นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรฯมหิดล ร่วมโครงการระดับชาติ ‘Future Thailand’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588525

นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรฯมหิดล  ร่วมโครงการระดับชาติ‘Future Thailand’

นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรฯมหิดล ร่วมโครงการระดับชาติ‘Future Thailand’

วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.จงจิตต์ ฤทธิรงค์ อาจารย์สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหนึ่งในทีมวิจัยในมิติ “โครงสร้างประชากรและสังคม” ในโครงการระดับชาติ “Future Thailand” โดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือสภาพัฒน์) กล่าวถึงการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (ปี 2566-2570) ว่า จำเป็นต้องมีการศึกษาโครงสร้างประชากรและสังคม เพื่อให้สามารถวางแผนการพัฒนาได้อย่างตอบโจทย์และตรงจุด

โดยเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าแนวโน้มโครงสร้างประชากรทั่วโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ มีอัตราการเกิดต่ำลง และมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จึงกลายเป็นโจทย์ให้เกิดการเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งวิกฤติโรคระบาดโควิด-19

“ประเด็นที่มุ่งศึกษาคือโครงสร้างครัวเรือน โดยพบว่าโครงสร้างครัวเรือนไทยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ไม่ได้เป็นเพียงครัวเรือนในอุดมคติ ที่มีพ่อแม่ลูกพร้อมหน้า โดยพ่อแม่เป็นฝ่ายดูแลลูก แต่จะเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม และความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ที่มีทั้งครัวเรือนพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่มีพ่อหรือแม่เพียงคนเดียวคอยดูแลลูก ครัวเรือนข้ามรุ่นที่มีเด็กอยู่กับผู้สูงอายุไปจนถึงครัวเรือนไม่พร้อมหน้า ที่อาจไม่มีทั้งพ่อและแม่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่ออนาคตของเด็กที่จะเติบโตไปเป็นประชากรที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต” ผศ.ดร.จงจิตต์ กล่าว

ผศ.ดร.จงจิตต์ กล่าวต่อไปว่า อนาคตประเทศไทยจะพ้นกับดัก
ทางเศรษฐกิจและสังคมหรือไม่นั้น จะต้องมีการสร้างนวัตกรรมทางสังคม หรือกลไกที่จะมาช่วยให้เศรษฐกิจและสังคมไทยสามารถขับเคลื่อนไปสู่จุดที่ดีขึ้น ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 2 ปี สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete-aged society) และครอบครัวไทยจะตกที่นั่งลำบาก หากไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรมาดูแลและทำให้เกิดการปรับตัว

ซึ่งการเตรียมตัวจะต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ทั้งด้านสุขภาพร่างกาย และสุขภาพทางการเงิน โดยไม่ลืมที่จะ
ส่งเสริมการพัฒนาคุณค่าทางสังคม และสร้างกระบวนการการเรียนรู้อย่างยั่งยืน หรือ Lifelong learning เพื่อพัฒนาศักยภาพของประชากรให้สามารถสร้างรายได้ รวมทั้งให้เกิดการปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้

‘คนโรงงาน’ ในเมืองกัมพูชา ‘ทำอาหาร’ เวลาไม่เอื้อ..คุณภาพชีวิตขาดหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588528

‘คนโรงงาน’ในเมืองกัมพูชา  ‘ทำอาหาร’เวลาไม่เอื้อ..คุณภาพชีวิตขาดหาย

‘คนโรงงาน’ในเมืองกัมพูชา ‘ทำอาหาร’เวลาไม่เอื้อ..คุณภาพชีวิตขาดหาย

วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ หน่วยปฏิบัติการวิจัยความมั่นคงของมนุษย์และความเท่าเทียม (Human Security and Equity-HuSE) สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการบรรยาย (ออนไลน์) เรื่อง “ทักษะการทำอาหารเพื่อความอยู่รอด ในชุมชนแออัดของพื้นที่อุตสาหกรรม กลางกรุงพนมเปญ กัมพูชา” โดยผู้บรรยายคือ ซารี เซง (Sary Seng) นักวิจัยหลัง
ปริญญาเอก ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยฯ และมี ฮานวิเดส ดาววิสาน (Hanvedes Daovisan) นักวิจัยหลังปริญญาเอก ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยฯ อีกท่านหนึ่ง ร่วมด้วย ศยามล เจริญรัตน์ (Sayamol Charoenratana) อาจารย์สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับหน้าที่แปลสรุปจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย

โดยปกติแล้วแรงงานจะมีเวลาทำงานเป็นมาตรฐานคือ 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่หากเป็นแรงงานในประเทศกำลังพัฒนา แรงงานมักนิยมทำงานล่วงเวลา (OT) เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น โดยในกัมพูชานั้นแรงงานจะมีรายได้เฉลี่ย 140-153 เหรียญสหรัฐ หรือราว 4-5 พันบาทต่อเดือน อนึ่ง ในการสำรวจครั้งนี้ เน้นไปที่อุตสาหกรรมสิ่งทอ (Garment & Textile) ที่มีแรงงานส่วนใหญ่เป็น “สาวโรงงาน” หรือแรงงานหญิงที่อายุไม่มาก

ผลสำรวจเรื่องพฤติกรรมการซื้ออาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน เหตุผล 3 อันดับแรกคือ อันดับ 1 ไม่มีเวลาทำอาหารรับประทานเอง ซึ่งสะท้อนชีวิตของแรงงานที่ต้องเคร่งครัดกับเวลาทำงาน ส่วนอันดับ 2 อาหารสำเร็จรูปราคาถูก
และอันดับ 3 ทำอาหารได้ไม่เก่ง ในขณะที่แรงงานกลุ่มที่ทำอาหารรับประทานเอง จะซื้อหาวัตถุดิบจากตลาดสดที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงงาน ซึ่งผักและผลไม้เป็นส่วนประกอบยอดนิยมในอาหารของชาวกัมพูชา และนำไปทำอาหารในห้องเช่าที่ตนอาศัยอยู่ โดยในห้องเช่านั้นใช้พื้นที่ร่วมกันตั้งแต่ทำอาหารจนถึงเป็นที่นอน

ด้านทักษะการทำอาหารของแรงงานที่สามารถทำอาหารรับประทานเองได้ มาจากการถ่ายทอดจากครอบครัว เช่น พ่อแม่ ทั้งนี้ โรงงานหลายแห่งยังมีระบบโรงอาหาร (Canteen) โดยพนักงานต้องหักเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าประกอบอาหารเลี้ยงพนักงานในโรงงาน ซึ่งหากไม่หักอาจมีรายได้ 7-8 พันบาทต่อเดือน แต่เมื่อหักแล้วจะเหลือประมาณ 5 พันบาทต่อเดือน เป็นต้น แต่ละโรงงานอาจไม่เท่ากัน แต่จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20-30 ของรายได้ต่อเดือนของพนักงาน

“20-30% ผมถือว่าเยอะสำหรับสาวโรงงาน เพราะเขามีการรับผิดชอบไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่เขาต้องส่งเงินไปจ่ายคืนธนาคาร ก็คือคืนหนี้ด้วย เขาก็ไปส่งกลับบ้านเพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ของพ่อแม่ของเขาที่หมู่บ้านด้วย แต่ปัญหาหนึ่งที่ผมอยากแชร์ สาวโรงงานในกัมพูชาก็ไม่ต่างจากสาวโรงงานที่เมืองไทย คือจะกลายเป็นแม่ของคนในอนาคต อีก 2-3 ปีหรือ 5 ปีเขาจะแต่งงานมีครอบครัวแล้วจะมีลูก แล้วปัญหาคือถ้าสาวโรงงานไม่มีสารอาหารที่ครบถ้วน จะมีผลต่อลูกหลานของเขาอีกด้วย

การแก้ปัญหาตรงนี้ การให้เงินเดือนหรือให้อาหารสาวโรงงานมันไม่ใช่ Solution (ทางแก้) ที่มีประสิทธิภาพ 100% แล้วสาวโรงงานเขาบอกว่า การให้อาหารมันไม่ถูกต้องกับที่เขาต้องการ แต่การให้เวลาเขา สมมุติว่าช่วงอาหารกลางวัน ถ้าเขามีเวลาเกิน 1 ชั่วโมง อาจเป็นชั่วโมงครึ่งหรือ 2 ชั่วโมง เขาจะมีเวลาไปทำอาหารเอง แล้วเขาอาจจะรักษาสารอาหารที่เขากินได้ ถ้ามองในเชิงรวม ถ้าเขารักษาสารอาหารในร่างกายเขา รักษาสุขภาพเขาได้ดี เวลาเขาเป็นแม่ของคนต่อไปลูกจะมีคุณภาพ อันนี้เป็นเรื่องสังคมที่ส่วนใหญ่รัฐบาลจะมองข้าม” ซารี กล่าว

ซารี กล่าวย้ำว่า ในขณะที่รัฐบาลมองการแก้ปัญหาโดยสนับสนุนการให้อาหารบ้าง ขึ้นค่าจ้างแรงงานบ้าง ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ความรู้ในการทำอาหารนั้นคือประเด็นหลัก เพราะเป็นวิธีที่แรงงานจะรักษาได้รับสารอาหารที่เหมาะสมอย่างเพียงพอได้ ดังนั้นการให้เวลาพนักงานได้มีโอกาสทำอาหารรับประทานเองก็จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานให้ดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกแรงงานหญิง 50 คน พบมี 45 คน ตอบว่าต้องการเวลา และมีเพียง 5-10 คนเท่านั้นที่ยอมรับว่าทำอาหารเองไม่เป็น

เมื่อถามต่อไปถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซารี กล่าวว่า แรงงานในกัมพูชาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ส่วนหนึ่งเดินทางกลับภูมิลำเนา ขณะที่อีกส่วนยังอยู่ในเมืองและทำอาหารรับประทานเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงนั้นก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ในประเทศไทย คือโรงงานหยุดกิจการ สุ่มเสี่ยงกับภาวะการว่างงานทั้งการพักงานชั่วคราวและการถูกเลิกจ้าง ซึ่งบรรดาสาวโรงงานที่อายุไม่มาก อาจผันตัวเองสู่อาชีพคนกลางคืนตามสถานบันเทิงประเภทต่างๆ เช่น บาร์ ไนท์คลับ คาเฟ่ กลายเป็นความเสี่ยงในชีวิตหลายด้านตามมา นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องหนี้สิน เมื่อกิจการปิดก็ไม่มีรายได้ไปจ่ายหนี้

อนึ่ง ยังมีโรงงานบางส่วนในกัมพูชาที่ปิดตัวลงจากปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับโควิด-19 เช่น การแทรกแซงจากสหภาพยุโรป (EU) ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นำไปสู่การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น เช่น เวียดนาม บังกลาเทศ!!!

‘สัตว์นํ้าวัยก่อน’ เลิกจับ-หยุดกิน ทางรอดและความยั่งยืน ‘ทะเลไทย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588526

‘สัตว์นํ้าวัยก่อน’เลิกจับ-หยุดกิน  ทางรอดและความยั่งยืน‘ทะเลไทย’

‘สัตว์นํ้าวัยก่อน’เลิกจับ-หยุดกิน ทางรอดและความยั่งยืน‘ทะเลไทย’

วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน (CSO-Coalition for Ethical and Sustainable Seafood in Thailand) เปิดตัวงานวิจัยล่าสุดเรื่อง “การสำรวจรูปแบบการจัดจำหน่ายสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดในประเทศไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” พร้อมจัดเวทีเสวนา (ออนไลน์) ในหัวข้อ “ปัญหาปลาเด็ก เรื่องไม่เล็กของทะเลไทย” ซึ่งสนับสนุนโดยองค์การอ็อกแฟม (Oxfam) ในประเทศไทย และสหภาพยุโรป (EU) เพื่อย้ำให้เห็นถึงวิกฤติอาหารทะเล หากไม่หยุดขายและบริโภคสัตว์น้ำวัยอ่อน พร้อมเรียกร้องผู้บริโภคส่งสารถึงซูเปอร์มาร์เก็ตให้เลิกขายสัตว์น้ำที่ยังไม่โตเต็มวัย หวั่นทรัพยากรสัตว์น้ำหมดไปจากทะเลไทย

วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เผยว่า ที่ผ่านมามีปัญหาอย่างหนึ่งที่แก้ไม่ตกคือการเอาสัตว์น้ำละอ่อนมาใช้ในการบริโภค โดยพบว่าในการประมงนั้นมีการจับสัตว์น้ำละอ่อนจำนวนมากซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศตลอดจนเศรษฐกิจและผู้บริโภคเอง เนื่องจากเมื่อสัตว์น้ำที่ยังไม่โตเต็มวัยถูกจับไปจนหมดจึงไม่เหลือสัตว์น้ำให้ขยายพันธุ์ในเวลาต่อๆ ไป

“ที่ผ่านมาเมื่อสัตว์น้ำละอ่อนถูกจับมาวางขายมักถูกเปลี่ยนชื่อเรียกเสมอจนผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นปลาสายพันธุ์เล็ก ไม่ใช่ปลาวัยอ่อน เช่น ปลาทูวัยเด็กที่ถูกจับมาขายจะถูกนำไปเปลี่ยนชื่อ เป็นปลาทูแก้วหรือหมึกกล้วยวัยละอ่อนจะถูกเรียกว่าหมึกกะตอย ปลากะตักก็ถูกใส่ชื่อว่าเป็นปลาข้าวสาร หรือปูม้าวัยละอ่อนก็เปลี่ยนชื่อมาเป็นปูกะตอย โดยผู้บริโภคอาจเข้าใจว่าทั้งหมดนี้เป็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ใหม่หรือเป็นชื่อสัตว์น้ำสายพันธุ์เล็ก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่เป็นสัตว์น้ำวัยเด็กที่ยังไม่โตเต็มวัย” วิโชคศักดิ์ กล่าว

นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวต่อไปว่า การที่สัตว์น้ำวัยเด็กหายไปจากน่านน้ำทะเลนั้นส่งปัญหาโดยตรงต่อระบบนิเวศ ซึ่งปลาที่ถูกมนุษย์จับมาวางขายมากที่สุดคือ ปลากะตัก ปลาขนาดเล็กโดยธรรมชาติไม่ว่าจะวัยเด็กหรือวัยโต ทำให้มันเป็นอาหารหลักของปลาทุกชนิดในระบบนิเวศ แต่เมื่อมนุษย์จับปลากะตักมาขายทำให้ห่วงโซ่อาหารตรงนี้ขาดหายไป และทำให้ปลาโตกว่าต้องหันมากินลูกตัวเอง ต่อมาคือตัวปลาอย่างอื่นก็เริ่มลดน้อยถอยลงไป ปลาทูแทบจะหายไปจากทะเลไทย มนุษย์ที่ไปจับปลาจึงจับได้น้อยลงทำให้ต้องจับมากขึ้น

ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบหลักๆ คือชาวประมงพื้นบ้านที่มีรายได้น้อย ส่วนประมงพาณิชย์ก็ต้องออกเรือให้จับมากขึ้น ใช้เวลา อวนและน้ำมันเรือมากขึ้น จนกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั้งระบบ เพราะต้องใช้สัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมากจึงจะมีน้ำหนักครบหนึ่งกิโลกรัม แต่หากรอให้สัตว์น้ำโตเต็มวัยแล้วขายก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปริมาณมากถึงขนาดนั้น อันที่จริงก็รอเพียง 6 เดือน ปลาส่วนใหญ่ก็โตเต็มวัยและทำให้ราคาในตลาดเปลี่ยนเป็นราคาถูกลง โดยหากไม่จัดการเรื่องนี้จะเกิดวิกฤติอย่างรุนแรง คนไทยจะกินปลาที่แพงมากขึ้น หาปลาที่มีคุณภาพมาบริโภคได้ยากมากขึ้น

ขณะที่ จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ชาวประมงพื้นบ้านจ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าว่า สัตว์วัยอ่อนเป็นสัตว์น้ำขนาดเล็ก การใช้เครื่องมือจึงต้องเล็กกว่าตัวปลาซึ่งส่วนมากก็ไม่ได้จับกันได้บ่อยนัก โดยการทำประมงนั้นแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือชาวประมงพื้นบ้านที่จะออกเรือแค่วันละครั้ง จับสัตว์น้ำแบบแยกประเภททำให้การออกเรือแต่ละครั้งต้องนำอุปกรณ์จับสัตว์น้ำเฉพาะชนิดไป ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถจับสัตว์น้ำได้คราวละมากๆ ต่อการออกเรือหนึ่งครั้ง

ซึ่งต่างจากประมงพาณิชย์เป็นประมงขนาดใหญ่ เครื่องมือมีความพร้อมกว่า ถ้าเป็นอวนล้อมจับก็จะมีออกคืนหนึ่ง 3-5 ครั้ง ทำให้จับสัตว์น้ำได้เป็นปริมาณมาก โดยมีช่วงหนึ่งที่ตนจับปลาผิดประเภทโดยใช้อวนตาถี่ สามารถจับลูกปลาได้วันหนึ่งหลายพันกิโลกรัม ทำให้เมื่อปี 2551 เกิดวิกฤติในประเทศคือไม่มีปลาให้จับ ต้องอพยพครอบครัวไปหากินที่ต่างอำเภอ

“สมาคมรักษ์ทะเลไทยได้มาลงพื้นที่ ถอดบทเรียนในการทำประมง ว่าทำไมเมื่อก่อนปลาเยอะแต่ตอนนี้ไม่มีปลาให้จับเลย ก็ได้ข้อสรุปว่าเราจับลูกปลาหมดจนไม่มีปลาขยายพันธุ์เลย เราจึงเลิกใช้อวนปลาขนาด 2.5 เป็นข้อตกลงในชุมชนว่าจะไม่ใช้อวนขนาดเล็กมาจับปลาอีก ทำให้เห็นภาพว่าถ้าเราใช้ลูกปลาทะเล อาชีพเราก็พัง แต่ถ้าเราปล่อยให้เขาโตแล้วค่อยจับ เราก็มีโอกาสรอด” จิรศักดิ์ ระบุ

ด้าน ดวงใจ พวงแก้ว Producer Outreach Manager – SE Asia องค์กรมาตรฐานอาหารทะเลยั่งยืน ASC เสริมว่า สัตว์น้ำแต่ละสายพันธุ์นอกจากจะมีหน้าที่เรื่องห่วงโซ่อาหารของกันและกัน ยังมีหน้าที่รับผิดชอบต่อกันในการสร้างความสมดุลในท้องทะเล หากมนุษย์บริโภคมากไปโดยไม่ให้สัตว์น้ำได้ฟื้นฟู เช่น บริโภคโดยไม่ให้สัตว์น้ำได้มีโอกาสแพร่พันธุ์ หรือรักษาความสมดุลในระบบนิเวศก็อาจจะเกิดปัญหา

“ประมงพื้นบ้านหรือประมงพาณิชย์ เมื่อออกเรือจากเมื่อก่อนออกไปไม่นานก็ได้สัตว์น้ำกลับมาคุ้มค่าแรง แต่เมื่อสัตว์น้ำ
น้อยลง ทำให้เรือประมงวิ่งออกไปไกลมากขึ้นหมดน้ำมันมากขึ้น เสียทรัพยากรแรงงานและเวลา ทั้งยังก่อให้เกิดคาร์บอน ฟุตปรินต์ (Carbon Footprint-การวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมของมนุษย์) มากขึ้น และสิ่งต่างๆ ที่ต้องสูญเสียไปเพื่อชดเชยในการเอาอาหารทะเลกลับมายังฝั่งด้วย” ดวงใจ กล่าว

ปิดท้ายด้วย ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการองค์กรกรีนพีซ (Greenpeace) ประเทศไทย กล่าวว่า หากดูประมงโลกจะพบว่าจีนเป็นมหาอำนาจของประมงทะเล เข้าใจว่ากองเรือประมงออกหาปลามีจำนวนมาก จีนจับปลาร้อยละ 15 ของประมงโลก โดยนิยมจับปลาเป็ดจนส่งผลกระทบวงกว้างต่อระบบนิเวศทางทะเลของจีน ซึ่งร้อยละ 80 เป็นปลาวัยอ่อน ปริมาณของปลาเป็ดเหล่านี้มากกว่าปลาทั้งหมดที่จับได้ในประเทศไทย

ซึ่งที่ผ่านมาก็มีข้อเรียกร้องเช่นกัน เพราะนโยบายการประมงของจีนนั้นท้าทายมาก โดยมีการคุยกันว่าพยายามการลดการทำประมงทะเลให้เหลือ 10 ล้านตันต่อปี จาก12-13 ล้านตัน และลดจำนวนกองเรือประมงลงจะช่วยให้ทะเลฟื้นฟูกลับมาได้ระดับหนึ่ง ส่วนกรีนพีซในตุรกีมีงานรณรงค์เรื่องการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนเมื่อราว 10 ปีก่อน และมีประชาชนราว 5-6 แสนคน ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามจับปลาวัยอ่อน 8 ชนิด ทั้งยังมีการกดดันในหลายๆ ทางจนเกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายประมงในตุรกีตามมา

“ประเด็นนี้ต้องการการเปิดเวทีให้คนเข้ามามีส่วนร่วมเยอะๆ โดยเฉพาะผู้บริโภคซึ่งมีส่วนอย่างมากในการกำหนดชะตากรรมของทะเลไทย อาจต้องใช้แคมเปญ (Campaign-หัวข้อรณรงค์) ดึงดูดใจ ทำอย่างไรจึงจะเชื่อมผู้บริโภคแต่ละคนในเมืองหลวงที่ซื้อของจากโมเดิร์นเทรด (Modern Trade-ห้างค้าปลีก) มองว่าปลาต่างๆ โยงไปถึงชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนที่ดูแลทะเล และแสดงให้เห็นว่าพลังผู้บริโภคในเมืองมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางทะเลไทย” ผอ.กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าว

สสส. สร้าง ‘แนวร่วมใหม่’ สานพลังเครือข่ายเยาวชนอาชีวะลดปัจจัยเสี่ยงในสถานศึกษา-ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588163

สสส. สร้าง ‘แนวร่วมใหม่’ สานพลังเครือข่ายเยาวชนอาชีวะลดปัจจัยเสี่ยงในสถานศึกษา-ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 15.24 น.

“กลุ่มเยาวชน”  ถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศที่ต้องได้รับการพัฒนาไปสู่บุคลากรที่มีคุณภาพในอนาคต ซึ่ง “กลุ่มเยาชนอาชีวศึกษา” เป็นกลุ่มที่มีเอกลักษณ์และมีความสนใจไปในทิศทางเดียวกัน ชอบรรวมกลุ่มและทำกิจกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะ แต่มักจะมีความอ่อนไหวเรื่องปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติด อุบัติหตุจากการขับขี่ยานพาหนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูบบุหรี่ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเยาวชนกลุ่มนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ สร้าง “แนวร่วมใหม่” ให้เกิดการชักชวนเพื่อนเลิกบุหรี่ และสร้างแกนนำเยาวชนจิตอาสาลดปัจจัยเสี่ยงเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกับชุมชน

ปลายปี 2563 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้สนับสนุนให้มีการดำเนินโครงการสานพลังเครือข่ายเยาวชนอาชีวะลดปัจจัยเสี่ยงในสถานศึกษาและชุมชน 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร และพิษณุโลก โดยมีแนวคิดมาจากปัจจัยสามข้อ คือ 1. เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของเยาวชนให้มีความเข้าใจสถานการณ์การสูบบุหรี่และปัจจัยเสี่ยง มีวุฒิภาวะในการแสดงออกเพื่อรณรงค์กิจกรรมลดการสูบบุหรี่และปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มอาชีวศึกษา 2.เพื่อให้สถาบันการศึกษาพัฒนานโยบายและมาตรการลดปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มเยาวชนอย่างยั่งยืน

และ 3. เพื่อให้เกิดการสานพลังเครือข่าย ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมกับชุมชนและภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาในกลุ่มเยาวชนในสถาบันอาชีวศึกษา สามารถเข้าถึงบุหรี่และปัจจัยเสี่ยงได้ง่าย เนื่องจากเป็นวัยที่ใกล้เข้าสู่ผู้ใหญ่ และถูกสภาพแวดล้อมชักจูงและตกเป็นเหยื่อของบุหรี่และปัจจัยเสี่ยงได้โดยง่าย ซึ่งในส่วนของการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในสถาบันอาชีวศึกษานั้น ได้ตั้งเป้าหมายไว้เบื้องต้นว่า จะต้องลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลงให้ได้ประมาณร้อยละ 20 และให้รับรู้ถึงสถานการณ์และความสำคัญของการงดสูบบุหรี่อีกร้อยละ 80

แม้กลไกของจังหวัดนำร่องทั้ง 5 จังหวัด จะแตกต่างกัน แต่จะมี “พี่เลี้ยง” ในระดับจังหวัด ซึ่งมีทั้งข้าราชการ เครือข่ายภาคประชาสังคม ที่มีบทบาทในการเป็นผู้ประสานงานกับสถานศึกษา ทำความเข้าใจกับผู้บริหารและคณาจารย์ในการนำทรัพยากรจากส่วนกลาง ทั้งงบประมาณ ข้อมูล สื่อการรณรงค์ เสริมสร้างให้เป็นกลไกหลักของสถานศึกษาต่าง ๆ ให้มีการกิจกรรมรณรงค์ที่เกิดจากกลุ่มเยาวชนเป็นหลัก สร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นภายในสถานศึกษา ด้วยกระบวนการสร้างแกนนำในระดับเยาวชนจากสถาบันอาชีวศึกษา ให้เกิดระบบแบบเพื่อนช่วยเพื่อน และพร้อมขับเคลื่อนงานลดปัจจัยเสี่ยงในชุมชนด้วย และได้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นทั้ง 5 จังหวัด

นายชาติรัฐ เครือหงส์ ผู้ประสานโครงการฯ กล่าวถึงการขับเคลื่อนงานในสถานศึกษาและชุมชน 5 จังหวัดนำร่อง ว่า พื้นที่แรกคือจังหวัดพิจิตร เริ่มจากวางโครงสร้างในปีแรกโดยการสร้างแกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงในสถาบันอาชีวศึกษา 3 แห่งคือ วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร วิทยาลัยสารพัดช่างพิจิตร และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร เพื่อให้เกิดเครือข่ายในการทำกิจกรรมร่วมกัน พร้อมสร้างกลไกคณะทำงานในวิทยาลัยแต่ละแห่ง ซึ่งจะมีทั้งผู้บริหารและกลุ่มนักศึกษาของวิทยาลัยเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยได้รับการหนุนเสริมจากพี่เลี้ยงและผู้ประสานงานส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง และจะเริ่มจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเปิดภาคเรียน

พื้นที่ต่อมาคือจังหวัดตาก ซึ่งเป็นการต่อยอดการขับเคลื่อนงานเยาวชนอาชีวะลดปัจจัยเสี่ยงที่มีการดำเนินงานในพื้นที่อยู่แล้ว โดยในปีนี้มีการขับเคลื่อนในสถาบันอาชีวศึกษา 3 แห่ง คือ วิทยาลัยเทคนิคตาก วิทยาลัยการอาชีพบ้านตาก และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาวิทยาเขตตาก ได้ยกระดับแกนนำของเยาวชนให้มากขึ้น พัฒนาศักยภาพการออกแบบเครื่องมือกิจกรรมให้มีแกนนำเยาวชนรุ่นที่สอง มีการถ่ายทอดข้อมูลจากรุ่นสู่รุ่นให้มีแกนนำที่ดำเนินกิจกรรมลดปัจจัยเสี่ยงกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะรณรงค์ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายของบุหรี่ กับร้านค้ารอบสถานศึกษา ร้านค้าในชุมชน และสถานที่ราชการในละแวกใกล้เคียง พร้อมกับการสื่อสารผ่านรายการสถานีวิทยุ ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ดำเนินกิจกรรมแกนนำคนรุ่นใหม่ในพื้นที่จังหวัดตาก และพร้อมดำเนินงานร่วมกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ในเรื่องการรณรงค์ลดละเลิกบุหรี่อีกด้วย

ส่วนในจังหวัดพิษณุโลก มีสถาบันอาชีวศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 3 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก วิทยาลัยเทคนิคสองแควพิษณุโลก และวิทยาลัยการอาชีพนครไทย ซึ่งได้พัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเยาวชนให้แข็งแกร่งมากกว่าเดิม ให้กลุ่มเยาวชนในอาชีวศึกษาเป็นแกนนำของจังหวัดที่ช่วยรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำงานร่วมกับชุมชน ให้เกิดขับเคลื่อนงานร่วมกันนอกเหนือจากการดำเนินโครงการในสถานศึกษา มีการทำงานร่วมกันกับกลุ่มภาคีเครือข่ายในระดับอำเภอ สานพลังเครือข่ายชุมชนจากตำบลลดปัจจัยเสี่ยง ในพื้นที่ 4 ตำบลของอำเภอพรหมพิราม คือ ตำบลวังวน ศรีภิรมย์ หนองแขม และหอกลอง ทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้น เช่น โครงการธนาคารลดปัจจัยเสี่ยงตำบลวังวน

ซึ่งในปีนี้จะมีการนำเยาวชนอาชีวะลดปัจจัยเสี่ยง เข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนมาตรการชุมชน ตลอดจนการขยายพื้นที่ชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง และการสร้างคนต้นแบบ พร้อมกับนำเยาวชนเข้าร่วมโครงการการลงพื้นที่ชุมชนอำเภอพรหมพิราม รวมทั้งการชวนพระสงฆ์ลดละเลิกบุหรี่ เนื่องจากทราบข้อมูลในเบื้องต้นว่า พระสงฆ์ทั้งหมด 422 รูป มีพระสงฆ์ที่สูบบุหรี่ จำนวน 83 รูป และมีความประสงฆ์ที่จะเข้าสู่โครงการลดละเลิก จำนวน 35 รูป ซึ่งถือเป็นการต่อยอดโครงการจากกลุ่มเด็กและเยาวชนลงสู่ชุมชนอย่าเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ขณะที่จังหวัดสุโขทัย ซึ่งผู้ประสานงานมีความสนใจด้านดนตรี จึงนำมาเป็นเครื่องมือในการรณรงค์ ใช้ความสนใจของแกนนำเยาวชนเป็นหลัก โดยมีเยาวชนจากวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง และวิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย ใช้ดนตรีเป็นสื่อ เล่นดนตรีเปิดหมวดตามตลาดนัดและถนนคนเดินในจังหวัดสร้างบรรยากาศ เพื่อเป็นการดึงดูดเยาวชนออกจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อหลีกเลี่ยงบรรยากาศในร้านจำหน่ายสุราหรือร้านอาหารที่มีการสูบบุหรี่เป็นจำนวนมาก ให้หันมาเล่นดนตรีในพื้นที่สาธารณะแทน จะช่วยได้มากยิ่งขึ้น พร้อมกับมีรายได้และสร้างความภาคภูมิใจให้กับเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการนี้

ซึ่งเงินที่ได้จากการเล่นดนตรีเปิดหมวกตามงานต่างๆ นั้น ได้นำไปบริจาคและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยติดเตียงที่ได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่ในพื้นที่อำเภอเมือง ศรีสำโรง ศรีสัชนาลัย สวรรคโลก ซึ่งโครงการนี้มีการปลุกจิตสำนึกสร้างความตระหนักทางอ้อมให้กับเยาวชนได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ยังมีการให้แต่งเพลงรณรงค์เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการลดบุหรี่และสุรา ทั้งในกลุ่มเด็กปฐมวัยและเพื่อนวัยเดียวกัน ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงการได้เป็นอย่างดี

ด้านจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้เริ่มการขับเคลื่อนในสถาบัน 2 แห่ง คือ วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ และ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตรดิตถ์ ที่ได้ดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและบุหรี่ในเยาวชน (วิทยาลัยสีขาว) มาอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นนโยบายหลักของวิทยาลัยมาโดยตลอด โดยผู้ประสานงานได้เริ่มการสร้างจุดเชื่อมต่อการรณรงค์ของสถาบันทั้งสองแห่งให้เกิดความต่อเนื่อง โดยนำพาองค์ความรู้ ทรัพยากรด้านสื่อ และงบประมาณ ให้กับวิทยาลัยทั้งสองแห่ง ให้เกิดการดำเนินงานจนเป็นรูปธรรม

ที่ผ่านมามีโครงการให้เยาวชนเข้าสู่การบำบัดและเลิกเสพกัญชาได้ถึง 84 คน ซึ่งเป็นผลจากการต่อยอดโครงการของวิทยาลัย พร้อมกันนี้ ยังจะเชื่อมต่อกับโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาให้ข้ามาเป็นเครือข่าย เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายเยาวชนในอนาคต ที่จะเข้ามาเป็นนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาทั้งสองแห่งด้วยเช่นกัน โดยมีโรงเรียนที่สนใจนำร่องเข้ามาจำนวน 5 แห่งแล้ว

นายชาติรัฐ กล่าวด้วยว่า ผลตอบรับจากโครงการทั้ง 5 จังหวัด คือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาแต่ละแห่ง ให้ความสนใจในประเด็นลดจำนวนผู้สูบบุหรี่มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาโครงการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชน จะเน้นไปที่โรงเรียนมัธยมศึกษาเป็นหลัก ทำให้กลุ่มอาชีวศึกษาเข้าไม่ถึงโครงการที่ช่วยลดผู้สูบบุหรี่ แต่เมื่อมีโครงการเหล่านี้ก็ถือว่ามีส่วนช่วยได้มากขึ้น จากการจัดสรรทรัพยากรจากส่วนกลางที่ลงไปให้ความช่วยเหลือได้มากกว่าเดิม พร้อมระบุว่า สิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดของโครงการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในสถาบันอาชีวศึกษา คือ ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ทำงานร่วมกับพี่เลี้ยงในระดับต่างๆ ได้เป็นอย่างดี พร้อมร่วมกับขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ด้วย

เปลวเทียนให้แสง ‘ม.รามฯ’ ลดค่าหน่วยกิต 40% แก่นักศึกษาผู้สมัครนักศึกษาใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588123

เปลวเทียนให้แสง‘ม.รามฯ’ลดค่าหน่วยกิต 40% แก่นักศึกษาผู้สมัครนักศึกษาใหม่

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 14.16 น.

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ช่วยเหลือนักศึกษาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประกาศลดค่าหน่วยกิต 40% สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติ นักศึกษาPre-degree และผู้สมัครนักศึกษาใหม่ ภาค 1/2564 ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และสาขาวิทยบริการฯต่างประเทศ รวมทั้งลดค่าหน่วยกิต 20%  สำหรับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก และนักศึกษาโครงการพิเศษ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์  ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบกับทุกฝ่ายในหลายด้านรวมทั้งด้านเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหงเห็นควรมีส่วนช่วยเหลือเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองและนักศึกษา จึงลดค่าลงทะเบียนเรียนเป็นรายหน่วยกิตลง 40% ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติ และนักศึกษา Pre-degree รวมทั้งผู้สมัครนักศึกษาใหม่ในภาค 1 ปีการศึกษา 2564 ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และสาขาวิทยบริการฯต่างประเทศ และลดค่าลงทะเบียนเรียนเป็นรายหน่วยกิต 20%  สำหรับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก และนักศึกษาโครงการพิเศษทุกระดับชั้นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งนี้ไม่รวมหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนโดยคณะที่อยู่ในกำกับของมหาวิทยาลัย

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายลงทะเบียนเรียนและจัดสอบ โทร. 0-2310-8616 หรือเพจ Facebook : สวป.ม.รามคำแหง

“มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีความห่วงใยในสถานการณ์ขณะนี้ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนทางด้านการศึกษาแก่ผู้ปกครองและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่จะต่อสู้และก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” อธิการบดี ม.ร. เอยทิ้งท้าย

‘ทีมม้าแก่’ กองทุนอนุรักษ์เอกวารโบราณเมืองน่าน พบคัมภีร์โบราณรอดไฟไหม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588113

‘ทีมม้าแก่’กองทุนอนุรักษ์เอกวารโบราณเมืองน่าน พบคัมภีร์โบราณรอดไฟไหม้

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 14.02 น.

‘ทีมม้าแก่’กองทุนอนุรักษ์เอกวารโบราณเมืองน่าน พบคัมภีร์โบราณรอดไฟไหม้

16 กรกฎาคม 2564 “ทีมม้าแก่” กองทุนอนุรักษ์เอกวารโบราณเมืองน่าน โดยนายสมเจตน์ วิมลเกษม ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมของ อพท./ ครูภูมิปัญญาไทยพร้อมทีมงานคณะกรรมการ หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมจังหวัดน่าน โรงเรียนสตรีศรีน่าน ย้ายฐานจากวัดหนองรัง อ.ภูเพียง ไปยังวัดบุญยืน พระอารามหลวง ของท่านมหาเกรียงไกร อหิงสโก ปธ.9 เจ้าคณะอำเภอเวียงสา ได้เมตตาแก่คณะทำงานเป็นอย่างดียิ่งในภาวะโควิดเยี่ยงนี้

วัดนี้มีความตั้งใจ จะเข้ามาทำการอนุรักษ์ฯตามโครงการฯ ตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็มีอันต้องเลื่อนออกไปด้วยเหตุผลหลายประการ วัดนี้ผมเคยสำรวจเมื่อปี 2537 ครั้งหนึ่งแล้ว ติดใจ ในคัมภีร์หลายเรื่องที่โชคดี คัมภีร์เหล่านี้รอดจากไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2561 มาได้นับเป็นบุญอย่างยิ่ง เพราะวันนี้เราเจอคัมภีร์ที่เก่าแก่ 3 เรื่องคือ

1. บาลีจุลวัคค์ อักษรธัมม์ลาว จ.ศ.920 (พ.ศ.2101) อายุ 463 ปี

2. บาลีมโนรถปุรณีอัตถคาถาอังคุตรนิกาย พบผูก 5 เพียงผูกเดียว เป็นอักษรธัมม์ลาว ไม่ปรากฏ จ.ศ.(อายุน่าจะร่วมสมัยกัน)

3. ฏีกามหาเวสสันตร ชาตก พบเพียง 3 ผูก เป็นอักษรธัมม์ล้านนา เป็นคัมภีร์ของวัดปากงัว (งั่ว) เมืองเชียงแสน จารเมื่อ จ.ศ. 940 (พ.ศ.2121) อายุ 443 ปี

ทั้ง 3 เรื่องทรงคุณค่าทางวรรณกรรมพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่บุเรงนองแห่งพุกามยึดดินแดนล้านนาได้ทั้งหมดรวมทั้งเมืองน่านด้วย และทางพม่าได้แต่งตั้งให้พระยาหน่อเสถียรไชยสงครามไปปกครองเมืองน่าน พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่องเชียงใหม่สูญเสียความเป็นรัฏฐาธิปัตรแล้ว ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาก็เปลี่ยนไปรุ่งเรืองอยู่เชียงแสนแทน ถือเป็นตักศิลาของพระพุทธศาสนาของล้านนา เอกสารเหล่านี้น่าจะเข้ามาในช่วงของเจ้าฟ้าอัทถวรปัญโญ ปกครองเมืองน่าน หลังจากยึดเมืองเชียงแสนได้สำเร็จ (ตรงกับสมัย ร.1 ) เพราะวัดบุญยืนเป็นวัดที่พระองค์โปรดให้สร้างขึ้นสมัยพระองค์ครองเมืองน่านในระยะแรกก่อนจะย้ายไปอยู่ในเวียงน่านปัจจุบัน เมื่ออพยพชาวเชียงแสนส่วนหนึ่งมาอยู่เมืองน่าน วัดนี้น่าจะเป็นที่พำนัก หรือจำวัดของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มาจากเชียงแสนครั้งนั้นก็เป็นไปได้ ขอบคุณสมบัติของชาติที่ยังคงอยู่เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงต่อไป สำหรับผู้ศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์เชียงแสน

นายสมเจตน์ วิมลเกษม ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมของ อพท./ ครูภูมิปัญญาไทย กล่าวว่า สำหรับตนที่เป็นครู นี่คือกระบวนการเรียนการสอนที่งดงาม อันเกิดจากการมีส่วนร่วม ปีนี้กองทุนกับผู้สนใจใฝ่รู้ก็จักมีใบลานเพื่อใช้จารจารึกคำสอนของพระศาสดาให้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป และแรงใจจากกัลยาณมิตรทุกสารทิศที่ให้มาสิ่งยากก็ง่าย ทีมเราคำว่าอุปสรรคและปัญหาไม่มี เพราะความร่วมมือย่อมได้จากชุมชนเสมอหากเราเอาใจแลกใจกัน สำหรับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มีศรัทธาอยากมีส่วนร่วมบริจาคได้ที่ บัญชีเลขที่ 695-0-26579-4  ธนาคารกรุงไทย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเต็มได้ที่ นายสมเจตน์ วิมลเกษม เบอร์โทรศัพท์ 0892663770 หรือ 0612984747

‘คุรุสภา’ เดินหน้าจัดสอบตั๋วครู ครั้งที่ 2 ยกเลิกสอบวิชาเอก คาดเลื่อนเป็น พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588037

‘คุรุสภา’เดินหน้าจัดสอบตั๋วครู ครั้งที่ 2 ยกเลิกสอบวิชาเอก คาดเลื่อนเป็น พ.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 10.00 น.

“คุรุสภา”เดินหน้าจัดสอบตั๋วครู ครั้งที่ 2 ยกเลิกสอบวิชาเอก แต่ยังคง 4 วิชาชีพครูและประเมินสมรรถนะด้านปฏิบัติงาน คาดเลื่อนสอบเป็นเดือน พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ข้อสรุปการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ครั้งที่ 2/2564 แล้ว โดยดำเนินการตามมติคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 5/2564 ที่เห็นชอบแนวทางการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยยกเลิกการสอบ “วิชาเอก” และให้ดำเนินการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ ตั้งแต่การสอบครั้งที่ 2 เป็นต้นไป พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประสานกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ในการสร้างข้อสอบตามที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องกำหนดวันสอบครั้งที่ 2 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จะหารือกับ สทศ. ก่อนเสนอต่อประธานกรรมการคุรุสภาพิจารณา ซึ่งคาดว่าอาจจะต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือนพฤศจิกายน 2564 จากเดิมกำหนดที่จะสอบในเดือนตุลาคม นี้

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ ครั้งที่ 2 จะยังคงองค์ประกอบของการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูตามมาตรฐานวิชาชีพครู ที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนดไว้ โดยให้ทดสอบ  2 ส่วน คือ ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ จำนวน 4 วิชา ได้แก่ วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร , การใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร, การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา, และวิชาชีพครู และการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตนใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้ , ด้านความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน และด้านการปฏิบัติหน้าที่ครูและจรรยาบรรณของวิชาชีพ

ดร.ดิศกุล กล่าวด้วยว่า ส่วนประเด็นที่ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เห็นว่าการสอบวิชาเอก มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจสอบคุณภาพครูว่ามีความรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอนมากน้อยเพียงใดนั้น ขอชี้แจงว่าคณะกรรมการคุรุสภา เห็นความสำคัญของการทดสอบวิชาเอกและมีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ไว้ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาไปดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 คณะ เพื่อปรับปรุงพัฒนาหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูระบบใหม่ ที่ระบุสาขาวิชาเฉพาะ หรือ ระบุความเฉพาะทางของผู้มีใบอนุญาตฯ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการใช้ครูที่ตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาเฉพาะ หรือ ความเฉพาะทางที่ระบุในใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูต่อไป

“การพัฒนาระบบการออกใบอนุญาตฯจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายผลิตครู หน่วยงานผู้ใช้ครู ที่ต้องร่วมกันสร้างคุณภาพครูรุ่นใหม่ที่สอดคล้องสัมพันธ์กันทุกฝ่าย และเชื่อมโยงกับระบบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ที่แสดงถึงความรู้ ความสามารถทางวิชาชีพครู และองค์ความรู้ในสาขาวิชาเอกหรือสาขาวิชาเฉพาะของผู้ได้รับใบอนุญาตฯ ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดขอบเขตการใช้ครูที่ตรง หรือ สัมพันธ์กับสาขาวิชาเอก หรือ สาขาวิชาเฉพาะของผู้มีใบอนุญาตฯมากขึ้น และจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยในภาพรวม” ดร.ดิศกุล กล่าว

ต่อข้อถามการยกเลิกเกณฑ์การทดสอบวิชาเอก เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ดร.ดิศกุล กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การยกเลิกการสอบวิชาเอกเป็นเรื่องของหลักกฎหมายที่ใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภาในการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพครู โดยไม่ได้ละเลยหลักการทางวิชาการและหลักการของวิชาชีพครู ทั้งนี้ นอกจากการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยคุรุสภาแล้ว การคัดกรองผู้ประกอบวิชาชีพครู ยังมีกระบวนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยของหน่วยงานผู้ใช้ครูสังกัดต่างๆ เพื่อคัดเลือกผู้มีความรอบรู้และลุ่มลึกในเนื้อหาวิชาที่สอนเข้าเป็นครู ซึ่งทำให้ได้คนที่มีคุณภาพตามที่หน่วยงานต้องการ

มรภ.บ้านสมเด็จฯ ส่งกำลังใจสู้ภัยโควิด-19 ‘ลด-คืนค่าเทอม’ แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587951

มรภ.บ้านสมเด็จฯ ส่งกำลังใจสู้ภัยโควิด-19 ‘ลด-คืนค่าเทอม’ แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.19 น.

15 กรกฎาคม 2564  ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เผยถึงมาตรการช่วยเหลือนักศึกษา ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 แพร่ระบาดระลอกใหม่ว่า  ทางมหาวิทยาลัยได้พิจารณามาตรการเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกชั้นปีเพิ่มเติม  โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท เพื่อลดและคืนค่าธรรมเนียมการศึกษา  (จากค่าบำรุงมหาวิทยาลัย บำรุงคณะ สาขา และอื่นๆ) เกือบร้อยละ 30 ให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกชั้นปี ที่ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนที่ 1/2564 ประมาณคนละ 2,500 – 5,000 บาท

สำหรับการลดและคืนค่าธรรมเนียมการศึกษา ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ทุกชั้นปีที่ลงทะเบียนภาคเรียนที่ 1/2564 โดยมีขั้นตอนและวิธีการ  ดังนี้  1. รหัสนักศึกษาตั้งแต่ 63 ลงไป การลงทะเบียนเรียนจะสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 และเปิดให้ชำระเงินค่าบำรุงการศึกษา (ผ่านธนาคารและตัวแทนรับชำระ) ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม – 6 กันยายน 2564 ซึ่งจะเป็นยอดที่มีส่วนลดแล้ว

2. นักศึกษาใหม่รหัส 64  เนื่องจากนักศึกษาได้ชำระเงินค่ารายงานตัวในภาคเรียนที่ 1/2564 ก่อนประกาศส่วนลดนั้น ขอให้นักศึกษากลุ่มดังกล่าว ลงทะเบียนขอรับเงินส่วนลดคืนได้ที่เว็บไซต์ : http://refund.bsru.ac.th  ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2564  โดยใช้เลขบัญชี ธนาคารกรุงไทย หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ของตนเองอย่างใดอย่างหนึ่ง

***หมายเหตุ : หากมีการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ มหาวิทยาลัยจะประกาศลดเพิ่มเติมและแจ้งให้ทราบต่อไป

มท.แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ร่วมถวายพระพรผ่านทางออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587914

มท.แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ร่วมถวายพระพรผ่านทางออนไลน์

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.41 น.

‘มท.’ แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ร่วมถวายพระพรผ่านทางออนไลน์ตลอดเดือนก.ค.

15ก.ค.2564 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งว่า วันพุธที่ 28 ก.ค. 2564 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเชิญชวนหน่วยงานร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้แจ้งให้จังหวัดทุกจังหวัด จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค. 2564 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ ได้แก่ การจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเครื่องราชสักการะบริเวณอาคารสำนักงาน ประดับธงชาติคู่กับธงอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. พร้อมประดับผ้าระบายสีเหลืองร่วมกับผ้าระบายสีขาว บริเวณรั้วอาคารสำนักงาน ระหว่างวันที่ 1-31 กรกฎาคม 2564 รวมทั้งประดับไฟบริเวณอาคารสำนักงานให้สวยงามในระยะเวลาตามความเหมาะสม โดยเป็นไปด้วยความเรียบง่าย และสมพระเกียรติ พร้อมแจ้งส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดดำเนินการ และเชิญชวนบริษัท ห้างร้าน ประชาชนในจังหวัด ร่วมดำเนินการดังกล่าว 

นายฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ได้แจ้งให้จังหวัดจัดทำคำถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564 และสมุดลงนามถวายพระพรชัยมงคลอิเล็กทรอนิกส์บนหน้าหลักของเว็บไซต์จังหวัด รวมทั้งเชิญชวนผู้บริหาร บุคลากร และประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์จังหวัด ระหว่างวันที่ 15 – 31 ก.ค.นี้ หรือทางเว็บไซต์ http://forking.moi.go.th เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน

‘สำนักพุทธฯอ่างทอง’ สั่งเบรก พระดัดแปลงรถเข็น ชี้ไม่เหมาะสม! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587731

‘สำนักพุทธฯอ่างทอง’สั่งเบรก พระดัดแปลงรถเข็น ชี้ไม่เหมาะสม!

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 10.14 น.

จากกรณี พระสงฆ์ใช้รถเข็นของติดอุปกรณ์ สกู๊ดเตอร์ไฟฟ้าในบิณฑบาต จนทำให้โลกโซเชียลฮือฮา โดยให้เหตุผลว่า ช่วยเบาแรงในการเดิน และข้าวของที่ชาวบ้านนำมาทำบุญก็มีจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ก็เห็นด้วยและยอมรับเข้าใจได้ 

++ สาธุไอเดีย! พระสงฆ์ติดสกู๊ดเตอร์ไฟฟ้ารถเข็น เบาแรง-ไม่เดินเหนื่อยระยะทางไกล

ล่าสุด สำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดอ่างทอง นายศักดิ์ดนัย วรเดช ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า จากกรณีที่พระสงฆ์ วัดจันทร์นิรมิตร ตำบลศาลาแดง อำเภอเมือง ได้ทำการดัดแปลงรถเข็นของทำบุญตักบาตร นำมาดัดแปลงติดตั้งอุปกรณ์สกู๊ดเตอร์ไฟฟ้า เพื่อใช้ในออกบิณฑบาต มีทั้งการเดินเข็นไปตามทางและขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

ทางเจ้าคณะปกครอง เจ้าคณะตำบล ได้เข้าไปทำการตรวจสอบ กับทางเจ้าอาวาส พร้อมให้พระสงฆ์รูปดังกล่าวนั้นหยุดใช้รถเข็นของ ที่นำมาดัดแปลงติดตั้งอุปกรณ์สกู๊ดเตอร์ไฟฟ้า ให้งดใช้ในออกบิณฑบาต เนื่องจากดูแล้วเป็นอาการไม่สำรวม ไม่เหมาะสมกับพระสงฆ์ ซึ่งพระสงฆ์ต้องสงบเสงี่ยมในการออกเดินบิณฑบาต เพื่อให้คนกราบไหว้บูชา และอยากให้ทางสำนักพุทธและทางพระปกครอง ได้เข้าไปตรวจพระจำนวนมาก ที่เดินทางมายืนปักหลักรับบาตรชาวบ้านในบริเวณตลาดสดเทศบาล 2 ตั้งแต่เช้า จนกระทั่งสายก่อนเดินทางกลับวัด โดยที่เดินเปลี่ยนที่ไปมาไม่เคลื่อนที่ไปไหนไกลว่าเป็นการทำที่เหมาะสมหรือไม่  ( ขอบคุณช่อง 3 )