สถาบัน NEA เปิด 3 หลักสูตรใหม่ พัฒนาผู้ประกอบการออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663571

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดอบรมออนไลน์ (e-learning) ให้ผู้ประกอบการที่สนใจ 3 หลักสูตร ได้แก่ 1.หลักสูตรออกแบบเนื้อหาเพื่อนำเสนองาน เล่าอย่างไรให้เข้าใจ 2.หลักสูตรแพลตฟอร์มออนไลน์ ตลาดใหม่ไร้พรมแดน และ 3.หลักสูตรการสร้างแรงบันดาลใจหลังภัยเศรษฐกิจและสถานการณ์โควิด 

“หลักสูตรออกแบบเนื้อหาเพื่อนำเสนองาน เล่าอย่างไรให้เข้าใจ” เน้นเนื้อหาในเรื่อง การเจรจาต่อรองทางธุรกิจ เพื่อการค้าระหว่างประเทศ “หลักสูตรแพลตฟอร์มออนไลน์ ตลาดใหม่ไร้พรมแดน” เกี่ยวกับบทบาทของMetaverse ในไทย หลักสูตรนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจใน Metaverse อย่างชัดเจนและสามารถปรับตัวนำความรู้ที่ได้มาต่อยอดในการดำเนินธุรกิจ ให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันได้และ “หลักสูตรการสร้างแรงบันดาลใจหลังภัยเศรษฐกิจและสถานการณ์โควิด” เป็นหลักสูตรที่จะพาทุกท่านไปเปิดมุมมองใหม่ โดยใช้ MarTech (Marketing Technology) เปลี่ยนโลกธุรกิจในยุคดิจิทัล  

ผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าอบรมหลักสูตรของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ผ่านระบบ E-Academy
 สามารถสมัครฟรี! ได้ที่ https://e-academy.ditp.go.th/ 

สกัดเด็กเส้น!‘ตรีนุช’ย้ำเฟ้นบิ๊กเขตฯ-สอบ38ค(2) โปร่งใส อย่าเชื่อ‘แก๊งตกเบ็ด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663503

สกัดเด็กเส้น!‘ตรีนุช’ย้ำเฟ้นบิ๊กเขตฯ-สอบ38ค(2) โปร่งใส อย่าเชื่อ‘แก๊งตกเบ็ด’

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.16 น.

สกัดเด็กเส้น!‘ตรีนุช’ย้ำเฟ้นบิ๊กเขตฯ-สอบ38ค(2) โปร่งใส อย่าเชื่อ‘แก๊งตกเบ็ด’

29 มิถุนายน 2565 น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ ศธ.เตรียมจัดสอบเพื่อบรรจุแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ ในหลายตำแหน่ง ทั้งการสอบคัดเลือกผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)  การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน และมีผู้มาแอบอ้างว่ารู้จักกับผู้บริหารระดับสูงและสามารถวิ่งเต้นให้เข้าสู่ตำแหน่งได้นั้น ขอเตือนผู้สมัครทุกคนอย่าไปหลงเชื่อพวกตกเบ็ด โดยตนได้เน้นย้ำเรื่องความมีธรรมาภิบาล และความโปร่งใส โดยเฉพาะการสอบที่จะต้องมีความเป็นธรรม เพื่อคัดเลือกผู้เหมาะสมเข้ามาทำงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีผู้มาแอบอ้างชื่อรัฐมนตรี บ้างหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ยังไม่ได้ยินใครอ้าง แต่จะอ้างว่ารู้จักกับใครก็ตาม ตั้งแต่รัฐมนตรี ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ยืนยันว่าเป็นเรื่องไม่จริง ไม่มีใครช่วยให้เข้ารับตำแหน่งได้ มั่นใจว่าระบบจัดสอบค่อนข้างรัดกุม

ด้านนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังมีการสอบคัดเลือกเพื่อเลื่อนตำแหน่ง คือ การสอบผู้อำนวยการ สพท. และการสอบเข้ารับราชการในตำแหน่ง 38 ค (2) ซึ่งมีผู้เข้าสอบเป็นจำนวนมาก ซึ่ง รมว.ศธ.ให้นโยบายและสั่งการขั้นเด็ดขาด ให้ผู้บริหารทุกระดับ ถือหลักธรรมาภิบาล ให้ความเป็นธรรมกับผู้เข้าสอบทุกคน การดำเนินการทุกอย่าง ทุกขั้นตอน จะต้องโปร่งใส ปราศจากการใช้เส้นสาย และห้ามไม่ให้เกิดการทุจริตโดยเด็ดขาด เพราะศธ.ต้องเป็นแบบอย่าง ในความซื่อสัตย์สุจริต ความถูกต้องดีงาม

“ผมขอเน้นย้ำไปถึงผู้เข้าสอบทุกคน ทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะการสอบเข้ารับราชการในตำแหน่ง 38 ค ( 2 ) ซึ่งเปิดรับจำนวน 208 อัตราผู้สมัครสอบจำนวน 120,048 ราย จัดสอบวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 ขอให้เชื่อมั่นในระบบ ศธ. ที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการจัดสอบ โดยได้วางระบบความเป็นธรรมทุกขั้นตอน ขออย่าได้หลงเชื่อว่าจะมีผู้ใด กลุ่มใดที่แอบอ้างว่าจะสามารถวิ่งเต้นช่วยเหลือเข้าสู่ตำแหน่งได้ หากมีข้อมูลบุคคล กลุ่มบุคคลใดติดต่อมาว่าสามารถช่วยเหลือได้ ขอให้แจ้งมายังศธ. ได้ทุกช่องทางเพื่อดำเนินคดีต่อผู้ประพฤติชั่วต่อไป” รองปลัด ศธ. กล่าว

ศธ.ออกแนวปฏิบัติหักเงิน‘ช.พ.ค./ช.พ.ส.’ เพิ่มสภาพคล่องเพื่อชำระหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663500

ศธ.ออกแนวปฏิบัติหักเงิน‘ช.พ.ค./ช.พ.ส.’ เพิ่มสภาพคล่องเพื่อชำระหนี้

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.10 น.

ศธ.ออกแนวปฏิบัติหักเงิน‘ช.พ.ค./ช.พ.ส.’ เพิ่มสภาพคล่องเพื่อชำระหนี้

29 มิถุนายน 2565 ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษา ภายใต้โครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย” โดยแนวทางแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ การแต่งตั้งนายสถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ในการเจรจาไกล่เกลี่ยแก้ไขปัญหาหนี้ ซึ่งในการประชุมเพื่อรายงานผลการปฏิบัติงาน ล่าสุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาถึงแนวทางในการนำเงินบำเหน็จบำนาญ จ่ายสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค. ) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา ในกรณีคู่สมรสถึงแก่ความตาย (ช.พ.ส.) มาใช้ประโยชน์เพื่อการขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู

ทั้งนี้ เงิน ช.พ.ค. และเงิน ช.พ.ส. เป็นเงินสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่สมัครใจเข้าร่วมขอรับสวัสดิการ โดยต้องชำระเงินเป็นรายเดือน โดยผู้ขอรับสวัสดิการสามารถชำระโดยตรง หรือชำระโดยหักจากเงินเดือน แต่เนื่องจากสมาชิกที่ขอรับสวัสดิการที่ชำระด้วยการหักจากเงินเดือนจำนวนมากต้องเสียสิทธิประโยชน์ไม่ได้รับเงินสงเคราะห์เมื่อขาดการชำระเกิน 3 เดือน เพราะเงินเดือนต้องถูกหักชำระหนี้เงินกู้อื่น ๆ ก่อน รวมแล้วเกินกว่าร้อยละ 70 ส่งผลให้ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต โดยสมาชิก ช.พ.ค./ช.พ.ส. เมื่อเสียชีวิต ครอบครัวจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละประมาณ 940,000 บาท ซึ่งหากให้ความช่วยเหลือแก่ครูในกลุ่มนี้สามารถหักชำระเงิน ช.พ.ค. และ ช.พ.ส.ได้ตรงงวด จะสามารถนำเงินสิทธิประโยชน์ของตนเองที่จะได้รับมาใช้ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินในปัจจุบัน

ล่าสุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ของ ศธ.ได้อย่างเป็นระบบและเป็นการบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาให้สัมฤทธิ์ผล โดยครูยังคงมีเงินเหลือใช้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30 จึงได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ของ ศธ. ทำบันทึกข้อความ เรื่อง แนวปฏิบัติการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญ จ่ายสวัสดิการ ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ถึงทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ. เพื่อขอความร่วมมือแจ้งให้หน่วยงานภายในของตนเองดำเนินการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญ เพื่อชำระหนี้เงินสวัสดิการ ช.พ.ค./ช.พ.ส. ตามแนวปฏิบัติที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ของ ศธ.นำเสนอ  

“เป็นความตั้งใจ และมุ่งมั่นของ ศธ.ในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ให้สำเร็จให้ได้ หากการดำเนินนโยบายในเรื่องใดที่จะเป็นการช่วยเหลือ และเอื้อประโยชน์ของคุณครูทั่วประเทศ ก็พร้อมที่จะดำเนินการช่วยเหลือ ซึ่ง ศธ.จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนระดับประเทศ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว และว่า การดำเนินการในครั้งนี้ จะช่วยเหลือให้ครูสามารถใช้เงิน ช.พ.ค./ช.พ.ส. เป็นหลักประกันเงินกู้ได้ โดยไม่เป็นภาระที่ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อประกันเงินกู้เพิ่ม”

ด้าน ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำหนังสือลงวันที่ 28 มิถุนายน 2565 เรื่องแนวปฏิบัติการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญ จ่ายสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์ ช.พ.ค./ช.พ.ส. ถึงทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ.เพื่อดำเนินการเป็นที่เรียบร้อย โดยเน้นย้ำว่าการดำเนินการต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ขอรับสวัสดิการ ช.พ.ค./ช.พ.ส. ทุกคน

ทั้งนี้ มีครูและบุคลากรทางการศึกษาลงทะเบียนเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สินในระยะที่ 1 จำนวน 41,128 ราย มียอดหนี้รวม 58,835,199,322 บาท

กมธ.ฯมีมติเพิ่มนักศึกษา‘กลุ่มชาติพันธุ์’ให้เข้าถึงเงินกู้‘กยศ.’ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663462

กมธ.ฯมีมติเพิ่มนักศึกษา‘กลุ่มชาติพันธุ์’ให้เข้าถึงเงินกู้‘กยศ.’ได้

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.03 น.

กมธ.ฯมีมติเพิ่มนักศึกษา‘กลุ่มชาติพันธุ์’ให้เข้าถึงเงินกู้‘กยศ.’ได้

29 มิถุนายน 2565 ที่รัฐสภา นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ( ฉบับที่ .. ) พ.ศ. …. แถลงผลการประชุมว่า กมธ. ได้พิจารณาในประเด็นคุณสมบัติของผู้กู้ยืม กยศ. ตามมาตรา 39 แห่งพ.ร.บ.กองทุน กยศ.2560 โดยมีความเห็นว่าควรมีการขยายโอกาสให้นักเรียน หรือนักศึกษาที่เป็นชาติพันธุ์ กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง หรือผู้มีสถานะบุคคลที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ซึ่งอยู่ระหว่างขอสัญชาติไทยให้เข้าถึงกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้

ทั้งนี้ กมธ.ได้หารือเพื่อบัญญัติถ้อยคำให้ครอบคลุมถึงบุคคลดังกล่าว และได้เสนอให้ใช้คำว่า “กลุ่มบุคคลที่รอการพัฒนาสถานะทางทะเบียนของ กรมการปกครอง” ซึ่งเราจะนำมาบัญญัติเพิ่มเติมไว้จากเดิมที่ระบุในร่างนี้เพียงว่าเฉพาะมีสัญชาติไทยจึงจะเข้าถึงกองทุนนี้ได้

“กมธ. มีความเห็นว่าเด็กไทยทุกคนที่เกิดหรืออยู่ในผืนแผ่นดินไทย และอยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สัญชาติควรที่จะมีสิทธิ์เข้าถึงกองทุน กยศ. ซึ่งในขณะนี้กรรมาธิการฯ ได้พิจารณาครบทุกมาตราแล้ว ทางกมธ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อร่างพ.ร.บ.นี้เข้าสู่การพิจารณาวาระ2-3 สภาผู้แทนราษฎรจะได้รับความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้โดยเร็ว” นพ.บัญญัติ กล่าว

‘ลูกหนี้ กยศ.’เฮ!เช็คเงื่อนไขเลยขยายเวลา‘ลดหย่อนหนี้’ถึง 31 ธ.ค.65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663436

‘ลูกหนี้ กยศ.’เฮ!เช็คเงื่อนไขเลยขยายเวลา‘ลดหย่อนหนี้’ถึง 31 ธ.ค.65

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 09.33 น.

‘ลูกหนี้ กยศ.’เฮ!เช็คเงื่อนไขเลยขยายเวลา‘ลดหย่อนหนี้’ถึง 31 ธ.ค.65

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขยายระยะเวลามาตรการลดหย่อนหนี้ช่วยเหลือผู้กู้ยืมต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเหลือ 0.01% ต่อปี ลดเงินต้น 5% ลดเบี้ยปรับ 80-100% ลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่กองทุนกำหนด

29 มิถุนายน 2565 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมา กองทุนได้มีมาตรการลดหย่อนหนี้เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยขณะนี้ คณะกรรมการกองทุนฯ ได้เห็นชอบขยายระยะเวลามาตรการลดหย่อนหนี้ดังกล่าว เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้กู้ยืมมาชำระเงินคืน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565 รวมระยะเวลา 6 เดือน โดยมีเงื่อนไขมาตรการ ดังนี้

1. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากเดิม 1% ต่อปี เป็น 0.01% ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้

2. ลดเงินต้น 5% กรณีชำระหนี้ปิดบัญชี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้

3. ลดเบี้ยปรับ 100% สำหรับผู้กู้ยืมเงินทุกกลุ่มที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ดังนี้

3.1 ผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี สามารถชำระได้ที่ธนาคารกรุงไทยและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยทุกสาขา

3.2 ผู้กู้ยืมเงินที่ถูกดำเนินคดีแล้ว ต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิและนัดหมายวันที่ประสงค์จะชำระหนี้ปิดบัญชีได้ที่ http://www.studentloan.or.th โดยผู้กู้ยืมเงินต้องชำระค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้เสร็จสิ้นก่อนปิดบัญชี

4. ลดเบี้ยปรับ 80% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี เมื่อชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ (ไม่ค้างชำระ)

5. ลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา มีผู้ที่ได้รับสิทธิลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% จำนวน 6.4 แสนราย มีผู้ที่ใช้สิทธิมาตรการลดเงินต้น 5% จำนวน 26,001 ราย คิดเป็นส่วนลดเงินต้นกว่า 67 ล้านบาท มีผู้ที่ใช้สิทธิมาตรการลดเบี้ยปรับ 100% จำนวน 75,022 ราย คิดเป็นส่วนลดเงินเพิ่มกว่า 1,324 ล้านบาท มีผู้ที่ใช้สิทธิมาตรการลดเบี้ยปรับ 80% จำนวน 404,095 ราย คิดเป็นส่วนลดเงินเพิ่มกว่า 16 ล้านบาท และมีผู้ที่ได้รับสิทธิลดอัตราเบี้ยปรับเหลือ 0.5% จำนวน 1.2 ล้านราย (ข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2564 – พฤษภาคม 2565) ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถตรวจสอบสถานะและยอดชำระได้ที่แอปพลิเคชัน กยศ. Connect หรือสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.studentloan.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ไลน์บัญชีทางการ กยศ. หรือโทร. 0 2016 4888

เปิดหอศิลป์ร่วมสมัยโชว์ผลงานศิลปิน รุกเผยแพร่องค์ความรู้ผ้าบาติกแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663326

เปิดหอศิลป์ร่วมสมัยโชว์ผลงานศิลปิน  รุกเผยแพร่องค์ความรู้ผ้าบาติกแดนใต้

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ได้มีนโยบาย เปิดพื้นที่หอศิลป์ร่วมสมัย ราชดำเนิน เพื่อใช้การจัดแสดงนิทรรศการ การสร้างสรรค์ผลงานของศิลปิน รวมถึงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ เต็ม 100% เพื่อเผยแพร่ผลงาน และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย อย่างรอบด้าน โดยจะมีนิทรรศการที่น่าสนใจ

อาทิ “ศิลปะเพื่อสายน้ำ” ผลงานสร้างสรรค์จากการศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตริมน้ำในกิจกรรมล่องเรือสำรวจคลองย่านคลองฝั่งธนเช่น คลองบางกอกใหญ่ (คลองบางหลวง) บางกอกน้อย คลองชักพระ คลองด่าน คลองบางขุนเทียน คลองมอญ และแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนวัดและชุมชนต่างๆ เช่น ชุมชนกุฎีขาว มัสยิดบางหลวง วัดอินทารามวรวิหาร วัดจันทาราม
วรวิหาร วัดราชคฤห์วรวิหาร ฯลฯ

โดย กลุ่มศิลปินกลุ่มจิตรกรไทย จำนวน 40 คน ซึ่งได้สืบสานเจตนารมณ์ของโครงการศิลปะเพื่อสายน้ำ เพื่อให้ผู้คนเห็นถึงคุณค่าความงามของวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมไทย และตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่โลกกำลังเผชิญดังเช่น แนวทางที่ท่านศ.เกียรติคุณ วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ ผู้ล่วงลับ และโครงการ ตาวิเศษ ได้ริเริ่มไว้ กำหนดจัดระหว่างวันที่ 3-27 ก.ค. 2565 เวลา 10.00-19.00 น.

ส่วนอีกงานเป็นนิทรรศการเดี่ยว “SPIRITUAL ETERNITY” โดย นายฐากร ถาวรโชติวงศ์ ภาควิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นการแสดงผลงานสร้างสรรค์จากการดำเนิน โครงการพัฒนามรดก ภูมิปัญญาผ้าบาติกแดนใต้ สู่ผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายร่วมสมัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-16 ก.ค. 2565 ซึ่งเป็นการแสดงองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผ้าบาติก มรดกภูมิปัญญาแดนใต้ โดยเผยแพร่การทำงานวิจัยเรื่องกระบวนผลิต หรือเทคนิคการทำผ้าบาติก โดยการประยุกต์ใช้วัสดุที่มีอยู่รอบๆ ตัวมาผลิต เน้นการเรียนรู้กระบวนการผลิต เพื่อนำไปต่อยอดเรื่องการใช้สี และการพัฒนาลวดลายผ้าได้อย่างงดงาม

ด้าน นายฐากร อธิบายว่า ผลงานวิจัยและงานด้านสิ่งทอที่มีอยู่ทั้งหมด ได้นำมาจัดแสดงมีทั้งผลงานที่ไปพัฒนาให้ผู้ประกอบการ ผลงานเชิงทดลอง โมเดลที่ทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน และต่อยอดวัสดุ รวมกว่า 40 ชิ้น ซึ่งผู้ประกอบการผ้าบาติกภาคใต้ในประเทศไทย สามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาต่อยอดได้อย่างครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิต

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า การทำผ้าบาติกอาศัยการวาดเทียนเป็นหลัก และในยุคปัจจุบันมีเรื่องของ Sustainable นิเวศวิทยาและความยั่งยืนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการที่ผู้ประกอบการอยู่กับหม้อต้มเทียนนานๆ ก็จะเป็นห่วงเรื่องของสุขภาพ และในช่วงฤดูฝนจะมีความชื้นสูง ก็จะไม่สามารถเขียนลวดลายที่มีความละเอียดได้มากนัก เพราะเทียนจะเย็นตัวเร็วกว่าปกติ ตนจึงหาเทคนิคที่ช่วยให้ผู้ประกอบการพึ่งพาเทียนน้อยลง แต่ยังคงทำให้เกิดลวดลายบนผืนผ้าที่เกิดจากการเพ้นท์และการย้อม

“ตัวอย่างเช่น เทคนิคการเพ้นท์ไล่สี โดยการเพ้นท์สีให้ทั่วทั้งผืนผ้าเสียก่อน แล้วนำน้ำแข็งไปวางในบางจุดของผ้า เมื่อน้ำแข็งละลายก็จะเหมือนการ (Osmosis) ให้น้ำเป็นตัวทำละลายสีผ่านใยผ้า นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคนิคการโรยสีย้อมลงบนผ้าแห้ง แล้วฉีด Foggy ลงบนผ้าที่โรยสี ซึ่งสามารถควบคุมความชื้นของผ้าในแต่ละจุดได้ พอเราได้จุดสีที่สวยแล้วก็หยุด เราก็จะได้ พื้นผิว (Texture) ที่เหมือนคลื่นน้ำ” นายฐากร ระบุ

นายฐากร ยังกล่าวอีกว่า ส่วนเทคนิคที่ได้รับความสนใจ คือ การวาดเส้นเทียนน้อยลงแต่เน้น Texture สีมากขึ้น โดยการวาดเส้นเทียนใหญ่ๆ ลักษณะเป็นเส้นตรงกราฟิกธรรมดา แต่ใช้เทคนิคโรยผงสีและเพ้นท์น้ำแข็งลงไปในช่องเทียน และเทคนิคยอดนิยมได้แก่ การปั๊มแม่พิมพ์ทองแดงลงบนผ้าบาติก ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละแห่งจะมีแม่พิมพ์แบบนี้อยู่เยอะมาก ตามออเดอร์จึงคัดเลือกลวดลายที่ร่วมสมัย นำมาจัดวางเรียงแบบลวดลายโดยเน้นเรื่องของการสะท้อนหน้าหลัง เกิดเป็นองค์ประกอบของลวดลายร่วมสมัย ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ

สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ได้นำเสนอความสำคัญ 2 ประการหลัก ได้แก่ ประการที่หนึ่ง เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานจากการวิจัยเพื่อพัฒนามรดกผ้าบาติกแดนใต้ของประเทศไทยด้านกระบวนการผลิต และประการที่สอง การผลิตชิ้นงานแบบส่วนตัว ที่ได้เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนนักศึกษาในพื้นที่ต่างๆ และนำมาจัดแสดงให้คนรุ่นใหม่และผู้ที่มีความสนใจเรื่องสิ่งทอและแฟชั่นได้ชม เพื่อเป็นความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการต่อยอด ทั้งทางด้านการศึกษาและการพัฒนาไปสู่อาชีพที่ยั่งยืน

“ทั้งนี้เนื่องสถานการณ์ต่างๆ เริ่มจะคลี่คลาย จึงอยากเชิญชวนให้นักศึกษาและผู้ประกอบการที่สนใจมาเยี่ยมชมนิทรรศการ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาต่อไป เพราะยังมีผู้ประกอบการอีกหลายๆ ศาสตร์ที่ต้องพึ่งพานักออกแบบยุคใหม่ๆ ที่สำเร็จการศึกษาและสนใจการทำงานด้านสิ่งทอและผ้าบาติก มาช่วยกันสร้างสรรค์กระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับยุคสมัยและตอบโจทย์ความต้องการด้านการตลาดในอนาคต”นายฐากร กล่าวทิ้งท้าย

‘True School Partner Education Forum 2022’ ติวเข้มคนรุ่นใหม่สร้างความเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663325

‘True School Partner Education Forum 2022’  ติวเข้มคนรุ่นใหม่สร้างความเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับงานสัมมนาออนไลน์ “True School Partner Education Forum 2022 : พลังสร้างสรรค์จากผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อการศึกษาไทยเท่าเทียม” จัดโดย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา มีกลุ่มเป้าหมายคือผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งเป็นพนักงานจิตอาสาทรู รวมถึงผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ด้วยความเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่ จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการศึกษาไทยได้

ในงานนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี ได้มาสร้างแรงบันดาลใจและบรรยายพิเศษ ให้ความรู้ในหัวข้อ “ผู้นำรุ่นใหม่กับการพัฒนาการศึกษาไทย” โดยเน้นย้ำบทบาทสำคัญของ School Partner ในฐานะผู้นำตัวอย่างที่มีความตั้งใจจริงและมีส่วนช่วยปฏิรูปการศึกษาของเยาวชนไทยได้ โดยต้องยึด 3 วงกลมแห่งความยั่งยืน (เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม) และอยู่บนพื้นฐานคุณค่าของวัฒนธรรมองค์กร 4C ควบคู่กับการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ 5 ยุทธศาสตร์หลัก

เพื่อบรรลุเป้าหมายในการยกระดับการศึกษาไทย ซึ่งปัจจุบัน มูลนิธิฯ มีโครงการสำคัญที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อน ได้แก่ “คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเพื่อการศึกษา” ที่จะทำให้เยาวชนได้เรียนรู้อย่างก้าวกระโดด เข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้อย่างทัดเทียม อีกทั้ง ยังได้มอบเกียรติบัตรให้แก่เหล่า School Partner กลุ่มทรู รุ่นที่ 3 เพื่อเป็นกำลังใจและแสดงความขอบคุณสำหรับความทุ่มเทตลอดการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ นักวางยุทธศาสตร์ ตลอดจนผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มทรู มาร่วมให้ความรู้อีกด้วย

อาทิ นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกรรมการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นายศิริพจน์ คุณากรพันธุ์ ที่ปรึกษาและรักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความเป็นเลิศทางธุรกิจและการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และกรรมการและเลขานุการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี

งานสัมมนาครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแนะแนวการดำเนินงาน พัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้แก่ผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) ของกลุ่มทรู จำนวน 330 คน ที่จะลงพื้นที่ปฏิบัติงานร่วมกับผู้บริหารและครู เพื่อร่วมผลักดันยุทธศาสตร์การดำเนินงานสู่โรงเรียนคอนเน็กซ์ อีดีที่อยู่ในความดูแลของกลุ่มทรู จำนวน 1,050 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งตลอดทั้ง 3 วันของการอบรมอัดแน่นไปด้วยความรู้หลากหลาย อาทิ Project Management กับการเขียนโครงการตามแผนพัฒนาคุณภาพโรงเรียน

และการศึกษาการเตรียมตัวพร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไป กับแนวทางพัฒนาการศึกษาไทย ยิ่งไปกว่านั้น ยังเปิดเวทีให้ School Partner รุ่นพี่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา จนประสบความสำเร็จ ซึ่งการเสริมแกร่งผู้นำรุ่นใหม่กลุ่มทรู จะเป็นส่วนสำคัญในการสานต่อเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ที่ต้องการร่วมพัฒนาศึกษาไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนรวมให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาส่งเสริมการศึกษาเยาวชนไทย

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเวทีรับความเห็น “กองทุนบัตรทอง” ระดับประเทศ ประจำปี 2565 ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ในวันที่ 30 มิ.ย. 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00-15.30 น. ชวนผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น พร้อมเปิด 3 ประเด็นเพิ่ม ระบบบริการรองรับโควิด ต่อยอดบัตรทองรักษาทุกที่ และสร้างเสริมสุขภาพทุกที่ เร่งพัฒนาสอดคล้องและรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้และผู้รับบริการ สปสช. เปิดเผยว่า การจัดการรับฟังความเห็นทั่วไปในระดับประเทศฯ ครั้งนี้เป็นการดำเนินการภายหลังจากที่ สปสช.ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นในระดับเขตพื้นที่มาแล้วครบทั้ง13 เขตบริการสุขภาพแล้ว และได้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอต่างๆ ที่ได้รับจากผู้ให้บริการ ผู้รับบริการและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มากลั่นกรองและเปิดรับฟังความเห็นเพิ่มเติมเพื่อจัดทำเป็นข้อสรุป

ซึ่ง สปสช. จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยนอกจากประเด็นการรับฟังความเห็นตามข้อบังคับ 4 (1) – (4) และข้อเสนอจากการบูรณาการงานประจำของระบบงานใน สปสช. ยกระดับเป็นข้อเสนอประจำปี 2565 แล้ว บอร์ด สปสช. ได้เห็นชอบให้เพิ่มเติมหัวข้อที่สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ในการรับฟังความเห็น ได้แก่ การบริหารจัดการหลังสถานการณ์โควิด ระบบบริการรองรับที่จำเป็น, บัตรทองรักษาทุกที่ ต่อยอดให้ดีขึ้นได้อย่างไร และประเด็นคนไทยใช้สิทธิสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ทุกที่ อีกทั้งยังมีการเสวนาหัวข้อ “ดอก ใบ ผล ความงดงามของการรับฟังความคิดเห็นประจำปี” มีผู้ร่วมเสวนา น.ส.ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน นพ.ศักดิ์ชาย ธนะรัชต์ ผอ.รพ.สต.บ้านฉาง ผู้แทนผู้ให้บริการ และเรือตรีปราโมทย์ ทับทิม ปลัดเมืองพัทยา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมาร่วมสะท้อนแง่มุมต่างๆ ในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ยั่งยืน

“สปสช.ขอเชิญชวนผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ องค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ เครือข่ายภาคประชาชน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาร่วมกันแสดงความเห็นต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทุกๆ ความคิดเห็นของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อ สปสช. อย่างยิ่งในการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าของ” นพ.เจษฎา กล่าว

ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นฯ ยังกล่าวอีกว่า การรับฟังความคิดเห็นฯ สปสช.ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 18 (10) ที่ให้ บอร์ด สปสช. กำหนดให้จัดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการเป็นประจำทุกปี นับเป็นกลไกสำคัญในระบบที่ก่อให้เกิดประโยชน์เพื่อปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขมาตลอด และที่สำคัญได้สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างแท้จริง

30มิถุนานี้‘สปสช.’ชวนทุกฝ่าย ร่วมให้ความเห็น‘กองทุนบัตรทอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663323

30มิถุนานี้‘สปสช.’ชวนทุกฝ่าย  ร่วมให้ความเห็น‘กองทุนบัตรทอง’

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเวทีรับความเห็น “กองทุนบัตรทอง” ระดับประเทศ ประจำปี 2565 ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ในวันที่ 30 มิ.ย. 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00-15.30 น. ชวนผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น พร้อมเปิด 3 ประเด็นเพิ่ม ระบบบริการรองรับโควิด ต่อยอดบัตรทองรักษาทุกที่ และสร้างเสริมสุขภาพทุกที่ เร่งพัฒนาสอดคล้องและรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้และผู้รับบริการ สปสช. เปิดเผยว่า การจัดการรับฟังความเห็นทั่วไปในระดับประเทศฯ ครั้งนี้เป็นการดำเนินการภายหลังจากที่ สปสช.ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นในระดับเขตพื้นที่มาแล้วครบทั้ง 13 เขตบริการสุขภาพแล้ว และได้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอต่างๆ ที่ได้รับจากผู้ให้บริการ ผู้รับบริการและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มากลั่นกรองและเปิดรับฟังความเห็นเพิ่มเติมเพื่อจัดทำเป็นข้อสรุป

ซึ่ง สปสช. จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยนอกจากประเด็นการรับฟังความเห็นตามข้อบังคับ 4 (1) – (4) และข้อเสนอจากการบูรณาการงานประจำของระบบงานใน สปสช. ยกระดับเป็นข้อเสนอประจำปี 2565 แล้ว บอร์ด สปสช. ได้เห็นชอบให้เพิ่มเติมหัวข้อที่สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ในการรับฟังความเห็น ได้แก่ การบริหารจัดการหลังสถานการณ์โควิด ระบบบริการรองรับที่จำเป็น, บัตรทองรักษาทุกที่ ต่อยอดให้ดีขึ้นได้อย่างไร และประเด็นคนไทยใช้สิทธิสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ทุกที่ อีกทั้งยังมีการเสวนาหัวข้อ “ดอก ใบ ผล ความงดงามของการรับฟังความคิดเห็นประจำปี” มีผู้ร่วมเสวนา น.ส.ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน นพ.ศักดิ์ชาย ธนะรัชต์ ผอ.รพ.สต.บ้านฉาง ผู้แทนผู้ให้บริการ และเรือตรีปราโมทย์ ทับทิม ปลัดเมืองพัทยา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมาร่วมสะท้อนแง่มุมต่างๆ ในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ยั่งยืน

“สปสช.ขอเชิญชวนผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ องค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ เครือข่ายภาคประชาชน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาร่วมกันแสดงความเห็นต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทุกๆ ความคิดเห็นของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อ สปสช. อย่างยิ่งในการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าของ” นพ.เจษฎา กล่าว

ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นฯ ยังกล่าวอีกว่า การรับฟังความคิดเห็นฯ สปสช.ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 18 (10) ที่ให้ บอร์ด สปสช. กำหนดให้จัดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการเป็นประจำทุกปี นับเป็นกลไกสำคัญในระบบที่ก่อให้เกิดประโยชน์เพื่อปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขมาตลอด และที่สำคัญได้สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างแท้จริง

วช. โชว์ผลงานวิจัย ในงานครบรอบ 90 ปี รัฐสภาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663264

วช. โชว์ผลงานวิจัย ในงานครบรอบ 90 ปี รัฐสภาไทย

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.30 น.

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้นำคณะนักวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำผลงานเข้าร่วมแสดงนิทรรศการเนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปี รัฐสภาไทย ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2565 ณ อาคารรัฐสภา  พร้อมกันนี้ วช. ได้มอบผลงานการพัฒนานวัตกรรม “เครื่องวัดฝุ่น PM2.5 ระบบเซ็นเซอร์ DustyBoy” จำนวน 3 เครื่อง ให้แก่รัฐสภา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเฝ้าระวังและเตือนภัยฝุ่น PM2.5

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเครือข่ายความร่วมมือที่สำคัญกับรัฐสภาไทย โดยการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยเชิงนโยบายไปใช้ประโยชน์ ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมการวิจัยและการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ  และเนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปี รัฐสภาไทย  วช. ได้รับเชิญจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการกิจกรรมบรรยายพิเศษ เสวนาทางวิชาการ และร่วมจัดแสดงนิทรรศการ  โดยผลงานที่ วช. นำไปร่วมแสดงนิทรรศการนั้น เป็นโครงการที่ วช. ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยในเชิงนโยบายและนิติบัญญัติ เช่น

แผนงานวิจัยเรื่อง “ต้นแบบการสร้างเครื่องมือป้องกันปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน”  แผนงานวิจัยท้าทายไทย : สังคมไทยไร้ความรุนแรง  งานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ “เครื่องวัดฝุ่นระบบเซ็นเซอร์ DustyBoy” ภายใต้โครงการ “การเฝ้าระวังและเตือนภัยปัญหาหมอกควัน โดยเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศระบบเซ็นเซอร์ DustyBoy” และ  โครงการระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS) รวมถึงโครงการวิจัยที่ วช. ได้ร่วมมือกับรัฐสภาตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ คือ งานวิจัยเชิงนโยบายเพื่องานนิติบัญญัติ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ด้านสังคมคุณภาพและผู้สูงอายุ

DEK SPUIC! เรียนกับตัวจริ’ประสบการณ์จริงร่วมงานการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก ‘Global Summit of Women 2022’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663193

DEK SPUIC! เรียนกับตัวจริ'ประสบการณ์จริงร่วมงานการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 'Global Summit of Women 2022'

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 10.28 น.

อาจารย์สุภาภรณ์ เป๋รัตนสำราญ หัวหน้าสาขาวิชาธุรกิจการบิน SPUIC นำนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (Sripatum University International College) เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง กับโอกาสสุดว๊าว!! ได้เข้าร่วมงานการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก (Global Summit of Women 2022) ณ โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์แอทเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งการได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับประสบการณ์ดีๆจากการรับฟังการเสวนาในหัวข้อ “ความท้าทายของเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ” แล้ว นักศึกษายังได้รับความรู้และแรงบันดาลใจในการจะก้าวไปสู่จุดหมายที่ทุกคนใฝ่ฝันจากเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงสุดปัง ที่เข้าร่วมเสวนาจากประเทศเม็กซิโก เวียดนาม และประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

A great opportunity for International College students(International Airline Business and International Business Management)to participate the Global Summit of Women 2022 at Centara Grand hotel on 24th Jun.

The youth session topic: How to overcome challenges facing young entrepreneurs to become successful in international level. They not only experienced the world class event, but also broaden their knowledge in terms  of how to become an entrepreneur which get inspired by the 4 young entrepreneurs from Thailand, Mexico and Vietnam.