มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) โดยสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดพิธีเปิดงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจากนายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วย รศ.ดร.มัลลิกา เจริญสุธาสินี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รศ.ดร.วรวรรณ พันพิพัฒน์ คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรกรและประชาชนเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง ลานอเนกประสงค์ข้างอาคาร Next Gen มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. เปิดเผยว่า มวล.มีพันธกิจสำคัญในการสร้างองค์ความรู้เพื่อยกระดับภาคการเกษตรให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง แนวคิด AgriNext สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน “เกษตรอนาคต” ที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น มุ่งเน้นการทำเกษตรกรรมที่แม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ และเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดความเสี่ยง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่พี่น้องเกษตรกร

ด้าน นายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางของภาคการเกษตรไทยว่า ในยุคที่เกษตรกรต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่ผันผวน และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป “นวัตกรรม” จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “กุญแจสำคัญ” ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ งานเกษตรวลัยลักษณ์จึงเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของจังหวัดนครศรีธรรมราชให้เข้มแข็ง

รศ.ดร.มัลลิกา เจริญสุธาสินี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน กล่าวว่า สำหรับการจัดงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” ในครั้งนี้ มุ่งหวังให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยการจัดแสดงเทคโนโลยีด้านการเกษตรและอาหารที่ล้ำสมัยของมหาวิทยาลัย การสาธิตเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในฟาร์ม เวทีเสวนาวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างแนวคิดใหม่และต่อยอดสู่การปฏิบัติ การออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้านวัตกรรม เป็นต้น

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์และอัปเดตเทรนด์การเกษตรยุคใหม่ได้ในงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ข้างอาคาร Next Gen มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางเพจ Facebook:เกษตรวลัยลักษณ์’69

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่การเผาชีวมวล การจราจร และสภาพอากาศ ส่งผลให้ค่าฝุ่นสะสมสูงและกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ที่จังหวัดนครพนม กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนครพนมได้พัฒนา “สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ” เพื่อสร้างฐานข้อมูลฝุ่นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศได้ใกล้ชิดมากขึ้น งานวิจัยนี้นำโดย ดร.อภิรักษ์ ทูลธรรม นักวิจัยจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมศรีสงคราม มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ในรูปแบบ Low-cost Sensor หรือเซ็นเซอร์ต้นทุนต่ำที่ยังคงมีความแม่นยำสูง

PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ประมาณ 20 เท่า สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นาน และเมื่อสูดดมเข้าไปจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจลึกถึงถุงลมปอด รวมถึงบางส่วนอาจเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพหลายด้าน

เพื่อลดข้อจำกัดด้านต้นทุนของเครื่องตรวจวัดมาตรฐานที่มีราคาสูง ทีมนักวิจัยจึงพัฒนาเซ็นเซอร์ที่ใช้เทคโนโลยี Laser Scattering หรือการกระเจิงของแสงเลเซอร์ ทำให้สามารถตรวจวัดค่าฝุ่นได้แม่นยำในงบประมาณระดับ “หลักหมื่นบาท” ส่งผลให้หน่วยงานท้องถิ่นหรือชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ระบบยังเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) โดยข้อมูลจากเครื่องตรวจวัดจะถูกส่งขึ้นไปเก็บในเซิร์ฟเวอร์กลางทุกครั้งที่มีการตรวจวัด เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และพยากรณ์แนวโน้มฝุ่นในอนาคต ขณะเดียวกันข้อมูลบางส่วนจะถูกนำมาแสดงผลแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ทันที

ก่อนหน้านี้ในปี 2568 ทีมวิจัยได้ทดลองติดตั้งสถานีต้นแบบบริเวณลานพญานาคริมแม่น้ำโขง และเปรียบเทียบข้อมูลกับสถานีของกรมควบคุมมลพิษที่สถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม พบว่าแนวโน้มค่าฝุ่นมีทิศทางใกล้เคียงกัน แม้ตัวเลขอาจแตกต่างกันจากปัจจัยด้านสภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อม

ในปี 2569 งานวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (FF) เพื่อขยายเครือข่ายสถานีตรวจวัดจำนวน 5 จุด ในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ อำเภอบ้านแพง ท่าอุเทน เมืองนครพนม ธาตุพนม และศรีสงคราม เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดฝุ่นในพื้นที่ รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศและฝุ่นข้ามแดน

สถานีตรวจวัดรุ่นใหม่ยังสามารถตรวจวัดฝุ่นชนิดอื่น เช่น PM10 และ PM1 รวมถึงปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความเร็วลม และทิศทางลม เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

ในระยะยาว ทีมวิจัยเชื่อว่าฐานข้อมูลคุณภาพอากาศระดับพื้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่นและออกมาตรการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยนครพนมจึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้าง “ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง” ที่ช่วยให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์คุณภาพอากาศ และเตรียมรับมือกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเท่าทันในอนาคต

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5 เหตุไม่ส่งงาน

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5  เหตุไม่ส่งงาน

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5 เหตุไม่ส่งงาน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“คุรุสภา” สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5  เหตุเพราะไม่ส่งงาน

วันที่ 18 มีนาคม 2569 ตามที่ปรากฏข่าวครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี ลงโทษนักเรียนชั้น ป.5 ด้วยการตบ-ต่อย เหตุเพราะไม่ส่งงาน ซึ่งผู้ปกครองได้ร้องเรียนและแจ้งความให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย นั้น 

ความคืบหน้าล่าสุด ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนเองได้สั่งการให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของครูที่ตกเป็นข่าว ทั้งด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การได้รับรางวัลต่าง ๆ จากคุรุสภา และให้ดำเนินการเอาผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างเร่งด่วนแล้ว 

ซึ่งจากข้อมูลที่ตรวจสอบ พบว่า ครูรายดังกล่าวเป็นข้าราชการครู สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง ออกให้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 หมดอายุวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2576 และข้อมูลตรวจสอบการได้รับรางวัล ปรากฏว่ารางวัลครูผู้สอนการงานอาชีพดีเด่นที่ครูได้รับนั้น เป็นรางวัลที่ออกให้โดยหน่วยงานต้นสังกัด มิใช่รางวัลที่ออกให้โดยคุรุสภา ทั้งนี้ ได้รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาดําเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ และอยู่ระหว่างประสานข้อมูลอย่างเป็นทางการกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ปรากฏในข่าว พฤติกรรมอาจเข้าข่ายเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรง ซึ่งมีระดับโทษถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต และจะได้นำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับโทษต่อไป 

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันกระบวนการดำเนินงานพิจารณาการประพฤติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเคร่งครัดกับกรณีการประพฤติผิด เป็นอย่างมาก หากพบว่าครูประพฤติผิดก็จะต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริง และพิจารณาด้วยความถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อไม่ปล่อยให้ประพฤติผิดต่อไปอย่างแน่นอน และสำหรับเหตุการณ์นี้ คุรุสภาก็จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และสรุปผลโดยเร็วที่สุด เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม  

“ขอแจ้งไปยังผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกคน ให้ตระหนักถึงการดำเนินการใด ๆ กับศิษย์ โดยเฉพาะการลงโทษ ที่เกินกว่าเหตุ ควรใช้วิธีการปรับพฤติกรรมของศิษย์ในทางที่สร้างสรรค์ ร่วมกันดูแลและสร้างพื้นที่ปลอดภัย สำหรับนักเรียน ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งทางกายและวาจา และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางจิตใจ และร่างกายของศิษย์เป็นสำคัญ” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

‘ธอส.’ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ธอส.'ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ธอส.’ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

ธอส.ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมด้วย นายชุมพล สุวรรณกิจบริหาร กรรมการธนาคาร ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ คณะผู้บริหาร และพนักงานธนาคาร จำนวน 100 คน เข้าร่วมพิธีฯ ในโอกาสได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

17 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมจันทรเกษม ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก  แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ลงนามร่วม 11 โรงเรียน เพื่อการพัฒนาคุณธรรมด้านความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบในโรงเรียนนำร่องต้นแบบ

รศ.ดร.วรากรณ์  สามโกเศศ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการรักสัตว์ในโรงเรียนและบูรณาการลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงนาม ข้อตกลงความร่วมมือและวัตถุประสงค์ ครั้งนี้เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ เช่น ค่ายเยาวชนคนรักสัตว์ (One Day Camp)  หรือ จัดตั้งชมรม สโมสร ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมสร้างความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ ภายในโรงเรียน หรือจัดตั้งหน่วย กอง ที่เกี่ยวข้องกับลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ และจัดการเรียนการสอนหรือการพัฒนาหลักสูตรที่สอดแทรกเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ถูกต้อง และเสริมสร้างทักษะที่เกี่ยวข้องต่อการดูแลสัตว์ ในการตระหนักถึง “สวัสดิภาพสัตว์เพื่อสวัสดิภาพคน” โดยจะมีการคัดเลือกนักเรียนผู้เข้าร่วม โครงการและกิจกรรม เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและมอบรางวัลเกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ ในการส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจ ที่สร้างชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์  คุณธรรมความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ หรือการจัดสวัสดิภาพสัตว์และการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ หรือสร้างคุณค่าด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ อันก่อเกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติและโลกใบนี้ ต่อไป

ต้องขอขอบคุณ  คุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่จุดประกายโครงการรักสัตว์ในโรงเรียนให้กับ TSPCA และร่วมสนับสนุนโครงการเรื่อยมาและ ดร.อำนาจ สายฉลาด ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน ผู้แทนรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนเลขาธิการ สพฐ. และนางประวีณา อัสโย ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ รักษาการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา ผู้แทนเลขาธิการสภาการศึกษา ที่ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในวันนี้ และต้องขอขอบคุณอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคุณธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ นายก TSPCA ที่อยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จ รศ.ดร.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร รศ.นุชทิพย์ บรรจงศิลป์ นายอมร ชุมศรี นางสาวมาลินี แย้มวจี  ดร.สุคนธา  อรุณภู่ รศ.ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี ดร.พรทิพย์ ตั้งไชยวรวงศ์  ศ.ดร.สพ.ญ.อัจฉริยา ไศละสูต น.สพ.ยันต์ สุขวงศ์ ดร.รัฐกานต์ วิชัยดิษฐ  ดร.สาธิต  ปรัชญาอริยะกุล นางสาวประดับพร ฉันทวรลักษณ์ นางลัลลลิตฤดี วิเศษศิริ นายสุริยัน ผาฟองยุน นายธีระพนธ์  บตรเหมรัศมิ์  นายภูวรา เลิศบุญปัญญา น.สพ.ณฐวุฒิ คณาติยานนท์ คุณชัยศิลป์ คนคล่องและคุณสุกัญญา สว่างศานติสกุล เป็นต้น ที่ร่วมกันผลักดันให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และร่วมงานในวันนี้

ที่สำคัญสุดคือ ผู้บริหารโรงเรียนนำร่องต้นแบบ ทั้ง 11 แห่งประกอบด้วย นางสาวนงกรานต์ บรรเจิดธีรกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์  นายสุทธิเกียรติ  พันธ์เสนา ผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ดร.มินตรา ลายสนิทเสรีกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ  นางสาวเพชรอาภรณ์  พูนพิน รองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม นางสาวพรสุดา ไชยเทพา รองผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์  นางกุมารี  นภาการ ผู้อำนวยการโรงเรียนกัลยวิทย์ ดร.สรายุทธ ช่างงาม ผู้อำนวยการโรงเรียนฤทธิไกรศึกษา  นางฐิตินันท์  เลิศจันทร์เพ็ญ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดลักษณาราม (สมุทรราษฎร์วิทยาคาร) นางสาวอัญชลี ชูช่วย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองไก่แก้ว (เพิ่มเจริญประชานุกูล)  ว่าที่ ร.ต.สุเมธ มีพึ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองแหนวิทยา และนางสาววลาพร  ฉลาดเลิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินผาสุก ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนโครงการในการพัฒนาเยาวชนของชาติไทยให้มีคุณธรรมด้านความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ สืบไป

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize บนเวทีในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยคว้ารางวัลจากนานาชาติในเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 มีนาคม 2569 ณ Palexpo นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้ร่วมในพิธีมอบรางวัล พร้อมมอบเกียรติบัตรและรางวัลให้แก่หน่วยงานต่างประเทศ พร้อมกล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีกับทีมนักประดิษฐ์นักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวที “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและการยอมรับในมาตรฐานของผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการสร้างเครือข่ายในความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมในอนาคต และเป็นที่น่ายินดีที่นักประดิษฐ์ไทยได้รับ Special Prizes on stage จากองค์กรนานาชาติ ดังนี้ 

1) ผลงานเรื่อง “กระบวนการทำฟันเทียมทั้งปากครั้งเดียวเสร็จเพื่อผู้ป่วยไร้ฟันทุกคน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิง พรสวรรค์ ธนธรวงศ์ และคณะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับรางวัล CAI Award Invention and Innovation จาก China Association of Inventions สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นเทคนิคใหม่ที่ทำฟันเทียมครั้งเดียวสามารถนำกลับไปใช้งาน สามารถปรับขนาดเพื่อเสริมฐานให้พอดีกับแต่ละบุคคล เพื่อทำฟันเทียมทั้งปากให้ผู้ป่วยไร้ฟัน

2) ผลงานเรื่อง “ผลงานเรื่อง “ชิปปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะสำหรับการจัดการพลังงานอัจฉริยะในสังคมไฟฟ้าอย่างยั่งยืน”
โดย ศาสตราจารย์ ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ และคณะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับรางวัล Special Award จาก Taiwan Invention Association ไต้หวัน โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นนวัตกรรมการจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ โดยอาศัยความสามารถของเทคโนโลยีดิจิทัลในรูปของชิปที่มี AI machine learning สามารถตรวจจับคลื่นไฟฟ้าได้มากกว่า 1 ล้านครั้งต่อวินาที

3) ผลงานเรื่อง “สกายไลท์ เอสวัน” โดย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล และคณะ สมาคมเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับรางวัล ARCA Award จาก Croatian Union of Innovators โครเอเชีย โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นระบบเทคโนโลยีการจ่ายพลังงานจากภาคพื้นเข้ากับระบบอากาศยานไร้คนขับ ใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนอากาศยาน ยืดระยะเวลาการปฏิบัติภารกิจได้ยาวนานและต่อเนื่อง

4) ผลงานเรื่อง “เนฟโฟรเซนส์: อุปกรณ์ตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานของไตอัจฉริยะ ณ จุดดูแลผู้ป่วยสำหรับการตรวจพบและติดตามโรคไตเรื้อรัง” โดย ศาสตราจารย์ ดร.เกศรา ณ บางช้าง และคณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Invention Award จาก Hong Kong Delegation ฮ่องกง โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มตรวจสุขภาพไตแบบพกพาที่รวมเทคโนโลยีนวัตกรรมดูแลไตสำหรับการตรวจระดับไมโครอัลบูมินและอัตราส่วนอัลบูมินต่อครีเอตินิน (ACR) ในปัสสาวะไว้ในอุปกรณ์เดียวกัน วิเคราะห์ข้อมูลบนคลาวด์ และการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและฐานข้อมูลสาธารณสุข Telehealth ได้ผลการตรวจแม่นยำ ราคาต่ำ ใช้งานง่าย และขยายการใช้งานได้อย่างกว้างขวาง NephroSense ช่วยตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

5) ผลงานเรื่อง “เทคโนโลยีชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ประสิทธิภาพสูงขดลวดถ่างขยายจากวัสดุฉลาดพร้อมระบบสายสวนนำส่งสำหรับการรักษาสุนัขที่มีภาวะหลอดลมตีบ” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และคณะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับรางวัล Special Award จาก Association of Polish Inventors and Rationalizers สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้รับการออกแบบแบบให้เข้ากับสรีระหลอดลมสุนัข ลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน มาพร้อมกับเทคโนโลยีระบบสายสวนนำส่ง ช่วยยกระดับการรักษาสุนัขที่มีภาวะหลอดลมตีบ ทดแทนการรักษาโดยปกติที่จำเป็นต้องผ่าตัด ถ่างขยายบริเวณที่ตีบตัน ให้สุนัขสามารถหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ลดระยะเวลาการรักษาเมื่อเทียบกับการผ่าตัดได้มากขึ้นกว่า 4 เท่า โดยร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไทยในการวิจัยและพัฒนา ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลทั้ง ISO25539-2 และ ISO10993

พร้อมนี้ ยังมีหน่วยงานและองค์กรนานาชาติร่วมมอบรางวัลให้กับผลงานสิ่งประดิษฐ์ของประเทศไทยจากหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของภาครัฐและภาคเอกชน ในรางวัล Special Prizes at booth อีกด้วย

สพฐ.เตรียมจัดสอบครูผู้ช่วย ชงแก้เกณฑ์ ว16 เปิดช่องอัตราจ้าง

สพฐ.เตรียมจัดสอบครูผู้ช่วย ชงแก้เกณฑ์ ว16 เปิดช่องอัตราจ้าง

สพฐ.เตรียมจัดสอบครูผู้ช่วย ชงแก้เกณฑ์ ว16 เปิดช่องอัตราจ้าง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ  โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. )ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2569 ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการรับห้องเรียนพิเศษ ฯลฯ เรียบร้อยแล้ว และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้จัดการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าสอบ จำนวน 13,895 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ รับนักเรียนได้ 1,520 คน ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ก็มีเสียงสะท้อนให้ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียน ได้รับทราบและจะหาแนวทางปรับปรุงพัฒนาการสอบให้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของสพฐ. ในฐานะที่เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การรับนักเรียน ก็ต้องมีการทบทวนให้เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียน และผู้ปกครอง ยืนยันว่า สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ที่ประชุม ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการเช่าซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนสําหรับครูและนักเรียน ทั้งหมดจำนวน 118 เขตพื้นที่ฯ มี 103 เขตพื้นที่ฯ  ทำสัญญาเช่าซื้อเรียบร้อยแล้ว มีจำนวน 1 เขตพื้นที่ฯ ขอส่งคืนงบประมาณ  ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน  ภาพรวมถือว่าดำเนินการได้ดี โดยโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง สพฐ.ได้กำชับให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของนักเรียน

“ที่ประชุมยังหารือ การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย รอบทั่วไป ว14 และการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษการสอบ หรือ ว16  ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนเมษายน สำหรับ การสอบครูผู้ช่วยว16 จะเสนอให้ ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคม พิจารณารับรองหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้กลุ่มครูอัตราจ้าง ที่ทำงานสอนมาไม่น้อยกว่า 3 ปี  สามารถนำผลการปฏิบัติงานสอน มาประกอบการพิจารณา หาก ก.ค.ศ.ให้ความเห็นชอบ ก็จะใช้หลักเกณฑ์ใหม่ ดำเนินการจัดสอบครูผู้ช่วยว16 ในช่วงเดือนเมษายนนี้ทันที จากนั้นจะสอบครูผู้ช่วยทั่วไป  ในปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษาคม เพื่อให้สามารถบรรจุแต่งตั้งได้ทันก่อนเปิดเทอม ซึ่งจะได้ไม่กระทบกับโรงเรียนเอกชน ที่จะวางแผนรับครูมาทดแทน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

​จุฬาฯ นำร่องภาชนะปราศจาก ‘PFAS’ ลดความเสี่ยงจาก ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’

​จุฬาฯ นำร่องภาชนะปราศจาก ‘PFAS’ ลดความเสี่ยงจาก ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’

​จุฬาฯ นำร่องภาชนะปราศจาก ‘PFAS’ ลดความเสี่ยงจาก ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SERI) ร่วมกับบริษัท เคทิส วิจัยและพัฒนา จำกัด (KTIS R&D) และ บริษัท ไทธนบุรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เปิดตัวโครงการ “PFAS FREE SAFE THAILAND” พร้อมประกาศโครงการนำร่องเผยแพร่ความรู้เรื่อง ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’ สู่ประชาชน และเริ่มต้นการลดการใช้ PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร ณ  CU Social Innovation Hub ชั้นล่างอาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า จุฬาฯไม่ได้จำกัดเพียงการให้ปริญญา แต่เน้นการสร้างนวัตกรรมที่ชาญฉลาดและปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้ให้ เพื่อให้บัณฑิตมีทัศนคติที่คำนึงถึงคนรุ่นหลัง การจัดตั้งคณะเกษตรศาสตร์บูรณาการจะสามารถเชื่อมโยงทรัพยากรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด ESG และการสร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ความยั่งยืนต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนความตระหนักรู้ภายในจิตใจเพื่อให้ความยั่งยืนกลายเป็นทักษะที่ปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีทางวิชาการที่เก็บไว้บนหิ้งเท่านั้น

“บทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องก้าวข้ามการให้ความรู้แค่ในห้องเรียนไปสู่การสร้างความรู้ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งหมายถึงความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการวิจัยและพัฒนา (R&D) จนเกิดเป็นนวัตกรรม โดยริเริ่มโครงการจัดทำพื้นที่และผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสาร PFAS (PFAS FREE) เพื่อความปลอดภัยของนิสิตและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย โครงการนี้ถือเป็นโครงการบุกเบิกในประเทศไทยที่เกิดจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาฯ กล่าวว่าสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน เล็งเห็นถึงปัญหาความไม่ปลอดภัยในพื้นที่มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในโรงอาหารทั้ง 20 แห่งของจุฬาฯ ที่ยังมีการใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่มีส่วนผสมของสาร PFAS ทางมหาวิทยาลัยจึงตัดสินใจดำเนินการโดยไม่รอให้เกิดความสูญเสียด้านค่ารักษาพยาบาลก่อน โดยมุ่งหวังที่จะจัดการ “บ้านของตัวเอง” ให้เรียบร้อยเป็นอันดับแรก โครงการได้เริ่มดำเนินการแล้วในบางส่วน และจะเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในเดือนมิถุนายน 2569 ทั้งนี้จะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในทุกโรงอาหารของจุฬาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เริ่มปีงบประมาณใหม่หลังจากทำสัญญากับโรงอาหารเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ สาร PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) เป็นกลุ่มสารเคมีสังเคราะห์ที่มีพันธะคาร์บอน-ฟลูออรีน (C-F) ที่แข็งแรงมาก ทำให้มีคุณสมบัติกันน้ำและกันไขมันได้ดีเยี่ยม จึงถูกนำมาใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารอย่างแพร่หลาย เช่น กล่องใส่อาหารจานด่วน กระดาษห่อเบเกอรี่ และบรรจุภัณฑ์ฟาสต์ฟู้ด อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของพันธะนี้เองที่ทำให้ PFAS ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ จึงได้รับฉายาว่า Forever Chemicals” หรือ “สารเคมีชั่วนิรันดร์”

งานวิจัยหลายชิ้นที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) รายงานว่า PFAS สามารถสะสมในร่างกายมนุษย์และมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายประการ ได้แก่ ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติของพัฒนาการในเด็ก และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งหลายชนิด

ม.สยาม จัด ‘Startup Thailand League: Startup Lessons 2569’ เสริมทักษะผู้ประกอบการให้นักศึกษา

ม.สยาม จัด ‘Startup Thailand League: Startup Lessons 2569’ เสริมทักษะผู้ประกอบการให้นักศึกษา

ม.สยาม จัด ‘Startup Thailand League: Startup Lessons 2569’ เสริมทักษะผู้ประกอบการให้นักศึกษา

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสยาม จัดกิจกรรมโครงการ “Startup Thailand League: Startup Lessons” ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้มีความรู้และทักษะด้านการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนานวัตกรรมและแนวคิดธุรกิจสู่การเป็นสตาร์ทอัพในอนาคต

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยสยาม และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม การพัฒนาแนวคิดธุรกิจ และการต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ นอกจากนี้ โครงการยังเชื่อมโยงกับความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ Erasmus+ Capacity Building for Higher Education ของสหภาพยุโรป ในโครงการ Green-Edu-Seeds ที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนให้กับนักศึกษาและบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา

โดยกิจกรรมในครั้งนี้มีนักศึกษาจากหลากหลายคณะและสาขาวิชาเข้าร่วมแข่งขันนำเสนอแนวคิดธุรกิจนวัตกรรม รวมทั้งสิ้น 96 ทีม เพื่อคัดเลือกทีมที่มีศักยภาพ 5 ทีม เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมการแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป

กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกกระบวนการคิดเชิงผู้ประกอบการ การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอแนวคิดธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มหาวิทยาลัยสยามก้าวสู่การเป็น มหาวิทยาลัยแห่งการเป็นผู้ประกอบการในอนาคตต่อไป

มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เดินหน้าสร้างต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ผ่านการพัฒนา “แหล่งเรียนรู้เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ ซึ่งกำลังกลายเป็นโมเดลสำคัญของการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. เป็นประธานเปิดงาน “บ้านวิชาการ 2569 แหล่งเรียนรู้เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ภายใต้โครงการบูรณาการกลุ่มโรงเรียนและชุมชนคุ้งบางกะเจ้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยมี ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม รศ.ดร.วันชัย ปลื้มภาณุภัทร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ นายศาสตรา ปาสาบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 พร้อมด้วย ศึกษานิเทศก์ นายสมปอง รัศมิทัต (นายกตุ้ม) นายก อบต.บางยอ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักวิจัย ผู้อำนวยการโรงเรียนในเครือข่าย ครู นักเรียน และชุมชนเข้าร่วมจำนวนมาก

โครงการดังกล่าวเกิดจากการผลักดันของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีคณาจารย์และนักวิจัยจากหลายคณะ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเกษตร คณะประมง คณะศึกษาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น ร่วมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมสู่โรงเรียนและชุมชน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเยาวชน

ภายในงาน เปิด“บ้านวิชาการ 2569” นักเรียนโรงเรียนในเครือข่ายคุ้งบางกะเจ้าได้นำเสนอผลงานและแหล่งเรียนรู้ของตนเอง เช่น การปลูกผักสวนครัวแบบแนวตั้งของโรงเรียนวัดบางขมิ้น การปลูกผักไฮโดรพอนิกส์ร่วมกับการเลี้ยงปลาในระบบอควาพอนิกส์ของโรงเรียนวัดคันลัด การปลูกผักเลื้อยแบบอุโมงค์ของโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน รวมถึงกิจกรรมการเลี้ยงแมลง BSF ครบวงจร การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลาดุก การปลูกผักแบบยกพื้น และการเพาะเห็ดนางฟ้าของโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก นอกจากความรู้ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการยังมุ่งพัฒนาทักษะชีวิตของเยาวชน โดยมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบหีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าแปรรูปและผลผลิตจากกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียนและชุมชน ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาแบรนด์ ไปจนถึงการนำเสนอสินค้าในตลาด

ภายในงานยังมีการมอบรางวัลการประกวดสื่อสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ภายใต้หัวข้อ “BCG–SDGs” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้การใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และถูกต้อง สามารถนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและสิ่งแวดล้อมผ่านมุมมองของเยาวชน และต่อยอดสู่การสร้างผลงานที่เป็นที่รู้จัก รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้ในอนาคต

ผลการประกวด ได้แก่ รางวัลดีเด่น มูลค่า 3,000 บาท โรงเรียนวัดคันลัด จ.สมุทรปราการ , รางวัลดี มูลค่า 2,000 บาท โรงเรียนวัดราษฎร์รังสรรค์ จ.สมุทรปราการ และรางวัลชมเชย มูลค่า 500 บาท ได้แก่ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก โรงเรียนวัดบางกระสอบ โรงเรียนวัดกองแก้ว โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน และโรงเรียนวัดบางกะเจ้ากลาง จ.สมุทรปราการ

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาสำหรับอนาคตจำเป็นต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับบริบทของพื้นที่จริง เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เข้าใจระบบอาหารและสิ่งแวดล้อม และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน

“การศึกษาสำหรับอนาคตต้องไม่อยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับธรรมชาติ อาหาร และวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อให้เยาวชนเรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้ด้วยตนเอง”

โครงการบูรณาการกลุ่มโรงเรียนและชุมชนคุ้งบางกะเจ้า จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางการศึกษา แต่ยังเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ที่ร่วมกันสร้างระบบการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้ และชุมชนกลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ โมเดลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังขับเคลื่อนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า คือภาพสะท้อนแนวทางการศึกษาใหม่ของประเทศ ที่เชื่อมโยง องค์ความรู้ นวัตกรรม และความยั่งยืน เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม