‘ท.ป.5’จัดใหญ่! ปั้นนวัตกรยุคดิจิทัลด้วย ‘Active Learning – ปัญญาประดิษฐ์’

‘ท.ป.5’จัดใหญ่! ปั้นนวัตกรยุคดิจิทัลด้วย ‘Active Learning – ปัญญาประดิษฐ์’

‘ท.ป.5’จัดใหญ่! ปั้นนวัตกรยุคดิจิทัลด้วย ‘Active Learning – ปัญญาประดิษฐ์’

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.51 น.

เปิดโลกแห่งความคิด! ท.ป.5 จัดใหญ่ Open House 2026 ปั้นนวัตกรยุคดิจิทัลด้วย ‘Active Learning – ปัญญาประดิษฐ์’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ลานโดมอเนกประสงค์ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ จังหวัดปทุมธานี นางณัฎฐวีภรณ์ ทิพยวาศรี ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานเปิดกิจกรรม DP5 Academic Open Hous 2026 ประจำปี การศึกษา 2568 ภายใต้แนวคิด ‘เปิดโลกแห่งความคิด ผลิตนวัตกรรม สร้างสรรค์ด้วยพหุปัญญา’ มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการ วิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยมีนางสาวใยจิตร์ สาระนิตย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์(มัธยมวัดหัตถสารเกษตร)ในพระราชูปถัมภ์ฯ กล่าวต้อนรับและรายงานวัตถุประสงค์

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานทางวิชาการจากทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ การแสดงผลงานนวัตกรรมของนักเรียน กิจกรรมฐานการเรียนรู้ตามความสนใจ การแข่งขันทักษะวิชาการ ตลอดจนกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ To Be Number One รวมถึงการนำเสนอ ผลงานโครงงานและความสามารถพิเศษของนักเรียนทุกระดับชั้นช่วงเช้าเริ่มต้นด้วย พิธีเปิดกิจกรรม DP5 Academic Open House 2026 ตามกำหนดการ และมีการเยี่ยมชมกิจกรรมจากผู้บริหารและคณะผู้บริหาร เพื่อรับชมผลงานและร่วมให้กำลังใจนักเรียน โดยการดำเนินงานเป็นไป อย่างเป็นระบบ ภายใต้คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบ เพื่อให้การจัดงานเรียบร้อย โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน

โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาผู้เรียนด้าน นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI),การเรียนรู้เชิงลงมือปฏิบัติ (Active Learning) , การค้นหาศักยภาพเฉพาะตัวของผู้เรียน (Multiple Intelligences) เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถศึกษาต่อ ประกอบอาชีพ และดำรงชีวิตในโลกอนาคตได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้รับการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนด้าน นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ จากบริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovators) โดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ประธานกรรมการผู้จัดการซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวคิดนวัตกรรมสมัยใหม่ให้กับครูและนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์มุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาให้ก้าวทันโลก สร้างผู้เรียนให้ ‘คิดเป็น ทําเป็น และก้าวทันเทคโนโลยี’เพื่อให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า บุตรหลานจะได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งวิชาการ คุณธรรมโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์มุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาให้ก้าวทันโลก สร้างผู้เรียนให้ ‘คิดเป็น ทําเป็น และก้าวทันเทคโนโลยี’ เพื่อให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า บุตรหลานจะได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งวิชาการ คุณธรรม แล้วพบกันในงาน DP5 Academic Open House2026 เปิดประตูสู่โลกแห่งการเรียนรู้ ที่มากกว่าห้องเรียน และก้าวไกลกว่าคำว่า ‘อนาคต’

/////////////-026

บ.ฉ.โชว์เหนือ! อวดโฉม ‘สายรัดข้อมืออัจฉริยะ-กังหันลมแกนตั้ง’ นวัตกรรมฝีมือเด็กไทย

บ.ฉ.โชว์เหนือ! อวดโฉม ‘สายรัดข้อมืออัจฉริยะ-กังหันลมแกนตั้ง’ นวัตกรรมฝีมือเด็กไทย

บ.ฉ.โชว์เหนือ! อวดโฉม ‘สายรัดข้อมืออัจฉริยะ-กังหันลมแกนตั้ง’ นวัตกรรมฝีมือเด็กไทย

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.08 น.

‘เบญจมราชรังสฤษฎิ์’โชว์เหนือ! เปิดบ้าน Open House 2026 อวดโฉม ‘สายรัดข้อมืออัจฉริยะ-กังหันลมแกนตั้ง’ นวัตกรรมเปลี่ยนโลกฝีมือเด็กไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ ร.ต.เกชา กลิ่นเพ็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เปิดบ้านต้อนรับผู้ปกครองและนักเรียนในงาน Open House 2026 ‘เปิดโลกการเรียนรู้ นิทรรศการบ้านเบญจมฯ’ โดยได้รับเกียรติจาก นายวีระพล ไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีเปิดและเยี่ยมชมผลงานของเหล่านักเรียนอย่างใกล้ชิด

จุดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในปีนี้ คือนิทรรศการหน้าอาคาร 8 ของห้องแผนการเรียนวิศวกรรมศาสตร์ ภายใต้การดูแลของ ครูเสรี อังศิริ ซึ่งนักเรียนได้นำกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม (Engineering Design Process) มาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่ใช้งานได้จริง อาทิ Mood Capsule (สายรัดข้อมืออัจฉริยะ) นวัตกรรมดูแลสุขภาพจิตที่ใช้ระบบไมโครคอนโทรลเลอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจและความแปรปรวนของชีพจร เพื่อประมวลผลความเครียดและสภาวะอารมณ์ผ่านแอปพลิเคชันที่นักเรียนพัฒนาขึ้นเอง และ กังหันลมแกนตั้ง (VAWT) ระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากลมที่ติดตั้งเครื่องวัดความเร็วลม (Anemometer) พร้อมระบบบันทึกข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ความคุ้มค่าเชิงพลังงานได้อย่างแม่นยำ

ความสำเร็จในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนด้านนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก บริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovators) โดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ ที่มาร่วมพัฒนาหลักสูตรเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้นักเรียนก้าวทันโลกอนาคต

นางอำไพ วัฒนเหลืองอรุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ระบุว่างานครั้งนี้เป็นมากกว่านิทรรศการ แต่คือบทพิสูจน์ว่าโรงเรียนสามารถสร้าง ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักพัฒนา’ ที่มีความพร้อมทั้งทักษะ STEM และการเขียนโปรแกรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ในยุคใหม่

/////////////-026

อนุทิน สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว ผอ.ศศิพัชร

อนุทิน สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว ผอ.ศศิพัชร

อนุทิน สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว ผอ.ศศิพัชร

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.46 น.

“รมว.นฤมล” เผย นายกฯ อนุทิน สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว “ผอ.ศศิพัชร”ขณะที่ ศธ.พิจารณาบำเหน็จความชอบพิเศษ-เปิดทางบรรจุทายาทรับราชการตามหลักเกณฑ์ ยัน ดูแลผู้บาดเจ็บและฟื้นฟูจิตใจเต็มที่ 

13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.00 น.ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุคนร้ายบุกยิงภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา ว่า ภายหลังเกิดเหตุได้เร่งลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมให้กำลังใจครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด และได้รายงานสถานการณ์นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เกิดเหตุ

โดยนายกรัฐมนตรีได้มีดำริให้ใช้งบประมาณจากสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเยียวยาครอบครัวของ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องนักเรียน โดยเห็นว่าเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ และสมควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพจิตใจของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

รมว.ศธ. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายหลังการลงพื้นที่เมื่อค่ำวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งจัดทำรายละเอียดเสนอไปยังคณะกรรมการกองทุนของสำนักนายกรัฐมนตรีโดยด่วน ซึ่งกระทรวงฯ ได้ส่งข้อมูลและหลักฐานประกอบการพิจารณา และล่าสุด ได้รับแจ้งว่า คณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติการเยียวยาให้แก่ครอบครัวของ นางศศิพัชร สินสโมสร จำนวน 1 ล้านบาท โดยในวันอังคารที่ 17 ก.พ.จะมีการมอบเงินเยียวยาดังกล่าวให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ในพิธีพระราชทานเพลิงศพนางศศิพัชร เพื่อร่วมไว้อาลัยและแสดงความเคารพต่อวีรกรรมอันกล้าหาญ

ส่วนกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะนักเรียนที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา จะต้องรอเอกสารรับรองแพทย์เพื่อประกอบการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ก่อนดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่าจะดูแลอย่างใกล้ชิด และไม่ปล่อยให้ครอบครัวใดต้องเผชิญกับผลกระทบเพียงลำพัง

นอจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับให้ ศธ.พิจารณาสิทธิประโยชน์และบำเหน็จบำนาญความชอบเป็นกรณีพิเศษตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้พิจารณาช่วยเหลือครอบครัวของ ผอ.ศศิพัชร เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีและยกย่องครูผู้เสียสละ ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 12/2562 ให้ส่วนราชการสามารถพิจารณาการสงเคราะห์และช่วยเหลือบรรจุทายาทของข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่เสียชีวิต อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ได้ ซึ่ง ผอ.ศศิพัชร มีบุตรธิดา จำนวน 2 คน กำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษา ปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามลำดับ โดยเมื่อจบการศึกษาก็สามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์นี้ได้ ในกรณีที่ทายาทประสงค์จะบรรจุเข้ารับราชการ

ศธ.ยืนยันดูแลครอบครัว ผอ.ศศิพัชร ให้สิทธิทายาทโดยชอบธรรมบรรจุรับราชการ

ศธ.ยืนยันดูแลครอบครัว ผอ.ศศิพัชร ให้สิทธิทายาทโดยชอบธรรมบรรจุรับราชการ

ศธ.ยืนยันดูแลครอบครัว ผอ.ศศิพัชร ให้สิทธิทายาทโดยชอบธรรมบรรจุรับราชการ

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.10 น.

ศธ.ยืนยันดูแลครอบครัว “ผอ.ศศิพัชร” เลขาฯ ก.ค.ศ. แจง ดำเนินการ “ให้สิทธิทายาทโดยชอบธรรมบรรจุเข้ารับราชการ”ได้ ตอบแทนความดีครูผู้เสียสละเพื่อปกป้องนักเรียน

13 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยว่า จากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนที่ชิงมาจากตำรวจบุกเข้าไปก่อเหตุในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้อำนวยการโรงเรียน “ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร” ได้เสียสละเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนักเรียน จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมานั้น

เบื้องต้น ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต และพิจารณาสิทธิประโยชน์และบำเหน็จบำนาญความชอบเป็นกรณีพิเศษตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการตามข้อสั่งการโดยเร่งด่วน นั้น

“การดำเนินการช่วยเหลือในส่วนที่สำนักงาน ก.ค.ศ. สามารถดูและช่วยเหลือครอบครัวของ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ได้ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีและยกย่องครูผู้เสียสละ ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 12/2562 ให้ส่วนราชการสามารถพิจารณาการสงเคราะห์และช่วยเหลือบรรจุทายาทของข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่เสียชีวิต อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ได้ ซึ่ง ผอ.ศศิพัชร มีบุตรธิดา จำนวน 2 คน กำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษา ปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามลำดับ โดยเมื่อจบการศึกษาก็สามารถดำเนินการ
ตามหลักเกณฑ์นี้ได้ ในกรณีที่ทายาทประสงค์จะบรรจุเข้ารับราชการ” 

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง พร้อมดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯลงพื้นที่บึงกาฬขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดนมอบทุน 15 ทุน

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯลงพื้นที่บึงกาฬขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดนมอบทุน 15 ทุน

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯลงพื้นที่บึงกาฬขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดนมอบทุน 15 ทุน

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.48 น.

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯ ลงพื้นที่บึงกาฬ ขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดน มอบทุน 15 ทุน หนุนพัฒนาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้แทนจาก กองทัพบก ร่วมกับกลุ่มทุนปรัชญาเพื่อความมั่นคง และหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดนไทย–ลาว ควบคู่จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่

ช่วงเช้าคณะได้ประชุมหารือ ณ ห้องประชุม ศปก.ตม.บึงกาฬ โดยมี พ.อ.วาริส ทรวงโพธิ์ หน.สนผ.ฝกร.ศปก.ทบ. เป็นประธานการประชุม มีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วม รวมถึงผู้แทนหอการค้าจากแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว และสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการ “People to People Connectivity” มุ่งสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน เสริมความเข้มแข็งของชุมชนชายแดนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

จากนั้นคณะได้เดินทางไปยัง โรงเรียนบ้านห้วยเชื่อมเหนือ ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จัดกิจกรรม CSR มอบทุนการศึกษา จำนวน 15 ทุน เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่ สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนและครอบครัว

ในช่วงบ่าย คณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หลัก ตำบลโคกก่อง ติดตามการดำเนินงานตามแผนหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนาน โดยส่งเสริมการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน ก่อนปิดภารกิจด้วยการเยี่ยมชมกิจการชุมชนในพื้นที่ตำบลชัยพร

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือบูรณาการของภาครัฐและเอกชน ในการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย–ลาว ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบกำลังพลบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบกำลังพลบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบกำลังพลบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.16 น.

ในหลวง-พระราชินี รักษาราชการแทนผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบแก่ พลทหาร ปวิวัตร์ มีมานะ กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ พลทหาร ปวิวัตร์ ฯไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ พลทหาร ปวิวัตร์ ฯ อย่างหาที่สุดมิได้

สอศ. ผุด ‘1 สอจ. 1 นิคมอุตสาหกรรม’ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทวิภาคี

สอศ. ผุด ‘1 สอจ. 1 นิคมอุตสาหกรรม’ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทวิภาคี

สอศ. ผุด ‘1 สอจ. 1 นิคมอุตสาหกรรม’ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทวิภาคี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายวิทวัต  ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดประชุมชี้แจงการขับเคลื่อนประสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (Public- Private -Partnership : PPP) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา  โดยมีผอ.สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) 77 จังหวัด เข้าร่วมประชุม  ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

โดยกิจกรรมการประชุม ประกอบด้วย การมอบนโยบายและการเสวนาวิชาการขับเคลื่อนประสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน  และแนะนำการเข้าใช้งานระบบจัดเก็บข้อมูลความต้องการกำลังคนของสถานประกอบการ ระบบ DVE-PPP Management System)

นายวิทวัต  ปัญจมะวัต  รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า นโยบายการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้  มีเป้าหมายแนวทาง 4  ข้อ ได้แก่ 1.การเตรียมตัวผู้เรียนอาชีวศึกษาทวิภาคีก่อนไปฝึกประสบการณ์วิชาขีพในสถานประกอบการ โดยพัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และระเบียบวินัย รวมไปถึงทักษะที่จำเป็นในสถานประกอบการ โดยอบรมอย่างน้อย 30 ชั่วโมง และเริ่มพัฒนาตั้งแต่บัดนี้ เพื่อจะได้มีความพร้อมที่ผู้เรียนจะออกไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ , 2.การวิเทศผู้เรียนที่ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ครูผู้สอนสามารถทำได้ทั้งแบบ Onsite และแบบ Online ซึ่งควรวิเทศ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง , 3.สถานศึกษาจะต้องจัดทำportfolioให้ผู้เรียนได้นำไปให้สถานประกอบการ เพื่อประเมินผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของผู้เรียน โดยสถานประกอบการจะประเมินทั้งจุดแข็ง จุดอ่อนของผู้เรียน ถ้าหากผู้เรียนมีจุดอ่อนเรื่องใด  สถานศึกษาจะต้องกลับมาพัฒนาสมรรถนะซ่อมเสริมเพิ่มเติมให้กับผู้เรียน โดยพัฒนา อย่างน้อย 30 ชั่วโมง เพื่อคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี และ 4.การทำความร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  โดยจัดพื้นที่รับผิดชอบ 1 สำนักงานอาชีวศึกษา (สอจ.) 1  นิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งการจัดทำระบบจัดเก็บข้อมูลความต้องการกำลังคนสถานประกอบการ (ระบบ DVE – PPP Management System)เพื่อจัดทำเป็นระบบข้อมูลกลาง โดยขอความร่วมมือ สอจ.เป็นผู้รายงานและนำข้อมูลที่ผ่านมา เข้าสู่ระบบเป็นข้อมูลกลางเพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกัน

“ศูนย์อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ยังได้จัดทำคู่มือการดำเนินงานประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ฉบับสถานศึกษา และฉบับสถานประกอบการ  ในรูปแบบ E -book เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามแนวทางเดียวกัน รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวและว่า

ทั้งนี้ จะมีการจัดประชุม (ระดับภูมิภาค) เพื่อชี้แจงการขับเคลื่อนประสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในระดับผู้ปฏิบัติงานตามนโนบาย ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่  รองผอ.สถานศึกษาด้านแผนงานและความร่วมมือ และรองผอ.สถานศึกษาด้านวิชาการ หัวหน้างานความร่วมมือ และหัวหน้างานทวิภาคี  รวม 4 คนขอวแต่ละสถานศึกษา โดยกำหนดจัดประชุมภูมิภาค ดังนี้ 5 มีนาคม 2569 โซนภาคอีสานตอนบน ณ จ.ร้อยเอ็ด , 10 มีนาคม 2569  โซนภาคอีสานล่าง ณ จ.นครราชสีมา , 12 มีนาคม 2569 ภาคเหนือ ณ จ.เชียงใหม่ , 31 มีนาคม 2569 ภาคใต้ ณ จ.ภูเก็ต , 2 เมษายน 2569 ภาคกลาง   ณ จ.ลพบุรี , 7 เมษายน 2569 ภาคตะวันออก ณ จ.ชลบุรี

ม.แม่โจ้ – เครือซีพี ผนึกป่าชุมชน ขับเคลื่อน ‘ป่าปลอดเผา’ ‘ลดไฟป่า – PM2.5’ สู่เป้าหมาย SDGs บนเวที ASCN & SUN Thailand Conference (2025)

ม.แม่โจ้ – เครือซีพี ผนึกป่าชุมชน ขับเคลื่อน ‘ป่าปลอดเผา’ ‘ลดไฟป่า - PM2.5’ สู่เป้าหมาย SDGs บนเวที ASCN & SUN Thailand Conference (2025)

ม.แม่โจ้ – เครือซีพี ผนึกป่าชุมชน ขับเคลื่อน ‘ป่าปลอดเผา’ ‘ลดไฟป่า – PM2.5’ สู่เป้าหมาย SDGs บนเวที ASCN & SUN Thailand Conference (2025)

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ นำเสนอผลงานด้านความยั่งยืน ในงานประชุมวิชาการประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) ครั้งที่ 10 ควบคู่กับการประชุม Asian Sustainable Campus Network (ASCN 2025) โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งการนำเสนอผลงานครั้งนี้ เป็นการนำเสนอ “โครงการป่าปลอดเผา เครือข่ายความร่วมมือป่าชุมชน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่” โดย ผศ.ดร.แสนวสันต์ ยอดคำ ผู้ช่วยอธิการบดี และอาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ นางศิริลักษณ์ บ่อสร้าง ผู้จัดการฝ่ายด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นความร่วมมือในการดำเนินงานกับเครือซีพี ภายใต้โครงการ “ซีพีความดี สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ป่าปลอดเผา” จ.เชียงใหม่

โครงการดังกล่าวมุ่งจัดการเศษใบไม้ในป่าชุมชน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ก่อให้เกิดไฟป่าและหมอกควัน ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง เพื่อลดการเผาในที่โล่ง ลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่า ลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถขยายการดำเนินงานครอบคลุม 10 ป่าชุมชน ใน 3 ตำบล พื้นที่รวมกว่า 10,875 ไร่ จัดเก็บใบไม้ได้มากกว่า 75 ตัน และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้กว่า 84 ตัน สร้างรายได้ให้ชุมชนควบคู่กับการดูแลทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน

สำหรับความสำคัญของเวทีการประชุมดังกล่าว เครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Sustainable University Network of Thailand” หรือ SUN Thailand) เป็นกลไกความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการเรียนการสอน งานวิจัย และการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ ASCN เป็นเครือข่ายระดับภูมิภาคเอเชียที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยจากหลายประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติด้านการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืนในระดับสากล

การนำเสนอผลงาน “โครงการป่าปลอดเผา” บนเวที ASCN & SUN Thailand conference 2025 จึงไม่เพียงสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่จริง แต่ยังเป็นการยกระดับองค์ความรู้จากชุมชนสู่เวทีวิชาการระดับภูมิภาค และเป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชน ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติในหลายมิติ

บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) ร่วมกับศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งทางราง (Thailand Railway Research Network: TRRN) ภายใต้ Hub of Talents โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเวทีกำลังคนขั้นแนวหน้าเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้านเทคโนโลยีระบบราง ภายใต้ชื่อ “MHESI RailTech Brainpower & Industry Linkage Forum: อว.สร้างคน เชื่อมอุตสาหกรรมรางแห่งอนาคต” ยกระดับการพัฒนากำลังคน เทคโนโลยี และงานวิจัยด้านระบบรางของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาว ณ ห้องประชุมแมนดาริน เอ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ (สามย่าน)

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการ รวพ. เป็นประธานกล่าวเปิดงานและมอบนโยบาย ภายใต้หัวข้อ “อว. กับการพัฒนาคนและขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบขนส่งทางราง” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการลงทุนด้านกำลังคนและเทคโนโลยีขั้นสูงว่า “การพัฒนาระบบรางของประเทศ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องลงทุนใน ‘คน’ และ ‘องค์ความรู้’ อย่างเป็นระบบ กระทรวง อว. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว ประเทศไทยต้องปรับจากที่เป็น ‘ประเทศผู้ซื้อ’ เปลี่ยนบทบาทเป็น ‘ประเทศผู้ผลิต’ ให้ได้ผ่านการบูรณาการทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานระหว่าง Supply side และ Demand side ที่ลงตัว”

ภายใต้นโยบายดังกล่าว กระทรวง อว. มุ่งส่งเสริมการพัฒนากำลังคนตลอดช่วงชีวิต (Lifelong Learning) การยกระดับทักษะ (Upskill–Reskill) และการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับภาคอุตสาหกรรมจริง เพื่อให้กำลังคนสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยระบบรางถือเป็นหนึ่งในสาขาที่ต้องอาศัยความรู้สหวิทยาการ ทั้งวิศวกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ พลังงาน และการจัดการระบบขนาดใหญ่

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต กล่าวว่า เวทีนี้เป็นพื้นที่สำคัญในการสะท้อนบทบาทของการบริหารทุนที่เน้นผลลัพธ์ และการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนโยบาย ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ บพค. ยังส่งเสริมกลไกการสร้างระบบนิเวศการพัฒนากำลังคนที่ยั่งยืนผ่านการผลักดันหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางด้านระบบราง โดยมุ่งเน้นกำลังคนทักษะสูงปริญญาโท-เอกแบบแซนด์บอกซ์ (Higher Education Sandbox) จำนวน 2 หลักสูตร โดยการจับคู่ระหว่างภาคอุดมศึกษา-บริษัทเอกชน-สถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการผสาน 3 ภาคส่วนรูปแบบ Triple Helix ให้สามารถร่วมกันทำงาน ร่วมลงทุนและร่วมผลิตบัณฑิตสมรรถนะสูงได้

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร ประธานคณะกรรมการวิจัยและนวัตกรรม ทปอ. กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเครือข่ายการวิจัยด้านระบบรางว่า เครือข่ายการพัฒนางานวิจัยระบบรางได้เริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 4–5 ปี โดยมีการหารือร่วมกับผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และได้รับการสนับสนุนในระยะแรกจากกองทุนส่งเสริม ววน. โดยทุน Fundamental Fund (FF) และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและการสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ รวมถึง บพค. ได้ก่อให้เกิดหลักสูตรและโครงการสำคัญ โดยการดำเนินงานในรูปแบบ Consortium เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจและการลงมือทำในระดับที่สามารถดำเนินการได้จริง ทำให้ TRRN ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการองค์ความรู้ บุคลากร และเครือข่ายด้านระบบรางของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างการประลองแข่งขันออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้าจากโจทย์จริง ได้แก่ งาน Railway Challenge โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะเชิงวิศวกรรม การทำงานเป็นทีม และการคิดเชิงระบบ ให้กับนักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ภาคอุตสาหกรรม

การจัดงาน MHESI RailTech Brainpower & Industry Linkage Forum จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่เป็นกลไกเชิงนโยบายในการเชื่อมโยงการลงทุนด้าน อววน. เข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว

DPU เปิดวิสัยทัศน์ ‘The Future of Human Potential’ ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

DPU เปิดวิสัยทัศน์ 'The Future of Human Potential' ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

DPU เปิดวิสัยทัศน์ ‘The Future of Human Potential’ ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.48 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดตัวแนวคิดและทิศทางแบรนด์ใหม่ภายใต้กรอบ “The Future of Human Potential” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตอกย้ำบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้าน เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกมิติของสังคมและเศรษฐกิจ

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(DPU) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของทักษะ แรงงาน และความคาดหวังขององค์กรอย่างสิ้นเชิง โดยข้อมูลจากสถาบันระดับนานาชาติสะท้อนตรงกันว่า องค์กรจำนวนมาก เริ่มหลีกเลี่ยงการจ้างบัณฑิตจบใหม่ ไม่ใช่เพราะขาดความรู้เชิงวิชาการ แต่เพราะยังขาด “ศักยภาพที่พร้อมใช้งานจริง” ในโลกการทำงาน

“วันนี้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรกำลังมองหาคนที่เข้าใจตนเอง สื่อสารเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ปรับตัวเร็ว และมีแรงขับภายในในการเติบโต ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องของการพัฒนา ‘ศักยภาพมนุษย์’ จึงเป็นภารกิจของทุกฝ่าย เพื่อประเทศชาติ” ดร.ดาริกา กล่าว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า แนวคิด Human Potential จึงไม่ใช่คำเชิงนามธรรม แต่เป็นโจทย์เชิงระบบที่ต้องทำให้ “จับต้องได้” ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงจิตวิทยา สมรรถนะการทำงาน และประสบการณ์จริงเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในบริบทที่ AI กำลังเข้ามาเป็น “เครื่องมือ” ของคนที่มีศักยภาพ

“เราเชื่อว่าอนาคตไม่ใช่การแข่งขันระหว่างคนกับ AI แต่คือการแข่งขันระหว่างคนที่ใช้ AI เป็น กับคนที่ยังไม่รู้จักศักยภาพของตัวเอง มหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าสอนวิชา แต่ต้องช่วยให้นักศึกษาค้นพบ ปลดปล่อย และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้พัฒนา Potentialigence Center ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้าน Human Potential ตลอดเส้นทางการศึกษา โดยเน้นการผสานศาสตร์ด้านจิตวิทยาการพัฒนาศักยภาพ เข้ากับ การพัฒนาสมรรถนะ   ที่จำเป็นต่อการเติบโตในสายอาชีพจริง

โดยโครงสร้างการพัฒนาศักยภาพของ DPU ถูกออกแบบเป็นเส้นทางต่อเนื่องตลอด 3 ปีการศึกษา ตั้งแต่การค้นพบตัวเอง (Discover) การปลดปล่อยศักยภาพ (Unleash) ไปจนถึงการเร่งศักยภาพสู่การเติบโตในอาชีพ (Accelerate) เพื่อให้นักศึกษาไม่เพียง “เรียนจบ” แต่ “เติบโตพร้อมใช้งานจริง” พัฒนาศักยภาพตัวเองได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ ระบบ DPU Passport ซึ่งเป็นระบบพัฒนาศักยภาพรายบุคคล (Individualized Learning) ผ่านแนวคิด Gamification โดยนักศึกษาจะเริ่มจากการประเมินสมรรถนะ (Competency Assessment) เพื่อทำความเข้าใจศักยภาพของตนเอง จากนั้นเลือกกิจกรรมหรือ “Quest” ที่สอดคล้องกับความสนใจและเป้าหมาย เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง สะสมประสบการณ์ คะแนน และสร้างโปรไฟล์ศักยภาพที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดในการสมัครงานได้เมื่อสำเร็จการศึกษา

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น รองรับผู้เรียนที่มีสไตล์แตกต่างกัน ทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเอง เวิร์กชอปเชิงปฏิบัติ กิจกรรมแบบ On-site ที่ใช้เครื่องมือเชิงเกมและประสบการณ์เชิงโต้ตอบ รวมถึงบทเรียนออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาพัฒนาศักยภาพในแบบที่เหมาะสมกับตนเอง

“การเปิดตัวแนวคิด “The Future of Human Potential” ไม่ได้เป็นเพียงการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ แต่เป็นการประกาศจุดยืนเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัย ในการทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลุกศักยภาพมนุษย์” ให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเราอยากเห็นบัณฑิตที่ไม่เพียงเก่ง แต่รู้คุณค่าของตนเอง เข้าใจผู้อื่น และสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรและสังคมได้อย่างมีความหมาย นี่คืออนาคตของการศึกษาที่ DPU ตั้งใจสร้าง” ดร.ดาริกา กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานเปิดวิสัยทัศน์ “The Future of Human Potential” มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังได้จัดพิธีมอบ Human Potential Development Award ให้แก่ 58 องค์กรพันธมิตร จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย บริษัท Sea (Thailand) , Thailand Blockchain Association , Yell Bangkok YM.STUDIO COMPANY LIMITED ,  Korean Cultural Center , LigentComm Co., Ltd. , บริษัท จอมธนา จำกัด (อีลี่ กรุ๊ป ไทยแลนด์) , บริษัท จัดหางาน จ๊อบบีเคเค ดอท คอม จำกัด , บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) , เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน , International Air Transportation Association (IATA) , บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต็อค จำกัด , บริษัท เอ็มเจ็ท จำกัด , สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม. กท. 1) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) , สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) , บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์ เฮลท์แคร์ จำกัด , บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) , โรงพยาบาลสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท , ธนาคารออมสิน, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) , บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , DALI FOODS (THAILAND) CO., LTD. , Hainan Airlines Holding Co., Ltd. , HHA (Thailand) Co., Ltd. , บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จํากัด , บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) , สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด , บริษัท สยามมิชลิน จำกัด , บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) , วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า, WACOM Singapore Private Limited , บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) , บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) , InterContinental Hotels Group (IHG) , Marriott International , One Asia Corporation , สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , Synergy University, Russia , The Thaiger Pte. Ltd. , ThinkX Global, Singapore , กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม , บริษัท ที.ไอ.ไอ. จำกัด (สถาบันประกันภัยไทย) , บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด , บริษัท ไอแคร์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) , บริษัท เลอ นีซ จำกัด , ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) , ศูนย์ห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ , บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) , สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) , องค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ , ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ , สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี , บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อเชิดชูองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในแนวทางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของมหาวิทยาลัย และร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากโลกการทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยตั้งใจมอบรางวัล Human Potential Development Award  เพื่อยกย่องและแสดงความยินดีกับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่าของมนุษย์ และพร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพของนักศึกษาได้รับการค้นพบ พัฒนา ภายใต้การสนับสนุนของพันธมิตรที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน โดยมุ่งหวังให้บัณฑิตได้นำเอาศักยภาพของตัวเองไปพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศ