วช.จับมือนักวิจัย พัฒนา ‘น้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติก’ ต่อยอด SMEs เขาค้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627773

วช.จับมือนักวิจัย พัฒนา 'น้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติก' ต่อยอด SMEs เขาค้อ

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.05 น.

วช. ลงพื้นที่ สนับสนุนงานวิจัย มหาวิทยาลัยนเรศวร เสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการ SMEs เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พัฒนา “น้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติก” เพื่อสุขภาพ ต่อยอดเชิงพาณิชย์

วันที่ 10 มกราคม 2565 ที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักประสานงานชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House ลงพื้นที่ สนับสนุนผลงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผลักดันผลงานวิจัย ภายใต้โครงการการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง (ระยะที่ ๓) โดยความร่วมมือของ วช. , สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  รวมทั้งผู้ประกอบการ SMEs บริษัท อุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ จำกัด ร่วมสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรม เกิดเป็นผลิตภัณฑ์น้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติกสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ตื่นตัวใส่ใจสุขภาพ โดยมีคุณประโยชน์ และรสชาติที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์เดิม ๆ ในท้องตลาด

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีพันธกิจสำคัญในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักของประเทศ และมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดย“งานวิจัยและนวัตกรรม”จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการให้เกิดประโยชน์สูงสุด วช.จึงได้ร่วมกับ สวทช. , สกสว. และ SMEs ในพื้นที่ ภายใต้โครงการการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำเอาผลสำเร็จของงานวิจัยและนวัตกรรม ที่วช.มีอยู่ ไปส่งเสริม เพิ่มความรู้ความสามารถให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเรื่องการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากผลิตผลทางการเกษตร ให้ปลอดภัยต่อการบริโภค ได้คุณภาพและมาตรฐานยิ่งขึ้น อันส่งผลต่อการสร้างงานและรายได้ให้กับคนในชุมชนต่อไป 

ขณะที่ ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักประสานงานชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House วช. กล่าวว่า วช.รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่งานวิจัยภายใต้ความร่วมมือของ 3 หน่วยงานภาคประชาคมวิจัย และมหาวิทยาลัยวิจัย คือ มหาวิทยาลัยนเรศวร สามารถส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการเกษตรในพื้นที่เขาค้อได้รับการยกระดับด้วยวิจัยและนวัตกรรม อันส่งผลพวงที่ดีต่อเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภค การลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เผยแพร่ผลงานดังกล่าวสู่สาธารณชนในวงกว้าง

ด้าน ผศ.ดร.นรภัทร หวันเหล็ม อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร หัวหน้าโครงการ “การผลิตน้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติกบรรจุกระป๋อง” เปิดเผยว่า นักวิจัย และบริษัท อุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ จำกัด ได้ร่วมกันพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติกบรรจุกระป๋องให้มีคุณค่าทางสุขภาพมากกว่าเดิม ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่รักสุขภาพ โดยเสริมพรีไบโอติก คือ ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ และอินูลิน ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้เองเข้าไปเสริมกับโพรไบโอติกในลำไส้ ให้ช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหารให้ดีขึ้น ป้องกันจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในลำไส้ อาทิ มะเร็งลำไส้ อีกทั้งน้ำตาลในน้ำเสาวรส สามารถช่วยเรื่องการดูดซึมน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วย เหมาะสมกับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ซึ่งขณะนี้ อยู่ในช่วงตรวจสอบ Commercial Product คาดว่าจะพร้อมออกจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้พัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพชนิดอื่น ๆ รวมกับ บจก.อุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ โดยรับเอาผลิตผลทางการเกษตรของ อ.เขาค้อ มาแปรรูปให้มีคุณค่าทางอาหารมากยิ่งขึ้น อาทิ ไอศกรีมมัลเบอร์รี่ไขมันต่ำเสริมโพรไบโอติก ไอศกรีมแป้งข้าวหมากเสริมซินไบโอติกจากข้าวเหนียวลืมผัว ไอศกรีมเสารสไขมันต่ำเสริมซินไบโอติก อันเป็นการใช้ต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงขึ้น  

โดยในวันต่อไป วช.จะลงพื้นที่ ณ บริษัท สุธัมบดี จำกัด เพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากขิง ซึ่งเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของ อ.เขาค้อ ให้เกิดมูลค่า และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้บริโภคและเกษตรกรต่อไป
 

‘ตรีนุช’ให้สิทธิพื้นที่เปิด-ปิดโรงเรียน ล่าสุดเปิด On-site เกินครึ่งแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627716

'ตรีนุช'ให้สิทธิพื้นที่เปิด-ปิดโรงเรียน ล่าสุดเปิด On-site เกินครึ่งแล้ว

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.14 น.

วันที่ 10 มกราคม 2565 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จัดเสวนา “โอมิครอน ร้ายจริงหรือ? ถึงต้องปิดโรงเรียน” โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย , รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อเด็กแห่งประเทศไทย , นพ.ทรงเกียรติ อุดมพรวัฒนะ Admin Facebook จากเพจดัง “Infectious ง่ายนิดเดียว” , ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเสวนา

โดยนางสาวตรีนุช กล่าวชี้แจงผ่านระบบ Zoom Meeting ถึงนโยบายความปลอดภัย ในสถานศึกษา การปรับการจัดการเรียนรู้ทุกรูปแบบ (5 on) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และการเตรียมความพร้อมที่จะเปิด On Site ของทุกโรงเรียน อย่างปลอดภัย โดยความร่วมมือของ ศธ.กับ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 หรือ โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน เป็นความท้าทายของคนทั้งโลกตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และขณะนี้มีการแพร่ระบาดของ “โอมิครอน (Omicron) 

ซึ่งศธ. ได้เปิดโอกาสให้แต่ละสถานศึกษาสามารถเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการที่เหมาะสมกับบริบทของการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่ สำหรับสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนในแบบ On-Site ทุกแห่ง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และ 7 มาตรการเข้มงวด

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชน จึงเร่งรัดการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครูเป็นลำดับต้นๆ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 และฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กอายุ 12-18 ปี ซึ่งข้อมูลการวัคซีนโควิด-19 และการเปิดเรียนแบบ On-Site ของ ศธ. ณ วันที่ 9 มกราคม 2565 มีดังนี้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ประสงค์รับวัคซีน 982,427 คน ได้รับวัคซีนเข็ม 1 แล้ว 99.99% เข็ม 2 แล้ว 78.11% ส่วนนักเรียนผู้ประสงค์รับวัคซีน 4,320,130 คน ได้รับวัคซีนเข็ม 1 แล้ว 94.76% เข็ม 2 แล้ว 69.52% และขณะนี้รัฐบาลก็ได้ส่งเสริมให้มีการฉีดวัคซีนโควิด -19 เข็ม 3 กันแล้ว

“ที่ผ่านมาการปิดประเทศ lock down นำมาสู่การปิดโรงเรียน ทำให้เด็กสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ ศธ.จึงต้องจัดรูปแบบการศึกษาที่หลากหลาย แต่ที่สุดแล้ว ศธ.ก็พบว่า รูปแบบการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก คือ การมาโรงเรียน ดังนั้น การปิดโรงเรียนจึงไม่ใช่มาตรการหลักของเรา ขณะนี้มีสถานศึกษาในสังกัด ศธ.เปิด On-Site 18,672 แห่ง จากทั้งหมด 35,172 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 53.09 และจากการที่ดิฉันได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่งทั่วทุกภูมิภาค สิ่งหนึ่งที่พบคือ สถานศึกษาได้มีการปรับตัวและกวดขันในเรื่องมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเป็นอย่างดี แต่ก็แน่นอนว่ายังมีอีกหลายแห่งที่ยังไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ ซึ่งดิฉันก็ได้ติดตาม และได้สั่งการให้ผู้บริหารในพื้นที่ดูแลสถานศึกษาอย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีการแพร่ระบาดของโอมิครอน จึงเป็นอีกวาระสำคัญที่ ศธ. และ สธ.ได้ร่วมมือกัน สร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวโน้มความรุนแรงของการแพร่ระบาดและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโอมิครอนในสถานศึกษา เพื่อให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และพร้อมจะเปิด On-Stie ของทุกโรงเรียนอย่างปลอดภัย“ นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้าน นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้อัตราการติดเชื้อในเด็กเพิ่มขึ้นจากเดิมทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเอง แต่อัตราความรุนแรงการเสียชีวิตยังเท่าเดิม ซึ่งในช่วง 7 วันที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตเพียง 13-14 คน คนที่เสียชีวิตเป็นกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัค ส่วนเด็กยังไม่พบว่ามีการเสียชีวิตจากโอมิครอน

นพ.สราวุฒิ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่มีพบเด็กที่อายุ 5-11 ปี เด็กจะติดเชื้อได้เร็วคล้ายผู้ใหญ่ ส่วนความรุนแรงจะพบในเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กโรคอ้วน เด็กที่มีโรคประจำตัว ดังนั้น ในเด็กที่อายุ 5-11 ปี ทางกระทรวงสาธารณสุขกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กที่ผู้ปกครองยินยอมได้รับวัคซีนไฟเซอร์ คาดว่าวัคซีนเข้ามาภายในปลายเดือน ม.ค.-ต้นเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาฯ ได้ตรียมความพร้อมในการสำรวจผู้ปกครองที่ยินยอมให้เด็กได้ฉีดวัคซีนไว้แล้ว และเชื่อว่าตัวเลขเด็กที่ยินยอมฉีดวัคซีนจะมีเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีภูมิคุ้มกัน และลดความรุนแรงลงหากติดเชื้อ และหากเปิดเรียนออนไซต์ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการที่วางไว้เพื่อความปลอดภัย

“จากการหารือระหว่างทีมวิชาการของกระทรวงสาธารณสุข กับทีมบริหารของ ศธ. และภาคี เห็นควรให้เปิดเรียนแบบออนไซต์ เพราะสถานศึกษา และโรงเรียนเป็นสถานที่สุดท้ายที่ควรจะปิดถ้าเกิดการระบาดของโรค หากสถานที่อื่นๆยังเปิดได้อยู่ เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ที่สามารถทำตามสมาตรการได้ดีกว่าสถานที่เสี่ยงอื่นๆ และแน่นอนการเปิดเรียนแบบอนนไซต์ ผู้ปกครองต้องมีความกังวลอย่างแน่นอน แต่ผมคิดว่าเราต้องรู้เท่าทัน ซึ่งตอนนี้เรามีโอมิครอน เดี๋ยวต่อไปก็จะมีโรคอื่นอีก ที่สำคัญเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและสามารถป้องกันตนเองได้อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญบอกทุกคนอาจจะต้องติดเชื้อ แต่ถ้าเราฉีดวัคซีนแล้วก็เท่ากับเรามีเสื้อเกาะป้องกัน และต้องใส่แมท ล้างมือ เว้นระยะห่าง ความรุนแรงก็จะลดลงได้ เราก็จะอยู่กับมันได้ง่ายขึ้น”

ส่วน รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อฯ กล่าวว่า คนที่ฉีดวัคซีนแล้วโอกาสที่จะติดก็ไม่แตกต่างกับคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนมากนัก แต่คนที่ฉีดแล้วจะป้องกันโรคที่มีความรุนแรงได้ เพราะฉะนั้น การเปิดเรียนออนไซต์ ต้องชั่งน้ำหนักว่าผลดีกับผลเสียมีอะไรบ้าง เมื่อช่างน้ำหนักแล้ว จะเห็นว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้วเหมือนมีเสื้อเกาะถึงติดเชื้ออาการก็จะไม่รุนแรง ส่วนคนที่ยังไม่ตัดสินใจฉีดก็จะมีความเสี่ยง ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปีที่กำลังจะได้รับการฉีดวัคซีนก็จะเป็นแนวทางที่ดีที่จะป้องกันตนเอง ได้ ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี นั้นยังลำบาก ทางการแพทย์จะต้องทำการวิจัยต่อไป

“ขณะนี้พบว่าเด็กติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนมากขึ้น เพราะเด็กยังไม่ได้รับวัคซีน ถือว่ายังไม่มีเสื้อเกาะ และโดยธรรมชาติเด็กจะติดเชื้อได้ง่าย เช่น เด็กติดไข้หวัดได้ง่าย แต่หากติดแล้วจะทำให้เด็กมีภูมิไปตลอดชีวิต ผิดกับผู้สูงอายุหากติดไข้หวัดอาจจะรุนแรงถึงตายได้ ก็หวังว่าเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนจะกลายเป็นไข้หวัดต่าง ๆที่เราเคยมี ซึ่งจากข้อมูลโอมิครอนแพร่ระบาดเร็วมาก ขณะนี้ติดเชื้อหลายสิบล้านคนแล้วทั่วโลกแต่จำนวนผู้เสียชีวิตไม่เพิ่มขึ้น
ส่วนนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ. กล่าวว่า มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ร่วมกันสำรวจข้อมูลเด็กอายุ 5-11 ปี และทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองให้ความยินยอมฉีดวัคซีนแก่เด็ก โดยภาพรวมทั้งประเทศมีเด็กอายุ 5-11 ปี จำนวน 5.2 ล้านคน เบื้องต้นได้รับรายงานมา 33 จังหวัดแล้ว โดยผู้ปกครองให้ความยินยอมให้เด็กฉีดวัคซีนประมาณ 71% แต่เชื่อว่าจะมีผู้ปกครองให้ความยินยอมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ศธ.จะเร่งทำความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองเข้าใจและให้ความยินยอมมากขึ้น
“ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าปลัดกระทรวง ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยท่านนายกฯ มีความเป็นห่วงเรื่องการเรียนการสอนออนไลน์ จึงเน้นย้ำให้ ศธ.จัดการเรียนการสอนให้ดีที่สุดและมีคุณภาพด้วย นอกจากนี้นายกฯมีความเป็นห่วงโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ และเครื่องมือต่าง ๆสำหรับการศึกษา ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล เร่งให้ความช่วยเหลือ” นายสุภัทร กล่าว
ขณะที่ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการกพฐ. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเรื่องการเรียนออนไลน์ นักเรียนอาจจะไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เพียงพอ จึงกำชับให้ ศธ.ไปเติมความพร้อมในการเรียนออนไลน์ให้กับเด็ก นอกจากนี้การเรียนออนไลน์ เด็กขาดการปฏิสัมพันธ์ ดังนั้นควรจะเรียนหน้าจอให้น้อยลงและให้ฝึกปฏิบัติมากขึ้น ส่วนการจัดการเรียนการสอน ออนไซต์ นั้น ขณะนี้พบว่ามีหลายจังหวัดที่เปิดให้สถานศึกษาจัดการสอนรูปแบบออนไซต์ทั้งจังหวัด และมีบางจังหวัดที่อนุญาตให้โรงเรียนสอนออนไซต์เป็นบางแห่ง หรือบางจังหวัดไม่อนุญาตให้โรงเรียนจัดการเรียนรูปแบบออนไซต์เลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การแพร่ระบาดไม่ได้แพร่ระจายไปทุกพื้นที่ เพราะมีบางจังหวัดมีการระบาดอยู่ที่อำเภอ หรือตำบล เท่านั้น แต่พื้นที่อื่นๆไม่มีการระบาดเลย จึงควรให้สถานศึกษาเปิดเรียนออนไซต์ในพื้นที่หม่มีการแพร่ระบาดได้
“การพิจารณาเปิดเรียนไม่ควรพิจารณาภาพรวมทั้งจังหวัด แต่ถ้าจังหวัดเอาตำบล และ ตำบลเป็นฐานในการพิจารณา ก็อาจจะพิจารณาเปิดเรียนออนไซต์ในบางพื้นที่ได้ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสได้เรียน ทั้งนี้ ผมได้มอบหมายให้ ศธจ. และผู้อำนวยการ สพท. หารือร่วมกันพิจารณาเป็นรายพื้นที่ ก่อนนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.) พิจารณาดำเนินการร่วมกันต่อไป” นายอัมพร กล่าว

เช็กบิล‘แก๊งตกเบ็ด’!อ้างบิ๊กศธ.ช่วยสอบผ่านผู้บริหารอาชีวะ แฉคนใน-นอกราชการร่วมทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627672

เช็กบิล‘แก๊งตกเบ็ด’!อ้างบิ๊กศธ.ช่วยสอบผ่านผู้บริหารอาชีวะ แฉคนใน-นอกราชการร่วมทุจริต

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.57 น.

เช็กบิล‘แก๊งตกเบ็ด’!อ้างบิ๊กศธ.ช่วยสอบผ่านผู้บริหารอาชีวะ แฉคนใน-นอกราชการร่วมทุจริต

10 มกราคม 2565 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้อำนวยการสถานศึกษา และได้แจ้งผู้ใดที่พบเบาะแสการทุจริต หรือส่อไปในทางไม่สุจริต หรือดำเนินการผิดพลาดอันอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งมาได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษานั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สอศ.เข้มสกัด‘แก๊งตกเบ็ด’ แอบอ้างช่วยสอบผ่านผู้บริหารอาชีวะ ฮึ่มฟันวินัย-อาญา) ซึ่งขณะนี้มีบุคคลหวังดีได้แจ้งมาว่ามีกลุ่มคนอ้างว่าสามารถวิ่งเต้น เพื่อให้เป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ โดยอ้างอิงถึงผู้บริหารระดับนโยบายระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ

“สอศ.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว พบว่า มีมูลความจริง จึงได้ดำเนินการตามมาตรการ 1. แจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ดุสิต เพื่อเอาผิดอาญา 2. ตั้งคณะกรรมการดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องที่เป็นข้าราชการ เบื้องต้นพบว่ามีบุคคลทั้งในราชการ และนอกราชการ ร่วมขบวนการ” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

เลขาธิการกอศ. กล่าวอีกว่า สอศ. จะทำหนังสือแจ้งเวียนให้กับสถานศึกษาเพื่อแจ้งข่าวให้กับบุคลากรในสังกัด ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแก๊งตกเบ็ด และหากมีผู้ใดพบเบาะแสการกระทำดังกล่าวอีก สามารถแจ้งมาที่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุดต่อไป

เช็คด่วน!! สพฐ.ประกาศปฏิทินรับนักเรียน ปี’65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627583

เช็คด่วน!! สพฐ.ประกาศปฏิทินรับนักเรียน ปี'65

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 13.32 น.

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ที่มี นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธาน กพฐ.เป็นประธานการประชุมเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ.และปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2565 โดยนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน มีหลักการ ดังนี้ 1.การมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงาน องค์กร และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการรับนักเรียน เพื่อให้กระบวนการรับนักเรียนมีความเป็นธรรม เสมอภาค โปร่งใส และตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล 2.สร้างโอกาสที่เป็นธรรม เพื่อให้เด็กทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณ สอดคล้องกับศักยภาพ 3.การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีกระบวนการทำงานที่รวดเร็ว 4.สื่อสารอย่างมีประสิทธิผล มีการประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย สร้างการรับรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความเชื่อมั่น

“การดำเนินการรับนักเรียนจะจัดทำรูปแบบเดิม เหมือนการรับนักเรียนปีการศึกษา 2564 แม้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ก็ตาม เพราะ สพฐ. อยู่ระหว่างผลักดันให้สถานศึกษาเปิดเรียนรูปแบบออนไซต์อยู่แล้ว ดังนั้น การรับนักเรียนจึงไม่เป็นปัญหา เพราะการดำเนินการรับสมัครนักเรียนไม่ได้มาพร้อมกันอยู่แล้ว จึงไม่มีความเป็นห่วง อีกทั้งโรงเรียนมีประสบการณ์เมื่อปีที่ผ่านมาแล้ว เชื่อว่าโรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้ ส่วนความกังวลเรื่องนการรับแป๊ะเจี๊ยะนั้น จากที่ สพฐ.ดำเนินการจัดทำคู่มือการรับนักเรียนร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่พบปัญหา ทุกโรงเรียนปฏิบัติตามแนวทางที่ให้ไว้ได้ดี ผมจึงไม่ห่วงเรื่องนี้มากนัก” นายอัมพร กล่าว

สำหรับปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2565 มีดังนี้

ก่อนประถมศึกษา รับสมัคร 12 – 15 กุมภาพันธ์ เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) 12 – 15 กุมภาพันธ์ จับฉลากและประกาศผล 19 กุมภาพันธ์ รายงานตัว 19 กุมภาพันธ์ มอบตัว 26 กุมภาพันธ์ ประถมศึกษาปีที่ 1 รับสมัคร 23 – 27 กุมภาพันธ์ เงื่แนไขพิเศษ (ถ้ามี) 23 – 27 กุมภาพันธ์ จับฉลาก 4 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 5 มีนาคม มอบตัว 12 มีนาคม

มัธยมศึกษาปีที่ 1 สอบคัดเลือก (ถ้ามี) รับสมัคร 9 – 13 มีนาคม สอบคัดเลือก 26 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 30 มีนาคม มอบตัว 2 เมษายน ความสามารถพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 9 – 10 มีนาคม สอบคัดเลือก 22 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 23 มีนาคม มอบตัว 2 เมษายน เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 9 – 13 มีนาคม สอบคัดเลือก 26 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 30 มีนาคม  มอบตัว 2 เมษายน จับฉลาก (ถ้ามี) รับสมัคร 9 – 13 มีนาคม จับฉลาก 1 เมษายน ประกาศผลและรายงานตัว 1 เมษายน มอบตัว 2 เมษายน

มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เปิดสอน ม.ต้น และ ม.ปลาย นักเรียนที่จบ ม.3 เดิม รับสมัคร ประกาศผล รายงานตัว และมอบตัว ให้เป็นไปตามที่โรงเรียนกำหนด ส่วนนักเรียนที่จบม.3 จากโรงเรียนเดิม และโรงเรียนอื่น รับสมัคร 9 – 13 มีนาคม สอบคัดเลือก 27 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 31 มีนาคม มอบตัว 3 เมษายน ความสามารถพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 9 – 10 มีนาคม สอบคัดเลือก 23 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 24 มีนาคม มอบตัว 3 เมษายน เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 9 – 13 มีนาคม สอบคัดเลือก 27 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 31 มีนาคม มอบตัว 3 เมษายน จับฉลาก (ถ้ามี) รับสมัคร 9 – 13 มีนาคม จับฉลาก 1 เมษายน ประกาศผลและรายงานตัว 1 เมษายน มอบตัว 2 เมษายน

มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เปิดสอนเฉพาะ ม.ปลาย (ยกเว้นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา) รับสมัคร 9 – 13 มีนาคม สอบคัดเลือก 27 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 31 มีนาคม มอบตัว 3 เมษายน ความสามารถพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 9 – 10 มีนาคม สอบคัดเลือก 23 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 24 มีนาคม มอบตัว 3 เมษายน เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 9 – 13 มีนาคม สอบคัดเลือก 27 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 31 มีนาคม มอบตัว 3 เมษายน

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภูมิภาค รับสมัคร 19 – 23 กุภาพันธ์ สอบคัดเลือกวันที่ 5 มีนาคม ประกาศผล 12 มีนาคม รายงานตัว 15 มีนาคม มอบตัว 21 มีนาคม

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : http://plan.bopp-obec.info/2021/12/24/5599/

‘คุณหญิงกัลยา’พร้อมคณะลงพื้นที่มหาสารคาม เปิดโครงการเยี่ยมชมวิถีเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627556

'คุณหญิงกัลยา'พร้อมคณะลงพื้นที่มหาสารคาม เปิดโครงการเยี่ยมชมวิถีเกษตร

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 11.40 น.

“คุณหญิงกัลยา”พร้อมคณะลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เปิดโครงการเยี่ยมชมวิถีเกษตร นำร่องวิทยาลัยเกษตรฯ มหาสารคาม สร้างต้นแบบแหล่งผลิตผู้ประกอบการด้านการเกษตรรุ่นใหม่ ที่ทันสมัย ทันโลก ก่อนขยายไปทุกวิทยาลัยเกษตรฯ ทั่วประเทศ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพณิช) และนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เปิดโครงการเยี่ยมชมวิถีเกษตร พร้อมติดตามการดำเนินงานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และหลักสูตรชลกร ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 9 – 10 มกราคม 2565

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายที่จะยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ สร้างโอกาส และผลิตผู้ประกอบการด้านการเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงเชิงพาณิชย์ โดยการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการเกษตรและแต่ละพื้นที่ ผนวกกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะและสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริง โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคามจะเป็นต้นแบบนำร่องในการเป็นแหล่งสร้างผู้ประกอบการด้านการเกษตรรุ่นใหม่ ทันสมัย ทันโลก

“วิทยาลัยเกษตรฯ จะเป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านการเกษตรรูปแบบใหม่ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในวิทยาลัยฯ มาผนวกกับการท่องเที่ยวเกษตรผสมผสานด้วยระบบการบริหารจัดการที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคลากร นักเรียน นักศึกษา เป็นการต่อยอดนำวิถีเกษตรของวิทยาลัยฯ ไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างการเรียนรู้วิถีเกษตรและสร้างรายได้ ให้กับนักศึกษาในวิทยาลัย เป็นการต่อยอดอาชีพในอนาคต เรามีเป้าหมายที่จะยกระดับผู้เรียนอาชีวศึกษาเกษตรให้มีอาชีพที่มั่นคง สร้างผู้ผลิต สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

นายปรัชญา ตะภา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม กล่าวว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม พร้อมรับนโยบายดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการส่งเสริมให้นักศึกษาอาชีวะเกษตรได้รับการพัฒนาศักยภาพ คุณภาพ และยกระดับให้เป็นอาชีพที่มั่นคงสู่การเป็นต้นแบบของเกษตรกรยุคใหม่ ตลอดจนพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรแก่ชุมชน

สำหรับโครงการเยี่ยมชมวิถีเกษตรที่จัดขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นการเยี่ยมชมวิถีชีวิตเกษตรชุมชน  และเกษตรสมัยใหม่ชีววิถี ซึ่งเป็นผลงานของนักศึกษาปัจจุบันของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม รวมไปถึงติดตามโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และการจัดการหลักสูตรชลกร โดยปัจจุบันการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำจะเน้นในการให้ชุมชนมีส่วนร่วม และสร้างชลกรในวิทยาลัย ผ่านหลักสูตรชลกร ซึ่งปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 1 ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากดร.คุณหญิงกัลยาให้เรียนฟรีทุกคน จนจบหลักสูตร

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรชลกรแล้ว วิทยาลัยยังได้ดำเนินการจัดการฝึกอบรมให้แก่ประชาชนและชุมชนใกล้เคียง ในโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยระบบบ่อปิด และบ่อเปิด ในหลักสูตรระยะสั้นซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่จำนวนมาก

‘ตรีนุช’มอนิเตอร์สถานการณ์โควิด-19 ห่วง’โอมิครอน’ระบาดในเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627509

'ตรีนุช'มอนิเตอร์สถานการณ์โควิด-19 ห่วง'โอมิครอน'ระบาดในเด็ก

วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.47 น.

“ตรีนุช”มอนิเตอร์สถานการณ์โควิด-19 ห่วง”โอมิครอน”ระบาดในเด็ก ศธ.จัดเสวนา 10 ม.ค.นี้ “โอมิครอนร้ายจริงหรือ? ถึงต้องปิดโรงเรียน”

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 หรือ โควิด-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ซึ่งเรื่องที่นากังวล คือ ในหลายประเทศอัตราการป่วยนอนโรงพยาบาลของผู้ที่ติดเชื้อโอมิครอน ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี มีเป็นจำนวนมาก และ มีรายงานของสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (AAP) ระบุว่า การแพร่ระบาดรุนแรงของโอมิครอน ในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ล้มป่วยเพิ่มมากขึ้น และ 50 % ของเด็กที่ป่วยจากโควิดเข้าโรงพยาบาล มีอาการรุนแรงจนต้องรักษาในห้อง ICU หรือ ห้องดูแลผู้ป่วยหนัก ซึ่งตนเป็นห่วงเด็ก ๆทุกคน ถึงแม้ช่วงวัย 5-11 ปีจะเพิ่งมีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้ แต่เด็กๆ ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างครอบคลุม

“กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในทุกสายพันธุ์ เฝ้าระวัง และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาโดยตลอด ขณะนี้สถานการณ์น่าเป็นห่วง ดิฉัน จึงขอย้ำเตือนไปยังครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองให้ร่วมกันดูแลป้องกันเด็กๆ และขอให้ป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด ใส่หน้ากากเสมอ อยู่ห่าง ๆคนอื่น และลดละเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อลดและชะลอการระบาดลง สำหรับการจัดการเรียนการสอนที่มีผู้สอบถามเข้ามามาก ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะสั่งให้ปิดโรงเรียน หยุดสอนแบบ Onsite ทั่วประเทศหรือไม่นั้น เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ (เพิ่มเติมครั้งที่ 1) โดยประกาศฉบับนี้ ระบุให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของ ศธ. ประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงอย่างรอบด้านของนักเรียนหรือครูที่อาจเป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อ โควิด-19 หากมีนักเรียนหรือครูที่เป็นกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ให้สถานศึกษาสามารถพิจารณาปรับการเรียนการสอนเป็นระบบการศึกษาทางไกล คือ On air , Online, On hand และ On demand ได้ ตามความเหมาะสม และประสานกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอย่างใกล้ชิด ดังนั้น การหยุดสอนแบบ Onsite หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 10 ม.ค.นี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะจัดงานเสวนา “โอมิครอนร้ายจริงหรือ? ถึงต้องปิดโรงเรียน” โดยดิฉัน จะพูดคุยถึงนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา การปรับการจัดการเรียนรู้ทุกรูปแบบ (5 on) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และการเตรียมความพร้อมที่จะเปิด onsite ของทุกโรงเรียนอย่างปลอดภัย โดยความร่วมมือของ ศธ.กับ สธ.และมีวิทยากรมาชี้แจงในประเด็นต่างๆ ดังนี้ นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย ประเด็น : สถานการณ์ความรุนแรงของโอมิครอนทั้งไทยและต่างประเทศ มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโอมิครอนในสถานศึกษา , รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อเด็กแห่งประเทศไทย ประเด็น : ความรุนแรงและการแพร่ระบาดของโอมิครอน , นพ.ทรงเกียรติ อุดมพรวัฒนะ Admin Facebook จากเพจดัง “Infectious ง่ายนิดเดียว” ประเด็น : การติดเชื้อโควิดในพื้นที่ (พิษณุโลก) ความรุนแรง และความคิดเห็นในการเปิดเรียน , ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเด็น : การกำกับติดตามมาตรการในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประเด็น : นโยบายในการเปิดเรียน Onsite ของสถาบันการศึกษาในสังกัด ศธ.โดยถ่ายทอดสดผ่าน obec channel ตั้งแต่เวลา 11.30 น.เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนสถานศึกษาทุกสังกัด และผู้ปกครองร่วมรับฟัง

นายกฯกำชับศธ.ดูแล‘เรียนออนไลน์’ มอบดีอีเอสช่วยบริการ‘เน็ต’ครอบคลุมทั่วถึง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627392

นายกฯกำชับศธ.ดูแล‘เรียนออนไลน์’ มอบดีอีเอสช่วยบริการ‘เน็ต’ครอบคลุมทั่วถึง

วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.44 น.

นายกฯกำชับศธ.ดูแล‘เรียนออนไลน์’ มอบดีอีเอสช่วยบริการ‘เน็ต’ครอบคลุมทั่วถึง

9 มกราคม 2565 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีความห่วงใยการเรียนการสอนของเด็กนักเรียนและคณาจารย์ทั่วประเทศ โดยภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศให้โรงเรียนในสังกัดประเมินสถานการณ์ความเสี่ยง หากเข้าข่ายมีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค ให้พิจารณาปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบทางไกล ไม่ว่าจะเป็น On air, Online, On hand และ On demand ซึ่งขณะนี้ได้มีโรงเรียนหลายแห่งปรับรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว 

“พล.อ.ประยุทธ์ จึงฝากให้กระทรวงศึกษาธิการ ดูแลการจัดรูปแบบการเรียนการสอนทางไกลอย่างเหมาะสม แก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านอุปกรณ์ จำนวนเวลาเรียน วิชาเรียน รวมถึงให้มีแนวทางแก้ไขปัญหาความเครียดที่จะเกิดขึ้นต่อผู้เรียนและผู้สอนด้วย เพื่อให้การเรียนการสอนในรูปแบบทางไกลเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาองค์ความรู้ของผู้เรียนและไม่เป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนมากเกินไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือด้านบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตสำหรับการเรียนออนไลน์ ให้มีความทั่วถึง ครอบคลุมกลุ่มผู้เรียน เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปด้วยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ไม่เป็นปัญหาต่อการศึกษาในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

“รัฐบาลยืนยัน จะดูแลการศึกษาของเยาชนไทยอย่างเต็มที่ และให้เน้นย้ำสถานศึกษาประเมินสถานการความเสี่ยงของตนเอง รวมถึงดำเนินมาตรการตามแผนเผชิญเหตุที่กำหนด กรณีนักเรียน ครู หรือบุคลากรในสถานศึกษามีการติดเชื้อโควิด-19 หรือมีผลตรวจคัดกรองหาเชื้อเป็นบวก โดยให้ซักซ้อมอย่างเคร่งครัด เพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

‘ชวน หลีกภัย’ วาดภาพเติมฝันให้เด็กเกาะสมุยในวันเด็กแห่งชาติย้ำโตขึ้นไม่ทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627270

'ชวน หลีกภัย' วาดภาพเติมฝันให้เด็กเกาะสมุยในวันเด็กแห่งชาติย้ำโตขึ้นไม่ทุจริต

วันเสาร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.05 น.

วันที่ 8 ม.ค.65 ภายในโรงเรียนบ้านแหลมหอย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางมาพร้อมคณะได้ร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติสัญจร ประจำปี 2565 จัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายธีระพงษ์ ช่วยชู นายอำเภอเกาะสมุย พร้อมคระครูโรงเรียนบ้านแหลมหอย นักเรียนจากโรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา อสม.อำเภอเกาะสมุยเข้าร่วมกิจกรรม สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนต้องผ่านการคัดกรองก่อนเข้าร่วมกิจกรรม

ในกิจกรรมได้จัดให้มีการแสดงความสามารถของเด็กและเยาวชนในการแสดงการรำมโนราห์การเป่าปี่ในของนักเรียนโรงเรียนทีปราษฎร์พิทยาที่ได้รับรางวัลจากการประกวดเดี่ยวเครื่องดนตรีไทยและขับร้องระดับชาติ ที่จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จากนั้นประธานสภาได้มอบของที่ระลึกให้กับเด็กที่แสดงในครั้งนี้ พร้อมมอบของขวัญที่ระลึกให้กับนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนสามสิบคน

จากนั้นนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มอบโอวาทเนื่องในวันเด็กแห่งชาติปีนี้ว่า เนื่องจากรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 8 มกราคม 2565 เป็นวันเด็กแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดกิจกรรมวันเด็กสัญจรขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมของเด็กไทย ซึ่งมีเป้าหมายว่า จะต้องพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยให้ถึงขีดสุด เด็กและเยาวชนคือทรัพยากรบุคคลที่เป็นความหวัง และเป็นพลังสำคัญของประเทศในอนาคต เด็ก ๆ และเยาวชนที่จะเจริญเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้าจะต้องรับช่วงภารกิจในการรักษาบ้านเมืองและพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดจนสืบสารมรดกวัฒนธรรมทยประจำชาติต่อไป

การจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นเป็นประจำทุกปีก็เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน และเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับทราบถึงความสำคัญของตนเองเด็ก เด็กเปรียบเสมือนต้นไม้ที่จะเติบโตงดงามได้ย่อมมีรากที่แข็งแรง การดูแลทะนุบำรุงปลูกฝังสั่งสอนเด็กและเยาวชนด้วยความรัก ความเอาใจใส่จากครอบครัวและสังคมการสร้างรากฐานที่ แข็งแรงให้เด็ก ๆ และเยาวชนในด้านต่าง ๆ จะทำให้เด็กและเยาวชนสามารถก้าวสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง พร้อมมอบคำขวัญวันเด็กจากประธานสภาผู้แทนราษฎรประจำปีนี้คือ “รู้คิด รอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคม” พร้อมกับย้ำให้เด็กและเยาวชนให้ความสำคัญกับคำว่าสุจริต หากบ้านเมืองไม่มีความสุจริตแล้วจะเกิดการคอรัปชั่น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อบ้านเมืองและประเทศชาติ จึงขอให้เด็กและเยาวชนยึดมั่นคำว่า “สุจริต” เพื่อนำประเทศให้พัฒนาต่อไป

จากนั้นนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกเด็กชายกษิดิ์เดช ผลทรัพย์ อายุ 9 ปี นักเรียนโรงเรียนบ้านแหลมหอย ที่รำมโนราห์มายืนเพื่อเป็นแบบวาดรูปด้วยดินสอ โดยวาดภาพเด็กชายกษิดิ์เดช ผลทรัพย์ ด้วยท่ารำชื่อพระจันทร์เจ็ดชั้นสาย โดยนายชวน ได้วาดด้วยความตั้งใจพร้อมเซ็นต์ชื่อ จากนั้นได้มอบภาพวาดดังกล่าวให้เด็กชายกษิดิ์เดช ผลทรัพย์ ไว้เป็นที่ระลึกสร้างความดีใจให้กับเด็กชายกษิดิ์เดช โดยเด็กชายกษิดิ์เดช ผลทรัพย์ กล่าวว่าครั้งแรกที่ได้รับภาพวาดที่มีการวาดต่อหน้ารู้สึกดีใจ วันเด็กแห่งชาติปีนี้จะเป็นเด็กดีของครอบครัวตลอดไป และจะตั้งใจฝึกซ้อมศิลปะการรำมโนราห์เพื่อสืบสานมรดกโลกที่องค์การยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนให้มโนราห์เป็นมรดกโลก – 003

‘เพาะช่าง’ถือฤกษ์ดี 109 ปี ขอแยกออกจาก มทร.รัตนโกสินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627135

'เพาะช่าง'ถือฤกษ์ดี 109 ปี  ขอแยกออกจาก มทร.รัตนโกสินทร์

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.48 น.

“วล.เพาะช่าง” ถือฤกษ์ดี 109 ปี ประกาศขอแยกตัวจาก มทร.รัตนโกสินทร์ ตั้งชื่อใหม่ เป็น “สถาบันศิลปะ โรงเรียนเพาะช่าง” ขึ้นตรง อว.

วันที่ 7 มกราคม 2565 ที่ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์  ได้มีการแถลงข่าว “เพาะช่าง 109 ปี …อดีต ปัจจุบัน อนาคต สู่การเป็นสถาบันศิลปะชั้นนำของประเทศ”  โดย ผศ.บรรลุ วิริยาภรณ์ประภาส ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่าง กล่าวว่า  วิทยาลัยเพาะช่าง เดิมชื่อว่า “โรงเรียนเพาะช่าง” กำเนิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในวันที่ 7 มกราคม 2456 ด้วยมีพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงศิลปะวิชาการช่างของไทยให้เจริญตามพระราชประสงค์ของพระบรมชนกนาถ  ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันครบรอบ 109 ปี ปัจจุบัน วิทยาลัยเพาะช่าง เป็นหนึ่งในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)รัตนโกสินทร์ อยู่ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แต่เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 อว.ได้ออกกฏกระทรวง การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา โดยแบ่งออกเป็น  6 กลุ่ม ดังนี้ 1.กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก  2.กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม 3.กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น 4.กลุ่มพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา 5.กลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ  และ 6.กลุ่มอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด  ซึ่ง มทร.รัตนโกสินทร์ ได้เลือกอยู่กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม ซึ่งมีจุดเน้นเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม 

ผศ.บรรลุ กล่าวต่อว่า จากประเด็นดังกล่าวทำให้วิทยาลัยเพาะช่างต้องกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองแล้วเห็นว่า จะขอแยกตัวออกจาก มทร.รัตนโกสินทร์ มาเป็น “สถาบันศิลปะ โรงเรียนเพาะช่าง”  มีสถานภาพเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านศิลปะ สถานะเทียบเท่ามหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัด อว. อยู่ในกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มที่ 5  คือ “กลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ” โดยจัดการศึกษาจะมีอัตลักษณ์ ในการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนวิชาทางด้านศิลปะประจำชาติ ปัจจุบันสอนระดับปริญญาตรีใน 3 ภาควิชา 14 หลักสูตรและในอนาคตจะทำการเปิดสอนในระดับปริญญาตรีเพิ่มอีก 2หลักสูตร ระดับปริญญาโท 3 หลักสูตร ระดับปริญญาเอก 1 หลักสูตร และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพอีก 1 หลักสูตร ซึ่งขณะนี้เรามีความพร้อมทั้งทางด้านอาคารสถานที่ และบุคลากร 

“การแยกเพาะช่างออกจาก มทร.รัตนโกสินทร์  ได้ผ่านกระบวนการการรับฟังความเห็น มีการประชุม ทำประชามติ และเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยแล้ว จากนี้ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อยกฐานะสู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านศิลปกรรม เป็นสถาบันหลักในการสร้างบุคลากรด้านศิลปวิชาการช่างไทย เป็นศูนย์บริหารจัดการองค์ความรู้ด้านศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ และเป็นสถาบันที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ ศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อสบสานดำรงความเป็นไทยและต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ศิลป์” ผอ.วิทยาลัยเพาะช่าง กล่าว 
 

สอศ.เข้มสกัด‘แก๊งตกเบ็ด’ แอบอ้างช่วยสอบผ่านผู้บริหารอาชีวะ ฮึ่มฟันวินัย-อาญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626931

สอศ.เข้มสกัด‘แก๊งตกเบ็ด’ แอบอ้างช่วยสอบผ่านผู้บริหารอาชีวะ ฮึ่มฟันวินัย-อาญา

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.52 น.

สอศ.เข้มสกัด‘แก๊งตกเบ็ด’ แอบอ้างช่วยสอบผ่านผู้บริหารอาชีวะ ฮึ่มฟันวินัย-อาญา

6 มกราคม 2565 ดร.สุเทพ  แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษามีประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้อำนวยการสถานศึกษา และก่อนหน้านั้น ได้มีประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับรองผู้อำนวยการสถานศึกษา รวมถึงการสอบแข่งขันครูผู้ช่วยอาชีวศึกษา จึงขอแจ้งให้ผู้สมัครสอบ และผู้ที่เข้ารับสมัครคัดเลือกฯ ทราบว่าอย่าได้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แอบอ้างว่าจะช่วยเหลือใด ๆ ที่จะให้ผ่านการสอบผู้บริหารได้ เพราะมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างชัดเจนในทุกการสอบ ยึดหลักธรรมภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ หากพบเบาะแสการทุจริต หรือส่อไปในทางไม่สุจริต หรือดำเนินการผิดพลาดอันอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งมาได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อดำเนินการตรวจสอบ และดำเนินการทางกฎหมาย เอาผิดทั้งวินัย และอาญาทันที

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่าวันนี้  อ.ก.ค.ศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ  อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี ) จำนวน 1 อัตรา และประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี ) จำนวน 50 อัตรา

ทั้งนี้ กำหนดการสมัครคัดเลือก ให้ผู้ประสงค์สมัครเข้ารับการคัดเลือกยื่นสมัครสอบด้วยตนเอง ในระหว่างวันที่  1-10 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 08.30-16.30 น. ณ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดที่ตนเองสังกัดเท่านั้น โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ สำหรับวิธีการสมัคร ให้ผู้สมัคร ดาวน์โหลดใบสมัคร ได้ที่เว็บไซต์กลุ่มงานจัดการงานบุคคล 2 สำนักบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ http://ipa.vec.go.th