‘อัสสัมชัญ’เปิดไฟต้นคริสต์มาสและสร้างพื้นที่แบ่งปันความสุข ภายใต้งาน ‘AC X’MAS : A SPACE OF JOY AND SHARING’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697499

'อัสสัมชัญ'เปิดไฟต้นคริสต์มาสและสร้างพื้นที่แบ่งปันความสุข ภายใต้งาน 'AC X’MAS : A SPACE OF JOY AND SHARING'

‘อัสสัมชัญ’เปิดไฟต้นคริสต์มาสและสร้างพื้นที่แบ่งปันความสุข ภายใต้งาน ‘AC X’MAS : A SPACE OF JOY AND SHARING’

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.29 น.

โรงเรียนอัสสัมชัญ เปิดไฟต้นคริสต์มาสและสร้างพื้นที่แบ่งปันความสุข ภายใต้งาน “AC X’MAS : A SPACE OF JOY AND SHARING”

เมื่อวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ ภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นประธานในงาน วจนพิธีกรรมเสกถ้ำพระกุมาร และ เปิดไฟต้นคริสต์มาส

“AC X’MAS : A SPACE OF JOY AND SHARING” โดยได้รับเกียรติจาก บาทหลวงอดิศักดิ์  สมแสงสรวง    เจ้าอาวาสอาสนวิหารอัสสัมชัญ เป็นประธานประกอบวจนพิธีกรรม โดยมี นางศุภพิชญาณ์ ชาวบางรัก ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตบางรัก พันตำรวจโท ณัฐกิตติ์ ปิ่นทองดี สารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางรัก แขกผู้มีเกียรติ นักเรียน ผู้ปกครองร่วมงาน ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

สำหรับ วจนพิธีกรรมเสกถ้ำพระกุมาร และ เปิดไฟต้นคริสต์มาส “AC X’MAS : A SPACE OF JOY AND SHARING” จัดขึ้นประกอบด้วย กิจกรรม 3 ส่วน ประกอบด้วย

ส่วนแรก การประกอบวจนพิธีกรรมเสกถ้ำพระกุมาร เพื่อแสดงถึงการเตรียมฉลอง วันพระคริตสมภพ วันสำคัญของชาวโลกวันหนึ่งได้แก่ “วันคริสต์มาส” คือ การฉลองวันประสูติของพระเยซู ผู้เป็นศาสดาสูงสุดของชาวคริสต์ทั่วโลก เพราะชาวคริสต์ถือว่าพระเยซู เป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด และมีพระธรรมชาติเป็นพระเจ้าและเป็นมนุษย์ในพระองค์เอง การบังเกิดของพระองค์ จึงเป็นเหตุการณ์พิเศษที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนด้วย

ส่วนที่ 2 คือ กิจกรรมเปิดไฟต้นคริสต์มาส ถือเป็นการเริ่มงานเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการของเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งโรงเรียนอัสสัมชัญ นำโดรนจากสถาบันเทคโนโลยีการบินและอวกาศ โรงเรียนอัสสัมชัญ บังคับโดน ภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นไฮไลท์ในการกิจกรรมดังกล่าว พร้อมการเสวนา หัวข้อ “ตามหาความหมายคริสต์มาส เพื่อ เติมเต็มความสุขที่แท้จริง” โดยบาทหลวงอนุชา  ไชยเดช ผู้อำนวยการสื่อมวลชนคาทอลิก ประเทศไทย ภราดา ดร.อาวุธ ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ บาทหลวงอนุสรณ์ นิลเขต ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์บ้านคามีลเลียนเพื่อเด็กพิการลาดกระบัง

บาทหลวงอนุชา ไชยเดช ให้ความหมายของเรื่องนี้ว่า “คริสต์มาส ความรู้สึกของคนทั่วโลกคือ ความสุข รอยยิ้ม ของขวัญ คงไม่มีใคร นึกถึงสิ่งที่ตรงข้ามในช่วงเวลาเหล่านี้ คำถามคือว่า ในความสุขที่ว่านั้น อะไรคือความสุข ที่แท้จริง

คริสต์มาสในตำนานคือความรัก ของพระ ที่มา ประสูติ เพื่อมนุษย์ พระทรงนำความสุขที่แท้มาให้กับเรา โดยมีกุญแจที่สำคัญ ที่ชื่อว่า ความรัก และการแบ่งปัน ความสุขจึงไม่ใช่เรื่องที่ปรนเปรอตัวเอง โดยไม่ได้มองคนรอบข้าง

ความสุขจึงเป็นการได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เราได้แสดงความรัก และแบ่งปัน สิ่งดีๆ แก่กัน เป็นต้นคนที่ ตกทุกข์ได้ยาก ยากจน หรือ พบกับความผิดหวังในชีวิต

คริสต์มาสเป็นโอกาสที่เราได้แสดงสิ่งนี้ เพราะพระเป็นเจ้าได้มอบตนเองเป็นของขวัญให้แก่เรา ในวันนั้น เราจึงมีความสุขมากมายในเทศกาลนี้ และในวันคริสต์มาสนี้ ความสุขเมื่อถูกแบ่งและส่งต่อ เราจึงสัมผัสได้ถึงความสุขที่แท้จริง เพราะมันขยายผลต่อไป ไม่รู้จบ

ภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ กล่าวว่า “คริสต์มาสคือ ความหวัง การบังเกิดมาในโลกใบนี้ ของพระเยซู คริสตเจ้า คือความหมายของคริสต์มาสที่แท้จริง พระองค์คือ ความหวัง เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนรอคอย รอคอยสันติสุข รอคอยความสงบสุข ที่ไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินของของมีค่า  พระองค์ คือ ดวงดาว และแสงแห่งความหวัง นำนักปราชญ์ 3 คน จากตะวันออกให้ติดตามดวงดาว ที่ไปหยุด ณ ถ้ำเลี้ยงสัตว์ ที่เมืองเบธเลแฮม ในค่ำคืนที่เหน็บหนาว เมื่อพบแล้ว ความปิติก็บังเกิดในใจของท่านเหล่านั้น

คริสต์มาส คือ ความรัก เดล อีเวนส์ (Dale Evans) นักเขียน นักร้องและนักแสดงได้กล่าวว่า “ทุกครั้งที่เรารัก ทุกครั้งที่เราให้นั่นคือคริสต์มาส” (Every time we love, every time we give, it’s Christmas) ความรักและการให้จึงเป็นจิตตารมณ์ที่สำคัญของคริสต์มาส เป็นโอกาสที่ความรักของพระเจ้าและความรักของมนุษย์จะขจัดความเกลียดชังและความยากจนให้หมดสิ้นไป

คริสต์มาส คือ การแบ่งปัน เมื่อมีความรักแล้ว ก็แบ่งปันความรักไปสู่บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในครอบครัว คนอื่นๆ เฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ต้องการความรักมากที่สุด ก็คือคนยากจน คนด้อยโอกาส คนที่ไม่มีที่ยืนในสังคม คริสต์มาสจึงเป็นโอกาสของการแบ่งปัน แบ่งปันความรัก การมอบสิ่งของแก่กันและกัน

ดังนั้น คริสต์มาสก็คือ ความหวัง ความรัก และการแบ่งปัน นั่นเอง”

สำหรับช่วงสุดท้าย เป็นการแสดงดนตรี การแสดงจากเด็กในสถานสงเคราะห์บ้านคามีลเลียนเพื่อเด็กพิการลาดกระบัง และการแบ่งปันความรักลัความสุข ผ่านการให้ ที่รวบรวมสางดีๆ มาจาก คณะผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน มามอบให้ เด็กในสถานสงเคราะห์บ้านคามีลเลียนเพื่อเด็กพิการลาดกระบัง ตามแนวคิดการจัดงานของโรงเรียนอัสสัมชัญในครั้งนี้ คือ “AC X’MAS : A SPACE OF JOY AND SHARING”  การสร้างพื้นที่การแบ่งปันความสุขร่วมกัน

เตรียมตัวให้พร้อม!!! 13 ธ.ค.นี้ คุรุสภาประกาศชื่อผู้มีสิทธิสอบรับตั๋วครู ครั้งที่ 2/2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697379

เตรียมตัวให้พร้อม!!! 13 ธ.ค.นี้ คุรุสภาประกาศชื่อผู้มีสิทธิสอบรับตั๋วครู ครั้งที่ 2/2565

เตรียมตัวให้พร้อม!!! 13 ธ.ค.นี้ คุรุสภาประกาศชื่อผู้มีสิทธิสอบรับตั๋วครู ครั้งที่ 2/2565

วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.56 น.

“อมลวรรณ” ยืนยัน “คุรุสภา” พร้อมจัดทดสอบประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ ครั้งที่ 2 /2565 ประกาศชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบฯ ในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ เตือน!ผู้เข้าสอบศึกษาหลักเกณฑ์เตรียมตัวให้พร้อม

วันนี้ (10 ธ.ค.2565 ) ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้กำหนดจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2565 ในวันที่ 24 – 25 ธันวาคม 2565 จำนวน 4 วิชา ใน 9 สนามสอบ โดยปิดรับสมัครเข้ารับการทดสอบฯไปเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น จากการตรวจสอบคุณสมบัติ พบว่า มีผู้ที่มีคุณสมบัติเข้ารับการทดสอบฯทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ รวมจำนวน 53,745 คน จากผู้สมัครทั้งสิ้น 57,082 คน ซึ่งในครั้งนี้มีผู้สมัครที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ 223 รูป ตั้งครรภ์ 140 คน และผู้พิการ 88 คน แบ่งเป็น ผู้พิการทางการได้ยิน 18 คน ผู้พิการทางการมองเห็น 35 คน และผู้พิการทางร่างกาย 35 คน ซึ่งทางสนามสอบต่างๆได้เตรียมจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าสอบให้อย่างเหมาะสม และเป็นไปตามมาตรฐานการทดสอบ  โดยคุรุสภาจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบฯ พร้อมสนามสอบ และให้พิมพ์บัตรประจำตัวสอบผ่านระบบออนไลน์ที่ https://ksp.thaijobjob.com ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ จึงขอให้ผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบฯตรวจสถานที่ตั้งสนามสอบที่ตนเองจะเข้าทดสอบ ศึกษาหลักเกณฑ์แนวปฏิบัติการเข้าทดสอบ เตรียมตัวและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบฯ ให้พร้อม

“ คุรุสภาได้กำหนดหลักเกณฑ์แนวปฏิบัติการเข้าห้องสอบของผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบ ดังนี้ ต้องแต่งกายสุภาพ ตามเพศที่ระบุไว้ในบัตรประจำตัวประชาชน หรือ เอกสารทางราชการเท่านั้น สวมรองเท้าหุ้มส้น ห้ามใส่เสื้อคลุม เสื้อแจ๊คเก็ต เสื้อแขนกุด เสื้อสายเดี่ยว เสื้อเกาะอก เสื้อยืดคอกลม กางเกงขาสั้น กางเกงยีนส์ กระโปรงยีนส์ และห้ามสวมรองเท้าแตะ รองเท้ารัดส้น , ต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง หรือ บัตรที่ได้จากหน่วยงานของรัฐออกให้ ซึ่งมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักชัดเจนและมีรูปถ่ายแสดงตนก่อนเข้าห้องสอบ ,ไม่มาสายเกินเวลากำหนดเริ่มทำการทดสอบ 30 นาที หากเกินกำหนดไม่มีสิทธิเข้าห้องสอบ ,กรณีไปผิดสนามสอบหรือห้องสอบ ต้องกลับไปยังสนามสอบเดิมหรือห้องสอบเดิม ,สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่าง ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในห้องสอบและสนามสอบ, ต้องอยู่ในห้องสอบจนกว่าจะหมดเวลาทดสอบ , อุปกรณ์ที่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบได้ คือ ปากกาลูกลื่น ดินสอดำที่มีความเข้ม 2B ขึ้นไป กบเหลาดินสอ ยางลบ และน้ำยาลบคำผิดเท่านั้น ไม่นำเครื่องมือ อุปกรณ์สื่อสาร เครื่องคิดเลขเข้าห้องสอบ หากพบว่านำอุปกรณ์ที่ไม่ได้กำหนดไว้เข้าห้องสอบ ถือว่าเป็นการกระทำที่ส่อทุจริตหรือทุจริตต้องยุติการทำข้อสอบ และต้องนั่งอยู่ในห้องสอบจนกว่าจะหมดเวลาสอบ โดยจะไม่ได้รับการตรวจกระดาษคำตอบทุกวิชาที่เข้าสอบ และไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์ใดๆ จากสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ ” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวด้วยว่า คุรุสภาได้ประสานให้ทุกสนามสอบมีมาตรการเข้มข้นในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงขาขึ้นของการระบาด ซึ่งการทดสอบฯครั้งนี้จากผู้มีสิทธิ์เข้าทดสอบทั้งหมด จะกระจายเข้ารับการทดสอบใน 9 จังหวัดที่กำหนดเป็นสนามสอบ โดยจำแนกผู้มีสิทธิเข้าทดสอบฯ ดังนี้  กรุงเทพมหานคร 8,463 คน  จังหวัดนครปฐม 4,698 คน  จังหวัดเชียงใหม่ 4,914 คน  จังหวัดพิษณุโลก 5,524 คน  จังหวัดชลบุรี 2,128 คน  จังหวัดขอนแก่น 12,452 คน  จังหวัดนครราชสีมา 6,645 คน จังหวัดสงขลา 5,879 คน และจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3,042 คน ทั้งนี้ ในวันที่ 24 ธันวาคม 2565 เวลา 09.30 – 11.00 น. สอบวิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร เวลา 12.30 – 14.00 น. สอบวิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร  และ เวลา 15.00 – 16.30 น. สอบวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา และวันที่ 25 ธันวาคม 2565  เวลา 09.00-12.00 น. สอบวิชาชีพครู ทั้งนี้ คุรุสภาจะประกาศผลการทดสอบฯครั้งที่ 2/2565  ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 

กลุ่มน้องใหม่จุฬาฯจัดกิจกรรมเพื่อสังคมที่เชียงรายภายใต้’โครงการปั่นฝัน ปันน้ำใจสู่เชียงราย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697172

กลุ่มน้องใหม่จุฬาฯจัดกิจกรรมเพื่อสังคมที่เชียงรายภายใต้'โครงการปั่นฝัน ปันน้ำใจสู่เชียงราย'

กลุ่มน้องใหม่จุฬาฯจัดกิจกรรมเพื่อสังคมที่เชียงรายภายใต้’โครงการปั่นฝัน ปันน้ำใจสู่เชียงราย’

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.40 น.

กลุ่มน้องใหม่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2512 (CU12) นำโดยนางสุวดี สุวรรณวลัยกร และนายแสงไทย เหล่ารุ่งโรจน์ ได้จัดทำพิธีมอบอุปกรณ์การแพทย์ภายใต้ “โครงการปั่นฝัน ปันน้ำใจสู่เชียงราย” ให้กับโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

โดยน้องใหม่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นปี 2512 (CU12) ได้รวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นประจำทุกปี ตลอดมาตั้งแต่ ปี 2562 สำหรับปีนี้ได้ร่วมจัดกิจกรรมกับโครงการปันฝัน ปันน้ำใจสู่เชียงราย เป็นโครงการที่ ริเริ่มโดยนางสุวดี สุวรรณวลัยกร (CU12) และได้ร่วมมือกับศรีอยุธยาสมาคม บริษัทซีเอสบี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รณรงค์จัดหาทุนเพื่อสนับสนุน อุปกรณ์ทางการแพทย์ ทุนการศึกษา และจักรยาน ให้กับโรงพยาบาลและสถานศึกษาในจังหวัดเชียงราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,393,391 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง มอบตู้อบทารกแรกเกิดจำนวน 1 ตู้ เตียงขนส่งผู้ป่วย 2 เตียง เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิด 2 เฟสรวมเป็นมูลค่า 820,500 บาท ทุนการศึกษา 209 ทุน ให้แก่ โรงเรียนบ้านปางขอน ตำบลห้วยชมพู, โรงเรียนดอนชัยวิทยาคม, โรงเรียนบ้านหนองหม้อ ตำบลป่าอ้อดอนชัย, ศูนย์การเรียนบ้านนาโต่, วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 236,500 บาท จักรยานสำหรับนักเรียน จำนวน 100 คัน มูลค่า 200,000 บาท หมวกไหมพรมกันหนาวจากศรีอยุธยาสมาคม จำนวน 300 ใบจากศรีอยุธยาสมาคม

นอกจากนั้นยังได้สนับสนุน เงินทุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียน อาทิ โครงการร้านสหกรณ์ โครงการปลูกพืชเมืองหนาว และโครงการจัดถนนชุมชน โดยมูลนิธิเอสซีจี อีกด้วย – 003

‘ตรีนุช’เป็นปธ.พิธีบูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696921

'ตรีนุช'เป็นปธ.พิธีบูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ

‘ตรีนุช’เป็นปธ.พิธีบูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.47 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2565 ณ หอพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเทพยดาก่อนการบูรณปฎิสังขรณ์พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย น.ส.สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. , นายนิรุตติ สุทธินนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ ศธ. , นายอรรถพล สังขวาสี ปลัด ศธ. , ผู้บริหารและข้าราชการใน ศธ. , ผู้แทนจากกรมการศาสนา และช่างสิบหมู่กรมศิลปากร เข้าร่วม

ทั้งนี้ หอพระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์ ที่จะทำการบูรณะในครั้งนี้ เป็นหอพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สร้างขึ้นในโอกาส ศธ.ครบรอบ 100 ปี เมื่อปี 2535 ปัจจุบันมีอายุครบ 30 ปี สภาพเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพื่อให้เหมาะสมและเป็นมงคล ศธ.จึงเชิญช่างสิบหมู่ จากกรมศิลปากร ร่วมบูรณปฎิสังขรณ์ปิดทององค์พระและสถานที่ประทับพระพุทธรูปให้งดงาม ซ่อมแซมภาพรวมในส่วนที่ชำรุด ไม่ว่าจะเป็นตัวโครงสร้าง ภาพจิตรกรรมฉากหลัง การลงรักปิดทอง ทำทางขึ้นด้านในให้สะดวกสวยงาม องค์พระพุทธรูปจากเดิมด้านหน้ามีองค์หลวงปู่โตเพียงองค์เดียว จะอัญเชิญหลวงปู่ทวดเพิ่มอีกหนึ่งองค์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชาว ศธ.ต่อไป

– 006

‘ตรีนุช’เป็นประธานพิธีฯ บูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696909

'ตรีนุช'เป็นประธานพิธีฯ บูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ

‘ตรีนุช’เป็นประธานพิธีฯ บูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.19 น.

วันที่ 8 ธันวาคม 2565 ณ หอพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเทพยดาก่อนการบูรณปฎิสังขรณ์พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางสาวสมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายนิรุตติ สุทธินนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ ศธ., นายอรรถพล สังขวาสี ปลัด ศธ. ผู้บริหาร ข้าราชการใน ศธ. ผู้แทนจากกรมการศาสนาและช่างสิบหมู่กรมศิลปากร เข้าร่วม

ทั้งนี้ “หอพระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์สยามมิศรจักรีสัฏฐ์อนุสรณ์ศึกษากรรังสรรค์”  ที่จะทำการบูรณะในครั้งนี้ เป็นหอพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สร้างขึ้นในโอกาส ศธ.ครบรอบ 100 ปี เมื่อปี 2535 ปัจจุบันมีอายุครบ 30 ปี สภาพเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพื่อให้เหมาะสมและเป็นมงคล ศธ.จึงเชิญช่างสิบหมู่ จากกรมศิลปากร ร่วมบูรณปฎิสังขรณ์ปิดทององค์พระและสถานที่ประทับพระพุทธรูปให้งดงาม ซ่อมแซมภาพรวมในส่วนที่ชำรุด ไม่ว่าจะเป็นตัวโครงสร้าง ภาพจิตรกรรมฉากหลัง การลงรักปิดทอง ทำทางขึ้นด้านในให้สะดวกสวยงาม องค์พระพุทธรูปจากเดิมด้านหน้ามีองค์หลวงปู่โตเพียงองค์เดียว จะอัญเชิญหลวงปู่ทวดเพิ่มอีกหนึ่งองค์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชาว ศธ. ต่อไป

กสม.ชี้สถานปฏิบัติธรรมให้แสดงผลตรวจเลือด ก่อนบวชเป็นการละเมิดสิทธิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696864

กสม.ชี้สถานปฏิบัติธรรมให้แสดงผลตรวจเลือด ก่อนบวชเป็นการละเมิดสิทธิ์

กสม.ชี้สถานปฏิบัติธรรมให้แสดงผลตรวจเลือด ก่อนบวชเป็นการละเมิดสิทธิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.42 น.

กสม. ชี้สถานปฏิบัติธรรมกำหนดให้ผู้ที่จะบวชต้องแสดงผลการตรวจหาเชื้อHIVเป็นการเลือกปฏิบัติ แนะสำนักพุทธ -กรมการศาสนาเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้อง

วันที่ 8 ธันวาคม 2565 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนม.ค.64 ว่า เว็บไซต์สถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งได้แจ้งให้ผู้หญิงที่สนใจจะบวชชีกับสถานปฏิบัติธรรมแห่งนั้น ต้องแสดงหนังสือรับรองของแพทย์ที่ระบุถึงผลตรวจเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus – HIV) ประกอบการพิจารณาขอรับบวชด้วย ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ในลักษณะดังกล่าว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ประสงค์จะบวช 

จากการตรวจสอบและการรับฟังข้อเท็จจริง สถานปฏิบัติธรรมผู้ถูกร้องชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาลิดรอนสิทธิของผู้ติดเชื้อเอชไอวี การขอให้ผู้ที่ประสงค์จะบวชชีตรวจโรคต่าง ๆ ได้แก่ เอชไอวี วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ และสารเสพติด เป็นไปเพื่อการดูแลคนที่มาอยู่รวมกันหมู่มากให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างถูกสุขอนามัยเท่านั้น ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลสรุปได้ว่า เชื้อเอชไอวีจะไม่ติดต่อจากการทำกิจวัตรประจำวันทั่วไป เช่น การจับมือ การใช้ห้องน้ำ การรับประทานอาหารร่วมกัน การสัมผัสเหงื่อ น้ำตา น้ำลายที่ไม่มีเลือด  และไม่ติดต่อผ่านทางระบบหายใจ แต่จะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ หรือการได้รับเลือดจากผู้ติดเชื้อเท่านั้น อีกทั้งเชื้อเอชไอวีเป็นเชื้อที่ตายง่ายเมื่ออยู่นอกร่างกาย หากผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับประทานยาต้านเชื้ออย่างต่อเนื่อง ก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง ใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป และอาจตรวจไม่พบเชื้อหรือพบแต่น้อยมากในระดับที่ไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ 

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบระเบียบปฏิบัติของมูลนิธิสถาบันแม่ชีไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กำหนดหนึ่งในคุณลักษณะของผู้ที่ประสงค์จะบวชชีไว้ในระเบียบว่า มิได้เป็นโรคที่ต้องห้าม อันเป็นโรคร้ายแรงหรือโรคติดต่อที่สังคมรังเกียจ ประกอบกับปรากฏข้อเท็จจริงว่า สำนักชีแห่งหนึ่งซึ่งลงทะเบียนกับมูลนิธิสถาบันแม่ชีไทย เคยอนุญาตให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีบวชชีได้ในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากไม่ได้ขัดต่อระเบียบปฏิบัติ อีกทั้งการปฏิบัติธรรมในระหว่างการบวชชี ไม่มีกิจกรรมใดที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ของเชื้อ

ขณะเดียวกัน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ให้ข้อเท็จจริงว่า กฎ ระเบียบ พุทธบัญญัติ ไม่มีการบัญญัติกรณีการบรรพชาอุปสมบทให้กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีเพียงแนวทางการปฏิบัติในปัจจุบันที่การบรรพชาอุปสมบทให้กับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพระอุปัชฌาย์ในการพิจารณาว่าอาการเจ็บป่วยของโรคเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาพระธรรมหรือไม่ นอกจากนี้ กฎมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับการบรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุสงฆ์ ก็กำหนดเพียงว่า ผู้ประสงค์จะบรรพชาต้องเป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ และมีเพียงข้อห้ามของมหาเถรสมาคมที่ไม่อนุญาตให้บรรพชาอุปสมบทกับคนที่มีโรคติดต่อเป็นที่น่ารังเกียจ เช่น วัณโรคในระยะอันตราย เท่านั้น 

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกำหนดให้ผู้ประสงค์จะบวชชีต้องแสดงเอกสารตรวจสุขภาพ โดยระบุให้ตรวจเชื้อเอชไอวีก่อนจะรับเข้าบวช เป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เกินสมควรแก่ความจำเป็น จึงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมโดยอาศัยเหตุแห่งสุขภาพ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อเดือนพ.ย.65 พบว่า สถานปฏิบัติธรรมผู้ถูกร้องได้ยกเลิกเงื่อนไขให้ผู้ประสงค์จะบวชชีต้องแสดงหนังสือรับรองผลการตรวจเชื้อเอชไอวีแล้ว จึงถือว่า ข้อร้องเรียนได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว แต่เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน กสม. จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม โดยให้ทั้งสองหน่วยงานประสานกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีให้กับหน่วยงานศาสนาต่าง ๆ อาทิ วัดพระพุทธศาสนา สำนักสงฆ์ สำนักชีไทย สถานที่ปฏิบัติธรรม และอื่น ๆ เพื่อให้มีความเข้าใจและมิให้มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมโดยอาศัยเหตุแห่งการติดเชื้อเอชไอวีมาเป็นข้อจำกัดที่ลิดรอนโอกาสในการเข้าถึงเสรีภาพในการปฏิบัติตามหลักศาสนาทุกศาสนา

‘ตรีนุช’ ลั่น ศธ.ไม่ทำ ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริต ชี้ต้องเป็นแบบอย่างสร้างวัฒนธรรมสุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696845

'ตรีนุช' ลั่น ศธ.ไม่ทำ ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริต ชี้ต้องเป็นแบบอย่างสร้างวัฒนธรรมสุจริต

‘ตรีนุช’ ลั่น ศธ.ไม่ทำ ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริต ชี้ต้องเป็นแบบอย่างสร้างวัฒนธรรมสุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 11.35 น.

วันที่ 8 ธันวาคม 2565 ที่หอประชุมคุรุสภา  กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่น และมอบนโยบาย No Gift Policy ของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด “กระทรวงศึกษาธิการโปร่งใส ไม่ทำ ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริต (MOE TRUST & Zero Tolerance)”  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566  ว่า  ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี เป็น “วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล” ซึ่งนานาประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้มีการรณรงค์ผ่านการจัดงาน เนื่องในวันดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ ศธ.ได้จัดงาน ภายใต้แนวคิด “กระทรวงศึกษาธิการโปร่งใส ไม่ทำ ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริต (MOE TRUST & Zero Tolerance)” เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงพลังความร่วมมือและเจตนารมณ์ร่วมกันของคนไทยในการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา มีการอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อการเอื้อประโยชน์และการขาดจิตสำนึกในการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวมนั้น เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สร้างความยุ่งยากและซับซ้อนในการพิจารณา ตรวจสอบ และตัดสินว่าการกระทำใดเป็นการทุจริต ซึ่งส่งผลต่อเนื่องที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดินไปเป็นจำนวนมาก

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตทเป็นวาระแห่งชาติ โดยดำเนินการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ให้มีความรัดกุม ครอบคลุมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ ก้าวข้ามค่านิยมอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงเร่งรัดให้มีการดำเนินคดีต่อผู้กระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในด้านวินัยและอาญาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผ่านระบบการทำงานภาครัฐที่มีคุณธรรม และความโปร่งใส อันเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“ศธ.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่หลักในการผลิตต้นทุนมนุษย์ที่สมบูรณ์ ต้องเป็นแบบอย่างของการสร้างวัฒนธรรมสุจริตที่จะหล่อหลอมให้เด็ก เยาวชน ประชาชน มีความละอายต่อการกระทำผิด ไม่ทน และเพิกเฉย และไม่ยอมให้ผู้อื่นกระทำการทุจริต อันส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสังคมโดยรวม  เพื่อเป็นการส่งเสริมมาตรการป้องกันการทุจริต และประพฤติมิชอบในวงราชการ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และข้อครหาที่อาจเกิดขึ้น ในเทศกาล หรือวันสำคัญต่าง ๆ บุคลากรทุกระดับในสังกัดศธ. สามารถแสดงความปรารถนาดีต่อกันได้ด้วยการอวยพรผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมถึงการทำจิตอาสาแทนการให้ของขวัญ เพื่อรักษาไมตรีและมิตรภาพความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง มติคณะรัฐมนตรี รวมถึงความมุ่งมั่นตามนโยบายของรัฐบาลในการบริหารประเทศ” น.ส.ตรีนุช กล่าว

กรรมาธิการการกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อน มวยไทย 3 มิติ แข่งขัน การศึกษา อนุรักษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696716

กรรมาธิการการกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อน  มวยไทย 3 มิติ แข่งขัน การศึกษา อนุรักษ์

กรรมาธิการการกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อน มวยไทย 3 มิติ แข่งขัน การศึกษา อนุรักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา จัดงานสัมมนา “การส่งเสริมและพัฒนากีฬามวยไทยในคณะกรรมาธิการการกีฬา” โดยมี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานเปิดงานสัมมนา โดยมีพล.อ.ธันวาคม ทิพยจันทร์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ รศ.บรรพตวิรุฬราช ที่ปรึกษาคณะทำงาน และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมสัมมนาหลายท่าน เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่โรงแรม เดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จ.พระนครศรีอยุธยา

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา กล่าวว่า สืบเนื่องจากงานสัมมนาที่จังหวัดชัยนาทเมื่อเดือนกันยายน 2564 ที่ได้ผลสรุปการขับเคลื่อนกีฬามวยไทยใน 3 มิติ ได้แก่ มิติแรก มิติมวยไทยเพื่อการแข่งขัน โดยให้จัดตั้งสถาบันมวยไทยแห่งชาติ มิติที่สอง คือ มิติเพื่อการศึกษา โดยผลักดันให้เป็นหลักสูตรเนื้อหารายวิชาในโรงเรียน มิติที่สาม คือ มิติเพื่อการอนุรักษ์ โดยการส่งเสริมให้มวยไทยเป็นมรดกโลกและการสัมมนาที่พระนครศรีอยุธยาในครั้งนี้ เพื่อเป็นการสรุปและทบทวนความเป็นมาเป็นไป อุปสรรคความก้าวหน้าและความคาดหวังที่จะเป็นไปได้ในการผลักดัน 3 มิติดังกล่าว

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ กล่าวต่อไปว่า ในมิติการแข่งขันนั้นมีข้อสรุปว่า ให้พัฒนาสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวยไทย เปลี่ยนฐานะให้เป็นสถาบันมวยไทยแห่งชาติ ขึ้นอยู่กับกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬาโดยตรง ประธานวุฒิสภาได้เสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นไปตามการดำเนินงานตามข้อบังคับ ทางคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาในเรื่องนี้ และได้มีความเห็นชอบต่อข้อเสนอของ
คณะกรรมาธิการการกีฬา และมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬารับไปพิจารณาดำเนินการ ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยกำลังดำเนินการ ดังนั้นจึงขอให้ผู้ดำเนินการทำงานโดยเร่งรัดให้รวดเร็ว และให้ตรงกับแกนหลักของข้อเสนอ

“มิติแรกเพื่อการแข่งขันนั้นเป็นเรื่องยาก มิติที่สองเพื่อการศึกษานั้นยากกว่า เพราะการที่จะเข้าไปอยู่ในการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา มีรายละเอียดที่มีการประชุมกันหลายครั้ง จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ยากกว่า ที่จะให้เกิดเป็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม ดังนั้น การที่เราจะเสนอให้มวยไทยอยู่ในสถานศึกษานั้น ทั้งด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความปรารถนาดี แต่ก็การที่จะเกิดเป็นรูปธรรมนั้นค่อนข้างยากกว่า แต่สำหรับมิติที่สามเพื่อการอนุรักษ์นั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุด แต่สิ่งใดที่จะเป็นเรื่องยากที่สุดนั้น มันจะไม่เกินความพยายาม จึงขอใช้คำว่า เอกภาพของความพยายาม คำนี้มีความหมาย ถ้าเราใช้ความพยายามร่วมกันอย่างมีเอกภาพ ผมจึงมั่นใจว่าหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม หรือทุกท่านในที่นี้ มีความตั้งใจร่วมกัน สิ่งที่ยากที่สุดก็มีความเป็นไปได้ เราเห็นแสงสว่างอยู่ข้างหน้า ดังนั้นข้อมูลในวันนี้ เพื่อการเสนอต่อองค์การยูเนสโก ในพ.ศ.2572 ก็มีความเป็นไปได้เพราะผมเห็นจากความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกท่าน” พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา และในฐานะประธานการสัมมนา กล่าวในที่สุด

มทร.ธัญบุรี รับนักศึกษาใหม่ กว่า 6 พันคน พร้อมเปิดหลักสูตรใหม่ยานยนต์ไฟฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696711

มทร.ธัญบุรี รับนักศึกษาใหม่ กว่า 6 พันคน  พร้อมเปิดหลักสูตรใหม่ยานยนต์ไฟฟ้า

มทร.ธัญบุรี รับนักศึกษาใหม่ กว่า 6 พันคน พร้อมเปิดหลักสูตรใหม่ยานยนต์ไฟฟ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า มทร.ธัญบุรีมีแผนการรับนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 2566 จำนวนทั้งสิ้น6,661 คน โดยคณะที่เปิดรับนักศึกษามากที่สุด 5 อันดับ ประกอบด้วย คณะบริหารธุรกิจ จำนวน 1,675 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 1,316 คน และคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 720 คน คณะศิลปศาสตร์ 690 คน และคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน 455 คน และการรับนักศึกษาจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ รับโดยมหาวิทยาลัย รับร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) รับโดยมหาวิทยาลัยผ่านโครงการพิเศษ โดยขณะนี้กำลังเปิดรับรอบ Portfolio สำหรับนักเรียนชั้น ม.6 และผู้ที่จบกศน. และประเภทโควตา สำหรับนักศึกษาระดับชั้นปวช.และปวส. ตั้งแต่วันนี้-11 ธ.ค. 2565

การรับนักศึกษาในปี 2566 มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากมทร.ธัญบุรีมีการเปิดหลักสูตรใหม่ ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (ต่อเนื่อง) ประกอบกับในปีที่ผ่านมา หลักสูตรเดิมที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติได้รับความสนใจสมัครเรียนเป็นจำนวนมาก เช่น สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน สาขาวิศวกรรมระบบราง รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้สาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบริการการบินมีความต้องการแรงงานสูง เพราะขาดแคลนบุคลากร ซึ่งคาดว่านักศึกษาจะสมัครเข้ามาเต็มจำนวนที่เปิดรับ ส่วนหลักสูตรอื่นๆ มหาวิทยาลัยได้มีการปรับปรุงรายวิชาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และได้มีเผื่อตัวเลขรับเพิ่มประมาณ 10% เพื่อเป็นการป้องกันการสละสิทธิ์ของนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกและไม่ยืนยันสิทธิ์เข้าเรียนทำให้การรับนักศึกษาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

อธิการบดีมทร.ธัญบุรี กล่าวต่อว่า การรับนักศึกษาร่วมกับทปอ. กำหนดการต่างๆ จะเป็นไปตามที่ทางทปอ.ประกาศส่วนการรับโดยมหาวิทยาลัยประเภทสอบตรง สำหรับปวช. ปวส. และกศน.สายอาชีพ จะเปิดรับสมัครวันที่ 25 ธ.ค. 2565-26 ก.พ. 2566 และรับตรงสำหรับปวช. ปวส. และกศน.สายอาชีพ จะรับสมัครวันที่ 2 เม.ย.-25 พ.ค. 2566 ซึ่งจะเปิดรับสมัครเฉพาะสาขาวิชาที่ยังมีที่นั่งเรียนเท่านั้น ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ http://www.oreg.rmutt.ac.th

วิทยาลัยเพาะช่าง เตรียมความพร้อม จัดงานนิทรรศการ ศิลปะปูนปั้นฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696713

วิทยาลัยเพาะช่าง เตรียมความพร้อม  จัดงานนิทรรศการ ศิลปะปูนปั้นฯ

วิทยาลัยเพาะช่าง เตรียมความพร้อม จัดงานนิทรรศการ ศิลปะปูนปั้นฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์ (มทร.) วิทยาลัยเพาะช่าง โดยการนำของ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าร่วมการประชุมเรื่อง งานนิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 20 ร่วมกับ พล.ท.กษิดิ์เดช วัฒนวรางกูร ราชองครักษ์

ในพระองค์ 904/905 พร้อมด้วยผู้แทนกองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ผู้แทนกรมโยธาธิการและผังเมือง ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตรวจพื้นที่

การประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมงานนิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทยร่วมกันในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จฯส่วนพระองค์ ทรงเปิดนิทรรศการศิลปะปูนปั้น จากนั้นนำผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ในวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2565 ที่ มทร.รัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่าง