MOU ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666064

MOU ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 จัดทำบันทึกข้อตกลง
กับผู้บริหารสถานศึกษา 123 โรงเรียน ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ตามนโยบาย จุดเน้นของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 และข้อตกลงในการพัฒนางานปีการศึกษา 2565 

ประธานมูลนิธิธรรมกาย ถวายเทียนพรรษา อัญเชิญพระธาตุถวายวัดเถรวาทเวียดนาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666088

ประธานมูลนิธิธรรมกาย ถวายเทียนพรรษา อัญเชิญพระธาตุถวายวัดเถรวาทเวียดนาม

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.26 น.

ประธานมูลนิธิธรรมกาย ถวายเทียนพรรษา อัญเชิญพระธาตุถวายวัดเถรวาทเวียดนาม

11 กรกฎาคม 2565 พระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมาภรณ์ ประธานมูลนิธิธรรมกาย นำคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย เดินทางไปประกอบพิธีถวายเทียนพรรษา จตุปัจจัยไทยธรรมและอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเพื่อประดิษฐาน ณ วัดโฝ่มินห์ (Pho Minh) หรือ วัดวิชชาวัฒนาวิหาร เขตก่อวัป นครโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นวัดพุทธฝ่ายเถรวาท โดยได้รับความเมตตาจาก พระเถราจารย์ ทิก เถี่ยน เติม (กุสลจิตฺโต) รองประธานคณะกรรมการบริหารพุทธสมาคมแห่งชาติเวียดนาม เจ้าอาวาสวัดโฝ่มินห์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และได้กราบอาราธนาพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ เจ้าอาวาสและพระเถระจาก วัดกี่เวียน (วัดเชตวัน) วัดเฟื๊อก หาย วัดเถี่ยน เลิม วัดเหวียน ถวี๋ วัดบู๋กวางและวัดเถรวาทอื่นๆ ในนครโฮจิมินห์และจังหวัดใกล้เคียง เข้ารับถวายเทียนพรรษาและไทยธรรมในครั้งนี้กว่า 30 วัด ซึ่งได้รับเกียรติจากพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา ทั้งชาวไทยและเวียดนาม ร่วมเป็นเจ้าภาพเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศพุทธประเพณีที่สงบ เรียบง่ายและศักดิ์สิทธิ์

พระวิเทศธรรมาภรณ์ ประธานมูลนิธิธรรมกายเปิดเผยว่า บุญพิธีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคณะสงฆ์และองค์กรพุทธทั้ง 2 ประเทศ ที่มีความปรารถนาจะรักษาพุทธประเพณีการถวายเทียนพรรษาและส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์เถรวาทในภูมิภาคอาเซียน

การถวายเทียนพรรษา เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยการนำรังผึ้งร้างมาต้มเพื่อแยกขี้ผึ้ง จากนั้นฟั่นเป็นเล่มเทียนมีความยาวตามต้องการ แล้วนำไปถวายพระภิกษุในช่วงเข้าพรรษาเพื่อให้พระภิกษุที่อธิษฐานพรรษาในอารามต่างๆใช้จุดบูชาพระรัตนตรัยและศึกษาพระธรรม โดยตั้งจิตปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด ดังความปรากฏในพระไตรปิฎกและในคัมภีร์อรรถกถา ว่าพระอนุรุทธะเถระ เคยถวายประทีปโคมไฟทำให้ได้รับอานิสงส์เป็นผู้มีจักษุอันเป็นทิพย์ และมีไหวพริบปฏิภาณประดุจแสงสว่างของดวงเทียน

ในประเทศไทย การถวายเทียนเข้าพรรษาจัดเป็นพิธีใหญ่มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในสมัยรัตนโกสินทร์การถวายเทียนเข้าพรรษาถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญ โดยจะเรียกว่าพุ่มเทียน มีการพระราชทานถวายพุ่มเทียนรวมทั้งโคมเพื่อจุดบูชาตามอารามต่าง ๆ ทั้งในพระนครและหัวเมือง ซึ่งพิธีนี้ยังคงมีมาจนปัจจุบัน

-005

มส.มีมติแต่งตั้ง ‘พระพรหมโมลี’ เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666080

มส.มีมติแต่งตั้ง 'พระพรหมโมลี' เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.43 น.

วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 ที่วัดบวรนิเวศวิหาร นายสิทธา มูลหงษ์ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 18/2565 ว่า ที่ประชุมมส.มีมติตามที่สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธัมมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมส. เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้มีหนังสือขอเสนอแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดปากน้ำ ระบุว่า พระธรรมวชิรเมธี (มีชัย วีรปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามเจ้าคณะภาค 1 แจ้งว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ มรณภาพเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2564 เป็นเหตุให้ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ว่างลง นั้น เพื่อให้การคณะสงฆ์วัดปากน้ำ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย

เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร จึงเสนอแต่งตั้ง พระพรหมโมลี (สุชาติ ธัมมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะภาค 5 ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ

สศท.จัดประกวด SACIT Award 2022 ‘ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen’ ชิงรางวัลรวมกว่า 7.3 แสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666040

สศท.จัดประกวด SACIT Award 2022 'ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen' ชิงรางวัลรวมกว่า 7.3 แสน

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.35 น.

สศท. จัดประกวด SACIT Award 2022 “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” หวังปลุกปั้นนักออกแบบแฟชั่นชุดจากผ้าไทยที่ใส่ในชีวิตประจำวันได้จริง ชิงรางวัลรวมกว่า 7.3 แสนบาท พร้อมโอกาสร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ เพื่อสร้างค่านิยมการใช้ผ้าไทยในอุตสาหกรรมแฟชั่น

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.65 สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ สศท. จัดการประกวดผลงานศิลปหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ (SACIT Award 2022) ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” เป็นการออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นในรูปแบบ Ready to wear จากผ้าไทยที่สะท้อนภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ความงามของผ้าไทยใน 4 ภูมิภาคได้อย่างร่วมสมัย มุ่งเน้นต่อยอดงานผ้าไทยประเภทต่างๆ จากผลงานการสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการผู้เป็นสมาชิก สศท. นำมาประยุกต์ใช้เป็นวัตถุดิบ/วัสดุหลักในการออกแบบให้เกิดเป็นเสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย ที่ตรงกับความต้องการของทุกเจนเนอเรชั่น ในแต่ละภูมิภาค เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประกวดได้นำเสนอรูปแบบ และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบ และตัดเย็บเสื้อผ้าแฟชั่นในรูปแบบ Ready to wear ที่แสดงให้เห็นถึงการต่อยอดคุณค่าของผ้าไทย โดยมุ่งเน้นให้สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ด้วยการผสมผสานองค์ความรู้ และภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทยเข้ากับทักษะการออกแบบเสื้อผ้าให้สอดรับกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน และนำไปสู่การเชื่อมโยงผลงานสู่ภาคอุตสาหกรรมแฟชั่นและโอกาสในการร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ

นายพรพล เอกอรรถพร รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดประกวดครั้งนี้ว่า SACIT ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถด้านการออกแบบแฟชั่นและเครื่องแต่งกายได้นำเสนอแนวคิดสร้างสรรค์ผลงานที่สื่อถึงกระบวนการ และเทคนิคเชิงช่างดั้งเดิมผสมผสานกับเทคโนโลยี นวัตกรรม ในการพัฒนาลวดลาย เทคนิค รูปแบบแพทเทิร์นชุดจากผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย ส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ใช้สอยที่สอดรับกับวิถีชีวิตคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงเป็นการนำเรื่องราวจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ ให้เกิดแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์ทักษะฝีมือผลงานศิลปหัตถกรรม ทั้งนี้ผลงานรางวัลชนะเลิศ จำนวน 14 ผลงาน จะได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะแผนธุรกิจโดยการสนับสนุนให้มีการผลิตผลงานเพื่อจำหน่ายจริงร่วมกับแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ ภายใต้แนวคิด Brand X SACIT Award รวมถึงได้เผยแพร่ผลงาน และมีโอกาสเข้าร่วมในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ทั้งนี้ผ้าไทยในแต่ละภูมิภาคมีอัตลักษณ์และคุณค่าที่แตกต่างกันไป ผ้าแต่ละผืนมีเรื่องราวและภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในนั้น การประกวดในครั้งนี้จึงได้แบ่งการประกวดในแต่ละหัวข้อ ให้เป็นการประกวดในแต่ละภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อให้ได้ตัวแทนที่เหมาะกับคนในแต่ละเจนเนอเรชั่น เพื่อเกิดเป็นค่านิยมให้คนทั่วไปหันมาสวมใส่ผ้าไทยมากขึ้น”

การประกวด SACIT Award 2022 “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” ในปีนี้ มีโจทย์หลักคือการนำผ้าไทยมาออกแบบ ตัดเย็บเป็นชุดเครื่องแต่งกายแฟชั่นผ้าไทยร่วมสมัย ตาม lifestyle ของคนในแต่ละ Generation และสามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน มีโอกาสพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ โดยแบ่งการประกวดออกเป็น ออกเป็น 2 ประเภท ภายใต้หัวข้อการประกวดต่างๆ ดังนี้

1. “ประเภทบุคคลทั่วไป” มีการประกวดใน 4 ภูมิภาค โดยกําหนดหัวข้อการประกวด ออกเป็นภูมิภาคละ 3 หัวข้อ ได้แก่
1.1 Baby Boomer ชุดผ้าไทยที่เหมาะสำหรับผู้สูงวัย ที่มีอายุระหว่าง 58-76 ปี
1.2 Gen-X ชุดผ้าไทยที่เหมาะสำหรับวัยพี่ใหญ่ ที่มีอายุระหว่าง 42-57 ปี
1.3 Gen-Y ชุดผ้าไทยที่เหมาะสำหรับวัยทำงานรุ่น Millennials ที่มีอายุระหว่าง 26-41 ปี
2. “ประเภทนิสิต/นักศึกษา” มีการคัดเลือกผลงานการประกวดจาก 4 ภูมิภาค มาชิงชนะเลิศระดับประเทศ โดยกําหนด หัวข้อการประกวด ออกเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่
2.1 Gen-Y ชุดผ้าไทยที่เหมาะสำหรับวัยทำงานรุ่น Millennials ที่มีอายุระหว่าง 26-41 ปี วัยทำงาน (Gen-Y โดย Gen-Z)
2.2 Gen-Z ชุดผ้าไทยที่เหมาะสำหรับวัยแรกรุ่นยุค Digital ที่มีอายุระหว่าง 10-25 ปี (Gen-Z โดย Gen-Z)

การประกวดในครั้งนี้จะมีเงินรางวัลรวมกว่า 730,000 บาท โดยผู้ชนะการประกวดในประเภท “บุคคลทั่วไป” ของแต่ละหัวข้อในแต่ละภาคจะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติยศ ส่วนผู้ชนะการประกวดประเภท “นิสิต/นักศึกษา” ของแต่ละหัวข้อจะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติยศ และรางวัล Popular Vote จะได้รับเงินรางวัล 30,000  บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติยศ โดยผู้ชนะในแต่ละหัวข้อการประกวดจะได้รับการส่งเสริมเพื่อนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งได้รับโอกาสในการร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ

ทั้งนี้จะเปิดรับสมัครแบบร่างผลงานเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 24 กรกฎาคม 2565 โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัคร และติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.sacitaward2022.com และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง FACEBOOK : SACIT Award 2022 http://www.facebook.com/Sacitaward2022 หรือ โทร 064-2905514 และ 084-4247464

‘เสมาโพล’เผยปชช.70.5%ระบุบุตรหลานไม่เจอปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666004

‘เสมาโพล’เผยปชช.70.5%ระบุบุตรหลานไม่เจอปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.44 น.

‘เสมาโพล’เผยปชช.70.5%ระบุบุตรหลานไม่เจอปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา

11 กรกฎาคม 2565 นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (โฆษก ศธ.) เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน จึงได้มีการกำหนดให้เรื่องดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของ ศธ. พร้อมทั้งมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานรอบด้านภายใต้นโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ในหน่วยงานทุกระดับมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ “เสมาโพล” ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ซึ่งทำการสำรวจจากประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,378 หน่วยตัวอย่าง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบการสำรวจออนไลน์ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2565 ผลการสำรวจพบว่า

1. การรับทราบถึงนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของประชาชน : ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 76.7 ระบุว่า ทราบถึงนโยบาย MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยร้อยละ 31.20 ได้รับทราบข้อมูลผ่านการประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษา เช่น การติดป้ายหน้าหน่วยงาน การอบรม และการรณรงค์ ฯลฯ รองลงมา ร้อยละ  21.55 ได้รับทราบผ่านทางเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ (www.moe.go.th) ร้อยละ 19.66 ได้รับทราบผ่านสื่อออนไลน์ เช่น YouTube, Facebook, Line, Twitter ฯลฯ ร้อยละ 3.08 ได้รับทราบผ่านการบอกต่อระหว่างผู้ใช้งานระบบ MOE Safety Center และร้อยละ 1.21 ได้รับทราบผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์  โปสเตอร์ แผ่นพับ คู่มือ วารสาร ฯลฯ ส่วนประชาชนร้อยละ 23.30 ระบุว่า ไม่ทราบนโยบายดังกล่าว

2. ประสบการณ์เกี่ยวกับ “ความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา” ของประชาชน  : ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 70.57 ระบุว่า ในห้วงปีที่ผ่านมา ตนเองหรือบุตรหลานวัยเรียนไม่เคยประสบกับปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา ส่วนอีกร้อยละ 29.43 ระบุว่า ตนเองหรือบุตรหลานวัยเรียนเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 12.29 ระบุว่า เคยประสบภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ เช่น การกลั่นแกล้ง รังแก รองลงมา คือ ร้อยละ 8.61 ระบุว่าเคยประสบภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุในสถานศึกษา ร้อยละ 5.92 ระบุว่าเคยประสบภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ เช่น การทะเลาะวิวาท และร้อยละ 2.61 ระบุว่าเคยประสบภัยที่เกิดจากการละเมิดสิทธิ์ เช่น การคุกคามทางเพศ การลงโทษแบบไร้เหตุผล ตามลำดับ

3. ความคิดเห็นต่อนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ : ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.45 มีความเห็นว่าจุดเด่นของการดำเนินงานรอบด้านตามนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ คือ เป็นการช่วยป้องกันความเสี่ยงในสถานศึกษาที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อตัวบุคคลหรือต่ออาคารสถานที่ รองลงมาคือ ร้อยละ 33.45 มีความเห็นว่าจุดเด่นของการดำเนินงานคือ เป็นการช่วยปลูกฝังหรือสอนให้เด็ก ๆ รู้จักวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เน้นการสอนวิชาชีวิตที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการสอนวิชาการ และร้อยละ 7.10 มีความเห็นว่าจุดเด่นของการดำเนินงานคือ เป็นการปราบปรามการกระทำผิดอย่างจริงจัง เน้นเยียวยาแก่ผู้เสียหายเป็นสำคัญ ตามลำดับ

4. ความเชื่อมั่นต่อนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ : ผลการสำรวจจำแนกตามกลุ่มผู้ให้ข้อมูล พบว่า 

– กลุ่มผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 56.34 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 39.98 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 3.68 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น      

– กลุ่มนักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 59.88 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น  รองลงมา ร้อยละ 36.19 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 3.93 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น     

– กลุ่มครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 61.83 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 31.30 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 6.87 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น     

– กลุ่มประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่ร้อยละ 49.02 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 39.22 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 11.76 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น ในภาพรวมของนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจ จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้ 7.40 คะแนน

รองปลัด ศธ. กล่าวด้วยว่า สำหรับ “MOE Safety Center” เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี” และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภายใต้การบริหารงานของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยกำหนดให้เป็นวาระแรกใน 7 วาระเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะตระหนักดีว่าหากสถานศึกษาไม่มีความปลอดภัยแล้ว จะไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพให้แก่ผู้เรียนได้ และยังส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาของไทย รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา สามารถแจ้งเหตุได้ 4 ช่องทาง ผ่านแอปพลิเคชัน MOE Safety Center, เว็บไซต์ http://www.MOESafetyCenter.com, ไลน์ @MOESafetyCenter หรือ Call Center โทร. 0-2126-6565

ลดเจ็บ-ตายบนท้องถนน เสริมพลังครู-เซฟชีวิตเด็กไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665860

ลดเจ็บ-ตายบนท้องถนน  เสริมพลังครู-เซฟชีวิตเด็กไทย

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.55 น.

ถึงวันนี้ การเรียนการสอนได้กลับมาสู่ภาวะปกติแบบ “ออนไซต์ (Onsite)” หรือการเรียนการสอนในโรงเรียนอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปิดบ้าง-เปิดบ้าง ตามความรุนแรงของสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ยาวนานกว่า2 ปี ซึ่งเมื่อกลับมาเรียนแบบออนไซต์ “อุบัติเหตุบนท้องถนน” ดูจะกลับมาเป็นภัยคุกคามกับเด็กและเยาวชนไทย ไม่ต่างจากที่เมื่อผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ คนไทยกลับมาเดินทางมากขึ้น ก็มีรายงานพบการกลับมาเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2565 ระบุ “สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดกับรถรับ-ส่งนักเรียน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565” พบว่า ในเดือน มิ.ย. 2565 ที่สถาบันการศึกษาต่างๆกลับมาเปิดการเรียนการสอนออนไซต์เต็มรูปแบบ จำนวนอุบัติเหตุรถรับ-ส่งนักเรียน อยู่ที่ 8 ครั้ง มากที่สุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่เดือนม.ค. 2565 เกิด 1 ครั้ง ก.พ. 2565 ไม่มีอุบัติเหตุ มี.ค.-เม.ย. 2565 เกิด 2 ครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่โรงเรียนบางแห่งเปิดสอนชดเชยสถานการณ์โควิด-19 และเดือน พ.ค. 2565 เกิด 5 ครั้ง

ก่อนหน้าการเผยแพร่รายงานของ ศวปถ. ไม่นานนัก แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง“เด็กเล็กต้องปลอดภัยบนถนน …เจ้าทำได้บ่”โดย พรทิพภา สุริยะ ผู้จัดการโครงการขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่โรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า แกนหลักความสำคัญการทำงาน คือ “สร้างคนเก่ง สร้างคนดี ให้ชุมชนคือคุณครู” ซึ่งครูจะเป็นต้นแบบที่ดีให้เด็กได้หรือไม่ จะต้องมีกระบวนการให้ความรู้กับครู

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวินัยการขับขี่ปลอดภัย รวมถึงออกแบบสื่อการเรียนการสอน โดยสิ่งที่จะทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีความปลอดภัยในการเดินทางจะมี 3 รูปแบบ ได้แก่ การจัดการจุดเสี่ยง การจัดการพฤติกรรมเสี่ยง และการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัย จากเดิมที่ครูมองตนเองว่ามีหน้าที่แค่ดูแลเด็ก แต่หลังจากที่ใช้กระบวนการวิเคราะห์ปัญหา การค้นหาจุดเสี่ยง และการค้นหาพฤติกรรมเสี่ยง ทำให้ครูมีความคิดที่เปลี่ยนแปลง

จึงทำให้เห็นว่านอกจากมีจิตวิญญาณในการเป็นครูแล้ว ยังมีจิตวิญญาณของความเป็นแม่ด้วย เพราะสามารถที่จะดูแลเด็กและทำให้เด็กเชื่อฟังได้ ซึ่งทำให้เด็กสามารถบอกผู้ปกครองได้ว่า การที่ผู้ปกครองไม่สวมหมวกนิรภัย จะทำให้ผู้ปกครองเป็นอันตรายได้ จึงทำให้ผู้ปกครองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวินัยการขับขี่รถ ซึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของครูเกิดจาก “พลังบวก”ที่อยากให้เด็กมีวินัย จิตสำนึกดี และพฤติกรรมที่ดีนอกจากนี้ยังส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้ผู้ปกครองด้วย

พรทิพภา เล่าต่อไปว่า หากดูข้อมูล 10 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี 2554-2564 พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากจักรยานยนต์เป็นอันดับ 1 สูงถึงร้อยละ 80.4 โดยอยู่ในช่วงอายุ 15-19 ปี จากการเสียชีวิตดังกล่าวจะทำให้จำนวนเยาวชนหายไป จึงทำให้หลายหน่วยงานทำเรื่องของความปลอดภัยทางถนนซึ่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นส่วนหนึ่งที่ทำเรื่องนี้ เนื่องจากเด็กและเยาวชนเสียชีวิตจากจักรยานยนต์ คิดเป็น 1 ใน 4 ของเด็กและเยาวชน หรือเสียชีวิตประมาณ 700-2,600 คนต่อปี

“เส้นทางการดำเนินงานแบ่งเป็น 3 เฟส ได้แก่ เฟสที่ 1 พ.ศ.2560-2561 พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน 8 จังหวัด เฟสที่ 2 พ.ศ.2562-2563 ขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่โรงเรียนประถมถึงมัธยมต้น 8 จังหวัดเดิม โดยการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก เฟสที่ 1 เป็นแหล่งเรียนรู้ และขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใหม่ และ เฟสที่ 3 พ.ศ.2564-2565 ขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบในการสร้างกลไกป้องกันทางสังคม โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน” พรทิพภา กล่าว

พรทิพภา กล่าวต่อไปว่า ข้อค้นพบจากการทำงานคือ “จะทำอย่างไรไม่ให้ครูรู้สึกโดดเดี่ยว” เนื่องจากความสำเร็จอยู่แค่เด็กและผู้ปกครองในชุมชนเท่านั้น แต่ถ้าหากสร้างการเปลี่ยนแปลงให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน จะต้องมีหน่วยงานในพื้นที่และภาคีเครือข่าย เข้ามาช่วยกันสนับสนุนการขับเคลื่อนเรื่องนี้ จึงได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายไปที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หากให้การสนับสนุนการจัดการเรียนรู้และสื่อการเรียนการสอนเรื่องความปลอดภัยทางถนนให้เด็ก จะสร้างการเปลี่ยนแปลงของผู้ปกครองและเป็นการปลูกฝังวินัยให้กับเด็กด้วย

รวมไปถึงการบรรจุเรื่องของความปลอดภัยในศูนย์ฯเข้าไปในเทศบัญญัติ เพื่อที่จะใช้งบประมาณของท้องถิ่น ซึ่งสิ่งที่ทำจะเป็นการทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเด็กเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้กำหนดมาตรการให้เด็กที่ได้เรียนหนังสือจะต้องสวมหมวกนิรภัยทุกคน จนในที่สุดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เห็นความสำคัญจึงได้มีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ จึงเกิดนโยบาย “ตำบลขับขี่ปลอดภัย” ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2562 โดยภาคีเครือข่ายมาขับเคลื่อนด้วยกัน

ซึ่งมีแนวทางตัวชี้วัด 4 ข้อ ได้แก่ 1.ผลักดันให้เกิดการใส่หมวกนิรภัย 100% เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ให้ลดลงร้อยละ 20 2.ผลักดันให้เกิดถนนปลอดภัย พร้อมการกำจัดจุดเสี่ยงและจุดอันตราย 3.พัฒนาศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยทางถนน และ 4.การตั้งด่านสกัดพฤติกรรมเสี่ยงที่ได้ผล คัดแยกคนขับเสี่ยงและรถเสี่ยง มาดำเนินการกับเครือข่ายอื่นต่อไป

ด้าน ผศ.(พิเศษ) กาญจนา ทองทั่ว หัวหน้าโครงการฯ ภาคอีสาน กล่าวเสริมว่าในพื้นที่ภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทำโครงการฯเฟสที่ 1 และเฟสที่ 2 ที่จังหวัดอุบลราชธานี และอำนาจเจริญ และในเฟสที่ 3 ได้ขยายโครงการไปจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งโครงการทำทั้งหมด 4 ภาค โดยที่มีกระบวนการคล้ายกันคือ“นำมาจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” เนื่องจากเวลาคิดอะไรจะต้องอยู่บนฐานข้อมูล จึงทำให้งานปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม คนในพื้นที่ต้องเป็นคนปฏิบัติการเองทั้งหมด

ซึ่งเมื่อทำแล้วจะเห็นได้ว่า กระบวนการที่ใช้ส่งผลต่อโครงการในระยะยาว ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกมีความเป็นเจ้าของร่วมสูง แต่การขยายผลเข้าไปสู่โรงเรียนเป็นเรื่องที่ยากกว่าศูนย์เด็กเล็ก เพราะว่าเมื่ออยู่ในศูนย์เด็กเล็กครูจะสอดแทรกเรื่องความปลอดภัยทางถนนเข้าในหลักสูตรการเรียนการสอนและทำอย่างต่อเนื่อง เมื่อเด็กเรียนรู้จนเห็นความอันตรายที่เกิดขึ้น จึงทำให้ส่งต่อความรู้ให้ผู้ปกครองอย่างง่ายดาย

ผศ.(พิเศษ) กาญจนา ยกตัวอย่างโครงการที่ทำในช่วงแรก ได้แก่ “ธนาคารหมวกนิรภัย” เนื่องจากเป็นโรงเรียนในชนบท ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงิน และผู้ปกครองส่วนใหญ่มองว่าขี่ในหมู่บ้านไม่อันตราย หลังได้ทำโครงการเด็กบางคนใส่หมวกนิรภัยจนเคยชิน และทำให้เด็กขอร้องให้ผู้ปกครองซื้อให้ จึงทำให้เห็นได้ว่า ครูสามารถเปลี่ยนความคิดของเด็ก ผู้ปกครอง และคนในชุมชนได้

“การพัฒนาครูจึงเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ โดยให้ครูเข้าใจว่าทำไมถึงต้องมาทำโดยการที่ใช้เครื่องมืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งให้ครูวิเคราะห์ปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่นั้นมีอะไรบ้าง หลังจากนั้นให้ดูสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร ดูว่าส่งผลกระทบอย่างไร และหาแนวทางแก้ปัญหา นอกจากนี้มีการให้ครูหาต้นทุนในพื้นที่เข้ามาในการจัดการจุดเสี่ยง ในส่วนของการพัฒนาการเรียนการสอน จะมีอาจารย์เอกปฐมวัยเข้ามาสอนในเรื่องของการเขียนแผน การจัดการเรียนการสอน และผลิตสื่อการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับแผน” ผศ.(พิเศษ) กาญจนา กล่าว

มข.วิจัย‘หมอลำ’นำ‘Soft Power’ ผลักดันเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ‘ชาวอีสาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665861

มข.วิจัย‘หมอลำ’นำ‘Soft Power’  ผลักดันเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ‘ชาวอีสาน’

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม ร่วมมือกับนักวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ และวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดกิจกรรม “The Soft Power of Molam 4.0” ภายใต้การดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง “หมอลำกับเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของคนอีสาน” ตามแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานคนไทย 4.0 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยมีพิธีเปิดไปเมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย ด้านสังคม แผนงานคนไทย 4.0 ที่ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อศึกษาและยกระดับพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมสู่ความเป็นสากล นับเป็นความภาคภูมิใจของชาว มข. ที่มีทีมนักวิจัยที่มุ่งมั่นศึกษา และสร้างงานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมตามปณิธานของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหวังว่าการจัดงาน The Soft Power of Molam 4.0 นอกจากความสนุกสนานที่จะเกิดขึ้นแล้ว ยังก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทางด้านวัฒนธรรม และมีส่วนช่วยผลักดันให้หมอลำเป็น Soft Power ได้ในอนาคตต่อไป

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มข. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมที่เป็นทุนทางวัฒนธรรม เพื่อใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยศูนย์ศิลปวัฒนธรรม และนักวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ และวิทยาลัยการปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมมือกันดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง หมอลำกับเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของคนอีสาน ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานคนไทย 4.0 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือหมอลำ ในการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการปรับเปลี่ยนเชิงธุรกิจของหมอลำให้อยู่รอดในสังคมปัจจุบัน รวมถึงการวิเคราะห์ความต้องการของผู้ชมหมอลำ และนำมาปรับใช้ในการออกแบบการให้บริการ และการดำเนินธุรกิจหมอลำเพื่อให้สามารถแข่งขัน และต่อยอดจนสามารถเป็น Soft Power ได้ในอนาคต

ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานครั้งนี้ กล่าวว่า งาน The Soft Power of Molam 4.0 ระเบียบวาทะศิลป์ ซึ่งเป็นการเผยแพร่ผลการศึกษาโครงการ หมอลำกับเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของคนอีสาน ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้รับการสนับสนุนจากภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนงานคนไทย 4.0 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นับเป็นความภาคภูมิใจและชื่นชมยินดีอย่างยิ่งในการศึกษาวิจัยในมิติทางด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมมิติใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาหมอลำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และต่อยอดการเป็น Soft Power ของทุนวัฒนธรรมอีสานสู่สากล ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงในการต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย

สำหรับโครงการวิจัย เรื่อง หมอลำกับเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของคนอีสาน สามารถนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาไปใช้ประโยชน์ โดยคณะผู้วิจัยได้นำต้นแบบการแสดง (Prototype) ที่เหมาะกับกลุ่มผู้ชมเดิม และ สร้างความต้องการใหม่ (New Demand) ถ่ายทอดให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมหมอลำ ได้แก่ ผู้บริหารคณะหมอลำผู้เชี่ยวชาญทางด้านออกแบบการแสดง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัฒนธรรม และผู้มีอิทธิพลทางสื่อโซเชียลเกี่ยวกับหมอลำ

เพื่อเป็นแนวคิดในการออกแบบรูปแบบการแสดงของคณะหมอลำในฤดูกาลปี 2565-2566 นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะ ให้คณะหมอลำประยุกต์ใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้เกิดความสะดวกกับผู้ชมหมอลำในยุคปัจจุบันให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การถ่ายทอดสดการแสดง (Live Streaming) ควบคู่กับการแสดงหน้าเวที การเปิดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าทางออนไลน์เพื่อให้สะดวกต่อการรับชมหน้าเวทีมากขึ้น

รวมไปถึงการนำเทคนิคและนวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ อาทิ การใช้Studio ถ่ายทำ หรือการทำภาพสามมิติในการแสดงหมอลำซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการต่อยอด นอกจากการแสดงหน้าเวทีอย่างเดียว ซึ่งข้อมูลนี้จะนำไปสู่การปรับรูปแบบการให้บริการ และการดำเนินธุรกิจหมอลำเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต!!!

ขอเชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร ‘พระองค์เจ้าโสมสวลี’วันคล้ายวันประสูติ13ก.ค.65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665791

ขอเชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร 'พระองค์เจ้าโสมสวลี'วันคล้ายวันประสูติ13ก.ค.65

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 11.45 น.

เชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร “พระองค์เจ้าโสมสวลี” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 13 กรกฎาคม 2565  ผ่านระบบออนไลน์

10 กรกฎาคม 2565 สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 13 กรกฎาคม 2565 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th. ระหว่างวันที่  12 –  14  กรกฎาคม 2565

ทบ.ยันปรับหลักสูตร รด.ภาคสนาม เรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับ สอดรับสถานการณ์โควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665662

ทบ.ยันปรับหลักสูตร รด.ภาคสนาม เรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับ สอดรับสถานการณ์โควิด

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.46 น.

ทบ. ยันปรับหลักสูตรฝึก รด. เป็นกิจกรรมภาคสนาม เช้าไปเย็นกลับ สอดรับสถานการณ์โควิด – แจงดราม่าโซเชียล ติดเชื้อหลังฝึกรด. ขอตรวจสอบก่อน ย้ำทุกองค์กรปฏิบัติตามมาตรการสธ.อยู่แล้ว

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์ ในสังคมออนไลน์ถึงความเป็นห่วง ต่อการฝึกของนักศึกษาวิชาทหารหรือ รด. ใน ที่มีการแพร่ระบาด โควิด-19 พร้อมแฮชแท็ก #ยกเลิกเขาชนไก่ ว่า การฝึกภาคสนามของนักศึกษาวิชาทหารในปีนี้ กองทัพบกได้ปรับห้วงเวลา และ ลักษณะการฝึก ซึ่งเราจัดเป็นลักษณะกิจกรรมภาคสนาม ของนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 และสามารถเลือกเวลาที่จะเข้ารับการฝึกได้ ซึ่งเป็นการลดจำนวนวันลง และเป็นการฝึกแบบไป-กลับด้วย โดยย้ำว่าช่วงนี้ ได้เข้มงวดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด โควิด-19อย่างเต็มที่

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ ยังกล่าวถึงการฝึกของนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 4-5 ก็ได้จัดระบบต่างๆไว้อย่างเรียบร้อย ขอให้มั่นใจว่า ทัพบกเอง ให้ความสำคัญกับน้องนักศึกษาวิชาทหาร เราดูแลทุกอย่าง ทั้งสถานที่ ทั้งหลักสูตรที่มีการปรับลด ปรับกิจกรรมต่างๆให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมย้ำว่า การฝึกภาคสนามเราได้ปรับเป็นในลักษณะรูปแบบกิจกรรม ส่วนเนื้อหาความรู้มีลักษณะคล้ายเดิม แต่การปฏิบัติก็จะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ยืนยันว่าจะดูแลให้ดีที่สุด 

ส่วนกรณีที่ ในโซเชียล ออกมาระบุว่า  มีการติดโควิด-19 จากการฝึกภาคสนามนักศึกษาวิชาทหาร จะตรวจสอบหรือปรับมาตรการอย่างไรนั้น รองโฆษกกองทัพบกกล่าวว่า  อันดับแรกต้องไปตรวจสอบก่อน ว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ /  และ 2 การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ภาครัฐและกระทรวงสาธารณสุข ก็มีมาตรการที่ให้ทุกองค์กร และบุคคลปฏิบัติอยู่แล้ว 

‘ม.ธรรมศาสตร์’เผยแพร่เอกสารชี้แจงเรื่องการใช้เพลงมหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665550

'ม.ธรรมศาสตร์'เผยแพร่เอกสารชี้แจงเรื่องการใช้เพลงมหาวิทยาลัย

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.17 น.

8 ก.ค.65  จากกรณีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้อ้างผลสำรวจความคิดเห็นประชาคมคนธรรมศาสตร์ ประกาศใช้เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนอง “มอญดูดาว”แทนเพลงพระราชนิพนธ์”ยูงทอง”ในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย อมธ. ขณะที่ทางสมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็ออกหนังสือยืนยันที่จะใช้เพลงพระราชนิพนธ์’ยูงทอง’ในกิจกรรมหลักของสมาคมฯเช่นเดิมนั้น ( อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘สมาคมธรรมศาสตร์’ประกาศใช้เพลงพระราชนิพนธ์’ยูงทอง’ในกิจกรรมเช่นเดิม)

ล่าสุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่เอกสารเรื่อง คำชี้แจงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องการใช้เพลงมหาวิทยาลัย โดยมีรายละเอียดดังนี้..

เพลงพระราชนิพนธ์ ยูงทอง เป็นเพลงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้คุณค่าและความสำคัญสำหรับ งานพิธี พิธีการ และงานที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัย และยังคงถือปฏิบัติเช่นนั้นโดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเพลงที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย ทั้งสิ้น 20 บทเพลง (เรียงลำดับตามที่ปรากฏในอัลบั้มโดมในดวงใจ รวมเพลงธรรมศาสตร์)ดังนี้ 1. เพลงพระราชนิพนธ์ ยูงทอง 2. โดมในดวงใจ 3. ขวัญโดม 4. โดมร่มใจ 5. อาลัยโดม 6. โดมรอเธอ 7. จำจากโดม 8. นี่หรือธรรม 9. เธอชื่อยูงทอง 10. โดมในอดีต 11. โดมเริงใจ 12. เงาโดม 13. สีเหลืองแดง 14. เอื้องฟ้า 15. ธรรมศาสตร์รักกัน 16. ธรรมศาสตร์เกรียงไกร 17. เพลงประจำมหาวิทยาลัย (ทำนองมอญดูดาว) 18.  มาร์ช มธก. 19. เดิน และ 20.ปรีดี พนมยงค์

ทั้งนี้ องค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) สภานักศึกษา และกลุ่มชุมนุมกิจกรรมนักศึกษาทั้งหมดอีก 59 ชุมนุม สามารถเลือกใช้เพลงต่าง ๆ ข้างต้นในการดำเนินกิจกรรมของนักศึกษาได้ตามโอกาสและความเหมาะสม