‘People Innovation Hackathon’ ระดมสมองปลดล็อกศักยภาพ‘HR’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666339

‘People Innovation Hackathon’  ระดมสมองปลดล็อกศักยภาพ‘HR’

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “People Innovation Hackathon” ซึ่งร่วมจัดโดย HUBBA Thailand, Kincentric. และ BrightSide People ณ Toemsakdi Krishnamra Hall ที่ Sasin School of Management (สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เปิดพื้นที่รวมตัว “People Innovators” ที่มีความสามารถด้าน HR, Business, Design และ Technology และสนใจตอบโจทย์ความท้าทายของ HR ยุคใหม่ โดยงานนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 40 คน ที่ทำการ Hack กับไอเดียนวัตกรรม 11 ไอเดีย

ไอเดียนวัตกรรมเหล่านี้ เน้นไปที่การแก้ปัญหาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ผ่านการใช้ Data ในหลากหลายมิติ เช่น การคาดการณ์ปัญหาเพื่อรักษาพนักงาน การวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ของคนในองค์กร (ONA) การสร้าง Engagement ในช่วง Work from Home การทำ Performance Evaluation โดยที่เห็นพัฒนาการระหว่างทาง และการหางานที่ตรงความต้องการและ Passion สำหรับทั้งผู้ที่เริ่มทำงานแล้วและเด็กจบใหม่ เป็นต้น ระหว่างกิจกรรม Hackathon ผู้เข้าร่วมแต่ละทีมได้รับโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากคณะ Mentors ผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลาย

และการตัดสินจากคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ 4 ท่าน คือ คุณเวโรจน์ ลิ้มจรูญ (Group Senior Vice President, Office of CEO, Banpu), คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ (Co-Founder, Techsauce), คุณภาณุวัฒน์ เบ็ญเราะมาน (Chief People Officer, Minor Food and Minor Lifestyle) และ คุณบัญชา ธรรมารุ่งเรือง (CEO & Founder, AMPOS Group) ซึ่ง “ทีมที่ได้รางวัลชนะเลิศ คว้าเงินรางวัล 50,000 บาท คือทีม Happiness” ผู้เล็งแก้ปัญหาภาวะ Burn Out และพัฒนาสุขภาพจิตในในพนักงาน

ทั้งนี้ People Innovation Hackathon เป็น Public Hackathon ที่เจาะปัญหาของ HR ครั้งแรกในประเทศไทย โดย Hackathon นี้มุ่งเน้นในการแก้ปัญหาภายใต้โจทย์ “People Analytics and Data Management” เพื่อสร้างนวัตกรรมที่จะเก็บ จัดการ วิเคราะห์ หรือใช้ประโยชน์จาก Data ในการบริหารศักยภาพมนุษย์ เพื่อยกระดับทุกการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับคน ในองค์กรทุกรูปแบบ

คุณเวโรจน์ ลิ้มจรูญ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) องค์กรผู้สนับสนุนของกิจกรรม People Innovation Hackathon กล่าวชื่นชมความสำเร็จผู้เข้าแข่งขันทุกท่าน ว่า ผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีความสามารถ มีศักยภาพ และได้แสดงถึง Passion (ใจรัก), Innovation (สร้างสรรค์),Commitment (มุ่งมั่น) ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมของ Banpu ที่เรายึดถือ ปฏิบัติ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้เรียนรู้
และได้ประสบการณ์อย่างมากที่จะช่วยส่งเสริมให้เขามีพลังใจในการก้าวไปข้างหน้าเพื่อสร้างนวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ขึ้นต่อไป

People Innovation Hackathon ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการรวมตัวของชาว HRสายพันธุ์ใหม่ ที่จะขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกศักยภาพการบริหารทรัพยากรบุคคลในประเทศไทยและพัฒนาชีวิตการทำงานของเราทุกคนให้ดียิ่งขึ้นไปหากสนใจโปรดติดตามข่าวสารของชุมชนนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/PeopleInnovationHackathon

มอง 2 มหาอำนาจเอเชีย‘จีน-ญี่ปุ่น’ ยุทธศาสตร์ช่วยเหลือชาติกำลังพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666341

มอง 2 มหาอำนาจเอเชีย‘จีน-ญี่ปุ่น’  ยุทธศาสตร์ช่วยเหลือชาติกำลังพัฒนา

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ต่อให้จะมีนักวิชาการหลายคนบอกว่ามันเป็นเรื่องของความร่วมมือก็ตาม แต่สุดท้ายไม่สามารถปิดกั้นฉากสะท้อนอะไรบางอย่างในเรื่องของการแข่งขันทางยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้ แล้วเราก็เห็นว่ามีหลากหลายกระบวนท่าที่จีนและญี่ปุ่นใช้ในการสนับสนุนการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่นำโดยประเทศญี่ปุ่น ก็ถูกจับคู่ให้เป็นคู่แข่งขันกับ RCEP ที่ดูแล้วจีนน่าจะมีอิทธิพลหรือมีบทบาทสูงในฟอรั่มนั้น

ในขณะที่การเกิดขึ้นมาของ Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) ของประเทศจีน มักจะถูกจับคู่กับ Asian Development Bank (ADB) ที่ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญอยู่เป็นประจำ ดังนั้นต่อให้บอกว่ามันเป็นเรื่องของความร่วมมือที่เปิดกว้างหรืออะไรก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถกลบกระแสที่บอกว่า 2 ประเทศนี้กำลังแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ไปได้”

รศ.ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวในช่วงเริ่มต้นของการบรรยายเรื่อง “จีนและญี่ปุ่นที่มีต่อการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภคในไทย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสวนา“Direk Talk : สายลมแห่งรัฐ (ศาสตร์) : การศึกษารัฐศาสตร์ในโลกยุคใหม่”จัดโดย ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์มธ. เมื่อเร็วๆ นี้

งานศึกษานี้เป็นการมองยุทธศาสตร์ ของจีนและญี่ปุ่นในประเด็นร่วมสมัย เช่น Belt and Road Initiative (BRI) หรือ ที่คุ้นกับชื่อก่อนหน้านี้คือ One Belt One Road (1 แถบ 1 เส้นทาง) ของจีน หรือ Free and Open Indo-Pacific (FOIP : อินโด-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง) ของญี่ปุ่น นโยบายเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อการช่วยเหลือและการพัฒนาที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ (Official Development Assistance : ODA) โดยการให้ความช่วยเหลือทำได้ 3 รูปแบบ คือ 1.เงินให้เปล่า ให้เงินกับประเทศผู้รับไปเลย 2.เงินกู้ผ่อนปรน เช่น คิดดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราทั่วไปในตลาด ให้เวลาผ่อนชำระหนี้ค่อนข้างยาวนาน การชำระหนี้ไม่จำเป็นต้องรีบชำระในส่วนของดอกเบี้ย เป็นต้น และ 3.ความร่วมมือทางวิชาการ

เมื่อวิเคราะห์สาระสำคัญของ “ยุทธศาสตร์ BRI ของจีน” พบว่า ให้ความสำคัญกับ 5 ด้าน คือ 1.การประสานนโยบาย 2.การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน 3.การค้าอย่างไม่มีอุปสรรค 4.การบูรณาการทางการเงิน และ 5.สายสัมพันธ์ของประชาชนถึงประชาชน ซึ่ง “การให้ความช่วยเหลือของจีนจะเน้นไปที่ข้อ 2 หรือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน” อาทิ รถไฟความ เร็วสูง ท่าเรือ ถนน

หลักการของจีนว่าด้วยการช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา จีนนั้นไม่ได้อยู่ใน คณะกรรมการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (DAC) ซึ่งทำงานภายใต้ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ดังนั้น อาจตีความได้ว่าจีนกำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่แตกต่างออกไปจากบรรทัดฐานเดิมที่ DAC/OECD วางไว้หรือไม่ ขณะที่ฝ่ายจีนก็ชี้แจงว่า มีหลักการให้ความช่วยเหลือของตนเองมาแล้วตั้งแต่ปี 2507, 2554 และ 2557 โดยครั้งหลังสุดเกิดขึ้นภายหลังการประกาศยุทธศาสตร์ BRI แล้ว

“จีนยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน แล้วก็ไม่มี Political Condition หรือเงื่อนไขเรื่องของการเมืองในเรื่องที่เขาจะให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา อันนี้คือจุดที่จีนยึดมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงในปัจจุบัน เพราะจุดนี้นี่เองที่ทำให้มีลักษณะแตกต่างจากญี่ปุ่นในปัจจุบัน ดังนั้นเขาไม่ได้สนใจและใส่ใจในเรื่องของการไปแทรกแซงกิจการภายในเกี่ยวกับการเมือง” รศ.ดร.สุนิดา ระบุ

ข้างต้นคือจุดยืนที่จีนไม่เปลี่ยนมาตลอดตั้งแต่ปี 2507 แต่จุดที่จีนปรับเปลี่ยนไปบ้างคือเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มีการปรับในปี 2557 ใช้คำว่า Common Development หรือ Independent Development โดยสรุปคือการยึดผลประโยชน์ของประเทศผู้รับเป็นหลัก ซึ่งเหตุที่ต้องปรับถ้อยคำดังกล่าว เพราะจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า คำว่าผลประโยชน์ร่วมกันหมายถึงจีนได้มากกว่าประเทศผู้รับความช่วยเหลือ

จากนั้นในปี 2561 นโยบายให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ของจีน พบความเปลี่ยนแปลงจากช่วงก่อนหน้า โดยในอดีตจะขึ้นอยู่กับ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลัง แต่นับจากปี 2561 มีองค์กร China International Development Cooperation Agency (CIDCA) เกิดขึ้นมาเพื่อบูรณาการนโยบายแทนกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นแกนกลางเดิม เพื่อต้องการลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่จีนออกไปช่วยเหลือประเทศต่างๆ ก็เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการค้า-การลงทุนของจีน อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ของจีนก็ยังมีบทบาทอยู่เพราะสัญญาต่างๆ ที่ CIDCA ไปดำเนินการกระทรวงพาณิชย์จะสานงานต่อในทางปฏิบัติ

อีกด้านหนึ่ง “ยุทธศาสตร์ FOIP ของญี่ปุ่น” ให้ความสำคัญกับ 5 ด้าน คือ 1.การส่งเสริมนโยบายกับประชาคมโลกในเรื่องกฎระเบียบการเดินเรือ 2.การค้าที่เสรีและเป็นธรรม 3.การเชื่อมโยงโดยการพัฒนาสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพ 4.การบริหารโดยให้ความช่วยเหลือในเรื่องการพัฒนาศักยภาพ และ 5.การเดินเรื่องที่มั่นคงและปลอดภัย ซึ่ง “จุดที่น่าสังเกตคือข้อ 3 ที่ญี่ปุ่นใส่คำว่าคุณภาพเข้ามาด้วย” เพราะสื่อเป็นนัยว่า “ญี่ปุ่นต้องการแข่งขันด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือสาธารณูปโภคกับจีน” โดยฝ่ายหลังมักถูกตั้งคำถามเรื่องคุณภาพเสมอ

สำหรับญี่ปุ่นนั้นเป็นสมาชิกของ DAC/OECD มีหลักการเป็นธรรมนูญการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2535, 2546 และ 2558 เมื่อเข้าสู่การใช้ยุทธศาสตร์ FOIP ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเฉพาะหลักการเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม การไม่ใช้ความช่วยเหลือที่ได้รับไปในด้านการทหาร ที่ต้องเน้นย้ำคือ “การสนับสนุนค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นทำต่อเนื่อง..ซึ่งข้อนี้ทำให้ญี่ปุ่นแตกต่างกับจีน” อนึ่ง ญี่ปุ่นยังมีการเพิ่มค่านิยมใหม่เข้าไป เช่น ความมั่นคงของมนุษย์ บวกกับการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือมากขึ้น

จากนโยบายสู่การปฏิบัติ “กรณีความช่วยเหลือจากจีน” ประเด็นความเป็นเจ้าของของประเทศผู้รับ ยังคง
ขึ้นอยู่กับอำนาจในการเจรจาต่อรอง (Bargaining) เช่น ใน 2 ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างลาวและกัมพูชา ยังไม่มีความชัดเจนว่าทั้ง 2 ชาติมีส่วนร่วมมากขึ้นกับโครงการพัฒนาจากจีนหรือไม่ขณะที่ประเทศไทย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง ดูเหมือนจะมีอำนาจต่อรองกับจีน จนทำให้มีส่วนร่วมได้มากกว่าอีกหลายชาติที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า อนึ่ง โครงการช่วยเหลือของจีนพบจุดเด่นที่ความรวดเร็วและไม่ซับซ้อน แต่ก็มีคำถามในเรื่องคุณภาพ

ส่วน “กรณีความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น” ประเด็นความเป็นเจ้าของและการมีส่วนร่วมของประเทศผู้รับ ถูกวางไว้เป็นระบบมากกว่า ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความเป็นเจ้าของของประเทศผู้รับจะไปมีคววามสัมพันธ์กับการพัฒนาของประเทศผู้รับมาก-น้อยเพียงใดเรื่องประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลยังไม่ชัดเจนหรือแม้แต่อาจกลายเป็นภาระของประเทศผู้รับเสียมากกว่า

ในช่วงท้ายของการบรรยาย รศ.ดร.สุนิดา กล่าวถึงการศึกษากรณีประเทศไทย ประเด็นโครงการรถไฟความเร็วสูงกับการรักษาสมดุล(Balance) ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งต้องไล่ย้อนไปดูตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2557 เวลานั้นมีการพูดถึงการเปิดให้นานาชาติร่วมประมูล (International Bidding) แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 ประเทศฝั่งยุโรปคว่ำบาตร ส่วนญี่ปุ่นก็สงวนท่าที รัฐบาลโดยคณะรัฐประหารในขณะนั้นจึงต้องเจรจากับจีน

ดังนั้นแทนที่จะเป็นการให้ชาติต่างๆ ประมูลเพื่อเสนอผลประโยชน์ที่ดีที่สุดกับไทย แบบเดียวกับโครงการรถไฟเส้นทางจาการ์ตา-บันดุง ในประเทศอินโดนีเซีย ที่จีนกับญี่ปุ่นแข่งกันประมูลเพื่อให้ได้สิทธิ์ก่อสร้าง กลายเป็นไทยต้องเจรจาเพื่อต่อรองผลประโยชน์กับจีน บวกกับไทยไม่เคยมีเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญในการสร้างรถไฟความเร็วสูงมาก่อน ทำให้เกิดความล่าช้าในการก่อสร้างเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย อีกด้านหนึ่ง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่ญี่ปุ่นได้ไป ญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องรีบก่อสร้างเพราะได้ผลประโยชน์แน่นอนแล้วและไทยเองก็ยังไม่มีงบประมาณ

“อย่างไรก็ตาม ไม่ได้บอกว่าประเทศไทยไม่ได้เจรจาอะไรเลย ความล่าช้าต่างๆ ของดีลที่เกิดขึ้นกับประเทศจีนความล่าช้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดีลของการก่อสร้าง ก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยก็พยายามในระดับสูงเช่นเดียวกันที่จะเจรจากับประเทศจีนให้มากขึ้นเพื่อ Balance (รักษาสมดุล) ผลประโยชน์” รศ.ดร.สุนิดา กล่าว

หมายเหตุ : การบรรยายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย ซึ่งคาดว่างานวิจัยฉบับเต็มน่าจะสามารถเผยแพร่ได้เร็วๆ นี้ โดยผู้สนใจสามารถสอบถามไปได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “Direk Jayanama Research Center”

อว.​ ผนึกกำลัง ม.ราชภัฏ​ 38​ แห่ง​ ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666318

อว.​ ผนึกกำลัง ม.ราชภัฏ​ 38​ แห่ง​ ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.16 น.

อว.​ ผนึกกำลัง ม.ราชภัฏ​ 38​ แห่ง​ ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น​ ปีที่ 2

วันที่ 12 กรกฎาคม 2565 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยราชภัฏ จัดกิจกรรม “การนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัย แผนงานการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นปีที่ 2” ณ โรงแรม เซ็นทรา บายเซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ภายใต้แผนงานการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นปีที่ 2 ทั้ง 7 ภูมิภาค เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในการรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่เข้าสู่ชุมชนและการออกแบบให้ตรงกับความต้องการของตลาด และได้รับเกียรติ​จาก ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็น​ประธานเปิดงานฯ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ให้การต้อนรับ​และกล่าวรายงาน​ฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และผู้บริหาร​ ม.ราชภัฏ​เข้าร่วมงานฯ 

ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกล่าวว่า กิจกรรมการนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัย แผนงานการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ปีที่ 2” โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. สนับสนุนงบประมาณให้กับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง ทั่วประเทศ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม โดยใช้องค์ความรู้ และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับมาตรฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวของชุมชนเชิงสร้างสรรค์ โดยพัฒนาบนฐานอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการสร้างเศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองที่สำคัญ 
ในการสร้างความมั่นคง และมั่งคั่งอย่างทั่วถึง 

โดยมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จากแนวคิด BCG Model สู่การยกระดับเศรษฐกิจของประเทศเป็นแนวทางที่รัฐบาลมุ่งเน้นให้หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนประเทศ ตามแนวทางของรัฐบาล โดยการใช้องค์ความรู้ด้านการวิจัยที่บูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ 

ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการร่วมกันพัฒนาท้องถิ่น อีกทั้งยังทำงานในลักษณะเครือข่ายพันธมิตรกับหน่วยงานที่มีบทบาทในการใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ อีกทั้ง กิจกรรมในวันนี้ยังเป็นการสื่อสารเพื่อเชิญชวนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นต้น เพื่อมาร่วมกันเสวนาถึง การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเพื่อนำไป สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในฐานะผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ซึ่งเป็นแนวทางที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้อย่างแท้จริงตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 เครือข่ายอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย นักวิจัย และ ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดผลงานวิจัยต่าง ๆ รวมทั้งการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างรายได้ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชนด้วยการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนผ่านการรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมให้เข้มแข็งด้วยการสนับสนุนทุนวิจัย พัฒนาบุคลากร และพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยและ นวัตกรรมตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ได้สนับสนุนแผนงานวิจัย เรื่อง “การยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาพื้นที่ บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ปีที่ 2” โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อ พัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งการดำเนินงานอาศัยกลไกความ ร่วมมือของเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั้ง 38 แห่งทั่วประเทศ และหน่วยงาน ภาคี ในการยกระดับขีดความสามารถ ของชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เชิงสร้างสรรค์ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรม เพื่อเพิ่ม มูลค่าทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนสำหรับการดำเนินงานได้ต่อยอดจากผลการดำเนินงานในปีแรก โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ในประเภทต่าง ๆ โดยมีความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการทดสอบ พัฒนา และรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ สู่สาธารณชน ควบคู่ไปกับการส่งเสริม การท่องเที่ยวโดยชุมชนในระดับนโยบาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ที่อยู่บนพื้นฐานของการสร้าง และการใช้องค์ความรู้  ความคิด สร้างสรรค์เชื่อมโยงกับ ทุนทางปัญญา ทุนทางวัฒนธรรม ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2565 วช. ได้สนับสนุนโครงการ “การยกระดับ ศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิง นวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าอัตลักษณ์ พื้นถิ่นด้วยภูมิปัญญาและนวัตกรรมบน ฐานเศรษฐกิจ BCG”  การบูรณาการต่อยอดให้เกิด ความยั่งยืนด้วยทุนทางทรัพยากรชุมชนสู่ นโยบายการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศด้วยแนวคิด BCG Model เพื่อเป็นกลไกทางเศรษฐกิจ สำคัญที่ก่อให้เกิดการจ้างงาน การสร้าง อาชีพที่หลากหลาย การหมุนเวียนของ รายได้ การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น รวมถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใน ชุมชน ท้องถิ่น และภูมิภาคได้อย่างสมดุลอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ ภายในงานมีการแสดง​นิทรรศการและผลิตภัณฑ์​จากโครงการ​วิจัย​ ภายใต้แผนงานการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นปีที่ 2 ทั้ง 7 ภูมิภาค​ อาทิเช่น​ ภาคกลาง​ “ผลิตภัณฑ์​กัญชาน้ำผึ้ง​มะนาว​ จากเครือข่าย​กลุ่ม​ศรีอยุธยา” โดยวิสาหกิจ​ชุมชน​ ตำบล​คลอง​จิก​ ภาคเหนือ​ “ผลิตภัณฑ์​ประดิษฐ์​จากเศษผ้า” ภาคอีสาน  “ผลิตภัณฑ์​โทนเนอร์​บัวแดง” และ​ ภาคใต้​ “ทุเรียนกวนห่อกาบหมาก” เป็น​ต้น​ และการนำเสนอ​ภาพรวม​การดำเนินแผนงาน​ โดย​ ดร.สัญชัย​ เกียรติ​ทรงชัย​ ผู้​อำนวยการ​แผนงานวิจัย 

การบรรย​าย ในหัวข้อ​ เรื่อง “การทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย” ในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวฯ และการเสวนาแนวทางการนำเสนอ​ผลงานวิจัย​ไปใช้​ประโยชน์​ โดย​ วิทยากรจากหน่วยงาน​ต่าง​ ๆ​ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ นำเสน่ห์ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ชุมชนเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

ครม.เห็นชอบการจัดทำเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666257

ครม.เห็นชอบการจัดทำเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.33 น.

ครม.เห็นชอบการจัดทำเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2565 ได้เห็นชอบการจัดทำเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน มีพระคุณอันประเสริฐยิ่งของราษฎร ทรงเป็นศูนย์รวมของราษฎรทั้งแผ่นดินและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรและความอุดมสมบูรณ์แก่แผนดินตลอดมา ตลอดจนการส่งเสริมศิลปาชีพในงานหัตถศิลป์หลากหลายแขนงก่อให้เกิดการทำนุบำรุง สืบทอดงานศิลปะอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องจนศิลปะไทยอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของชาติสร้างชื่อเสียงไปยังนานาประเทศ และเป็นการยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จะดำเนินการจัดทำเหรียญชนิดบุรุษ และสตรี จำนวนไม่เกิน 300,000 เหรียญ โดยลักษณะเหรียญจะเป็นเหรียญกลม ส่วนผสมเงินร้อยละ 92.5 และทองแดงร้อยละ 7.5 เส้นผ่าศูนย์กลาง 32 มิลลิเมตร น้ำหนักเหรียญ 23 กรัม

สำหรับลวดลายนั้น ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระรูปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงกุณฑลเพชร ทรงฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงผ้าทรงสะพักประจำเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ เฉวียงพระอังสา ทรงสายสร้อยมหาจักรี ดาราจักรี และสายสะพายจักรี พระอังสาเบื้องซ้ายประดับดวงตราปฐมจุลจอมเกล้าและเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่9 ชั้นที่1 ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่าง มีข้อความว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ส่วนด้านหลัง กลางเหรียญมีอักษรพระนามาภิไธย “ส.ก.” อยู่ภายใต้พระมหามงกุฎ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า “เฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕”

บริเวณขอบนอกเหรียญ ด้านหน้าเบื้องบนมีอักษรพระนามาภิไธย “ส.ก.” อยู่ภายใต้พระมหามงกุฎ ด้านหลังขอบนอกเหรียญมีห่วงสำหรับบุรุษใช้ห้อยกับแพรแถบ กว้าง 32 มิลลิเมตร สำหรับสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบดังกล่าว แต่ผูกเป็นรูปแมลงปอ

สำหรับความหมายของผ้าแพรแถบซึ่งมีความกว้าง 32 มิลลิเมตรนั้น พื้นแพรแถบสีฟ้าอันเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ มีริ้วสีขาว หมายถึงน้ำพระราชหฤทัยอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่แผ่ไพศาลไปยังพสกนิกร และมีริ้วสีน้ำเงิน หมายถึงสีประจำสถาบันพระมหากษัตริย์

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า กรมธนารักษ์ จะเริ่มจำหน่ายจ่ายแจกแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้าและประชาชนทั่วไปตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในพระราชบัญญัติว่าด้วยเหรียญเฉลิมพระเกียรติและเหรียญที่ระลึก พ.ศ. 2548 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว  สำหรับราคาเหรียญนั้น ทั้งชนิดบุรุษและสตรี จำหน่ายในราคา 1,600 บาท

สอศ.ร่อนหนังสือเตือนอาชีวะ คุมเข้ม‘นักเรียน’ตีกัน ล็อกเป้า‘จังหวัด’เฝ้าระวังพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666165

สอศ.ร่อนหนังสือเตือนอาชีวะ คุมเข้ม‘นักเรียน’ตีกัน ล็อกเป้า‘จังหวัด’เฝ้าระวังพิเศษ

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 08.39 น.

สอศ.ร่อนหนังสือเตือนอาชีวะ คุมเข้ม‘นักเรียน’ตีกัน ล็อกเป้า‘จังหวัด’เฝ้าระวังพิเศษ

11 กรกฎาคม 2565 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในเรื่องการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนแขนงต่างๆนั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงสถานศึกษาอาชีวศึกษาทุกแห่งทั้งอาชีวะรัฐและเอกชน ให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาทอย่างเคร่งครัดทุกแห่ง

นอกจากนี้ ยังเพิ่มเติมในส่วนกลุ่มเฝ้าระวังของสถานศึกษาที่มีปัญหานักเรียน นักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) , นนทบุรี , ปทุมธานี , สมุทรปราการ , สมุทรสาคร , นครปฐม , ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา 46 แห่ง แบ่งเป็น อาชีวะรัฐ 23 แห่ง อาชีวะเอกชน 23 แห่ง

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของ สอศ. ลงพื้นที่ตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดและรายงานทันที และให้ประสานหารือกับเจ้าหน้าที่หน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมเฝ้าระวังตามจุดเสี่ยง และช่วงเวลาการเข้าเรียน และเลิกเรียน  พร้อมทั้งประชุมภาคีเครือข่ายร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และการบังคับใช้กฎหมายขั้นสูงสุดหากพบผู้กระทำผิด รวมถึงการสร้างความเข้าใจแก่ผู้ปกครองในมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันสอดส่องดูแลบุตร หลาน

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวอีกว่า สอศ. ได้จัดส่งแนวทางและมาตรการอื่น ๆ ซึ่งเป็นมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และอาชีวศึกษา ในเรื่องของการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่  การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การเล่นพนัน รวมถึงการใช้สื่อออนไลน์ ในสถานศึกษาเพิ่มเติมไปด้วย โดยขอความร่วมมือให้สถานศึกษาทุกแห่งได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ ตลอดจน หากเป็นผู้ประสบเหตุ หรือพบเห็น นักเรียน นักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือจะไม่มีความปลอดภัยในด้านต่างๆ ก็ให้รีบแจ้งรายงานตรงกับ สอศ. และแจ้งเหตุผ่าน ศูนย์ MOE SAFETY CENTER กระทรวงศึกษา ซึ่งสามารถแจ้งเหตุได้ 4 ช่องทาง คือที่  Application MOE Safety Center, http://www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter หรือที่ call center 0-2126-6565.

มมส บายศรีสู่ขวัญน้องใหม่ ผูกข้อต่อแขนรับขวัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666071

มมส บายศรีสู่ขวัญน้องใหม่  ผูกข้อต่อแขนรับขวัญ

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การนิสิต ร่วมกับสโมสรนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญนิสิตใหม่ ปีการศึกษา 2564-2565  ภายใต้แนวคิด “ผูกข้อฮับน้อง ปัดป้องบวงศรี พิธีสู่ขวัญ”  โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน 

นายอิทธินันท์ แผ่นสุวรรณ นายกองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพิธีบายศรีสู่ขวัญนิสิตใหม่ ประจำปีการศึกษา 2565 กล่าวว่างานนี้จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่นิสิตใหม่ มีขวัญและกำลังใจที่ดี ในการใช้ชีวิตและการศึกษาเล่าเรียน สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนิสิตใหม่ นิสิตรุ่นพี่ คณาจารย์ และบุคลากร รวมทั้งให้นิสิตใหม่ได้เรียนรู้วิถีวัฒนธรรม พิธีบายศรีสู่ขวัญและร่วมสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาวอีสาน 

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการแสดงหมอลำต้อนรับนิสิตใหม่ โดย ดร.ฉวีวรรณ พันธุ (ดำเนิน) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงหมอลำ ประจำปี 2536 จากนั้นขบวนพิธีอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกอบด้วย ริ้วขบวนนางฟ้อน นางรำ ริ้วขบวนอัญเชิญตราโรจนากร ริ้วขบวนเชิญธงมหาวิทยาลัยธง 17 คณะ 2 วิทยาลัยริ้วขบวนอัญเชิญพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก ริ้วขบวนอัญเชิญเทียนประจำรุ่นเสือดาว 12 ริ้วขบวนอัญเชิญพานบายศรีสู่ขวัญทั้ง17 คณะ 2 วิทยาลัย เข้าสู่บริเวณพิธี  

ชมการแสดงชุด “ฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ” โดยนิสิตภาควิชาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก และจุดเทียนชัยยอดบายศรีสู่ขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคล หมอพราหมณ์ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญนิสิตใหม่ โดย ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงหมอลำ ประจำปี 2549 ก่อนที่คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ผูกข้อต่อแขนรับขวัญนิสิตใหม่ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม อีกทั้งเพื่อให้นิสิตใหม่เรียนรู้วัฒนธรรมการบายศรีสู่ขวัญและสืบสานวัฒนธรรมอันดีงาม และเพื่อเป็นการต้อนรับนิสิตใหม่เข้าศึกษาต่อในรั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ ‘วันผ้าไทยแห่งชาติ’ วธ. เตรียมจัดงาน‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’ยิ่งใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666074

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ ‘วันผ้าไทยแห่งชาติ’  วธ. เตรียมจัดงาน‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’ยิ่งใหญ่

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ รัฐบาลกำหนดให้มีการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ โดยให้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการต่างๆ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่ทรงมีพระราชวิริยอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ในการส่งเสริมเรื่อง“ผ้าไทย” จากสิ่งทอท้องถิ่นที่กำลังจะสูญหายไป ให้กลับมาได้รับความนิยมจากประชาชนอีกครั้ง และทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลยกระดับผ้าไทยให้มีความโดดเด่นและมีชื่อเสียงในเวทีโลก รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม จึงมีมติเห็นชอบให้วันที่ ๑๒ สิงหาคมของทุกปี เป็น วันผ้าไทยแห่งชาติ

ทั้งนี้ ในส่วนของ วธ. ได้กำหนดจัดกิจกรรม โครงการเฉลิมพระเกียรติฯ โดยการจัดงาน “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” อย่างยิ่งใหญ่ ที่ได้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรมต่างๆ ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๕ ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น ๕ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กิจกรรมในงานล้วนแล้วแต่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ นิทรรศการผ้าไทยลายอัตลักษณ์ ๗๖ จังหวัด จัดแสดงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand : CPOT) นิทรรศการผ้าไทยร่วมสมัย การเสวนาวิชาการ การสาธิตการจำหน่ายผ้าไทยและผลิตภัณฑ์จากผ้า การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย การเจรจาทางธุรกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น

หน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆ ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำนักนายกรัฐมนตรี กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด พร้อมจัดนิทรรศการ สาธิต ออกร้านจำหน่ายผ้าไทยผลิตภัณฑ์จากผ้าไทย ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมประชาสัมพันธ์การจัดงาน ไปยังสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่างประเทศในประเทศไทย

วธ.จึงใคร่ขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมชมงาน “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” เพื่อเรียนรู้วิถีผ้าไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสนับสนุนสินค้าผลิตภัณฑ์ CPOT และคาดว่าจะเกิดการเจรจาธุรกิจระหว่างชุมชนผู้ประกอบการกับนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมากถ้าเป็นตามคาด ก็จะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากแก่ชุมชนและประเทศ ยกระดับผ้าไทยสู่สากล ทั้งยังเป็นการสืบสาน ต่อยอดผ้าไทยและร่วมให้กำลังใจให้ชุมชนกลุ่มทอผ้าให้ผลิตผ้าไทยที่ทรงคุณค่าความเป็นไทยสืบต่อไป

ชนิตร ภู่กาญจน์

ม.ศรีปทุม ร่วมแถลงจัดการแข่งขัน วอลเลย์บอลอุดมศึกษาครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666066

ม.ศรีปทุม ร่วมแถลงจัดการแข่งขัน  วอลเลย์บอลอุดมศึกษาครั้งแรก

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.โสภิต ภาโนมัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม (คนที่ 3 จากซ้ายแถวนั่ง) พร้อมด้วย อาจารย์สุรศักดิ์ ทรัพย์เพิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจการนักศึกษาและผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬา SPU เข้าร่วมงานพิธีแถลงข่าวจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลระดับอุดมศึกษาครั้งแรกในประเทศไทย “Est Cola Volleyball U Champion Cup 2022” 

ในงานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันครั้งนี้ มี รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายสุรพล อุทินทุ ผู้บริหารสำนักประสานงานภายนอก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และนางสาวสุภรณ์ เด่นไพศาล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการแข่งขันวอลเลย์บอลรายการดังกล่าว ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อปลายอาทิตย์ที่ผ่านมา

ม.บูรพา จัดเสวนาการถอดบทเรียน ‘weSAFE@Home by BUU’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666067

ม.บูรพา จัดเสวนาการถอดบทเรียน  ‘weSAFE@Home by BUU’

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นประธานเปิดงานเสวนาการถอดบทเรียนความสำเร็จ โดยมหาวิทยาลัยบูรพา คว้ารางวัลอันดับ 1 ของเอเชียและของโลก จาก THE Awards Asia 2022 และ WURI Ranking 2022 จากผลงานการพัฒนาแพลตฟอร์ม “weSAFE@Home by BUU”

แพลตฟอร์ม “weSAFE@Home by BUU” เป็นระบบ Virtual Clinic ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ทางไกลอย่างครบวงจร ด้วยทีมพยาบาล Cloud Nurse บุคลากรจากสหสาขาวิชาชีพ ดูแลให้คำปรึกษา-พูดคุย สามารถช่วยลดความเครียดระหว่างกักตัว พร้อมระบบในการแจ้งเตือนความผิดปกติผ่านการวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบ Real Time ช่วยติดตามอาการและส่งต่อผู้ป่วยอาการหนัก ให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ให้การดูแลที่เป็นมาตรฐาน

ปัจจุบันแพลตฟอร์มดังกล่าว มีทีมบุคลากรทางการแพทย์ในระบบกว่า 3,000 คน และถูกนำมาใช้งานในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย ระยอง นครศรีธรรมราช สุพรรณบุรี เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือสถานพยาบาลภูมิภาคที่ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย มีผู้ใช้บริการจำนวนรวมกว่า 250,000 คน และมีผู้ป่วยหายสะสมจากแพลตฟอร์มนี้รวมกว่า 180,000 คน

จุฬาฯ ขยายเวลาให้ใช้ อักขราวิสุทธิ์ ออกไปอีก 5 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666073

จุฬาฯ ขยายเวลาให้ใช้ อักขราวิสุทธิ์  ออกไปอีก 5 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ลงนามขยายเวลาในการใช้โปรแกรม อักขราวิสุทธิ์ในการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ออกไปอีกเป็นเวลา 5 ปี จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ผ่านทางโปรแกรม Zoom เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วโดยมี นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน

นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางวิชาการที่ใช้งานโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ในการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมแล้ว ยังเป็นการแสดงจุดยืน เจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นของสถาบันการศึกษาต่างๆ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจต่อการแก้ไขปัญหาการลอกเลียนวรรณกรรมที่กำลังเป็นปัญหาคุกคามอยู่ในแวดวงวิชาการในปัจจุบัน และยังเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการปลูกฝังความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญของนิสิตนักศึกษา นักวิชาการทั้งในแวดวงการศึกษาและวงวิชาการต่างๆ รวมถึงการร่วมมือกันส่งเสริมและผลักดันเพื่อสร้างและขยายฐานข้อมูลอ้างอิง เพื่อการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมของประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่งและเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ กล่าวว่า บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาปรับปรุงระบบโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อต่อยอดไปสู่ความเป็น “อักขราวิสุทธิ์ (พลัส)” โดยมีการขยายฐาน
ข้อมูลต่างๆ เช่น ฐานข้อมูลงานวิจัยกับศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre) หรือ TCI รวมไปถึงฐานข้อมูลสำคัญอื่นๆ เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงในการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมที่กว้างขวางยิ่งขึ้น และได้ขยายเวลาสถาบันอุดมศึกษาหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ จำนวน 87 แห่ง ในการใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ออกไปอีกเป็นเวลา 5 ปี เพื่อให้เกิดคลังข้อมูลขนาดใหญ่ด้านวิชาการของประเทศไทย

“จุฬาฯ ได้พันธมิตรสำคัญมากมายในการสร้างความร่วมมือใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ (พลัส) การได้
ฐานข้อมูลสำคัญของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre หรือ TCI) จะทำให้เกิดความแม่นยำสูงในการตรวจจับการทำซ้ำ ลอกเลียนวรรณกรรมได้ดียิ่งขึ้น หวังว่าโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ (พลัส) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้บริการกลางในการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลด้านวิชาการระหว่างกระทรวงต่างๆ ให้เกิดเป็น Academic Public Service เพื่อให้บริการทั้งประเทศไทยในอนาคต”รศ.ดร.ยุทธนา กล่าวทิ้งท้าย