มรภ.บ้านสมเด็จ วิจัยเพิ่มคุณภาพ ผ้ายกดอกพื้นบ้านด้วยระบบแจ๊คการ์ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664523

มรภ.บ้านสมเด็จ วิจัยเพิ่มคุณภาพ ผ้ายกดอกพื้นบ้านด้วยระบบแจ๊คการ์ด

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.วชิรศักดิ์ เขียนวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่าได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนากี่ทอผ้ายกดอกและจกพื้นบ้านด้วยระบบแจ็คการ์ด 400 เข็ม กรณีศึกษา กลุ่มทอผ้าไหมบ้านหนองตราดน้อย ตำบลชุมเห็ด อำเภอเมืองจังหวัดบุรีรัมย์

การวิจัยในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยมุ่งพัฒนากลไกการเปิดตะกอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทอยกดอกพื้นบ้าน ลดกระบวนการจก ยกดอกลายผ้าแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ทักษะ ความอดทน สมาธิสูง และเวลาใช้ระยะเวลาในการทอต่อผืนนาน รวมทั้งในกลุ่มทอผ้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุ ซึ่งมีปัญหาทางด้านสายตาทำให้เกิดการทอผิดลายได้ ในขณะที่ระบบอุตสาหกรรมเข้ามาแทนที่การทอผ้าแบบดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์หาซื้อได้ง่ายราคาถูก ทำให้ส่งผลกระทบกับการผลิตแบบดั้งเดิมซบเซา คนรุ่นใหม่ไม่นิยมเข้าสืบทอด ดังนั้นการนำงานวิจัยเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นโจทย์ที่สำคัญ การพัฒนาประสิทธิภาพกี่ทอพื้นบ้านด้วยระบบการทอแบบแจ็คการ์ดสามารถทอลวดลายที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น สะดวกสบายต่อการใช้งานมากขึ้น ช่วยให้ผู้ทอฝึกหัดใหม่สามารถทอได้ง่ายขึ้น นำลวดลายเดิมทอซ้ำๆ ได้หลายครั้ง มีคุณภาพมีมาตรฐานและสร้างลวดลายขึ้นเองได้โดยง่ายในท้องถิ่น

ผศ.วชิรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกี่ทอผ้ายกดอกและจกพื้นบ้านด้วยระบบแจ๊คการ์ด 400 เข็ม โดยการทดสอบในเวลา 8 ชั่วโมง พบว่ากี่ทอผ้าสามารถทอผ้าได้ระยะผ้าเฉลี่ย 45.72 เซนติเมตรต่อชั่วโมงเมื่อเปรียบเทียบกับการทอด้วยยกดอก และจกพื้นบ้าน ซึ่งจะทอได้ระยะผ้าเฉลี่ย 10-15 เซนติเมตรต่อชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ที่ทำการทอผ้าการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องเจาะรูแผ่นการ์ด วัดอัตราเฉลี่ยการเจาะโดยเฉลี่ย25 แผ่นต่อชั่วโมง และ 200 แผ่นต่อวัน และการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องร้อยแผ่นการ์ด วัดอัตราเฉลี่ย 3.5 วินาทีต่อแผ่น

นอกจากนี้ การทอผ้ายกดอกและจกพื้นบ้านด้วยระบบแจ๊คการ์ด ยังช่วยลดต้นทุนค่าแรง เพิ่มประสิทธิการทอผ้ายกดอก สร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าและยกระดับผลิตภัณฑ์ทอผ้ายกดอกในชุมชนอีกด้วย

สจล. เปิด 3 หลักสูตร ดับเบิ้ลดีกรี เรียนครั้งเดียวคว้า 2 ปริญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664521

สจล. เปิด 3 หลักสูตร ดับเบิ้ลดีกรี เรียนครั้งเดียวคว้า 2 ปริญญา

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.อนุวัฒน์ จางวนิชเลิศ รักษาการแทนอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า สจล.ได้พัฒนาหลักสูตรดับเบิ้ลดีกรีขึ้นมาเพื่อให้ผู้เรียนเพื่อให้สามารถขมวดรวมสิ่งที่ได้เรียน มาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดเป็นองค์ความรู้ที่ปรับใช้ได้จริงในโลกการทำงานแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นประตูในการก้าวไปสู่โลกแห่งการทำงานที่เปิดกว้างขึ้น

หลักสูตรดับเบิ้ลดีกรีที่เปิดสอนมี 3 หลักสูตรคือ ฟิสิกส์ไอโอทีดับเบิ้ลดีกรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ เป็นนักฟิสิกส์ไอโอที ที่พัฒนาเอไอก็ได้ วิเคราะห์บิ๊กดาต้าก็ดี จบครบในคนเดียว ซึ่งเป็นหลักสูตร 2 ปริญญาตรี ที่เรียนเพียง 4 ปี โดยวุฒิที่จะได้รับหลังเรียนจบ คือ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ และวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์อุตสาหกรรม

หลักสูตรสถาปัตย์-วิศวะอินเตอร์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ จบแล้วสามารถออกแบบและก่อสร้างทำได้ในคนเดียว อยู่ภายใต้การเรียนการสอนในหลักสูตรนานาชาติ โดยวุฒิที่จะได้รับหลังเรียนจบ คือ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา และวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรม นักศึกษาจากหลักสูตรดังกล่าว จะได้ไปฝึกงานเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ในทั้ง 2 ศาสตร์ที่ University of Newcastle ประเทศออสเตรเลีย

หลักสูตร Global Leader Development Program จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ ฉีกกฎนักบริหารแบบเดิม ปั้นวิศวกรสายพันธุ์ CEO เรียน 5 ปี ได้วุฒิปริญญาตรีควบโท นักศึกษาในคณะทั้งหลักสูตรปกติ และหลักสูตรนานาชาติ สามารถเข้าร่วมหลักสูตรนี้ได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสนใจด้านธุรกิจได้ศึกษาต่อยอดเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตที่เป็นได้มากกว่าวิศวกร มีความสามารถด้านดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจในอนาคต โดยวุฒิที่ได้รับคือ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากคณะบริหารธุรกิจ ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวใช้เวลาเรียนเพียงแค่ 5 ปี โดยจะเริ่มเรียนรายวิชาทางด้านการบริหารธุรกิจตั้งแต่ชั้นปีที่ 3 เป็นต้นไป

ยูนิโคล่ ร่วมจุฬาฯวิชาการ แข่งขันแผนธุรกิจ ปรัชญา ‘ไลฟ์แวร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664516

ยูนิโคล่ ร่วมจุฬาฯวิชาการ แข่งขันแผนธุรกิจ ปรัชญา ‘ไลฟ์แวร์’

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ร่วมมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้งานจุฬาฯ วิชาการ จัดการแข่งขัน “CHULA EXPO 2022’ Case Competition” การแข่งขัน Business Project Case ที่เกี่ยวข้องกับนำปรัชญาไลฟ์แวร์ (LifeWear) มาพัฒนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs Goal) โดยครั้งนี้มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 153 ทีมจากทั่วประเทศ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้า สามย่านมิตรทาวน์ โดยทีมผู้ชนะได้รับรางวัลเงิน 100,000 บาท และ ทีมรองผู้ชนะได้รับรางวัล 50,000 และ 30,000 บาท ตามลำดับ

ทีมผู้ชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Powerpuff Consulting ประกอบด้วย มิ่งขวัญ ศรีวัฒนาเมฆินทร์, นภัส ฤทัยเจตน์เจริญ, กรวรรณ ตีรณจินดา นิสิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 3 และปณิตา สิกขมาน นักศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 3 โดยร่วมนำเสนอไอเดียนวัตกรรมพัฒนาเสื้อสำหรับผู้พิการที่จำเป็นต้องนั่งวีลแชร์เป็นระยะเวลานาน และการออกแบบป้ายอักษรเบรลล์ สำหรับผู้พิการทางสายตาเพื่อรับรู้รายละเอียดสีและไซส์ ทีมผู้ชนะรองอันดับ 1 ได้แก่ทีมแม่บุญธรรม ที่นำเสนอโปรเจกท์เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมเสื้อที่ทำจากเส้นใยวัสดุรีไซเคิลเพื่อป้องกันการปล่อยไมโครพลาสติกสู่มหาสมุทรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทีมผู้ชนะรองอันดับ 2 ได้แก่ ทีม KANGTAEMOOSHI ที่นำเสนอไอเดีย แต้มโปรแกรมการสะสม และจัดหลักสูตรสอนการผลิตเสื้อผ้าคุณภาพดีแก่ชุมชน ซึ่งต่อยอดนำเสนอออกมาเป็นคอลเลคชั่นจากผ้าท้องถิ่นในดีไซน์ทันสมัย

หารือพัฒนาการเรียนการสอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664517

หารือพัฒนาการเรียนการสอน

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์สนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอน ร่วมกับ สำนักงานวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดประชุมแลกเปลี่ยนด้านการเรียนการสอน ในหัวข้อ “Role of AdvanceHE in working globally and helping higher education to shape its future” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ ไทยมา คณบดีคณะศิลปศาสตร์ และ พลอากาศเอกพิธพร กลิ่นเฟื่อง คณบดีวิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ Ms. Anne Moore, Assistant Director International, AdvanceHE เข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจและสร้างความร่วมมือในการพัฒนาการเรียนการสอน

สพป.พิษณุโลก เขต 2 อบรมครูแกนนำ ค่ายเยาวชน รักษ์พงไพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664518

สพป.พิษณุโลก เขต 2 อบรมครูแกนนำ ค่ายเยาวชน รักษ์พงไพร

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ประธานพิธีเปิดบรรยายพิเศษการอบรมครูวิทยากรแกนนำโครงการค่าย “เยาวชน…รักษ์พงไพรเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ประจำปี 2565

การอบรมครั้งนี้ เพื่อให้ครูที่ผ่านการอบรม สามารถนำความรู้ความเข้าใจไปจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น พร้อมต่อยอดขยายผลในโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นได้อย่างเข้มแข็ง และสามารถเป็นวิทยากรในการอบรมค่ายเยาวชน รักษ์พงไพรฯ แก่ครู นักเรียน ในเขตพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจาก สพป.นครสวรรค์เขต 1 สพป.อุทัยธานี เขต 1 และเขต 2 สพป.พิษณุโลก เขต 2 จำนวน 60 คนเข้ารับการอบรม ในวันที่ 29 มิถุนายน- 1 กรกฎาคม 2565 ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ และสัตว์ป่าพิษณุโลก อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

‘ตรีนุช’เคาะเกณฑ์เฟ้นบิ๊กคุรุสภา เร่งประกาศรับสมัคร คาดได้เลขาฯใหม่ ก.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664498

‘ตรีนุช’เคาะเกณฑ์เฟ้นบิ๊กคุรุสภา เร่งประกาศรับสมัคร คาดได้เลขาฯใหม่ ก.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.31 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ และตั้งคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา จากนี้ ตนจะลงนามในรายละเอียดและประกาศปฏิทินการรับสมัคร ก่อนเริ่มกระบวนการสรรหาต่อไป คาดว่าจะได้เลขาธิการคุรุสภาคนใหม่ภายในเดือนกันยายนนี้ ส่วนการสรรหาเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นั้น นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ. ได้ยกร่างหลักเกณฑ์การสรรหาฯเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างปรับแก้รายละเอียด หากดำเนินการเรียบร้อย ก็สามารถประกาศรับการสรรหาได้เช่นเดียวกับคุรุสภา ส่วนการสรรหาผู้อำนวยการองค์การค้า ของสกสค. นั้น คาดว่าจะสามารถดำเนินการยกร่างหลักเกณฑ์การสรรหาได้ในเวลาใกล้เคียงกัน 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเห็นชอบรับรองปริญญา และประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 5 แห่ง รวมจำนวน 15 หลักสูตร และเปลี่ยนแปลงรายละเอียด การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 4 แห่ง รวมจำนวน 4 หลักสูตร  ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว ของสถาบันอุดมศึกษา ที่เป็นไปตามมาตรฐานที่คุรุสภากำหนด ซึ่งผ่านการประเมินจากคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และมีมติแต่งตั้ง นายสุภัทร  จำปาทอง ปลัดศธ. เป็นประธานอนุกรรมการจัดงานวันครู ครั้งที่ 67 ปี 2566 และมอบประธานพิจารณาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการร่วมคณะตามที่เห็นสมควร เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางการจัดงานวันครู ครั้งที่ 67 ปี 2566 ต่อไป

โควิดลุกลาม! ‘รร.บุญวาทย์วิทยาลัย ลำปาง’ประกาศปิด สั่งเรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664478

โควิดลุกลาม! ‘รร.บุญวาทย์วิทยาลัย ลำปาง’ประกาศปิด สั่งเรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 13.14 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2565 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง ประกาศแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนให้เปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์ 100%  ระหว่างวันที่ 4 -6 ก.ค. 2565 

ประกาศแจ้งนักเรียนโรงเรียนบุญวาทวิทยาลัย ลำปาง ทุกคนเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียน ตั้งแต่วันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ก.ค. ให้เปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์ 100% เนื่องจากสถานการณ์การแพร่กระจายของโรคโควิช 19 ที่กำลังระบาดหนักทั้งบุคลากรครู และนักเรียนดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของทุกๆคนในโรงเรียนจึงขอให้นักเรียนปรับรูปแบบเป็นการเรียนออนไลน์ตามวันเวลาดังกล่าว

เรื่อง การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Online ด้วย สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COMID 19) ในโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย มีการแพร่ระบาดในกลุ่มนักเรียน ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นจำนวนมาก ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ตระหนักถึงความปลอดภัย

เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ อันอาจจะเกิดขึ้นกับชีวิต และร่างกายของ นักเรียน คณะครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา boak (COMID 19) อาศัยอำนาจตามมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และข้อ 4(1) ของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการเปิด และปิดสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จึง ขอแจ้งประกาศแนวปฏิบัติ ดังนี้

1. จัดการเรียนการสอน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6ในรูปแบบ Online ระหว่างวันที่ 4-6 ก.ค.

2.ข้าราชการครู ครูอัตราจ้าง ลงชื่อปฏิบัติงานในระบบ Online และปฏิบัติการสอนในรูปแบบ Online

3.เจ้าหน้าที่ และลูกจ้าง ให้มาปฏิบัติหน้าที่ และลงชื่อปฏิบัติงานที่โรงเรียนตามปกติ โรงเรียนมีความห่วงใยข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและผู้ปกครอง จึงขอความ ร่วมมือทุกท่านได้ดูแลและป้องกันตนเอง หากมีอาการป่วยหรือมีอาการบ่งชี้การติดเชื้อให้ตรวจด้วย Antigen Test Kit (AT) หรือพบแพทย์ทันที ทั้งนี้ หากโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงอื่นจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง จึงประกาศให้ทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ประกาศ ณ วันที่ 3 ก.ค. 65 ลงชื่อ นายนิรันดร หมื่นสุข ผอ .รร บุญวาทวิทยาลัย

สำหรับสถานการณ์คือ 19 ในจังหวัดลำปางวันนี้มีรายงานจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปางว่า โดยนายแพทย์ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ประจำวันที่ 4 ก.ค.ณ เวลา 09.00 น. พบผู้ป่วยรายใหม่ 438 ราย

นศ.ป.โท‘มจธ.’หวังช่วยชาวเนาเกลือ คิดค้น‘หุ่นยนต์ปรับหน้าดินอัตโนมัติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664360

นศ.ป.โท‘มจธ.’หวังช่วยชาวเนาเกลือ คิดค้น‘หุ่นยนต์ปรับหน้าดินอัตโนมัติ’

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์ และยานยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้งานในชีวิตประจำวันของมนุษย์เพิ่มมากขึ้นในหลายด้านและหลายภาคส่วน ล่าสุด มีความพยายามในการนำเทคโนโลยีทั้ง 2 มาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรโดยเฉพาะเกษตรกรชาวนาเกลือ โดย นายนรวิศว์ หนังสือ นักศึกษาปริญญาโท สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือ ฟีโบ้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้คิดค้นและพัฒนา “หุ่นยนต์ปรับหน้าดินอัตโนมัติ 5G Zero Carbon สำหรับเกษตรกรชาวนาเกลือ” เพื่อช่วยชาวนาเกลือประหยัดแรงงาน

ลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิง สามารถปรับหน้าดินในนาเกลือให้เรียบและแน่นขึ้นและยังช่วยลดมลภาวะรักษาสิ่งแวดล้อมโดยมี รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ดร.ปราการเกียรติยังคง และ ผศ.ดร.ถวิดา มณีวรรณ์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ผลงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนในส่วนของตัวรถที่เอาไว้ใช้ในการดัดแปลงจากนายอาภรณ์ หนังสือ และได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)

นายนรวิศว์ เปิดเผยว่า หุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นรถหุ่นยนต์ไร้คนขับ เพื่อตอบโจทย์นวัตกรรมการปรับหน้าดินนาเกลือของคุณพ่อ โดยได้ดัดแปลงมาจากรถปรับหน้าดินหรือรถกลิ้งนาเกลือเดิมที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในและใช้แรงงานคนในการขับ เบื้องต้นรถหุ่นยนต์คันนี้เป็นรถขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า โดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์มาเป็นมอเตอร์ที่ใช้พลังงงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

โดยกระบวนการทำงานของรถหุ่นยนต์ตัวนี้จะแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลักๆ คือกระบวนการวางแผนซึ่งจะทำหน้าที่วางเส้นทางการเคลื่อนที่สำหรับรถโดยคำนึงถึงกลศาสตร์ที่สอดคล้องกับรถ รวมถึงการสร้างเส้นทางเพื่อให้เกิดรัศมีการเลี้ยวที่สั้นที่สุด ส่วนกระบวนการถัดมาคือกระบวนการควบคุมรถหุ่นยนต์ให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นที่กำหนดไว้(จากกระบวนการที่แล้ว)

ซึ่งตัวควบคุมจะค่อยๆ ทำการปรับความเร็วเพื่อป้องกันการกระชาก นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยี RTK (Real Time Kinematic Positioning) มาประยุกต์ใช้สำหรับการระบุตำแหน่งที่มีความแม่นยำสูง และ Inertial Measurement Unit (IMU) สำหรับการระบุทิศทางของรถรถหุ่นยนต์คันนี้มีหน้ากว้าง 1.5 เมตรน้ำหนักรวมประมาณ 240 กิโลกรัม (น้ำหนักโครงรถ 160 กก.+ น้ำหนักแบตเตอรี่80 กก.) และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 1 เมตรต่อวินาที (ระดับความเร็วขึ้นอยู่กับมอเตอร์ที่ใช้)

นายนรวิศว์ เล่าต่อไปว่า ครอบครัวประกอบอาชีพทำนาเกลืออยู่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และมีการประกอบกิจการตั้งแต่รุ่นปู่ ปัจจุบันครอบครัวก็ยังทำนาเกลืออยู่ สำหรับกระบวนการถ่ายโอนน้ำทะเลในนาเกลือจะมีอยู่ 4 นาตามลำดับ คือ นาขัง นาแผ่ นาเชื้อ และนาวาง เมื่อน้ำที่เค็มจนถึงจุดอิ่มตัวถูกแดดเผาในนาวางก็จะเกิดผลึกเกลือบนผิวดิน เมื่อผลึกเกลือมีความหนา 1-3 ซม. ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

หลังจากการเก็บเกี่ยวจะต้องทำการชะล้างหน้าดินและปรับหน้าดินให้แน่นและเรียบก่อนเริ่มทำการถ่ายน้ำจากนาเชื้อเข้าสู่นาวางอีกครั้ง สาเหตุที่ต้องทำการปรับหน้าดิน เนื่องจากพื้นที่ในนาวางหลังเก็บเกี่ยวแล้วจะมีความขรุขระไม่แน่น ไม่สม่ำเสมอ หากปล่อยไว้จะทำให้เกลือที่เก็บเกี่ยวขึ้นมามีเศษดินปะปนอยู่จำนวนมาก โดยวิธีการปรับหน้าดินที่ชาวนาเกลือใช้กันมานาน คือ การกลิ้งนาเกลือ

โดยแต่เดิมชาวนาจะใช้แรงงานคนจำนวน 2-4 คนต่อการลากลูกกลิ้งหนึ่งลูกต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในโดยใช้คนขับหนึ่งคนนั่งอยู่บนรถ ซึ่งโดยปกติจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อรอบการกลิ้งที่ครอบคลุมทั่วกระทงนา (1 กระทงนา มีขนาดพื้นที่ประมาณ 100 x 50 เมตร หรือเท่ากับ 5,000 ตารางเมตร) จึงมองว่าปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

“หากสามารถพัฒนารถปรับหน้าดินนาเกลือด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ก็น่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับชาวนาเกลือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาคการเกษตรของไทย นอกจากจะช่วยลดแรงงานคน และลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงแล้ว ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกสู่บรรยากาศและไม่มีการรั่วไหลของน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเชื้อเพลิงลงสู่กระทงนาอีกด้วย” นายนรวิศว์ กล่าว

ทั้งนี้ หุ่นยนต์ปรับหน้าดินอัตโนมัติ 5G Zero Carbon ได้มีการทดสอบวิ่งบนพื้นที่นาเกลือ พบว่า สามารถใช้งานขับเคลื่อนถอยหลังเดินหน้าได้เหมือนรถทั่วไปแต่ไร้คนขับ และสามารถดูการทำงานได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตาม ผลงานชิ้นนี้ ยังถือเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบตัวแรกที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์ชาวนาเกลือ จากไอเดียของคุณพ่อและการพัฒนาโดยนักศึกษารุ่นใหม่ที่ไม่ทิ้งอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว นำมาต่อยอดขยายผลเพิ่มมูลค่าโดยใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้

กสศ. เดินหน้า‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ปีที่4 ลดเหลื่อมลํ้าการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664361

กสศ. เดินหน้า‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ปีที่4  ลดเหลื่อมลํ้าการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับการประชุมชี้แจงการเปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อร่วมเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู “โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น” รุ่นที่ 4ปีการศึกษา 2566 จัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ณ รร.ทีเค พาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ มุ่งพัฒนานวัตกรรมกระบวนการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ

และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูได้เรียนครูจนจบปริญญาตรี และได้รับการบรรจุเป็นครูคุณภาพสูงในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเองทั้งหมดโดยมีเป้าหมายผลิตครูให้ได้จำนวน 1,500 คน ภายในระยะเวลา 9 ปี และเกิดการยกระดับการศึกษาและพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า 600 โรงเรียน

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.กล่าวว่า ปัจจุบันระบบการผลิตครูของประเทศยังไม่ตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลอีกทั้งระบบการบรรจุครูของโรงเรียนในพื้นที่ทำให้ได้ครูที่ไม่ใช่คนท้องถิ่นมากถึงร้อยละ 80จนเกิดปัญหาครูย้ายออกจากโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลจำนวนมากส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนเหล่านี้

กสศ. จึงได้ดำเนิน โครงการ ครูรัก(ษ์)ถิ่น โดยร่วมกับ 6 หน่วยงานประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม (อว.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ. ), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พัฒนานวัตกรรมกระบวนการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ครูไม่ครบชั้น

รวมถึงพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลตามพื้นฐานและศักยภาพที่แตกต่างกันซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบและนโยบายสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครูของประเทศไทยที่มีอัตลักษณ์สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความต้องการของประเทศ โดยโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมุ่งทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาต้นแบบที่ร่วมโครงการในลักษณะเครือข่าย ร่วมพัฒนาหลักสูตรสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีอัตลักษณ์ สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชนแต่ละภูมิภาค

และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูให้ได้เรียนครูจนจบปริญญาตรีและได้รับการบรรจุเป็นครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเองทั้งหมด โดยนักศึกษาจะได้รับการบ่มเพาะให้เป็นครูของชุมชนที่มีคุณภาพสูงมีสมรรถนะทั้งทางวิชาการ และวิชาชีพ มีความสามารถพัฒนาผู้เรียนและชุมชนเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโรงเรียนได้ถือเป็นการลงทุนแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ตรงจุดสอดคล้องกับปัญหาของประเทศ

“โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินงานผลิตและพัฒนาครูตั้งแต่ปี 2563-2571 มีเป้าหมายผลิตครูให้ได้จำนวน 1,500 คน ปัจจุบันเป็นปีที่ 4 มีนักเรียนที่ได้รับโอกาสเข้าศึกษาต่อเข้าเรียนครูในสาขาประถมศึกษาและปฐมวัยรวมทั้งสิ้น 861 คน และมีเป้าหมายในการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำนวน 696 แห่ง โดยมีสถาบันผลิตและพัฒนาครูเข้าร่วมโครงการจำนวน 16 สถาบัน” รศ.ดร.ดารณี กล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.อนุชา พิมศักดิ์ รองคณบดี คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 16 สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมกับ กสศ. ในการพัฒนาครูรัก(ษ์)ถิ่นมาตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวว่า ในอดีตการผลิตครูจะเป็นไปตามหลักสูตรของคุรุสภาแต่ในโครงการนี้เริ่มจากต้องปรับกระบวนการคิดและทำงานโดยเข้าไปค้นหาตัวเด็กแทนและต้องปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์กับพื้นที่ของชุมชน

โดยครูจะต้องมีทักษะการสอนที่หลากหลาย สามารถสอนได้ทุกระดับชั้นเพราะในพื้นที่ห่างไกลมีครูน้อย และหลักสูตรที่ได้พัฒนาร่วมกับ กสศ.นั้นยังมีความแตกต่างจากเดิมเพราะเกิดจากการลงพื้นที่สอบถามทางโรงเรียนและชุมชนว่าต้องการครูที่มีคุณสมบัติแบบไหนแล้วสถาบันก็จะพัฒนาครูให้มีทักษะตรงกับที่ชุมชนนั้นๆ ต้องการ โดยสิ่งที่แตกต่าง คือการเป็นครูของท้องถิ่นจากคนในท้องถิ่นจริงๆ มีทักษะในการเป็นนักพัฒนาชุมชน

“สภาพพื้นที่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นภาคการเกษตรที่หลากหลาย ดังนั้น ครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงต้องมีความรู้เรื่องการเกษตรที่ยั่งยืน มีความเข้าใจในศาสตร์ของพระราชา มีความรู้เรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีทักษะการเกษตรที่สามารถประยุกต์ใช้ในท้องถิ่น และนำเข้าสู่ชุมชนและสร้างความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนและชุมชนได้จริง” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

ทั้งนี้ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปีการศึกษา 2566 กำลังเปิดรับสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรีคณะครุศาสตร์หรือคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการประถมศึกษา หรือการศึกษาปฐมวัยและมีแนวคิดในการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสรวมถึงส่งเสริมและพัฒนาครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนพัฒนาเด็กและเยาวชนได้ตามพื้นฐานและศักยภาพที่แตกต่างกัน

โดยสามารถยื่นข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ http://www.eef.or.th

‘ร้อยพลังการศึกษา’จับมือ‘ไบเออร์สด๊อรฟ-อโชก้า’ ร่วมพัฒนา‘ห้องสมุดยุคใหม่’เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664359

‘ร้อยพลังการศึกษา’จับมือ‘ไบเออร์สด๊อรฟ-อโชก้า’  ร่วมพัฒนา‘ห้องสมุดยุคใหม่’เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โครงการ “ร้อยพลังการศึกษา” จับมือกับ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) และ มูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย) พัฒนาโครงการ “ห้องสมุดยุคใหม่ เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้” ปรับปรุงห้องสมุดเพื่อเด็กด้อยโอกาส 11 แห่งในประเทศไทย สร้างห้องสมุดยุคใหม่ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงห้องสมุด เพื่อให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมและเกิดความสนใจในการเรียนรู้ด้วยตนเองยิ่งขึ้น

พัดชา มหาทุมะรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า โครงการห้องสมุดยุคใหม่ เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งพลังความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเสริมการดำเนินการของร้อยพลังการศึกษาได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพนักเรียนผ่านห้องสมุดและสื่อการเรียนรู้ออนไลน์แล้ว โครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการทำงานแบบความร่วมมือ เพื่อให้เกิดประโยชน์หลายเท่าทวีคูณแก่เด็กๆ ที่เป็นอนาคตของชาติต่อไป

โดยทั้ง 3 องค์กรจะช่วยกันพัฒนาห้องสมุดทั้งหมด 11 แห่งให้แก่โรงเรียนในชุมชนที่ขาดแคลนงบประมาณในการปรับปรุง โดยนอกจากจะช่วยซ่อมแซมหรือปรับปรุงบรรยากาศของห้องสมุดให้สวยงามแล้ว ยังมีการนำหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมและทันสมัยอย่างสื่อการเรียนรู้แบบอินเตอร์แอ๊กทีฟ, อี-บุ๊ค, คอมพิวเตอร์ และระบบการยืม-คืนหนังสือในห้องสมุดเข้าไปติดตั้ง เพื่อกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนเกิดความสนใจในการเข้าไปค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเอง ผ่านการเรียนรู้ใหม่ๆ ในโลกดิจิทัลที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการศึกษาในปัจจุบัน

สเตฟานี แบร์โรล รองประธานกรรมการอาวุโส ภูมิภาคอาเซียน บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ กล่าวว่า บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกในสังคมโดยหนึ่งในสิ่งที่ให้ความสำคัญคือเรื่องของการศึกษา ที่นับว่าเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน รวมถึงความสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ดีได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ซึ่งการมีแหล่งเรียนรู้อย่างห้องสมุดที่มีคุณภาพและทันสมัยไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ที่เยาวชนได้มาศึกษาหาความรู้นอกห้องเรียน ยังเป็นสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้ฝึกฝนทักษะ และพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทรงคุณค่าแก่สังคมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตอีกด้วย จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เราได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างมูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก

และโครงการร้อยพลังการศึกษาโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาการศึกษาในประเทศอย่างจริงจัง พวกเราล้วนมีอุดมการณ์ร่วมกันในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ด้วยการวางรากฐานทางการศึกษาที่ดี เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ สามารถเลี้ยงดูตนเอง พัฒนาชุมชน และต่อยอดสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงการพัฒนาที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศต่อไป

สินี จักรธรานนท์ ประธานมูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย) กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับทั้งสององค์กรภาคีเพื่อพัฒนาโครงการที่นำแนวคิดใหม่และเทคโนโลยีทางด้านการศึกษามาพัฒนาการเรียนรู้และทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชนในชุมชนให้เติบโตเป็นประชาชนที่มคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข มีความรับผิดชอบและเป็นกำลังอันเข้มแข็งของสังคมไทยในอนาคต

ซึ่งโครงการห้องสมุดยุคใหม่ เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ ยังมุ่งมั่นที่สร้างโอกาสทางการศึกษาเรียนรู้ให้แก่ครู พ่อแม่ผู้ปกครองและสมาชิกในชุมชน โดยเฉพาะเด็กหญิงและสตรีเพื่อให้พวกเขามีพลังความสามารถและร่วมกันพัฒนาชุมชนของตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ โครงการห้องสมุดยุคใหม่ เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้มีแผนการดำเนินงานปรับปรุงห้องสมุดให้กับเด็กด้อยโอกาส ในระยะแรก จำนวน 11 แห่ง

ได้แก่ 1.รร.บ้านคลองโต๊ะนุ้ย นนทบุรี 2.รร.วัดคอลาด สมุทรปราการ 3.รร.วัดสีล้ง สมุทรปราการ 4.รร.วัดเหนือราชบุรี 5.รร.วัดไผ่ล้อม พระนครศรีอยุธยา 6.รร.วัดสบกเขียว นครนายก 7.มูลนิธิอนุเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี กรุงเทพมหานคร 8.มูลนิธิสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด นนทบุรี 9.สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆ กรุงเทพมหานคร 10.มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กรุงเทพมหานคร 11.สถานแรกรับเด็กชาย บ้านภูมิเวทมูลนิธิสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ดนนทบุรี