‘รร.การท่องเที่ยวฯ ม.สวนดุสิต’ จับมือ ตีต้า (TEATA) ผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606517

‘รร.การท่องเที่ยวฯ ม.สวนดุสิต’ จับมือ ตีต้า (TEATA) ผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.พิมพ์มาดา วิชาศิลป์ คณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึงพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพให้แก่นักศึกษาหรือกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการด้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระหว่างมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กับ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) หรือ TEATA ว่าพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเมื่อปลายเดือน ที่ผ่านมา การลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างเครือข่ายทางการศึกษา เพื่อสอดรับกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ คือ “THM : Tourism and Hospitality EducationalExcellence for the SocialDifferences” ความเป็นเลิศทางการศึกษาด้านการท่องเที่ยวและการบริการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ผศ.ดร.พิมพ์มาดา กล่าวต่อว่า โรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการและสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนั้น การเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและบริการ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพทั้งความรู้ ทักษะ และทัศนคติสำหรับเยาวชน นักศึกษา บุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและการบริการในอุตสาหกรรมให้สามารถวางแผนการจัดการ ออกแบบกิจกรรมและประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมตามหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภารกิจข้างต้นถือเป็นภาพสะท้อนให้โรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมมือกับ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) เพื่อผลักดันกิจกรรมดังกล่าวในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความรู้ที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในประเทศไทยต่อไป

ประชุมออนไลน์เครือข่ายประชาสัมพันธ์โรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606515

ประชุมออนไลน์เครือข่ายประชาสัมพันธ์โรงเรียน

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย จัดประชุมเครือข่ายประชาสัมพันธ์ผ่านระบบ Zoom Meetingให้กับครูที่ปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนในสังกัด จำนวน 27 โรงเรียน เพื่อชี้แจงแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านการประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียน  ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019   

‘บอร์ด ก.ค.ศ.’ ไฟเขียวปรับวิธีสอบครูผู้ช่วยปี’64 เตรียมเสนอครม.เพิ่มเบี้ย 3 พันให้ครูพื้นที่เหตุพิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606519

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่าจากการที่ ศธ.เปิดรับสมัครข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2564 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 11,703 อัตรา เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมีผู้สนใจเข้ามาสมัครสอบ กว่า 1.7 แสนคน แต่ต้องเลื่อนการจัดสอบออกไปจากกำหนดการเดิมเนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ศธ.มีความเป็นห่วงเรื่องการขาดอัตรากำลังครูและบุคลากรที่จะทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน จึงมอบหมายให้ สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปวิเคราะห์รูปแบบ หาแนวทางการดำเนินการสอบแข่งขันฯ ซึ่ง สำนักงานก.ค.ศ.ได้เสนอแนวทางการจัดสอบโดยปรับวิธีสอบ เพื่อลดการเดินทาง และเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าสอบ รวมถึงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) โดยให้ผู้มีสิทธิสอบ ภาค ก และ ภาค ขตามที่ได้ประกาศรายชื่อไว้แล้วแจ้งความประสงค์ในการเข้าสอบในจังหวัดที่ตนเองพักอาศัยในปัจจุบันหรือใช้ระบบอยู่ที่ไหนสอบที่นั่น ไม่ต้องไปสอบในที่ที่สมัครไว้ โดยน่าจะต้องมีการลงทะเบียนว่าจะสอบที่ไหน ส่วนจะจัดสอบวันใดนั้น ทางสพฐ.จะกำหนดรายละเอียดการจัดสอบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งที่ประชุมได้กำชับให้สพฐ. เร่งดำเนินการจัดสอบโดยเร็วที่สุด

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษจากสภาพการทำงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 3,000 บาทต่อเดือน โดยให้จ่ายเป็นรายเดือนในลักษณะจ่ายควบกับเงินเดือน และไม่นำไปรวมคำนวณบำเหน็จบำนาญ ทั้งนี้ จะนำ (ร่าง) ระเบียบก.ค.ศ.ดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาต่อไป

“ศธ.จะเสนอ คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเพิ่มเงินพิเศษจำนวน 3 พันบาท ให้กับครูที่ทำงานในพื้นที่เหตุพิเศษ เพื่อให้เหมาะสมกับภาระงานที่ยากลำบากและซับซ้อนจริงๆทั้งนี้ เพื่อให้ครูกลุ่มนี้มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลเด็กในพื้นที่พิเศษ หากครูย้ายออกบ่อยๆก็จะทำให้การพัฒนาการศึกษาไม่มีความต่อเนื่อง ซึ่งครูถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง จึงอยากสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูกลุ่มนี้ ในสังกัด สพฐ. และ กศน.ซึ่งมีประมาณ 1 หมื่นคน” รมว.ศธ. กล่าว

น.ส.ตรีนุชกล่าวอีกว่านอกจากนี้ ที่ประชุมอนุมัติ (ร่าง)หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เนื่องจาก ก.ค.ศ.ได้กำหนด มาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ (ว 3 /2564) โดยมีผลใช้บังคับทันที และเพื่อให้หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเป็นไปแนวทางเดียวกันกับคัดเลือกตำแหน่งอื่นๆ ในสายงานบริหารการศึกษา โดยคำนึงถึงบริบทของลักษณะงานที่รับผิดชอบ สามารถคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจลักษณะงานของการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาอัธยาศัย และนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความพิเศษ : ถอดสูตรการเรียนการสอนออนไลน์พิษโควิด-19 ผลวิจัยชี้เด็กหลักแสนคนขาดเครื่องมือการเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606521

บทความพิเศษ : ถอดสูตรการเรียนการสอนออนไลน์พิษโควิด-19   ผลวิจัยชี้เด็กหลักแสนคนขาดเครื่องมือการเรียน

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นเวลากว่าเกือบสองปีที่สถานศึกษาต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ต้องงดการเรียนการสอนและจำเป็นต้องปรับรูปแบบมาเป็นระบบการสอนทางไกล หรือการสอนออนไลน์ แม้บางคนอาจมองว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างตอบโจทย์ในยุคดิจิทัล สามารถเข้าถึงได้อย่างไร้ข้อจำกัด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเข้าถึงและปรับตัวกับการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ได้ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล และนักเรียนในครอบครัวรายได้น้อยที่มีอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาอยู่เป็นทุนเดิม ท่ามกลางภาวะวิกฤตนี้ ยิ่งทำนักเรียนกลุ่มดังกล่าวมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยที่ชัดเจนขึ้นจากปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน 

 การปรับรูปแบบเรียนการสอนมาเป็นระบบออนไลน์ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตัวเด็กนักเรียน แต่ได้กระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งระบบการศึกษา ครูผู้สอนประสบปัญหาขาดอุปกรณ์เพื่อจัดการสอน เนื่องจากไม่มีงบประมาณสนับสนุน ต้องเตรียมการสอนมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี และยังต้องค้นหารูปแบบการสอนหรือเทคนิคที่จะสามารถจูงใจเด็กได้ด้วยตัวเองสำหรับผลกระทบต่อเด็กนักเรียน พบว่าส่วนใหญ่เกิดปัญหาสุขภาพทั้งด้านกายภาพและด้านจิตใจ เด็กเกิดความกังวลกับการเรียน รู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า จากการนั่งอยู่หน้าจอเป็นเวลานาน ไม่มีสมาธิจดจ่อกับบทเรียน และยังต้องเผชิญกับภาวะความรู้ถดถอย รวมถึงเกิดความเครียดสะสมเมื่อไม่ได้ออกไปเจอเพื่อนและสังคมภายนอก  

นอกจากนี้ การเรียนออนไลน์ยังเพิ่มภาระในการดูแลบุตรหลานให้กับผู้ปกครอง เนื่องจากต้องมีส่วนร่วมกับครูผู้สอนเพื่อช่วยให้เด็กตั้งใจและจดจ่อกับบทเรียนได้ หรือต้องช่วยสอนการบ้านเมื่อบุตรหลานไม่เข้าใจ ซึ่งบางครอบครัวไม่สามารถทำได้ด้วยข้อจำกัดต่างๆ พ่อแม่เกิดความเครียดเพราะต้องทำงานหนักขึ้น จากการแบกรับรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าอินเตอร์เนต ค่าอุปกรณ์การเรียนฯลฯ หลายครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยลดลงจากผลกระทบของโควิด-19 เมื่อผู้ปกครองไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ จึงเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็กนักเรียนไม่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์และโอกาสทางการศึกษาได้ นำไปสู่ความเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาในที่สุด จากข้อมูลการสำรวจของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ภาคเรียนที่ 2/2563 พบว่า นักเรียนยากจนพิเศษใน 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงที่ประสบปัญหาการเรียนในช่วงโควิด-19 เนื่องจากครัวเรือนขาดแคลนไฟฟ้าและอุปกรณ์ในการเข้าถึงการเรียนออนไลน์ มีจำนวนกว่า 271,888 คน

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า นอกจากความไม่พร้อมของกลุ่มเด็กในครอบครัวที่มีปัญหาด้านรายได้ ครูในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีประสบการณ์การสอนออนไลน์ รวมถึงพ่อแม่ที่ไม่สามารถมีส่วนร่วมกับลูกได้ก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญไม่แพ้กันทั้งนี้ แม้ว่าสถานศึกษาหรือครูผู้สอนจะปรับตัวต่อรูปแบบการสอนออนไลน์ได้ดีแค่ไหน แต่ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กจำเป็นต้องได้รับโอกาสในการเข้าสังคม การเรียนรูปแบบปกติจึงสำคัญและจำเป็นที่สุด นอกจากนี้ ยังต้องเร่งหาแนวทางการเติมเต็มการเรียนรู้ที่ขาดช่วงไปตลอดระยะเวลาเกือบสองปีของเด็ก รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการสอนของครูทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อรองรับรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลายในอนาคต 

“ปัญหาที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่าการเรียนออนไลน์ไม่สามารถทดแทนการเรียนในห้องเรียนได้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันผลักดันให้กลับมาจัดการเรียนการสอนรูปแบบปกติได้โดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดการสูญเสียทางการศึกษาไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ดีการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาและปฏิรูประบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ถือเป็นโจทย์สำคัญของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการตามแผนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกิจกรรมปฏิรูปบิ๊กร็อคที่ 1 ที่มุ่งสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัย เพื่อให้ระบบการศึกษาไทยสามารถรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษาและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกต่อไป”  

ด้าน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวถึงการเรียนออนไลน์ในปัจจุบันว่า การปรับตัวในการเรียนการสอนออนไลน์
อย่างมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของทั้งสถานศึกษาครู และนักเรียน ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการเรียนออนไลน์ไม่ประสบความสำเร็จในกลุ่มเด็กเล็ก ครูผู้สอนต้องหาแนวทางในการสอนที่สนุกและดึงดูดเด็กให้ได้ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าประโยชน์ของการเรียนออนไลน์ คือ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่ต้องการได้อย่างกว้างไกลและไร้ขีดจำกัด ในขณะเดียวกันรูปแบบการเรียนการสอนแบบปกติก็ยังมีความจำเป็น เนื่องจากเด็กๆ ควรได้ทำฝึกทำกิจกรรมและทักษะรอบด้าน ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น ดังนั้น ระบบการศึกษาไทยจะพัฒนาเทียบเท่าต่างประเทศต่อไปในอนาคตได้ จำเป็นต้องใช้การเรียนรูปแบบผสมผสานระหว่างการเรียนแบบออนไลน์และออนไซต์ จึงจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด 

อำลาชีวิตราชการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606514

อำลาชีวิตราชการ

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา จัดพิธีเกษียณอายุราชการ ให้กับ ดร.รัตติมา  พานิชอนุรักษ์ ผอ.สพม.นครราชสีมา ข้าราชการครู และ
บุคลากรทางการศึกษา โดยมี นายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา ประธานที่ปรึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา เป็นประธาน

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานถุงพระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ลพบุรี-สุพรรณบุรี-อุทัยธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606600

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานถุงพระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ลพบุรี-สุพรรณบุรี-อุทัยธานี

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.27 น.

วันที่ 4 ตุลาคม  2564  เวลา  09.30 น.นายเกษม  วัฒนชัย  องคมนตรี  ไปประชุมและติดตามสถานการณ์การแก้ไขการเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี  โดยมีนายนิวัตน์  รุ่งสาครผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์ ทั้งนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์การเกิดภัยพิบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปกล่าวให้หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ นำไปปรับใช้ในการกำหนดแผนและวางแผนในการช่วยเหลือประชาชนต่อไป ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอชัยบาดาล  ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายเกษม  วัฒนชัย   องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 4,000 ถุง ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎรที่ประสบอุทกภัย ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น  และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปกล่าวแก่ตัวแทนราษฎรที่ประสบอุทกภัย และครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยและได้รับผลกระทบ ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 23 ครอบครัว ตลอดจนพูดคุยให้กำลังใจ ราษฎรต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้

จังหวัดลพบุรี  แบ่งการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ 122 ตำบล 1,122 หมู่บ้าน ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เตี้ยนหมู่” และอ่อนตัวเป็นพายุดีเปรสชั่นพาดผ่านภาคกลาง เมื่อช่วงวันที่ 25 – 26 กันยายน 2564  ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในพื้นที่อำเภอต่างๆ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง ในพื้นที่ทั้ง 11 อำเภอ และในบางพื้นที่เป็นเส้นทางรับน้ำและน้ำหลากจากพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง  จากสถานการณ์การเกิดอุทกภัยดังกล่าวทำให้บ้านเรือนราษฎร สิ่งสาธารณประโยชน์ ถนน วัด โรงเรียน  ได้รับความเสียหายและผลกระทบ ใน 11 อำเภอ 94  ตำบล 703 หมู่บ้าน 25 ชุมชน ราษฎรเสียชีวิต 9 ราย พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย 507,538  ไร่ บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 7,487.3 ไร่   ราษฎรได้รับความเดือนร้อนและผลกระทบ 60,334  ครัวเรือน  ปัจจุบันสถานการณ์โดยรวมคลี่คลายแล้วใน 8 อำเภอ คงเหลืออีก 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองลพบุรี  อำเภอบ้านหมี่ และอำเภอชัยบาดาล ที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย และในบางพื้นที่เป็นที่ลุ่มและเส้นทางน้ำหลาก ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ 

วันเดียวกัน พลเอก ไพบูลย์  คุ้มฉายา องคมนตรี  ไปประชุมและติดตามสถานการณ์การแก้ไขการเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์ ณ ห้องประชุมวัดพิพัฒนาราม(วัดดอนไข่เต่า) อำเภอบางปลาม้า  ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์  คุ้มฉายา องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 2,000 ถุง ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎรที่ประสบอุทกภัย ณ ศาลาการเปรียญ วัดพิพัฒนาราม (วัดดอนไข่เต่า) อำเภอบางปลาม้า  จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น  และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบ

จังหวัดสุพรรณบุรี  แบ่งการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ 110 ตำบล 997 หมู่บ้าน ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เตี้ยนหมู่” และอ่อนตัวเป็นพายุดีเปรสชั่นแผ่ปกคลุมภาคกลาง ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในพื้นที่จังหวัดเขตติดต่อและอำเภอต่างๆ ประกอบกับมีแม่น้ำสุพรรณบุรี(ท่าจีน)ไหลผ่านพื้นที่ และเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำหลาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง ในพื้นที่ต่างๆ จากสถานการณ์การเกิดอุทกภัยดังกล่าวทำให้บ้านเรือนราษฎร สิ่งสาธารณประโยชน์ ถนน วัด โรงเรียน  ได้รับความเสียหายและผลกระทบ ใน 10 อำเภอ 91  ตำบล 722 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือนร้อนและผลกระทบ 22,481  ครัวเรือน  ปัจจุบันสถานการณ์โดยรวม ในบางพื้นที่เริ่มคลี่คลายแล้ว เหลือในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่รับน้ำ ยังคงมีน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังอยู่

ขณะที่ พลเอก ไพบูลย์  คุ้มฉายา องคมนตรี  ไปประชุมและติดตามสถานการณ์การแก้ไขการเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์ ณ ห้องประชุมกองบังการตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์  คุ้มฉายา องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 1,250 ถุง ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎรที่ประสบอุทกภัย ณ หอประชุมกองบังการตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานีเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น  และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบ

จังหวัดอุทัยธานี  แบ่งการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ 70 ตำบล 632 หมู่บ้าน ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เตี้ยนหมู่” และความกดอากาศต่ำแผ่ปกคลุมภาคกลาง ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในพื้นที่จังหวัดเขตติดต่อและอำเภอต่างๆ ประกอบกับเป็นพื้นที่แม่น้ำสะแกกรังไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง อำเภอเมืองอุทัยธานี และมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านพื้นที่ บางพื้นที่เป็นที่ลุ่มต่ำรับน้ำหลาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง ในพื้นที่ต่างๆ จากสถานการณ์การเกิดอุทกภัยดังกล่าวทำให้บ้านเรือนราษฎร สิ่งสาธารณประโยชน์ ถนน วัด โรงเรียน  ได้รับความเสียหายและผลกระทบ ใน 8 อำเภอ 68  ตำบล 558 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือนร้อนและผลกระทบ 8,905  ครัวเรือน  ปัจจุบันสถานการณ์ในบางพื้นที่เริ่มคลี่คลายแล้ว เหลือในบางพื้นที่ที่ติดกับคันกั้นน้ำยังคงมีน้ำท่วม

 

งานมาแล้ว!อว.จ้างงาน U2T เฟส 2 อีก 1.5 แสนคน ครอบคลุม 7,435 ตำบล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606567

งานมาแล้ว!อว.จ้างงาน U2T เฟส 2 อีก 1.5 แสนคน ครอบคลุม 7,435 ตำบล

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.38 น.

งานมาแล้ว!อว.จ้างงาน U2T เฟส 2 อีก 1.5 แสนคน ครอบคลุม 7,435 ตำบล

4 ตุลาคม 2564 ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เปิดเผยหลังประชุมโครงการ U2T มหาวิทยาลัยสู่ตำบล ในระยะที่ 2 ร่วมกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน , นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ว่า อว.อยากจะทำอะไรที่มีผลดีต่อประเทศ อย่างปีที่ผ่านมาเราเอา U2T ไปช่วยเรื่องโควิดก็ได้ผลเป็นอย่างมาก ในขณะนี้เราจะนำ U2T ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่ง U2T เปรียบเสมือนกำลังสำรองของรัฐบาล ส่วนปีหน้า อว.จะทำเรื่องเศรษฐกิจภูมิภาค และ BCG จะเป็นวาระแห่งชาติ เราต้องการให้เด็กเข้าใจวาระแห่งชาติ รู้จักยุทธศาสตร์ของชาติ ไม่ใช่ทำไปเรื่อย เราจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง มีประโยชน์ มีรูปธรรม และสามารถช่วยพัฒนาประเทศชาติได้

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า โครงการ U2T มหาวิทยาลัยสู่ตำบล มีการกระจายการจ้างงานอยู่ในพื้นที่ 3,000 ตำบลทั่วประเทศ ครบทุกจังหวัด มีองค์ประกอบของการจ้างงานบัณฑิต ประชาชน นักศึกษา อยู่ที่ 60,000 คน ขณะนี้จ้างงานได้สูงสุด 97.5% และยังมีกิจกรรมในแง่ของการยกระดับเศรษฐกิจ มีเงินหมุนเวียนจากการจ้างงานมากกว่า 700 ล้านบาท ในการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-ปัจจุบัน งบประมาณโครงการโดยรวมอยู่ที่ 10,629 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 7,283 ล้านบาท

“ส่วนโครงการ U2T ระยะที่ 2 จะเป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นและต่อยอดจากระยะที่ 1 ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1.การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 2.การดูแลเศรษฐกิจชุมชน แก้ไขปัญหาต่างๆ ตามบริบทของชุมชน และ 3.การจ้างงานบุคลากรที่มีความรู้ มุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG เป็นประเด็นสำคัญ จะมีการปฏิบัติงาน 7,435 ตำบลทั่วประเทศ จ้างงาน 150,000 คน และจะมีเพิ่มในเรื่องของการยกระดับเศรษฐกิจรายตำบลและการจัดทำข้อมูล Community Big Data” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าว

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของโครงการจะเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชน การบูรณาการใช้ข้อมูลที่มีอยู่รองรับการฟื้นฟูของประเทศหลังจากผ่านจากวิกฤตโควิด-19 สำหรับ 3,000 ตำบลที่มีการจ้างงานอยู่แล้วก็จะเป็นการต่อยอดจากระยะที่ 1 เมื่อจบโครงการในระยะที่ 2 แล้วทุกๆตำบลของประเทศไทย ก็จะได้รับการจ้างงานอยู่ในระดับเดียวกัน ในระยะที่ 2 โดยประมาณการงบประมาณที่ประเมินไว้อยู่ที่ 4,727 ล้านบาท

‘สจล.-ซีเอ็มเคแอล’หนุนไทยใช้ ‘ซูเปอร์คอมพ์-เอไอ’ช่วยรับมือโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606295

‘สจล.-ซีเอ็มเคแอล’หนุนไทยใช้  ‘ซูเปอร์คอมพ์-เอไอ’ช่วยรับมือโควิด

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า แม้นานาประเทศจะมีมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันกลับพบว่า เชื้อโควิดมีความแข็งแรง สามารถหนีภูมิได้มากขึ้นตลอดจนสามารถกลายพันธุ์ได้ในที่สุดดังนั้น การมีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง “ซูเปอร์คอมพิวเตอร์” (Super Computer) เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ทั้งด้านการประมวลผลพื้นที่จัดเก็บข้อมูล สัญญาณอินเตอร์เนตความเร็วสูง การเทรนนิ่งปัญญาประดิษฐ์-เอไอ (AI Training) ฯลฯ

เข้ามาช่วยเหลือในการพัฒนางานวิจัย เช่น AI ตรวจโควิดกลายพันธุ์ ผ่านคลาวด์ เซิร์ฟเวอร์ (Cloud Server) ที่สามารถคัดกรองสายพันธุ์โควิด พร้อมระบุตำแหน่งที่พบได้อย่างแม่นยำใน 30 วินาที ที่ช่วยลดการใช้สูญเสียเวลาและทรัพยากรของทีมแพทย์ในการวิเคราะห์สายพันธุ์ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบต่างๆ ได้อย่างมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “ป้องกันการติดเชื้อโควิดขั้นสูง” (Universal Prevention for COVID-19) ของกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ สจล. มีข้อเสนอแนะว่า หากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชนนำเทคโนโลยีดังกล่าวที่ในปัจจุบันมีใช้แล้วที่ มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AITechnology) ระดับอาเซียน ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สจล. กับ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน(Carnegie Mellon University) สถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ไปใช้ประโยชน์หรือบูรณาการร่วมกับบิ๊กเดต้า (Big Data) ที่เกี่ยวกับของการบริหารสถานการณ์โควิดการบริหารจัดการเพื่อลดการสูญเสียจากการดำเนินธุรกิจ/อุตสาหกรรม ฯลฯ ถือเป็นกระบวนการหนึ่งในการทดสอบเชิงวิจัย/เตรียมพร้อมระบบสาธารณสุข-การแพทย์ไทยให้สามารถรับมือกับโรคอุบัติใหม่ได้ในอนาคต หรือกระทั่งในภาคธุรกิจจะมีส่วนช่วยลดต้นทุนการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพสินค้าอย่างยั่งยืน

“ล่าสุด สจล. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL) และโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (KMCH) เพื่อผลักดันเทคโนโลยีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ในการขับเคลื่อนประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานด้าน AI ในการวิจัย เช่น งานวิจัยด้านการแพทย์ ตลอดจนขยายผลวิจัย/นวัตกรรม สู่การผลักดันการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต” อธิการบดี สจล. กล่าว

รศ.ดร.สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น อธิการบดีมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL) กล่าวต่อว่า Super Computer (Apex) นับเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีส่วนสำคัญในการช่วยนักวิจัยพัฒนา “งานวิจัยเชิงปัญญาประดิษฐ์” (Apex-Goliath) หรืองานวิจัยเชิงทดลองที่ช่วยให้นักวิจัยเห็นผลลัพธ์ในระยะสั้นเนื่องจากมีกระบวนการจัดเก็บข้อมูลและคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์สำหรับปัญญาประดิษฐ์ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ เช่น ช่วยให้นักวิจัยสามารถสร้างแบบจำลอง (Render) ขนาดใหญ่ได้ภายใน
ครึ่งชั่วโมง จากปกติที่ต้องใช้เวลานานถึง 720 ชั่วโมง ฯลฯ

โดยที่ผ่านมาเทคโนโลยีดังกล่าวได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อมจำนวนมากอาทิ “AI ตรวจโควิดกลายพันธุ์ ผ่าน Cloud Server” ที่ล่าสุดสามารถตรวจหาโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบแล้วในต่างประเทศได้สำเร็จ “AI คัดแยกขวดรีไซเคิล” ผู้ช่วยนักคัดแยกขวดแก้วเพื่อนำไปรีไซเคิล ที่ช่วยประหยัดเวลาในการคัดแยกขยะพร้อมทั้งลดการเกิด Carbon Footprint ชั้นบรรยากาศ

รศ.ดร.ศิริเดช บุญแสง คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สจล. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัย ได้เปิดตัวผลสำเร็จการพัฒนางานวิจัย “AI ตรวจโควิดกลายพันธุ์ ผ่านคลาวด์เซิร์ฟเวอร์” (Cloud Server) หรือ “ปัญญาประดิษฐ์ ซีร่า คอร์” (CiRA CORE) ที่ได้รับความร่วมมือทางเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง“เอไอ ซุปเปอร์ คอมพิวเตอร์” (AI Super Computer) เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะเทรนนิ่งเอไอ(AI Training) จากมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL) มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านเทคโนโลยีเอไอ (AI Technology) ระดับอาเซียน

เป็นผลให้ AI มีความสามารถในการแยกแยะตำแหน่งโควิดกลายพันธุ์ (VOC) และบ่งชี้เชื้อโควิดกลายพันธุ์ได้หลายสายพันธุ์ได้อย่างถูกต้องถึง 99% ใน 30 วินาทีอันเกิดจากกระบวนการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ข้อมูลรหัสพันธุกรรมของเชื้อโควิดที่มีจีโนมถึง 30,000 ตำแหน่ง จากฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมของจุลชีพ “GISAID” ทั้งนี้ กระบวนการทำงานของเอไอเพื่อตรวจหาสายพันธุ์ มี 3 ขั้นตอน

“Input Data” นำเข้าข้อมูลสารพันธุกรรมทั้งหมดหรือจีโนมที่ได้ทั้งแบบเดี่ยว หรือแบบหลายจีโนมพร้อมกัน “Data processing” ประมวลผลชุดข้อมูลโดย AI ที่ผ่านการเรียนรู้ชุดข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ “Output Data” แสดงผลข้อมูลสารพันธุกรรมในลักษณะของชื่อสายพันธุ์โดยหากตรวจพบเชื้อกลายพันธุ์จะแสดงผลเป็นสีแดง พร้อมแสดงตำแหน่งกลายพันธุ์ (VOCs) บนจีโนม กรณีที่ตรวจไม่พบเชื้อจะแสดงผลเป็นสีเทา

“ล่าสุดจากความสามารถด้านการตรวจหาสายพันธุ์มิวได้นั้น เป็นผลจากการได้รับการสนับสนุนชุดข้อมูลรหัสพันธุกรรมกว่า 13,457 ชุดข้อมูล จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อเฝ้าระวังการเข้ามาของสายพันธุ์ดังกล่าว เนื่องจากพบข้อมูล ณ วันที่ 6 ก.ย. 2564 ว่า มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์มิว ในประเทศโคลอมเบีย สหรัฐอเมริกา และสเปน มากกว่า 6,091 ราย (covSPECTRUM (ethz.ch)” รศ.ดร.ศิริเดช ระบุ

ศ.นพ.อนันต์ ศรีเกียรติขจร คณบดี คณะแพทยศาสตร์ สจล. และประธานคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลพระจอมเกล้า
เจ้าคุณทหาร (KMCH) กล่าวปิดท้ายว่า เทคโนโลยี AI ตรวจโควิดกลายพันธุ์ผ่านCloud Server ในทางการแพทย์และสาธารณสุขนับได้ว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเชิงรุกและเชิงรับที่มีส่วนช่วยในการเฝ้าระวังของโควิดพันธุ์ใหม่ในสายพันธุ์ต่างๆ ตลอดจนสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการค้นหาผู้ติดเชื้อได้โดยสะดวกและรวดเร็วในอีกรูปแบบหนึ่ง

ทั้งนี้หน่วยงานภาคการศึกษา องค์กรธุรกิจตลอดจนนักวิจัยที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อขอใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่หรือเทคโนโลยีขั้นสูงของ CMKL สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 065-8785000 (ในวันและเวลาราชการ)

‘แพทย์รามาฯ’ไขข้อข้องใจ ‘อะม็อกซีซิลลิน’รักษาโควิดได้หรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606293

‘แพทย์รามาฯ’ไขข้อข้องใจ  ‘อะม็อกซีซิลลิน’รักษาโควิดได้หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีที่มีผู้สงสัย ว่า ยาปฏิชีวนะ “อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin)” ใช้รักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้หรือไม่เนื่องจากมีการแชร์ข้อมูลนี้กันอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ โดยอธิบายว่า ยาปฏิชีวนะเป็นยาที่สกัดมาจากสารกึ่งสังเคราะห์ ซึ่ง “มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ไม่ได้มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส” ส่วนใหญ่ใช้รักษาอาการทอนซิลอักเสบ หรือลำคออักเสบรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อกลุ่มสเตร็บโตค็อกซี (Streptococci)

หากนำไปใช้อย่างผิดๆ เช่นเพื่อรักษาโควิด-19 อาจให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยา จนเกิดอาการติดเชื้อถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากเรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อาจไม่จำเป็นต้องรับประทานยาใดๆ ประชาชนไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยหลงเชื่อข่าวลวง เพราะอาจได้ยาที่ไม่ตรงกับโรค แม้อาจไม่ส่งผลรุนแรงถึงแก่ชีวิต แต่ก็อาจทำให้การรักษายุ่งยากมากขึ้น เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น เป็นการเสียทรัพย์โดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลย” ผศ.นพ.กำธร กล่าว

‘มข.’เปิดศูนย์ทดสอบความฉลาดในการเรียนรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606294

‘มข.’เปิดศูนย์ทดสอบความฉลาดในการเรียนรู้

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดตัว “ศูนย์ทดสอบความฉลาดในการเรียนรู้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ” หรือ NETSAT-North Eastern Thailand Scholastic Aptitude Test Center โดยมี โดย รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะผู้บริหารร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ ห้องสิริคุณากร 3 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ศูนย์ทดสอบความฉลาดในการเรียนรู้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดตั้งขึ้นนี้มุ่งหวังเพื่อที่จะสร้าง วิธีการทดสอบที่สามารถวัดความฉลาดในการเรียนรู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อสร้างความพร้อมในการเข้าสู่การเรียนการสอนและการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาพร้อมกับส่งผลทางอ้อมต่อการปรับปรุงและพัฒนาระบบการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน

ที่เปลี่ยนแปลงสู่วิธีการเรียน การสอน การวัดและประเมินผลที่มุ่งเน้นสมรรถนะมากกว่าเน้นเพียงการสอนให้จำความรู้ ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนโดยปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนรู้เป็นสอนให้คิด เพื่อให้บัณฑิตสามารถเป็นผู้นำในการพัฒนาสังคม สามารถเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับประเทศได้ รวมทั้งส่งเสริมให้ทุกหลักสูตรกำหนดสมรรถนะที่บัณฑิตจะต้องมีเมื่อสำเร็จการศึกษาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยกระบวนการที่มุ่งส่งเสริมและปลูกฝังทักษะยุคใหม่

ศูนย์ทดสอบความฉลาดในการเรียนรู้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ ภายใต้ วิสัยทัศน์
การเป็น “ศูนย์ทดสอบความฉลาดในการเรียนรู้ ชั้นนำระดับชาติ” ก่อตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์ประเมินความฉลาดและความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ถึงความพร้อมในการเข้าสู่การจัดการศึกษา
ในระดับอุดมศึกษา และเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อวิธีการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ให้มุ่งเน้นเรื่องสมรรถนะ

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดตลอดจนการใช้บริการต่างๆ ของศูนย์ทดสอบความฉลาดในการเรียนรู้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ หรือ NETSAT-North Eastern Thailand Scholastic Aptitude Test Center สามารถเข้าดูได้ที่เว็บไซต์ https://netsat.kku.ac.th/