พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ มบส. ผ่านระบบ Zoom #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606952

พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ มบส. ผ่านระบบ Zoom

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.33 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ณ ห้องประชุม อาคาร 100 ปี ศรีสุริยวงศ์ ชั้น 13 พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ตรวจเยี่ยมมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา “ด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นในห้วงสถานการณ์โควิด” โดยมี รศ.ดร.สมบัติ คชสิทธิ์ นายกสภามหาวิทยาลัย กล่าวให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดี กล่าวรายงานข้อมูลทั่วไปของมหาวิทยาลัยโดยภาพรวม

ซึ่งภายในการประชุมมีการรายงานสรุปผลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 3 ประเด็น ดังนี้

1. การจัดการเรียนการสอน ในห้วงสถานการณ์โควิด โดย รศ.ดร.สุปราณี ศิริสวัสดิ์ชัย ผู้ช่วยอธิการบดี

2. การขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่น ในห้วงสถานการณ์โควิด โดย รศ.ดร.ชลลดา พงศ์พัฒนโยธิน รองอธิการบดี

3. การพัฒนาทักษะ Soft Skill ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคม ในห้วงสถานการณ์โควิด โดย รศ.สายัณ พุทธลา รองอธิการบดี

และร่วมตอบข้อซักถาม อภิปรายร่วมกับท่านองคมนตรี โดย คณะกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัย (กอม.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ท่านองคมนตรี ได้มีการตั้งประเด็นคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์โควิดในประเทศไทย ให้กลุ่มผู้นำนักศึกษา มบส.ได้ร่วมกันวิเคราะห์และนำเสนอในงานนี้ด้วย

CEA – CCI เผยผลสำเร็จ Grand Master พัฒนาช่างฝีมือไทยสู่ความเป็นเลิศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606889

CEA - CCI เผยผลสำเร็จ Grand Master พัฒนาช่างฝีมือไทยสู่ความเป็นเลิศ

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 10.15 น.

CEA และCCI เผยผลสำเร็จโครงการ Grand Master เพื่อพัฒนาช่างฝีมือไทยสู่ความเป็นเลิศพร้อมเชิญชมนิทรรศการออนไลน์และอุดหนุนสินค้าจากช่างฝีมือตั้งแต่วันนี้ – 9 ตุลาคมนี้

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)หรือCEAจับมือพันธมิตร วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒหรือCCI เผยผลสำเร็จจากการดำเนินงานของโครงการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าและบริการ กิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตงานฝีมือและงานหัตถกรรมสู่ความเป็นเลิศ (Grand Master) อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับมาตรฐานองค์ความรู้ตลอดจนพัฒนาสมรรถนะฝีมือของบุคลากรสร้างสรรค์ในสาขาอาชีพเครื่องถมประเภทเครื่องใช้และผ้าทอเทคนิคมัดหมี่สู่ความเป็นเลิศอย่างมีมาตรฐานรวมทั้งส่งเสริมให้เกิดความสนใจในคุณค่าของงานฝีมือแก่กลุ่มผู้สนใจทั่วไปนักเรียนนักศึกษาและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการถ่ายทอดความรู้เทคนิคตลอดจนประสบการณ์ด้วยเนื้อหาภาคทฤษฎีการฝึกทักษะในภาคปฏิบัติและการทดสอบวัดระดับความรู้ พร้อมเชิญชวนผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลในรูปแบบOnline Virtual Exhibition ได้ทางเว็บไซต์  https://www.grandmasterexhibit.com/ และเปิดจองผลงานออกแบบของผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในรูปแบบNFT ได้ที่ https://opensea.io/GrandMasterExhibit จนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2564

นายอินทพันธุ์ บัวเขียว รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์กล่าวว่า “โครงการ Grand Master เป็นหนึ่งในโครงการที่ทาง CEA ให้การสนับสนุน เพื่อต่อยอดผลงานของช่างฝีมือไทยให้มีอัตลักษณ์โดยผสานองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาผลงานให้โดดเด่นทันสมัย สามารถแข่งขันในตลาดโลกและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืนซึ่งผลสำเร็จจากโครงการฯนี้ มีนักสร้างสรรค์ในสาขาอาชีพผ้าทอเทคนิคมัดหมี่และเครื่องถมประเภทเครื่องใช้ผู้มีประสบการณ์และทักษะความชำนาญทั้งในระดับชั้นต้นชั้นเชี่ยวชาญและชั้นครูร่วมกิจกรรมทดสอบวัดระดับประเมินผลทักษะมาตรฐานอาชีพจำนวนรวม 60 ท่านรวมถึงมีบุคลากรภาคการศึกษาได้แก่คณาจารย์นักเรียนนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เกิดการรับรู้และตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของการพัฒนาทักษะความรู้และมาตรฐานงานฝีมืออาชีพผ้าทอเทคนิคมัดหมี่และเครื่องถมประเภทเครื่องใช้มากกว่า 80,000 คน

สำหรับผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานฝีมือและผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละสาขาอาชีพ ได้รับเงินรางวัลรวมมูลค่า 200,000 บาทรวมถึงได้รับเลือกให้ร่วมจัดแสดงผลงานนิทรรศการในรูปแบบOnline Virtual Exhibition พร้อมมีการจำหน่ายชิ้นงานในรูปแบบออนไลน์ผ่านทาง https://opensea.io/GrandMasterExhibit อีกด้วย”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขจีพร วงศ์ปรีดี คณบดีวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มหาวิทยาลัย              ศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า “ในฐานะที่ CCI เป็นสถาบันทางการศึกษาชั้นนำ เราจึงร่วมพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้แบบE-Learning ที่มีเนื้อหาแบบบูรณาการเชิงวิชาการครอบคลุมองค์ความรู้ด้านต่างๆบนพื้นฐานของกรอบสมรรถนะทางวิชาชีพซึ่งถ่ายทอดจากองค์ความรู้ของช่างฝีมือชาวไทยในสาขาอาชีพเครื่องถมประเภทเครื่องใช้และสาขาอาชีพผ้าทอเทคนิคมัดหมี่อย่างเหมาะสมรวมถึงมีการดัดแปลงหลักสูตรให้มีความทันสมัยเพื่อประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการพัฒนาผลงานของตัวเอง โดยแบ่งตามระดับชั้นความเชี่ยวชาญ จำนวน 12 หลักสูตร

อีกทั้งผู้ที่เข้าร่วมโครงการฯ ที่ผ่านเนื้อหาภาคทฤษฎีการฝึกทักษะในภาคปฏิบัติและการทดสอบวัดระดับความรู้ ยังได้รับโอกาสในเวทีแข่งขันผลงาน พร้อมเรียนรู้กระบวนการขายผลงานในรูปแบบออนไลน์เพื่อต่อยอดสู่ตลาดสากล นอกจากนี้ท่านที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดยังสามารถเทียบโอนเครดิตเข้าสู่ระบบเครดิตแบงค์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และระบบ module systemเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในสาขาที่สนใจ เช่น งานผ้า งานออกแบบ งานเครื่องประดับ และงานสร้างสรรค์แฟชั่นได้อีกด้วย”

โดยนิทรรศการGrand Master Exhibition แบ่งห้องจัดแสดงผลงานออกเป็น 4 ห้องหลักจำนวน 2 ชั้นได้แก่ห้องโถงแสดงภาพรวมของโครงการที่บอกเล่าเส้นทางการทำงาน ทั้งการวางแผนโครงการของคณะทำงานการพัฒนาหลักสูตรE-Learning และตัวอย่างการเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมโครงการห้องแสดงผลงานศิลปินสร้างสรรค์ระดับชั้นครูในรูปแบบเป็นHall of Fame จำนวน 7 ท่านห้องแสดงผลงานของศิลปินสร้างสรรค์ระดับชั้นเชี่ยวชาญสาขาเครื่องถมเครื่องใช้จำนวน 8 ผลงานและห้องแสดงผลงานของศิลปินสร้างสรรค์ระดับชั้นเชี่ยวชาญสาขาเทคนิคผ้าทอมัดหมี่จำนวนทั้งหมด 9 ผลงาน ซึ่งผลงานบางส่วนมีการจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์อีกด้วย

สำหรับช่างฝีมือ นักสร้างสรรค์ศิลปะ บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ประกอบการ ที่สนใจโครงการฯ และต้องการต่อยอดผลงานสู่ความเป็นเลิศ สามารถลงทะเบียนเพื่อเรียนรู้ในหลักสูตรการเรียนรู้เชิงบูรณาการแบบE-Learning ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านทางเว็บไซต์CEA Online Academy และผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลจากแต่ละสาขาอาชีพในโครงการGrand Master ได้ในรูปแบบOnline Virtual Exhibition ทาง https://www.grandmasterexhibit.com/ และสามารถซื้อผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการได้ทาง https://opensea.io/GrandMasterExhibitตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2564

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ของวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒหรือCCI ที่https://cci.swu.ac.th โทร. 092-851-5445, 082-429-8229 หรืออีเมล cci@g.swu.ac.th

มท.แจ้งทุกจังหวัดจัดพิธีวางพวงมาลาน้อมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคต’ในหลวง รัชกาลที่ 9′ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606886

มท.แจ้งทุกจังหวัดจัดพิธีวางพวงมาลาน้อมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคต'ในหลวง รัชกาลที่ 9'

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 09.59 น.

มท.แจ้งทุกจังหวัดจัดพิธีวางพวงมาลาน้อมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคต”ในหลวง รัชกาลที่ 9″ จัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐาน-เผยแพร่พระราชกรณียกิจผ่านออนไลน์ตลอดทั้งเดือน ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2564 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ทางสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งว่า วันที่ 13 ต.ค.2564 เป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กระทรวงมหาดไทยจึงได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กรม และรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยจัดพิธีวางพวงมาลา ในวันพุธที่ 13 ต.ค.นี้ เวลา 08.30 น. ณ สถานที่ตั้งของหน่วยงาน หรือสถานที่อื่นที่เหมาะสม มีผู้เข้าร่วมพิธีจำนวนไม่เกิน 12 คน แต่งกายชุดเครื่องแบบปกติขาว ไม่สวมหมวก (กรณีจัดนอกอาคาร สวมหมวก) พร้อมประดับเข็มที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555 คู่กับเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และเข็มที่ระลึกพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยสีขาว และดำเนินการตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ในด้านสถานที่ ให้มีการจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเครื่องราชสักการะ (เครื่องทองน้อย) ตามอาคารสถานที่ของทางราชการ ตลอดทั้งเดือน ต.ค.และมีการเผยแพร่คำกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพร้อมภาพพระราชกรณียกิจ ทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ของหน่วยงาน ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ต.ค.เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนิรันดร์

‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ พัฒนาอย่าลืมคนฐานราก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606789

‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ พัฒนาอย่าลืมคนฐานราก

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้ “วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม” ของทุกปีเป็น “วันที่อยู่อาศัยโลก(World Habitat Day)” เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญด้าน “สิทธิในที่อยู่อาศัย” โดยเฉพาะในเมืองต่างๆ นั้นต้องมีที่อยู่ที่เพียงพอสำหรับทุกคน กิจกรรมวันที่อยู่อาศัยโลกจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2529 ณ กรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา โดยในปีนั้นมีคำขวัญว่า “ที่พักพิงคือสิทธิของฉัน (Shelter is My Right)” และจัดอย่างต่อเนื่องทุกปี สลับหมุนเวียนไปตามเมืองต่างๆ ทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับวันที่อยู่อาศัยโลกประจำปี2564 (World Habitat Day 2021) นั้นตรงกับวันจันทร์ที่ 4 ต.ค. 2564 โดยคำขวัญในปีนี้คือ “เร่งปรับปรุงเมืองเพื่อโลกปลอดคาร์บอน (Acceleratingurban action for a carbon-free world)” ด้วยเหตุว่าเมืองนั้นเป็นสถานที่ที่ปล่อยคาร์บอน หรือก๊าซที่ก่อมลภาวะขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศถึงร้อยละ 70 จากกิจกรรมต่างๆ ทั้งการขนส่ง อาคาร การใช้พลังงาน และการจัดการของเสียซึ่งทุกภาคส่วนไม่ว่ารัฐ เอกชนและประชาชน ต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน

ในประเทศไทย เครือข่ายสลัม4 ภาค องค์กรภาคประชาสังคม (NGO)ที่ทำงานด้านสิทธิของ “คนจนเมือง” เป็นองค์กรแกนหลักในภาคประชาชนที่จัดกิจกรรมวันที่อยู่อาศัยโลกอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีการเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนระดับฐานรากหาเช้ากินค่ำที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เนื่องจากนโยบายการพัฒนาของรัฐมักส่งผลกระทบต่อประชากรกลุ่มนี้ เช่น การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย การรื้อย้ายชุมชนแออัดหรือชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่สาธารณะ ทั้งที่คนระดับฐานราก เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของเมือง

โดยในปี 2564 นั้น กิจกรรมได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 ซึ่งเครือข่ายฯ ได้ร่วมกันยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)ที่ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) ทวงถามความคืบหน้าดังนี้ 1.ความคืบหน้าการจดทะเบียนรับรองชุมชนที่มีขนาดเล็กกว่า 100 หลังในเขตกรุงเทพมหานคร 2.ความคืบหน้าการแก้ปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ที่อยู่ในการดูแลของกรุงเทพมหานคร 5 พื้นที่ แบ่งเป็นพื้นที่ตามนโยบายโฉนดชุมชน 4 พื้นที่

คือ 2.1 ชุมชนหลวงวิจิตร เขตคันนายาว 2.2 ชุมชนเพชรคลองจั่น เขตบึงกุ่ม 2.3 ชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง และ 2.4 ชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ เขตวัฒนา กับพื้นที่ตามนโยบาย คทช. มาตรา 9 อีก 1 พื้นที่ คือ ชุมชนบึงลำไผ่ เขตมีนบุรี และ 3.ความคืบหน้าการแก้ปัญหาคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานคร ด้านที่พักอาศัยชั่วคราว และการเข้าถึงระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล การช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19

และวันที่ 4 ต.ค. 2564 มีการทำกิจกรรมหน้ากระทรวงคมนาคม เรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งประชาชนผู้อยู่อาศัยได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ ประกอบด้วยโครงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อม3 สนามบิน, โครงการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน, กม.11 และย่านบางซื่อ และโครงการก่อสร้างแก้มลิงบึงมักกะสัน เนื่องจากที่ผ่านมาได้ข้อสรุปจากการประชุมอนุกรรมการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2564 โดยให้ ร.ฟ.ท. จัดหาที่ดินรองรับประชาชนกลุ่มดังกล่าว

นอกจากนี้ ในวันที่ 3 ต.ค. 2564 ยังมีการแถลงข่าว (ออนไลน์) ผ่านเพจเฟซบุ๊คของเครือข่ายฯ สะท้อนปัญหา “คนเช่าห้องพักรายเดือน”ที่สุ่มเสี่ยงกลายเป็น “คนไร้บ้าน-เร่ร่อน”เพราะวิกฤตเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้คนจำนวนมากไม่มีรายได้เพราะตกงานหรือกิจการต้องปิดตัวลง รวมถึงอีกหลายรายแม้จะยังมีงานทำแต่ก็มีรายได้ลดลง คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยอาจไม่สามารถจ่ายค่าเช่าห้องพักได้และต้องหลุดออกมากินอยู่หลับนอนในพื้นที่สาธารณะ

ในการแถลงข่าวนี้เปิดเผยถึงผลสำรวจจำนวน 216 ตัวอย่าง เป็นชาย 122 คน หญิง 94 คน ใน 9 จังหวัด โดย 3 จังหวัดที่สำรวจได้มากที่สุดคือ กรุงเทพฯ ร้อยละ 33 เชียงใหม่ร้อยละ 30 และกาญจนบุรี ร้อยละ 30ส่วนอีก 6 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น จันทบุรี ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานีและระยอง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 51 อายุ 61 ปีขึ้นไป รองลงมา ร้อยละ 33 อายุ 25-40 ปี และอันดับ 3 อายุ 40-60 ปี ส่วนระดับการศึกษา 3 อันแรก คือประถมศึกษา ร้อยละ 46 รองลงมาคือ มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 20.3 และอันดับ 3 มัธยมตอนปลาย ร้อยละ 11.8

ตัวอย่างข้อค้นพบในการสำรวจนี้คือ 1 “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกเช่าห้องพักราคาเดือนละ 1,000-2,000 บาท” โดยพบถึงร้อยละ 47 รองลงมา เดือนละ 2,001-2,500 บาทร้อยละ 19 และอันดับ 3 เดือนละ2,501-3,000 บาท ร้อยละ 16 ทั้งนี้ “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 70 เลือกห้องพักขนาด 3.5×4 เมตร” ขณะที่อีกร้อยละ 20 เป็นห้องขนาดน้อยกว่า 3.5×4 เมตร ส่วนอีกร้อยละ 9เช่าบ้านเป็นหลัง

อนึ่ง “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 66 เช่าห้องพักอยู่เป็นครอบครัว”ตามด้วยร้อยละ 13 ญาติพี่น้อง ส่วนอันดับ 3 ไม่ประสงค์ให้ข้อมูล ร้อยละ 11และอันดับ 4 เพื่อน ร้อยละ 10 “รายได้ต่อเดือนของผู้เช่าก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 41 ระบุว่า อยู่ที่ 7,501-10,000 บาท” รองลงมาร้อยละ 28 อยู่ที่ 10,001-15,000 บาทส่วนอันดับ 3 ร้อยละ 11 อยู่ที่ 5,000-7,500 บาท อันดับ 4 ร้อยละ 8มากกว่า 20,000 บาท อันดับ 5ร้อยละ 7 ต่ำกว่า 5,000 บาท และอันดับ 6 ร้อยละ 5 อยู่ที่ 15,001-20,000 บาท

“สถานการณ์โควิด-19 ทำให้กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 84.72 ต้องย้ายที่พัก” โดยมีสาเหตุสำคัญคือ อันดับ 1 ปัญหาด้านค่าใช้จ่าย ร้อยละ 52กับรองลงมาคือ การเปลี่ยนงานร้อยละ 35 ทั้งนี้ “ร้อยละ 60 ของกลุ่มตัวอย่างที่เปลี่ยนที่พัก เลือกที่พักที่ราคาค่าเช่าถูกกว่าเดิม” สอดคล้องกับผลสำรวจที่พบ “กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 64 ระบุว่า สถานการณ์โควิดทำให้รายได้ลดลงจนกระทบต่อการดำเนินชีวิต” และอีกร้อยละ 30 ระบุว่ารายได้ลดลง โดยมีเพียงร้อยละ 6 ที่ระบุว่ารายได้เท่าเดิม เป็นต้น

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค เรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แบ่งเป็น “ระยะสั้น” ประกอบด้วย 1.กรณีผู้ที่ต้องออกจากห้องเช่า จากผลกระทบของภาวะวิกฤตโควิด ต้องจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับชั่วคราวระยะสั้น 3-6 เดือน ในเมืองใกล้แหล่งประกอบอาชีพ โดยลดเงื่อนไขข้อจำกัดในการเข้าพัก เพื่อให้สอดคล้องกับความเดือดร้อน และวิถีชีวิตในการประกอบอาชีพ 2.จัดให้มีหน่วยงานมาส่งเสริม และพัฒนาอาชีพสำหรับคนตกงาน ทั้งผู้ที่หลุดออกมาจากห้องเช่า และผู้ที่ยังอยู่ในห้องเช่า แต่อยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก

3.ให้มีจุดประสานงานประจำ ในพื้นที่ที่ให้ผู้เดือนดร้อนสามารถประสานขอความช่วยเหลือได้โดยสะดวก เช่น การหาที่พักอาศัย อาชีพ สิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอื่นๆ อุปกรณ์ป้องกันโควิด การตรวจ การรักษาพยาบาล และการฉีดวัคซีน และ 4.ต้องผ่อนปรน และลดเงื่อนไขในการเข้าถึงเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้ผู้เดือดร้อนสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้ทันที

ส่วน “ระยะยาว” ได้แก่ 1.ต้องผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดลง และมีมาตรการกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้ผู้คนอยู่ร่วมกับโควิดได้ และ2.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ต้องพัฒนานโยบายการจัดที่พักอาศัยสำหรับเช่าราคาถูกในเมืองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มคนจนเมือง ที่เป็นแรงงานผู้เกื้อหนุนหล่อเลี้ยงคนเมือง ให้มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยราคาถูกจากรัฐ!!!

‘หลักสูตรผู้สูงวัยดิจิทัล’ เกษียณแล้วเรียนได้ไม่ตกยุค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606784

‘หลักสูตรผู้สูงวัยดิจิทัล’ เกษียณแล้วเรียนได้ไม่ตกยุค

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ดร.กมลรัฐ อินทรทัศน์ ผู้อำนวยการศูนย์ซีซีดีเคเอ็ม (CCDKM) หรือศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารและการพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.) เปิดเผยถึง “หลักสูตรผู้สูงวัยดิจิทัล (SMART AGEING ACADEMY)” ซึ่ง CCDKM พัฒนาร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ว่า หลักสูตรนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เครือข่ายด้านผู้สูงวัยมาช่วยกันออกแบบนวัตกรรมการสื่อสาร พัฒนาหลักสูตรห้องเรียนออนไลน์ให้สอดคล้องกับความต้องการแท้จริงของผู้สูงอายุไทยและสากล

โดยหลักสูตรนี้เน้นการนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงสร้างเสริมโอกาสให้เข้าใจธุรกิจและอาชีพยุคใหม่ของผู้สูงวัยในโลกออกไลน์ ซึ่งผู้สูงวัยส่วนใหญ่มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดโอกาสได้เรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือสื่อสารภายใต้บริบทของโลกดิจิทัล จึงช่วยกันออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ที่เน้นข้อมูลด้านสุขภาวะ สามารถเลือกเรียนได้ตามหัวข้อที่สนใจ และเรียนง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือของตนเอง

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า การริเริ่มสร้างหลักสูตรเรียนออนไลน์สำหรับ ผู้สูงวัย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังมีความต้องการเรียนรู้ด้านไอซีทีหรือ ดิจิทัล เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาวะที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตัวเองในโลกออนไลน์ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายช่วยกันการพัฒนาหลักสูตรเพิ่มศักยภาพผู้สูงอายุทั่วประเทศ ผ่านการเรียนรู้ในกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ

ซึ่งหลักสูตรออนไลน์นี้จะยิ่งช่วยส่งเสริมผู้สูงอายุให้เรียนรู้การใช้เครื่องมือสื่อสาร และเทคโนโลยี เพื่อเข้าถึงสื่อโซเชียลทีเดีย กิจกรรมและการเรียนรู้ต่างๆ ในยุคดิจิทัลมากขึ้น สสส. และศูนย์ซีซีดีเคเอ็ม (CCDKM) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมกันออกแบบเนื้อหาหลักสูตรนี้ให้ครอบคลุมด้านสุขภาวะทั้งทางร่างกาย จิตใจ สภาวะแวดล้อม การประกอบอาชีพ ฯลฯ ที่สำคัญคือเมื่อเรียนครบหลักสูตรแล้ว สามารถเก็บเป็นหน่วยกิตสำหรับการศึกษาในระบบของ มสธ. ต่อไปได้อีกด้วย

น.ส.ศิริลักษณ์ ลาวิณห์ อายุ 70 ปี จาก จ.พิษณุโลก กล่าวว่า เนื้อหาที่เรียนไปนั้น ตนชอบ“ชุดวิชาดิจิทัลคลาส” มากที่สุด เพราะได้รู้จักการใช้สื่อดิจิทัลขั้นพื้นฐานอย่างง่าย ถือเป็นใบเบิกทางสำคัญให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟน รู้จักวิธีใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเข้าถึงแหล่งความรู้ต่างๆ ที่สนใจได้มากขึ้นกว่าเดิม และการเรียนหลักสูตรนี้มีการให้ใบประกาศนียบัตรผ่านทางออนไลน์ด้วย นับเป็นช่องโอกาสสำคัญของผู้สูงอายุไทย

เช่นเดียวกับ นายวานิตร์ ทัดทาน อายุ 61 ปี จากกรุงเทพฯ ระบุว่า วิชาที่ชอบเรียนมากสุดคือ ชุดวิชาด้านสุขภาวะกาย-ใจ เพราะเนื้อหาน่าสนใจ อยากให้จัดกิจกรรรมสื่อการเรียนการสอนออนไลน์สำหรับผู้สูงวัยแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ และอยากให้มีการประชาสัมพันธ์ไปสู่ผู้สูงอายุคนอื่นๆ ให้มีโอกาสมาเรียนหลักสูตรออนไลน์ผ่านมือถือแบบนี้ด้วยกัน หากเป็นไปได้อยากมีกิจกรรมเชื่อมโยงคนวัยนี้ทั่วประเทศมารวมกลุ่มกัน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนต่างจังหวัดด้วย

สืบเนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ (Aged Society) โดยมีสัดส่วนผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป จำนวนไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน โครงการนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมเรียนรู้ออนไลน์สำหรับผู้สูงวัยที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี ให้สามารถยกระดับทักษะการใช้ดิจิทัลขั้นพื้นฐานเพื่อเข้าถึงวิธีดูแลสุขภาวะตัวเองในทุกมิติ เช่น อาหาร ยารักษาโรค การออกกำลังกายดูแลจิตใจ สิ่งแวดล้อม บ้านอยู่อาศัย การทำธุรกิจออนไลน์ การลงทุน-ออมเงินวัยเกษียณ ช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอยู่ในยุคดิจิทัลได้ด้วยตัวเองอย่างมีคุณค่า

สนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://thaismartageing.org/ หรือที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “Thai Smartageing”

‘สทป.’เปิดหลักสูตรบิน‘โดรน’อย่างมืออาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606787

‘สทป.’เปิดหลักสูตรบิน‘โดรน’อย่างมืออาชีพ

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ ตามมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน พร้อมพัฒนาบุคลากรผู้ใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับในประเทศไทยที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองเทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” ที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้งานด้านการพัฒนาประเทศ ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคพลเรือน และเพื่อการพาณิชย์

อีกทั้งมีแนวโน้มในการนำระบบอากาศยานไร้คนขับมาประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ อาทิ การบินสำรวจถ่ายภาพ จัดทำแผนที่ 3 มิติ งานด้านการเกษตรกรรม การตรวจสภาวะแวดล้อม เพื่อการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย การปราบปรามอาชญากรรม ภารกิจด้านการรักษากฎหมาย และภารกิจด้านมนุษยธรรม ฯลฯ ดังนั้น DTI-UTC จึงมุ่งเน้นในการสร้างและพัฒนาบุคลากรของกระทรวงกลาโหม หน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ด้วยกระบวนการฝึกอบรมในรูปแบบ Competency Base Training

เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้พื้นฐานด้านการบิน (Knowledge) และความเข้าใจการใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับทั้งในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และเป็นไปตามมาตรฐานสากล สร้างทักษะความชำนาญ (Skill) พร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกด้านการบิน (Attitude) หลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)และการจัดการความปลอดภัย (Safety Management System) ในการใช้ห้วงอากาศ (Air Space) ขณะทำภารกิจการบิน

ควบคู่กับการสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักบินที่ดี (Airmanship)ให้แก่ นักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือผู้บังคับโดรน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะก่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อภาพรวมด้านการบินในประเทศ ซึ่ง “DTI-UTC”เป็นสถาบันการฝึกอบรมการบินระบบอากาศยานไร้คนขับ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคอากาศ ตามหลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลแห่งแรกในประเทศจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ให้แก่ กำลังพลของเหล่าทัพ หน่วยงานพลเรือน ภาคเอกชน และบุคคลทั่วไป

รวมถึง ศึกษา รวบรวมข้อมูล สร้างเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาด้านการฝึกอบรมและใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับ และบูรณาการความร่วมมือในด้านการวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกประเทศ และมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานด้านการบินระบบอากาศยานไร้คนขับให้กับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบัน DTI-UTC ได้รับการรับรองให้เป็นสถาบันฝึกอบรมด้านการบิน (Approved TrainingOrganisation) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 8 กันยายน 2563 ซึ่งถือเป็นสถาบันการฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมฯ จะได้รับความรู้เกี่ยวกับ กฎ ระเบียบข้อบังคับ และหลักการเดินอากาศ การใช้ห้วงอากาศทฤษฎีอากาศพลศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา และการจัดการความปลอดภัย

พร้อมสร้างทักษะการบังคับอากาศยานไร้คนขับ รวมถึงการบำรุงรักษาขั้นต้น เมื่อจบการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตร (Certificate) เพื่อเป็นการรับรองหลักสูตรนั้นๆ ให้แก่ศิษย์การบินได้เพื่อนำไปสอบใบอนุญาตนักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือ Remote Pilot Licence (RPL) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ในอนาคตต่อไป รวมถึงการต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการนำไปใช้สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ในอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับที่กำลังขยายตัวและเติบโตทั้งในประเทศ และต่างประเทศเป็นอย่างมากในเวลานี้

สำหรับหลักสูตรที่ได้รับการรับรอง ได้แก่ 1.นักบินอากาศยานไร้คนขับ หลักสูตรรับรองการปฏิบัติงานอากาศยานไร้คนขับในระยะสายตา(Remote Pilot Visual Line of SightCertificate: RVC) แบ่งเป็น 1.1 หลักสูตรรับรองการปฏิบัติงานอากาศยานไร้คนขับในระยะสายตาแบบปีกนิ่ง RemotePilot Visual Line of Sight Certificate(RVC: Fixed-Wing) ภาคทฤษฎี จำนวน 18 ชั่วโมง ภาคฝึกจำลอง Simulator จำนวน 2 ชั่วโมงบิน ภาคอากาศ จำนวน 10 ชั่วโมงบิน ระยะเวลาประมาณ 3 สัปดาห์

กับ 1.2 หลักสูตรรับรองการปฏิบัติงานอากาศยานไร้คนขับในระยะสายตาแบบปีกหมุน Remote Pilot Visual Line of Sight Certificate
(RVC : Multi-Rotor) ภาคทฤษฎี จำนวน 18 ชั่วโมง ภาคฝึกจำลอง Simulator จำนวน 2 ชั่วโมงบิน ภาคอากาศ จำนวน 5 ชั่วโมงบิน ระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และ 2.หลักสูตรครูการบิน หลักสูตรรับรองครูการบินระบบอากาศยานไร้คนขับในระยะสายตา (Instructor Remote Pilot Visual Line of Sight Certificate: IRVC)

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (แจ้งวัฒนะ) ชั้น 6 47/433 หมู่ 3 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี11120 โทรศัพท์ 083-0997158 ไลน์ DTI-UTC หรือดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.dtiutc.or.th และเฟซบุ๊คแฟนเพจ “ศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ DTI-UTC”

ครม.อนุมัติงบ 3.2 พันล้าน เพิ่ม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ 6 แห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606745

ครม.อนุมัติงบ 3.2 พันล้าน เพิ่ม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ 6 แห่ง

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.32 น.

ครม.อนุมัติงบ 3.2 พันล้าน เพิ่ม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ 6 แห่ง รองรับความต้องการประเทศและผู้เรียน

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบเพิ่มโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย 6 แห่ง ตามที่ ศธ.เสนอ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการพัฒนาโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีอยู่เดิมให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการจำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 3 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 9 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 12 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 14 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 15 และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 18 จึงทำให้มีโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ทั้งหมดรวมเป็น 18 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ 12 แห่ง

“ครม.เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการพัฒนายกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เป็นงบฯ ผูกพัน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 – 2569 จำนวน 3,275,958 บาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ที่แต่ละปีประเทศมีความต้องการนักวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นทุกปี และความต้องการของผู้เรียนที่เพิ่มขึ้น จึงให้เพิ่มโรงเรียนจุฬาภรณ์ฯ ขึ้น เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของประเทศ เพื่อพัฒนานักเรียนให้สามารถศึกษาต่อทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่อไป คาดว่าจะเริ่มรับสมัครนักเรียน ปี 2565 และเริ่มเปิดการเรียนการสอนในปี 2566” น.ส.ตรีนุช กล่าว – 006

ชาวบ้านบุกสภายื่น กมธ.ตรวจสอบมติ มส.สั่งปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606720

ชาวบ้านบุกสภายื่น กมธ.ตรวจสอบมติ มส.สั่งปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัด

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.10 น.

ท่านผิดอะไร! “ชาวบ้านชุมชนวัดเขียนเขต” จังหวัดปทุมธานี บุกสภาร้อง “กมธ.ศาสนา – กมธ.กฎหมาย” บี้ตรวจสอบมติ มส.สั่งปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัด ยัน “พระธรรมรัตนาภรณ์” อดีตเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีทำแต่ความดีมาตลอด จี้ถามใครเป็นผู้เสนอคำสั่งถอดถอน

วันที่ 5 ต.ค.64 ที่รัฐสภา นายสมชาย ระภาณุสิทธิ์ ตัวแทนชาวบ้านชุมชนซอยวัดเขียนเขต ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และคณะเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ประจำสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 2 คณะ ได้แก่ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ เป็นผู้รับหนังสือ และ กมธ.การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายนพดล แก้วสุพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ เป็นผู้รับหนังสือ

นายสมชาย กล่าวว่า กรณีการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดหนึ่งในนั้นคือพระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้ถูกถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ทางชาวบ้านชุมชนซอยวัดเขียนเขต จึงมีข้อสงสัยว่าพระธรรมรัตนาภรณ์ ไปทำความผิดในเรื่องใดจึงถูกถอดถอน เพราะตลอดชีวิตที่รู้จักมาทำแต่ความดีให้กับพระพุทธศาสนาโดยรวมและประชาชนชาวจังหวัดปทุมธานีมาโดยตลอด จึงตั้งคำถามว่าข่าวการถอดถอนดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่และถอดถอนด้วยเหตุผลใด ใครเป็นผู้เสนอคำสั่งถอดถอน จึงได้ยื่นขอความเป็นธรรมต่อ กมธ.ทั้ง 2 คณะ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อให้ความกระจ่างแก่ชาวบ้านชุมชนซอยวัดเขียนเขต รวมถึงชุมชนใกล้เคียง และให้ความเป็นธรรมต่อพระธรรมรัตนาภรณ์ด้วย

ขณะที่นายนพดล กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการต่อไป

ด้านนายสิระ กล่าวว่า เมื่อรับเรื่องแล้วก็อาจจะเสนอให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาว่าจะให้ประชุมร่วมกันระหว่าง 2 คณะกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาเรื่องดังหรือมอบให้กรรมาธิการใดกรรมาธิการหนึ่ง เพราะเนื้อหามีความเกี่ยวพันกัน

‘เชาว์’จ่อยื่นศาลปกครองเพิกถอนมติ มส.ปมตั้งเจ้าคณะเมืองคอนส่อผิด กม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606714

'เชาว์'จ่อยื่นศาลปกครองเพิกถอนมติ มส.ปมตั้งเจ้าคณะเมืองคอนส่อผิด กม.

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.48 น.

“เชาว์ มีขวด” จ่อยื่นศาลปกครองเพิกถอนมติ มส.ปมตั้งเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราชใหม่ทั้งที่ยังไม่ปลดรูปเดิมส่อผิดกฎหมาย เผยเจ้าคณะจังหวัดองค์เดิมตรงไปตรงมา สะสางปัญหาทุจริต ชี้อาจขัดผลประโยชน์นายทุนเป็นสาเหตุเปลี่ยนตัว ห่วงสงฆ์แตกแยกจากการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม

วันที่ 5 ต.ค.64 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “มส.ทบทวนด่วน ปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัด ตั้งใหม่ 34 จังหวัด ทั้งที่ยังไม่ปลด ส่อผิดกฎหมาย” มีเนื้อหาระบุว่า มีเรื่องในวงการสงฆ์ที่ต้องชำแหละพูดถึง หลังมหาเถรสมาคม มีมติปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด ประกอบด้วย เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และกาฬสินธุ์ รวมถึงแต่งตั้งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร พร้อมกับอีก 33 จังหวัด เท่ากับมติดังกล่าวมีสองส่วน คือ ปลดแล้วตั้งใหม่กับตั้งใหม่ทั้งที่มิได้มีการปลด ซึ่งในส่วนของผมขอพุ่งไปที่กรณีหลัง เนื่องจากมีประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรง ในฐานะที่ผมเป็นนิติกรคณะสงฆ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

ประเด็นคือ การแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่มาแทนเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช พระราชปริยัติเวที หรือเจ้าคุณเจือ ทั้งที่มิได้มีการปลดหรือถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดรูปเดิม สร้างความสับสนทั้งในแง่กฎหมายและความชอบธรรมเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าคุณเจือ เป็นพระนักพัฒนาที่ทุ่มเททำงานอย่างจริงจัง ตรงไปตรงมา นำรูปแบบการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของวัดให้สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งสะสางปัญหาการทุจริตของวัดต่าง ๆ อย่างถอนรากถอนโคน โดยเฉพาะเรื่องการนำที่ดินย่านธุรกิจ ทำเลทองของวัดไปหาประโยชน์ หรือการแย่งครอบครองที่ดินวัด ผมไม่ทราบว่าเพราะผลงานเหล่านี้หรือไม่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฟ้าผ่าขึ้น ซึ่งหวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากหากเราปล่อยให้นายทุนที่อาจสูญเสียประโยชน์เข้ามามีบทบาทได้แม้กระทั่งในแวดวงสงฆ์ ประเทศชาติก็คงเหลือแต่โครงกระดูกและคงไม่มีใครกล้าทำความดี ปกป้องผลประโยชน์ชาติอีก

“การแต่งตั้งใหม่ทั้งที่ไม่มีการปลดหรือถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดรูปเดิม เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ ซึ่งผมเห็นว่าผิดกฎหมายอย่างแจ้งชัด และเตรียมร่างคำฟ้องยื่นต่อศาลปกครองให้ชี้ขาดกรณีนี้ไว้แล้วเพื่อขอความเป็นธรรมจากศาลให้เพิกถอนคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายนี้เสีย หรือถ้ามหาเถรสมาคม ทบทวนแล้วเห็นว่าอาจเกิดความผิดพลาด ก็ควรเร่งปรับปรุง ทำให้ถูกต้อง จะได้ไม่ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ หรือเรื่องราวบานปลายกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะขณะนี้ก็มีหลายพื้นที่กำลังล่ารายชื่อประชาชนคัดค้านสิ่งที่เกิดขึ้น ไปจนถึงการยื่นถวายฎีกากันแล้ว” นายเชาว์ระบุ  –  003

ยึดมติมส.!‘อนุชา’ยันปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606676

ยึดมติมส.!‘อนุชา’ยันปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 10.31 น.

ยึดมติมส.!‘อนุชา’ยันปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน

เมื่อเวลา 08.55 น.วันที่ 5 ตุลาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประชาชนคัดค้านมติมหาเถรสมาคม (มส.) ปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ว่า เรื่องนี้อยู่ที่มติที่ประชุม มส. ทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน ไม่มีอะไรอย่างอื่น

ส่วนกรณีที่จะมีประชาชนบางส่วนมายื่นหนังสือทวงถามเรื่องดังกล่าวจากรัฐมนตรีนั้น นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องนั้นก็ค่อยว่ากัน ขอย้ำว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ที่คณะสงฆ์ เป็นมติของมส.ไปแล้ว