อาชีวะอุบลฯ รวมพลังอนุรักษ์ต้นไม้และพันธุ์พืช ในโครงการวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613385

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังอนุรักษ์ต้นไม้และพันธุ์พืช ในโครงการวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2564

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 18.42 น.

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังอนุรักษ์ต้นไม้และพันธุ์พืช ในโครงการวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2564 สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีพร้อมต้อนรับเปิดเรียนในระบบ On Site ในสัปดาห์หน้า

3 พฤศจิกายน 2564 ณ หน้าอาคาร 7 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร นางสมจิตร บุรุษพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และนางสาวธนิดา วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ พร้อมด้วยคณะครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษาได้ร่วมกัน บำรุง ดูแลต้นไม้ และพันธุ์พืชในสถานศึกษา ด้วยการรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช โรค แมลงและตัดแต่งกิ่งไม้ ในโครงการวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครู บุคลากร และนักเรียนนักศึกษาน้อมลำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ และปลูกจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันในสถานศึกษา รวมทั้งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้น่าเรียน น่าอยู่ พร้อมต้อนรับการเปิดเรียนที่ 2/2564 โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี กำหนดจัดการเรียนการสอนในระบบ On Site เฉพาะในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) แบบสลับกลุ่มเรียน ในสัปดาห์หน้าวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 นี้

-(016)

‘ยิม-ฟิตเนส’ปรับตัววิถีใหม่ สร้างความมั่นใจลดเสี่ยงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613049

‘ยิม-ฟิตเนส’ปรับตัววิถีใหม่  สร้างความมั่นใจลดเสี่ยงโควิด

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ” การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายทำให้สุขภาพแข็งแรงห่างไกลโรคภัยเบียดเบียน แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้สถานที่ให้บริการด้านการออกกำลังกาย ตั้งแต่สวนสาธารณะ สนามกีฬา ตลอดจน“ยิม-ฟิตเนส” ซึ่งเป็นที่นิยมของ“คนเมือง” เนื่องจากจำนวนมากใช้ชีวิตทั้งทำงานและอยู่อาศัยในห้องหรืออาคาร มีข้อจำกัดด้านสถานที่ เวลาและอุปกรณ์ออกกำลังกาย ต้องหยุดให้บริการตามมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐเพื่อควบคุมโรคระบาด กระทั่งเมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้น จึงได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดทำการอีกครั้ง

ในรายการ “เพื่อนกันวันติดโควิด – Home Isolation Friends” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับ AIS เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ชวนผู้เกี่ยวข้องในแวดวงยิมและฟิตเนส มาสะท้อนปัญหาและการปรับตัวจากสถานการณ์โควิด-19 อาทิ สุเมธ คันชิง ผู้เชี่ยวชาญด้าน SportsMedicine และการออกกำลังกายเพื่อชะลอวัย อธิบายว่า การออกกำลังกายแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การออกกำลังกายที่ไม่ใช้ออกซิเจนเป็นพลังงานหลัก เช่น การเล่นเวท ยกน้ำหนัก

2.การออกกำลังกายที่ใช้ออกซิเจนเป็นพลังงานหลัก เช่น เต้นแอโรบิก วิ่ง เดินเร็ว ปั่นจักยาน ว่ายน้ำและ 3.การออกกำลังกายแบบยืดเหยียดเช่น โยคะ ซึ่งการออกกำลังกายที่ไม่ใช้ออกซิเจนเป็นพลังงานหลักจะต้องเล่นในโรงยิมหรือฟิตเนส โดยยิมในสวนสาธารณะจะมีความเสี่ยงในเรื่องโควิด-19 น้อยกว่าโรงยิมที่มีเครื่องปรับอากาศ สิ่งจำเป็นจะต้องตรวจคัดกรองก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้อื่น ซึ่งผู้เล่นยังจำเป็นต้องรู้ว่าช่วงเวลาไหนคนใช้บริการเยอะหรือน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกัน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ต้องเลือกเครื่องออกกำลังกายที่มีคนเล่นน้อยที่สุด และต้องฉีดแอลกอฮอล์ทำความสะอาดก่อนใช้งานทุกครั้ง

“สถานการณ์โควิด-19 ทุกคนจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ การออกกำลังกายที่ใช้ออกซิเจนเป็นพลังงานหลักเลยจำเป็นต้องทิ้งระยะห่างจากคนรอบข้างการใส่หน้ากากอนามัยในการออกกำลังกายจะให้หายใจไม่สะดวก และสามารถหมดสติได้ จึงจำเป็นต้องออกกำลังกายให้น้อยลง แต่เมื่อมีคนน้อยหรือไม่มีคน สามารถถอดหน้ากากอนามัยเพื่อได้รับอากาศใหม่ได้ ในส่วนของการออกกำลังกายแบบยืดเหยียดถ้าสามารถทำได้ด้วยตนเองก็ออกกำลังได้ที่บ้าน แต่ถ้าจำเป็นต้องไปที่ยิมก็พยายามหลีกเลี่ยงอยู่กันเป็นกลุ่มของการออกกำลังกายร่วมกัน เพื่อลดการรับเชื้อโรคจากผู้อื่น และแพร่เชื้อให้กับคนรอบข้าง” สุเมธ กล่าว

ขณะที่ ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ผู้บริหาร T3 Fitness เปิดเผยว่า ฟิตเนสเปิดให้บริการมาประมาณ 2 ปี ในช่วง 6 เดือนแรก มีลูกค้าใช้บริการฟิตเนสจำนวนมาก เนื่องจากฟิตเนสเป็นระบบ Open Air และมีราคาไม่แพง โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นพนักงานห้างและออฟฟิศ แต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตอนต้นปี 2564 จะมีผลกระทบเป็นอย่างมากในเรื่องของรายได้

“ลูกค้าน้อยลงเนื่องจากกลัวติดเชื้อ จึงต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ ด้วยการสร้างมาตรฐานให้กับพนักงานโดยการตรวจ ATKทุกสัปดาห์ และฉีดวัคซีนให้ครบตามที่กำหนด ในส่วนของเครื่องออกกำลังกายจะต้องทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อส่วนผู้ใช้บริการจะมีการวัดอุณหภูมิมีบริการเจลแอลกอฮอล์ให้ แต่ถ้าผู้ใช้บริการได้รับการฉีดวัคซีนทุกคนจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า จึงมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัย” ธงชัย กล่าว

ด้าน พรทิพย์ ปลิวอิสสระ Yoga and Me studio ครูโยคะและพิลาทีส และเจ้าของเพจ workoutdelivery กล่าวว่า เทรนเนอร์ฟิตเนสทุกคนได้รับผลกระทบจากโควิด-19ทุกคน เนื่องจากรายได้หลักคือการสอนการออกกำลังกาย ซึ่งเทรนเนอร์หลายคนต้องนำเงินเก็บมาใช้จ่ายในช่วงนี้ จึงต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการสอนออนไลน์ ซึ่งปลอดภัยทั้งผู้สอนและผู้เรียน นอกจากนี้ยังทำคลิปผ่านเพจเฟซบุ๊คการสอนโยคะและพิลาทีส เพื่อผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีพ

“ในส่วนของการเปิดสอนในฟิตเนส จะต้องมีการจำกัดพื้นที่การสอน และจำนวนคลาสเรียนจะต้องน้อยลงด้วย เนื่องจากผู้เรียนมีความหวาดกลัวเรื่องโควิด-19 เพื่อสร้างมั่นใจให้กับผู้เรียน พนักงานที่ฟิตเนสทุกคนต้องฉีดวัคซีน และมีการตรวจ ATK ทุก 2 สัปดาห์ และฟิตเนสมีการฆ่าเชื้อทุกวัน ส่วนผู้ที่จะเข้าไปเรียนจะต้องฉีดวัคซีนครบตามที่กำหนด แต่ถ้าหากไม่ได้ฉีดวัคซีนจะต้องมีผลตรวจ ATK มายืนยันก่อนเข้าใช้บริการเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ” พรทิพย์ กล่าว

‘มหิดล’วิจัยระบบรากพืช ยกระดับผลผลิตเกษตรไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613048

‘มหิดล’วิจัยระบบรากพืช  ยกระดับผลผลิตเกษตรไทย

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ปฐมพงษ์ จอห์นส์ แสงวิไล อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ราก” คือ หัวใจสำคัญของพืชการปลูกพืชใดๆ ให้ประสบผลสำเร็จ จะต้องใส่ใจศึกษาระบบรากของพืช เพื่อการคัดเลือกนำไปปลูกให้เหมาะสมต่อสภาพของแต่ละพื้นที่ด้วย บ่อยครั้งที่เกษตรกรปลูกพืชไม่ได้ผลดี เนื่องจากไม่ได้มีการศึกษาเพื่อการเตรียมพร้อมที่ดีก่อนการปลูก

“จากเดิมที่เชื่อว่าพืชยิ่งมีรากเยอะจะยิ่งดูดน้ำดูดอาหารจากดินและเจริญเติบโตได้ดีนั้น แท้ที่จริงแล้วยิ่งพืชมีรากเยอะ จะไปแย่งอาหารจากใบและดอก ทำให้ไม่สามารถให้ผลผลิตได้ดีเท่าที่ควร ซึ่งการคัดเลือกพืชที่มีระบบรากที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เพาะปลูก จะทำให้พืชชนิดนั้นๆ สามารถใช้ปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินที่มีไนโตรเจนต่ำหรือขาดการใส่ปุ๋ยบำรุง เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากร การคัดเลือกพืชที่มีระบบรากที่เหมาะสมลงปลูกจะทำให้สามารถลดการใช้ปุ๋ยลงได้” ผศ.ดร.ปฐมพงษ์ กล่าว

ผศ.ดร.ปฐมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยนวัตกรรม “SimRoot-Rice” ที่ “Root Lab Thailand” ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ริเริ่มและพัฒนาร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กรมการข้าว กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ Pennsylvania State Universityสหรัฐอเมริกา และ University of Nottingham สหราชอาณาจักร

ได้ทำการทดลอง “ปลูกข้าวบนคอมพิวเตอร์” เป็นครั้งแรกจากการดัดแปลงต่อยอด platform ของการปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้กันทั่วโลก มาประยุกต์ทดลองใช้กับการปลูกข้าว พบว่าสามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างราก และช่วยในการระบุลักษณะรากที่เหมาะสมในสภาวะต่างๆ เพื่อย่นระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอยู่ในขั้นตอนการเตรียมไปใช้ทดลองปลูกจริงในแปลงเกษตรต่อไป

โดยทีมวิจัยได้มีการเก็บข้อมูลความหลากหลายทางโครงสร้างระบบรากของพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ และวางแผนต่อยอดโดยใช้ข้อมูลดังกล่าวมาป้อนข้อมูลให้กับระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ในคอมพิวเตอร์ได้ประมวลผลเพื่อการพยากรณ์ว่าสภาพพื้นที่หรือภูมิอากาศแบบใดจะต้องใช้พันธุ์ข้าวที่มีรากแบบไหนถึงจะปลูกได้ผลดี โดยโปรแกรมสามารถคำนวณได้ถึงผลผลิตจากการปลูกข้าวที่มีรากในแบบต่างๆ ซึ่งมีการใช้น้ำและการให้ปุ๋ยหรือไนโตรเจนเป็นตัวแปรได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Image Analysis Program เพื่อการวิเคราะห์โครงสร้างรากพืชจากภาพ และทดลองใช้ 3DScanner เพื่อการสร้างโมเดลสามมิติที่ช่วยให้สามารถติดตามข้อมูลการพัฒนาระบบรากพืชได้ในทุกจุดอย่างละเอียด โดยทีมวิจัยได้มีการพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในการปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น มันสำปะหลังได้ต่อไปอีกด้วย

“ประเทศไทยยังขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชและชีวพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจทางชีววิทยาระบบรากของพืชอยู่เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ พบว่ายังมีการศึกษาระบบโครงสร้างรากของพืชไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งการส่งออกพืชเศรษฐกิจไม่ได้สำคัญแต่เพียงการมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม แต่ควรมีการส่งเสริมงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เพื่อการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่” ผศ.ดร.ปฐมพงษ์กล่าวในท้ายที่สุด

‘อว.’จัดมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ2564 ปีนี้เน้นตอบโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจ‘บีซีจี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613051

‘อว.’จัดมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ2564  ปีนี้เน้นตอบโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจ‘บีซีจี’

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์รัฐมนนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2564 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-19 พ.ย. 2564 ณ ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า งานมหกรรมวิทย์ฯ ไม่ใช่เพียงแค่อีเว้นท์ แต่เป็นงานที่จะเปลี่ยนระบบคิดของคนไทยให้หันมาสนใจและชื่นชอบในวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนมุมมองให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสนุก น่าตื่นเต้น น่าเรียนรู้และจับต้องได้

“ได้รับข้อมูลมาว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เด็กและเยาวชนที่ได้เข้ามาชมงานมีความสนใจในวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวและจับต้องได้ และดึงดูดให้คนในครอบครัวอยากมาเที่ยวชมงานในทุกปีอย่างสม่ำเสมอ เป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ชื่นชอบในการแสวงหาความรู้ที่สำคัญปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานในพิธีเปิดวันที่ 10 พ.ย.นี้ พร้อมมอบรางวัล PM Award ให้แก่ครูอาจารย์และนักเรียนที่มีผลงานด้านวิทยาศาสตร์ดีเด่นเพื่อเป็นการเชิดชูและให้กำลังใจบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ของไทย” รมว.อว. กล่าว

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ปีนี้จะจัดในรูปแบบไฮบริดอีเว้นท์ที่ผสมผสานระหว่างการเข้าชมงานในฮอลล์ หรือเลือกรับชมจากที่บ้านก็ได้ ภายใต้แนวคิด “ศิลปะ วิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Art-Science-Innovation and Creative Economy)”โดยไฮไลท์ของงาน คือการจัดแสดงงานที่ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมแบบ “บีซีจี” หรือ “BCG Model : Bio – Circular – Green Economy” และเป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (1st BCG Science Fair in SEA) ที่จุดประกายความคิด สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานมหกรรมวิทย์ฯ ปีนี้ มี 7 ประเทศ 78 หน่วยงานพันธมิตร ร่วมโชว์ผลงาน สามารถรับชมกิจกรรมและนิทรรศการต่างๆ ที่จัดขึ้นการเยี่ยมชมงานของพรีเซ็นเตอร์“เต-ตะวัน” และเหล่าคนดังที่มาเยี่ยมชมงานที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ทางเฟซบุ๊คของงาน NSTFair Thailand http://www.facebook.com/nstfairTHรวมทั้งร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกของรางวัล Limited Edition ตลอดการจัดงานทุกวัน

สำหรับมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2564 การเยี่ยมชมที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีงานจะจัดขึ้นในอาคาร 9-12 ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนจองสิทธิ์เข้าชมงานล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์งาน http://www.thailandnstfair.com หรือติดตามข่าวสารและบรรยากาศของงานได้ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ “NSTFair Thailand”ทั้งนี้ โรงเรียนที่ต้องการเข้าชมงานเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อจองเข้าชมงานได้ที่เว็บไซต์งาน หรือติดต่อ อพวช. หมายเลขโทรศัพท์ 02-5779960

‘สปสช.’แจงอัตราเหมาจ่าย ดูแลผู้ป่วยโควิดกักตัวที่บ้าน-ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613047

‘สปสช.’แจงอัตราเหมาจ่าย  ดูแลผู้ป่วยโควิดกักตัวที่บ้าน-ชุมชน

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยถึงรายละเอียดการจ่ายค่าชดเชยให้กับบริการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 สิทธิ สปสช.หรือสิทธิบัตรทองในระบบการดูแลที่บ้าน (Home Isolation :HI) และในชุมชน (Community Isolation :CI) ซึ่ง สปสช. จะเหมาจ่ายให้กับหน่วยบริการที่ให้การดูแลในอัตราวันละ1,000 บาท รวมระยะเวลาไม่เกิน 14 วัน

สำหรับเงินจำนวน 1,000 บาทดังกล่าว จะเป็นการเหมาจ่ายที่รวมค่าบริการดูแล ติดตาม สอบถามอาการผู้ป่วย และค่าอาหาร 3 มื้อของผู้ป่วย อย่างไรก็ตามหากกรณีที่หน่วยบริการดังกล่าวไม่สามารถจัดหาอาหารให้ได้ ทาง สปสช.ก็จะจ่ายชดเชยให้เฉพาะในส่วนของค่าบริการดูแลผู้ป่วย เป็นจำนวน 600 บาทแทน

“ตามหลักแล้วเราอยากให้หน่วยบริการเป็นผู้จัดอาหารให้กับคนไข้ แต่หากทำไม่ได้ ถ้าใน กทม. เราก็จะให้ผู้ป่วยสั่งอาหารผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ที่มีการประสานไว้แทน แต่หากเป็นในต่างจังหวัด สถานพยาบาลอาจใช้วิธีประสานกับร้านอาหารภายนอก หรือประสานกับชุมชนเพื่อให้ดูแลจัดอาหารส่งให้กับคนไข้ โดยใช้เงิน 400 บาทที่เหลือไปจ่ายให้แทน ซึ่งขอให้เป็นการจัดอาหารรวม 3 มื้อที่มีคุณภาพเหมาะสมทานแล้วอิ่ม มีคุณค่าทางสารอาหารครบ” นพ.จเด็จ กล่าว

ในส่วนของการเบิกจ่าย ทาง สปสช.จะจ่ายให้กับหน่วยบริการตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนด โดยมีรอบการจ่ายในทุกสัปดาห์ หลังจากที่หน่วยบริการขอ Authen หรือยืนยันการให้บริการแก่ผู้ป่วย แต่จะไม่มีการจ่ายตรงไปที่ร้านอาหารที่ให้บริการแต่อย่างใดซึ่งในส่วนนี้จะให้หน่วยบริการเป็นผู้บริหารจัดการเบิกจ่ายให้กับร้านอาหารหรือชุมชน ตามระเบียบหลักเกณฑ์ของหน่วยบริการแต่ละแห่งเอง

เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า สปสช.จะมีการออดิทเพื่อตรวจสอบการเบิกจ่าย โดยโทรติดตามสอบถามผู้ป่วยว่าได้รับบริการจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงอยากให้หน่วยบริการเก็บเอกสารหลักฐานการให้บริการ ซึ่งอย่างน้อยควรมีสัญญาจ้างกับร้านอาหารเอาไว้ด้วย เช่นเดียวกับในส่วนของร้านอาหาร ที่ควรมีการเก็บข้อมูลการให้บริการผู้ป่วยเพื่อเป็นประโยชน์ในการติดตามตรวจสอบด้วยเช่นกัน

“การออดิทจะมีผลกับการจ่ายชดเชย อย่างขณะนี้เรามีการจ่ายแบบเหมาจ่ายให้หน่วยบริการ หลังจากที่หน่วยบริการขอ Authen ยืนยันการให้บริการแก่ผู้ป่วย เพื่อใช้ในการดูแลคนไข้ HI-CI รายละ 3,000 บาท ซึ่งหากกรณีที่ติดต่อคนไข้ไม่ได้ก็อาจไม่ได้จ่ายเหมาจ่ายให้ แต่ให้หน่วยบริการเบิกจ่ายผ่านระบบ E-Claim โดยส่งข้อมูลเอกสารหลักฐานเข้ามาภายหลัง แล้วเราก็จะจ่ายชดเชยให้อีกครั้งหนึ่งเมื่อมีการบันทึกข้อมูลเข้ามา” นพ.จเด็จ กล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวอีกว่า ในขณะเดียวกันหากเป็นกรณีของ HI-CI บางแห่งที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้ให้การดูแล และใช้งบประมาณของ อปท.ในการจัดหาอาหารให้กับผู้ป่วย ซึ่งถือว่าเป็นการใช้งบของรัฐแล้ว ทาง สปสช.ก็จะไม่จ่ายซ้ำซ้อนอีก โดยในกรณีนี้จะจ่ายชดเชยให้กับหน่วยบริการที่ให้การดูแล
ผู้ป่วย เฉพาะในส่วนของการเหมาจ่ายค่าบริการดูแลวันละ 600 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแทน

ทั้งนี้ หากสถานพยาบาลหรือหน่วยบริการใดมีข้อสงสัยต้องการสอบถามเพิ่มเติม ทาง สปสช. ได้มี Provider Center ที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการรับข้อมูลเพื่อสอบถามปัญหาเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าบริการ โดยสามารถติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ 02-5540505ในช่วงระยะเวลา 08.30-16.30 น. (วันและเวลาราชการ) หรือติดต่อผ่านสายด่วน สปสช. 1330 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘พระมหาไพรวัลย์’เอาอีก! โพสต์ถึง’เจ้าคุณธงชัย’ขอความเป็นธรรมให้’พระอาจารย์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613039

'พระมหาไพรวัลย์'เอาอีก! โพสต์ถึง'เจ้าคุณธงชัย'ขอความเป็นธรรมให้'พระอาจารย์'

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 15.37 น.

“พระมหาไพรวัลย์”ยังไม่จบ!! คราวนี้โพสต์ถึง”ท่านเจ้าคุณธงชัย” ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ขอความเป็นธรรมให้กับพระราชปัญญาสุธี รักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ในฐานะอาจารย์ หลังจากก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องเปลี่ยนตัวเรื่องการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.64 พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ  พระลูกวัดของวัดสร้อยทองพระอารามหลวง ได้โพสต์ข้อความถึงสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือเจ้าประคุณสมเด็จธงชัย วัดไตรมิตรวิทยาราม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ร้องขอความเยุติธรรมให้กับพระราชปัญญาสุธี รักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ในฐานะอาจารย์ของพระมหาไพรวัลย์ มิได้เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีมลทินหม่นมองอย่างที่มีคนกล่าวอ้าง โดยมีเนื้อหาดังนี้…กราบเรียนถึงท่านเจ้าประคุณ

หากท่านเจ้าประคุณไม่เห็นแก่เกล้ากระผม ซึ่งเป็นเพียงพระรุ่นลูกรุ่นหลานรูปหนึ่ง ไม่เห็นแก่การที่เกล้ากระผมจะยังครองผ้ากาสาวพัตร์ หรือจะลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสครองเรือน
แต่ขอความมีปัญญาญาณของท่านเจ้าประคุณ ได้โปรดตริตรองอย่างลึกซึ้งและอย่างแยบคายด้วยเถิด ขอให้ท่านเจ้าประคุณเห็นแก่การของพระศาสนา โดยเฉพาะก็ในส่วนของหนกลาง ซึ่งพระเดชพระคุณเป็นผู้บัญชาดูแลอยู่

เกล้ากระผมขออนุญาตบังอาจนำเรียน ด้วยเกล้ากระผมเห็นว่า การพระศาสนา โดยเฉพาะก็ในส่วนของหนกลาง จำเป็นต้องอาศัยพระผู้ใต้ปกครอง ซึ่งมีทั้งสติปัญญาและความสามารถช่วยสนองพระเดชพระคุณและรับใช้เพื่อความรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ไม่ว่าจะในส่วนของการเผยแผ่ การวิปัสสนา หรือการพระปริยัติ

เกล้ากระผม อาจประพฤติตนเป็นที่ไม่เรียบร้อยหรือเหมาะสม นี่เป็นโทษโดยส่วนตัวของเกล้ากระผมเอง และหากการประพฤติตัวนี้ สร้างความไม่พึงใจต่อพระเดชพระคุณ เกล้ากระผม กราบขอน้อมรับโทษในส่วนของความผิดนี้แต่โดยดี

ไม่ว่าพระเดชพระคุณ จะมีดำริอย่างไรในการลงโทษโดยชอบแก่พระธรรมวินัย เกล้ากระผมจะน้อมรับ และไม่ขัดขืนต่อคำสั่งนั้นเลย

เกล้ากระผมใคร่ขอความมีกรุณาคุณต่อพระเดชพระคุณเพียงอย่างเดียวว่า พระราชปัญญาสุธี ซึ่งเป็นอาจารย์ของเกล้ากระผม และรั้งตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ตอนนี้ มิได้เป็นผู้มีความเกี่ยวข้องหรือมีมลทินหม่นหมองในส่วนใดเลย มิได้เป็นผู้หย่อนยานในการปกครองดูแลพระลูกวัด อย่างที่มีคนกล่าวอ้าง

ขอพระเดชพระคุณได้ทรงไว้ซึ่งความมีพรหมวิหารธรรมความเป็นธรรม ตลอดจนถึงความยุติธรรม ต่ออาจารย์ของเกล้ากระผมด้วย

เกล้ากระผมมิบังอาจคิดว่า สาสน์นี้จะไปถึงพระเดชพระคุณหรือไม่ มิบังอาจที่จะต่อรองหรือเรียกร้องอะไร แต่ในฐานะของพระลูกพระหลาน หรือแม้แต่พระที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระเดชพระคุณท่าน เกล้ากระผมถือว่า สาสน์นี้เป็นส่วนของการกราบเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมอย่างที่สามารถทำได้

ขอพระคุณโปรดอยู่เหนือพระเดช และขอให้ท่านเจ้าประคุณโปรดเมตตาตริตรองโดยแยบคายด้วยเถิดขอรับ คณะสงฆ์จะแซ่ซ้อง สังฆมณฑลจะสรรเสริญ การพระศาสนาจะก้าวหน้า หากท่านเจ้าประคุณ ทรงอยู่ด้วยพรหมวิหารธรรมในการปกครองอย่างแท้จริง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
เกล้ากระผม พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ
พระลูกวัดของวัดสร้อยทองพระอารามหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีพระมหาไพรวัลย์ ได้ไลฟ์สดร่ำไห้จะลาสิกขา หากพระราชปัญญาสุธี รักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ไม่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเพื่อแสดงอารยะขัดขืน

‘ตรีนุช’นั่งหัวโต๊ะถกแก้หนี้ครู เร่งหามาตรการช่วย หวังเงินเดือนเหลือเยอะขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613027

'ตรีนุช'นั่งหัวโต๊ะถกแก้หนี้ครู เร่งหามาตรการช่วย หวังเงินเดือนเหลือเยอะขึ้น

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 15.04 น.

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งที่ประชุมเห็นตรงกันว่า จะต้องดึงสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเข้ามาช่วยเหลือเพราะครูกว่า 60% เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูอยู่ ทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นเจ้าหนี้ที่ใหญ่ที่สุด และที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี รับหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือหนี้สินข้าราชการทั้งระบบ ซึ่งนายสุพัฒนพงษ์ จะเป็นตัวกลางเข้าไปพูดคุยกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงการแก้ไขปัญหาหนี้ครูด้วย ซึ่งขณะเดียวกัน ศธ.ก็จะกลับมาดูรายละเอียดต่างๆ เพื่อปรับหลักเกณฑ์ ให้การแก้ไขปัญหานี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ ศธ.จะเร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด เพื่อให้ครูมีเงินเดือนเหลือใช้ และสามารถอยู่ได้

ด้าน นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมหารือถึงเครื่องมือที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู พร้อมกับวิเคราะห์ว่าจะสามารถใช้ได้จริงมากน้อยเพียงใดเช่น การลดดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ หากทำการลดดอกเบี้ยแล้วจะช่วยแบ่งเบาภาระของครูลงได้อย่างไรบ้าง หรือนำเงินในอนาคตของครู เช่น เงินค่าหุ้นที่อยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เงินบำเหน็จตกทอด และเงินสะสมกองทุนบำเหน็จข้าราชการ (กบข.) เพื่อนำมายกยอดหนี้ลงเพื่อให้ครูผ่อนชำระนี้ได้คล่องตัวมากขึ้นแทนที่ครูจะไปจ่ายเงินกู้จำนวนมากๆ และเรื่องการหักเงินเดือน จะต้องปรับเกณฑ์อย่างไรเพื่อไม่ให้ครูได้รับความเดือดร้อน เช่น อาจจะหักเฉพาะยอดหนี้ของครู แต่ไม่ให้หักยอดในส่วนอื่นๆ ด้วย

“รมว.ศธ.ต้องการให้เร่งแก้ปัญหาหนี้สินครูให้เร็วที่สุด จึงเน้นย้ำให้รีบหาลดหนี้สินครูให้มีความชัดเจน และหากเห็นว่าเครื่องมือไหนมีความพร้อมและมีประสิทธิภาพให้รีบนำไปปฏิบัติใช้ทันที นอกจากนี้ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ได้รายงานแนวทางแก้หนี้สินให้ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี รับทราบเป็นระยะ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจสอบและเห็นว่า ขอให้ ศธ.เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครูโดยเร็ว” นายสิทธิชัย กล่าว

นายสิทธิชัย กล่าวต่อว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้หารือร่วมกับผู้บริหารธนาคารออมสิน เรื่องแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบ ซึ่งธนาคารออมสินยินดีจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยหลังจากนี้คณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ จะเร่งเข้าไปเจรจากับหน่วยงานที่ปล่อยเงินกู้ให้ครู เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ว่าจะไปลดค่าใช้จ่ายให้อย่างไร และทางธนาคารออมสินจะเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร เพื่อให้สหกรณ์ลดดอกเบี้ยให้ครูต่อไป ส่วนความคืบหน้าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน ในระยะที่ 1 จะนำมาเร่งแก้ไขปัญหาครู ขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เข้ารวมโครงการ 20 แห่ง มีครูเป็นสมาชิกทั้งหมดเกือบ 200,000 คน และขนาดนี้อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครสหกรณ์ออมทรัพย์มาเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูในระยะ 2 คาดว่าจะมีสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ สนใจเข้ามาร่วมประมาณ 30 – 40 แห่ง

“หากมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น ภายใน 2 เดือนนี้จะเห็นผลในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เช่น ครูมีสภาพคล่องในการชำระหนี้อย่างไร ครูมียอดหนี้ลดลงมาอย่างไร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ต่อไปคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ จะเร่งทงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูต่อไป คาดว่าจะสามารถ MOU กับสหกรณ์ออมทรัพย์ในเร็วๆ นี้” นายสุทธิชัย กล่าว

โฆษกรัฐบาล เผย ผู้ปกครองมั่นใจขานรับเปิดเรียน On Site #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613013

โฆษกรัฐบาล เผย ผู้ปกครองมั่นใจขานรับเปิดเรียน On Site

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.59 น.

โฆษกรัฐบาล เผย ผู้ปกครองมั่นใจขานรับเปิดเรียน On Site นักเรียนมีความสุขกับการไปโรงเรียน”นายก”กำชับศธ.ให้สถานศึกษาปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากกระทรวงศึกษาประกาศให้โรงเรียนหลายแห่งเปิดเรียนภาคการศึกษา 2/2564 ในรูปแบบ On-Site วันแรกเมื่อวันที่ 1 พ.ย.64 มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่พร้อมเปิดเรียนทั้งแบบ On Site และแบบผสม Online แล้ว ประมาณ 12,000 โรงเรียน โดยภาพรวมเป็นไปด้วยดี ผู้ปกครองมีความมั่นใจที่จะส่งบุตรหลานไปโรงเรียน นักเรียนมีความกระตือรือร้นและพร้อมให้การป้องกันตนเองสามารถปรับตัวกับชีวิตวิถีใหม่ในการไปโรงเรียน ทางสถานศึกษาและครูได้เตรียมพร้อมทั้งการจัดระบบคัดกรองก่อนเข้าโรงเรียน นักเรียน ครู และบุคลากร ทุกคนต้องประเมิน Thai Save Thai (TST) ตามเกณฑ์จำแนกตามเขตพื้นที่การแพร่ระบาด รวมถึงมีการสุ่มตรวจคัดกรองหาเชื้อ (ATK) การเว้นระยะห่างในการเข้าแถว การจัดสถานที่ในโรงเรียน ห้องเรียน โรงอาหาร ให้มีพื้นที่ปลอดโปร่ง พร้อมจัดจุดล้างมือไว้บริการทั่วทั้งโรงเรียน บางโรงเรียนบริหารจัดการเรื่องการเรียนการสอนโดยสลับวันมาเรียนเพื่อไม่ให้เกิดความแออัด ควบคุมดูแลการเดินทางกรณีมีการเข้าและออกจากสถานศึกษาอย่างเข้มข้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กนักเรียน ครู รวมไปถึงบุคลากรภายในโรงเรียนทุกระดับ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับนักเรียนโดยคาดหวังให้โรงเรียนกลับมาเปิดเรียน On Site ให้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้จำนวนนักเรียนที่มีความประสงค์เข้ารับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นโดยตลอด ผู้ปกครองมีความมั่นใจในความปลอดภัย เพียงแต่ยังมีบางส่วนและเป็นส่วนน้อยที่อยู่ในช่วงของการตัดสินใจรับวัคซีน โดยในส่วนของความก้าวหน้าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับเยาวชน นักเรียน นักศึกษา มีผู้ที่แสดงความประสงค์ฉีดวัคซีนผ่านคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดทั่วประเทศแล้วกว่า 3.82 ล้านคน มีการฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนอายุ 12 ขึ้นไป (นักเรียนชั้น ป.6/ม.1/นักศึกษา ปวช. 1-3/ปวส. 1-2) สะสมแล้วจำนวน 2.83 ล้านคน คิดเป็น 74.16% ของผู้ที่ประสงค์รับวัคซีน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2564) ทุกหน่วยงานเร่งรณรงค์ทำความเข้าใจให้นักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีนมากที่สุด เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครองเอง

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำ ให้สถานศึกษาปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 อย่างเคร่งครัด (6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา) ถึงแม้จะได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว แต่สิ่งที่ต้องปฏิบัติตลอดคือการสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์อยู่เสมอ โดยมาตรการ 6-6-7 ได้แก่

6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) ประกอบด้วย 1. Distancing เว้นระยะห่าง 2. Mask wearing สวมหน้ากาก 3. Hand washing ล้างมือ 4. Testing คัดกรองวัดไข้ 5. Reducing ลดการแออัด 6. Cleaning ทำความสะอาด

6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) อย่างเข้มข้น คือ 1. Self-care ดูแลตนเอง 2. Spoon ใช้ช้อนกลางส่วนตัว 3. Eating กินอาหารปรุงสุกใหม่ 4. Track ลงทะเบียนเข้าออกโรงเรียน 5. Check สำรวจตรวจสอบ และ 6.Quarantine กักกันตัวเอง

7 มาตรการเข้มเปิดโรงเรียน ไป-กลับ ได้แก่ 1. ประเมินความพร้อมเปิดเรียนผ่าน Thai Stop COVID Plus (TSC) + และรายงานการติดตามการประเมินผลผ่าน MOECOVID 2. จัดกิจกรรมรูปแบบ Small Bubble 3.จัดระบบให้บริการอาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารและหลักโภชนาการ 4. ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ตามเกณฑ์มาตรฐาน ได้แก่ การระบายอากาศภายในอาคาร การทำความสะอาดคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภค และ การจัดการขยะ 5. จัด School Isolation แผนเผชิญเหตุ และมีการซักซ้อม 6. ควบคุมดูแลการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน (Seal Route) กรณีรถรับ-ส่งนักเรียน รถส่วนบุคคล และรถสาธารณะ 7. จัดให้มี School Pass สำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา ประกอบด้วย ผลการประเมิน Thai Save Thai (TST) ผลตรวจ ATK ภายใน 7 วัน ประวัติการรับวัคซีน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยเมื่อเข้า-ออกโรงเรียน

“นายกฯ สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด วันนี้สังคมไทยเข้าใจในเรื่องของการใช้ชีวิตอยู่กับโควิด-19 มากขึ้น ผู้ปกครองมีความมั่นใจให้ลูกหลานออกไปทำกิจกรรมใช้ชีวิตข้างนอก เด็กๆ มีความสุขกับการไปโรงเรียนและสนุกที่ได้เจอเพื่อนมีสังคม รู้จักป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด สถานศึกษา ครู รวมทั้งบุคลากร มีความพร้อมและมุ่งมั่นในการเรียนการสอบรูปแบบใหม่ ภายใต้ความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของมาตรการ 6-6-7 เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตรูปแบบปกติใหม่ เมื่อเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดจะสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที”

ร.10พระราชทาน เงินช่วยเหลือรร. จัดตั้งรพ.สนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612876

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้แก่สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ที่ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ปรับสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม หรือสถานที่กักตัวหรือศูนย์พักคอย สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมี นายกฤษ ละมูลมอญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1-4 ผู้บริหารสถานศึกษา, คณะครู, เจ้าหน้าที่, บุคลากรทางการศึกษา สพม.บุรีรัมย์ และ สพป.บุรีรัมย์ เขต 1-4 ร่วมรับมอบ ที่ห้องประชุมทิวสน โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์                   

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเงินส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2564 เพื่อให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ปรับสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอยให้แก่ผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว เมื่อมีการส่งคืนพื้นที่และอาคารสถานที่ให้แก่สถานศึกษา สถานศึกษาแต่ละแห่งอาจมีภาระต้องชำระค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารให้คืนสู่สภาพเดิม เพื่อจัดการเรียนการสอน

โดยในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ มีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดจำนวน 5 เขตพื้นที่ได้รับการจัดสรรเงินพระราชทาน จำนวน 65 โรงเรียน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,653,720 บาท

หัวเว่ย เปิดรับนิสิตนักศึกษาร่วมประลองทักษะไอซีที เพื่อพัฒนาและเฟ้นหาบุคลากรคุณภาพในสาขานี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612838

หัวเว่ย เปิดรับนิสิตนักศึกษาร่วมประลองทักษะไอซีที  เพื่อพัฒนาและเฟ้นหาบุคลากรคุณภาพในสาขานี้

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หัวเว่ย เปิดรับสมัครนิสิตนักศึกษาด้านไอซีที  ร่วมงาน Huawei ICT Competition 2021-2022 ครั้งที่ 6 การแข่งขันที่ส่งเสริมให้ได้มีการประลองทักษะในการแข่งขัน พัฒนาความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดจนพัฒนาต่อยอดความรู้เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรไอซีที

งานนี้มีการแข่งขันหลายรอบโดยนิสิตนักศึกษาที่สนใจและมีพื้นฐานด้านไอซีที สามารถรวมกลุ่มและลงทะเบียนสมัครเป็นทีม ทีมละ 3 คน และเริ่มศึกษาด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีด้านเนตเวิร์ก เช่น ดาต้าคอมหรือเทคโนโลยีด้านคลาวด์ เช่น คลาวด์เซอร์วิส กิจกรรมทั้งหมดจะจัดขึ้นตามมาตรการป้องกันโควิด-19  ทีมที่ชนะจะมีโอกาสลุ้นรับรางวัล รวมถึงทริปเดินทางเพื่อพัฒนาความรู้ด้านไอซีทีเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม ตลอดจนถึงโอกาสในการทำงานที่หัวเว่ย

นิสิต นักศึกษาที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://e.huawei.com/en/talent/#/news/details?consultationId=1483 ตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2564