1 กม.) มินิมาราธอน (11.35 กม.) และฟันรัน (5.4 กม.)

ในปีนี้มีการปรับเปลี่ยนวันเวลา จัดขึ้น2 วัน คือวันเสาร์ที่ 28 ม.ค. 2566 ทำการแข่งขันประเภทฟันรัน ปล่อยตัวเวลา เวลา 07.00 น.ที่บริเวณประตูทางเข้าสีฐานมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเข้าเส้นชัยที่บริเวณหน้าคุ้มสีฐานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น จากนั้นวันอาทิตย์ที่ 29 ม.ค. 2566 ทำการแข่งขันประเภทมาราธอน ฮาล์ฟมาราธอน และมินิมาราธอน ปล่อยตัวเวลา 03.00 น. 04.00 น. และ 04.45 น. ตามลำดับที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้านถนนกัลปพฤกษ์โดยเข้าเส้นชัยที่เดียวกับจุดปล่อยตัว

“ขอขอบคุณทุกภาคส่วนของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งมหาวิทยาลัยได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานเป็นอย่างดี มีทีมงานพร้อมทำงานอย่างมั่นใจ กว่า 1,400 ชีวิต ที่รอคอยต้อนรับ และบริการนักวิ่ง และในอนาคตจะได้ทำงานร่วมกับจังหวัดขอนแก่นให้ยิ่งใหญ่ เป็นที่ประทับใจนักวิ่งต่อไป” อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จ.ขอนแก่น จัดงานวิ่งมาราธอนมาทั้งสิ้น 17 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 18 ซึ่ง “ขอนแก่นมาราธอนนานาชาติ” ช่วยผลักดันยกระดับให้ จ.ขอนแก่น เป็น “เดอะมาราธอน ซิตี้” มีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการและเทคโนโลยีการจัดการแข่งขันที่ครบครัน ทันสมัยและส่งเสริมการพัฒนานักกรีฑาไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลระดับนานาชาติ มีการส่งเสริมนักวิ่งไทยสู่การวิ่งมาราธอนระดับอาชีพและระดับสากล

“การวิ่งมาราธอนไม่ใช่เพียงแค่ความภาคภูมิใจของผู้คนในจังหวัดขอนแก่น แต่ยังช่วยส่งเสริมให้ขอนแก่นมีความโดดเด่นและส่งเสริมเศรษฐกิจให้มีความคล่องตัว ผลดีเกิดกับ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว ทั่วภาคอีสานผลการวิ่งยังได้รับมาตรฐานจาก AIMS สามารถยื่นไปวิ่งที่บอสตัน หรือโตเกียวมาราธอน หรืองานวิ่งระดับโลกได้ ขอเชิญชวนสื่อมวลชน สื่อสารกับประชาชน นักท่องเที่ยว ให้มาร่วมกันส่งกำลังใจแก่นักวิ่งทุกท่าน และคาดหวังว่าจะได้เห็นงานวิ่งที่จัดขึ้นด้วยความรักสามัคคีของคนขอนแก่นต่อไป” ผวจ.ขอนแก่น กล่าว

นายบุญกิจ อุ่นพิกุล ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (วิทยาเขตขอนแก่น) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานวิทยาเขตขอนแก่น ร่วมจัดงานโดยระดม บุคลากร และนักศึกษากว่า 600 คน ตั้งจุดบริการน้ำดื่ม อุปกรณ์ต่างๆ มีความพร้อม ปีนี้คาดว่าจะจัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปี หวังว่านักวิ่งทุกท่านจะมีความสุขกับการวิ่งและประสบความสำเร็จกับเวลาวิ่งที่ตั้งไว้

นายประภัสร์ สุขพันธ์โพธาราม Chief Technology Officer บริษัทลิลลี่ ฟาร์มา จำกัด ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก กล่าวว่า เพื่อตอกยํ้าเจตนารมณ์ของบริษัทลิลลี่ฟาร์มา ที่ต้องการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ จ.ขอนแก่น และจังหวัดอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ด้วยการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ขอนแก่นมาราธอนนานาชาติครั้งที่ 18 นี้ จะช่วยสร้างชื่อเสียงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับ จ.ขอนแก่น ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://www.khonkaenmarathon.com/th/