‘ม.มหิดล’เผย‘ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกฯ’ พร้อมใช้นวัตกรรม‘หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662836

‘ม.มหิดล’เผย‘ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกฯ’  พร้อมใช้นวัตกรรม‘หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียม’

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภาพคนชรากับไม้เท้า เป็นภาพแห่งอนาคตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ไม่มีผู้ใดอยากจะเป็น ทำให้ผู้สูงวัยในโลกยุคใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น จนกลายเป็น “สูงวัยพฤฒพลัง” หรือ “Active Agers” ที่ยังคงดูกระฉับกระเฉง และแข็งแรงอยู่เสมอ ทว่า จากข้อมูลโดย ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย พบว่าผู้สูงวัยถึง 1 ใน 10 รายป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจึงปฏิเสธไม่ได้ถึงความจำเป็นในส่วนที่ยังคงต้องดูแล

นพ.นิมิตร ทองพูลสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และรองหัวหน้าฝ่ายการแพทย์แผนกศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ได้เปิดเผยข่าวดีสำหรับประชาชนแถบชานเมือง ภาคกลาง ภาคตะวันตก และประตูสู่ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ ประจวบคีรีขันธ์ ว่า ต่อไปนี้ผู้สูงวัยที่ป่วยด้วยโรคข้อเข่าเสื่อม ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อเข้ารับการรักษาถึง รพ.ศิริราช

แต่สามารถเข้ารับการรักษาที่ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ตำบลศาลายา จังหวัดนครปฐม ได้ภายใต้มาตรฐานเดียวกันและใช้เทคโนโลยีที่มีศักยภาพ และทันสมัยเทียบเท่า โดยภายหลังจากเมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการเปิดตัวหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ณ รพ.ศิริราช ต่อมาในปีเดียวกัน ได้มีการเปิดรักษาด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยดังกล่าวเช่นกันที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ตำบลศาลายา จังหวัดนครปฐม ในอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ต่ำกว่าเอกชน และผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิเบิกจ่ายผ่านกรมบัญชีกลางได้ตามระเบียบราชการ โดยมีส่วนเกินบางส่วน

“ผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม ซึ่งได้แก่ การปรับพฤติกรรม การออกกำลังกาย และลดน้ำหนัก และจำเป็นต้องผ่าตัด สามารถมาติดต่อขอเข้ารับการวินิจฉัยเพื่อรักษาด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมดังกล่าวได้ ซึ่งการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมจะช่วยทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว เจ็บน้อยลง และเสียเลือดน้อยลง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้แพทย์สามารถทำการผ่าตัดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น”นพ.นิมิตร กล่าว

รอง ผอ.ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกฯ กล่าวต่อไปว่า หลังเข้ารับการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์เพียง 2-3 วัน พบว่าผู้ป่วยสามารถฝึกเดินทำกายภาพ และกลับบ้านได้ ซึ่งความอัจฉริยะของหุ่นยนต์ที่น่าสนใจ คือ ความแม่นยำสูงซึ่งสามารถผ่าตัดกระดูกได้ละเอียดถึง 0.5 องศา และบางกว่า 1 มิลลิเมตร ในขณะที่การผ่าตัดแบบธรรมดาสามารถตัดกระดูกได้บางที่สุดเพียง 2 มิลลิเมตร

อย่างไรก็ดี ในฐานะแพทย์ผู้ทำการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมมาอย่างยาวนาน ก็ยังคงยืนยันให้ทุกท่านใส่ใจสุขภาพของตัวเองให้ดี ก่อนที่จะต้องมาพบแพทย์เมื่อสาย ซึ่งทำได้โดยหมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นขา อันเป็นส่วนที่ช่วยพยุงข้อเข่า รวมถึงบริเวณรอบข้อเข่าอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ควรใช้งานข้อเข่าอย่างเหมาะสม ระวังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บหลีกเลี่ยงการนั่งยองๆยกของหนักผิดท่า

และที่สำคัญที่สุดควรควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ก็จะสามารถป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ โดยไม่ต้องใช้ยาทั้งนี้ ท่าบริหารเพื่อป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมที่แนะนำ ได้แก่ การนั่งบนเก้าอี้แล้วยกขาขึ้นในแนวขนานกับพื้น ให้ข้อเข่า และขาเหยียดตรง พร้อมกับเกร็งบริเวณต้นขา แล้วนับ 1 ถึง 10 อย่างช้าๆ หรือประมาณ 10 วินาที แล้วค่อยๆ ลดขาลง ทำติดต่อกัน 10 ครั้ง ต่อ 1 เซต วันละ 2-3 เซต

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเข่าเรื้อรัง สามารถติดต่อเพื่อขอเข้ารับการวินิจฉัยได้ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-12.00 น. คลินิกพิเศษ วันจันทร์ อังคาร พุธ เวลา 16.00-20.00 น.นพ.นิมิตร ทองพูลสวัสดิ์ นพ.ตะวัน อินทิยนราวุธนพ.ชัยวัฒน์ อาชวกุลเทพ หน่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ คลินิกข้อเข่าเทียม สอบถามเพิ่มเติมโทร. 02-8496600 ต่อ 2161 คลินิกพิเศษ โทร. 02-8496600 ต่อ 2160, 2164 ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ตำบลศาลายา จังหวัดนครปฐม

วงเสวนาชำแหละ‘ขนส่งสาธารณะ’ สารพัดปัญหาทำผู้บริโภคเมินเลือกใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662834

วงเสวนาชำแหละ‘ขนส่งสาธารณะ’ สารพัดปัญหาทำผู้บริโภคเมินเลือกใช้

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคจัดเวทีเสวนา “ทิศทางการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยเป็นธรรมระดับประเทศและภูมิภาคเพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลสาธารณะให้ประชาชนเข้าถึงได้” โดย นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ กล่าวว่า ตลอด 15 ปีของการทำงานขับเคลื่อนด้านการขนส่งมวลสาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นธรรมได้ดำเนินการใน 3 ประเด็นหลักคือ รถโดยสารสาธารณะปลอดภัย รถรับ-ส่งนักเรียนปลอดภัย ขนส่งมวลชนปลอดภัย

โดยในช่วงแรก ปี 2550-จนถึงปัจจุบัน เริ่มต้นจากการรับเสียงร้องเรียนจากผู้ที่ใช้รถโดยสาธารณะที่ได้รับผลกระทบจากการบริการ แต่ไม่ได้รับการชดเชยเยียวยา หลังจากนั้นก็พัฒนางานด้านนี้มาโดยตลอด โดยได้รวบรวมข้อมูลระบบขนส่งมวลชน รถโดยสารสาธารณะผลักดันข้อเสนอรถโดยสารสาธารณะ มีประกันภัยระบบจีพีเอส และห้ามรถโดยสารสองชั้นที่ไม่ปลอดภัยวิ่ง ซึ่งถือว่าได้คิดค้นนวัตกรรมจนสามารถผลักดันทำให้เป็นนโยบายจังหวัดพะเยาที่จะไม่มีการใช้รถเมล์สองชั้น

ขณะที่ในทางกฎหมายได้ฟ้องคดีผู้บริโภคเพื่อให้ได้รับการเยียวยา กรณี รถตู้ไฟไหม้ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาตัดสินคดีและเชื่อว่าคดีนี้น่าจะเป็นคดีตัวอย่างในเรื่องของการเยียวยาที่เหมาะสม และในปี 2565 กำลังขับเคลื่อนรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 และได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายทั้งภาคการเมืองและผู้บริโภคในการดำเนินการในเรื่องนี้ โดยข้อเสนอไม่ต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว และราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าไม่เกิน 25 บาท รวมทั้งไม่มีค่าแรกเข้า

“ส่วนข้อเสนอ การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ เสนอให้ยกระดับมาตรฐานการชดเชยเยียวยาในคดี รถโดยสารสาธารณะ ขอให้เพิ่มหลักเกณฑ์การขอต่อใบอนุญาต โดยต้องมีรายงานข้อมูลประวัติการเกิดอุบัติเหตุ และความรับผิดชอบต่อผู้เสียหายและสังคม และขอให้พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การกำหนดเส้นทางเดินรถที่มีผู้ประกอบการขนส่งเพียงรายเดียว โดยกำหนดแผนรองรับสำหรับเส้นทางเดินรถที่มีปัญหาต่อผู้บริโภค เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อ
ผู้บริโภคที่ใช้บริการ” นายคงศักดิ์ กล่าว

น.ส.พัชรางศุ์ ประพฤติธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการขนส่งผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกได้เตรียมปฏิรูปการขนส่งสาธารณะ ที่มีคุณภาพเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการประชาชน โดยจะพัฒนาทั้งหมด 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารรองรับประชาชนจะส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาร่วมดำเนินการ 2.การขับเคลื่อนระบบขนส่งโดยสารสาธารณะต่อเนื่อง โดยมีการพิจารณาโครงข่ายการเชื่อมต่อของระบบเพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกสบายมากขึ้น

3.พัฒนามาตรฐานการขนส่งให้มีความปลอดภัยมากขึ้น 4.พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการขนส่งรถสาธารณะ และ 5.พัฒนาเทคโนโลยีการดำเนินด้านการขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งขณะนี้กำลังพยายามปรับปรุงขนส่งมวลชนสาธารณะให้สอดคล้องกับภูมิภาคทำโครงการร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งยอมรับ บางจังหวัดต้องยอมรับว่าระบบขนส่งมวลชนสาธารณะล่มสลายซึ่งในเรื่องนี้เราได้สำรวจสัมภาษณ์เก็บข้อมูลเพื่อนำมาปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น

“หลังจากลงพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูล และสัมภาษณ์ผู้บริโภค โดยเฉพาะรถเมล์ในกทม.พบข้อเท็จจริงด้วยตัวเองคือ รถเมล์รอนานมาก และเมื่อตรวจสอบก็พบว่าบางสายมี รถเมล์ 11 คัน แต่วิ่งได้จริงแค่ 3 คันเท่านั้น แต่กรมการขนส่งทางบกไม่ได้นิ่งนอนใจ จะนำเอาข้อมูลเหล่านี้ไปปรับปรุงระบบใหม่เพราะถือเป็นความท้าทายคือการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ กทม. ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน” น.ส.พัชรางศุ์ กล่าว

นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ควรจะเป็นควรจะมี ใน 3 ส่วน คือ 1.การมีบริการที่เป็นสาธารณะ เส้นทางเหมาะสมเที่ยววิ่งที่เหมาะสมเป็นพื้นฐาน หลายครั้งเที่ยววิ่งที่เหมาะสมกับความต้องการใช้ของผู้บริโภคต้องปรับให้สอดคล้องกับความต้องการ 2.รถสาธารณะ ต้องเข้าถึงได้ง่าย มีสถานี หรือจุดจอดที่ประชาชนเข้าถึงได้ เช่น ในอดีตถนนทุกถนนจะมีศาลาริมทางและเป็นจุดจอด

แต่ปัจจุบันไม่มีหายไปหมด จุดจอดหายไปและเวลาเราสร้างถนนเรามักจะนึกถึงป้ายรถเมล์เป็นเรื่องสุดท้ายซึ่งไม่ถูกต้อง และ 3.เรื่องของราคาค่าโดยสารที่เหมาะสม รัฐต้องเข้ามาเกี่ยวข้องและสนับสนุน เส้นทางที่มีผู้โดยสารน้อยแต่จำเป็น ทั้งนี้ ตนกังวลถึงแนวโน้มการใช้รถสาธารณะย้อนหลัง 10 ปีลดลงอย่างต่อเนื่องโดยมีประชาชนใช้รถสาธารณะลดลงทุกจังหวัด เช่น จ.ตรัง รถโดยสารเทศบาลไม่มีเลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนส่วนใหญ่ใช้รถส่วนตัวมากขึ้น

“จากข้อมูลสัดส่วนครอบครัวที่มีรถยนต์ส่วนตัวใน กทม. ที่มีรายได้สูง มีครัวเรือนที่ไม่มีรถยนต์เลยสักคัน 30% ขณะที่ครัวเรือนมีรถยนต์ 70% แต่ที่น่าตกใจคือซึ่งจังหวัดขอนแก่นมีครัวเรือนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวเลย 6% ขณะที่ครัวเรือนกว่า 94% มีรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งแสดงว่าจังหวัดขอนแก่นไม่มีทางเลือกอื่นในการเดินทางเลยทุกครอบครัวต้องมีรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ส่วนตัว ในการเดินทาง” นายสุเมธ ระบุ

น.ส.ลักษณวดี ธนามี ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการขนส่งและจราจรกล่าวว่า กรอบแนวคิดการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง การขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมการขนส่งที่มีประสิทธิภาพการเข้าถึงระบบขนส่ง Management อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม โดยจะมีการพัฒนาระบบคมนาคมจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ล้อ-ราง-เรือในระยะเร่งด่วน ปี พ.ศ. 2565-2570 จำนวน 32 จุดเพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวกมากขึ้น

นายทยากร จันทรางศุ วิศวกรโยธา ชำนาญการพิเศษ รักษาการแทนผู้อำนวยการกองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง กรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาระบบขนส่งทางรางปลอดภัยเป็นธรรม จะเน้นเป้าหมายเดินทางสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา ราคาเหมาะสม โดยขณะนี้ในเรื่องการเดินทางสะดวก ได้ดำเนินการ โครงข่ายการเดินระบบรางที่ครอบคลุม พร้อมทั้งพิจารณาระบบฟิดเดอร์ เพื่อขนคนเข้าสู่ระบบรางให้ดีขึ้น

ขณะที่เรื่องของความปลอดภัย ได้ดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องรถไฟตกราง ดีเลย์ และสร้างมาตรฐานความปลอดภัย พิจารณาเรื่องจุดตัดรถไฟฟ้า กับถนนที่มักเกิดปัญหาอุบัติเหตุ นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อตรวจสอบจุดตัดไหนบ้างที่ชำรุดเสียหาย ซึ่งในเรื่องความปลอดภัยต้องไม่มีจุดตัดกันมาก ทางรถไฟ แต่ในบ้านเรามีจุดตัดเยอะมากซึ่งเราจะเข้ามาแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ส่วนมาตรฐานความปลอดภัยอื่นๆ อยู่ระหว่างพิจารณากำหนดโดยรอการแก้ไข พ.ร.บ. ขนส่งทางราง ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

“เรื่องค่าโดยสาร เป้าหมายของเราคือ ค่าโดยสารต้องมีราคาเหมาะสมเป็นธรรม ซึ่งใน พ.ร.บ.การขนส่งทางรางจะมีมาตรา 9 ที่มีคณะกรรมการกำหนดอัตราขั้นสูงสุดของค่าโดยสาร ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณที่มีเกณฑ์พิจารณาในเรื่องเงินเฟ้อ กลุ่มเปราะบางและเรื่องรายได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในเรื่องการยกเว้นค่าแรกเข้าและการส่งเสริมให้มีการใช้ตั๋วร่วมในอนาคตด้วย” นายทยากร

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ที่ดีต้องมีคุณภาพดี ราคาถูกเข้าถึงง่าย แต่ที่ผ่านมาการลงทุนระบบขนส่งสาธารณะจะทุ่มงบประมาณในราคาสูงให้กับการสร้างรถไฟฟ้าจำนวนมาก ขณะที่การพัฒนาหรือการลงทุนเรื่อง รถเมล์ หรือรถสาธารณะในต่างจังหวัดไม่ได้ให้ความสำคัญ

“คนจนรายได้น้อยมีความจำเป็นต้องพึ่งพาระบบขนส่งมวลชนดังกล่าว ดังนั้น เห็นว่าควรจะมีการกระจายอำนาจในการจัดการงบประมาณ และกระจายการลงทุนขนส่งสาธารณะให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเข้าร่วมในการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ข้อเสนอจองสภาองค์กรของผู้บริโภคราคาค่าโดยสารต้องไม่เกิน 5-10 % ของรายได้ขั้นต่ำ การเข้าถึงจุดบริการต้องสะดวกสบาย ไม่เกิน 0.5 กิโลเมตร ต่อ 15 นาที และรอรถไม่นานไม่เกิน 15 นาที ในชั่วโมงเร่งด่วน และไม่เกิน 30 นาทีในชั่วโมง ปกตินอกจากนี้ ข้อเสนอนโยบายระบบขนส่งมวลชนต้องมีนโยบายจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การบริการขนส่งมวลชนเป็นบริการขั้นพื้นฐานทั้งกทม.และต่างจังหวัด

ส่วนข้อเสนอต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือ บีทีเอส เป็นข้อเสนอในปัจจุบัน ถึงปี 2572 ประกอบด้วย 1.เก็บค่าโดยสาร 15-44 บาท โดยรวมทั้งเส้นส่วนไข่แดงและส่วนต่อขยาย 1-2 และคิดอัตราค่าโดยสารใหม่ โดยกําหนดหลักเกณฑ์ว่าคิดตามระยะทางหรือคิดตามสถานี เช่น เพิ่มสถานีละ 1 บาท สูงสุด 44 บาท เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้บริโภค และส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าถึงระบบรถไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น 2.หารายได้จากสถานีส่วนต่อขยาย 1-2 เช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเชื่อมต่อสถานี ค่าโฆษณาสถานี เป็นต้น 3.กทม. หรือรัฐบาล จ่ายหนี้บริษัททั้งหมด

“หลังหมดสัญญาสัมปทาน 2573-2602 จัดประมูลการเดินรถ โดยกำหนดเงื่อนไขเรื่องมาตรฐานการให้บริการ และราคาต่ำสุดสำหรับประชาชน แต่ต้องไม่เกิน 25 บาทตลอดสาย แยกประมูลหารายได้จากสถานีส่วนต่อขยาย เช่นค่าเช่าพื้นที่ เชื่อมต่อสถานี ค่าโฆษณาสถานี เป็นต้น ต้องไม่มีค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน และเร่งดำเนินการบัตรใบเดียวใช้กับบริการขนส่งมวลชนทุกประเภท เช่น รถเมล์ รถตู้ รถไฟฟ้า และต้องดำเนินการทั่วประเทศ” น.ส.สารี กล่าว

‘สศร.สร้างคุณค่าเพิ่มทักษะผู้สูงวัย ผ่านโครงการ‘วัยเกษียณเขียนตัวตน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662832

‘สศร.สร้างคุณค่าเพิ่มทักษะผู้สูงวัย ผ่านโครงการ‘วัยเกษียณเขียนตัวตน’

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยกำลังเป็นประเด็นที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ที่จะต้องกำหนดนโยบายในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่ง สศร. โดยกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ได้จัดสรรเงินสนับสนุนโครงการ “วัยเกษียณเขียนตัวตน” (บนออนไลน์)

เพื่อพัฒนาความคิด คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านและทันท่วงที โดยมุ่งหวังให้ผู้สูงวัยที่เข้าร่วมโครงการ อายุระหว่าง 60-75 ปี ได้เรียนรู้แนวทางการสร้าง ความเป็นตัวตนให้เป็นที่รู้จักบนในโลกออนไลน์ และนำประสบการณ์ชีวิต และทักษะเชิงศิลปะไปสู่การสร้างเป็นสินค้าแก่ผู้บริโภคในโลกออนไลน์และเกิดการถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่คนรุ่นหลัง

นายโกวิทกล่าวอีกว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ใช้เวลาหลังเกษียณ ฟื้นฟูศักยภาพและเสริมสร้าง ตัวตนใหม่ให้เกิดขึ้น โดยมีวิทยากรด้านงานเขียน อาทิ นายอนุชิต คำน้อย จากเพจ “คิ้วต่ำ” นายวิชญา โมฬีชาติ “ครูเบนซ์” วิทยากรจากคลินิกจิตวิทยา Mind’s corner เชียงใหม่นักจิตวิทยา นักพูด นักกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำงานเพื่อสังคมและกุศลสาธารณะมาช่วยเพิ่มทักษะการเขียนออนไลน์ ให้ชำนาญและสร้างสรรค์ก่อเกิดงานชิ้นใหม่ๆ

โดยมีการจัดอบรมทั้งหมด จำนวน 4 ครั้งในหัวข้อต่างๆ ไก้แก่ 1.การฟื้นฟูตัวตน ค้นหาจุดเด่น…สร้างตัวตนใหม่ 2.กระบวนการสร้างตัวตนจากงานเขียนบนโลกออนไลน์ 3.จาก character ต่อยอดสู่การสร้าง Branding และ 4.จาก character ต่อยอดสู่การสร้าง Branding ทั้งนี้ มีนางงามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนรางวัลซีไรต์ และ ผศ.ดร.สรตี ปรีชาปัญญากุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นที่ปรึกษาโครงการ

ซึ่งโครงการดังกล่าวมุ่งสนับสนุนให้ผู้สูงอายุเตรียมวางแผนการใช้ชีวิตในบั้นปลาย ส่งเสริมการสร้างคุณค่าในตัวเองและให้ตระหนักว่าผู้สูงอายุนั้นยังมีตัวตนในสังคม ตลอดจนเป็นการปูทางสร้างรายได้ ในอนาคตได้ ทั้งนี้ สศร.สนับสนุนการต่อยอดด้วยการ นำผลงานของผู้เข้าอบรมปี 2565 มาจัดแสดงที่ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนโมกข์ กรุงเทพฯ โดยเพิ่งเสร็จสิ้นการจัดแสดงไปเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาดากัสการ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662839

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาดากัสการ์

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.45 น.

“ในหลวง” ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร  ปธน.สาธารณรัฐมาดากัสการ์ ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐมาดากัสการ์ 

26 มิถุนายน 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาดากัสการ์ ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐมาดากัสการ์ ซึ่งตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน 2565 ความว่า

ฯพณฯ นายอันดรี นีรีนา ราโจเอลีนา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาดากัสการ์ กรุงอันตานานาริโว

ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐมาดากัสการ์ ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีด้วยใจจริง และขออำนวยพรให้ท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงและประสบแต่ความสุขสวัสดี ทั้งขอให้ประเทศและประชาชนชาวมาดากัสการ์มีความผาสุกร่มเย็นและความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

ข้าพเจ้าเชื่ออย่างแน่แท้ว่า ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและความพยายามร่วมกัน ประเทศของเราทั้งสองจะสร้างเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตร รวมทั้งความร่วมมืออันยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นในภายภาคหน้า 

(พระปรมาภิไธย)  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘ตรีนุช’ลุยพังงา ติดตามนโยบายโรงเรียนขนาดเล็ก พาน้องกลับมาเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662620

‘ตรีนุช’ลุยพังงา ติดตามนโยบายโรงเรียนขนาดเล็ก พาน้องกลับมาเรียน

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.55 น.

‘ตรีนุช’ลุยพังงา ติดตามนโยบายโรงเรียนขนาดเล็ก พาน้องกลับมาเรียน 

24 มิถุนายน 2565 ที่ จ.พังงา น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนลำวะ โรงเรียนบ้านกระโสม (ผดุงนิคมวิทยา) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) พังงา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพังงา สังกัดคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า  ตนลงพื้นที่ติดตามนโยบายที่ได้มอบให้ไป เช่น โครงการพาน้องกลับมาเรียน ช่วยเหลือเด็กตกหล่น และเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา  การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพชุมชน  และโครงการอาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ”  เป็นต้น  จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนลำวะ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน  เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล 2 – ป.6  มีนักเรียน 38 คน มีครูและบุคลากรทางการศึกษา 5 คน  ซึ่งทำให้เห็นบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่ทั่วประเทศ มากกว่า 15,000 แห่ง ได้ดียิ่งขึ้น 

จากการลงพื้นที่พบว่าแม้บริบทของโรงเรียนจะมีข้อจำกัดอยู่ แต่ชุมชนและเอกชนเข้ามาช่วยเหลือโรงเรียนให้มีความสะดวกในด้านต่างๆ ทำให้เห็นว่าแม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่โรงเรียนยังสามารถพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพ ทำให้เด็กมีความสุขในการมาโรงเรียนได้  ส่วนโรงเรียนบ้านกระโสม เป็นโรงเรียนคุณภาพ ถือเป็นโรงเรียนแม่เหล็ก มีครู และบุคลากรทางการศึกษา รวม 14 คน เปิดสอนระดับอนุบาล 2-ป.6 มีนักเรียนรวม 146 คน ซึ่งเปิดให้โรงเรียนโดยรอบ เช่น โรงเรียนลำวะ เข้ามาใช้ทรัพยากรและครูร่วมกัน  ทำให้ทั้งสองโรงเรียนจะสามารถพัฒนาการเรียนการสอนร่วมกันได้  ซึ่งในส่วนโรงเรียนคุณภาพนั้น ตนมองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสื่อสารสร้างความเข้าใจกระตุ้นการรับรู้ในระดับพื้นที่ให้มากขึ้น โดยไม่ต้องพูดเรื่องยุบหรือควบรวม แต่ให้ดูความต้องการของชุมชนเป็นหลัก  พร้อมกับให้ทางจังหวัดเข้ามาบูรณาการร่วมกันให้มากขึ้น

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนของงบอาหารกลางวันในกลุ่มของโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการจัดสรรงบประมาณรายหัวน้อย จะจัดสรรให้ทั่วถึงอย่างไรนั้น ตนอยู่ระหว่างดำเนินการผลักดันเรื่องดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัว การเพิ่มเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันเด็ก  ส่วนการแก้ไขปัญหาแบบเร่งด่วน ระหว่างรอการอนุมัติงบประมาณในด้านต่างๆ จึงได้ให้นโยบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูแลอาหารกลางวันของเด็กโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน ตามหลักโภชนาการ เช่น ให้โรงเรียนแม่เหล็ก จัดทำอาหารไปให้นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กด้วย 

ส่วนการตรวจเยี่ยมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพังงา  พบว่าทางวิทยาลัยมีการเตรียมหอพักให้ผู้เรียนในโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ที่มาเข้าเรียน ซึ่งการเตรียมการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นอกจากนี้ น.ส. ตรีนุช และคณะผู้บริหารได้ทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา เป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เป็นโรงเรียนอยู่ประจำ เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1- ม.1 มีนักเรียนรวม 120 คน มีครูและบุคลากรทางการศึกษารวม 35 คน  จากนั้น เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านบางกรัก เปิดสอนชั้นอนุบาล 2- ม.3  มีนักเรียนรวม 306 คน มีครูและบุคลากรทางการศึกษา  วิทยากรอิสลาม รวม 22 คน  และตรวจเยี่ยมโรงเรียนตะกั่วป่า เสนานุกูล เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม  130 คน มีนักเรียนชั้น ม.1-ม.6 รวม 2,071 คน

-005

‘ตรีนุช’ย้ำสถานศึกษาต้องใส่‘แมสก์’ในห้องเรียน ยกเว้นทำกิจกรรมในที่โล่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662535

‘ตรีนุช’ย้ำสถานศึกษาต้องใส่‘แมสก์’ในห้องเรียน ยกเว้นทำกิจกรรมในที่โล่ง

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 16.12 น.

‘ตรีนุช’ย้ำสถานศึกษาต้องใส่‘แมสก์’ในห้องเรียน ยกเว้นทำกิจกรรมในที่โล่ง

24 มิถุนายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณีราชกิจจานุเบกษา ออกข้อกำหนดเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า โดยการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ให้เป็นการปฏิบัติโดยความสมัครใจ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :ราชกิจจาฯประกาศแล้วผ่อนคลาย‘สวมแมสก์’ตามความสมัครใจ ผับบาร์เปิดได้ มีผลทันที) ว่า ในส่วนการปฏิบัตินั้น ขอให้สถานศึกษายังยึดแนวปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

อย่างไรก็ตาม ในการจัดการเรียนการสอนในสถานที่ปิด เช่น ห้องเรียน สถานที่คับแคบ ยังจำเป็นจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ แต่หากมีการจัดกิจรรมในสถานที่โล่ง สามารถผ่อนปรนการสวมหน้ากากได้ ศธ. เป็นห่วงเด็กเล็กเพราะถือว่าเป็นกลุ่มเปาะบางอยู่ ดังนั้น จึงต้องลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด

‘ตรีนุช’เตรียมพร้อมรับกฎหมายแก้ไขคำสั่ง คสช.19/2560 ปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของศธ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662525

‘ตรีนุช’เตรียมพร้อมรับกฎหมายแก้ไขคำสั่ง คสช.19/2560 ปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของศธ.

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.37 น.

‘ตรีนุช’เตรียมพร้อมรับกฎหมายแก้ไขคำสั่ง คสช.19/2560 ปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของศธ.

24 มิถุนายน 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า หลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ผ่านการลงมติเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ ไปยังวุฒิสภา เพื่อพิจารณา ถ้าวุฒิสภาพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะสามารถนําขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับสาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มี 4 เรื่องหลัก ๆ คือ 1. ให้อํานาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ. ) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา

2.การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง

3.ให้มี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา โดยจํานวน องค์ประกอบ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กําหนด

4. นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น กศจ. ยังคงมีอํานาจและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้เดิม ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เช่น อํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการกําหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการจัดการศึกษา , เป็นศูนย์กลางการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาในภาพของจังหวัดทุกระดับและทุกประเภท รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนาสถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบ ที่หลากหลาย , การให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัด ตลอดจนการยุบรวมเลิกสถานศึกษา หรือ แม้กระทั่งการจัดตั้งศูนย์การเรียนที่เป็นอํานาจของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

“การแก้ไขคําสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาและให้การปฏิบัติงานของบุคลากรทุกฝ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเป้าหมาย ซึ่งดิฉันจะไม่รอให้การพิจารณากฎหมายแล้วเสร็จก่อน  จะมีการประชุม ก.ค.ศ.เพื่อเตรียมพร้อมออกหลักเกณฑ์และวิธีการได้มา ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  เพราะ ก.ค.ศ.ต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ขณะเดียวกันจะเตรียมความพร้อมในการรองรับบทบาทใหม่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับใหม่ สำหรับปัญหาการทุจริตเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งโยกย้ายในอดีต ก็จะมาดูในรายละเอียด และกำหนดเพิ่มเติม เพื่อให้ปัญหาต่างๆที่เคยเกิดขึ้นและช่องว่างในจุดต่าง ๆเหล่านั้นหายไป” นางสาวตรีนุช กล่าว

เปิดจองเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 ส.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662449

เปิดจองเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 ส.ค.

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 11.06 น.

สปน.เปิดรับสั่งจองและจำหน่ายเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

วันที่ 24 มิ.ย.นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม 2565 รัฐบาลจึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 พร้อมตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 เพื่อการดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ ด้วยการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อประชาชนและประเทศไทย 

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ รัฐบาลได้เห็นชอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีดำเนินการจัดทำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 จำนวน 10,000 ชุด เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปสำหรับใช้ประดับในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา และในโอกาสสำคัญตามวาระอันสมควร โดยจำหน่ายราคาเข็มละ 199 บาท 

ทั้งนี้ เข็มที่ระลึกจัดทำด้วยวัสดุทองเหลือง แข็งแรงทนทาน ขึ้นรูปแบบตามตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ขนาดความสูงประมาณ 4 x 2.7 เซนติเมตร ชุบทองด้านหน้าและหลัง พื้นด้านหน้าและหลังเป็นลายรัศมี ขอบสีทอง อักษรพระนามาภิไธย ส.ก. ลงยา ตัวอักษร “ส” สีฟ้า ตัวอักษร “ก” สีขาว กรอบรูปหัวใจ ขอบสีทอง ลงยาสีแดง พื้นลงยาสีน้ำเงิน ด้านบนเป็นพระมหามงกุฎภายในประดิษฐานพระแสงจักร และพระแสงตรี ขนาบซ้าย ขวา พระมหามงกุฎด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร ฉัตรขาว 7 ชั้น รูปลายหงส์ประคองฉัตร ซ้าย ขวา เลขไทย “๙๐” ลงยาสีฟ้า ภายใต้มาลัยหัวใจ ผ้าแพรแถบสีฟ้าอักษรบอกชื่องาน “พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕” ด้านหลัง จารึกตัวอักษร “พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕” 

เข็มกลัดด้านหลังพร้อมหัวล็อคใช้วัสดุทองเหลืองชุบทอง กล่องบรรจุจัดทำด้วยกระดาษอาร์ตอัดลายความหนา 120 แกรม เคลือบสีฟ้า หุ้มพลาสติกขึ้นรูปทรงกล่อง ขนาดความสูงประมาณ 6.3 x 6.7 x 2.8 เซนติเมตร ฝากล่องด้านบนประดับด้วยตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 พิมพ์ด้วยสีทอง ด้านข้างในกล่องเป็นสีขาวงาช้าง

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ผู้สนใจสามารถสั่งจองผ่านระบบร้านค้าออนไลน์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (thailandpostmart.com) ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป หรือซื้อด้วยตนเอง ณ กองคลัง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2283 4305, 0 2283 4310, 0 2283 4312 และ 0 2283 4318 

‘มรภ.ราชนครินทร์-PEA’จับมือจัดทำโครงการจัดการพลังงานในองค์กรด้วยระบบดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662429

‘มรภ.ราชนครินทร์-PEA’จับมือจัดทำโครงการจัดการพลังงานในองค์กรด้วยระบบดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 22.05 น.

‘มรภ.ราชนครินทร์-PEA’จับมือจัดทำโครงการจัดการพลังงานในองค์กรด้วยระบบดิจิทัล

23 มิถุนายน 2565 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ พร้อมด้วยนายสมปอง ดำรงอ่องตระกูล รองผู้ว่าการธุรกิจและการตลาด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการจัดการพลังงานในองค์กรด้วยระบบดิจิทัล (Digital Platform) ระหว่าง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ โดยมีคณะผู้บริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธี ณ ห้องโชคอนันต์ ชั้น 2 อาคารเรียนรวมและอำนวยการ

รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี กล่าวว่า “เนื่องด้วยสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีความสนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อที่จะนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการพัฒนาและขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยระบบดิจิทัล และได้ร่วมกันศึกษาหาแนวทางในการบริการจัดการพลังงาน ให้กับมหาวิทยาลัย โดยการปรับเปลี่ยนระบบความเย็น และระบบส่องสว่าง รวมถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าแบบ Solar Rooftop ซึ่งจะเป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นไปสู่ความร่วมมือที่ทำให้เกิดโครงการอื่น ๆ และสามารถเป็นต้นแบบให้แก่มหาวิทยาลัยอื่น รวมถึงชุมชน และท้องถิ่นได้

ด้านนายสมปอง ดำรงอ่องตระกูล รองผู้ว่าการธุรกิจและการตลาด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันดีว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการใช้พลังงาน ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่าในอนาคตความต้องการไฟฟ้าก็จะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องซึ่งยุคนี้ เป็นยุคของการ  (Synergy) ระหว่าง “ดิจิทัล” กับ “พลังงานไฟฟ้า” PEA จึงได้พัฒนาโครงการจัดการพลังงานในองค์กร ที่มุ่งเน้นการนำ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และดิจิทัล แพลทฟอร์ม (Digital Platform) มาใช้เพื่อช่วยในการ บริหารจัดการพลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้กับหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยเราคาดหวังให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานอย่างมีคุณภาพ มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้แต่ละหน่วยงานสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างเห็นผลในวงกว้าง

สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ซึ่งเป็น สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เป็นหน่วยงานที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูง เนื่องจากมีบุคลากรและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยจำนวนมากและยังเป็นมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นหน่วยงาน ที่มีศักยภาพในเรื่องของการประหยัดพลังงานอย่างสม่ำเสมอ PEA จึงได้เสนอโครงการจัดการพลังงานในองค์กร ด้วยระบบดิจิทัลนี้ เพื่อร่วมกันศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการพลังงาน ทั้งการปรับเปลี่ยนระบบทำความเย็น ระบบส่องสว่างและการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า Solar Rooftop รวมถึงการนำ นวัตกรรมที่ทันสมัย มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งานในมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

สหกรณ์ครูแม่ฮ่องสอนแจงเรื่องฉาว จนท.ยักยอกเงิน 5 ล้านสั่งตั้ง คกก.สอบข้อเท็จจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662345

สหกรณ์ครูแม่ฮ่องสอนแจงเรื่องฉาว จนท.ยักยอกเงิน 5 ล้านสั่งตั้ง คกก.สอบข้อเท็จจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 17.47 น.

สหกรณ์ออมทรัพย์ครูแม่ฮ่องสอน เรียกประชุมสมาชิกชี้แจงปัญหาเงินฝากของลูกค้าหลังเกิดเรื่องฉาวในหน่วยบริการแห่งหนึ่งยักยอกเงินกว่า 5 ล้านบาท ประธานสหกรณ์เผยอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานนำเสนอคณะกรรมการดำเนินการพิจารณาไปร้องทุกข์แล้ว

วันนี้ (23 มิ.ย.65) นายสมพงษ์ ณรงค์ชัย ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแม่ฮ่องสอน ได้จัดประชุมสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ โดยในที่ประชุมได้มีการชี้แจงต่อสมาชิกว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวสารตามสื่อต่างๆ กรณีพบปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่และมีการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อันส่งผลให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูแม่ฮ่องสอน จำกัด เสียหาย และยังส่งผลให้สมาชิกหลายท่านเกิดความสงสัย กังวลใจ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั้น

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สหกรณ์ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอเรียนซี้แจงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในหน่วยบริการอำเภอแห่งหนึ่ง ภายหลังจากที่ทราบเหตุสหกรณ์มิได้นิ่งนอนใจได้ดำเนินการประชุมคณะกรรมการดำเนินการทันที ซึ่งในที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการสอบสวนเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงถึงการกระทำทุจริตนั้น พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาไปร้องทุกข์ บัดนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งใกล้จะเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว 

“ทั้งนี้ การดำเนินการทุกขั้นตอนของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแม่ฮ่องสอน จำกัด ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและคำแนะนำของกรมส่งเสริมสหกรณ์เกี่ยวกับการดำเนินการกรณ์สหกรณ์ได้รับความเสียหายอย่างเคร่งครัด” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า เบื้องตันสหกรณ์ได้ลงพื้นที่หน่วยบริการดังกล่าว เพื่อพบปะสร้างความเข้าใจกับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบ พบว่าสมาชิกเข้าใจดียังคงมีความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ และนำเงินมาฝากอย่างต่อเนื่อง สหกรณ์ขอความร่วมมือสมาชิกตรวจสอบข้อมูลของตนเองผ่านแอพพลิเคชั่นสหกรณ์ MHS Saving และแจ้งยืนยันยอดหนี้ เงินฝาก และทุนเรือนหุ้นให้สหกรณ์ทราบ

สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแม่ฮ่องสอน จำกัด มีสมาชิกจำนวน 6,383 คน มีทุนดำเนินงาน 3,675 ล้านบาท มีทุนเรือนหุ้น 1,562 ล้านบาท ทุนสำรอง 208 ล้านบาท และมีเงินรับฝาก 1,722 ล้านบาทผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือน มีกำไรสะสม 52 ล้านบาท ขอให้สมาชิกเชื่อมั่นว่าสหกรณ์มีฐานะการเงินที่มั่นคงและการดำเนินการต่าง  ๆ นั้น สหกรณ์ได้คำนึงถึงประโยชน์ของสมาชิกและสหกรณ์เป็นสำคัญ – 003