วช. หนุนงานวิจัยสู่ชุมชน นวัตกรรม ‘3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687004

วช. หนุนงานวิจัยสู่ชุมชน นวัตกรรม '3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์'

วช. หนุนงานวิจัยสู่ชุมชน นวัตกรรม ‘3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์’

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 17.06 น.

วช. หนุนงานวิจัยสู่ชุมชน นวัตกรรม “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์” รางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี 2565

วันที่ 17 ตุลาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมแถลงข่าว “เปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม By NRCT ภายใต้ชื่อ NRCT TALK : ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ครั้งที่ 4” ด้วยนวัตกรรม “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดกิจกรรมฯ ณ ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้จัดให้มี “การประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2565” เพื่อสร้างและพัฒนาเยาวชนให้เป็นนักวิจัย/นักประดิษฐ์ที่มีคุณภาพและศักยภาพพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพื่อบ่มเพาะความรู้ในการเป็นนักวิจัย/นักประดิษฐ์ พร้อมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมที่จะมุ่งไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และให้นิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษามีเวทีนำเสนอผลงานนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้สามารถเผยแพร่สู่สาธารณชนและการแข่งขันในเวทีระดับชาติและนานาชาติ อีกทั้งสร้างเครือข่ายด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ได้ร่วมนำเสนอภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2565 เมื่อวันที่ 2 – 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีผลงานเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 155 ผลงาน จาก 33 สถาบัน ซึ่งผลงาน 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เป็นอีก 1 ผลงานที่ได้รับรางวัลระดับดีเด่น ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร (ระดับปริญญาตรี) โดย นายสุวิจักขณ์ ขาวทอง และนางสาวเทียนนภา รองพนัง นักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมี รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ แห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ถือเป็นผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาให้ก้าวไปสู่เส้นทางการเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่มีคุณภาพ ศักยภาพ และกลายเป็นบุคลากรทางการวิจัยของประเทศต่อไป

รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์  อาจารย์ที่ปรึกษา เปิดเผยถึงการดำเนินงานของนวัตกรรมฯ ว่า การเผาฟางและตอซังข้าว ก่อให้เกิดมลพิษปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง คุณสมบัติของดินทั้งทางด้านกายภาพ เคมี ชีวภาพ เนื่องจากความร้อนจากการเผาฟางและตอซังข้าว จึงเกิดความคิดที่จะพัฒนาผลิตปุ๋ยเม็ดรักษ์โลกด้วยนวัตกรรม 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ประกอบด้วย ฟางข้าว nanocellulose และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Bacillus subtilis TU-Orga1, Pseudomonas aeruginosa และ Trichoderma harzianum พร้อมเติมธาตุอาหารเสริมประสิทธิภาพต่าง ๆ รวมอยู่ใน 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพของ 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดในพืชต่าง ๆ เช่น ทุเรียน ส้มโอ และพริก พบว่าพืชให้ผลผลิตในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ปุ๋ยคอกจะอยู่ในรูปแบบอัดเม็ดแห้ง เมื่อพืชที่ใส่ปุ๋ย 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ได้รับน้ำจะเกิดการกระตุ้นและส่งเสริมการเจริญเติบโต พืชจะได้รับธาตุอาหารจากปุ๋ยคอกและจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเพิ่มธาตุอาหาร และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของพืช ทำให้พืชเกิดความต้านทานต่อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า นำไปสู่การผลิตพืชอาหารที่ปลอดภัยกับผู้บริโภค และยังช่วยฟื้นฟูบํารุงรักษาสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศให้คงอยู่ในสภาพที่สมดุล และเกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้จากการทำ 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ด ผสมจุลินทรีย์ นำไป ผลิต เพื่อจัดจำหน่ายนำไปสู่การสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยเพื่อใช้ในชุมชน นับเป็นความรู้พร้อมใช้สู่ชุมชน เกษตรสร้างสุข วิถีพอเพียงด้วยนวัตกรรม “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์”
 
กิจกรรมแถลงข่าว NRCT TALK : ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ครั้งที่ 4 “เปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม By NRCT” จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านสื่อมวลชน ตลอดจนการผลิตและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น กิจกรรม ภารกิจ และผลการดำเนินงาน ของ วช. เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของ วช. ไปสู่ชุมชนและสาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไป

‘มธบ.’ผนึกกำลัง‘ไฟว์เวล’เปิดหลักสูตร ติดอาวุธ‘ทายาทผู้ประกอบการ’รับไม้ต่อธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686839

‘มธบ.’ผนึกกำลัง‘ไฟว์เวล’เปิดหลักสูตร ติดอาวุธ‘ทายาทผู้ประกอบการ’รับไม้ต่อธุรกิจ

‘มธบ.’ผนึกกำลัง‘ไฟว์เวล’เปิดหลักสูตร ติดอาวุธ‘ทายาทผู้ประกอบการ’รับไม้ต่อธุรกิจ

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) เปิดเผยว่า มธบ. ร่วมกับ บจ.ไฟว์เวล ผู้นำด้านการจัดการหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง เปิดหลักสูตร “ULTRA GEN MILLIONAIRE” หลักสูตรแรกภายใต้โครงการ Wealth Master ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างทั้งสองหน่วยงาน โดยภายใต้โครงการดังกล่าว จะเป็นการจัดฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น ทั้ง Reskill Upskill และ New skill

อาทิ การเป็นผู้บริหารระดับสูง การสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการ การเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ การสร้างความมั่งคั่ง เป็นต้น เพื่อเพิ่มทักษะการทำงานให้แก่ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และบุคคลทั่วไป สำหรับหลักสูตร ULTRA GEN MILLIONAIRE เป็นหลักสูตรที่จะช่วยติดอาวุธและสร้างทักษะการรับไม้ต่อธุรกิจอย่างมืออาชีพ สำหรับทายาทธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง และ นักลงทุนรุ่นใหม่

“สาระสำคัญของหลักสูตรมุ่งสู่ความเป็น Family Business Transitioning, Up Wealth, Strong Connection และ Building Reputation & Credibility ระยะเวลาการอบรม ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม-11 ธันวาคม 2565 (รวมทริปต่างจังหวัด 3 วัน 2 คืน) โดยอบรม Onsiteทุกวันพุธ เวลา 13.00-18.00 น. ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มธบ. กล่าว

ผศ.ดร.พัทธนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของหัวข้อการอบรมภายใต้หลักสูตร ประกอบด้วย 1) การปรับแนวทางบริหารให้ทันความเปลี่ยนแปลง 2) การวิเคราะห์อนาคตทิศทางธุรกิจในปี 2023 3) การบริหารพนักงานกลุ่ม Millennials, พฤติกรรมคน Gen Y และ Gen Z 4) การบริหารแบบ Corporate Culture ที่ดึงคนรุ่นใหม่ เช่น Welfare, Workplace Environment, Incentive, ESOP etc. 5) TALK SHOW : จากรุ่นสู่รุ่น วางแผนส่งไม้ต่อธุรกิจอย่างไรให้ Win-Win และ 6) ถอดรหัส-ทำอย่างไรให้ธุรกิจยั่งยืนถึง 100 ปี

โดยตลอดหลักสูตรจะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ จำนวนกว่า 26 คน อาทิ เบญจ เบญจรงคกุล ซีอีโอ Brainergy Co., Ltd., ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บจก.บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล, สมบัษร ถิระสาโรช (พี่ตือ)-ออแกไนเซอร์ เบอร์ 1 ของประเทศไทย, ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.ฟู้ดแพชชั่น, วัจณา เจริญสมสมัย Founder & Creative Director CHATO STUDIO, กรภัคร์ มีสิทธิตา กรรมการผู้จัดการ บจก.ฟาสเทคโน, ธณายุ มีสิทธิตา กรรมการผู้จัดการ บจก.ฟาสเทคโน, วริศร เผ่าวนิช Managing Director Techsauce Media และธนพนธ์ เบญจรงคกุล Department Director, Business & Product Management บจก.YA Sales & Service เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้รับแนวคิด และแนวทางในการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ และยังได้สร้างเครือข่ายเพื่อต่อยอดทางธุรกิจอีกด้วย ดังที่ Ultra Gen Millionaire มีเป้าหมายที่จะช่วยติดอาวุธผู้บริหาร และทายาทธุรกิจมารับไม้ต่อและสามารถต่อยอดได้อย่างมืออาชีพ

ผู้สนใจสมัครได้ที่ https://adminteam.aidaform.com/appliation-dpu หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/WealthMaster.by.DPUxFivewhale หรือสอบถามข้อมูลโทร 096-6464541 คุณพิม และ 087-4155741 คุณอ้อ

‘มข.’ระดมนักศึกษา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686841

‘มข.’ระดมนักศึกษา  ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วม

‘มข.’ระดมนักศึกษา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วม

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในปี 2565 ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์อุทกภัยอย่างรุนแรง หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมถึง“ขอนแก่น” ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) นำคณะนักศึกษาและเจ้าหน้าที่กว่า 70 คน ช่วยสภากาชาดจังหวัดขอนแก่น บรรจุสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวน 3,068 ชุด พร้อมหารือแผนการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน นำโดย อาจารย์ณัฐสมลธนกุลรังสฤษดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ พร้อมด้วย นายชุมพร พาราผู้อำนวยการกองสื่อสารองค์กร บุคลากรกองสื่อสารองค์กร กองพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์

เพื่อสนับสนุนกิจกรรมดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ณ ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น ซึ่ง อาจารย์ณัฐสมล กล่าวว่า มข. มีปรัชญาในการอุทิศเพื่อสังคม (social devotion) มาอย่างยาวนาน และมหาวิทยาลัยได้ร่วมกิจกรรมกับจังหวัดมากมายหลากหลายโครงการ ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยเหลือและบริการสังคมในกรณีวิกฤต อีกทั้งยังฝึกเป็นการบ่มเพาะให้นักศึกษามีจิตช่วยเหลือสังคม

“การช่วยจัดเตรียมถุงยังชีพกับเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น ครั้งนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับสภากาชาด ร่วมมือในการช่วยจัดเตรียมถุงยังชีพ นำนักศึกษา มาช่วยในการบรรจุสิ่งของกับสภากาชาดในชุดธารน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีและส่งเสริมให้นักศึกษามีจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆที่อยู่ในสถานการณ์วิกฤตเราก็มักจะร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชนดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที”อาจารย์ณัฐสมล กล่าว

ด้าน นายปฏิพล หฤแสง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวถึงความรู้สึกว่า ทราบข่าวการรับสมัครจิตอาสาช่วยภัยน้ำท่วมจากองค์การนักศึกษาฯ จึงชักชวนเพื่อนๆ มาร่วมทำกิจกรรม ส่วนตัวเป็นคนขอนแก่นซึ่งติดตามข่าวน้ำท่วมมาสักระยะแล้ว อยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นมากที่สุด จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ

“หลังร่วมกิจกรรมในวันนี้แล้วรู้สึกมีความสุขเห็นเพื่อนๆ น้องๆ และหน่วยงานหลายภาคส่วนมาช่วยกันรู้สึกว่าคนบ้านเราไม่ทิ้งกันจริงๆ ในยามวิกฤต อยากส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมไม่ว่าจะเป็นที่ขอนแก่นหรือจังหวัดอื่นๆขอให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยดี คนไทยไม่ทิ้งกันแน่นอน” นายปฏิพล กล่าว

นศ.-ศิษย์เก่า‘มจธ.’พัฒนาแอปฯ ‘KomilO’ตรวจจับการเป็นสัดของโคนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686842

นศ.-ศิษย์เก่า‘มจธ.’พัฒนาแอปฯ  ‘KomilO’ตรวจจับการเป็นสัดของโคนม

นศ.-ศิษย์เก่า‘มจธ.’พัฒนาแอปฯ ‘KomilO’ตรวจจับการเป็นสัดของโคนม

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากโจทย์ “ต้นทุนต่ำ-ใช้งานง่าย” สู่แอปพลิเคชั่น “KomilO” ระบบ IoT ฝีมือคนไทย สามารถตรวจจับการเป็นสัดของโคนม ด้วยเซ็นเซอร์ที่มีความแม่นยำสูงกว่าร้อยละ 80 ซึ่งโปรเจคท์นี้เป็นการรวมตัวกันของทั้งนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้แก่ มินธรพันธ์ถาวรวงศ์ นักศึกษาปริญญาเอก, ตรีเทพแซ่โง้ว นักศึกษาปริญญาเอก, กฤษกร ลาศรี ศิษย์เก่าระดับปริญญาตรี, กณวรรธณ์ ผึ่งผดุง ศิษย์เก่าระดับปริญญาตรี, ฐิติกร วังแสน นักศึกษาปริญญาโท และ วรวลัญช์ ตรีทิพยะนันท์ ศิษย์เก่าระดับปริญญาตรี

โดยแอปฯนี้ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหา “โคผสมติดยาก” อันเป็นหนึ่งในปัญหาของฟาร์มโคนม เนื่องจากโคแม่พันธุ์จะไม่ผลิตน้ำนม หากไม่มีการผสมพันธุ์ ตั้งท้อง และคลอดลูกโคนม ซึ่งจากการสำรวจในปัจจุบันพบว่า ฟาร์มโคนมไทยส่วนใหญ่สามารถตรวจพบโคที่แสดงอาการเป็นสัดและผสมพันธุ์สำเร็จได้ไม่ถึงร้อยละ 60 เนื่องจากตรวจจับสัดล่าช้าและผิดพลาด เกษตรกรจึงต้องเลี้ยงโคนมท้องเปล่าจนถึงรอบเป็นสัดครั้งต่อไป ซึ่งโดยปกติโคมีวงรอบการเป็นสัดเฉลี่ย 21 วัน

มินธร เล่าว่า การออกแบบและพัฒนาระบบวิเคราะห์การเป็นสัดของโคนมด้วยเทคโนโลยี IoT แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.เซ็นเซอร์2 ระบบเครือข่ายสื่อสาร และ 3.แอปพลิเคชั่นและการจัดการข้อมูล ซึ่งในส่วนสุดท้ายนี้เป็นการออกแบบและพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับแจ้งเตือนสภาวะการเป็นสัด รวมถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการผสมเทียมแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟนของเกษตรกร

“ความยากของการทำระบบเน็ตเวิร์ก คือ เนื่องจากระบบเน็ตเวิร์กต้องเป็นตัวกลางในการรับข้อมูลจากฝั่งเซนเซอร์และต้องส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังแอปพลิเคชั่น ซึ่งหากระบบเน็ตเวิร์กทำงานผิดพลาด ข้อมูลส่งไปไม่ถึงแอปพลิเคชั่น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และการทำนายการเป็นสัดของโคนม ดังนั้นจึงต้องออกแบบเน็ตเวิร์กให้เสถียรมากที่สุด” มินธร กล่าว

ทั้งนี้ แอปพลิเคชั่น KomilO มีการทำงานด้วยระบบเซนเซอร์สองตัว ติดบริเวณหูและโคนหางของโคนม โดยเซนเซอร์บริเวณหูมีขนาดเท่ากับนามบัตร ทำหน้าที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของโคนม เพื่อนำไปแยกแยะพฤติกรรมต่างๆ ได้แก่ เดิน กิน ยืน นอน โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องจักร และนำพฤติกรรมที่แยกแยะได้ไปใช้ทำนายการเป็นสัด ผ่านเงื่อนไขที่กำหนดโดยมีสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำปรึกษาตลอดการทำงาน

นอกจากนี้ยังมีเซนเซอร์บริเวณโคนหาง เนื่องจากขนของโคนมมีลักษณะ มัน และลื่น รวมทั้งโคนมมีการเคลื่อนไหวร่างกายค่อนข้างมาก จึงมีการออกแบบโดยใช้วัสดุซิลิโคนที่ยืดหยุ่นและเกาะติดเข้ากับโคนหาง โดยใช้ผ้าบางติดกาวยึดบนตัวโคนม และมีสายรัดหางปรับความยาวได้ เซนเซอร์ดังกล่าวทำหน้าที่ตรวจจับการถูกขึ้นขี่ของโคนมตัวเมีย ซึ่งการถูกขึ้นขี่เป็นพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงการเข้าสู่สภาวะการเป็นสัด โดยข้อมูลจากเซนเซอร์จะถูกส่งผ่านเครือข่ายสื่อสารแบบไร้สายไปยังเซิร์ฟเวอร์เพื่อประมวลและวิเคราะห์ผลนั่นเอง

เซนเซอร์ทั้ง 2 แบบ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบากินพลังงานต่ำ โดยเซนเซอร์บริเวณหูสามารถใช้งานได้ถึง 14 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ส่วนเซนเซอร์บริเวณโคนหางสามารถใช้งานได้เป็นหลักเดือนต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยปัจจุบันยังอยู่ในการทดลองเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งทางทีมงานยอมรับว่าต้องมีการพัฒนาให้เสถียรมากขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์

ด้าน ตรีเทพ แสดงความคิดเห็นถึงการทำงานว่า แม้การทำงานในครั้งนี้จะเป็นการทำงานที่ต้องใช้เวลา ทั้งการหาข้อมูล การลงพื้นที่ และการพัฒนาแอปพลิเคชั่น แต่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นประสบการณ์การทำงานเป็นทีมเวิร์กที่ดี มีการพูดคุยสนับสนุนการทำงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทั้งทีมงาน สัตวแพทย์และเกษตรกร เช่นเดียวกับ กฤษกร กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจมากและถือเป็นงานที่ท้าทาย เนื่องจากมีการแก้ไขในเรื่องการออกแบบหลายรอบเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ทั้งนี้ เห็นว่า หลายฝ่ายควรให้การสนับสนุนเกษตรกรในการเลี้ยงโคนมเพื่อผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพ เพราะน้ำนมวัวที่มีคุณภาพจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม การทำงานในครั้งนี้ถือเป็นการใช้โจทย์จากความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นตัวตั้ง โดยในอนาคตยังต้องมีการปรับรูปแบบเพื่อให้เกิดความเสถียรภาพมากที่สุด เพื่อเข้าสู่โหมดการนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์นั่นเอง ซึ่ง รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ให้ความเห็นว่า การผลิตอุปกรณ์หรือเครื่องมือเหล่านี้ขึ้นมาใช้เองส่งผลให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านการเกษตร สามารถต่อยอดงานวิจัยและไปใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรไทย

และถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัย ในการพัฒนาทางด้านเกษตรปศุสัตว์โดยฝีมือคนไทยในราคาที่สามารถจับต้องได้!!!

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรการจัดการ ‘เมืองน่าอยู่’ควบคู่‘สิ่งแวดล้อมยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686840

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรการจัดการ  ‘เมืองน่าอยู่’ควบคู่‘สิ่งแวดล้อมยั่งยืน’

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรการจัดการ ‘เมืองน่าอยู่’ควบคู่‘สิ่งแวดล้อมยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา กระแส “การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development : SD)” ในบริบทสากลได้รับความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประชาคมโลกได้ร่วมกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ประกอบกับการมุ่งยกระดับให้สังคมได้ ร่วมพัฒนาแผนปฏิบัติการระดับท้องถิ่น ๒๑(Agenda 21 : LA21)

ขณะที่สังคมไทยเองซึ่งเป็นสมาชิกรัฐภาคีแห่งสหประชาชาติ (United Nations : UN) มีหน้าที่สำคัญที่ต้องยึดหลักการพัฒนาที่ต้องยึดหลักความเป็นธรรม (Equity) ของสังคมทุกภาคส่วน บนพื้นที่ความร่วมรับผิดชอบ และศักยภาพตามสภาวการณ์ของประเทศ ทั้งเป็นประเทศในฐานะประชาคมอาเซียนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิสัยทัศน์ และการยกระดับเมืองที่มีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม(Environmentally Sustainable Cities: ESC)

จากแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนดังกล่าวพบว่าไม่ได้มีแต่เรื่องสังคม และเศรษฐกิจ แต่ได้ให้ความสำคัญไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ไม่ว่าจะดำเนินโครงการใด จำเป็นจะต้องมีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนเสมอ การจัดการ “เมืองน่าอยู่” จึงต้องควบคู่กับ “สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” กลายเป็นที่มาของ “หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” จัดโดยคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรเดียวในประเทศไทย ที่รวมเอาเรื่องการจัดการเมือง และการจัดการสิ่งแวดล้อมเอาไว้อย่างลงตัวตามแนวทางของ “Agenda21” แห่งสหประชาชาติ โดย ผศ.ดร.มณฑิรา ยุติธรรม ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้การวางแผนยุทธศาสตร์เมือง และเกณฑ์ชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมเมืองมาเป็นตัวช่วย เนื่องจากไม่เพียงเรื่องของเศรษฐกิจเท่านั้นที่สามารถประเมินค่าออกมาเป็นตัวเลข เรื่องของสิ่งแวดล้อมก็สามารถประเมินผลกระทบออกมาเป็นเชิงตัวเลขได้เพื่อการพัฒนาและปรับตัวอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างการจัดการเมืองต่างๆ หลักสูตรมีกรณีตัวอย่าง และการฝึกปฏิบัติสำหรับผู้เรียนหลายๆ ตัวอย่าง เช่น กรณีการท่องเที่ยวที่ลักษณะเป็นเกาะซึ่งมีความแตกต่างจากพื้นที่ฝั่งจะต้องมีการประเมินถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ให้เกิดความสมดุล ที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องมีปริมาณน้ำจืดที่เพียงพอต่อการบริโภค รวมทั้งการจัดการปัญหาขยะล้นเกาะ เนื่องจากเมื่อนักท่องเที่ยวล้นเกาะ เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางกลับส่วนใหญ่มักไม่ได้นำขยะกลับมาฝั่งด้วย เป็นต้น

ซึ่งผู้เรียนหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะได้มีการศึกษาลงพื้นที่จริง เพื่อฝึกปฏิบัติ และแก้ปัญหาเมือง ฝึกตั้งโจทย์ประเมิน และเสนอแนวทางจัดการและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนตามหลักวิชาการ ตลอดจนทำหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยงเพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

รายวิชาที่น่าสนใจของหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อาทิ เมืองน่าอยู่ (Livable city), การวางแผนยุทธศาสตร์เมือง, สังคมคาร์บอนต่ำ (Low carbon society), การวางแผนสิ่งแวดล้อม (Environmental planning), มลพิษสิ่งแวดล้อมชุมชน และ องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning organization) นอกจากนี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญานิเวศท้องถิ่น (Traditional ecological knowledge), การประเมินความเปราะบางและการปรับตัว (Vulnerability assessment and adaptation), การจัดการความขัดแย้ง(Conflict management), การจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนฐานชุมชน (Community based natural resource management) และการจัดการสิ่งแวดล้อมในกลุ่มประเทศอาเซียน” ฯลฯ ร่วมด้วย ซึ่งเชื่อว่าหากเมืองได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ และด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนจะนำพาชาติสู่การบรรลุเป้าหมาย SDGs ซึ่งจะตามมาด้วยความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

ติดตามรายละเอียดของหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ที่ https://graduate.mahidol.ac.th/download/old-news/th/news-events/graduate-programme022.php

‘ตรีนุช’ลงพื้นที่อุบลฯ ช่วยเหลือสถานศึกษา-ชาวบ้าน หลังประสบภัยน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686832

'ตรีนุช'ลงพื้นที่อุบลฯ ช่วยเหลือสถานศึกษา-ชาวบ้าน หลังประสบภัยน้ำท่วม

‘ตรีนุช’ลงพื้นที่อุบลฯ ช่วยเหลือสถานศึกษา-ชาวบ้าน หลังประสบภัยน้ำท่วม

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 21.30 น.

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2565 ที่ จ.อุบลราชธานี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่ติดตามและให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบอุทกภัย ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุบลราชธานี เขต 3 โรงเรียนบ้านเดื่อสะพานโดม และเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร โดยมี พระปัญญาวชิรโมลี เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม , น.ส.สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงพื้นที่

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ตนพร้อมผู้บริหาร ศธ.ตั้งใจมาเยี่ยมให้กำลังใจครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาทุกคน ซึ่งปีนี้ จ.อุบลราชธานี ประสบกับอุทกภัยอย่างหนักและรุนแรง โดยตนได้รับรายงานว่า เฉพาะที่ จ.อุบลราชธานี มีสถานศึกษา ในสังกัด ศธ.มากกว่า 92 แห่ง ได้รับความเสียหาย ทั้งอาคารเรียน และอุปกรณ์การเรียนการสอน ซึ่งตนได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้วว่า หลังจากที่น้ำลดแล้วอาจจะต้องมีการซ่อมแซมโรงเรียน หรือวัสดุครุภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย ก็ขอให้หน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาได้จัดงบประมาณไปดูแลโดยเร่งด่วน เพื่อให้มีความพร้อมสามารถเปิดโรงเรียนจัดการเรียนการสอนได้ทัน การเปิดเทอมที่จะถึงนี้ หรือให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และให้ดูแลครูผู้อยู่ในด่านหน้าได้รับขวัญกำลังใจ และได้รับการดูแลอย่างเต็มที่

“ดิฉันพร้อมที่จะเป็นหลักในการช่วยเหลือสนับสนุนในทุกๆ ด้าน เพื่อทำให้โรงเรียน ทำให้เด็กๆ ของเรากลับมาสู่การเปิดภาคเรียนได้อีกครั้ง ซึ่งในการช่วยเหลือนั้น หน่วยงานของ ศธ.ทุกหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่จะทำงานเชื่อมโยง บูรณาการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น อาชีวะช่วยประชาชน , กศน. , จิตอาสา ซ่อม สร้าง ล้างใหม่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นต้น และวันนี้ก็ได้รับการอนุเคราะห์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้มอบถุงยังชีพมาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย ดิฉันขอขอบคุณผู้บริหารทุกท่านและเป็นกำลังใจให้ทุกๆ คน ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปเร็วๆ ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพร่างกายจิตใจให้เข้มแข็งปลอดภัย เพื่อที่เราจะได้เป็นหลักในการทำงานให้กับลูกหลาน เยาวชน และครูของเราต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้รับเมตตาจากพระปัญญาวชิรโมลี เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม ซึ่งเป็นพระนักพัฒนาได้จัดสรรพื้นที่ของวัด จัดเป็นโรงเรียนเอกชนขึ้น เพื่อดูแลเยาวชนของเราส่วนหนึ่งให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา มีการพัฒนานวัตกรรมในเรื่องการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เพื่อลดค่าไฟฟ้า ช่วยระดมความช่วยเหลือจากชุมชนทุกด้านทำให้พวกเราบรรเทาทุกข์จากอุทกภัยในครั้งนี้ด้วย

– 006

พร้อมรับไม้ต่อปี’67 ‘ตรีนุช’ชู’พลิกโฉมการศึกษาสู่ยุคดิจิทัล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686575

พร้อมรับไม้ต่อปี'67 'ตรีนุช'ชู'พลิกโฉมการศึกษาสู่ยุคดิจิทัล'

พร้อมรับไม้ต่อปี’67 ‘ตรีนุช’ชู’พลิกโฉมการศึกษาสู่ยุคดิจิทัล’

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 19.12 น.

“ตรีนุช”ถกประชุม รมต.ศึกษาอาเซียน พร้อมรับไม้ต่อปี’67 ไทยเจ้าภาพชู”พลิกโฉมการศึกษาสู่ยุคดิจิทัล”

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วย นายอรรถพล สังขวาสี ปลัด ศธ.ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีศึกษาของอาเซียน ครั้งที่ 12 (The 12th ASEAN Education Ministers Meeting: 12th ASED) ร่วมกับรัฐมนตรีศึกษาของ 9 ประเทศสมาชิกอาเซียนและเลขาธิการอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางของแต่ละประเทศในการจัดการศึกษายุคหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และหารือถึงแนวทางการพัฒนาการศึกษาในอนาคตร่วมกัน ที่โรงแรม MELIA Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

“การประชุม 12th ASED นี้ จัดขึ้นในหัวข้อ ‘Joint efforts to recover learning and building resilience of education systems in ASEAN and beyond in the new context’ หรือ ‘ความพยายามร่วมกันในการพลิกโฉมการเรียนรู้และการสร้างความยืดหยุ่นของระบบการศึกษาในอาเซียนและในบริบทใหม่’ ซึ่งรัฐมนตรีศึกษาประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการจัดการศึกษาที่ได้รับผลกระทบมาจากโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยประเทศไทย และประเทศสมาชิกส่วนใหญ่มีการปรับการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้ครูเพื่อสามารถรองรับรูปแบบการสอนที่เปลี่ยนไปได้ รวมถึงพัฒนาแพลตฟอร์มกลางให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะการพาเด็กตกหล่นและหลุดออกกลางคันให้ได้กลับมาเรียนอีกครั้ง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยไทยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการพาเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับมาให้มากที่สุด รวมถึงฟื้นฟูความรู้ในช่วงที่หายไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้สนับสนุน ดังนั้น การเรียนรู้แบบผสมผสานที่เกิดขึ้นทำให้ผู้เรียนและครูต้องได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ใหม่ด้านดิจิทัล เพราะตอนนี้การศึกษาได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น ซึ่งตนได้ขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียนในการร่วมมือระหว่างกัน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาในการพัฒนาทักษะผู้เรียนให้มีทักษะด้านดิจิทัลพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2567 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASED ครั้งที่ 13 โดยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาการศึกษาในเรื่อง “พลิกโฉมการศึกษาสู่ยุคดิจิทัล” (Transforming Education to Fit in the Digital Era)

“ขอชื่นชมประเทศเวียดนามที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้และยินดีที่ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนมาร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาไปด้วยกัน เพราะงานด้านการศึกษาไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง เราในฐานะเจ้าภาพการประชุมในครั้งต่อไป จะสานต่อความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างหลักประกันว่าทุกคนจะต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม “น.ส.ตรีนุช กล่าว

ประชาชนเนืองแน่น! เข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686497

ประชาชนเนืองแน่น! เข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9

ประชาชนเนืองแน่น! เข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.22 น.

จากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2565 แล้วนั้น

สำนักพระราชวัง ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 14 – 16 ตุลาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 19.00 น.พร้อมรับชมการแสดงจากดุริยางค์ 4 เหล่าทัพ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น.ก่อนที่จะปิดเพื่อปรับภูมิทัศน์ของอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้สมพระเกียรติ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชนต่อไป

ในวันนี้ (14 ต.ค.2565) ที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลือง ใช้โอกาสวันหยุดราชการเดินทางมาเข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างต่อเนื่อง โดยทางสำนักพระราชวัง ได้จัดเตรียมดอกหลาบสด สีเหลืองผูกริบบิ้นสีขาวไว้บริการประชาชนด้วย โดยประชาชนถวายสักการะเสร็จแล้วจะได้นั่งพักผ่อนรับชมรับฟังการบรรเลงเพลงจากวงดุริยางค์ 4 เหล่าทัพ ที่หมุนเวียนมาขับกล่อมให้ประชาชนได้รับฟังอย่างมีความสุข

ด้าน คุณย่าเกศิ จินดาลัทธ อายุ 88 ชาวบางเขน กทม.เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวเพื่อถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ในหลวง ร.9 เป็นวันแรก พร้อมกล่าวว่า พอเข้าเขตอุทยานฯ มาตนก็ร้องไห้แล้วเป็นน้ำตาแห่งความระลึกถึงพระองค์ท่าน

“ระหว่างถวายสักการะ อธิษฐานว่า เกิดชาติหน้าก็ขอให้เป็นพสกนิกรของพระองค์ไปทุกชาติๆ ซึ่งพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 แห่งนี้จะเป็นจุดศูนย์ร่วมของคนไทย โดยเฉพราะครอบครัวเรา ที่ผ่านมาได้น้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านมาสอนลูกๆ เสมอว่า ให้ดู “ในหลวง ร.9″ เป็นหลักชัยในการปกครองไม่ว่าจะเป็นลูก พี่น้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งลูกก็ได้นำคำสอนนี้ไปปฏิบัติ เพราะเรารักและเทิดทูลพระองค์ท่านอย่างมาก วันนี้ได้มากราบสักการะยิ่งรู้สึกซาบซึ้ง และหลังจากอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 สร้างเสร็จลูก ๆก็จะพามาเที่ยวบ่อยขึ้น เพราะเท่าที่ทราบในหลวง รัชการที่ 10 ท่านมีความประสงค์ให้ประชาชนได้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ใครได้มาก็จะได้รับความรู้ด้วยว่าในหลวง ร.9 ท่านได้ทำอะไรไว้ให้พวกเราบ้าง เราโชคดีที่เกิดทัน แต่ลูกหลานที่เกิดไม่ทันพระองค์ท่านก็จะได้ทราบว่าพระองคค์ท่านทำอะไรไว้ให้พวกเราบ้าง” คุณย่าเกศิ กล่าว

– 006

ทั่วไทยร่วมใจพร้อมเพรียง! จัดกิจกรรมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ’รัชกาลที่ 9′

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686477

ทั่วไทยร่วมใจพร้อมเพรียง! จัดกิจกรรมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ'รัชกาลที่ 9'

ทั่วไทยร่วมใจพร้อมเพรียง! จัดกิจกรรมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ’รัชกาลที่ 9′

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.10 น.

ทั่วไทยร่วมใจพร้อมเพรียงจัดกิจกรรมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2565 ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เป็นผู้นำพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ร้อยรวมดวงใจแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้อย่างพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการร่วมกันประกอบพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และพิธีวางพวงมาลา นอกจากนี้ ได้ทุกพื้นที่ต่างร่วมใจกันจัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาถวายเป็นพระราชกุศล ในโอกาสนี้อีกด้วย

“โดยในช่วงเช้าเป็นพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล ดังเช่น ที่จังหวัดอุดรธานี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วย นางนงรัตน์ คงเกษม ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุดรธานี นำข้าราชการตุลาการ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และประชาชน ร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี

เช่นเดียวกับที่จังหวัดชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายวินัย เลิศประเสริฐ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี นายวิรัตน์ เล้าประดิษฐ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา นายนริศ นิรามัยวงศ์ นายนิติ วิวัฒน์วานิช นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พล.ต.อำนาจ ดอนงาม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 14 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ปลัดจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชน ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ณ หอพระพุทธสิหิงค์ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

รวมถึงที่จังหวัดเชียงใหม่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นำนางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ และ นายวีระพันธ์ ดีอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ และประชาชน ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 89 รูป และพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล ที่ ห้องโถงลานน้ำพุ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับที่จังหวัดมหาสารคาม นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นำนางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมหาสารคาม ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนร่วมประกอบพิธี ณ วัดมหาชัย พระอารามหลวง ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

และที่จังหวัดลำปาง นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนชาวจังหวัดลำปางทุกหมู่เหล่า ประกอบพิธีทางศาสนา บำเพ็ญกุศลทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งถวายแด่พระภิกษุสงฆ์-สามเณร เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศล ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารหอประชุมจังหวัดลำปาง” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ บรรยากาศในตลอดทั้งวัน เป็นบรรยากาศแห่งการน้อมถวายเป็นพระราชกุศลด้วยการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำรัส “รู้ รัก สามัคคี” เพื่อเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพสกนิกรทั่วทั้งประเทศ ด้วยการร่วมกันทำความดีปฏิบัติบูชาผ่านกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เป็นผู้นำในการเชิญชวนเหล่าประชาชนจิตอาสา ทั้งที่มีเครื่องแบบ คือ หมวก ผ้าพันคอ บัตรประจำตัวประชาชนจิตอาสา และพี่น้องประชาชนที่ไม่มีเครื่องแบบ แต่มี Passion ที่ปรารถนาจะประกอบคุณงามความดี สร้างคุณประโยชน์ให้กับชุมชน และสังคม ด้วยจิตใจเสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่หวังผลตอบแทน ต่างร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทย ดังเช่นที่ จังหวัดพะเยา ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นำประชาชนจิตอาสา ร่วมทำกิจกรรม “จิตอาสาพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์กำจัดวัชพืชและผักตบชวา” บริเวณกว๊านพะเยา ณ ข่วงวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ทั้งการกำจัดผักตบชวา ทำความสะอาดคูคลอง กำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ พร้อมปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ ตัดแต่งกิ่งไม้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความสวยงามของจังหวัดพะเยา

ส่วนที่จังหวัดลำพูน นายสันติธร ยิ้มละมัย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นำนางดวงกมล ยิ้มละมัย ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยประชาชนจิตอาสา ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกเนื่องในวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

และที่จังหวัดพังงา นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นำนายบุญเติม เรณุมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายเถลิงศักดิ์ นุชประหาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นาวาตรีหญิง โนสมา หลีเส็น ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพังงา และประชาชนจิตอาสา ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในวันสำคัญของชาติไทย ณ บริเวณท่าเทียบเรือบ้านท่าไทร หมู่ 7 ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด โดยช่วยกันเก็บขยะ ตัดหญ้า และปรับภูมิทัศน์บริเวณท่าเทียบเรือบ้านท่าไทร เพื่อให้มีทัศนียภาพที่ความสวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนและสันทนาการของประชาชนและรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่

และที่สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก นายภูสิต สมจิตต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นำประชาชนจิตอาสา ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ทำความสะอาดสวนเฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2565 ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างพร้อมเพรียงกัน

นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนั้นในช่วงเวลา 18.00 น.ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้จัดพิธีวางพวงมาลา โดยที่อาคารศูนย์กลางการประชุมสัมมนาภาคใต้ตอนบน ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2565 โดยมี นางอุรสา จินโต ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสุราษฎร์ธานี ข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียงกัน

เช่นเดียวกับที่โรงเรียนนราสิกขาลัย อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นำนางสิริวิมล พงษ์อักษร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนราธิวาส นางพาตีเมาะ สาดียามู นายทศพล สวัสดิสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ตุลาการ ศาล ทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน และภาคประชาชนชาวจังหวัดนราธิวาส ร่วมประกอบพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะฯ ด้วยความน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

รวมถึงที่อาคารศาลารักษ์ปทุม ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นำ นางจินจณา โอสถธนากร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วยข้าราชการ และประชาชนทุกหมู่เหล่า ประกอบพิธีวางพวงมาลา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2565

รวมไปถึงที่หอประชุมศาลากลางจังหวัดตาก นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก นำนางวรรณฤดี กิจเจริญรุ่งโรจน์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดตาก นายสุรพล วงศ์สุขพิศาล และนายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก พร้อมด้วย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทุกหมู่เหล่า ประกอบพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2565 พร้อมกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และนำผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่ง เป็นเวลา 89 วินาที เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

“ภาพแห่งการหลอมรวมความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2565 เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความรู้สึกของคนไทยทุกคนที่ต่างน้อมรำลึกในน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงเป็น “พ่อแห่งแผ่นดิน” ผู้พระราชทานแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านต่างๆ ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี แห่งรัชสมัย ประชาชนคนไทยได้พึ่งพระบารมี นำมาซึ่งความผาสุก ร่มเย็น และประโยชน์สุขแห่งปวงชนชาวไทยรวมถึงประชาคมโลกอย่างอเนกอนันต์ สะท้อนผ่านโครงการในพระราชดำริน้อยใหญ่ จำนวน 4,741 โครงการ ทั้งได้พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตโดยใช้ความรู้และสติปัญญาเป็นภูมิคุ้มกัน ยังผลให้ทุกถิ่นที่ในราชอาณาจักรไทยมีแต่ความสุขที่ยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

เปิด 9 เรื่องน่ารู้ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 สวนสวยกลางกรุงฯ ปอดแห่งใหม่ใต้พระบารมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686378

เปิด 9 เรื่องน่ารู้ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 สวนสวยกลางกรุงฯ ปอดแห่งใหม่ใต้พระบารมี

เปิด 9 เรื่องน่ารู้ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 สวนสวยกลางกรุงฯ ปอดแห่งใหม่ใต้พระบารมี

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 20.09 น.

วันที่ 13 ตุลาคม 2565 เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม เผย 9 เรื่องน่ารู้ “อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ ๙” สวนสวยกลางกรุงฯ ปอดแห่งใหม่ใต้พระบารมี นับเป็นอีกหนึ่งความปลาบปลื้มใต้พระบารมี ภาพเสมือนจริง (แบบจำลอง) และข้อมูล ของ “อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙” ซึ่งวันนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ ๙ แห่งนี้เมื่อสร้างแล้วเสร็จ จะเป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุงฯ เป็นแลนด์มาร์ก สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

และนี่ก็คือ 9 เรื่องน่ารู้ ของ “อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ ๙” สวนสวยกลางกรุงฯ ใต้พระบารมีที่เป็นมากกว่าสวนสาธารณะทั่ว ๆ ไป

1. จากอดีตสนามม้าสู่สวนสวย : อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ ๙ สร้างบนพื้นที่อดีต “สนามม้านางเลิ้ง” ซึ่งเป็นที่ดินในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้สร้างเป็นสวนสาธารณะเพื่อประโยชน์สุขแก่ปวงชน

2. ปอดแห่งใหม่ สวนสวยขนาดใหญ่ใจกลางกรุง : อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ ๙ มีพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่ 279 ไร่ ถือสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกแห่งในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในรองจากสวนลุมพินี และสวนเบญจกิตติ

สวนแห่งนี้เริ่มพัฒนาแบบตั้งแต่ พ.ศ. 2561 คาดว่าจะแล้วสร้างเสร็จภายใน พ.ศ. 2567

3. แนวคิดป่าและน้ำ : อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ ๙ เกิดขึ้นจากพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ซึ่งทรงตั้งพระราชหฤทัยเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานอุทยานเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้แนวตามพระราชดำริของทั้งสองพระองค์ ผ่านองค์ความรู้เรื่อง “ป่าและน้ำ” ซึ่งนำมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบสวนแห่งนี้

4.สวนสมัยใหม่ : อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ ๙ เป็นสวนสาธารณะที่ออกแบบตามแนวคิดของสวนสมัยใหม่ หรือ “Modern Park” ที่นอกจากจะออกแบบอย่างทันสมัยสวยงาม มีแนวคิดหลัก แนวคิดรอง สื่อความหมายชัดเจน มีการนำเทคโลโลยีล้ำ ๆ มาใช้แล้ว การออกแบบสวนแห่งนี้ยังคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่เชื่อมโยงวิถีความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

5. ไฮไลท์ตามรอยพ่อ : ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ ๙ จึงมีแนวคิดในการออกแบบของสิ่งต่าง ๆ ภายในสวนแห่งนี้ให้เกี่ยวข้องกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ นำโดย

-“พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๙” ประดิษฐานอยู่กลางสวนซึ่งถือเป็นหัวใจและศูนย์กลางของสวนสาธารณะแห่งนี้
-“สะพานหมายเลข ๙” ที่เป็นเส้นทางเดินภายในส่วนนำสู่ พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.๙
-“สะพานหยดน้ำพระทัย” ที่สื่อให้เห็นถึง น้ำพระราชหฤทัยดั่งสายน้ำที่หล่อเลี้ยงคนไทยมาตลอด 70 ปี สะพานที่ออกแบบอย่างสวยงาม โดยเฉพาะยามสะท้อนเงาจากแผ่นน้ำ
-“สะพานไม้เจาะบากง” เป็นการจำลองสะพานไม้เจาะบากง จ.นราธิวาส สะพานที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เคยเสด็จไปทรงงาน บริเวณสะพานมีท่าน้ำ น้ำตกและลำธารจำลองตามแบบป่าฝนเขตร้อนที่ออกแบบอย่างสวยงาม กลมกลืน