ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาในสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัส COVID-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630793

ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาในสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัส COVID-19

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม การจัดการศึกษาในสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ของวิทยาลัยเทคนิคตากพร้อมให้กำลังใจนักเรียน นักศึกษา โดยมี ดร.จักรภพ เนวะมาตย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคตาก พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู ต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน ณ วิทยาลัยเทคนิคตาก อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก

มรภ.สวนสุนันทา วิจัยเชิงสังคมศาสตร์ อนุรักษ์ ‘ต้นชะโนด’ ส่งเสริม ‘น้ำบัวแดง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630796

มรภ.สวนสุนันทา วิจัยเชิงสังคมศาสตร์  อนุรักษ์ ‘ต้นชะโนด’ ส่งเสริม ‘น้ำบัวแดง’

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.ภูสิทธ์ ภูคำชะโนด อาจารย์ประจำแขนงวิชาการจัดการพัฒนาสังคม ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่าพื้นที่จังหวัดอุดรธานี มีความเป็นอัตลักษณ์ทั้งวัฒนธรรมประเพณี รวมถึงด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งคำชะโนดและทะเลบัวแดงที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ จำเป็นต้องอาศัยประชาชนในพื้นถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ พร้อมยกระดับในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถสร้างรายได้ด้วยตนเอง จึงได้เริ่มดำเนินการวิจัย การบริหารการพัฒนาอัตลักษณ์ “คำชะโนด” อนุรักษ์ “รุกขนาคา”เมืองอุดรธานี สู่การมีส่วนร่วมของประชาชนร้านค้าผลิตผลคนรากหญ้า อยู่ดีมี สุขลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.ภูสิทธ์เล่าถึงที่มาของดำเนินงานวิจัยในครั้งนี้ว่า จากพื้นที่ของคำชะโนด ซึ่งมีความเชื่อเรื่องพญานาคที่ได้รับการสืบทอดมาเป็นเวลานานมีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งนักท่องเที่ยวมีความศรัทธาต่อเจ้าปู่ศรีสุทโธ เจ้าย่าศรีปทุมมา เข้ากราบสักการะทุกปี แต่ยังขาดงานวิจัยในมิติของคุณค่าวัฒนธรรม คติชนต่างๆ รวมถึงยังไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์กับ “ต้นชะโนด” หรือ “รุกขนาคา” ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ด้วยจึงได้เริ่มต้นงานวิจัยเพื่ออนุรักษ์นี้ขึ้นโดยเริ่มเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2554 และขยายพันธุ์ต้นชะโนด ด้วยการผูกองค์ประกอบกับความเชื่อของประชาชนในพื้นถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน เริ่มต้นจากการทำพิธี นำเมล็ดต้นชะโนดไปเพาะพันธุ์ไว้จากนั้นจึงได้นำกลับมาปลูกในเกาะคำชะโนด อีกครั้ง พร้อมประกอบพิธีบวงสรวง ซึ่งพื้นที่กลับมาปลูกนั้นก็เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อในท้องถิ่น ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้ไม่ถูกรบกวนจากภายนอก ซึ่งล่าสุดในปี 2563 ได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ นำต้นชะโนดที่ได้รับการเพาะพันธุ์ มาปลูกในเกาะคำชะโนดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 700 ต้น ทำให้ตั้งแต่เริ่มต้นงานวิจัยจนถึงปัจจุบัน มีต้นชะโนดที่ได้รับการปลูกในพื้นที่เหล่านี้แล้วทั้งสิ้นกว่า 3,028 ต้น

ผศ.ดร.ภูสิทธ์กล่าวว่า นอกจากการเพาะพันธุ์ต้นชะโนดเพื่อนำมาปลูกแล้ว ยังได้ร่วมกับร้านค้าและประชาชนในท้องถิ่น นำของส่วนประกอบของต้นชะโนด มาประดิษฐ์เป็นบายศรีสู่ขวัญรูปพญานาค เพื่อในมาใช้ในพิธีบวงสรวงต่างๆ เนื่องจากลักษณะใบมีเกล็ดคล้ายกับพญานาค ผู้คนต่างนำใช้เพื่อมาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธ์ในเกาะคำชะโนดและมีความสวยงามอย่างมาก โดยสิ่งที่ต้องการจะต่อยอดคือ อยากจะเพาะพันธุ์ต้นชะโนดให้มากขึ้น เพื่อนำมาปลูกในพื้นที่อื่นนอกเกาะคำชะโนด ให้เป็นหนึ่งในพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์พืชของท้องถิ่นได้ต่อไป

ขณะเดียวกันก็ได้มีงานวิจัยย่อย ลงพื้นที่ “ทะเลบัวแดง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่มีความสวยงามแต่ยังมีจุดอ่อนด้านการรวมกลุ่มของประชาชนในท้องถิ่นเพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น ดังนั้น จึงได้ส่งเสริมให้ประชาชนรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อผลิต “น้ำบัวแดง” ขึ้นมา เพราะเป็นของที่ทำได้ง่ายไม่ซับซ้อน และยังสามารถช่วยลดความกระหายแก่ผู้มาท่องเที่ยวได้อีกด้วย ซึ่งสุดท้ายก็ได้เป็นสินค้าอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เมื่อเดินทางมาถึงทะเลบัวแดงก็จะมีน้ำบัวแดงขาย นอกจากจะเป็นผลิตภัณฑ์แล้วยังเป็นส่วนหนึ่งของการบ่งบอกประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่นแห่งนี้ได้อีกด้วย

เปิดครอบครัวตำบลชมพู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630795

เปิดครอบครัวตำบลชมพู

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประธานพิธีเปิดโรงเรียนครอบครัวตำบลชมพู (ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนบ้านซำรัง) โดยมี ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 นางสาวเทียมใจ สิทธิศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านซำรัง ต้อนรับและเป็นตัวแทนมอบเงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัว นมผงสำหรับเด็ก ที่โรงเรียนบ้านซำรัง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก

‘ตรีนุช’ ให้โอกาสนักเรียนตกหล่น เข้าโครงการ‘อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630798

‘ตรีนุช’ ให้โอกาสนักเรียนตกหล่น  เข้าโครงการ‘อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ’

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดโครงการ “สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคน
ของประเทศ” (อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรีมีอาชีพ) และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดึงเด็กยากจนเข้าสู่ระบบการศึกษา  ที่วิทยาลัยการอาชีพ (วก.) ป่าซาง จ.ลำพูน

น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า โครงการนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อให้ผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ขาดโอกาสทางการศึกษาได้เข้าศึกษาต่อในสายอาชีพ ตามนโยบาย ศธ. ที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับได้เรียนต่อ 100% ซึ่งเป็นการผนึกกำลังบูรณาการในการทำงานร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สอศ. สพฐ. สช.และ กศน. ซึ่งรับผิดชอบกำกับดูแลเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กนักเรียนโดยตรง 

“โครงการนี้ ทาง สอศ.ได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับปีการศึกษา 2565 ไว้แล้ว โดยสามารถให้การสนับสนุนน้องๆที่สนใจเข้าเรียนทางสายอาชีพในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 5,200 คน ในวิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยเกษตร จำนวน 87 แห่ง โดยเป็นการเรียนฟรี และมีที่พักมาตรฐานให้พักฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 3 ปีของการเรียน อีกทั้งยังสนับสนุนให้น้องๆมีรายได้ผ่านการจัดทำโครงการหารายได้ระหว่างเรียน รวมถึงการหาแหล่งงานให้ทำภายหลังจบการศึกษาอีกด้วย คาดหมายว่าตลอด 10 ปีของโครงการ จะรับได้จำนวน 8 รุ่น มีน้องๆ เข้าร่วมโครงการ ประมาณ 110,000 คน และภายใต้การดูแลของวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศใน 77 จังหวัด รวม 169 แห่ง” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ในปีการศึกษา 2565 จะเปิดทุกสาขาวิชาในระดับ ปวช. ที่สถานศึกษานั้นเปิดทำการสอน โดยจะเน้นให้ความสำคัญในภาคปฏิบัติ ส่วนวิชาสามัญที่เป็นพื้นฐานในการเรียนยังคงมีอยู่ แต่จะบูรณาการเข้ากับการเรียนเนื้อหาทางวิชาชีพในทางปฏิบัติ ซึ่ง สอศ.จะประสานกับ สพฐ.เพื่อสำรวจนักเรียนที่กำลังจะจบการศึกษาชั้น ม.3 ที่มีความประสงค์ในการเรียนต่อทางด้านสายอาชีพ แต่ครอบครัวขาดทุนทรัพย์ในการสนับสนุน ซึ่งเป็นเด็กกลุ่มเป้าหมายหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันเด็กตกหล่นจากระบบการศึกษา ให้เข้ามารับการศึกษาสายอาชีพแทน 

สำหรับจำนวน 87 สถานศึกษาที่เปิดรับนักเรียนที่จบมัธยมศึกษาตอนต้นในระยะแรกประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิค 1 แห่ง วิทยาลัยการอาชีพ 39 แห่ง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 47 แห่ง แยกเป็นภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ 26 แห่ง ภาคกลาง 19 แห่ง ภาคใต้ 19 แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 แห่งภาคตะวันออก และ กทม. 5 แห่ง

ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า โครงการ“อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรีมีอาชีพ” เป็นการสร้างโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัยตลอดจนส่งเสริมสนับสนุน พัฒนาศักยภาพกำลังคนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งปลูกฝังค่านิยมด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่นักเรียนสายอาชีพ ที่มีฐานะยากจนขาดโอกาสทางการศึกษา ในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับการสนับสนุนทางด้านการศึกษา มีทักษะวิชาชีพ สามารถทำงานประกอบอาชีพได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณผู้เรียน สร้างทางเลือกสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีความสนใจในการเรียนต่อสายอาชีพเข้าสู่การศึกษาระดับอาชีวศึกษา 

“เด็กกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมโครงการ มี 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก เป็นเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาไปแล้วที่จบ ม.3 แล้วไม่ได้เรียนต่อ หรือที่ตกค้างมาหลายปี สามารถเข้ามาเรียนในโครงการนี้ได้ทั้งการศึกษานอกระบบและการศึกษาปกติ และกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่กำลังจะจบ ม.3 ซึ่งเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กกลุ่มนี้ตกหล่นจากระบบการศึกษา เนื่องจากวิเคราะห์แล้วพบว่ามีเด็กที่คาดว่าจะตกหล่นจากระบบการศึกษาด้วยสาเหตุหลักคือเรื่องของฐานะทางครอบครัวที่ยากจน และความไม่พร้อมในการศึกษา ถึงแม้จะมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเรียน ทั้งค่าอาหาร ค่าที่พักและค่าใช้จ่ายอื่นอีก แต่โครงการนี้จะมีทั้งหอพักให้อยู่ฟรี มีอาหารเลี้ยง 3 มื้อ และยังให้เด็กทำงานหารายได้ระหว่างเรียนอีกด้วย”นายสุเทพ กล่าว 

ตรวจเยี่ยมและรับฟังสภาพปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630790

ตรวจเยี่ยมและรับฟังสภาพปัญหา

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ตรวจเยี่ยมและรับฟังสภาพปัญหา ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย พร้อมมอบกำลังใจให้แก่บุคลากร ที่ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนปัตตานี โดยมี นายวิเชียร โชติช่วง ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนปัตตานี และคณะบุคลากร ร่วมต้อนรับ

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 17 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630799

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 17 ปี

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) จัดโครงการวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 17 ปี โดยมี รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ รักษาราชการแทนอธิการบดี พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ประกอบพิธีสักการะพระศรีศาสดา ศาลพระภูมิ เจ้าที่ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และองค์พระพุทธชินราช จากนั้นเป็นพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 17 ปี โดยมี พลเอกจรัล กุลละวณิชย์นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี

จากนั้นเป็นพิธีถวายราชสดุดีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทั้งนี้ ท่านนายกสภาฯ ได้มอบโล่ให้กับผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยอีกด้วยณ มทร.รัตนโกสินทร์

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’สร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ ประดิษฐานองค์ไต้ฮงกงหยกขาวใหญ่ที่สุดในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630908

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’สร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ ประดิษฐานองค์ไต้ฮงกงหยกขาวใหญ่ที่สุดในไทย

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.40 น.

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” องค์กรเอกชนสาธารณกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งมั่นบรรเทาทุกข์ และบำรุงสุขให้แก่เพื่อนมนุษย์ ทุกชนชาติ ทุกศาสนา ทุกเพศ ทุกวัย รวมพลังศรัทธาจัดสร้าง “ศาลเจ้าไต้ฮงกงแห่งใหม่” หรือ “ศาลเจ้าไต้ฮงกง (สาทร)”

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กล่าวถึงที่มาของการจัดสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกง (สาทร) ว่า “เนื่องจากพื้นที่ของศาลเจ้าแห่งปัจจุบันนั้นเป็นพื้นที่เช่า และข้อสำคัญคือมีพื้นที่ 297ตารางวาเศษเท่านั้น ไม่เพียงพอในการรองรับผู้มีจิตศรัทธาเวลามีงานเทศกาลทางศาสนา  ทางคณะกรรมการมูลนิธิฯ จึงมีมติอนุมัติให้จัดสร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ สำหรับประดิษฐานหลวงปู่ไต้ฮงแบบถาวร ประกอบกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมีที่ดินบนถนนเจริญราษฎร์ ตั้งอยู่ระหว่างถนน (สาทร) กับถนนพระราม 3 จำนวน 9 ไร่เศษ โดยบริเวณส่วนหน้าของพื้นที่ 3 ไร่เศษ เป็นที่ตั้งของสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ส่วนที่ดินอีก 6 ไร่เศษ ทางมูลนิธิฯ ได้จัดสรรจำนวน 4 ไร่ กับ 17 ตารางวา ซึ่งใหญ่กว่าเนื้อที่ปัจจุบันกว่า 5 เท่า นำมาจัดสร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ ซึ่งพื้นที่มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะประดิษฐานองค์หลวงปู่ไต้ฮงสลักจากหินหยกขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย น้ำหนักรวมฐานหนัก 70 ตัน

ทั้งนี้ มีชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีจิตกุศลท่านหนึ่งเป็นผู้บริจาคให้ รวมทั้งยังเอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมทางศาสนา และกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ อย่าง ประเพณีทิ้งกระจาด ซึ่งต้องใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมค่อนข้างมาก อีกทั้งยังเพียงพอต่อรองรับศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่ไต้ฮงที่เดินทางมาจากประเทศใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และ ไต้หวัน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี”

ขณะที่เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ทางมูลนิธิฯ จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ โดยมี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นประธานในพิธี ต่อจากนั้นในเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2564 ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกงแห่งใหม่ โดยจะใช้เวลาในการสร้างประมาณ 3 ปี “ศาลเจ้าไต้ฮงกง (สาทร)” นำเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมศาลเจ้าทางตอนใต้ของประเทศจีนมาออกแบบ ซึ่งเป็นงานศิลปะที่ต้องใช้ช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญจากประเทศจีน โดยเฉพาะงานแกะสลักและงานตกแต่งภายใน ใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท

สำหรับองค์ไต้ฮงกงหยกขาวขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่จะนำมาประดิษฐานภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง (สาทร) ที่มีน้ำหนัก 70 ตันนี้ มีความสูงรวมฐาน 4.20 หน้าตักกว้าง 2.60 เมตร  โดยหินหยกขาวที่นำมาแกะสลักเป็นชิ้นหยกขาวจากประเทศพม่า นำส่งไปให้ช่างฝีมือชาวจีนผู้ชำนาญการแกะสลักยังประเทศจีน

สำหรับบริเวณโดยรอบศาลเจ้าไต้ฮงกง (สาทร) ประกอบด้วย อาคารศาลเจ้า สำหรับการมาสักการบูชาหลวงปู่ไต้ฮง และอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งภายในมีหอประวัติของหลวงปู่ไต้ฮงให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาศึกษาและเรียนรู้ พร้อมกันนี้ ยังได้จัดสรรพื้นที่สำหรับจอดรถไว้ให้เพียงพอต่อความต้องการ สามารถจอดรถได้ประมาณ 100 คัน

“ศาลเจ้าไต้ฮงกง” นับเป็นศูนย์รวมที่พึ่งทางจิตใจของคนไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้การดูแลของ “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” โดยศาลเจ้าไต้ฮงกงแห่งแรก หรือ ศาลเจ้าไต้ฮงกง (พลับพลาไชย) ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2452 จากการที่ศิษยานุศิษย์ได้รวบรวมเงินและจัดซื้อที่ดินสร้างศาลาประดิษฐานถาวร ณ ถนนเจ้าคำรพ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

หากท่านใดต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกง (สาทร) สามารถติดตามรายละเอียดการบริจาคได้ที่ https://www.facebook.com/atpohtecktung/ หรือ https://www.pohtecktung.org/ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-225-0020 ต่อ 366

‘สศร.’เปิดยื่นรับทุนอุดหนุนพัฒนา และส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยปี’65รอบ2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630573

‘สศร.’เปิดยื่นรับทุนอุดหนุนพัฒนา  และส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยปี’65รอบ2

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กล่าวว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดโครงการเงินอุดหนุนการพัฒนาและส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินศิลปาธร ผู้ประกอบอาชีพศิลปะ และผู้ประสงค์จะสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย มูลนิธิ หรือ สมาคม และองค์กรเอกชน

ได้ยื่นเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณอุดหนุนในการดำเนินกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน และวงการศิลปะร่วมสมัย ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ โดยเปิดรับยื่นโครงการ 2 รอบ ในรอบที่ 1 ได้ปิดรับสมัครไปเมื่อเดือนพ.ย. 2564 พบว่า มีผู้ให้ความสนใจยื่นขอรับทุนสนับสนุนจำนวนมากกว่า 30 โครงการ และในรอบที่ 2 จะเปิดรับเอกสารตั้งแต่วันที่ 1-25 ก.พ. 2565 ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณากองทุน ได้กำหนด
หลักเกณฑ์ ลักษณะของโครงการ/กิจกรรม ที่จะได้รับการอุดหนุน

จะต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เป็นโครงการ 1.ส่งเสริมการสร้างสรรค์งานของศิลปินศิลปาธร อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและวงการ ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยหรือ 2.การสร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยให้แก่คนในชุมชน เพื่อสร้างคุณค่า ทางจิตใจหรือเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ให้แก่คนในชุมชน 3.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของศิลปิน บุคคลผู้มีความสามารถด้านศิลปะร่วมสมัย ได้สร้างสรรค์งานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเผยแพร่ต่อสาธารณชนในระดับประเทศหรือต่างประเทศ หรือ 4.การสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย เพื่อสาธารณประโยชน์ และเสริมสร้างคุณภาพชีวิต

นางเกษร กล่าวอีกว่า โครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก สศร. ทุกปี ล้วนส่งเสริมด้านองค์ความรู้ คุณค่าทางศิลปะแก่เด็กและเยาวชน รวมถึงประชาชนได้จริง สามารถสร้างประโยชน์ต่อสังคม ตลอดจนยกระดับศิลปินร่วมสมัยของประเทศไทยทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา จนถึงประชาชนทั่วไป มีการสร้างผลงาน โดยประยุกต์ใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยี ให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ โดยใช้อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ มาพัฒนาชุมชน สร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ อีกทั้งยังส่งผลให้วงการศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทยได้ขยายศักยภาพเทียบชั้นในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ผู้สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลรายละเอียด

คุณสมบัติผู้ขอรับทุนอุดหนุนและหลักเกณฑ์การพิจารณาเพิ่มเติมได้จาก ประกาศสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย http://www.ocac.go.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-2093752-53 สามารถส่งเอกสารทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมาได้ที่ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ชั้น 3 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม ถนนเทียมร่วมมิตร แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 (โดยถือเอาวันประทับตราเป็นสำคัญ) หลังจากคณะกรรมการได้พิจารณาเสร็จสิ้นจะประกาศผลการพิจารณาโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนให้ทราบทางเว็บไซต์ ww.cac.go.th

‘ชิงเก็บ-ลดเผา’ แก้ปัญหา‘ไฟป่า-ฝุ่นพิษ’ลำปาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630575

‘ชิงเก็บ-ลดเผา’  แก้ปัญหา‘ไฟป่า-ฝุ่นพิษ’ลำปาง

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“มกราคม-เมษายน” ในช่วงเดือนดังกล่าวสำหรับผู้คนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย “ไฟป่าและฝุ่นพิษ” ดูจะกลายเป็นเรื่องชาชินมานานกว่าทศวรรษ ซึ่งมีทั้งจากการเผาด้วยเหตุผลด้านการเกษตร การหาของป่ารวมถึงไฟป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยมีความพยายามแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ประจำปี 2565 ที่ จ.ลำปาง

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า โครงการ ชิงเก็บ ลดเผา ที่ดำเนินการในปี 2564 ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2563 โดยสามารถลดจุดความร้อนได้มากถึงร้อยละ 50 ส่วนในปี 2565 จะเป็นปีที่มีความท้าทายเนื่องจากมีการตั้งเป้าหมายเพื่อลดจุดความร้อนให้มากกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 20

ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีการทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ และที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน การประสานงานระหว่างภาครัฐกับประชาชน ซึ่งผู้นำชุมชนในพื้นที่จะมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงและทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ในการที่จะทำให้ปี 2565 จะสามารถลดปริมาณจุดความร้อนให้ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกคนในแต่ละพื้นที่ล้วนมีความยากลำบาก

“ความร่วมมือกันของชาวบ้านจะเป็นส่วนสำคัญในการทำตามเป้าหมาย ซึ่งจังหวัดที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษจะเป็นพื้นที่ที่มีการเผาซ้ำซาก โดยเฉพาะจังหวัดลำปาง ซึ่งขณะนี้ทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกำลังทดลองทำโครงการเพื่อฟื้นฟูสภาพป่า เพื่อให้ป่ามีความชุ่มชื้นมากขึ้นในบริเวณดอยพระบาท ถ้าโครงการสำเร็จจะทำให้โอกาสเกิดไฟป่าลดลง และยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ และนำไปต่อยอดไปอีกหลายพื้นที่ที่มีปัญหา”วราวุธ กล่าว

วราวุธ กล่าวต่อไปว่า ในปี 2565 ยังได้เตรียมความพร้อมในการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งมีพื้นที่รวม 42.09 ล้านไร่ ตามมาตรการที่ 1 คือ “การเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมไฟป่าเชิงพื้นที่” ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมไฟป่า ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนประกอบด้วย 1.การเตรียมการ เช่น จัดโครงสร้างหน่วยงาน จัดทำแผนปฏิบัติงาน กำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า จัดประชุมชี้แจงแนวทางปฏิบัติงาน และการประชาสัมพันธ์เชิงรุกทุกรูปแบบ

2.รับมือ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-15 พฤษภาคม แบ่งเป็น ช่วงก่อนเกิดวิกฤติในเดือนมกราคม ซึ่งได้ดำเนินจัดตั้งวอร์รูมกรมป่าไม้/ส่วนหน้า/สำนักฯ จัดตั้งชุดพิเศษควบคุมไฟป่า รายงานสถานการณ์ประจำวันจัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เข้าตรวจสอบและควบคุมไฟป่า และช่วงวิกฤตในเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม เน้นดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การบริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยการชิงเก็บอย่างต่อเนื่อง และแก้ไขไฟป่าและหมอกควันข้ามแดนผ่านกลไกอาเซียน

และ 3.ประเมินและสร้างความยั่งยืน เช่น วิเคราะห์พื้นที่ไฟไหม้ป่าออกประกาศกรมป่าไม้ เรื่องห้ามเข้าบุกรุกยืดถือครอบครองพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ การตรวจสอบไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ การจัดทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ และสรุปผลการดำเนินงานและถอดบทเรียนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า การปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคเหนือ ในปี พ.ศ.2565 ได้มอบหมายให้กรมป่าไม้ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการป้องกันไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ โดยจัดเตรียมกำลังพล ประกอบด้วย นปพ. (พิทักษ์ป่า) 520 คน และเหยี่ยวไฟ 135 คน เพื่อประจำจุดต่างๆ ตามแผนที่กำหนด

“โครงการ ชิงเก็บ ลดเผา ที่ให้กรมป่าไม้ดำเนินการในปี 2565 มีเป้าหมายชิงเก็บ 1,500 ตัน และชิงเผา155,000 ไร่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการตามโครงการปลูกป่า เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน และป้องกันไฟป่า ของกรมป่าไม้ในปี 2565 ในพื้นที่รับผิดชอบ 10 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อป้องกันกันไฟป่าลุกลามเข้าโครงการ และเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบจิตอาสา” ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุ

ด้านเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่าง ศิริรัตน์ พัฒนาสุพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่า จ.ลำปางเล่าว่า การทำแนวกันไฟป่า จะทำให้สามารถป้องกันการเกิดไฟป่าได้เป็นอย่างดี ซึ่งบริเวณพื้นที่ดอยพระบาทได้ทำแนวกันไฟกว้างประมาณ 8 เมตร ความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อป้องกันไฟป่าในเขตป่าชุมชนบริเวณดอยพระบาท ซึ่งบริเวณดอยพระบาทมีบริเวณของจุดความร้อนค่อนข้างมาก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม

หลังจากที่มีการทำแนวกันไฟพบว่า จุดความร้อนในพื้นที่ค่อนข้างลดลงอย่างชัดเจน อีกทั้งได้เครือข่ายชุมชนเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ทางกรมป่าไม้ได้มอบเงินอุดหนุนให้กับเครือข่ายชุมชน เครือข่ายละ 30,000 บาท เพื่อดำเนินงานกิจกรรมป้องกันควบคุมไฟป่า ออกล่าตระเวน และการเก็บใบไม้ในพื้นที่ ซึ่งการนำชาวบ้านในพื้นที่มามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมป้องกันและควบคุมไฟป่า จะช่วยงานของภาครัฐค่อนข้างมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมีค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับป่าที่ต้องดูแล

“ถ้าได้ชาวบ้านมาช่วยเหลือจะสามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม ในส่วนของการเก็บเศษใบไม้เพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิง ได้มีการประสานงานเพื่อนำก้อนใบไม้ที่แปรรูปไปขายให้กับ SCG ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ นอกจากนี้ยังทำเป็นก้อนเชื้อเพลิง และยังมีการแปรรูปเป็นภาชนะได้อีกด้วย” ศิริรัตน์ กล่าว

แพทย์ห่วงปลด‘กัญชา’พ้นยาเสพติดส่งผลกระทบสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630574

แพทย์ห่วงปลด‘กัญชา’พ้นยาเสพติดส่งผลกระทบสังคม

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นพ.บัณฑิต ศรไพศาล นักวิจัยในโครงการวิจัยสังเคราะห์ และทบทวนเพื่อพัฒนามาตรการนำสารสกัดกัญชาใช้ทางการแพทย์สำหรับประเทศไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวถึงข้อเสนอให้ปลดกัญชา-กัญชง ออกจากรายชื่อยาเสพติดให้โทษ ว่า การตัดกัญชาออกจาก รายชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง อย่างยิ่ง ด้วยเหตุผล 5 ประการ คือ

1.การอ้างเหตุผลว่าไม่มีคำว่ากัญชาในประมวลกฎหมายยาเสพติด กัญชาจึงไม่ใช่ยาเสพติดแล้วจะให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดตัดชื่อกัญชาออกจากรายชื่อยาเสพติดให้โทษ เป็นการตรรกะที่ไม่ถูกต้อง การที่ตัวประมวลกฎหมายยาเสพติดระบุตัวอย่างสารเสพติดในประเภทนั้นๆ ได้เพียงบางชนิด เพราะจำนวน สารเสพติดมีมากมาย เช่น ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 มีถึง 75 ชนิด

แต่ประมวลกฎหมาย ยาเสพติดได้ระบุเพียง เฮโรอีน เพียงตัวอย่างเดียวในตัวกฎหมาย หากใช้ตรรกะเดียวกันว่า ถ้าไม่ได้ระบุคำ ว่ากัญชาในประมวลกฎหมายยาเสพติดแสดงว่า กัญชาไม่เป็นยาเสพติด จะหมายถึงว่าขณะนี้ ยาบ้า (Methamphetamine) หรือ เฟนทานิล (Fentanyl) ซึ่งไม่ได้ระบุในประมวลกฎหมายยาเสพติดเช่นกัน ก็ไม่ใช่ยาเสพติดในประเทศไทยแล้วกระนั้นหรือ

2.กัญชายังเป็นยาเสพติด และเป็นประตูสู่การเสพติดอื่นที่ร้ายแรงกว่า กัญชาก่อให้เกิดการเสพติดและการเจ็บป่วยจากการ
เสพติดที่ชัดเจน แม้จะมีสารบางส่วนของกัญชาที่มีประโยชน์ทางการแพทย์การสนับสนุน ให้ใช้ประโยชน์จากกัญชาในทางการแพทย์ โดยยังกำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดเป็นทางออกสายกลาง ที่ดีที่สุดในระหว่างสองทางเลือกสุดโต่ง คือ การกำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดโดยไม่ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เลย หรือการกำหนดให้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดเลย

3.กระทรวงสาธารณสุขต้องการกำหนดให้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด หรือ ช่อดอกกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด แต่กำหนดให้สารสกัดกัญชาเท่านั้นที่เป็นยาเสพติดโดยยกเว้นสารสกัดกัญชาที่มี THC น้อยกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักเท่านั้นที่ไม่เป็นยาเสพติด เป็นตรรกะที่ผิดและการควบคุมกระทำได้ยากในทางปฏิบัติ เช่น หากเยาวชนนำช่อดอกซึ่งระบุว่าไม่ใช่ยาเสพติดไปสูบจะถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะช่อดอกกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด

หากกระทรวงสาธารณสุขต้องการให้สารสกัดกัญชาที่มี THC น้อยกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักไม่เป็นยาเสพติด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ได้นั้นยังคงสามารกำหนดให้กัญชาเป็นสารเสพติดได้ แต่ยกเว้นสารสกัดกัญชาที่มี THC น้อยกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักไม่เป็นยาเสพติดได้ทำเพียงแค่นี้ ประชาชนก็จะเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ได้มากแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องปลดกัญชาออกจากการเป็นสารเสพติด

4.การกำหนดให้สารสกัดกัญชาที่มี THC มากกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักเป็นยาเสพติด จะมีความยากมากในทางปฏิบัติที่จะควบคุม เพราะเป็นการยากที่จะตรวจสอบว่า ยาหรืออาหารหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มี อยู่ในท้องตลาดหรือตามบ้าน จะมีระดับ THC ไม่เกินปริมาณดังกล่าว หากเยาวชนนำช่อดอกไปต้มดื่มใครจะ ทราบว่ามีปริมาณ THC เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักหรือไม่ หากร้านอาหารผสมช่อดอกในอาหารให้ รับประทาน ใครจะไปตามตรวจสอบอาหารทุกจานว่ามีปริมาณเกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักหรือไม่

5.กัญชาก่อให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเยาวชน และก่อให้เกิดผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมวงกว้าง ดังที่เห็นเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น “หลอน!! ลูกพี้กัญชาจนผวาเกรงคนมาฆ่า แทงพ่อแม่เจ็บ” “สลด! พ่อบังคับลูกวัย 13 ให้คนข่มขืนแลกกัญชา” “พ่อทาสกัญชาประสาทหลอน ฆ่าลูก ในไส้ 1 ขวบ” เป็นต้น หากในอนาคตประชาชนเสพใช้กัญชา โดยเข้าใจว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด สังคมไทยจะหายนะขนาดไหน

“ทางออกสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันจากเหตุผล5 ประการในข้างต้น ที่ประจักษ์ชัดว่าต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ทั้งผลประโยชน์ด้านบวกที่ต้องการ เช่น ประโยชน์ทางการแพทย์ ทางเศรษฐกิจ และความนิยมทางการเมือง และผลกระทบด้านลบที่จะตามมา เช่น การเสพติดและผลกระทบต่อเยาวชน ครอบครัวและสังคม ตลอดจนต้องมองในมิติของการควบคุมในทางปฏิบัติด้วย เช่น จะควบคุมการใช้ผิด วัตถุประสงค์ได้อย่างไร จึงควรชะลอการกำหนดว่าจะตัดคำว่ากัญชาออกจากรายชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไว้ก่อน

โดยจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฝ่ายการแพทย์และจิตแพทย์ ฝ่ายครอบครัวของเด็กและเยาวชน ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายศาสนา ฝ่ายตำรวจและกระบวนการยุติธรรมต่างๆ และอื่นๆ ก่อนที่จะตัดสินใจในนโยบายซึ่งจะชี้อนาคตระยะยาวของประเทศไทย ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้ต้องเร่งรัดกระบวนการตัดสินใจนี้” นพ.บัณฑิต กล่าว

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการพิจารณา ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ทางคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เสนอให้ถอดกัญชาและกัญชงออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 นั้น กรรมการส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่างที่คณะอนุกรรมการควบคุมยาเสพติดเสนอมา โดยจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในวันที่ 25 ม.ค. 2565