‘ม.มหิดล’ วิจัยบริหารจัดการพันธุ์ข้าว หนุนเกษตรกรผลิต-บริโภคอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589023

‘ม.มหิดล’วิจัยบริหารจัดการพันธุ์ข้าว หนุนเกษตรกรผลิต-บริโภคอย่างยั่งยืน

‘ม.มหิดล’วิจัยบริหารจัดการพันธุ์ข้าว หนุนเกษตรกรผลิต-บริโภคอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันที่ 25 ก.ค. 2564 ตรงกับวันเข้าพรรษา ซึ่งตรงกับฤดูฝน และ “เทศกาลปลูกข้าวนาปี” ของชาวนาไทยซึ่งเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลังของชาติ”ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าว คือ “จุดกำเนิดแห่งชีวิต” และเป็นทรัพยากรซึ่งเป็น “แหล่งอาหารสำคัญ” ของมวลมนุษยชาติ ที่พึงอนุรักษ์เพื่อการสืบต่อสู่รุ่นลูกหลานอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.นพพล อรุณรัตน์ อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงลักษณะการปลูกข้าวของชาวนาไทยว่า โดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ คือ 1.ข้าวนาปี ซึ่งได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105 ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย และเป็นที่ชื่นชอบของทั่วโลก โดยมีการออกดอกตรงตามฤดูกาล เนื่องจากต้องการช่วงแสงจำเพาะเพื่อการออกดอก รวมถึงข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ในประเทศไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และ 2.ข้าวนาปรัง ที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี เป็นข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวที่แน่นอน สามารถให้ผลผลิตตามอายุ

ซึ่งการอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ให้กับชุมชนซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนมี “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ต่อไปอีกด้วย โดยเมล็ดพันธุ์ข้าว
ที่ดี 1 เมล็ด เมื่อนำไปปลูกจะได้ต้นข้าว 1 กอ ที่แตกออกมาเป็น 20 ลำต้น โดยประมาณ ซึ่งแต่ละลำต้นจะออกรวงให้เมล็ดพันธุ์ข้าวอีกขั้นต่ำ 100-150 เมล็ดรวมข้าวทั้ง 20 ลำต้น จะได้เมล็ดพันธุ์ใหม่ถึง 2,000-3,000 เมล็ด

ผศ.ดร.นพพล กล่าวต่อไปว่า หากใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีในการปลูก จะใช้เพียง 10-12 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ แต่หากนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บเกี่ยวจากการปลูกครั้งที่ผ่านมามาใช้โดยไม่ได้มีการคัดสรร อาจจำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือประมาณ 25-30 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมตามหลักการของ “เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)” โดยฝากความหวังไว้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี

ที่ผ่านมา ตนได้นำทีมวิจัยลงพื้นที่ 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ พิจิตร ยโสธรและพัทลุง เพื่อดำเนินโครงการวิจัยการจัดการความรู้เพื่อการบริหารจัดการพันธุ์ข้าวและกระบวนการจัดการเครือข่ายของ Young Smart Farmer เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ SDGs Goal ข้อที่ 12 ที่ว่าด้วยการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production)

ซึ่งเป็นงานวิจัยเด่นที่เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจในฐานะที่เป็น “ปัญญาของแผ่นดิน”ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำหน้าที่มอบองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถบริหารจัดการและอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวของท้องถิ่นได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกการเก็บเกี่ยว รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพึ่งพาซึ่งกันและกันซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

“ทีมวิจัยได้จัดทำคู่มือเพื่อการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่พร้อมด้วยองค์ความรู้เพื่อการประยุกต์ใช้ โดยได้รวบรวมพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในแต่ละพื้นที่ ลักษณะการเจริญเติบโตขั้นตอนการดูแล ซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นั้นๆ ฯลฯ โดยหวังให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถนำเอาองค์ความรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ด้วยความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป” ผศ.ดร.นพพล กล่าว

ผศ.ดร.นพพล กล่าวทิ้งท้ายว่าสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการรวมกลุ่มเพื่อนเกษตรกรเพื่อร่วมแบ่งปันทรัพยากร คือ การลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่อง Carbon Footprint หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ Water Footprint หรือ ตัวชี้วัดปริมาณการใช้น้ำ นอกเหนือจากผลผลิตที่ได้จากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ ข้าว 1 เมล็ดที่ผลิตได้ จะต้องช่วยให้เพื่อนชาวนามีผลผลิตที่ดี มีรายได้ที่ดี และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ด้วยความสมดุลกันระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนจึงจะเป็นการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยมหิดล

โควิดทำคนไทยอยากเลิกสูบบุหรี่มากขึ้น เหตุหวั่นติดเชื้อแล้วอาการรุนแรงถึงตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589025

โควิดทำคนไทยอยากเลิกสูบบุหรี่มากขึ้น เหตุหวั่นติดเชื้อแล้วอาการรุนแรงถึงตาย

โควิดทำคนไทยอยากเลิกสูบบุหรี่มากขึ้น เหตุหวั่นติดเชื้อแล้วอาการรุนแรงถึงตาย

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (สายเลิกบุหรี่ 1600) จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “เข้าพรรษายุคโควิด เลิกเสพติดบุหรี่ด้วยสายเลิกบุหรี่ 1600” โดย น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวโน้มคนไทยมีอัตราการสูบบุหรี่มีลดลง โดยข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 คนไทยสูบบุหรี่ลดลงเหลือร้อยละ 17.4 ซึ่งลดลงจากร้อยละ 19.1 ในปี 2560

ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการในปี 2562 มีคนไทยที่เสียชีวิตจากบุหรี่ถึง 70,952 คนและเสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง 9,435 คนซึ่งก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายสูงถึงร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศทั้งหมด ในสถานการณ์การระบาดโควิด-19 สสส. และภาคีเครือข่าย ได้ปรับแผนการทำงาน โดยให้ความสำคัญการทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในการให้ความรู้ การณรงค์สังคม ให้ลด ละ เลิกยาสูบ และสิ่งเสพติดต่างๆ ทั้ง เฟซบุ๊ค เว็บไซต์ ยูทูบและซูม

น.ส.รุ่งอรุณ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยากเชิญชวนผู้ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ใช้โอกาสในช่วงเข้าพรรษาที่กำลังจะมาถึง เป็นวันเริ่มต้นที่ตัดสินใจเลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และเตรียมพร้อมรับการฉีดวัคซีน ซึ่งมีข้อมูลจากหลายประเทศยืนยันว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีประวัติการสูบบุหรี่ มีความเสี่ยงที่อาการของโรคจะรุนแรงและเสียชีวิตได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ที่สำคัญคนสูบบุหรี่เมื่อได้รับวัคซีนโควิด-19 ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้น้อยกว่าคนไม่สูบ

“เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้ที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ควรเลิกสูบบุหรี่ก่อนได้รับวัคซีน เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันและปอดฟื้นฟูกลับมาทำงานได้แข็งแรง
นอกจากนี้ ยังช่วยลดควันบุหรี่มือสองที่อาจกระทบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ โดยเฉพาะคนในครอบครัว คนที่เรารัก โดยสามารถขอรับคำปรึกษาเลิกบุหรี่จากสายเลิกบุหรี่ 1600” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (สายเลิกบุหรี่ 1600) กล่าวว่า ในช่วงวิกฤติโควิด-19 มีประชาชนขอรับปรึกษาเลิกบุหรี่กับสายเลิกบุหรี่ 1600 จำนวนมากโดยให้เหตุผลว่า กลัวการติดเชื้อโควิด-19 จากเดิมที่เหตุผลของการโทรมาปรึกษาคือ เลิกเพื่อสุขภาพ และเลิกสูบเพื่อคนรอบข้าง สะท้อนว่าประชาชนให้ความสำคัญต่อการระบาดของโควิด-19 โดยขณะนี้สายเลิกบุหรี่ 1600 ได้ปรับแผนการทำงานเพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

โดยเพิ่มเวลาให้บริการตั้งแต่ 09.00-23.00 น.เนื่องจากพบว่าช่วงเวลาบ่ายและค่ำ เป็นช่วงที่มีการโทร.เข้ามาขอคำปรึกษาจำนวนมาก นอกจากนี้ ได้เพิ่มช่องทางการติดต่อทางแอปพลิเคชั่นไลน์ เฟชบุ๊คแฟนเพจ เว็บไซต์ และศูนย์บริการเลิกบุหรี่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการอย่างเต็มที่ นอกจากให้ความรู้เรื่องยาสูบแล้ว ยังสามารถให้คำปรึกษาการสูบบุหรี่ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ด้วย โดยประชาชนสามารถโทรศัพท์ขอรับคำปรึกษาเลิกบุหรี่ได้ฟรีทุกเครือข่าย

“การสูบบุหรี่มีผลโดยตรงกับโควิด-19 เนื่องจากบุหรี่จะส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบทางเดินหายใจ ทำให้ระบบหายใจไม่แข็งแรง หากผู้ที่สูบบุหรี่อยู่ติดโควิด-19 มีโอกาสสูงที่อาการจะทรุดหนักจนถึงขั้นเสียชีวิต คนที่สูบบุหรี่ เนื้อปอดจะถูกทำลาย ถ้าสูบบุหรี่หนักและสูบมานาน เสี่ยงเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ถุงลมในปอดถูกทำลาย หากติดโควิด-19 จะทำให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินหายใจมากขึ้น เพราะฉะนั้นยิ่งเลิกสูบบุหรี่ได้เร็ว จะปลอดภัยต่อสุขภาพ และโอกาสเสี่ยงติดโควิด-19 น้อยลง หรือหากติดโควิด-19 แล้ว โอกาสที่อาการรุนแรงจะน้อยลง รวมถึงการเสียชีวิตน้อยลงตามไปด้วย” รศ.ดร.จินตนา กล่าว

รศ.ดร.จินตนา ยังกล่าวอีกว่า อยากให้ประชาชนมีความตื่นตัว และเห็นว่าการเลิกบุหรี่ทำได้ เป็นไปได้ แต่สิ่งที่จะต้องสู้กันคือเรื่องของความเข้าใจผิดว่า บุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดช่วยเลิกบุหรี่ได้ ซึ่งข้อเท็จจริงคือ บุหรี่ทุกชนิดสามารถเลิกได้ หากได้รับคำปรึกษาที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่สำหรับคนที่ติดบุหรี่หนัก หรือเริ่มมีปัญหาสุขภาพ จำเป็นต้องใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่

‘CITE DPU’ เผย 8 อาชีพด้านดิจิทัล รายได้ดีสวนกระแสยุค ‘New Normal’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589016

‘CITE DPU’เผย 8 อาชีพด้านดิจิทัล  รายได้ดีสวนกระแสยุค‘New Normal’

‘CITE DPU’เผย 8 อาชีพด้านดิจิทัล รายได้ดีสวนกระแสยุค‘New Normal’

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (CITE DPU) เปิดเผยว่า สถานการณ์ Digital disruption และ การระบาดของ COVID-19 ก่อให้เกิดนิยาม New Normal หรือการดำเนินชีวิตในรูปแบบปกติใหม่ ซึ่งเชื่อได้ว่าทุกคนได้ซึมซับ หรือผ่านการดำเนินชีวิตในลักษณะดังกล่าวมาแล้วสักระยะหนึ่ง และเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าความปกติใหม่นี้มีความต้องการทักษะด้านดิจิทัล (digital skills) ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น เช่น การใช้งานสื่อออนไลน์เพื่อการทำงานต่างๆ การทำงานจากระยะไกล

การย้ายการประมวลผลไปใช้งานระบบคลาวด์มากขึ้น การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การใช้งานแอปพลิเคชั่นผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างกว้างขวาง การป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีความสามารถทางด้านทักษะดิจิทัลที่มีความสามารถสูง เช่น วิศวกรคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ นักการตลาดดิจิทัลนักวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นต้น นอกจากแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่ยิ่งกลับได้รับผลตอบแทนที่สูงมากขึ้นอีกด้วย

ดร.ชัยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจากเว็บไซต์ JobDB ระบุสายงานที่มีทักษะด้านไอทีและด้านดิจิทัล มีรายได้อยู่ระหว่าง 20,000-100,000 บาทสำหรับนักศึกษาจบใหม่ โดยขึ้นอยู่กับคุณวุฒิและความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคล ทั้งยังเป็นทักษะแรงงานที่นายจ้างมีความต้องการมากขึ้นด้วย ดังนั้น อาชีพที่มีการใช้ทักษะทางดิจิทัลและคาดว่าเป็นแนวโน้มที่ควรจะวางแผนศึกษาหรือ reskill/upskill กันไว้ เพื่อตอบรับกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุค NewNormal ประกอบด้วย 8 สายงานอาชีพด้วยกัน ได้แก่

1.นักวิเคราะห์ตลาดออนไลน์ คือ ผู้ที่เข้าใจรูปแบบพฤติกรรมของลูกค้า ช่องทางสื่อออนไลน์และวิธีการวางแผนการตลาดแบบออนไลน์ ซึ่งจำเป็นต้องการผู้ที่มีความเข้าใจรูปแบบสื่อออนไลน์ที่มีมากมายหลายสื่อ เช่น เฟซบุ๊ค ยูทูบ อินสตาร์แกรม ไลน์เป็นต้น โดยแต่ละสื่อก็มีวิธีการสื่อสาร และกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน 2.โปรแกรมเมอร์และวิศวกรซอฟต์แวร์ เป็นอาชีพที่สุดฮอตอาชีพหนึ่ง เพราะเราจำเป็นต้องใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ทั้งจากเว็บ โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ เพื่อทั้งการทำงาน การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นโปรแกรมเมอร์จึงเป็นอาชีพที่ขาดไม่ได้ในการสร้างสรรค์แอปพลิเคชั่นต่างๆ เหล่านี้

3.วิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นอาชีพที่เป็นที่ต้องการมากอีกอาชีพหนึ่ง กล่าวได้ว่าผลิตมาเท่าไรก็ไม่พอป้อนตลาดที่มีความต้องการสูงมากในปัจจุบัน เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องมีบุคลากรไว้คอยดูแล แก้ปัญหา หรือสร้างระบบหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการทำงานต่างๆ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ระบบประมวลผลคลาวด์หรืออินเตอร์เนต

4.วิศวกรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ค่อนข้างจะเป็นอาชีพใหม่สำหรับประเทศไทย แต่มีความต้องการสูงมาก เนื่องจากความเสียหายที่เกิดจากภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เนต
มีจำนวนและมูลค่าสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ ที่มีการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เนตจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานระบบเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

5.นักวิเคราะห์ข้อมูลและวิศวกรข้อมูล อาชีพนี้หลายคนอาจยังไม่รู้จัก แต่ยืนยันได้ว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงมากอีกอาชีพหนึ่ง เนื่องจากหลายหน่วยงานเริ่มรู้จักที่จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างโอกาสในการทำกำไรของหน่วยงานได้มากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีนักวิเคราะห์ข้อมูลและวิศวกรข้อมูลเพื่อมาทำหน้าที่เหล่านี้ 6.วิศวกรด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ กล่าวได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราจะได้เห็นการมีบทบาทของปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นอาชีพที่เกี่ยวข้องการสร้างปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์จึงเป็นอาชีพที่น่าสนใจอย่างมากในระยะยาว

7.นักโลจิสติกส์ เป็นอาชีพที่ดูจะไม่เกี่ยวกับทักษะทางดิจิทัล แต่จริงๆ แล้วเราจะพบว่าในปัจจุบันมีการใช้งานระบบออนไลน์เพื่อการสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่ามากกว่าการจำหน่ายในช่องทางหน้าร้านในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งการสร้างระบบโลจิสติกส์ที่ดีจำเป็นต้องบูรณาการกับระบบออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ มีการวางแผนที่ดีเพื่อลดการสั่งซื้อสินค้ามาสต๊อกไว้ หรือแม้แต่การสร้างระบบการผลิตตามการสั่งสินค้าของลูกค้า ซึ่งต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นอย่างมาก

และ 8.ผู้บริหารที่มีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในการทำงานต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนตโทรศัพท์มือถือ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญมากคือ ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อควบคุมกำกับการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนต ข้อมูลต่างๆ เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นต้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารต้องเข้าใจหลักปฏิบัติหรือแนวทางที่ถูกต้อง

วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เข้าใจบริบทของการเปลี่ยนแปลงและความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลต่างๆ และเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในยุค New Normal จึงจัดหลักสูตรต่างๆที่มีคุณภาพให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการข้อมูล วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ วิศวกรรมการจัดการและโลจิสติกส์ วิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ การจัดการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และการจัดการทางวิศวกรรมซึ่งผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ cite.dpu.ac.th

สภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เร่งสนับสนุนวิจัยเตรียมพร้อมผลิตวัคซีนโควิดสัญชาติไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589030

สภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เร่งสนับสนุนวิจัยเตรียมพร้อมผลิตวัคซีนโควิดสัญชาติไทย

สภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เร่งสนับสนุนวิจัยเตรียมพร้อมผลิตวัคซีนโควิดสัญชาติไทย

วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 15.47 น.

สภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เร่งสนับสนุนวิจัยเตรียมพร้อมผลิตวัคซีนโควิด 19 สัญชาติไทย พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อยอดผลิตยาและสมุนไพรเพื่อความมั่นคงทางสาธารณสุข

20 ก.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)เป็นรองประธาน

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการสภานโยบายฯ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รองนายกรัฐมนตรีดอนฯ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการเชื่อมโยงกับการทำงานของกระทรวง อว. โดยเฉพาะการผลิตวัคซีน และยารักษาโรคโควิด-19 ของไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วนและสำคัญต่อความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศและชีวิตของประชาชน ขณะนี้มีโครงการพัฒนาวัคซีนของไทยเองกว่า 20 ชนิด หลายโครงการมีความคืบหน้ามาก เช่น โครงการของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (mRNA) อยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ และโครงการของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Protein Subunit) กำลังจะทดลองในมนุษย์ และในสถาบันวิจัยอีกหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล สภากาชาดไทย องค์การเภสัชกรรม และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ อว. นำข้อคิดเห็นของที่ประชุมไปดำเนินการ พร้อมกำชับให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพื่อช่วยแก้ไขวิกฤตของชาติให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยกัน

นอกจากนี้สิ่งที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมคือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในด้านฐานการผลิต ต้องมีการเตรียมการตั้งแต่วันนี้ ไม่ให้กระบวนการผลิตล่าช้า ซึ่งฐานการผลิตนี้ไม่เพียงแต่ใช้รองรับการผลิตวัคซีน mRNA หรือ Protein Subunit เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นฐานการผลิตที่จะรองรับการผลิตวัคซีนหรือยาชนิดอื่นในอนาคตได้ ซึ่งในปัจจุบันมีสมุนไพรหลายชนิดที่สามารถนำไปวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดในการผลิตยาได้ อาทิเช่น ฟ้าทลายโจร กระชายขาว ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเข้าไปศึกษาถึงโอกาสในการผลิตยาเหล่านี้ให้มีความชัดเจนขึ้น เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศ อีกส่วนที่สำคัญคือการการพัฒนาบุคลากร เนื่องจากการผลิตวัคซีนหรือยาในรูปแบบใหม่อาจเป็นเรื่องที่บุคลากรในประเทศยังไม่คุ้นเคย จึงต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถพร้อมที่จะเข้าไปทำ 

สำหรับความก้าวหน้าวาระแห่งชาติการพัฒนาเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG Economy Model ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นที่รองนายกรัฐมนตรีดอนฯ เน้นย้ำให้ทุกส่วนร่วมกันดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต้องเดินคู่กันสองมิติ ทั้งในด้านการดูแลรับผิดชอบตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน และในมุมการมองบีซีจีเป็นเอกภาพ เป็น 3 ส่วนที่ผนึกเข้าด้วยกัน ในขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ ตอบโจทย์ในระดับสากล เนื่องจากในปัจจุบันผู้นำระดับโลกให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ต้องมีแนวทางสร้างความตระหนักในเรื่องนี้ สร้างการรับรู้ตั้งแต่ระดับชุมชน เยาวชน สังคม และต้องไม่ลืมคำนึงถึงความยั่งยืนด้วย

นอกจากนี้สภานโยบายฯ ยังได้มีมติเห็นชอบต่อ (ร่าง) กรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. พ.ศ. 2566 – 2570 โดย (ร่าง) กรอบนโยบายฯ ดังกล่าว จะเป็นการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์หลักครั้งสำคัญของประเทศด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยประกอบด้วย 6 จุดมุ่งเน้นของนโยบาย ดังนี้ (1) ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง โดยใช้การพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า (2) ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวโดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มุ่งเน้นคุณค่าและความยั่งยืน สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ (3) ประเทศไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอาหารที่มีคุณค่าและมูลค่าสูง โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 1 ใน 10 ของโลก (4) ผู้สูงอายุมีศักยภาพและโอกาสอย่างเต็มที่ในการพึ่งตนเอง มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สังคม เพื่อรองรับสังคมสูงวัย (5) ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้า ล้ำยุคสู่อนาคต สำหรับการยกระดับอุตสาหกรรม ธุรกิจ และการบริการที่มีอยู่แล้ว และพัฒนาอุตสาหกรรม/ธุรกิจใหม่ และ (6) ประเทศไทยสามารถสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงและเป็นศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงของอาเซียน โดยการพลิกโฉมระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต และสอดรับกับปรัชญาการอุดมศึกษาไทย

ที่ประชุมยังได้เห็นชอบต่อ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ และกลไกการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education  Sandbox) เพื่อนำไปจัดทำประกาศสภานโยบายฯ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง ด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษาเพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนสภานโยบายฯ และให้นำเรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ และกลไกการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

“ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับรูปแบบการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา จากกระแสการเปลี่ยนแปลงและประเด็นอุบัติใหม่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และวิถีชีวิต ที่มีนัยต่อบทบาทและแนวทางการพัฒนากำลังคนของสถาบันอุดมศึกษาที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับกระแสดังกล่าว เพื่อให้ประเทศไทยมีกำลังคนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพที่เพียงพอและสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที โดยตัวอย่างมาตรฐานการอุดมศึกษาที่เป็นข้อจำกัดในการพัฒนานวัตกรรมการอุดมศึกษา เช่น การจำกัดจำนวนหน่วยกิตในการเทียบโอนเข้าสู่การศึกษาในระบบซึ่งขัดต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและระบบคลังหน่วยกิต การกำหนดคุณสมบัติของผู้สอนและผู้รับผิดชอบหลักสูตร และการจำกัดจำนวนชั่วโมงสอนของอาจารย์พิเศษ ซึ่งจะไม่เอื้อต่อการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้การผลิตกำลังคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม เป็นต้น” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ทั้งนี้หลักเกณฑ์การจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม มีกลุ่มเป้าหมาย คือ สถาบันอุดมศึกษา หรือสถาบันการศึกษาอื่นทั้งภาครัฐและเอกชนที่จัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาที่ต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานการอุดมศึกษา และเป็นการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่การให้ปริญญา ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา รวมถึงการจัดการศึกษาที่ไม่มุ่งปริญญา แต่สามารถเทียบโอนเพื่อนำไปสู่การให้ปริญญาในภายหลังได้ และประเด็นสำคัญคือต้องผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์นโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวง อว. กำลังดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานการอุดมศึกษาเพื่อให้เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมการผลิตบัณฑิตมากขึ้น ซึ่งจะมีผลกับสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งต่อไป

ในส่วนการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ได้มีการรายงานให้ที่ประชุมทราบถึงความก้าวหน้าในการจัดตั้ง “มูลนิธิกองทุนนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเอสเอ็มอี ในการพัฒนาหรือประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถศักยภาพในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยทั้งในระดับภูมิภาคจนถึงระดับชาติ ตลอดจนสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรมเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้จะดำเนินการในลักษณะกองทุนจากเอกชนเพื่อช่วยเอกชน โดยการระดมเงินทุนจากการบริจาคของธุรกิจขนาดใหญ่ จำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท และภาครัฐจะมีการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ในระยะ 3 ปีแรก ในอัตราส่วน 50 : 50 ซึ่งจะสนับสนุนเมื่อภาคเอกชนได้สนับสนุนงบประมาณเข้ากองทุนนวัตกรรมแล้ว นอกจากนี้ สำหรับบริษัทที่บริจาคเงินเข้ากองทุน จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้สามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 2 เท่า ระยะเวลา 3 ปี 

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้เห็นชอบต่อนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทุนพัฒนากำลังคนการอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศ โดยนโยบายดังกล่าว จะช่วยให้ทิศทางการจัดการทุนพัฒนากำลังคนอุดมศึกษาของประเทศมีเอกภาพและการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีการกำหนดทิศทางการจัดสรรทุนที่ชัดเจนเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง และความต้องการของประเทศได้อย่างทันเวลา ผ่านการคำนึงถึงการให้ทุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และทักษะความสามารถจากผู้รับทุน

‘ตรีนุช’ สั่งดูแลครู-บุคลากรเสี่ยงติดโควิด ให้ตรวจฟรี-มีที่พัก-จัดส่งถึงมือแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588961

'ตรีนุช'สั่งดูแลครู-บุคลากรเสี่ยงติดโควิด ให้ตรวจฟรี-มีที่พัก-จัดส่งถึงมือแพทย์

‘ตรีนุช’สั่งดูแลครู-บุคลากรเสี่ยงติดโควิด ให้ตรวจฟรี-มีที่พัก-จัดส่งถึงมือแพทย์

วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 11.53 น.

“ตรีนุช” ดูแลครูและบุคลากรสังกัด ศธ. เสี่ยงติดโควิด-19 เตรียมออกมาตรการ “ตรวจฟรี – มีที่พัก – จัดส่งถึงมือแพทย์” พร้อมประกาศให้ WFH ระดับสูงสุด

วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีมาตรการในการดูแลช่วยเหลือครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและติดเชื้อโควิด โดยมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เป็นแกนหลักในการดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. หากต้องการความช่วยเหลือให้แจ้งมาที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.)

“การดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. จะครอบคลุมไปถึงครอบครัวด้วย กระทรวงศึกษาธิการจะจัดหาชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test) ให้กับบุคลากรกลุ่มเสี่ยงเพื่อตรวจหาเชื้อฟรี และในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หน่วยงานต้นสังกัดจะจัดเตรียมสถานที่พักคอยสำหรับดูแลช่วยเหลือบุคลากรที่ติดเชื้อโควิด-19 เช่น หอพักสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่พักของสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) และ ที่พักสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (สสอ.) โดยจะประสานความร่วมมือกับกรมอนามัยและกรมควบคุมโรค เพื่อการดูแลทั้งเรื่องอาหาร ที่พัก และการติดตามอาการจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง ก่อนเตรียมส่งต่อให้สถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยหนักต่อไป และในกรณีติดเชื้อทั้งครอบครัวก็จะได้รับการดูแลทั้งหมด” รมว.ศธ. กล่าว

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ตนยังได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ออกประกาศให้ครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. ทำงานที่บ้าน หรือ WORK FROM HOME (WFH) สูงสุดเต็มจำนวน โดยอนุญาตให้เข้ามาปฏิบัติงานได้ตามที่จำเป็น ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. เป็นต้นไป พร้อมประเมินสถานการณ์ทุก 14 วัน ทั้งนี้ หากเป็นบุคลากรที่เดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ ขอให้งดเดินทางมาสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโควิดระหว่างการเดินทาง

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานเมืองเชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588742

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานเมืองเชียงใหม่

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานเมืองเชียงใหม่

วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สะพานนวรัฐ (ขัวเหล็ก) สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ ข้ามแม่น้ำปิงที่ไหลผ่านเมืองเชียงใหม่

เมืองเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อ พ.ศ.๑๘๓๙ ชื่อที่ปรากฏในตำนานคือ “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา ในช่วง พ.ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗ เชียงใหม่ได้เสียเอกราชให้แก่กษัตริย์พม่าชื่อบุเรงนอง และได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่านานถึงสองร้อยกว่าปี

จนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงช่วยเหลือล้านนาไทยภายใต้การนำของพระยากาวิละ และพระยาจ่าบ้านในการทำสงครามขับไล่พม่าออกไปจากเชียงใหม่ และเมืองเชียงแสนได้สำเร็จ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาพระยากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเมืองประเทศราชของกรุงเทพมหานคร และมีเจ้าเมืองสืบเชื้อสายของพระยากาวิละ เรียกว่า ตระกูลเจ้าเจ็ดตน ปกครองเมืองเชียงใหม่และเมืองต่างๆในล้านนาขณะนั้น คือ ลำพูน ลำปาง พะเยา และเชียงราย เปลี่ยนฐานะเป็นศูนย์กลางของมณฑลพายัพตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาจนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ได้มีการปฏิรูปการปกครอง จึงมีฐานะเป็นจังหวัดจวบจนปัจจุบัน

เชียงใหม่ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่สยามเป็นอันมาก ด้วยการส่งส่วยและสิ่งของเข้ามาถวายหลายอย่าง ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดภายในและต่างประเทศต้องการ คือไม้สักและของป่า เช่น ขี้ผึ้งงาช้าง รวมถึงเครื่องเขิน หัตถกรรมที่ได้รับอิทธิพลตกทอดมาแต่ครั้งตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี เสด็จฯเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๖๙

ชาวเชียงใหม่เรียกตัวเองว่า คนเมือง ประกอบด้วยกลุ่มชนหลายเชื้อชาติทั้งที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม และเข้ามาใหม่ในยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บผ้าใส่เมือง (พ.ศ.๒๓๔๘) ได้แก่ ลัวะ มอญ ยวน พม่า เงี้ยวหรือไทใหญ่ ยอง และเขิน กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในเขตกำแพงเมืองชั้นนอก ส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือและพ่อค้า คือไทเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่ ส่วนกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเขตกำแพงเมืองชั้นใน เป็นไทยยวน นอกจากนี้ยังมีชาวเขา เช่น อาข่า ลีซอ มูเซอปกาเกอะญอ และคะฉิ่น ซึ่งอาศัยอยู่ตามเขตชายแดนที่ราบสูง

อัตลักษณ์ล้านนาในอดีตหลายประการยังคงมีการสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตา และในมโนคติของสังคมทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ ด้านหัตกรรมและงานช่างฝีมือ ได้แก่ เครื่องเขิน เครื่องเงินไม้แกะสลัก น้ำต้น หรือ คนโท ด้านอาหารและการบริโภค ก็จะมีการสอดคล้องกับฤดูกาลที่ค่อนข้างหนาวเย็น มีพืชพักตามธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ รสชาติของอาหารจะมีความเค็ม และเผ็ดเล็กน้อย มีการจัดสำรับลงในพานใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์เรียกว่าโตก บริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก ส่วนในด้านความเชื่อและความศรัทธา ก็จะมี หำยนต์ ตุง และโคมยี่เป็ง ปรากฏให้เห็นอยู่ตามสถานบ้านเรือน และในพิธีกรรมของแต่ละท้องถิ่น

นอกจากนี้ ในด้านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เป็นที่ประจักษ์ และทำรายได้ให้ชุมชนไม่น้อย ด้วยผ้าฝ้ายที่นำไปย้อมสีน้ำเงินหรือสีดำ เรียกว่าม่อฮ่อม ส่วนการละเล่น การแสดง ก็จะมีฟ้อนเล็บ
กับ ซึง สะล้อ ที่ใครได้ชมได้ฟัง ก็จะเพลิดเพลินใจเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในดินแดนของความเนิบช้า สวยศิลป์ เป็นเสน่ห์เฉพาะที่งดงามยิ่ง

ในอดีตแม้จะผ่านคราบรอยของสงครามมายาวนาน แต่บรรพบุรุษของเราก็ได้กอบกู้จนกลับมาใช้ชีวิตอย่างสุขสงบทุกครั้ง ในปัจจุบันสถานการณ์โรคโควิด-19 กำลังระบาดหนักทั่วโลก เสมือนหนึ่งเป็นสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่พวกเราต่างต้องร่วมกันกอบกู้ให้โลกกลับมาสวยงามและใช้ชีวิตอย่างมีอิสระภาพเช่นเดิม ดังนั้นการจะไป เยือนเชียงใหม่ในช่วงนี้ ควรต้องศึกษาข้อมูลประวัติศาสตร์จากการอ่านกันไปก่อน เมื่อวันใดที่สถานการณ์คลี่คลาย เราจะได้ออกท่องเที่ยวให้หนำใจ พร้อมความรู้จากร่องรอยของตำนานที่จะทำให้การเดินทางสนุกมากขึ้น

ม.วลัยลักษณ์ เดินหน้าฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากร เริ่มลอตแรก 950 โดส บริการทั้ง นศ.และประชาชนทั่วไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588749

ม.วลัยลักษณ์ เดินหน้าฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากร  เริ่มลอตแรก 950 โดส บริการทั้ง นศ.และประชาชนทั่วไป

ม.วลัยลักษณ์ เดินหน้าฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากร เริ่มลอตแรก 950 โดส บริการทั้ง นศ.และประชาชนทั่วไป

วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) โดย ศ.พิเศษ ดร.เอนกเหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการ อว.มีนโยบายให้สถาบันอุดมศึกษาจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีน COVID-19 เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ซึ่งม.วลัยลักษณ์ได้ขานรับนโยบาย

ดังกล่าวและได้มีการจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนขึ้น ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ เพื่อควบคุมและป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากร ประชาชนทั่วไป และช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถกลับมาจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติโดยเร็ว

รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ กล่าวต่อไปว่า การฉีดวัคซีนในลอตแรกนี้ทางกระทรวงอว.ได้จัดสรรวัคซีนแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) เพื่อฉีดให้แก่บุคลากรของมวล. 950 คน จำนวน 950 โดส โดยฉีดระหว่างวันที่ 9-11 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมาและในสัปดาห์ต่อไปจะมีวัคซีนเพิ่มเข้ามาอีกลอตหนึ่ง ซึ่งจะครอบคลุมบุคลากรทั้งหมดของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังได้แจ้งความจำนงในส่วนของนักศึกษาไปแล้วอีกประมาณ 9,000 คน ซึ่งคาดว่าจะได้รับการจัดสรรวัคซีนและฉีดวัคซีนให้แก่นักศึกษาได้ในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ต่อไป

“นอกจากได้รับการจัดสรรโควตาจากกระทรวง อว.แล้ว เราก็พยายามที่จะแสวงหาจากหน่วยงานอื่นๆ ด้วย และมีบุคลากรเราหลายคนได้รับโควตามาจากหน่วยงานอื่นไปแล้วบ้างบางส่วน และหลังจากนี้เราจะฉีดให้กับบุคลากรและนักศึกษาให้ครบ เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถที่จะจัดการเรียนการสอน on siteได้อย่างเร็วที่สุด ทั้งนี้ขอให้มั่นใจการฉีดวัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรคหากมีการติดเชื้อขึ้น มาร่วมฉีดวัคซีนกันเถอะครับ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พวกเราและก็สังคมไทยของเรา” รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ กล่าว

สพม.สุโขทัยคัดเลือก รร.ต้นแบบลูกเสือ เป้าหมายฟื้นฟูสร้างพัฒนาเด็กไทยเป็นคนดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588747

สพม.สุโขทัยคัดเลือก รร.ต้นแบบลูกเสือ เป้าหมายฟื้นฟูสร้างพัฒนาเด็กไทยเป็นคนดี

สพม.สุโขทัยคัดเลือก รร.ต้นแบบลูกเสือ เป้าหมายฟื้นฟูสร้างพัฒนาเด็กไทยเป็นคนดี

วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุดเขต สวยสม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย มอบเกียรติบัตรโรงเรียนต้นแบบลูกเสือ ประจำปี 2564 ระดับเขตพื้นที่การศึกษาให้กับโรงเรียนบ้านแก่งวิทยา เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนลูกเสือให้เป็นศูนย์การเรียนรู้และศูนย์การศึกษาดูงาน ในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองดีด้วยการใช้กระบวนการลูกเสือโดยมี นายเกียรติศักดิ์ วจีศิริผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแก่งวิทยาและนายสุรกิจ นองขมวด ครูโรงเรียนบ้านแก่งวิทยา เป็นผู้รับมอบณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย

โรงเรียนบ้านแก่งวิทยา อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) ได้รับคัดเลือกให้เป็น “โรงเรียนต้นแบบลูกเสือ” ประจำปี 2564 ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งการคัดเลือกในครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดำเนินการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และวิธี
การที่กำหนด เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนลูกเสือในทุกระดับ ทุกโรงเรียน กิจกรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของลูกเสือให้เป็นศูนย์การเรียนรู้และเป็นศูนย์ศึกษาดูงานของโรงเรียนต่างๆ ในด้านการจัดกิจกรรมลูกเสือและพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ โดยใช้กระบวนการลูกเสือ เสริมสร้างทักษะชีวิตของผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ยึดมั่นประชาธิปไตย มีคุณธรรม จริยธรรม ความเป็นไทยสร้างสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้า

มอบสมุนไพรป้องกันโควิดให้ นร. มัธยม ทางเลือกเบื้องต้นของ สพม. โคราช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588746

มอบสมุนไพรป้องกันโควิดให้ นร.มัธยม  ทางเลือกเบื้องต้นของ สพม.โคราช

มอบสมุนไพรป้องกันโควิดให้ นร.มัธยม ทางเลือกเบื้องต้นของ สพม.โคราช

วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.มะลิวัน มาเหง่า รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา รับมอบสมุนไพรกระชายขาว จำนวน 100 กระปุก จาก พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช และครอบครัว ให้กับบุคลากรในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา เพื่อใช้เป็นสมุนไพรทางเลือกในการสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสเป็นเบื้องต้น ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา

เชิญชวนลงนามถวายพระพร ‘ในหลวง’ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588813

เชิญชวนลงนามถวายพระพร'ในหลวง' เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

เชิญชวนลงนามถวายพระพร’ในหลวง’ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.36 น.

เชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร”ในหลวง” ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ผ่านออนไลน์

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่  28 กรกฎาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ http://www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 23 – 29 กรกฎาคม 2564