อว.จับมือ Times Higher Education นำมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665011

อว.จับมือ Times Higher Education นำมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา กล่าวว่า ได้จับมือ Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จัดการประชุมวิชาการ Thailand and South East Asia Masterclass ให้กับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อชี้แจงเกณฑ์และตัวชี้วัดในการประเมิน และวิธีการนำเข้าข้อมูลเข้าสู่ระบบประเมินคุณภาพการจัดอันดับของ World University Rankings ในปีต่อไป และเป็นแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุง สถาบันอุดมศึกษาให้ได้มาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล โดยในปี 2565 Times Higher Education (THE) จัดอันดับ World University Rankings สถาบันอุดมศึกษามากกว่า 1,600 แห่ง จาก 99 ประเทศทั่วโลก โดยมีเกณฑ์ชี้วัดที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการเรียนการสอน 2.ด้านการวิจัย 3.ด้านการอ้างอิงในผลงานวิจัย 4.ด้านความเป็นนานาชาติ และ 5.ด้านรายได้ทางอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับ จำนวน 17 แห่งมีอันดับที่ดีที่สุดคืออันดับที่ 601-800ซึ่ง อว. คาดหวังจะได้เห็นสถาบันอุดมศึกษาไทยได้รับการจัดอันดับจำนวนมากขึ้นและอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น

นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี หัวหน้ากลุ่มภารกิจบริหารยุทธศาสตร์ สป.อว. กล่าวว่า ทาง อว. สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบการจัดอันดับดังกล่าว ผ่านโปรแกรมการอบรม The Datapoints ของ THE มาใช้เป็นเป้าหมายในการพัฒนา และเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของการดำเนินงานพัฒนาตามเป้าหมาย หรือการพัฒนาตามกฎกระทรวงการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2564 เช่น กลุ่มสถาบันอุดมศึกษากลุ่มการวิจัยระดับแนวหน้าของโลกสามารถใช้ตัวชี้วัดหมวดการวิจัยมาใช้เป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาได้ กลุ่มการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมสามารถใช้ตัวชี้วัดหมวดรายได้จากภาคอุตสาหกรรมในการเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาได้ และกลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะสามารถใช้ตัวชี้วัดหมวดการเรียนการสอนในการเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาได้ เป็นต้น

“สถาบันอุดมศึกษาไทยแต่ละแห่งล้วนแต่มีศักยภาพในการเข้าสู่ระบบการจัดอันดับ World University Rankings ได้แต่อาจขาดคุณสมบัติบางประการที่เข้าตามเกณฑ์ชี้วัด ซึ่ง The Datapoints ของ THE เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จะช่วยวิเคราะห์ ประเมินผลการดำเนินงานศึกษาจุดแข็ง จุดด้อยที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาไทยให้ได้มาตรฐานระดับโลก และสามารถติดอันดับ World University Rankings ได้ ทาง อว. จึงได้สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาไทยทุกแห่งเข้าร่วมการจัดอันดับ World University Rankings เพื่อให้เกิดการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาไทยอยู่เสมอ และพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป”นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

นักวิจัยม.วลัยลักษณ์ ชนะเลิศ 2 รางวัล AIC Award กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665009

นักวิจัยม.วลัยลักษณ์ ชนะเลิศ 2 รางวัล  AIC Award กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.วาริน อินทนา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center หรือ AIC มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดโครงการประกวด AIC Award 2022 Agritech and Innovation Center เพื่อค้นหาโครงการหรือผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ทางศูนย์ฯ ได้ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดดังกล่าว ผลปรากฏว่าได้รับรางวัลชนะเลิศมา 2 รางวัล คือ รางวัลชนะเลิศประเภทนวัตกรรมยอดเยี่ยม สาขานวัตกรรมเกษตรเพื่อเศรษฐกิจ ได้แก่ งานวิจัยและบริการวิชาการเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า และยกระดับเศรษฐกิจของชุมชนประมงชายฝั่ง โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี และคณะ และรางวัลชนะเลิศ ประเภทนวัตกรรมยอดเยี่ยม สาขานวัตกรรมเพื่อสังคมการเกษตร ได้แก่ผลงานวิจัยนวัตกรรมไตรโคเดอร์มา5+ ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชมาตรฐานสากล โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วาริน อินทนา และคณะ โดยได้เดินทางเข้ารับโล่รางวัลจากดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานคณะกรรมการบริหารAIC และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

สำหรับงานวิจัยและบริการวิชาการเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า ม.วลัยลักษณ์ ดำเนินการในพื้นที่ประมงชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ปัจจุบันได้สร้างศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าไปแล้ว จำนวน 87 แห่ง โดยโครงการดังกล่าวทำให้จำนวนปูม้าในพื้นที่ดังกล่าวมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสามารถเพิ่มรายได้ให้ชุมชนจากการประมงจับปูม้ากว่าเท่าตัว ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความยั่งยืน สร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน อีกทั้งยังสามารถสร้างกิจกรรมเพื่อต่อยอดการท่องเที่ยวอีกด้วย

ส่วนผลงานวิจัยไตรโคเดอร์มา5+ เป็นนวัตกรรมงานวิจัยที่รวมองค์ประกอบ 6 องค์ประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย เชื้อราไตรโคเดอร์มา NST-009 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมโรคพืชเชื้อราเมธาไรเซียม WU-003 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมหนอนและด้วงศัตรูพืช เชื้อราบิวเวอร์เรีย WU-002 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมเพลี้ยและหนอนศัตรูพืช ธาตุอาหารแคลเซียมที่เพิ่มความแข็งแรงและระบบการป้องกันตนเองของเซลล์พืช ธาตุอาหารแมกนีเซียมที่เพิ่มการเจริญเติบโตและองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ และสารเสริมความแข็งแรงและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์พืช ทำให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายและแรงงานเพราะออกฤทธิ์ครอบคลุมได้หลายด้าน

ทั้งนี้ ศูนย์ AIC มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรของจังหวัดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สนับสนุน และส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์และพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตร เป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกร และสนับสนุน Smart Farmer รวมถึง Young Smart Farmer ตลอดจนผลักดันงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านการวิจัย การพัฒนา การลงทุน การแปรรูป และการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ ภายใต้วิสัยทัศน์ “แหล่งอาหารมาตรฐานปลอดภัยก้าวไกลคุณภาพชีวิตขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเกษตรนวัตกรรมสู่ผู้นำครัวโลก” ผู้อำนวยการศูนย์กล่าว

‘อมธ.’อ้างผลโพล ประกาศเปลี่ยนเพลงประจำมหาวิทยาลัยแทนเพลง’ยูงทอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665119

'อมธ.'อ้างผลโพล ประกาศเปลี่ยนเพลงประจำมหาวิทยาลัยแทนเพลง'ยูงทอง'

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 21.06 น.

องค์การนักศึกษา มธ.อ้างผลสำรวจความคิดเห็นประชาคมคนธรรมศาสตร์ ประกาศใช้ “เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว” แทนเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง ในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย อมธ.

วันที่ 6 ก.ค.65 องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่า เพื่อให้นักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการจัดกิจกรรม โดยเฉพาะในการเลือกเพลงประจำมหาวิทยาลัยอันเป็นการแสดงออกที่สำคัญถึงอัตลักษณ์ การก่อกำเนิด และการเชิดชูประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมหาวิทยาลัย

อมธ. จึงได้จัดทำแบบสำรวจประชามติของประชาคมธรรมศาสตร์ โดยเพลงที่เข้ารับการคัดเลือกมีจำนวนทั้งหมด 3 เพลง คือ เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว, มาร์ช มธก. และเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง โดยจากผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 5,168 คน ได้เลือกเพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว กว่า 51.9%

อมธ. จึงเห็นควรประกาศให้ใช้ “เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว” แทนเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง ในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย อมธ.ตามเจตนารมณ์ของประชาคมธรรมศาสตร์ นับแต่นี้ต่อไป จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้บรรดาศิษย์เก่า มธ. หลายคน ได้ออกมาประกาศคัดค้านการเคลื่อนไหวของ อมธ.ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงประจำมหาวิทยาลัยจากทำนองเพลงยูงทอง มาเป็นมอญดูดาว อาทิ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เตยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ข้าพเจ้า นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ในฐานะนักศึกษาเก่า คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้าพเจ้ายังขอสนับสนุนและยืนยันว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องใช้เพลงพระราชนิพนธ์ยูงทองเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยต่อไป

นอกจากนี้ยังมี รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ให้ข้อเท็จจริงถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น พร้อมย้ำอีกครั้งว่า การเปลี่ยนเพลงประจำมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ไม่ได้ทำได้งายๆ และเชื่อว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามที่นักศึกษา พคธ. เสนออย่างแน่นอน (อ่านต้นฉบับที่นี่)

สำหรับเพลงมอญดูดาว คำร้อง : ขุนวิจิตรมาตรา / ทำนอง : เพลงมอญดูดาว มีเนื้อหาดังนี้

สำนักไหนหมายชูเอ๋ยประเทศชาติ
สำนักไหนหมายชูเอ๋ยประเทศชาติ
ด้วยอำนาจปกครองให้ผ่องเฟื่องเอย
เอ๋ยเราเป็นไทย เรารักไทย บูชาไทย
ไม่ยอมให้..ใครผู้ใดมาล้างเสรีไทย

สำนักนั้นธรรมศาสตร์เอ๋ยและการเมือง
สำนักนั้นธรรมศาสตร์เอ๋ยและการเมือง
ก่อรุ่งเรืองสมบูรณ์เขตประเทศไทยเอย
เอ๋ยธรรมศาสตร ธรรมศาสตร์การเมือง
ไทยจะเฟื่่อง ไทยจะรุ่งเรืองก็เพราะการเมืองดี

เหลืองของเราคือธรรมเอ๋ยประจำจิต
เหลืองของเราคือธรรมเอ๋ยประจำจิต
แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้เอย
เอ๋ยเหลืองกับแดง เหลืองกับแดง เหลืองกับแดง
ทุกๆแห่ง..ทุกๆแห่ง แต่ล้วนเหลืองกับแดง

ชื่อว่าธรรมแล้วเราเทิด เอ๋ยให้สมไทย
ชื่อว่าธรรมแล้วเราเทิิด เอ๋ยให้สมไทย
ทุกอย่างไปงานหรือเล่นต้องเป็นธรรมเอย
เอ๋ยใครรักชาติ ใครรักธรรมเหมือนกับเรา
จงมาเข้าและโปรดเอา..ใจช่วยเหลืองกับแดง

โควิดคร่า ‘ส.พลายน้อย’ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เสียชีวิตอย่างสงบสิริอายุ 93 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665025

โควิดคร่า ‘ส.พลายน้อย’ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เสียชีวิตอย่างสงบสิริอายุ 93 ปี

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.38 น.

วันที่ 6 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบัติ พลายน้อย หรือ ส.พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2553 เสียชีวิตลงอย่างสงบในช่วงเช้าวันนี้จากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลราว 3 วัน สิริอายุได้ 93 ปี

ซึ่งทายาทแจ้งว่ามีกำหนดการเผาศพ วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม 2565 เวลาประมาณ 12.00 น. ณ วัดอนงคารามวรวิหาร ถนนสมเด็จเจ้าพระยา แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ

ประวัติส่วนตัว ส.พลายน้อย เป็นนามปากกาที่รู้จักกันดีและใช้อย่างแพร่หลายของ สมบัติ พลายน้อย เป็นนักเขียนสารคดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ ประเพณี สังคมไทยด้านต่าง ๆ ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ในปี พ.ศ. 2553

เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 ที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนประชาบาล วัดประดู่ทรงธรรม มัธยมศึกษาที่โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย และประกาศนียบัตรวิชาครูพิเศษประถม (พ.ป.)

รับราชการครั้งแรกเป็นเสมียนสรรพากรและเปลี่ยนอาชีพไปรับราชการครูเป็นเวลา 5 ปี มีความสนใจในงานด้านการเขียนมาตั้งแต่ครั้งเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยได้สมัครเรียนวิชาการประพันธ์และการหนังสือพิมพ์ทางไปรษณีย์ของ อาจารย์เปลื้อง ณ นคร จึงงานเริ่มเขียนอย่างจริงจังนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมาได้รับการชวนจาก อ.เปลื้อง มาทำงานด้านวารสารของกระทรวงศึกษาธิการหลายฉบับ มีผลงานเขียน ประเภทบทความ บทละคร สารคดี และเรื่องสั้นพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ได้จัดรายการวิทยุศึกษาไปพร้อม ๆ กันด้วย

เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้างานโสตทัศนูปกรณ์และเอกสารสิ่งพิมพ์ กองส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และเป็นบรรณาธิการวารสารวัฒนธรรมไทย

พ.ศ. 2528 ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ 2 ปี ได้ลาออกจากราชการ เพื่อเขียนหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว

ถือเป็นนักเขียนที่มีความสามารถเขียนหนังสือได้หลายประเภท ปัจจุบันมีงานเขียนรวมเล่มแล้ว ประมาณ 100 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นงานเขียนประเภทสารคดี นิทาน ชีวประวัติบุคคลสำคัญ สารานุกรม และปกิณกะอื่น ๆ จำนวนมาก อาทิ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์, พระเจ้าตากสินมหาราชแห่งชาติไทย, สารคดีน่ารู้สารพัดนึก, เล่าเรื่องบางกอก, เล่าเรื่องพม่ารามัญ, สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย 

วช.ดันผลงานวิจัย’กากน้ำตาล’ วัตถุดิบเหลือใช้0kdเกษตร ยกระดับอุตฯทางเคมีชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664913

วช.ดันผลงานวิจัย'กากน้ำตาล' วัตถุดิบเหลือใช้0kdเกษตร ยกระดับอุตฯทางเคมีชีวภาพ

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.07 น.

วช. ดัน ผลงานวิจัย “กากน้ำตาล” วัตถุดิบเหลือใช้จากการเกษตร ยกระดับ อุตสาหกรรมทางเคมีชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน อย่างยั่งยืน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสนับสนุนทุนวิจัย แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.เขมวิทย์ จันต๊ะมา และคณะ แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จากผลงานโครงการวิจัย เรื่อง “การใช้ประโยชน์จากกากน้ำตาลที่เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำตาลของประเทศไทยเพื่อการผลิต 2,3-บิวเทนไดออล (2,3-BD)” เพื่อการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบกากน้ำตาลที่เหลือใช้จากภาคการเกษตร ยกระดับผลิตภัณฑ์และต่อยอดทางธุรกิจเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมทางเคมีชีวภาพในการคิดค้นและพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  กล่าวว่า วช. ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมในการคิดค้น พัฒนา เพื่อสร้างพื้นฐานองค์ความรู้ ในการต่อยอดและพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมทางเคมีชีวภาพ โดยการนำวัตถุดิบที่เหลือใช้จากภาคการเกษตร กากน้ำตาล สู่การยกระดับผลิตภัณฑ์ของไทย ลดการนำเข้า 2,3-บิวเทนไดออลที่มีราคาสูงจากต่างประเทศ ด้วยผลงานวิจัยจากการศึกษาการผลิต 2,3-บิวเทนไดออล เพื่อจัดการกับปัญหาท้าทายเร่งด่วนสำคัญของประเทศในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเกษตร เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งการวิจัยและพัฒนากระบวนการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถ และความเข้มแข็งทางเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย สู่การต่อยอดทางธุรกิจ เพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมทางชีวภาพ ชุมชนเข้มแข็ง และพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างฐานรากของการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้อย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.เขมวิทย์ จันต๊ะมา หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า จากการศึกษาค้นคว้าและวิจัยทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ 2,3-บิวเทนไดออล  เป็นสารเคมีสำคัญที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเคมีเพื่อใช้เป็นตัวทำละลาย ตัวประสาน สีทาบ้าน สีทารถยนต์ เม็ดพลาสติก สารเติมแต่งที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร และยา รวมถึงสารเคมีอื่น ๆ ที่ใช้ในครัวเรือนเพื่อการอุปโภค และบริโภค หรือแม้กระทั่งผสมในสารพอลิเมอร์พลาสติกให้มีความแข็งแรงมากขึ้น อีกทั้งในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ 2,3-บิวเทนไดออล ยังถูกนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยาน (bio-jet fuel) อีกด้วย กากน้ำตาล (sugarcane molasses) เป็นผลพลอยได้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลทราย โดยการผลิตน้ำตาลทราย 1 ตัน จะใช้น้ำอ้อยดิบ 10 ตัน และเกิดผลพลอยได้ของกากน้ำตาล ประมาณ 50 กิโลกรัม กากน้ำตาลมีองค์ประกอบของน้ำตาลรวมประมาณ 50% (น้ำหนักต่อปริมาตร)

โดยที่จะเป็นซูโครสประมาณ 13% (w/v) (น้ำหนักต่อปริมาตร)  และกลูโคสรวมกับฟรุคโตสประมาณ 15% (น้ำหนักต่อปริมาตร) ดังนั้น​ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล กากน้ำตาลที่เป็นของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลที่เกือบไม่มีมูลค่าควรจะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด​ เช่น​ นำมาผลิต 2,3-บิวเทนไดออล จาก K. oxytoca KMS005 (Jantama et al., 2015) ที่พัฒนาขึ้นเองด้วยเทคนิควิศวกรรมเมทาบอลิกของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งจะเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากกากน้ำตาลไปเป็น 2,3-บิวเทนไดออล (มูลค่าในตลาดโลกที่ $US9.12-250/kg ขึ้นกับความบริสุทธิ์) ที่มีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่กว้างขวางกว่า เอทานอลที่ถูกผลิตขึ้นจากกากน้ำตาลด้วยยีสต์ในปัจจุบัน ดังนั้น​ การผลิต 2,3-บิวเทนไดออล จากกระบวนการหมักโดยใช้เชื้อ K. oxytoca KMS005 ด้วยกากน้ำตาลอ้อย น่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่ธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำตาลให้เพิ่มเติม และยังนำไปสู่การพัฒนากลุ่มธุรกิจ New S-curve ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ตามนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0 กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การลดของเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลซูโครส กลูโคส และฟรุคโต และเป็นการลดการนำเข้า 2,3-บิวเทนไดออลที่มีราคาสูงจากต่างประเทศ เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และยังสามารถส่งขายต่างประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดทางธุรกิจของอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพที่ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศไทย

ทั้งนี้​ เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโครงการวิจัยดังกล่าวจะช่วยยกระดับและตอบโจทย์การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมให้เพิ่มขึ้น เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับอุตสาหกรรมทางเคมีชีวภาพ สร้างแนวทางต้นแบบการใช้พลังงานชีวภาพ พลังงานแบบหมุนเวียน รวมถึงตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมให้สำเร็จ เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

‘มข.- กระทรวงการต่างประเทศ’ ระดมสมอง‘เมืองอัจฉริยะ’รับ‘เอเปก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664801

‘มข.- กระทรวงการต่างประเทศ’ ระดมสมอง‘เมืองอัจฉริยะ’รับ‘เอเปก’

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดยวิทยาลัยนานาชาติ ร่วมกับ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และ Asia-Pacific Economic Cooperation (เอเปก-APEC) จัดการเสวนาระดมสมอง APEC Media Focus Group ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด Smart City and Connectivity ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารเรียนรวมพื้นฐาน วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางความเชื่อมโยงในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเสวนาครั้งนี้จึงจะเป็นประโยชน์ในการเป็นเจ้าภาพเอเปกของประเทศโดยเฉพาะการแบ่งปันองค์ความรู้ประสบการณ์ด้านสมาร์ทซิตี้ของขอนแก่นให้สาธารณชนรับทราบในวงกว้างซึ่งจะช่วยส่งเสริมโอกาสและศักยภาพของภาคธุรกิจของประเทศไทยในภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ในโอกาสที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการจัดประชุม APEC ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติและโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยได้แสดงบทบาทในเวทีสำคัญระดับโลกผ่านการเสวนาที่เน้นความมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ขอนแก่นเป็นเมืองหลวงของการเจริญเติบโตในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เราจะพัฒนาเมืองได้ต้องมีทรัพยากรมนุษย์ที่ฉลาดมาก ท่ามกลางจุดแข็งที่ขอนแก่นมี

อาทิ พื้นที่ทางการเกษตร ผู้คนฉลาด เมืองที่พร้อมต่อการขยายการเจริญเติบโต ทุกภาคมีประเด็นที่ต้องขับเคลื่อนต่อ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร การติดขัดข้องการเงิน การพัฒนาทักษะแรงงาน และที่สำคัญของการกระจายรายได้ เป็นเครื่องมือที่จะสร้างความเลื่อมล้ำของรายได้ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ล้วนแต่ต้องอาศัย Smart City and Connectivity ทั้งสิ้น

ด้าน ผศ.สิริมนพร ทิพสิงห์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้วางแผนผลิตงานวิจัยที่เอื้อต่อการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยงานวิจัยนี้พูดถึงการตลาดและการท่องเที่ยว ในเจนวาย (Gen Y) สอบถามไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยว 389 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ทำการวิจัยเกี่ยวกับมุมมองนักท่องเที่ยวว่าหากต้องการไปเที่ยวในเมืองนั้น มีองค์ประกอบใดใน Smart City ที่เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเข้าเยี่ยมชมหรือท่องเที่ยวในเมืองนั้นๆ

โดยโครงการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ขณะนี้อยู่ในระยะแรกที่สามารถระบุได้ว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่นักท่องเที่ยวใช้พิจารณา คือ Smart People ต้องมีคนฉลาด Smart Mobility การเดินทางและขนส่ง ต้องสะดวกสบายมีระบบอัจฉริยะ เพื่อที่จะให้มี Smart Living การดำรงชีวิตอัจฉริยะ 3 ส่วนนี้เป็นปัจจัยแรกๆ ที่นักท่องเที่ยวจะตัดสินใจเพื่อท่องเที่ยวเมืองนั้นๆ

‘ชุมชนคนสู้หวย’ละครเปลี่ยนสังคม ‘ลด-ละ-เลิกพนัน’มีเงินเหลือเก็บออม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664799

‘ชุมชนคนสู้หวย’ละครเปลี่ยนสังคม ‘ลด-ละ-เลิกพนัน’มีเงินเหลือเก็บออม

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โครงการ “๙ สู่ชีวิตพอเพียง” เป็นภารกิจสำคัญที่มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยนำแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นหลักชัยในการใช้ชีวิตของประชาชน ภายใต้เครือข่ายชุมชนต้นแบบลด ละ เลิกการพนันเพื่อถวายเป็นปฏิบัติบูชาต่อ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) และอาศัยแนวทางนี้รณรงค์ให้ลดละเลิกการพนัน

“ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์การพนันในสังคมไทย ของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2560 ที่ชี้ชัดว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลและหวยใต้ดิน คือ การพนันสองอันดับแรกของคนไทยในทุกภูมิภาค” มีผู้เล่นทั้งสิ้นมากกว่า 25 ล้านคน (เป็นผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล 21 ล้านคน และผู้ซื้อหวยใต้ดิน 17 ล้านคน และบางคนซื้อทั้งสองชนิด) และมีปริมาณเงินรวมของการซื้อหวยทั้งสองชนิด ถึง 250,000 ล้านบาท/ปี (จากรายงานของศูนย์ customer insight ธนาคาร TMB ปี 2561)

ทำให้การดำเนินการในระยะที่ 2 ของโครงการฯมุ่งไปที่การลดละเลิกการเล่นหวยในชุมชนเป็นประเด็นสำคัญ ด้วยแนวทางการรณรงค์ “เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม” ซึ่งจนถึงวันนี้ การทำงานตามโครงการ ๙ สู่ชีวิตพอเพียง ได้สร้างเมล็ดพันธุ์คนชุมชนที่เติบโตเป็น “ชุมชนคนสู้หวย” นับเป็นมิติของการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน ที่แต่ก่อนคนส่วนใหญ่จะเล่นพนันด้วยการแทงหวยมากที่สุด

จนกระทั่งได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ “อย่าให้หวยเป็นปัญหา” เพื่อกระตุกเตือนให้ประชาชนในชุมชน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันสร้าง “ถ้าไม่อยากมีปัญหาจากหวยและการพนัน ต้องทำอย่างไร?” ซึ่งหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้นี้เอง ได้มีกิจกรรม “ละครสร้างการเรียนรู้” ซึ่งพัฒนาและสร้างสรรค์ขึ้นจากเครือข่ายละครหยุดพนัน มาเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง นำ “เรื่องเล่น” มาสู่ “เรื่องจริง” เพื่อสร้างสังคมลด ละ เลิก การพนัน ในที่สุด

นายบุญสืบ พันธ์ประเสริฐ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่ามะปราง จ.สระบุรี ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จ.สระบุรี เล่าว่า แต่เดิมทำงานกับเครือข่ายครอบครัวอยู่แล้ว และมีการทำงานเชิงประเด็น ลด ละ เลิกการพนัน ใช้ละครในการพัฒนาคนร่วมกับกลุ่มชาวบ้านในประเด็นต่างๆอยู่แล้ว จึงเสนอทาง มรพ. ในการสร้างละครสะท้อนปัญหาชุมชนในประเด็นของการพนัน ซึ่งก็มีทั้งหวย ฟุตบอล ฯลฯ ภายใต้โครงการ ๙ สู่ชีวิตพอเพียง ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ 10 จังหวัด

ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์พนันต้องทำการรณรงค์ในทุกมิติและทุกช่วงวัย โดยรูปแบบการดำเนินงานจะแตกต่างออกไปตามแต่ละช่วงวัย ทั้งวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และผู้สูงวัย มีการขับเคลื่อนในทุกทิศทางและทุกวัย จะทำให้มองเห็นมุมที่แตกต่างของแต่ละวัยประเด็นของการขับเคลื่อนรณรงค์ก็จะเข้มแข็งขึ้น โดยการนำเสนอเนื้อเรื่องของละครจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะทำให้คนดูเข้าถึงและสนุกไปด้วย เพราะรู้สึกว่าใกล้ตัว

“ละครจะสะท้อนให้เห็นความน่ากลัวของพนัน ซึ่งการพนันดูเหมือนไม่มีอะไร เป็นเหมือนสิ่งสวยงามที่ยั่วยวนให้คนเข้าไป ดึงเราเข้าไปสู่กับดัก กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะยากในการเอาตัวเองออกมา ในส่วนของน้องๆ ที่เข้ามาร่วมเล่นละครสะท้อนปัญหาเหล่านี้ผมมั่นใจว่าในกระบวนการทำงานสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงนี้จะเป็นเมล็ดพันธุ์ฝังอยู่ตัวและเป็นภูมิคุ้มกันตัวเขาไปตลอด” นายบุญสืบ กล่าว

นางอรชร อุนัยบัน หรือ“ครูแจ๋ว” อดีตครูภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดทำละครหลังเกษียณ กล่าวว่าวิธีผสมผสานการละเล่นโดยสอดแทรกเนื้อหาการรณรงค์หยุดพนัน ชักชวน ลด ละ เลิกการพนัน โดยยังคงความบันเทิงด้วยนั้น อาศัยการเล่าเรื่องด้วยภาษาอีสานซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น เด็กๆ จะเข้าถึงบทละครได้มากกว่าและสื่อสารการแสดงออกมาได้ดี เมื่อตัวละครสมบทบาทโดยเยาวชน ก็พยายามส่งเสริมให้เขาสามารถสะท้อนปัญหาของชุมชนที่หลงเข้าไปสู่วงการพนันซึ่งบทละครจะสะท้อนให้เห็นว่าคนที่เข้าสู่วงการพนันแล้วยากที่ครอบครัวจะมีความสุขได้

“การดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบละครจะสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น วิธีการแก้ไขปัญหา เด็กๆ ที่มาร่วมถ่ายทอดและซึมซับเรื่องราวของละครว่าการพนันสร้างปัญหาอย่างไร เขาสามารถเสริมบทให้ครูได้ เพราะเขารู้วิถีชุมชนของตนเองเป็นอย่างไร เด็กๆ สามารถถ่ายทอดออกมาได้ว่าความสุขอยู่ที่ไหน เด็กๆ ที่เข้ามาร่วมแสดงละคร เขามีความมุ่งมั่นมาก ชวนผู้ปกครองมาดูพวกเขาเล่น ขณะเดียวกันภายใต้การสวมบทบาทของแต่ละตัวละคร เด็กๆ ยังได้ฝึกการใช้ภาษาและฝึกการเอนเตอร์เทนด้วย” ครูแจ๋ว ระบุ

ด้าน “น้องแม็ก” นายวัชรณัฐวรสิงห์ นักเรียนชั้น ม.4 และ“น้องเอิร์น” ด.ญ.เขมิกา เสาวรส นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ เยาวชนที่เข้าร่วมกับคณะละครของครูแจ๋ว กล่าวเสริม การเข้ามาเล่นละครทำให้พวกตนได้พัฒนาตนเองมากขึ้นในด้านทักษะการสื่อสารกับผู้อื่น มีความกล้าแสดงออก อีกทั้งเมื่อเห็นรอยยิ้มของผู้ชมแล้วก็ทำให้มีความสุขไปด้วย

นอกจากนี้ การเข้ามามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดปัญหาของการหลงเข้าสู่วงการพนัน นอกจากสวมบทบาทในละครแล้ว ในชีวิตจริง ทั้งคู่ยังได้ชักชวนบุคคลใกล้ชิดไม่ว่าจะคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องให้ลด ละ เลิกการพนัน และนำเงินที่จะซื้อหวยนั้นนำกลับมาเป็นเงินออมแทน เมื่อเกิดการชักชวนอย่างต่อเนื่อง ผลปรากฏว่าผู้ปกครองของทั้งคู่ ค่อยๆ ลดการเล่นการพนัน การซื้อหวย และนำเงินมาเก็บออมแทน ทำให้มีเงินเก็บซึ่งแตกต่างเดิมที่ไม่มีเลย

นายศรีสุวรรณ ควรขจร กรรมการกองทุน สสส. ฝากข้อคิดว่า ปัญหาการเล่นพนันมีความร้ายแรงไม่ต่างจากบุหรี่และสุรา การสูบบุหรี่อันตรายทั้งสุขภาพต่อคนสูบและคนรอบข้างลูกหลาน สุราอาจทำให้กลายเป็นผู้พิการได้จากพฤติกรรมดื่มแล้วขับ ส่วนการพนันที่อาจทำให้ถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวได้ การเล่นพนันอาจกลายเป็นการเสพติดจนล้มเลิกความคิดไม่ได้ นำไปสู่การล้มเหลวด้านครอบครัว หน้าที่การงานความเชื่อถือ และส่งผลต่อรายได้ลดน้อยลงจนเกิดปัญหาหนี้สินตามมา ซึ่งถ้าลด ละ เลิกได้ คุณภาพชีวิตจะกลับมามีความสุข

“อยากให้กำลังใจคนที่ยืนหยัดและตั้งใจลดละเลิกพนัน และเปลี่ยนเงินซื้อหวยเป็นเงินออม” นายศรีสุวรรณ ฝากทิ้งท้าย

มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.)

สำนักงานกองทุนสนับสนุน

การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

‘ICTมหิดล’พัฒนาโปรแกรม ช่วยแพทย์คัดกรอง‘เบาหวานขึ้นตา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664803

‘ICTมหิดล’พัฒนาโปรแกรม ช่วยแพทย์คัดกรอง‘เบาหวานขึ้นตา’

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาหารไทยที่เป็นอาหารคาวส่วนใหญ่มักมีรสชาติเผ็ด ทำให้มื้อปิดท้าย คนไทยมักนิยมรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวานจัดเพื่อดับความเผ็ดร้อน ซึ่งเป็นพฤติกรรมการบริโภคที่ทำให้ต้องเสี่ยงต่อภาวะ “เบาหวาน” โดยไม่รู้ตัวและ “โรคเบาหวานยังสามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยต่อไปได้อีกหลายโรค” หนึ่งในผลกระทบจากโรคเบาหวานที่ทำให้ผู้ป่วยต้องกลับกลายเป็นผู้พิการ คือ “ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา” ซึ่งอาจทำให้ต้องกลายเป็นผู้พิการทางสายตาได้ในที่สุด หากไม่ได้การตรวจพบเสียแต่เนิ่นๆ

รศ.ดร.วรพันธ์ คู่สกุลนิรันดร์ อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการวิจัย เรื่อง “การค้นหาอัตโนมัติของภาวะเบาหวานขึ้นจอตาจากภาพถ่ายจอประสาทตา (Automatic Detection of Diabetes Retinopathy based on Digital Retinal images)” จนสามารถพัฒนาโปรแกรมช่วยจักษุแพทย์คัดกรองผู้ป่วยในเบื้องต้น ประกอบการวินิจฉัย และติดตามอาการของโรค

ผลงานชิ้นนี้สามารถคว้ารางวัลผลงานวิจัย ระดับดีประจำปีงบประมาณ 2563 จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) “จุดเด่นของโปรแกรมคัดกรองภาพถ่ายจอประสาทตาที่พัฒนาขึ้น คือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถเรียนรู้ได้จากข้อมูลภาพถ่ายจอประสาทตาของผู้ป่วยที่เป็นคนไทยโดยเฉพาะ” ไม่ใช่เพียงภาพที่มีอยู่แล้วทั่วไปในระบบ จึงช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำมากขึ้น

“การแก้ปัญหาด้วยการซื้อซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ ไม่ยั่งยืนเท่ากับการนำความรู้ที่มีอยู่ พัฒนาขึ้นเป็นซอฟต์แวร์ใช้เองภายในประเทศ ซึ่งบางซอฟต์แวร์จากต่างประเทศอาจไม่เหมาะกับบริบทของคนไทย หรือใช้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร และไม่ภูมิใจเท่าเราคิดได้เอง นอกจากนี้อาจขยายผลสู่เชิงพาณิชย์นำรายได้เข้าประเทศต่อไปได้อีกในอนาคต ซึ่งจะเป็นการพึ่งพาตัวเองที่ยั่งยืนที่สุด” รศ.ดร.วรพันธ์ กล่าว

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระวโรกาสให้’เอกอัครราชทูตเมียนมา-คณะ’เฝ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664892

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระวโรกาสให้'เอกอัครราชทูตเมียนมา-คณะ'เฝ้า

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 20.33 น.

“สมเด็จพระสังฆราช”ประทานพระวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตเมียนมา และคณะ เฝ้าถวายเครื่องประกอบสมณศักดิ์ชั้นสูงสุด“อภิธชมหารัฏฐคุรุ”

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และคณะ เฝ้าถวายเครื่องประกอบสมณศักดิ์ชั้นสูงสุด “อภิธชมหารัฏฐคุรุ” ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาขอประทานถวาย

สมณศักดิ์ “อภิธชมหารัฏฐคุรุ” เป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์เมียนมา ซึ่งจะถวายแด่สมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระราชาคณะ ผู้ทรงคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อกิจการพระพุทธศาสนาและมีพระชนมายุหรือมีอายุ 80 ปีขึ้นไปเท่านั้น ทั้งนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เคยถวายสมณศักดิ์อภิธชมหารัฏฐคุรุ แด่สมเด็จพระสังฆราชแห่งราชอาณาจักรไทยมาแล้ว 2 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 13 และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

โอกาสนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ประทานพระสัมโมทนียกถา ความตอนหนึ่งว่า “นามของสมณศักดิ์ที่ว่า ‘อภิธชมหารัฏฐคุรุ’ ชวนให้อาตมภาพระลึกถึงพระสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎก ได้แก่ ‘ธชัคคสูตร’ ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสอุปมาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอันเลิศ ประเสริฐยิ่งกว่าธงชัยของแม่ทัพในการสงคราม เพราะเหตุว่าแม่ทัพนายกองทั้งหลาย ล้วนยังเป็นผู้มีกิเลส ธงประจำตำแหน่งของเขา จึงไม่อาจเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้อย่างแท้จริง ในขณะที่ ‘พระรัตนตรัย’ อันเป็นธงชัยแห่งพุทธบริษัท ย่อมก่อให้เกิดความมั่นใจ ไม่หวาดหวั่นครั่นคร้าม ในการบำเพ็ญคุณงามความดี

ดังที่สมเด็จพระบรมครู ทรงสอนไว้ว่า ‘พึงระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด ความกลัวไม่พึงมีแก่เธอทั้งหลาย แต่ถ้าว่าเธอทั้งหลายไม่พึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชนนั้น เธอทั้งหลายก็พึงระลึกถึงพระธรรมอันนำออกจากทุกข์ อันพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว หรือถ้าเธอทั้งหลายไม่ระลึกถึงพระธรรมอันนำออกจากทุกข์ อันพระพุทธเจ้าทรงแสดงดีแล้วนั้น เธอทั้งหลายก็พึงระลึกถึงพระสงฆ์ผู้เป็นบุญเขต ไม่มีบุญเขตอื่นยิ่งไปกว่า ครั้นเมื่อเธอทั้งหลายระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี จักไม่มีเลย’

ทั้งพม่าและทั้งไทย ต่างก็มีประชากรส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา นับได้ว่าเรามีธงชัยแห่งชีวิตร่วมกัน จึงขอพุทธบริษัททุกหมู่เหล่า ยึดมั่นในพระไตรสรณคมน์เป็นยอดธง เพียรหมั่นศึกษาอบรม ประพฤติปฏิบัติ และเผยแผ่พระพุทธธรรม เพื่อความผาสุกร่มเย็นของโลกนี้ และขอทุกท่านจงปราศจากความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ความขนพองสยองเกล้า ในอันที่จะประกอบกรณียกิจ เพื่อจรรโลงเมตตาธรรม ไว้เป็นเครื่องค้ำจุนโลก ให้ดำรงคงมั่นอยู่ด้วยสันติภาพอันร่มเย็น ตลอดกาลนาน

ขออนุโมทนาสาธุการด้วยใจจริงอีกครั้งหนึ่งที่นำเกียรติยศมามอบให้ และขออำนวยพรให้ทุกท่าน จงเจริญงอกงามในพระบวรพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นสืบไป เทอญ”

– 006

วธ.ปรับบทบาทเป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ ดันพลังวัฒนธรรมพลิกโฉมหน้าเสริมเศรษฐกิจชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664525

วธ.ปรับบทบาทเป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ ดันพลังวัฒนธรรมพลิกโฉมหน้าเสริมเศรษฐกิจชาติ

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ใครที่ได้ไปชมนิทรรศการแสดงผลงานการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม ในงานประชุมเสวนา “ถามมา-ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” ของ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า พลังการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม เพื่อพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจชาติ ในการแข่งขันกับชาติอื่นๆ เป็นตัวจักรสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะนำมาใช้เพื่อการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจชาติในยุคนี้ โดยปีนี้ วธ. ได้ปรับบทบาทและภารกิจให้เป็น กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “ให้วัฒนธรรม ทำดี ทำงานทำเงิน” ส่งเสริมการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญา สร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างรายได้แก่ชุมชนและประเทศ เพื่อให้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ในปีนี้ วธ. ได้เดินหน้าดึงทุกภาคส่วนมาร่วมใช้พลังวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยการผลักดันใช้ Soft Power ความเป็นไทย สร้างรายได้ สร้างภาพลักษณ์และเกียรติภูมิให้ประเทศไทย ด้วยการส่งเสริม 5F ได้แก่ อาหารไทย (Food) ผ้าไทย และการออกแบบแฟชั่น (Fashion) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) มวยไทย และศิลปะการป้องกันตัวของไทย (Fighting) และเทศกาลประเพณีไทย (Festival) ในปี 2564 ไทยมีรายได้จากสินค้าวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์กว่า 1.45 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.93 ของ GDP เป็นรายได้จากอุตสาหกรรมคอนเทนต์อาทิ ภาพยนตร์ ละคร แอนิเมชั่นเกม คาแร็กเตอร์ กว่า 2 แสนล้านบาท เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน รายได้จากการส่งออกอาหารไทยกว่า 1.1 พันล้านบาท รายได้จากผ้าไทยกว่า 8.5 พันล้านบาท ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) และผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย (CCPOT) กว่า 700 ล้านบาท และรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” กว่า 768 ล้านบาท

อีกความภาคภูมิใจหนึ่งก็คือสำนักข่าว U.S. News ได้จัดอันดับประเทศที่มีมรดกวัฒนธรรมที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021 จากทั้งหมด 78 ประเทศ ปรากฏว่าไทยอยู่อันดับ 7 ของโลก การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรม จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากและไกลตัว เพราะได้สร้างรายได้ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมิใช่น้อย โดยที่วธ. ก็เป็นหลักในการดูแลเรื่องดังกล่าว ทั้งๆ ที่ไม่มีการผลักดันเรื่องสร้างรายได้แนวคิด “ให้วัฒนธรรม ทำดี ทำงานทำเงิน” จึงไม่กว้างเกินไป หรือ เหนือบ่ากว่าแรง ที่กระทรวงวัฒนธรรมจะนำเพื่อ พัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของสังคม เพราะที่ผ่านมาก็ได้ฝากฝีมือมาให้เห็นประจักษ์แล้ว ประกอบกับในยุคนี้ ที่สังคมโลกกำลังตื่นตัวในเรื่องของวัฒนธรรมกันอย่างจริงจัง การจะนำเอางานทางด้านวัฒนธรรมมาเพื่อพัฒนา ส่งเสริม สังคมและเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและถูกที่ถูกเวลามากในเวลานี้ นับว่า เป็นเรื่องที่เหมาะสม ที่ กระทรวงวัฒนธรรม จะใช้งานทางด้านวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยการปรับบทบาท วธ.เป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ