PEA จัดประกวดภาพถ่ายการภารกิจด้านไฟฟ้าภูมิภาค ทุกเพศวัย เข้าชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612839

PEA จัดประกวดภาพถ่ายการภารกิจด้านไฟฟ้าภูมิภาค ทุกเพศวัย เข้าชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA เชิญชวนผู้รักการถ่ายภาพร่วมประกวดภาพถ่าย ภายใต้แนวคิด“Brightness for Life Qualityสว่างทั่วทิศ สร้างคุณภาพชีวิตทั่วไทย”ในหัวข้อ “Beauty of Brightness”โดยถ่ายภาพกิจกรรม หรือสินทรัพย์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในรูปแบบใดก็ได้ ที่สามารถสะท้อนถึงภารกิจ และการดำเนินงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการด้านระบบจำหน่ายไฟฟ้า การให้บริการด้านไฟฟ้า และกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ชิงรางวัลและเงินสดมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท การประกวดครั้งนี้ ได้ช่างภาพและผู้ทรงคุณวุฒิระดับแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน นำโดย ดาววาสิกศิริ วสันต์ ผึ่งประเสริฐ ตุลย์หิรัญญลาวัลย์ และ จุฬวิศว์ ศานติพงศ์เป็นต้น

ผู้สนใจสามารถสมัครและส่งผลงานเข้าประกวดได้ผ่านทาง www.peaphotochallenge.com โดยส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้-30 พ.ย. 2564ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ peaphoto2021@gmail.com

ม.อ.เร่งสร้างความเข้าใจ เผยผลพิสูจน์ไม่ยืนยันเป็น ‘อ้วกวาฬ’ ระบุใบรับรองแค่สาร ‘ไขมัน’ แนะส่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะตรวจสอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612837

ม.อ.เร่งสร้างความเข้าใจ เผยผลพิสูจน์ไม่ยืนยันเป็น ‘อ้วกวาฬ’  ระบุใบรับรองแค่สาร ‘ไขมัน’ แนะส่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะตรวจสอบ

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.อาซีซัน แกสมานผู้อำนวยการสำนักเครื่องมือวิทยาศาสตร์และการทดสอบมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)เปิดเผยว่า สำนักเครื่องมือวิทยาศาสตร์และการทดสอบมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งรับตรวจสอบตัวอย่างจากผู้ที่พบวัตถุต่างๆ โดยล่าสุดชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่เป็นผู้ค้นพบระบุว่าเป็น “อ้วกวาฬ”หรือลักษณะคล้ายกับอำพันทะเล เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งวิเคราะห์โดยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ระบุผลตรวจว่าเป็นสารประกอบ “ไขมัน” เท่านั้นและไม่ได้ให้การรับรองว่าเป็น “อ้วกวาฬ”แต่อย่างใด จึงต้องส่งไปตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะอีกครั้ง 

สำหรับการตรวจสอบการค้นพบที่ระบุว่าเป็น “อ้วกวาฬ” ในครั้งนี้ทางสำนักเครื่องมือวิทยาศาสตร์และการทดสอบได้ใช้เครื่อง FOURIERTRANSFORM INFRAREDSPECTROMETER ที่สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีจากสารอินทรีย์ในตัวอย่างที่หลากหลาย ทั้งที่เป็นของแข็งและของเหลวโดยใช้สารสกัดสำคัญจากพืช เช่น สมุนไพร สารเคมีในกลุ่มสารอินทรีย์ ตรวจสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์หาหมู่ฟังก์ชั่นของสารที่สกัดมาจากตัวอย่างที่ส่งมาทดสอบ ปัจจุบันทางสำนักเครื่องมือวิทยาศาสตร์ฯมีเครื่องมือประเภทอื่นที่สามารถวิเคราะห์สารที่เป็นองค์ประกอบที่หลากหลายและให้ข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความประสงค์ของเจ้าของตัวอย่าง แต่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลอ้างอิงและเทียบเคียงเพื่อยืนยัน และสิ่งที่สำคัญคือ เกณฑ์การพิจารณาของผู้ซื้อ แหล่งที่พบ และกลิ่น สีและลักษณะของเนื้อสารที่มีส่วนในการกำหนดราคาหากเป็นอำพันทะเลจริง ซึ่งเป็นวัตถุที่มาจากการสำรอกหรือขับถ่ายจากวาฬหัวทุย มีองค์ประกอบของคลอเลสเตอรอล ไขมัน และสารประกอบอื่นที่เมื่อเก็บไว้นานจะมีกลิ่นหอม เป็นของหายากราคาแพง ใช้เป็นวัตถุดิบหัวน้ำหอม ส่วนใบรับรองจากการวิเคราะห์องค์ประกอบอาจมีส่วนพิจารณาในการซื้อขายได้เช่นกัน 

รศ.อาซีซัน กล่าวว่า เครื่องFOURIER TRANSFORMINFRARED SPECTROMETERและเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือจำนวนหลายร้อยรายการ ที่สำนักเครื่องมือวิทยาศาสตร์และการทดสอบ ให้บริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์แก่หน่วยงานทั้งภายนอกและในมหาวิทยาลัย โดยเน้นด้านเคมีประยุกต์ การวิเคราะห์โครงสร้าง ชีวโมเลกุล การทดสอบยางและการเตรียมตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ มีผลการทดสอบที่ถูกต้อง เที่ยงตรงเชื่อถือได้ และมีความปลอดภัยโดยได้รับการตรวจประเมินจากหน่วยงานภายนอกจนได้รับการรับรอง มอก.2677-2558 และISO 9001

สพฐ.จัดนิทรรศการออนไลน์ โรงเรียนพื้นที่พิเศษ 300โรงเรียน เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612836

สพฐ.จัดนิทรรศการออนไลน์ โรงเรียนพื้นที่พิเศษ 300โรงเรียน เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร และชมรมนักจัดการศึกษาในพื้นที่เกาะ จัดงานนิทรรศการออนไลน์โรงเรียนที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ (โรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดารและโรงเรียนพื้นที่เกาะ) ขึ้น ภายใต้สโลแกนโรงเรียนดีบนดอย โรงเรียนหรอยบนเกาะ ซึ่งรับชมผ่านเว็บไซต์ https://www.ssra-exhibition.com ภายในงานประกอบไปด้วยการนำเสนอคลิปวีดีโอ เอกสารการดำเนินงาน โครงการพัฒนากว่า 300 โรงเรียน และการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อต่างๆ อาทิ ทิศทางการจัดการศึกษาในพื้นที่ลักษณะพิเศษ (พื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดารและพื้นที่เกาะ) ความยากลำบากในการบริหารจัดการศึกษาในพื้นที่ การบริหารจัดการในพื้นที่ ความท้าทายของผู้บริหารโรงเรียนที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ โดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.)เปิดเผยหลังจากเป็นประธานเปิดงานครั้งนี้ว่า จากการลงพื้นที่ในหลายจังหวัด โรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดารและโรงเรียนพื้นที่เกาะ มีความยากลำบากแตกต่างกันตามแต่ละบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งตนเองได้รับรู้รับทราบปัญหาเป็นอย่างดี ในเชิงนโยบาย รัฐบาลก็ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างความเป็นธรรมในสังคม สร้างความเสมอภาคให้กับประชาชน ส่วนกพฐ. ได้เน้นย้ำเรื่องการสร้างโอกาสและคุณภาพ โดยเฉพาะโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดารและโรงเรียนพื้นที่เกาะ ถือเป็นกลุ่มที่อยู่ในเป้าหมายพิเศษ และกิจกรรมงานนิทรรศการออนไลน์ในครั้งนี้ ได้มีการนำเอา Best Practice หรือแนวปฏิบัติที่ดีของแต่ละโรงเรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ต้องขอขอบคุณผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาที่ดูแลโรงเรียนที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ ศึกษานิเทศก์ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ทุ่มเท เสียสละ ที่ดูแลนักเรียนในถิ่นทุรกันดารรวมถึงพื้นที่เกาะ มา ณ โอกาสนี้”

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการ กพฐ.

ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 ประธานชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร กล่าวว่า การจัดนิทรรศการออนไลน์ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความพยายามในการทำงานจัดการศึกษาภายใต้ข้อจำกัดของสภาพพื้นที่ แต่สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน คือ การที่ได้นำบทเรียนของการจัดการศึกษาในพื้นที่ยากลำบากที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลายปีมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน PlatformOnline ซึ่งคณะทำงานของเราได้พัฒนาขึ้นมาเอง โดยใช้งบประมาณน้อยมาก แต่ได้สร้างเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง และยังเป็นความตั้งใจของคณะทำงานว่า Platform Online นี้จะมอบให้เป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับโรงเรียนบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพื้นที่เกาะ และโรงเรียนทั่วไป ในอนาคตต่อไป

ประธานชมรมฯ กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการดังกล่าว สพฐ.ได้ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายการพัฒนาการศึกษา ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียนในเขตพื้นที่ภูเขาสูงและถิ่นทุรกันดาร และโรงเรียนในเขตพื้นที่เกาะภายใต้ชื่อ “ชมรมนักจัดการศึกษาในพื้นที่ภูเขาสูงและถิ่นทุรกันดาร”และ “ชมรมนักจัดการศึกษาในพื้นที่เกาะ”ให้มีบทบาทหน้าที่ในการขับเคลื่อน ประสานงาน เชิญชวนพหุเครือข่ายให้เกิดความตระหนักและเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา สนับสนุนทรัพยากร เพื่อใช้ในการจัดการศึกษาจนทำให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพบริบทในแต่ละพื้นที่เพื่อสร้างความยั่งยืน นั่นคือ “โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” โดยมี สพฐ. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ส่งเสริมสนับสนุน ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินงานที่เป็นระบบ ต่อเนื่องและยั่งยืน

ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า

ศบค.หนุนจัดลอยกระทงวิถีใหม่ ปลอดภัยจากโควิด-19 ‘1 ครอบครัว 1 กระทง’หรือ ‘1 หน่วยงาน 1 กระทง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612835

ศบค.หนุนจัดลอยกระทงวิถีใหม่ ปลอดภัยจากโควิด-19  ‘1 ครอบครัว 1 กระทง’หรือ ‘1 หน่วยงาน 1 กระทง’

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)หรือศบค.ได้เห็นชอบแนวทางและมาตรการรณรงค์เพื่อดำเนินการประเพณีลอยกระทง พ.ศ. 2564 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสานวัฒนธรรมไทย” โดยให้จัดงานตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และคำนึงถึงมาตรการด้านความปลอดภัยด้วย ขณะเดียวกันให้ร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมไทยเน้นอนุรักษ์ สืบสานและส่งเสริมประเพณีลอยกระทงที่ทรงคุณค่า สาระอันดีงามและการปฏิบัติตามแบบประเพณีวัฒนธรรมที่เหมาะสม ซึ่งสะท้อนถึงการแสดงออกที่งดงาม อ่อนโยนเอื้ออาทร มีน้ำใจไมตรีให้แก่กันและการแสดงความกตัญญูต่อ “น้ำ”

นายอิทธิพล กล่าวอีกว่า แนวทางเพื่อดำเนินการประเพณีลอยกระทง ได้แก่ 1.ส่งเสริมให้คนไทยและชาวต่างชาติแต่งชุดไทยเข้าร่วมประเพณีลอยกระทง ใช้วัสดุธรรมชาติและย่อยสลายง่ายในแต่ละท้องถิ่น เพื่อรักษาและป้องกันมลพิษต่อสายน้ำและสิ่งแวดล้อม 2.รณรงค์ให้แต่ละครอบครัว กลุ่มหรือหน่วยงานใช้กระทง 1 ใบ ตามแนวทาง “1 ครอบครัว1 กระทง” หรือ “1 หน่วยงาน 1 กระทง” ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าและลดปริมาณขยะ3.จัดกิจกรรมการละเล่นและการแสดงทางวัฒนธรรมตามประเพณีท้องถิ่นโดยคำนึงมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-194.ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยและบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเช่น ห้ามปล่อยโคมลอย งดเล่นดอกไม้เพลิงพลุ ประทัด รณรงค์ลอยกระทงปลอดเหล้า5.ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจราจรทั้งทางน้ำและทางบกตรวจสอบความเรียบร้อยยานพาหนะที่จะใช้รับ-ส่งประชาชนในช่วงประเพณีลอยกระทง และ 6. ขอความร่วมมือผู้จัดงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของสธ.และวธ.  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวด้วยว่า วธ.ขอความร่วมมือหน่วยงานรัฐ เอกชนและชุมชนร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมไทยอันงดงามด้วยการจัดงานตามประเพณีนิยมของแต่ละพื้นที่ โดยให้แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น การแสดงพื้นบ้าน แต่งกายด้วยผ้าไทยหรือผ้าพื้นเมือง ร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีที่ดีงาม ใช้กระทงทำจากวัสดุที่ย่อยสลายง่ายและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งปีนี้ ได้เน้นการจัดงานลอยกระทงแบบปลอดภัย (Safety) และรณรงค์ให้ผู้ร่วมงานทุกคนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention)อย่างเคร่งครัด เช่น สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเข้าร่วมงาน ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่มุ่งผลักดันใช้ ”Soft Power” ความเป็นไทยและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และนโยบายวธ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่มีศักยภาพของไทย 5F ได้แก่ อาหาร (Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) มวยไทย (Fighting) และการอนุรักษ์และขับเคลื่อน เทศกาล ประเพณีสู่ระดับโลก (Festival) นำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างสรรค์สินค้าและบริการ (Creative Culture)เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการทางวัฒนธรรมให้แก่ชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

‘ครูโอ๊ะ’ตรวจเยี่ยมการเปิดเรียนออนไซต์วันแรก สร้างความเชื่อมั่นการกลับมาเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612840

'ครูโอ๊ะ'ตรวจเยี่ยมการเปิดเรียนออนไซต์วันแรก  สร้างความเชื่อมั่นการกลับมาเรียน

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 17.14 น.

“ครูโอ๊ะ” ตรวจเยี่ยมการเปิดเรียนออนไซต์ วันแรก ที่โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี สร้างความเชื่อมั่นการกลับมาเรียนพร้อมให้กำลังใจนักเรียน ผู้ปกครอง ครู โรงเรียน ร่วมก้าวผ่านสถานการณ์ไปด้วยกัน

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)  พร้อมผู้บริหาร ศธ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเปิดเรียนแบบออนไซต์ (On-Site) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ณ โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ

รมช.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยต้องการสร้างความมั่นใจต่อการกลับมาเรียนของนักเรียน ซึ่งรัฐมนตรีและผู้บริหาร (ศธ.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเปิดเรียนวันแรกในหลายจังหวัด เพื่อเป็นกำลังใจให้กับโรงเรียน ครู และผู้บริหาร ที่จะกลับมาจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนและสถานศึกษาตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย รวมทั้งคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด ที่จะก่อเกิดประโยชน์ทางการศึกษาต่อลูกหลานของเรา และขอให้เราปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข 6 พลัส คูณ 6 มาตรการหลัก DMHT-RC มาตรการเสริม SSET-CQ เพื่อร่วมกันก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

“จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่อยู่ในการกำกับดูแลของครูโอ๊ะ สามารถเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2 ได้เป็นอย่างดี ทั้งในส่วนของการฉีดวัคซีนครูและบุคลากร ร้อยละ 90.8 และฉีดวัคซีนให้นักเรียนที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปตามความสมัครใจ ร้อยละ 83.70 มีการประเมินความพร้อมของสถานศึกษาป้องกันโรคโควิด-19 ผ่านมาตรฐาน Thai Stop Covid Plus (TSC+) จัดให้มีจุดคัดกรองที่เหมาะสม โดยนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคนต้องตรวจด้วยชุดตรวจโควิด-19 แบบเร่งด่วน (Antigen Test Kit : ATK) ในวันเปิดเรียนวันแรก และเป็นประจำทุกสัปดาห์ รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนแบบ Small Bubble ที่ช่วยลดการเว้นระยะห่างตามมาตรการ 6 พลัส DMHT-RC (อยู่ห่าง สวมแมสก์ หมั่นล้างมือ ตรวจวัดอุณหภูมิ ลดแออัดทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสร่วม) ที่สำคัญ คือการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบไฮบริด ระหว่างการเรียนออนไซต์ในห้องเรียนกับการเรียนออนไลน์จากที่บ้านในเวลาเดียวกัน ทำให้นักเรียนไม่สูญเสียโอกาสทางการเรียนรู้” ครูโอ๊ะ กล่าว
 

‘ตรีนุช’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน จ.สมุทรสาคร ในการเปิดเทอมวันแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612726

'ตรีนุช'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน จ.สมุทรสาคร ในการเปิดเทอมวันแรก

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.06 น.

“ตรีนุช” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม โรงเรียนใน จ.สมุทรสาคร ในการเปิดเทอมวันแรก พบทั้งจังหวัดเปิดเรียนออนไซต์ 3 ร.ร. ที่เหลือจะทยอยเปิด เนื่องจากรอเด็กที่เดินทางมาจากพื้นที่อื่นกักตัวและฉีดวัคซีนก่อน ขณะที่ นร.ดีใจได้พบเพื่อน

เมื่อวันที่ 1  พฤศจิกายน 2564  น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)พร้อมด้วย ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการกพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาเพื่อติดตามความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ที่กำหนดเปิดวันแรกในวันที่ 1 พ.ย.2564 และการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ที่โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย และโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทรสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ในการเปิดเทอมวันแรก 

น.ส.ตรีนุช เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยม ว่า ศธ.เชื่อมั่นว่าการเรียนที่ดีที่สุด คือการที่นักเรียนได้มาเรียน On Site ซึ่งเราต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ต่อไป วันนี้การลงพื้นที่มาตรวจเยี่ยมโรงเรียนใน จ.สมุทรสาคร ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่เคยมีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงมาก่อน และโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียนจำนวน  3,034 คน ทางโรงเรียนจึงจัดกลุ่มให้นักเรียนสลับกันมาเรียน ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ เป็นรูปแบบหนึ่งที่ ศธ.ออกมาตรการเพิ่งให้เด็กรักษาระยะห่าง ทั้งนี้ ทราบว่านักเรียนทุกคนได้รับวัคซีนไฟเซอร์ครบ 2 เข็มแล้ว ส่วนครูก็ได้รับวัคซีนมากกว่า 90% 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ศธ.มุ่งเน้นว่าแม้ ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษาจะได้รับวัคซีนแล้ว แต่วัคซีนเป็นเพียงตัวช่วยที่ทำให้เมื่อรับเชื้อแล้วจะลดความรุนแรงของโรค แต่ที่สำคัญคือโรงเรียนต้องปฏิบัติตาม ปฏิบัติตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตราเข้มงวด และต้องใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ รวมถึงเว้นระยะห่าง ซึ่งตนได้เน้นย้ำผู้อำนวยการโรงเรียน และครูปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ต้องเข้มงวดในแผนเผชิญเหตุหากพบเด็กหรือบุคลากรในโรงเรียนมีอาการ หรือติดเชื้อ ต้องมีกระบวนการ แผนรองรับ เช่น สุ่มตรวจหาเชื้อด้วย ATK เป็นต้น ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดสุมทรสาคร ยืนยันว่าพร้อมจะช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่โดยจะร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัด ดูแลให้โรงเรียนใน จ.สุมทรสาคร เปิดเรียนได้อย่างปลอดภัย

“การใช้ ATK สุ่มตรวจหาเชื้อ ไม่ใช่มาตรการหลักที่จะนำมาพิจารณาการเปิดเรียน แต่นำมาใช้พร้อมกับแผนเผชิญเหตุที่ ศธ. เตรียมไว้เมื่อมีความเสี่ยงการติดเชื้อ หรือในพื้นที่เสี่ยง ก็สามารถนำ ATK มาสุ่มตรวจ ซึ่งการใช้ ATK นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน  และมีศึกษาธิการจังหวัด ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ผอ.โรงเรียนร่วมพิจจารณา ในการดูรายละเอียดแต่ละพื้นที่ร่วมพิจารณา รวมถึงการเปิดเรียนในแต่ละโรงเรียน” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า แม้นักเรียนไม่ได้รับวัคซีนก็สามารถมาเรียนได้ และขณะนี้มีผู้ปกครองยื่นความประสงค์จะให้ลูกฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเลื่อย คาดว่าผู้ปกครองมั่นใจการฉีดในการฉีดวัคซีนมากขึ้น ทั้งนี้ ศธ.ไม่เร่งให้โรงเรียนเปิด On Site  แต่ศธ.เน้นเรื่องความปลอดภัยของเด็กเป็นหลัก ถ้าโรงเรียนมีความพร้อมก็สามารถเปิดเรียน On Site ได้ ซี่งทราบว่ามีโรงเรียนที่สอนระดับชั้นประถมศึกษาบางแห่งได้รับอนุญาตจากจังหวัดให้เรียน On Site วันที่ 5 พฤศจิกายน นี้ และในวันที่ 15 พฤศจิกายน จะเปิด On Site เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้โรงเรียนเปิดเรียนรูปแบบ On Site แล้วก็ตาม ศธ.จะมีคณะกรรมการติดตาม ว่าเปิดเรียนแล้วมีประเด็นปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งในภาคเรียนที่ 1/2564 ที่ผ่านมา ศธ.ได้ตั้งคณะทำงานคอยติดตามว่าการเรียน 5 รูปแบบที่ศธ.กำหนดไว้ มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ศธ.มีคณะทำงานร่วมกับ สธ. เพื่อติดตามมาตรการป้องกันโรค และร่วมกันทำแผนเผชิญเหตุให้โรงเรียนเตรียมรับมือ 

“ขณะนี้ศธ. แจกคู่มือให้โรงเรียนทุกแห่งรับมือ ถ้าพบนักเรียนและบุคลากรติดเชื้อ ก็ให้ปิดแค่ห้องเรียนที่ติดเชื้อ เป็นเวลา 3 วัน และทำความสะอาดห้องเรียนนั้น เป็นต้น ขอให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า ศธ.มีแผนเผชิญเหตุรองรับ ส่วนแผนฟื้นฟูความรู้ให้นักเรียนนั้น ดิฉันเน้นย้ำให้ครูทำความเข้าใจกับเด็ก เพื่อให้เด็กมีความสุขกับการเรียนก่อนในช่วงแรกของการเปิดเทอม เพื่อปรับพฤติกรรมให้เด็กก่อน เมื่อเด็กมีความพร้อม ก็ให้ครูค่อยๆเพิ่มวิชาความรู้เข้าไป จึงขอให้ผู้ปกครอง และนักเรียนมีความมั่นใจ เพราะ ศธ.และสธ. มีมาตราการ และมีแผนเผชิญเหตุรองรับ และขอเน้นย้ำให้ครู ผู้อำนวยการโรงเรียนปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด” รมว.ศธ. กล่าว 

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า จากที่ได้รับรายงานโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศมีความพร้อมเปิดเรียน โดยมีโรงเรียนเปิดเรียนรูปแบบ On-Site จำนวน 20,000 แห่ง และมีโรงเรียนอีกส่วนหนึ่งที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะอนุมัติให้เปิดเรียน On Site ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ทั้งนี้ โรงเรียนได้เตรียมความพร้อมรับเปิดเรียนโดยทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง และนักเรียน ว่าเมื่อเปิดเรียนแล้วนักเรียนควรปฏิบัติอย่างไร โรงเรียนมีแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคอย่างไร ซึ่งตนเน้นย้ำให้โรงเรียนปฏิบัติตามมาตรการที่ สธ. กำหนดอย่างเคร่งครัด คือปฏิบัติตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตราเข้มงวด 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อจะมาดูว่า จากมาตรการที่ศธ.และ สธ.ได้ออกแบบร่วมกันไว้ เมื่อลงไปสู่การปฏิบัติมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง เพื่อนำบทเรียนจากตรงนี้มาปรับ และทำการป้องกันเพื่อให้นักเรียนและครูปลอดภัย หากทุกคนปฏิบัติตามมาตรการที่เข้มข้น เราจะเปิดเรียนได้อย่างทั่วถึง ทั่วประเทศต่อไป การเปิดเรียน On Site นั้น จำนวนนักเรียนจะต้องไม่เกิน 25 คนต่อห้อง ดังนั้นโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนนักเรียนต่อห้องเกิน 25 คน จะให้นักเรียนสลับวันมาเรียน ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่อห้องไม่เกิน 25 คน ก็สามารถเปิดเรียน On Site ได้ทั้งหมด ส่วนการฉีดวัคซีนนั้น สพฐ.กำหนดไว้ว่าครูที่อยู่ในพื้นที่สีแดง สีแดงเข้ม ต้องได้รับการฉีดวัคซีนมากกว่า 85% จึงจะเปิดเรียน On Site ได้ โดย สพฐ.ไม่ได้กำหนดว่านักเรียนควรจะได้รับการฉีดวัคซีนจำนวนเท่าใดจึงจะสามารถเปิดเรียนได้ แต่ต้องการให้นักเรีนนได้รับวัคซีนมากที่สุด เพื่อป้องกัน หากติดเชื้อแล้วการป่วยหนักจะน้อยลง ดังนั้นนักเรียนทุกคนสามารถเข้าเรียนได้ และหากนักเรียนได้รับวัคซีนแล้วแต่ผู้ปกครองเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ปลอดภัย สพฐ.ก็อนุโลมให้นักเรียน เรียนด้วยวิธีอื่นตามความสมัครใจได้

“ส่วนจะเปิด On Site ได้ 100% เมื่อไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่ และจะสามารถเปิดเรียนทั้งหมดได้หรือไม่ สพฐ.ไม่ได้ตั้งเป้าตรงนั้น แต่อยากให้โรงเรียนเปิดให้ได้มากที่สุด และปลอดภัยที่สุด ส่วนการเรียน On Site  2 สัปดาห์แรก ผมเน้นย้ำให้โรงเรียนไม่ได้มุ่งจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนอย่างเต็มที่ แต่มุ่งให้โรงเรียนสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 อย่างปลอดภัย เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ พร้อมกับให้ครูประเมินความพร้อมนักเรียนว่าจะซ่อม จะเสริม เพิ่มเติมความรู้ให้กับนักเรียนอย่างไร เพราะ 18 เดือนที่ผ่านมาที่นักเรียน เรียนอยู่ที่บ้าน อาจจะได้รับความรู้ไม่เพียง ส่วนถ้าพบนักเรียน หรือบุคลากรติดเชื้อโควิด-19 สพฐ.ก็มีแผนเผชิญเหตุอยู่” นายอัมพร กล่าว 

ทั้งนี้ โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย  เป็นโรงเรียนนาดใหญ่ มีนักเรียนระดับชั้น ม.1-ม.6 รวมจำนวน 3,034 คน ครู 157 คน เพื่อลดความแออัด ทางโรงเรียนจึงได้แบ่งกลุ่มนักเรียนเป็น กลุ่ม A เลขประจำตัวเป็นเลขคลี่ และกลุ่ม B เลขคู่ สลับมาเรียนกลุ่มละ 1 สัปดาห์  กลุ่มที่ไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียนก็ให้เรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านพร้อมกับเพื่อนๆ  ส่วนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทรสมุทรสาคร มีนักเรียนระดับชั้น ม.1-ม.6  จำนวน 1,451 คน มีครูและบุคคลากรทางการศึกษา รวม 102  คน ขณะนี้ทางโรงเรียนยังจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์อยู่เนื่องจากนักเรียนยังฉีดวัคซีนไม่ครบตามที่คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดกำหนด คาดว่าในวันที่ 15 พ.ย.นี้ จะสามารถเปิดเรียนนออนไซต์ได้ 50 % ก่อน และจะทยอยเปิดเรียนแบบออนไซต์จนครบ 100% 

ส่วนนายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุดสาคร กล่าวว่า ขณะนีโรงเรียนขนาดใหญ่ที่เปิดสอนแบบออนไซต์ได้เพียง 3 โรงเรียน ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดแล้ว คือ โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย โรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา และโรงเรียนวัดหลักสี่พิพัฒน์ราษฎรอุปถัมภ์  ส่วนโรงเรียนอื่น ๆก็จะทยอยเปิดตามความพร้อมประมาณวันที่ 15 พ.ย. เนื่องจากมีนักเรียนที่มาอยู่กับผู้ปกครองที่ทำงานใน จ.สมุทรสาคร ช่วงปิดเทอมได้กลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัด  พอโรงเรียนเปิดก็เดินทางมาเรียนและอยู่กับผู้ปกครองที่มาทำงานใน จ.สมุทรสาคร  ทางจังหวัดจึงขอให้กักตัวเพื่อสังเกตุอาการก่อน 14 วัน และดำเนินการฉีดวัคซีนให้จนครบทุกคน ก่อน เราจะไม่เร่งเปิดหากนักเรียนยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งทางจังหวัดวางแผนไว้ว่าหลังจากนี้ภายใน 2 สัปดาห์โรงเรียนจะสามารถเปิดเรียนแบบออนไซต์ได้มากพอสมควร คาดว่าภายในต้นเดือน ธ.ค.นี้ สถานศึกษาทุกแห่งจะสามารถเปิดเรียนแบบออนไซต์ได้ทุกแห่ง 100% 

ขณะที่ ด.ช.นคร ขวัญเสือ นักเรียนชั้น ม.3/11 ร.ร.สมุทรสาครวิทยาลัย กล่าวว่า ตนอยู่กลุ่ม A เดินทางมาเรียนวันแรก รู้สึกตื่นเต้นและอยากมาเรียนที่โรงเรียนมากกว่าเรียนออนไลน์ที่บ้าน เพราะจะได้เจอและพูดคุยกับเพื่อน ๆ ส่วนเรื่องการป้องกันโควิด ตนได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ไปแล้ว 2 เข็ม และใส่หน้ากากตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างเวลาพูดคุยกับเพื่อนๆ และเมื่อเดินทางกลับถึงบ้านก็พ่นแอลกอฮอล์ และเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำเพื่อความปลอดภัย

‘นายกฯ’เสริมแกร่ง Soft Powerไทย ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการแข่งขัน e-Sport #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612725

'นายกฯ'เสริมแกร่ง Soft Powerไทย ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการแข่งขัน e-Sport

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.03 น.

“นายกฯ” เสริมแกร่ง Soft Powerไทย ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการแข่งขัน e-Sport เติมสิทธิประโยชน์ให้กองถ่ายต่างประเทศที่เข้าถ่ายทำในประเทศไทย สร้างรายได้แล้วกว่า 3.4 พันล้านบาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  มุ่งส่งเสริมการใช้ “Soft power” ส่งออกวัฒนธรรมไทยผ่านการออกแบบ ศิลปะการแสดง ภาพยนตร์ กีฬา ซอฟแวร์ และดนตรี เพื่อส่งเสริมความเป็นไทย สินค้าแบรนด์ไทย ท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศและสร้างความสามารถในการแข่งขันในอนาคต  โดยตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จ คือโครงการนำร่องการแข่งขันกีฬาเจ็ตสกี ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ขับเคลื่อนจนยกระดับเป็นการแข่งขันทัวร์นาเม้นท์เจ็ตสกีอันดับที่ 1 ของโลก WPG#1 World Series เป็นลิขสิทธ์แบรนด์ไทย เติบโตครอบคลุมทั้งทวีปยุโรป และทวีปอเมริกา โดยในปี 2019 ได้มีการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความสวยงามของประเทศไทย สู่เครือข่ายแฟนกีฬานับพันล้านคน 54 ชาติ 20 ภาษา มีนักกีฬาและทีมนานาชาติเข้าร่วมจำนวนกว่า 3,000 คน และสร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจได้กว่า 700 ล้านบาท ส่วนแผนกลยุทธ์สำหรับการเดินหน้าต่อคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท  เพราะจะมีการต่อยอดด้วยการสร้างทัวร์นาเมนต์อื่นๆในประเทศ การขับเคลื่อนกีฬาและธุรกิจ และการขยายอุตสาหกรรมกีฬาแบรนด์ไทย

ล่าสุด นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกันผลักดันและสนับสนุนอุตสาหกรรม e-sports ของไทยอย่างเต็มที่ ตั้งเป้าให้เป็นสถานที่แข่งขันในระดับโลก ซึ่งขณะนี้กีฬา e-sport ถือเป็นกีฬาอาชีพอย่างเป็นทางการแล้ว และเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ของประเทศไทยด้วย โดยนอกจากการจัดแข่งกีฬาอีสปอร์ตแล้ว การสนับสนุนต้องให้ครอบคลุมการส่งเสริมพัฒนาสมาคมกีฬาและนักกีฬาe-sport  และอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยถึงมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ โดยรัฐบาลกำหนดให้หากมีการถ่ายทำและใช้จ่ายในประเทศไทย 50 ล้านบาทขึ้นไป จะได้สิทธิประโยชน์เงินคืน 15 % บวกสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเลือกรวมได้ไม่เกินอีก 5%  ได้แก่ 1) การจ้างบุคคลากรหลักของไทย (Key Personnel) เป็นคณะทำงานในการถ่ายทำภาพยนต์ (+3%) 2) ส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมหรือภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย (+2%) 3) ถ่ายทำภาพยนตร์ในจังหวัดเมืองรอง (+3%) 4)  ถ่ายทำในประเทศไทยก่อน 31 ธ.ค. 65 และใช้จ่ายในประเทศไทย 100 ล้านบาทขึ้นไป (+5% )  โดย 5% ที่เพิ่มขึ้นนี้ เพื่อดึงดูดผู้สร้างภาพยนตร์รายใหญ่ให้นำเงินเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้  หลังการผ่อนปรนมาตรการถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตัวเลขนับตั้งแต่ม.ค. – ต.ค ปีนี้ มีบริษัทภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยรวม 71 เรื่อง ในพื้นที่ 29 จังหวัด สร้างรายได้เข้าประเทศได้แล้วกว่า 3.4 พันล้านบาท โดยประเทศที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับในปี 2564 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ ฝรั่งเศส และจีน ตามลำดับ

“นายกรัฐมนตรียังมีแนวคิดให้ส่งเสริมให้มีการทำคอนเทนต์หรือผลิตหนัง ละคร เพลง ที่ใช้วัฒนธรรมที่เป็นจุดแข็งของไทย เช่น อาหารไทย ศิลปะการแสดง กีฬา และการท่องเที่ยว เสริมความแข็งแกร่งให้กับ Soft Power ไทย และล่าสุด คือ กีฬา และ e-Sport ให้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจภายหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ได้อีกด้วย”

อว. จัดงาน ‘มหกรรมวิทย์ฯ 64’ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเยาวชนให้มีทักษะแห่งอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612712

อว. จัดงาน ‘มหกรรมวิทย์ฯ 64’ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเยาวชนให้มีทักษะแห่งอนาคต

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 12.13 น.

อพวช. ขานรับนโยบาย รมว.อว.  เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเยาวชนให้มีทักษะแห่งอนาคต พร้อมนำความรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ มาใช้เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศ เตรียมพร้อมจัดงานไฮบริดอีเว้นท์ “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ” ผนึกกำลัง 7 ประเทศ 78 หน่วยงานพันธมิตร ร่วมโชว์ผลงานและศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เปิดโลกแห่งการเรียนรู้วิทย์ยุคใหม่ใน 2 ช่องทาง ไร้ข้อจำกัดเวลาและสถานที่ด้วย Virtual Exhibition ในโลกออนไลน์ (Online) ผ่าน http://www.thailandnstfair.com ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 64 เป็นต้นไป และสัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมจริงในแบบออนกราวด์ (On ground) ระหว่างวันที่ 9-19พฤศจิกายน 64 ณ อาคาร 9-12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2564 กล่าวว่าปัจจุบันคือยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เราพบการแข่งขันที่สูงขึ้นและจำเป็นต้องปรับตัวอยู่เสมอ ดังนั้น การเรียนรู้ยุคใหม่ ผู้เรียนต้องก้าวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงต้องมีทักษะแห่งอนาคต เพื่อให้พร้อมรับมือโลกในศตวรรษที่ 21 และสิ่งที่ อว.กำลังดำเนินการอยู่คือ การทำให้เยาวชน รวมทั้งนักศึกษา พัฒนาความรู้ไปทั้งศาสตร์และศิลป์  ต้องทำวิจัยเป็น คิดอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุมีผล มองรอบด้าน โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นพื้นฐาน สาเหตุที่กล่าวเช่นนี้เพราะภายใต้แผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย เราจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยกระทรวง อว. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานแนวหน้า จะต้องทำให้ได้ภายในอีก 10 ปีนับจากนี้  และการที่เราจะดีดตัวเองออกจากกับดักของการเป็นประเทศรายได้ปานกลางได้นั้น สามารถทำได้ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจสองขา ได้แก่ ขาแรกที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และขาที่สองคือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

ต่อมาคือเรื่องพัฒนาการศึกษาเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลให้แก่เยาวชนไทยให้พร้อมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลซึ่ง อว.ให้ความสำคัญกับการให้โอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพราะการศึกษาคือการสร้างคนและสร้างโอกาส   และเยาวชนไทยทุกคนถือเป็นทรัพยากรมนุษย์และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่สามารถช่วยพัฒนาประเทศได้  นอกจากนี้ อว. ยังอยากให้ช่วยกันค้นหาช้างเผือกในป่า ไม่ว่าจะเป็นเด็กๆ จากพื้นที่ห่างไกล ชายขอบ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้มีโอกาสเป็นนักวิทยาศาสตร์ของประเทศ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนกฯ ทิ้งท้ายว่า ผมอยากให้งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ แสดงให้ทุกคนเห็นว่าการพัฒนาประเทศนั้นต้องก้าวเดินไปพร้อมกันทั้งสองด้าน คือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่สามารถสนับสนุนงานศิลปะ และอีกด้านคือต้องมีเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และคนจำนวนมาก

ด้านศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา กระทรวง อว. โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ได้จัดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ”ซึ่งเป็นกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีในช่วงเดือนสิงหาคม เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 สิงหาคมของทุกปี แต่ในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิค-19 จึงได้เลื่อนการจัดงานไปเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน ระหว่างวันที่ 9–19 พฤศจิกายน 64 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมจัดขึ้นในรูปแบบไฮบริดอีเว้นท์ ที่ผสมผสานระหว่างการเข้าชมงานในฮอลล์ หรือเลือกรับชมจากที่บ้านก็ได้ ภายใต้แนวคิด “ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Art – Science – Innovation and Creative Economy)”

งานมหกรรมวิทย์ฯ ในปีนี้เป็นการจัดแสดงงานที่ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม “BCG Model : Bio – Circular – Green Economy”  และเป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (1st  BCG Science Fair in SEA) ที่จุดประกายความคิด สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG  สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนิทรรศการที่จัดภายในงานจะเน้นเรื่องการออกแบบนิทรรศการที่คำนึงถึงการใช้ผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุดการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยลดหรือประหยัดทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียจากการผลิตและบริโภค ด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพเพื่อกลับมาใช้ใหม่ (Recycle, Upcycle) ซึ่งต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ที่เน้นการใช้ทรัพยากร การผลิต และการสร้างของเสีย

นอกจากนั้น ยังสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เยาวชนได้มีบทบาทภายในงานมากขึ้น มีส่วนร่วมและมีการแสดงออกมากขึ้น เช่น การแสดงละครวิทยาศาสตร์ กิจกรรมการสื่อสารวิทยาศาสตร์ รวมถึงให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรมแบบออนไลน์ และการจัดนิทรรศการทั้งในและต่างประเทศ มุ่งเน้นเนื้อหาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน มีความเป็นสากลและมุ่งเน้นการนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก 78 หน่วยงาน 7ประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ให้แก่เยาวชนไทย ให้คิดอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุมีผล มองรอบด้าน โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นพื้นฐาน นำไปสู่การต่อยอดความคิดสู่การเป็นนวัตกรรุ่นใหม่ของประเทศในอนาคต ตลอดจนโชว์ศักยภาพผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง ตามกรอบนโยบายที่ท่านรัฐมนตรีมอบให้

ด้าน นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานมหกรรมวิทย์ฯ ในรูปแบบไฮบริดอีเว้นท์ปีนี้ ไม่เพียงลดช่องว่างการเข้าถึงงานจากผู้เข้าชมงานที่อยู่พื้นที่ห่างไกลหรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมา  แต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการเรียนรู้และเสนอช่องทางเลือกให้ผู้เข้าชมงาน สามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมและเปิดมุมมองการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านช่องทางใหม่ โดยมี 2 ช่องทางในการเข้าชมงาน ช่องทางแรกคือเข้าชมนิทรรศการเสมือน (Virtual Exhibition) อย่างไร้ข้อจำกัดเวลาและสถานที่บนโลกออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์งาน www.thailandnstfair.com ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 64 เป็นต้นไป

และสามารถรับชมกิจกรรมและนิทรรศการต่างๆ ที่จัดขึ้น การเยี่ยมชมงานของพรีเซนเตอร์ ‘เต-ตะวัน’ และเหล่าคนดังที่มาเยี่ยมชมงานที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ทางเฟสบุ๊กของงาน NSTFair Thailand http://www.facebook.com/nstfairTHรวมทั้งร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกของรางวัล Limited Edition ตลอดการจัดงานทุกวัน และช่องทางที่สองคือเข้าชมงานในสถานที่จริง (On ground Platform) ที่จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 9-19 พฤศจิกายน 2564ณ อาคาร 9-12 อิมแพ็คเมืองทองธานี เปิดให้เข้าชมงานฟรี!ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. โดยมีมาตรการจำกัดผู้เข้าชมงาน และมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19  พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนจองสิทธิ์เข้าชมงานล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์งาน

ในด้านความพร้อมของการจัดงาน นายสุวรงค์ฯ เผยว่า ด้วยประสบการณ์ตลอด 15 ปีของการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ การปรับการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ของ อพวช.เป็นรูปแบบออนไลน์ Virtual Museum การบริหารการเข้าชมงานทั้ง 4 พิพิธภัณฑ์ในรูปแบบ New Normal ของ อพวช. และการเตรียมงานมากกว่า 6 เดือนในหลายด้าน เราได้เตรียมความพร้อมในการรองรับผู้เข้าชมในแต่ละวัน มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อความสมบูรณ์พร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านสถานที่ ระบบสาธารณูปโภค มาตรการป้องกันโควิด-19ระบบการจราจร การบริการรถรับ-ส่งภายในงาน การปฐมพยาบาล การรักษาความปลอดภัย การบริการต้อนรับ ร้านค้า ร้านอาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ในการดูแลต้อนรับและอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมงานที่ได้รับการฉีดวัคซีนและผ่านการตรวจ ATK ก่อนเข้าปฏิบัติงานทุกคน

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่อุปสรรคของการจัดงานมหกรรมวิทย์ฯ แต่เป็นโอกาสให้เราทุกคนได้เปลี่ยนแนวคิด ปรับแนวทาง สร้างการเรียนรู้ใหม่ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึง เท่าเทียมกันผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งสนุกไม่น้อยกว่าการมาชมงานที่สถานที่จริง พร้อมขอเชิญชวนพ่อแม่ครูอาจารย์ เยาวชนและประชาชนทุกท่านเข้าชมงานมหกรรมวิทย์ฯ ในปีนี้ 

สำหรับโรงเรียนที่ต้องการเข้าชมงานเป็นหมู่คณะ ติดต่อจองเข้าชมงานได้ที่เว็บไซต์งาน หรือ ติดต่อ อพวช. โทร 02 577 9960 ติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดงาน ได้ที่ http://www.thailandnstfair.com หรือ  Facebook งาน NSTFair Thailand http://www.facebook.com/nstfairTH หรือสอบถามข้อมูลที่ อพวช. โทร. 0 2577 9960

สาธิต มรภ.จอมบึงเปิดเรียนวันแรกคึกคัก นร.หิ้วข้าวมากินเองตรวจ ATK ก่อนเข้าห้อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612694

สาธิต มรภ.จอมบึงเปิดเรียนวันแรกคึกคัก นร.หิ้วข้าวมากินเองตรวจ ATK ก่อนเข้าห้อง

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 11.06 น.

เปิดเรียนวันแรกโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เมืองโอ่งคึกคัก ผู้ปกครองพาลูกหลานมาเรียนพร้อมนำข้าว น้ำ มากินเอง ก่อนเข้าเรียนทุกคนต้องตรวจ ATK ป้องกันโควิด -19 เข้ม 

วันที่ 1 พ.ย.64 บรรยากาศการเปิดเรียนวันแรกที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ต.ดอนตะโก อ.เมือง จ.ราชบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก ผู้ปกครองได้ขับรถมาส่งบุตรหลานด้วยตัวเอง พร้อมนำอาหาร น้ำดื่ม พกใส่กระเป๋ามาให้รับประทานช่วงกลางวัน โดยก่อนเข้าพื้นที่ทุกคนต้องตรวจวัดอุณหภูมิ โรงเรียนแจกสเปรย์แอลกอฮอล์คนละ 1 ขวด จากนั้นโหลดแอพลิเคชั่นโปรแกรมไทยชนะเข้าระบบของโรงเรียน พร้อมเข้าแถวตรวจ ATK ทุกคนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด -19  จากการสังเกตใบหน้าของเด็ก ๆ หลายคนส่วนใหญ่ยิ้มแย้ม สนุกสนานดีใจที่ได้เจอเพื่อน ๆ เป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียน  

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิจารณ์ สงกรานต์ ผอ.โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เปิดเผยว่าได้มีมาตรการตามกระทรวงสาธารณสุข มาตรการของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งการเตรียมพร้อมด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การป้องกันโรค และมิติการบริหารจัดการ การสนับสนุนงบประมาณ มีนโยบายให้โรงเรียนดำเนินการเปิดภาคเรียนได้ ทางโรงเรียนได้นำเสนอที่ประชุมของจังหวัดได้อนุมัติให้เปิดเรียนได้ในวันนี้ มีการเตรียมการกับผู้ปกครอง การให้ข้อมูล การแสดงความคิดเห็น อย่างที่โรงเรียนระดับชั้นมัธยมมี 298 คน ผู้ปกครองต้องการให้เปิดเรียน 222 คน ส่วนที่เหลือมีเล็กน้อยยังไม่ให้เปิดเรียน โรงเรียนได้ดำเนินการตามมาตรการทุกอย่างตามมาตรการเข้ม จะตรวจ ATK ทุก 14 วัน และจะมีครูประจำชั้นคอยดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด

นายพิรุณ ศรีแสง ผู้ปกครองนักเรียน เปิดเผยว่า สิ่งที่ต้องเตรียมการนั้นทางโรงเรียนเตรียมให้หมดแล้ว แค่เพียงจัดวางแผนให้ครบตามที่โรงเรียน ตัวผู้ปกครองมั่นใจมากในโรงเรียนที่จะมีระเบียบในการป้องกันลูกหลาน มองเห็นความมุ่งมั่นบุคลากรของโรงเรียนที่จะช่วยกันวางแผนป้องกันให้เด็กๆได้เรียนหนังสือ ซึ่งจะทำอย่างไรให้ลูกหลานอยู่ในสถานการณ์นี้ให้ได้ 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อุสายพันธ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง กล่าวว่า คณะกรรมการของโรงเรียนได้เตรียมการให้ผู้ปกครองมั่นใจ ว่าลูกหลานจะปลอดภัย มีเรื่องการฉีดวัคซีน นักเรียนและคณะครูได้ฉีดวัคซีนแล้ว 95 เปอร์เซ็นต์ การตรวจ ATA ได้ตรวจวันนี้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์  และนิวนอมอล การกำหนดระยะห่าง ล้างมือ ป้องกันตัวเอง และคนอื่นไม่ให้ติดเชื้อจะให้นักเรียนสำรวจข้อมูลทุกวันในไทยเซฟไทยจะได้รู้ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน  ขอให้มั่นใจว่าทางโรงเรียนสามารถเปิดเรียนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ กรณีที่เจอบวก จะคัดแยกเด็กออกมา ที่โรงเรียนได้จัดทำศูนย์พักคอยขนาดเล็กไว้รองรับแล้ว เกิดจุดไหนก็จะแก้ไขปัญหาตรงจุดนั้นทันที ไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดแบบคลัสเตอร์ 

ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์รพีพรรณ กองตูม รองอธิการบดีฯ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและร่วมให้กำลังใจกับนักเรียนในวันนี้ด้วย   –  003

‘มจธ.’ร่วมแข่งขันออกแบบ ‘บ้านประหยัดพลังงาน’ที่เยอรมนี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612608

‘มจธ.’ร่วมแข่งขันออกแบบ  ‘บ้านประหยัดพลังงาน’ที่เยอรมนี

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“URBAAN” ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หนึ่งในตัวแทนจากมหาวิทยาลัยของไทยที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมแข่งขันออกแบบและก่อสร้างบ้านประหยัดพลังงานโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ในโครงการ “Solar Decathlon Europe 2021/2022 (SDE2021/2022)” ที่เมืองวุพเพอร์ทาลประเทศเยอรมนี ช่วงเดือนมิ.ย. 2565พร้อมกับอีก 18 ทีมจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ล่าสุด ยังได้รับเลือกให้เป็นบ้านสาธิต 1 ใน 8 ทีม ที่ทางผู้จัดงานต้องการเก็บไว้ เพื่อใช้เป็นบ้านสำหรับการทดลองอยู่อาศัยจริง (Living Lab) เป็นเวลา 3 ปี

จากคำว่า Urban หมายถึง “เมือง” เมื่อมาผสมกับคำว่า “บ้าน” หรือ Baan รวมกันแปลว่า “บ้านหรือที่อยู่อาศัยในเมือง” เป็นที่มาของ “URBAAN (เออร์-บ้าน)” โจทย์หลักของการแข่งขัน ซึ่ง เอมิลี โวลด์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ในฐานะหัวหน้าทีมสถาปัตย์ (Project architect)รับหน้าที่ในการออกแบบบ้าน กล่าวว่าเนื่องจากโจทย์การแข่งขันหลักในปีนี้คือ การปรับปรุงอาคาร (renovation) เพื่อแก้ปัญหาการใช้พลังงานของอาคารเก่าที่มีอยู่ในเมือง

ทั้งนี้ ประเทศในยุโรปจะมีอาคารเก่าจำนวนมาก จึงพยายามคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ สำหรับการปรับปรุงอาคารเก่าเพื่อให้เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบัน และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมทั้งเป็นการอนุรักษ์อาคารเก่าซึ่งเป็นประวัติศาสตร์และความทรงจำของเมือง โดยในการแข่งขันครั้งนี้ทีม นศ. จาก มจธ. ได้เลือก “ตึกแถวโบราณย่านตลาดน้อย” เป็นโจทย์ในการแข่งขัน

“สาเหตุที่เลือกตลาดน้อย เพราะหากมองกรุงเทพฯ อาคารที่เราพบเห็นมากที่สุดคือตึกแถว และตลาดน้อย ถือเป็นตึกแถวเก่าแก่ที่มีอายุใช้งานมานาน และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งเป็นย่านชุมชนที่คนรุ่นใหม่รู้จักและกำลังผลักดันเป็น “ย่านสร้างสรรค์”จึงต้องการนำตึกแถวดังกล่าวมาปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มมูลค่าตึกเก่า ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหรือประกอบธุรกิจ โดยเพิ่มพื้นที่ให้จุคนได้มากขึ้น เป็นการฟื้นคืนชีวิตให้กับชุมชนอีกครั้ง แทนการทุบทำลายหรือปล่อยรกร้าง” เอมิลี กล่าว

เอมิลี อธิบายเพิ่มเติมว่าทีมงานได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากการลงพื้นที่และได้เห็นการค้าขายอะไหล่รถยนต์เก่า ซึ่งสามารถนำมาซ่อมและยืดอายุการใช้งานของรถยนต์อื่นๆ ได้ เป็นการตอบโจทย์เรื่อง “เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circulareconomy)” จึงได้นำแนวคิดของ “อะไหล่” มาประยุกต์ใช้ในการแข่งขันที่วุพเพอร์ทาล โดยการออกแบบชิ้นส่วนของบ้านให้สามารถถูกปรับเปลี่ยนและทดแทนกันได้ เพื่อให้เกิดอาคารเก่าสามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน

เนื่องจากการแข่งขันครั้งนี้ทางทีมนักศึกษาจะต้องสร้างบ้านจริงด้วยตนเอง ทำให้ต้องทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ต้องลงรายละเอียดทุกอย่าง ตั้งแต่การเลือกสถานที่ เลือกอาคาร มีการวางแผน การเขียนแบบ รายละเอียดการก่อสร้างทั้งหมด ทั้งด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้แบบที่คิดไว้ สามารถสร้างได้จริง เป็นโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ขั้นตอนการทำงานจริง และการทำงานร่วมกันกับนักศึกษาจากภาควิชาต่างๆ

จุดเด่นของ URBAAN ในเชิงสถาปัตยกรรม คือ การทำโครงสร้างใหม่ โดยเลือกใช้ “ไม้ยางพารา” ที่หมดอายุมาเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ข้อดีคือ ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบาไม่ต้องทุบกำแพง ปรับเปลี่ยนแบบได้ ใช้เสียบในอาคาร สามารถออกแบบให้ปรับเลื่อนระดับของคานและพื้นไม้ขึ้นลงได้ตามความต้องการโดยใช้แรงงานมนุษย์ และรองรับชิ้นส่วนใหม่ๆ ได้

“ไม้ยางถือเป็นวัสดุท้องถิ่นในไทยนำมาใช้ประโยชน์เมื่อหมดอายุผลิตน้ำยางแทนการโค่นทิ้ง ตอบโจทย์เรื่องการหมุนเวียนและความยั่งยืน และการนำนุ่นมาใช้เป็นฉนวนหุ้มอาคารเพื่อควบคุมอุณหภูมิในบ้านไม่ให้มีอุณหภูมิร้อนเกินไปในช่วงหน้าร้อนและเพื่อให้บ้านอุ่นในช่วงหน้าหนาว ซึ่งในต่างประเทศจะนิยมใช้ฉนวนใยแก้วหรือไฟเบอร์ และจากไอเดียดังกล่าวทำให้ URBAAN ได้รับความสนใจจากคณะที่จัดการแข่งขันและถูกเลือกให้เป็น Living Lab 1 ใน 8 ทีมที่จะถูกติดตั้งอยู่ที่เมืองวุพเพอร์ทาลประเทศเยอรมนีเป็นเวลา 3 ปี” เอมิลี ระบุ

ด้าน ภูรีภัทร รักบ้านเกิดหัวหน้าทีมไฟฟ้า ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า กล่าวว่า เรื่องไฟฟ้ามีโจทย์ค่อนข้างยาก แม้จะใช้ระบบพลังงานทดแทนจากโซลาร์เซลล์ แต่ปีนี้กำหนดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ทั้งตัวแผงและแบตเตอร์รี่จะต้องมีขนาดเล็ก และต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าได้เท่ากับการแข่งขันเมื่อปี 2562 ซึ่งของหาได้ยากเพราะเป็นขนาดที่ทั่วไปไม่ได้ใช้กัน จึงต้องมีการวางแผนในเรื่องการจัดการพลังงาน การจัดวางเครื่องใช้ไฟฟ้า และการเลือกเวลาในการใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ออกแบบให้ได้เพียงพอ ถือเป็นความท้าทาย

ขณะที่ ชวิศ กฤตนัย ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ยอมรับเช่นกันว่า โจทย์การแข่งขันในปีนี้มีความท้าทายขึ้น เพราะในแง่หนึ่งเป็นทีมนักศึกษาจากเมืองร้อนกำลังไปสร้างบ้านในเมืองหนาวที่มีโจทย์เรื่องของการทำความเย็นในหน้าร้อนและทำความร้อนในหน้าหนาว ซึ่งจะมีความซับซ้อนกว่า การแข่งขันครั้งนี้ไม่สามารถติดตั้งเครื่องทำความร้อน (heater) ได้ ต้องพึ่งพา Passive Design

โดยการใช้ประโยชน์จากสภาพภูมิอากาศ ทิศทางแดด ลม หรืออาศัยอุณหภูมิความร้อนจากผู้ตัวอาศัย แทนระบบ Active System เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ นอกจากนี้ ยังเป็นความท้าทายในเรื่องของมาตรฐานการออกแบบที่แตกต่างกันระหว่างของไทยกับเยอรมนี ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายังไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เรียนรู้จากการแข่งขันครั้งนี้

สำหรับความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมของทีมกับการแข่งขันครั้งนี้ ธนพัฒน์ พันตาวงษ์ หัวหน้าทีม URBAAN กล่าวว่า ขณะนี้ทีม URBAAN กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการออกแบบและสั่งทำทั้งส่วนประกอบและระบบต่างๆ ภายในบ้าน เช่น การออกแบบวิธีก่อสร้างให้สามารถประกอบบ้านเสร็จภายในเวลา 14 วันการใช้ไม้ยางพาราประสาน (Glue-Laminated wood) ในการทำโครงสร้าง

การใช้นุ่นสำหรับฉนวน และการใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติในการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ โดยวางแผนจะเริ่มทำการทดสอบการก่อสร้างบ้านสาธิตได้ในช่วงปลายเดือนธ.ค. 2564 เป็นการซ้อมประกอบบ้านครั้งแรก จากนั้นจะทำการส่งส่วนประกอบทั้งหมดไปที่ประเทศเยอรมนี เพื่อให้ทันกำหนดที่จะต้องเริ่มติดตั้งบ้านในวันที่ 19 พ.ค. 2565 และจะต้องประกอบให้เสร็จภายใน 14 วัน เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ท้าทายทีมอย่างมากเช่นกัน

สำหรับทีม URBAAN มีสมาชิกทั้งหมด 56 คน เป็นนักศึกษาชั้นปริญญาตรีปีที่ 3-4 และปริญญาโทจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ และคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมี รศ.ดร.ทวิช พูลเงิน เป็นหัวหน้าโครงการ และ ผศ.วราลักษณ์แผ่นสุวรรณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

โครงการ Solar Decathlon Europe 2021/2022 เป็นการแข่งขันออกแบบบ้านประหยัดพลังงานของนักศึกษาในระดับ
นานาชาติ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการสร้างความตระหนักเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรีได้เข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่ปี 2557,2562 และปี 2564!!!