‘อดีตพระยันตระ’ขึ้นเครื่องกลับสหรัฐอเมริกา ‘พระสงฆ์-ชี-ลูกศิษย์’ครึ่งร้อยร่วมส่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611646

‘อดีตพระยันตระ'ขึ้นเครื่องกลับสหรัฐอเมริกา 'พระสงฆ์-ชี-ลูกศิษย์'ครึ่งร้อยร่วมส่ง

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 11.16 น.

วันที่ 27 ตุลาคม 2564 เมื่อเวลา 04.00 น. อดีตพระยันตระ หรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ แต่งกายห่มเขียว ไว้ผมยาว หนวดเครา เดินทางมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีบรรดาพระสงฆ์ แม่ชี และลูกศิษย์ รวมประมาณ 50 คน มารอส่งขึ้นเครื่องบิน

โดยการเดินทางของอดีตพระยันตระ จะขึ้นเครื่องบินของเที่ยวบิน NH806 ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 07.00 น. โดยใช้เวลาการเดินทางไปยังสนามบินนานาชาตินะริตะ ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 5 ชั่วโมง จากนั้นจะเปลี่ยนเครื่องบิน เพื่อเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ มีพระสงฆ์ร่วมเดินทางไปด้วยจำนวน 3 รูป

โดยมีช่วงหนึ่งอดีตพระยันตระ เดินเข้าไปเพื่อรอขึ้นเครื่องบิน ได้เอามือตบไปที่ศีรษะลูกศิษย์ พร้อมกันยกมือไหว้ ส่วนพระสงฆ์ที่ร่วมเดินมาส่งก็ได้ พูดคำว่า “ซาโยนาระ” ก่อนที่อดีตพระยันตระจะเดินเข้าไปภายในห้องพักสำหรับผู้โดยสาร

-007

ขอบคุณภาพ : Sornvasa Pinchumponsang

นักวิจัย‘มจธ.’พัฒนา‘กำแพงต้นไม้อัจฉริยะ’ หวังช่วยบรรเทาปัญหา‘ฝุ่นPM2.5’เมืองกรุง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611482

นักวิจัย‘มจธ.’พัฒนา‘กำแพงต้นไม้อัจฉริยะ’ หวังช่วยบรรเทาปัญหา‘ฝุ่นPM2.5’เมืองกรุง

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร นักวิจัยสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และอาจารย์ประจำสายวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เจ้าของรางวัล “นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ประจำปี 2564” จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยถึงรายละเอียด “กำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษชนิดควบคุมตัวเองอัตโนมัติ” ที่ได้รับรางวัลฯ ว่า เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการใช้พืชบำบัดมลพิษ เทคโนโลยีตัวดูดซับกับการออกแบบด้านวิศวกรรมศาสตร์

ในการดึงดูดอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้ามาปะทะกับพื้นที่ปลูกพืชด้วยอัตราการไหลเวียนอากาศที่เหมาะสม เพื่อบำบัดอากาศในบริเวณโดยรอบ จากฝุ่น ควันและมลพิษทางอากาศให้สะอาดขึ้น ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันจะมีกำแพงต้นไม้บริเวณป้ายรถเมล์หรือถนนทั่วไป แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยปัญหาเรื่องการรดน้ำต้นไม้ หรือใช้ต้นไม้ที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ในการดักจับฝุ่นละอองเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นสุดท้ายกำแพงต้นไม้ถูกปล่อยร้างไปในที่สุดและไม่มีประสิทธิภาพในการบำบัดมลพิษอากาศมากเท่าที่ควร คณะผู้วิจัยจึงพยายามผสมผสาน Smart farming technology เข้ามาอยู่ในสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้

ทั้งนี้ จากการทดสอบประสิทธิภาพของกำแพงต้นไม้อัจฉริยะในการบำบัดมลพิษอากาศ พบว่า ระบบมีความสามารถในการลดสารอินทรีย์ระเหยง่ายได้มากกว่าร้อยละ 80 และลดฝุ่น PM2.5 ได้ประมาณร้อยละ 60 จากการไหลผ่านของอากาศเพียง 1 รอบ นอกจากนี้คณะผู้วิจัยยังใช้ระบบการควบคุมกำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษแบบอัตโนมัติ ทั้งการรดน้ำ ล้างใบและการตรวจวัดคุณภาพอากาศในบริเวณโดยรอบ ที่รองรับทั้งการควบคุมโดยมนุษย์ ควบคุมตัวเองแบบอัตโนมัติและการควบคุมผ่านระบบออนไลน์

ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถปรับความถี่ในการรดน้ำต้นไม้ แสดงคุณภาพอากาศในบริเวณโดยรอบและปรับความเร็วของลมในการดูดอากาศของระบบฯ ได้เองตามสภาพอากาศบริเวณนั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดย รศ.ดร.ชัยรัตน์ กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีกำแพงต้นไม้อัจฉริยะตัวนี้ไม่ได้ถึงขั้นบำบัดฝุ่นในกรุงเทพฯ ทั้งหมด เพราะฝุ่นในกรุงเทพฯมีปริมาณมาก แต่เป็นการสร้างพื้นที่เล็กๆ ให้มีอากาศบริสุทธิ์และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองโดยเฉพาะคนที่เข้ามาอยู่ในบริเวณกำแพงต้นไม้นี้ จะได้รับอากาศที่ผ่านการกรองโดยต้นไม้ สร้างความปลอดโปร่ง

“เราออกแบบให้มีเก้าอี้นั่งในฝั่ง Relaxing zone อีกฝั่งหนึ่งจะปลูกต้นไม้ โดยอากาศจะถูกดูดเข้ามาบริเวณชั้นกรอง จากนั้นจะมีการไหลเวียนอากาศที่ถูกควบคุมแบบสลับฟันปลาที่มีความเร็วลมเหมาะสม อากาศที่ผ่านการกรองจะถูกพ่นลงมาเป็นม่านลมฉะนั้นบริเวณดังกล่าวจะมีฝุ่น PM.2.5 สารระเหยและอุณหภูมิลดลง โดยผู้ควบคุมสามารถดูข้อมูลคุณภาพอากาศผ่านอินเตอร์เนตได้ มีหน้าจอที่แสดงผล มีแถบสีที่แสดงคุณภาพอากาศในบริเวณนั้น นอกจากนี้มลพิษในอากาศจะเป็นตัวไปควบคุมความเร็วลม ถ้ามลพิษมีปริมาณสูงระบบจะเร่งความเร็วในการกรอง และสามารถตั้งเวลาในการรดน้ำต้นไม้ผ่านโทรศัพท์มือถือด้วย” รศ.ดร.ชัยรัตน์ กล่าว

ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรโดยใช้ชื่อว่า กำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษชนิดควบคุมตัวเองอัตโนมัติ และอยู่ระหว่างการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ โดยการย่อขนาดให้เล็กลงเพื่อการเข้าถึงการนำไปใช้ของประชาชนทั่วไปมากขึ้น โดยคณะผู้วิจัยเชื่อว่า เทคโนโลยีชิ้นนี้จะเป็นก้าวแรกในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทย

‘ซีพีออลล์’ช่วยปลูกป่าจังหวัดสุรินทร์ หนุนสร้างพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืนให้ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611480

‘ซีพีออลล์’ช่วยปลูกป่าจังหวัดสุรินทร์ หนุนสร้างพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืนให้ชุมชน

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวถึงโครงการ “ป่าล้อมวัด” โครงการ “สระน้ำไร่นา ประชารัฐสามัคคีเกษตรอินทรีย์ วิถีสุรินทร์ 4.0”และโครงการ “โคก หนอง นา”เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ว่า ซีพี ออลล์ มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัญหาภาวะโลกร้อน บรรยากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้โลกกำลังจะเข้าสู่จุดวิกฤตและความผันผวนทางธรรมชาติขนานใหญ่ การปลูกป่าสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ

โดยโครงการ “สระน้ำไร่นา ประชารัฐสามัคคี เกษตรอินทรีย์ วิถีสุรินทร์ 4.0” และโครงการ “โคก หนอง นา” นั้น ซีพี ออลล์ มุ่งเน้นที่จะสร้างความร่มรื่นปรับระบบนิเวศในชุมชนให้กลับมาสมดุลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาได้ทยอยส่งมอบพันธุ์กล้าไม้ให้กับตัวแทนชุมชนไปแล้วหลายแห่งรวมทั้ง 3 โครงการเป็นจำนวน98,032 ต้น โดยให้การสนับสนุนกล้าไม้ภายใต้โครงการป่าล้อมวัด จำนวน 80,242 ต้น ให้กับวัด 200 แห่ง เพื่อส่งเสริมภูมิทัศน์โดยรอบศาสนสถานที่มีความร่มรื่นสวยงาม และเหมาะกับการเป็นที่พึ่งและศูนย์รวมจิตใจให้กับคนในชุมชน

พร้อมกับการให้ศาสนสถานได้มีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายการสร้างความตระหนักและจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน อีกทั้งโครงการสระน้ำไร่นาประชารัฐสามัคคีเกษตรอินทรีย์ 4.0 จำนวน6,000 ต้น และโครงการโคก หนอง นาจำนวน 11,790 ต้น ให้กับประชาชนใน 17 อำเภอ ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน และยังทำให้ทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐภาคเอกชน และประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจก และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายยุทธศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับพันธุ์กล้าไม้ทั้งหมด มาจากการฝากเลี้ยงกล้าไม้ใน 3 ชุมชนของ จ.ชลบุรี ได้แก่ ชุมชนใน ต.ห้วยใหญ่ ต.นาจอมเทียน และ ต.เขาชีจรรย์ รวมทั้งสิ้น 2,000 ครอบครัว ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยรักษ์โลก” ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯ ร่วมกันร้อยเรียงความดีสู่สังคมส่งเสริมอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชน อีกทั้งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายดำเนินการปลูกต้นไม้เพื่อลดโลกร้อน และบรรลุเป้าหมายการปลูกต้นไม้ให้ได้ 10 ล้านต้นภายในปี 2573 ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SustainableDevelopment Goals : SDGs) ทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

เรื่องนี้เถียงกันได้อีกยาว ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ปลดล็อกvsแบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611479

เรื่องนี้เถียงกันได้อีกยาว ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ปลดล็อกvsแบน

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เครื่องยาสูบที่เป็นไฟฟ้าถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ 67 ประเทศทั่วโลกมีการยอมรับบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว โดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ สหรัฐอเมริกา จีนแม้แต่มาเลเซีย เพราะถือว่าเป็นยาสูบที่มีความอันตรายน้อยกว่าบุหรี่จริง บุหรี่ไฟฟ้าจะมีสารพิษน้อยกว่า เพียงแต่ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่ยอมรับ เรื่องนี้กำลังศึกษาข้อกฎหมายอยู่ว่าติดขัดเรื่องอะไร เพราะหากทำให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายได้จะสามารถลดอันตรายให้กับผู้สูบ เพราะบางคนไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ แม้จะมีการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่ก็ตาม แต่ปัจจุบันเหลือคนสูบบุหรี่อีกเกือบ 10 ล้านคน ดังนั้น หลายประเทศจึงยอมรับว่าหากเรามีบุหรี่ไฟฟ้าจะสามารถลดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนได้มากกว่า”

ความเห็นจาก ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล ออกตัวหนุน “บุหรี่ไฟฟ้า” แนะ “ปลดล็อก” จากสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งนอกจากเป็นทางเลือกของผู้ที่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้แล้ว ยังจะช่วยแก้ปัญหาโรงงานยาสูบและชาวไร่ยาสูบที่รายได้ลดลง เนื่องจากผู้สูบบุหรี่นิยมสูบบุหรี่นำเข้าทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายได้ด้วย

การ “จุดกระแส” ของ รมว.ดีอีเอส ทำให้บุหรี่ไฟฟ้ากลับมาเป็น “ข้อถกเถียง” ในสังคมไทยอีกครั้งตลอดเดือน ต.ค. 2564 “ฝ่ายหนุน” นำโดย อาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า แอดมินเพจเฟซบุ๊ค “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” กล่าวว่าพฤติกรรมผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนต่างมองหาวิธีลดอันตรายให้ตัวเอง การห้ามนำเข้าห้ามขายนั้นไม่ได้ผลและไม่อยู่บนโลกของความเป็นจริง ในขณะที่ 79 ประเทศทั่วโลกอนุญาตให้บุหรี่ไฟฟ้าควบคุมได้อย่างถูกกฎหมาย กำหนดอายุขั้นต่ำผู้ซื้อเพื่อปกป้องเยาวชน สร้างมาตรฐานความปลอดภัย เก็บภาษีสรรพสามิตเข้ารัฐได้

“ประเทศไทยยังคงอ้างผิดๆเรื่องความเข้มข้นนิโคตินและการเสพติด สวนทางกับหน่วยงานสาธารณสุขชั้นนำในต่างประเทศจำนวนมาก เช่น ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา กระทรวงสาธารณสุขนิวซีแลนด์ หรือแม้กระทั่งองค์การอนามัยโลกสำนักงานภาคพื้นยุโรป ที่ต่างก็ยืนยันว่าหากเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยลดการได้รับสารพิษได้มากกว่าการสูบบุหรี่ หากผู้สูบบุหรี่ไม่มีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่วันนี้รู้แล้วว่าอันตรายน้อยกว่า เหมือนบังคับให้คนไทยยังต้องตายจากบุหรี่มวนปีละกว่า 70,000 คนเหมือนทุกวันนี้”แอดมินเพจเฟซบุ๊ค “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” กล่าว

เช่นเดียวกับ สาริษฎ์ สิทธิเสรีชนแอดมินเพจเฟซบุ๊ค “มนุษย์ควัน” แกนนำกลุ่มผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทให้ความร้อน หรือ“ไอคอส” ยืนยันว่า ไม่ได้สนับสนุนให้คนสูบบุหรี่ แต่คิดว่าคนที่สูบบุหรี่อยู่แล้วควรมีทางเลือกเช่นเดียวกับในอีก67 ประเทศทั่วโลกที่ ไอคอส ถูกกฎหมายและมีหน่วยงาน อย. สหรัฐที่อนุญาตให้ขายและสื่อสารได้ว่ามีสารพิษน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างมีนัยสำคัญ

“ไม่เข้าใจว่าทำไมกลุ่มสมาพันธ์สุขภาพถึงคิดว่ารัฐบาลของประเทศอื่นๆ ประสงค์ร้ายกับประชากรของตนเองหรืออย่างไร ทำไม ญี่ปุ่น เกาหลีสหรัฐฯ สหภาพยุโรป หรือแม้แต่มาเลเซียเพื่อนบ้านเรา อนุญาตให้ขายได้ ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในโลกที่มีเด็กและเยาวชน ผมจึงสนับสนุนที่ รมว.ดีอีเอส เสนอให้ทำการศึกษาเพื่อควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้เปิดเสรี แทนที่ดีอีเอสจะต้องมานั่งไล่ปิดเว็บไซต์ขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” สาริษฎ์ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง “ฝ่ายค้าน” แกนหลักหนีไม่พ้นบุคลากรและเครือข่ายวิชาชีพสาธารณสุข อาทิ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกแถลงการณ์โต้ รมว.ดีอีเอส โดยย้ำถึง “พิษภัย” ของสาร “นิโคติน” ทั้งเป็นสารที่ติดแล้วเลิกยาก เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรัง อีกทั้งความเข้มข้นของนิโคตินในน้ำยาเติมบุหรี่ไฟฟ้ายังควบคุมได้ยาก ยิ่งผู้สูบได้รับสารนิโคตินที่เข้มข้นมาก ก็จะยิ่งเสพติดและมีโอกาสเจ็บป่วยมากขึ้นด้วย ที่สำคัญคือ ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังมี “นักสูบหน้าใหม่” ที่ได้รับอิทธิพลทางการตลาด ไม่ได้มีแต่ผู้ที่สูบบุหรี่มวนอยู่เดิมเท่านั้น

“การเลิกสูบบุหรี่นั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งหรืออาศัยบุหรี่ไฟฟ้า หากต้องการเลิกสูบจริงๆ ทางเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่และเครือข่ายต่างๆ มีวิธีการและกำลังดำเนินการช่วยเหลืออยู่อย่างเต็มกำลัง ทั้งให้คำปรึกษา และการจัดหายาเลิกบุหรี่ให้ ท่านสามารถปรึกษาได้ที่สายด่วนเลิกบุหรี่ โทรศัพท์1600 (โทร.ฟรีทุกเครือข่าย) คลินิกฟ้าใส544 แห่งทั่วประเทศ และที่หน่วยบริการทางการแพทย์ทุกแห่ง ที่ต้องรีบทำก่อนคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต้องให้ความกระจ่างที่ชัดเจนกับประชาชนทั้งที่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอยู่แล้ว หรือยังไม่เคยสูบ ตระหนักว่าสิ่งที่ร่างกายต้องการจากลมหายใจเข้าปอดคืออากาศบริสุทธิ์เท่านั้น” แถลงการณ์ระบุ

เช่นเดียวกับ พล.อ.ท.นพ.อนุตตรจิตตินันทน์ ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เขียนบทความ “บุหรี่ไฟฟ้าดีกว่าบุหรี่จริงหรือ?” ระบุว่า ถึงแม้ดูเหมือนว่าบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีผลเสียต่อสุขภาพน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป แต่ก็ยังคงมีอันตรายต่อสุขภาพ “และยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ได้จริงหรือไม่ เนื่องจากการศึกษาที่ผ่านมายังไม่ชัดเจนว่าช่วยทำให้เลิกบุหรี่ได้ผลดีจริง หลายการศึกษากลับพบว่าผู้ที่เคยสูบบุหรี่แล้วใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลับไม่เลิกบุหรี่ แต่ใช้ร่วมกันทั้งบุหรี่กับบุหรี่ไฟฟ้า” และที่สำคัญยังขาดข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวของบุหรี่ไฟฟ้าด้วย

“หลังจากที่สหรัฐอเมริกาให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ พบว่ามีเด็กและวัยรุ่นใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ศูนย์ควบคุมโรค (CDC) และองค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกาแสดงความเป็นห่วงต่อสุขภาพในอนาคตของเด็กและวัยรุ่นในเรื่องนี้” พล.อ.ท.นพ.อนุตตร กล่าวในบทความ

รวมถึงเสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่ ในเวทีเสวนา “Gen Z GenZa ท้าคุย ทําไมบุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่ควรถูกกฎหมายในประเทศไทย” อย่าง เอ (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี เผยว่า แต่เดิมเคยสูบบุหรี่มวนมาก่อน แต่พอมีบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาจึงได้ลอง ซึ่งก็ทำให้เลิกสูบบุหรี่มวนแล้วหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทนเนื่องจากรสชาติดีกว่าบุหรี่มวน แต่สาเหตุที่ทำให้เลิกทั้งบุหรี่มวลและบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากในขณะนั้นป่วยเป็นทอนซิลอักเสบเป็นเวลานาน จึงทำให้ลองพักสูบบุหรี่จนเลิกในที่สุด และย้ำว่า “หลายคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อให้เลิกบุหรี่มวนเนื่องจากมีกลิ่นหอมกว่าและสะดวกสบาย แต่ที่จริงแล้วการที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ทำให้เลิกสูบบุหรี่มวนได้จริง” เพื่อนๆ ที่รู้จักกันก็ไม่มีใครเลิกได้เลย

เช่นเดียวกับ อนวัช แจ่มจันทร์ ประธานกลุ่มเด็กและเยาวชน UGZ อุบลราชธานี ที่เผยว่า จากที่ทางกลุ่มได้จัดกิจกรรมกับเยาวชนจึง พบว่าเยาวชนที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่จะทั้งสูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า โดยจะเริ่มสูบกันตั้งแต่ชั้น ม.3 ซึ่งสาเหตุที่สูบบุหรี่เกิดจากสังคมรอบข้างของเด็กและเยาวชนสูบบุหรี่กัน จึงนำไปสู่การอยากรู้และอยากลองจากบุหรี่มวนไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของ “วิวาทะ”ระหว่างฝ่ายหนุนและฝ่ายค้านบุหรี่ไฟฟ้า และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ตราบใดที่ด้านหนึ่งยังมีข่าวบรรดาประเทศชั้นนำของโลกอนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้(ภายใต้มาตรการควบคุม) ยังไม่ห้ามอย่างสมบูรณ์ และอีกด้านหนึ่งคือยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจนอย่างหมดสิ้นความสงสัย ว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้ผู้สูบบุหรี่มวนเลิกบุหรี่ทุกชนิดได้เด็ดขาดในระยะยาวได้จริงจริอไม่?

‘สำนักพระราชวัง’เปิดให้เข้าชมพระบรมมหาราชวัง-วัดพระแก้ว 1 พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611604

'สำนักพระราชวัง'เปิดให้เข้าชมพระบรมมหาราชวัง-วัดพระแก้ว 1 พ.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 21.34 น.

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2564 สำนักพระราชวัง แจ้งเปิดการเข้าชมพระราชฐานและสถานที่ต่างๆ ดังนี้ พระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวังบางปะอิน พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

สำหรับพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน เปิดเข้าชมตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

โดยสำนักพระราชวัง เตรียมความพร้อมในการให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้นักท่องเที่ยว เกิดความปลอดภัยและมีความมั่นใจ เมื่อเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเขตพระราชฐาน ประกอบด้วย

1. มีมาตรการคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าชมพระบรมมหาราชวัง

2. เจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวสวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

3. จัดจุดลงทะเบียนเข้า – ออก พระบรมมหาราชวัง โดยเขียนรายละเอียด ชื่อ-สกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือสแกน QR CODE ในเว็บไซต์ http://www.xn--b3czh8ayeuf.com/

4. มีจุดบริการล้างมือ หรือเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ แบบเท้าเหยียบ

5. จัดระยะห่างระหว่างบุคคลตามจุดรับบริการในพระบรมมหาราชวัง

6. ทำความสะอาดพื้นที่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ /ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสร่วม ทุก 20 นาที

7. มีจุดให้บริการทางการแพทย์ที่จำเป็นในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เดือด!4 ส.ส.เพื่อไทยแจ้งจับ’ผอ.สำนักพุทธเมืองน้ำดำ’ ป้ายสีชักใยค้านปลดเจ้าคุณบัวศรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611459

เดือด!4 ส.ส.เพื่อไทยแจ้งจับ'ผอ.สำนักพุทธเมืองน้ำดำ' ป้ายสีชักใยค้านปลดเจ้าคุณบัวศรี

วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.08 น.

4 ส.ส.พรรคเพื่อไทยเดือดขึ้นโรงพักแจ้งความดำเนินคดี ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนากาฬสินธุ์ กรณีทำหนังสือรายงานกล่าวหา 7 นักการเมืองเคลื่อนไหวล่ารายชื่อคัดค้านปมถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) พร้อมชงเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ชี้เจตนาทำแผ่นดินอีสานแตกแยก

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 26 ต.ค.64 ที่ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ดร.นิยม เวชกามา ส.ส.กลนคร นางบุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์ อดีต รมช.ศึกษาฯ, นายพีระเพชร ศิริกุล ส.ส.กาฬสินธุ์ และนายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์ ซึ่งทั้งหมดเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท.ชูชาติ อุทธิสินธุ์ พนักงานสอบสวน และ พ.ต.ท.สุเทพ ภูกัณหา รองผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองกาฬสินธุ์ เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายบัญชายุทธ นาคมุจลินท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาฬสินธุ์ กรณีการทำหนังสือรายงานไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุมีนักการเมือง 7 คนระดมล่ารายชื่อ 100,000 รายชื่อเพื่อถวายฎีกาในทำนองว่า คณะสงฆ์ (ธรรมยุต) ได้ยุติความเคลื่อนไหวแล้ว แต่ยังมีศิษยานุศิษย์ที่เป็นฝ่ายนักการเมืองเคลื่อนไหวทำการล่ารายชื่อเพื่อทูลเกล้าถวายฎีกาโดย ส.ส.ที่มีรายชื่อมองว่าเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายเสื่อมเสียต่อตำแหน่งหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนผ่านทางสื่อออนไลน์ ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์และกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ดร.นิยม เวชกามา ส.ส.กลนคร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ตนพร้อมด้วยตัวแทนนักการเมืองรวม 7 คนได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ เพื่อดำเนินคดีกับนายบัญชายุทธ นาคมุจลินท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาฬสินธุ์ จากกรณีนายบัญชายุทธ ได้บันทึกข้อความถึง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวหาใส่ความอันเป็นเท็จต่อตนกับนักการเมืองรวม 7 คน โดยกล่าวว่า คณะสงฆ์(ธรรมยุต) ได้ยุติความเคลื่อนไหวแล้ว แต่ยังคงมีศิษยานุศิษย์ ที่เป็นฝ่ายนักการเมืองเคลื่อนไหว ทำการล่ารายชื่อ 100,000 รายชื่อเพื่อทูลเกล้าถวายฎีกา

“ข้อความดังกล่าวถือเป็นเท็จ เป็นการใส่ความผมและนักการเมืองรวม 7 คนทำให้เกิดความเสียหาย เสื่อมเสียต่อตำแหน่งหน้าที่ในฐานะ ส.ส.ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนผ่านทางสื่อออนไลน์ ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของผู้แจ้งกับพวกที่ได้พบเห็นข้อความทางสื่อออนไลน์และยังได้มีการนำออกเผยแพร่ ผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อวิทยุกระจายเสียงไปทั่วราชอาณาจักรและผู้พบเห็นที่เป็นพลเมืองไทยทั่วโลก โดยเหตุเกิดที่ ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2564 ทั้งนี้ได้มอบเอกสารที่เป็นหลักฐานประกอบการแจ้งความไว้แล้ว” ดร.นิยมกล่าว

นายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.กาฬสินธุ์ เขต 2 ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การเข้าแจ้งความครั้งนี้เป็นการปกป้องสิทธิ์เนื่องจากการทำหนังสือเป็นการรายงานไม่ตรงความเป็นจริง เพราะต้องเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของประชาชนหรือตนนั้น เป็นความบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดแอบแฝง ซึ่งเรื่องนี้ก่อนหน้า กมธ.กฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร ได้รับเรื่องการร้องคัดค้านจากประชาชนคนกาฬสินธุ์แล้ว แต่เมื่อเกิดมีการรายงานเท็จนั้นก็อยากจะบอกว่าการทำเช่นนี้ ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนากาฬสินธุ์ กำลังเติมเชื้อไฟ สร้างความแตกแยกให้กับคณะสงฆ์และประชาชนคนกาฬสินธุ์ ซึ่งในฐานะ ส.ส.ทั้ง 4 คน จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และจะนำเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร ให้พิจารณาว่ามีเจตนาอะไรที่มีการรายงานเช่นนี้

ขณะที่นางบุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.กาฬสินธุ์ เขต 1 กล่าวว่า การลงชื่อเพื่อถวายฎีกาและคัดค้านเป็นเรื่องของประชาชนที่เป็นศิษยานุศิษย์เจ้าคุณบัวศรี เพื่อแสดงเจตนารมณ์ด้วยความศรัทธาในตัวเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์จึงได้มีการลงรายชื่อ 100,000 รายชื่อ เพื่อถวายฎีกา ซึ่งเป็นสิ่งที่ศิษยานุศิษย์ทุกคนสามารถกระทำได้ ส.ส.กาฬสินธุ์ ส.ส.สกลนคร ไม่ได้ไปปลุกระดมแต่อย่างใด เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนคิดเอง ทำเอง เมื่อมีการพาดพิงก็คงต้องพิสูจน์และจะเดินหน้าหาความจริงและเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ด้านนายพีระเพชร ศิริกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.กาฬสินธุ์ เขต 4 กล่าวว่า อยากฝากไปถึงผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาฬสินธุ์ ว่าท่านกำลังจะทำหินแตก แยกประชาชนให้เกิดความแตกแยก ถือเป็นการทำที่ไม่รู้ว่าหวังผลหรือมีเจตนาอะไรหรือไม่อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ท่าน ผอ.พุทธฯ กำลังทำลายศรัทธาประชาชนคนกาฬสินธุ์ให้แยกออกเป็นสองฝ่าย จึงขอให้ยุติพฤติกรรมรายงานที่ไม่ตรงความจริง ควรที่จะมาสอบถามว่าสิ่งที่มีการต่อต้านนั้นเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ ไม่ควรที่จะโทษว่าเป็นเรื่องของการเมือง เพราะความศรัทธากับการเมืองคนละเรื่องกัน ในส่วนตนที่เป็นตัวแทนของประชาชนก็พร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงต่อไป

รายงานแจ้งว่า ภายหลังเข้าแจ้งความ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีได้ให้ ส.ส.ทั้ง 4 คน ลงรายมือชื่อเพื่อลงประจำวันคดี จากนั้นจะมีการเรียกผู้ร้องทั้ง 4 มาสอบปากคำ และจะเรียกนายบัญชายุทธ นาคมุจรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาฬสินธุ์ มาสอบปากคำเพื่อสรุปสำนวน ดำเนินคดีต่อไป  –  003

‘ดร.เอนก’มอบ สอวช.ปั้น’Soft Power’ มรดกทางวัฒนธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611444

'ดร.เอนก'มอบ สอวช.ปั้น'Soft Power' มรดกทางวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.12 น.

“ดร.เอนก”มอบสอวช. ปั้น Soft Power มรดกทางวัฒนธรรม แนะจับมือ อินเดีย และกลุ่มประเทศ CLMV  ผลักดันสู่ “Asian Cultural Heritage”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยได้หยิบยกประเด็นที่ประเทศไทยติดอันดับ 5 ของประเทศที่มีอิทธิพลด้านมรดกวัฒนธรรมของโลก ประจำปี 2564 จากรายงาน World’s Best Countries for Cultural Heritage Influence, 2021 โดย  CEOWORLD Magazine   ซึ่งเป็นนิตยสารด้านธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ โดยการจัดอันดับได้วิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลของ 165 ประเทศใน 9 ด้าน ได้แก่ สถาปัตยกรรม มรดกงานศิลป์ แฟชั่น อาหาร ดนตรี วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และการเข้าถึงทางวัฒนธรรม  ซึ่งประเทศที่คว้าอันดับ 1 คือ อิตาลี รองลงมาได้แก่ กรีซ สเปน อินเดีย และไทย โดย ดร.เอนก มองว่า ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย ที่ประเทศอื่นไม่มี และเป็นสิ่งที่ไม่ต้องลงทุนซื้อหา แต่สามารถต่อยอดเชื่อมโยงกับจุดแข็งอื่น ๆ ของไทย เช่น อาหารไทย มวยไทย ที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแตกต่างจากชาติอื่น จะเห็นได้ว่าแม้จะมีกีฬามวยทั่วโลก แต่กางเกงมวยไทยขายดีที่สุดในโลก

“ถ้าประเทศไทยจับมือกับ CLMV และ อินเดียในรูปของ Asian Cultural Heritage ก็จะทำให้มีพลังในการขับเคลื่อนในระดับภูมิภาค อยากให้ สอวช. ทำในเรื่องนี้ ในการถอดบทเรียนมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อทำเป็นตำรา บทเรียน และวิจัยร่วมกัน น่าจะมีอะไรที่เสนอแก่โลกได้ ที่ผ่านมาในมหาวิทยาลัยก็มีเป็นตำราบ้าง แต่เป็นการแปลจากตำราต่างประเทศ ไม่ได้เขียนขึ้นมาเอง ถ้าเราจัดทำเนื้อหาเองก็จะดีกว่า”

ในที่ประชุม ยังได้ยกตัวอย่างประเทศเกาหลี ที่สามารถสอดแทรก มรดกทางวัฒนธรรมเข้าไปเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจ เช่น เหล้าโซจู และสินค้าอีกหลายชนิดที่ได้รับความนิยมในระดับโลก หรือแม้แต่ปรากฎการณ์ ลลิษา ก็ทำให้ประเทศไทยดูมีคุณค่าทางมรดกวัฒนธรรมขึ้นมาในสายตาชาวโลก ทั้งที่เราไม่ได้ลงทุนอะไรกับเขาเลย  เราจะทำยังไง จะปล่อยผ่าน หรือจะคว้าโอกาสนี้ไว้ เพื่อให้สมกับที่เราติดอัน 5 ของโลกที่มีอิทธิพลด้านมรดกทางวัฒนธรรม

“เราต้องระดมสมองเรื่องนี้อย่างจริงจัง การทำงานสร้างสรรค์ ต้องไม่ตั้งกฎเกณฑ์มาก ต้องปล่อยความคิดให้ไหลลื่น คิดไปข้างหน้า อย่าไปเทียบกับคนอื่น แล้วมองว่าเราสู้เขาไม่ได้มันจะไม่ทำให้เกิดพลัง ต้องถอดบทเรียนความล้มเหลวและความสำเร็จของเขานำมาปรับใช้ สอวช. ต้องหาคนเก่ง มาช่วยทำงาน ซึ่งก็เชื่อว่าจะสามารถทำได้ หากมีค้นคว้าและศึกษามากขึ้น” ดร.เอนก กล่าว

จากนั้น ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางและได้สนับสนุนแนวคิดของ ดร.เอนก และได้หยิบยกผลสำรวจล่าสุดที่กรุงเทพมหานคร ติดอันดับ 1 ของเมืองที่เหมาะกับการทำงานและพักผ่อน หรือ Workation โดยเป็นการสำรวจของเว็บไซต์ Holidu.co.uk ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับการค้นหาสถานที่พักผ่อนของประเทศอังกฤษ ซึ่งได้จัดอันดับ 150 เมืองสำหรับการทำงานพักผ่อนโดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ปรากฏว่า กรุงเทพมหานคร ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองสำหรับการทำงานและพักผ่อนเป็นอันดับ 1 ของโลก และ ภูเก็ต ติดอันดับที่ 10

นอกจากนี้ ยังมองว่า สอวช. มีความเหมาะสมที่จะเป็นแกนหลักในการ ผสมผสาน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ให้เข้ากับ Cultural Heritage หรือ มรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ขับเคลื่อนประเทศไปสู่มรดกทางวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจได้ ดูจาก Soft power ของประเทศเกาหลี ที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งที่เมื่อ 10 ปีที่แล้วสินค้า เกาหลีเองยังไม่มีชื่อเสียงอะไรนอกจากโสม จนกระทั่งรัฐบาลสนับสนุนให้จัดทำภาพยนตร์ ซีรีย์ ขายไปทั่วโลก รวมถึงใน Netflix โดยสอดแทรกมรดกทางวัฒนธรรม ทั้ง อาหาร เสื้อผ้า เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ที่เป็นเอกลักษณ์ จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก ประเทศไทยแม้จะมีบ้าง แต่ที่นำเข้าไปสู่ Netflix ยังเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้สอดแทรกมรดกทางวัฒนธรรมเข้าไปเท่าไรนัก ถ้าเป็นไปได้ควรจะบูรณาการการทำงานกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยการนำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับงานศิลปะ ซึ่งมีเขียนไว้ในแผน ววน. แล้ว สกสว. เองก็ได้ใส่งบประมาณมาให้แล้วด้วย หากสามารถดึงคนเก่งมาทำงานเชิงสร้างสรรค์ ก็จะสามารถต่อยอดได้

ศธ.ผนึกกำลัง ขับเคลื่อนการศึกษาพิเศษไทย เตรียมแถลงผลการปฏิบัติงาน 27 ตุลาคม นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611262

ศธ.ผนึกกำลัง ขับเคลื่อนการศึกษาพิเศษไทย  เตรียมแถลงผลการปฏิบัติงาน 27 ตุลาคม นี้

วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย กล่าวว่า การศึกษาพิเศษถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของชาติ เพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี คนเก่ง และคนมีคุณภาพ ซึ่งการจะขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ที่จะให้คนพิการและเด็กด้อยโอกาสเข้าถึงบริการทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั่วถึงและมีคุณภาพนั้น จำเป็นต้องประสานและอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจของทุกภาคส่วน กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การนำของ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาพิเศษ และมีนโยบายการเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน หรือความเป็นอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กพิเศษทุกคนสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เท่าเทียมกับผู้อื่นในสังคม สามารถช่วยเหลือตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติ

ด้านนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษมีวิสัยทัศน์ในการให้คนพิการและเด็กด้อยโอกาสเข้าถึงบริการทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั่วถึงและมีคุณภาพ ด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภายใต้พันธกิจ 5 ประการที่สำคัญ คือ 1.เสริมสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เสมอภาคด้วยวิธีการและรูปแบบที่หลากหลาย2.พัฒนาคุณภาพการศึกษาตามหลักสูตร และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ 3.พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพและศาสตร์เฉพาะทาง 4.พัฒนาระบบสื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาให้มีคุณภาพและเหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียน และ 5.พัฒนาระบบบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้นำนโยบายที่ได้รับมอบมาสู่การปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยในวันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 ณ หอประชุมคุรุสภา จะมีการแถลงผลงานการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส 4 ภารกิจหลัก ภายใต้แนวทาง “การศึกษาพิเศษไทย หัวใจนำทาง” นำโดย 3 รัฐมนตรี รวมถึงภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะมาร่วมกันพัฒนาการศึกษาพิเศษให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อน และมีเป้าหมายที่สำคัญคือสร้างอนาคตให้เด็กทุกคน

วธ.ชู 65 โครงการ ขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมปี’66 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่ประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611270

วธ.ชู 65 โครงการ ขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมปี’66  มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่ประชาชน

วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ส่วนราชการและหน่วยงานภายใต้ วธ. เกี่ยวกับการใช้มิติทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชน ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ โดย วธ. ได้ดำเนินการจัดทำและเสนอโครงการสำคัญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 จำนวน 65 ข้อเสนอโครงการ ที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติในหลายด้าน อาทิ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยใช้เครื่องมือระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) โดยใน 65 โครงการนี้ส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการในพื้นที่ และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ผ่านสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด (สวจ.) และกลุ่มจังหวัด เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้มีขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ปลัดวธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ วธ. ในฐานะเจ้าภาพ หลักการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ  ประเด็นการปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม พบว่า ขณะนี้มีหน่วยงานภาครัฐที่ให้ความสำคัญและส่งข้อเสนอโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จำนวนทั้งสิ้น 59 โครงการรวมงบประมาณกว่า 1,291 ล้านบาทแบ่งเป็นโครงการที่ตอบสนองต่อการบรรลุเป้าหมายแผนแม่บทย่อย : คนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความพร้อมในทุกมิติตามมาตรฐานและสมดุลทั้งทางด้านสติปัญญา คุณธรรมจริยธรรม มีจิตวิญญาณที่ดีเข้าใจในการปฏิบัติตนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมดีขึ้น จำนวน 39 โครงการ และเป้าหมายแผนแม่บทย่อย : สื่อในสังคมไทยมีความเข้มแข็ง สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนในสังคม ทำให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ปลอดภัยและสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น จำนวน 20 โครงการ โดยนอกจากจะพิจารณาเรื่องการปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม ในสภาวะที่สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม แล้วยังพิจารณาจากปัจจัยแนวโน้มสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) และการส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะเสนอรายละเอียดโครงการทั้งหมดต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะรัฐมนตรี พิจารณาคัดเลือกเป็นโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2566 ต่อไป

ม.อ. พบกล้วยไม้ชนิดใหม่ของโลก‘เอื้องอัญมณีศรีธรรมราช’ ดอกสีม่วง ใบเดี่ยวรูปหัวใจ เผยแพร่ในวารสาร PhytoKeys #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611260

ม.อ. พบกล้วยไม้ชนิดใหม่ของโลก‘เอื้องอัญมณีศรีธรรมราช’ ดอกสีม่วง ใบเดี่ยวรูปหัวใจ เผยแพร่ในวารสาร PhytoKeys

วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ม.อ. พบกล้วยไม้ชนิดใหม่ของโลก‘เอื้องอัญมณีศรีธรรมราช’

ดอกสีม่วง ใบเดี่ยวรูปหัวใจ เผยแพร่ในวารสาร PhytoKeys

รศ.ดร.สหัช จันทนาอรพินท์ นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า พิพิธภัณฑ์พืชมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (PSU) คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ หอพรรณไม้ (BKF) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ค้นพบเอื้องอัญมณีศรีธรรมราช (Corybas papillatus Inuthai, Chantanaorr. & Suddee) กล้วยไม้ชนิดใหม่ของโลก ได้ค้นพบที่เขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. ตรวจสอบและระบุชนิด ซึ่งจากการศึกษาพบว่า กล้วยไม้ชนิดนี้เป็นกล้วยไม้ดินขนาดเล็ก มีหัวใต้ดินรูปทรงกลมหรือรูปไข่ ใบเดี่ยวรูปหัวใจ ดอกสีม่วงกลีบเลี้ยงบนปลายกลีบกลม ผิวด้านนอกของกลีบเลี้ยงบนมีปุ่มไม่เป็นระเบียบ กลีบเลี้ยงข้างและกลีบดอกสีเขียวลักษณะเป็นเส้นคล้ายเสาอากาศส่วนลักษณะกลีบเลี้ยงข้างและกลีบดอกเชื่อมกันที่โคน กลีบปากแยกเป็นสองส่วน ส่วนโคนตั้งตรงม้วนเป็นหลอดเกิดเป็นช่องรูปอักษรวี (V) มีเดือยรูปกรวยสองอัน กลีบปากส่วนปลายโค้งกลับหลังและแผ่ออก รูปเกือบกลม มีขนที่ผิว ขอบกลีบปากจัก โดยจากการตรวจสอบพบว่า มีลักษณะคล้ายกับ Corybas villosus J. Dransf. & Gord. Sm. ซึ่งเคยมีรายงานในประเทศมาเลเซีย แต่ต่างกันที่กลีบเลี้ยงบนของเอื้องอัญมณีศรีธรรมราช ไม่มีสันด้านนอกและกลีบเลี้ยงข้างเชื่อมติดกับกลีบดอกทั้งสองอันที่เชื่อมติดกัน

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยนำโดย ดร.สมราน สุดดี นักวิจัยจากหอพรรณไม้ดร.เจนจรีย์ อินอุทัย นักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.สหัช จันทนาอรพินท์ นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์พืชมหาวิทยาลัยสงขลา
นครินทร์ (PSU) คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ.จึงได้ร่วมตั้งชื่อกล้วยไม้ชนิดนี้เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก โดยคำระบุชนิด (specific epithet) “papillatus” ที่มาจากลักษณะผิวด้านนอกของกลีบเลี้ยงบนมีปุ่ม และล่าสุดได้ตีพิมพ์ในวารสาร
วิชาการ PhytoKeys เป็นที่เรียบร้อยแล้ว