ม.ราชภัฏสุราษฎร์ เดินหน้าส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชน ต่อยอดแปรรูปต้มโคล้งปลาเม็ง-แกงส้มกบพร้อมทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587573

ม.ราชภัฏสุราษฎร์ เดินหน้าส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชน ต่อยอดแปรรูปต้มโคล้งปลาเม็ง-แกงส้มกบพร้อมทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทนอธิการบดี มรส. เปิดเผยว่า บ้านห้วยทรายตำบลทรัพย์ทวี อำเภอบ้านนาเดิมจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ดำเนินงานโครงการตามพระราโชบาย ด้านการพัฒนาท้องถิ่น แผนงานแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนในเขตชนบท ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 พบว่า พื้นที่มีศักยภาพในการผลิตปลาเม็ง ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดตามลำน้ำตาปีที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุราษฎร์ธานีและการเลี้ยงกบโดยการรวมกลุ่มของเกษตรกร โดยประชาชนในพื้นที่มีความต้องการยกระดับให้เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายนอกพื้นที่แต่ขาดองค์ความรู้ในการดำเนินการพัฒนาและยกระดับ ปลาเม็งเป็นต้มโคล้งปลาเม็งแบบสำเร็จรูปพร้อมปรุงและรับประทาน ส่วนกบยกระดับเป็นแกงส้มกบแบบกระป๋องพร้อมรับประทาน โดยนำองค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยถ่ายทอดสู่ชุมชน ตามวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ซึ่งตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ด้านเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน และให้ประชาชนนำไปต่อยอดในภาคการผลิตเพื่อการจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ด้านนายกิตติศักดิ์ นาคกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านห้วยทรายตำบลทรัพย์ทวี อำเภอบ้านนาเดิมจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ประชาชนในชุมชนต้องการจัดตั้งกลุ่มเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น จึงได้มีแนวคิดขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อเติมเต็มการดำเนินงานให้เกิดเป็นกระบวนการที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้านการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหา ตลอดร่วมเปลี่ยนวิธีคิดแก่ชุมชนในการสร้างนวัตกรรมใหม่ โดยยึดจากวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น ซึ่งมีปลาเม็งและกบที่ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมด้านเกษตรจนสามารถนำมาแปรรูปไปสู่ผลิตภัณฑ์ และชุมชนมีแผนปฏิบัติการจดแจ้งมาตรฐาน GMP/GHP การคำนวณต้นทุนการผลิต และยกระดับให้เป็นอีกหนึ่งเมนูของชาวห้วยทรายที่ขึ้นชื่อหวังต่อยอดสู่การจัดจำหน่ายตลาดออนไลน์ต่อไป

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จัดสัมมนา AI Chatbot ออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587569

จุฬาฯ ช่วยนิสิตที่เดือดร้อนจากโควิด-19 ระลอกใหม่ ลดค่าเล่าเรียน ให้ทุน และสนับสนุนค่าใช้จ่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587575

จุฬาฯ ช่วยนิสิตที่เดือดร้อนจากโควิด-19 ระลอกใหม่ ลดค่าเล่าเรียน ให้ทุน และสนับสนุนค่าใช้จ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิต จุฬาฯ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบันที่มีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อนิสิตและครอบครัว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความห่วงใยนิสิตในสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้นำนโยบาย “10 พลัส พลัส” ให้ความช่วยเหลือนิสิตที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด-19 นำมาใช้อีกครั้งในภาคการศึกษาต้นปีการศึกษา 2564 เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้นิสิตและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ โดยปรับลดค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาร้อยละ 10 ให้นิสิตทุกคณะ ทุกหลักสูตร ทุกชั้นปี พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายและทุนการศึกษา พร้อมมาตรการความช่วยเหลือด้านต่างๆ ที่ครอบคลุม

การให้ความช่วยเหลือนิสิตตามนโยบาย “10 พลัส พลัส” ปีการศึกษา 2564 แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ ลดค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาร้อยละ 10 ให้ทุนสนับสนุน ทุนนิสิตช่วยงานเพื่อสนับสนุนนิสิตให้มีงานทำ ทุนสงเคราะห์สวัสดิภาพนิสิต หรือทุน COVID-19 เริ่มต้นให้การช่วยเหลือนิสิตรายละ 5,000-10,000 บาท หอพัก เปิดให้ขอทุนยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมหอพัก ซิมอินเตอร์เนตฟรี ให้บริการนิสิตยืม Labtop หรือ Tablet กลับไปใช้ที่บ้านได้ ทำประกัน COVID-19

นิสิตจุฬาฯ สามารถแจ้งความประสงค์ในการขอรับความช่วยเหลือเข้ามาได้ที่ฝ่ายกิจการนิสิตของแต่คณะ หรือผ่านระบบ CU NEX รวมถึงแจ้งผ่านเว็บไซต์
ของสำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาฯwww.sa.chula.ac.th

‘สมศ.’ เดินหน้าประเมินฯ สถาบันอุดมศึกษา สถาบันฯ ต้องดำเนินการเร่งด่วน แจ้งภายใน ก.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587576

‘สมศ.’ เดินหน้าประเมินฯ สถาบันอุดมศึกษา สถาบันฯ ต้องดำเนินการเร่งด่วน แจ้งภายในก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) มีมติประกาศกำหนดให้ สมศ. เป็นหน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอกระดับอุดมศึกษา และได้มีมติเห็นชอบกรอบแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกระดับอุดมศึกษาเรียบร้อยแล้ว โดยให้ สมศ. ใช้แนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกที่มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการอุดมศึกษา พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นการประเมินเพื่อยืนยันผลการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ ว่าเป็นไปตามมาตรฐานการอุดมศึกษาหรือไม่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2564 สมศ. จะสามารถประเมินคุณภาพฯนำร่องได้จำนวน 15 แห่ง โดยมีรูปแบบการประเมินไว้ 2 ขั้นตอนประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ประเมินจากการวิเคราะห์รายงานการประเมินตนเอง (Pre-analysis) และขั้นตอนที่ 2 เป็นการประเมินแบบออนไลน์ ร่วมกับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม (Site-visit) โดยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สมศ. จะดำเนินการโดยพิจารณาตามบริบทและตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นสำคัญ

การประเมินคุณภาพภายนอกในระดับอุดมศึกษา จะเป็นการประเมินตามความสมัครใจของสถาบันอุดมศึกษา สำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการให้สมศ. เข้าไปประเมินคุณภาพภายนอกสามารถส่งรายงานการประเมินตนเอง (SAR) และตารางข้อมูลเบื้องต้น (CDS) ย้อนหลัง 3 ปี มายัง สมศ. ได้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564 เพื่อที่ สมศ. จะได้เตรียมการประเมินในรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ต่อไป กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขอรับการประเมินจาก สมศ. ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ขอให้แจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษร มายัง สมศ. ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 เพื่อที่ สมศ. จะได้รีบดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สถาบันอุดมศึกษาที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) โทรศัพท์
02-2163955 ต่อ 280-284 หรืออีเมล HEIS@onesqa.or.th

โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ แต่งตั้ง ครูใหญ่คนใหม่ ประสบการณ์เป็นผู้ตรวจการ บริหารโรงเรียนนานาชาติ 25 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587570

โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ แต่งตั้ง ครูใหญ่คนใหม่ ประสบการณ์เป็นผู้ตรวจการ บริหารโรงเรียนนานาชาติ 25 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติเบซิสกรุงเทพฯ (BASIS InternationalSchool Bangkok – BISB) แต่งตั้งมิสเตอร์อลัน วิลคินสัน เป็นครูใหญ่คนใหม่ มิสเตอร์อลัน ก่อนหน้ามารับช่วงบริหารงานที่กรุงเทพฯได้บริหารงานที่โรงเรียนนานาชาติเบซิส หางโจว ประเทศจีน มาแล้วเป็นเวลา 3 ปี มีประสบการณ์การเป็นผู้นำด้านการศึกษานานาชาติมาแล้วกว่า 25 ปี ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และจีนและนอกจากจะเป็นครูใหญ่เเละผู้บริหารโรงเรียนแล้ว ยังมีประสบการณ์เป็นผู้ตรวจการโรงเรียนนานาชาติของสภาโรงเรียนนานาชาติ (CIS)  จบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์ และปริญญาตรีสาขาวิชาประวัติศาสตร์และการศึกษา และปริญญาโทด้านการบริหารศึกษาจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส (Liverpool John Moores University)

สพฐ.เตรียมพัฒนาครูมีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล พร้อมปรับวิธีการเรียนการสอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587684

สพฐ.เตรียมพัฒนาครูมีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล พร้อมปรับวิธีการเรียนการสอน

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 19.41 น.

สพฐ.เตรียมพัฒนาครูมีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล ปรับวิธีการเรียนการสอนรับผิดชอบผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เกิดกับผู้เรียน

วันที่ 14 กรกฎาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ครั้งที่ 13/2564 ผ่านระบบห้องประชุมออนไลน์ ZOOM ว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อสามารถเตรียมการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้แก่นักเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งติดตามการขับเคลื่อนนวัตกรรม Active Learning ในสถานศึกษา รวมถึงการดำเนินงานโรงเรียนคุณภาพ การพัฒนาเด็กปฐมวัย ความคืบหน้าในการดำเนินงานพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) และการพัฒนาบุคลากร ในภาพรวมของปี 2564 จนถึงแผนพัฒนาบุคลากรในปี 2565 ที่จะถึงนี้

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ มีการจำแนกกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือนสามัญ บุคลากรทางการศึกษา 38ค(2) ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ จำนวน 42,276 คน และกลุ่มที่ 2 ประกอบด้วย ครูผู้สอน ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา จำนวน 393,512 คน โดยกลุ่มที่ 1 มีแนวทางการพัฒนาตามหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรภาครัฐของสำนักงาน ก.พ. ในทักษะเชิงยุทธศาสตร์ ทักษะด้านภาวะผู้นำ และทักษะตามสายงาน  ส่วนกลุ่มที่ 2 มีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับนโยบายของ รมว.ศธ. (นางสาวตรีนุช เทียนทอง) ในด้านการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของครูให้มีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล เพื่อให้ครูได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะทั้งด้านในการจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาและดิจิทัล สามารถปรับวิธีการเรียนการสอน และการใช้สื่อที่ทันสมัย มีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เกิดกับผู้เรียน

“ในขณะนี้ที่เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ส่วนสำคัญที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จคือโรงเรียนที่มีคุณภาพ ทั้งโรงเรียนคุณภาพของชุมชน โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง หรือโรงเรียนสะแตนด์อะโลน เราต้องการให้โรงเรียนเหล่านี้มีคุณภาพ แต่คนที่จะทำให้โรงเรียนเหล่านี้เกิดคุณภาพได้ก็คือบุคลากร ซึ่งบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราต้องมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้เขาเปลี่ยนแปลงความคิดและเกิดวิธีการทำงานใหม่อย่างที่เราคาดหวัง และต้องพัฒนากี่ปีจึงจะครอบคลุมเป้าหมายที่เราตั้งเป้าไว้ ด้วยแนวทางที่ต้องการพัฒนาครูในด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านเจตคติที่มีต่องานในหน้าที่ เราก็ต้องมาดูหลักสูตรการพัฒนาว่าตอบโจทย์ที่จะทำให้โรงเรียนมีคุณภาพหรือไม่  หรือหากจะพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ต้องดูว่าจะพัฒนาให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร และต้องเสริมอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้เขามีอาวุธในการขับเคลื่อนภารกิจงาน เพื่อให้สามารถต่อยอดและเป็นประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศชาติได้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

มรภ.บ้านสมเด็จฯ ตั้งศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 ลดปัญหาเตียงไม่พอ พร้อมเปิดใช้งานพรุ่งนี้วันแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587640

มรภ.บ้านสมเด็จฯ ตั้งศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 ลดปัญหาเตียงไม่พอ พร้อมเปิดใช้งานพรุ่งนี้วันแรก

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 17.45 น.

14 กรกฎาคม 2564  ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา  (มบส.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเตรียมการจัดตั้งศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 ของ กทม. ณ โรงยิมเนเซียม ชั้น 1 อาคาร 27 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยมี นายทรงศร กัลยา ณ สุนทร ผู้อำนวยการเขตธนบุรี นายจิรเสกข์ วัฒนมงคล ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าราชการ และ  นางสาวทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดี มบส. กล่าวว่า  “รู้สึกดีใจและอิ่มเอมใจมาก ที่พวกเราชาวบ้านสมเด็จฯ ได้ร่วมกันเปลี่ยนโรงยิมมาเป็นศูนย์พักคอย เปลี่ยนสถานศึกษาให้เป็นสถานที่ช่วยชีวิตพี่น้องประชาชนชาวไทยที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 นี่คือหนึ่งในภารกิจของมหาวิทยาลัย ที่จะพร้อมเสมอเพื่อรับใช้ชุมชน”

ด้าน นายทรงศร กัลยา ณ สุนทร ผอ.สนง.เขตธนบุรี กล่าวขอบคุณในความร่วมมือของมหาวิทยาลัยฯ ในครั้งนี้ พร้อมแจ้งถึงวัตถุประสงค์ของการตั้งศูนย์เพื่อรองรับและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิดแต่ยังไม่แสดงอาการ และมีความจำเป็นต้องแยกกักตัวออกจากครอบครัว ได้มีสถานที่พักคอยรอเตียงโรงพยาบาล อย่างน้อย 2 – 3 วัน ซึ่งจากข้อมูลขณะนี้พบว่ามีผู้เดือดร้อนในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน

“การดำเนินงานครั้งนี้อยู่ภายใต้การกำกับของทีมแพทย์ สาธารณสุข 26 สำนักอนามัย และโรงพยาบาลเลิดสิน กรุงเทพมหานคร ที่แต่ละวันจะจัดส่งบุคลากรทางการแพทย์มาดูแลการเป็นอยู่ของผู้ป่วยในจุดพักคอย และดูแลป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค การรักษาสุขอนามัย และการบริการด้านสาธารณูปโภคตามหลักการแพทย์โดยเคร่งครัด โดยกำหนดเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป”  ผอ.สนง.เขตธนบุรี ระบุ

ในส่วนของบุคลากรของมหาวิทยาลัยฯ นั้น รศ.สายัณ พุทธลา รองอธิการบดีฯ มบส. กล่าวว่า  ขณะนี้ส่วนใหญ่ปฏิบัติงานภายใต้ประกาศ work from home แต่อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นก็สามารถเข้ามาทำงานในอาคาร 27 และอาคารที่ใกล้เคียงได้ตามปกติ เนื่องจากจุดที่ใช้เป็นศูนย์พักคอยนั้น ได้มีการปิดกั้นแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนและมิดชิด จึงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสบายใจ เชื่อมั่นในความปลอดภัย และเชื่อว่าชาวมหาวิทยาลัยฯ ทุกคนมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องชาวไทยของเรา

จาก ‘อุบัติเหตุถนน’ ถึง ‘คุมโควิด’ บทพิสูจน์พื้นที่ ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587301

จาก‘อุบัติเหตุถนน’ถึง‘คุมโควิด’ บทพิสูจน์พื้นที่‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox)” เป็นโครงการนำร่อง “เปิดประเทศ” รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังไทยใช้มาตรการปิดประเทศมานานกว่า 1 ปี เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2564 เป็นต้นมา ซึ่งหากได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ก็จะนำไปสู่การเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ต่อไป (อาทิ การเปิดเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 15 ก.ค. 2564) บนความคาดหวังว่าจะสามารถเปิดประเทศเต็มรูปแบบได้ใน 120 วัน ฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่เคยทำรายได้ถึงร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ประเทศก่อนเกิดวิกฤติโรคระบาด

เมื่อเร็วๆ นี้ แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ“โควิด-19 VS Road Safety ภัยในโลกคู่ขนานบนเกาะภูเก็ต” ชวนบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต มาบอกเล่าสถานการณ์ของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ รวมถึงเรื่องของการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน อีกปัญหาที่อยู่คู่กับภูเก็ตมานาน แต่ก็มีความพยายามและความร่วมมือของภาคเครือข่ายในพื้นที่เพื่อแก้ไข

พญ.เหมือนแพร บุญล้อม รองแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต เล่าถึงบรรยากาศบนเกาะภูเก็ต นับตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ว่า นับตั้งแต่วันที่ 1-10 ก.ค. 2564 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนแล้ว 3,287 คนหลักๆ จะมาจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล ส่วนการฉีดวัคซีนนั้น คนในพื้นที่ร้อยละ 89 ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อยเข็มแรก และร้อยละ 71 ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

โดยระบบสาธารณสุขบนเกาะภูเก็ต คาดการณ์ไว้แล้วว่าอย่างไรก็ต้องมีนักท่องเที่ยวติดเชื้อโควิด-19 เข้ามาบ้าง จึงเตรียมระบบรักษาและกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงไว้ เว้นแต่หากมีกรณีนักท่องเที่ยวติดเชื้อรายใหม่มากกว่า90 คนต่อสัปดาห์ หรือเกิดคลัสเตอร์ใหม่เกิน 3 คลัสเตอร์ หรือเกิดการระบาดจนไม่สามารถสืบสวนหาที่มาที่ไปได้ จึงจะชะลอหรือทบทวนโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

ทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนล่าสุดก่อนเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ภูเก็ตมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยไม่เกิน 10 คนต่อวันจึงเป็นพื้นที่ที่กิจกรรมต่างๆ ดำเนินไปแทบจะใกล้เคียงสถานการณ์ปกติ เช่น รวมกลุ่มได้ถึง 200 คน สามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ เป็นต้น อนึ่ง สำหรับท่าทีของคนในพื้นที่ พบว่าสนับสนุนมาตรการคัดกรองที่เข้มงวด เพื่อให้โครงการดำเนินไปได้ไม่สะดุด สร้างความประทับใจออกสู่สายตาชาวโลกเพื่อรอรับเดือนตุลาคม ซึ่งจะเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยว หรือไฮซีซั่นส์ (Hi Seasons)

“คนในพื้นที่ก็กังวล หมายถึงว่าไม่อยากให้มีโรคระบาดในพื้นที่ แต่ความกังวลตรงนี้นับตั้งแต่เราเปิดแซนด์บ็อกซ์มาอาทิตย์หนึ่ง เรื่องนักท่องเที่ยวที่เข้ามาค่อนข้างรัดกุมมาก เราก็จะกังวลเรื่องติดเชื้อคนในประเทศแทน คนในพื้นที่ก็ร่วมด้วยช่วยกัน ทุกคนกระตือรือร้นที่จะไปฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้ 70% ของคนในพื้นที่ ทุกคนก็พยายาม เรามีมาตรฐาน SHA+ อีกมาตรฐานหนึ่งที่โปรโมทไปในสถานที่พัก สถานที่ให้บริการ พวกร้านนวด พวกรถบริการ

ก็คือโปรโมทเพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้ว่า ถ้าผ่านมาตรฐาน SHA+ คุณมั่นใจในเรื่องโรคติดต่อได้ระดับหนึ่ง แล้วก็พวก DMHTTA ภาครัฐโปรโมท พวกสถานบริการเขาก็จะมี Stop COVID อะไรเยอะแยะ ซึ่งทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพื่อที่จะให้แซนด์บ็อกซ์เปิดไปได้” พญ.เหมือนแพร กล่าว

พญ.เหมือนแพร กล่าวต่อไปว่า คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ภูเก็ต โดยเฉพาะคนทำงานภาคการท่องเที่ยวทราบดีถึงความสำคัญของมาตรการป้องกันโรคระบาด รวมถึงความตระหนักที่ว่าแม้ฉีดวัคซีนไปแล้วก็อาจยังติดเชื้อได้ ซึ่งมีเพียงบางส่วนที่เข้าใจผิด เช่น เชื่อว่าฉีดวัคซีนแล้วไม่ติดโควิดแน่นอน จึงต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ รวมถึงการที่เชื้อเปลี่ยนแปลงไป มาตรการป้องกันจึงจำเป็น ทั้งนี้ “ชาวภูเก็ตทุกภาคส่วนค่อนข้างร่วมมือร่วมใจเพื่อเป้าหมายร่วมกัน” เช่น ในเรื่องการเตรียมการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ การฉีดวัคซีนที่ทำได้มากถึง 1-2 แสนครั้งต่อเดือน มาจากการลงทุนลงแรงของภาคเอกชนและภาคประชาชน ประกอบกับการมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่สามารถประสานได้ทุกฝ่าย

ส่วนประเด็นอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้น ก่อนสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ภูเก็ตเป็นจังหวัดหนึ่งที่การจราจรหนาแน่น ในฤดูกาล ท่องเที่ยวผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 15-20 ราย แต่ในช่วงที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์และปิดสถานบันเทิง ยอดผู้เสียชีวิตเฉลี่ยต่อเดือนจะมีเพียง 4-5 ราย ส่วนช่วงที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติแต่ก็ไม่มีการล็อกดาวน์ ยอดผู้เสียชีวิตเฉลี่ยต่อเดือนจะอยู่ที่ 10-15 ราย

ทั้งนี้ ในช่วงที่ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก ภูเก็ตได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 14 ล้านคนต่อปีหากเป็นนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกมักเป็นวัยรุ่น-วัยทำงาน มาเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและเที่ยวสถานบันเทิง และอุบัติเหตุที่เกิดกับนักท่องเที่ยวมักมาจากการเช่ามอเตอร์ไซค์มาขี่ด้วยความเร็วสูง บวกกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสภาพภูมิประเทศที่ถนนค่อนข้างคดเคี้ยว

ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเอเชีย จะมากันเป็นรถบัสขนาดใหญ่ หรือรถตู้ที่มักทำความเร็ว เมื่อต้องเผชิญกับสภาพการจราจรที่คับคั่งก็เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้เช่นกัน โดยร้อยละ 10 ของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนคือกลุ่มนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ภูเก็ตได้กลับมาต้อนรับนักท่องเที่ยวตามโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เบื้องต้นยังคาดการณ์ว่าอุบัติเหตุไม่น่ามีจำนวนมากนัก เห็นได้จากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่นิยมใช้บริการขนส่งสาธารณะหรือเช่ารถยนต์

“ของคนไทยทั้งคนพื้นที่และคนนอกที่เข้ามา พฤติกรรมจริงๆ ถือว่าคล้ายๆ เดิม แต่ข้อดีคือการจราจรเราไม่คับคั่งมาก และเหมือนสถานบันเทิงยังไม่เปิดด้วย เรื่องแอลกอฮอล์เราก็เพิ่งผ่อนคลายกัน ช่วงที่ปิดสถานบันเทิงอุบัติเหตุก็ลดลงไปมากเลย” พญ.เหมือนแพร กล่าว

ด้าน นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทย กล่าวว่า ในหลายประเทศเมื่อบุคคลใดมีใบขับขี่รถยนต์แล้ว ก็จะอนุญาตให้ขี่มอเตอร์ไซค์ประเภท “โมเพ็ด (Moped)” หมายถึง“มอเตอร์ไซค์ที่ทำความเร็วได้ไม่เกิน50 กิโลเมตร/ชั่วโมง” ซึ่งเมื่อนำหลักนี้มาใช้ในประเทศไทย โดยไม่กำหนดให้ผู้ที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ได้ต้องมีใบขับขี่เฉพาะของมอเตอร์ไซค์ ทำให้คนเหล่านี้ซึ่งไม่มีทักษะในการขับขี่เพียงพอเมื่อนำรถออกไปขี่บนท้องถนนจึงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนี้ การที่หลายประเทศกำหนดให้ขับรถชิดขอบทางด้านขวา เมื่อมาท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ให้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย ทำให้เกิดความสับสน

เมื่อดูสถานการณ์บนเกาะภูเก็ต พบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ในช่วงที่ระงับการตั้งด่านไว้ชั่วคราวเพื่อทบทวนหาวิธีการตั้งด่านที่ได้มาตรฐาน พบการตรวจจับผู้ไม่สวมหมวกกันน็อกลดลงร้อยละ 37.5 ตรวจจับคนเมาแล้วขับลดลงร้อยละ 43.1 ซึ่งกรณีเมาแล้วขับนั้นสถานการณ์โควิด-19 ก็เป็นอีกตัวแปรที่ทำให้ทั้งตำรวจและประชาชนไม่สบายใจที่จะใช้เครื่องเป่าลมหายใจเพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แต่ในทางกลับกันพบการตรวจจับผู้ขับขี่ยานพาหนะเร็วเกินกฎหมายกำหมดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 148.4

“ของภูเก็ตเราเริ่มมาหลายปีแล้ว เราได้รับการสนับสนุนเครื่องตรวจจับความเร็วจาก Safer Road Foundation แล้วก็เป็นงบของจังหวัดอีก ในระยะแรกเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้วเรามีอยู่ 4 เครื่อง แต่ในช่วง 2 ปีที่แล้วก็ได้รับการจัดสรรจากงบกลางซึ่งทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นผู้จัดซื้ออีกประมาณ 7-8 เครื่อง ฉะนั้นในภาพรวมเรามีเครื่องตรวจจับความเร็วสิบกว่าเครื่อง” นพ.วิวัฒน์ ระบุ

นพ.วิวัฒน์เล่าต่อไปว่า เคยมีการสำรวจความคิดเห็นของชาวภูเก็ตในการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการบังคับใช้กฎหมาย พบว่า ร้อยละ 70-80 เห็นด้วย จากหลากหลายเหตุผล เช่น ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ ลดการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ รวมถึงลดปัญหาทุจริตด้วยเพราะเครื่งมือจะไม่แยกว่าเป็นรถของใคร ซึ่งทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยประเมินความคุ้มทุนไว้มากที่สุดถึง 4 เท่า

ทั้งนี้ ภูเก็ตยังเป็นต้นแบบของการทำงานแบบทุกฝ่ายร่วมมือกัน อาทิ ในด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน มีการทำงานร่วมกันตั้งแต่ตำรวจ คมนาคม สาธารณสุข ปภ. บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ภาคีภาคประชาชน ไปจนถึงสื่อมวลชน “การทำงานข้ามสาขาแต่ไปด้วยกันนำไปสู่ความสำเร็จ” ด้วยอาศัยข้อมูลและทรัพยากรที่แต่ละฝ่ายมี อีกทั้งยังมีระบบฐานข้อมูลที่ดี สามารถระบุได้ว่าจุดใดมีความเสี่ยงบ้าง

สำหรับ “ชาวต่างชาติ” จากต่างประเทศที่ต้องการเดินทางไปภูเก็ต ต้องปฏิบัติดังนี้ 1.ต้องเดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำหรือปานกลาง (สอบถามได้ที่กระทรวงสาธารณสุขหรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) โดยต้องพำนักในประเทศดังกล่าวก่อนการเดินทางอย่างน้อย 21 วัน 2.ยื่นขอหนังสืออนุญาตเดินทางเข้าประเทศ (COE) 3.ต้องมีใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ชนิดที่กระทรวงสาธารณสุขของไทย หรือที่องค์การอนามัยโลก (WHO) รับรอง ในจำนวนครบถ้วนตามที่วัคซีนแต่ละชนิดกำหนด มาอย่างน้อย 14 วันก่อนการเดินทาง

4.มีใบรับรองผลการตรวจคัดกรองหาการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธีPCR ว่าผลเป็นลบหรือไม่ติดเชื้อ ในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง 5.ต้องซื้อประกันภัยโควิด-19 ที่มีวงเงินคุ้มครองขั้นต่ำ 1 แสนเหรียญสหรัฐ หรือราว 3 ล้านบาท 6.ต้องอยู่ใน จ.ภูเก็ต และเข้าพัก ณ โรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน SHA+ (SHA Plus) เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งโรงแรมที่ได้มาตรฐานนี้หมายถึงพนักงานอย่างน้อยร้อยละ 70 ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบตามจำนวนที่วัคซีนชนิดนั้นๆ กำหนดแล้ว

7.นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะต้องรับการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 จำนวน 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินภูเก็ต และต้องรอผลอยู่ในห้องพักเป็นเวลา 1 คืน ส่วนครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 จะตรวจในวันที่ 6-7 และวันที่ 12-13 ของการอยู่ใน จ.ภูเก็ต ตามลำดับ ณ โรงแรมที่พัก หรือห้องปฏิบัติการภายนอกของโรงพยาบาลคู่สัญญา และ 8.เมื่ออยู่ใน จ.ภูเก็ต ครบ 14 วัน และมีผลการตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 จึงจะได้รับอนุญาตให้ออกไปท่องเที่ยวในจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทยต่อไป

ส่วน “คนไทยจากจังหวัดอื่นๆ” ที่ต้องการเดินทางไปยังภูเก็ต ต้องปฏิบัติดังนี้ 1.มีใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบถ้วนตามจำนวนที่วัคซีนนั้นๆ กำหนด เช่น หากเป็น Sinovacต้องฉีดครบ 2 เข็มเท่านั้น ยกเว้นAstraZeneca ที่อนุโลมให้กรณีผู้ที่ได้รับการฉีดแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม หรือมีผลตรวจไม่ติดเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR หรือวิธีการ Antigen Testไม่เกิน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับการตรวจ 2.กรณีที่มาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (กรุงเทพฯ และอีก 9 จังหวัด) และพื้นที่ควบคุมสูงสุด(24 จังหวัด) ต้องใช้หลักฐานทั้ง 2 อย่างในข้อ 1

อนึ่ง ตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ต้องยินยอมติดตั้งแอปพลิเคชั่นติดตามตัวและเปิดระบบแจ้งพิกัดตลอดเวลาด้วย!!!

‘สสส.’ หนุน 9 ภาคีสภาลมหายใจภาคเหนือ แก้ปัญหา PM2.5 ก่อนฤดูฝุ่นควันปีหน้ามาถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587302

‘สสส.’หนุน9ภาคีสภาลมหายใจภาคเหนือ แก้ปัญหาPM2.5ก่อนฤดูฝุ่นควันปีหน้ามาถึง

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ 9 ภาคีสภาลมหายใจภาคเหนือ ได้แก่ สภาลมหายใจภาคเหนือ สภาลมหายใจเชียงราย สภาลมหายใจเชียงใหม่ สภาลมหายใจน่าน สภาลมหายใจพะเยา สภาลมหายใจแพร่ สภาลมหายใจแม่ฮ่องสอน สภาลมหายใจลำปาง และสภาลมหายใจลำพูน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศภาคเหนือ โดยมีนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี ณ รร.เชียงใหม่แกรนด์วิว จ.เชียงใหม่

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อผลักดันข้อเสนอการป้องกันและแก้ปัญหาก่อนฤดูฝุ่นควันรอบใหม่ ปี 2565 เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาวิกฤติฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม โดย นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สสส. กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ คาดว่าปี 2565 จะรุนแรงกว่าทุกปี เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ประกอบกับการเผาในพื้นที่การเกษตร และฝุ่นควันที่ข้ามแดนเข้ามาทางภาคเหนือของประเทศ

ซึ่ง สสส. เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงร่วมสานพลังกับภาคเอกชน ภาคการแพทย์สาธารณสุข ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนการทำงานตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา มุ่งลดปัญหามลพิษทางอากาศภาคเหนือและระดับภูมิภาค โดยความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ 9 หน่วยงาน ร่วมมือสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นควันในเขตภาคเหนือแก่กลุ่มเด็กและเยาวชน และประชาชนทั่วไปในพื้นที่ภาคเหนือ

พัฒนากลไกการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันเชิงบูรณาการในระดับภูมิภาค ทั้งการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร และการจัดการแนวกันไฟให้ชุมชน รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมมาแก้ไขปัญหา เช่น พัฒนาเครื่องวัดคุณภาพอากาศเพื่อนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งลดความรุนแรงและผลกระทบต่อสุขภาพที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือก่อนฤดูฝุ่นควันจะมาถึงในช่วงต้นปี 2565 โดยมีเป้าหมายขยายเครือข่ายสภาลมหายใจเพิ่มอีก 9 จังหวัด รวมเป็น 17 จังหวัดทั่วประเทศ

ด้าน นายชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่าสภาลมหายใจ 9 หน่วยงานภาคเหนือพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาก่อนฤดูฝุ่นควันรอบใหม่ ปี 2565 รวม8 ข้อ ดังนี้ 1.ติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพให้ครอบคลุมทุกตำบลใน 8 จังหวัดภาคเหนือ 2.สร้างเวทีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี

3.ใช้มาตรการเชิงรุกเปลี่ยนการเผาภาคเกษตรให้เป็นวิธีการอื่น 4.จัดการไฟป่าชุมชนและท้องถิ่น โดยกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ และสร้างพื้นที่ต้นแบบทุกจังหวัดในภาคเหนือ 5.พัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในทุกจังหวัดอย่างทั่วถึง เท่าเทียม 6.แก้ไขปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนเชิงรุก ที่เกิดจากพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรม 7.ส่งเสริม พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผลักดันสิทธิเข้าถึงอากาศสะอาดของประชาชนตามกฎหมาย

และ 8.รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนต่อเนื่องตลอดทั้งปี พร้อมเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพเป็นสาธารณะ หากทำได้สำเร็จ จะเป็นแนวทางที่จะเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนภาคเหนือให้มีทักษะรู้ทันภัยฝุ่นควัน PM2.5 พร้อมปรับเปลี่ยนค่านิยมในการเผาภาคการเกษตร ควบคู่ไปกับการลดปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน

กลุ่มปฏิวัติการศึกษาไทย ยื่น 3 ข้อ จี้ ‘ตรีนุช’ แก้ปัญหานักเรียน-บุคคลากรทางการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587391

กลุ่มปฏิวัติการศึกษาไทย ยื่น3ข้อ จี้‘ตรีนุช’แก้ปัญหานักเรียน-บุคคลากรทางการศึกษา

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.17 น.

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 เวลา 16.00 น. ที่บริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มปฏิวัติการศึกษาไทย จำนวน 4 คน เดินทางมาทำกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “เรียนออนไลน์ (จะ) ตายอยู่แล้ว” ถ้าเรียนออนไลน์ดีเราคงไม่มาเรียกร้อง  จากนั้น นักเรียนได้นำโต๊ะเก้าอี้มาวางไว้ที่หน้ากระทรวง และใช้เชือกสีแดงผูกที่คอ พร้อมทำท่าผูกคอตาย เพื่อแสดงให้ ศธ.เห็นว่า การศึกษาไทยทำให้นักเรียนจะตายอยู่แล้ว ศธ.ควรหาวิธีลดภาระการเรียนของนักเรียนและผู้ปกครอง  ไม่ใช่แค่ขอความร่วมมือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และอยากให้ ศธ.มีคำสั่งที่เด็ดขาดเพื่อสั่งการให้สถานศึกษาลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นกลุ่มนักเรียนได้อ่านแถลงการณ์ ถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับมาตรการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในโรงเรียน โดยระบุว่า เนื่องด้วยกลุ่มปฏิวัติการศึกษาไทยได้มองเห็นถึงผลกระทบของนักเรียนว่าไม่ได้รับการเรียนการสอนและการเยียวยาที่ทั่วถึงทำให้ต้องมีนักเรียนหลายคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะไม่มีการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลเลยและมีบุคลากรทางการศึกษาหลายคนที่ไม่ได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ ทางกลุ่มปฏิวัติการศึกษาไทยจึงขอเรียกร้องไปยังกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลไทยโดยมี 3 ข้อเรียกร้องด้วยกัน คือ

1. กระทรวงศึกษาธิการต้องประสานงานจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพให้แก่นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาและจะต้องฉีดให้นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 2. รัฐบาลและ ศธ.ต้องจัดมาตรการเยียวยานักเรียนและผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น มีคำสั่งให้ทุกโรงเรียนทั้งโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนลดค่าเทอม 

และ3.ในกรณีที่มีการเรียนออนไลน์กระทรวงศึกษาธิการต้องเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนออนไลน์แต่ต้องลดภาระงาน  เพราะในการเรียนการสอนนักเรียนไม่สามารถเรียนรู้เนื้อหาต่างๆ ในขณะเรียนออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ศธ. ต้องจัดหาวิธีสอนให้ผู้เรียนนั้นเข้าใจถึงเนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย  การเข้าใจในการเรียนรู้ ความพร้อมในด้านต่างๆ ของนักเรียนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราจึงขอยื่นข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะให้กับ ศธ.เพื่อนำไปพิจารณาและออกแถลงการณ์เป็นมาตรการ นอกจากนี้ ศธ.จะต้องทำการแถลงการณ์เกี่ยวกับข้อเรียกร้องของกลุ่มปฏิวัติการศึกษาไทยและจัดหามาตรการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา  นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯจะเดินหน้ายื่นข้อเรียกร้องไปยังหน่วยงานอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐสภา เป็นต้น

ด้านนายธีรเมธ สุทธิจิตตะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โรงเรียนไม่สามารถเปิดเรียนที่โรงเรียนได้ ตนก็เข้าใจ และการเรียนทางออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ แต่พวกตนอยากเรียกร้องให้ รมว.ศึกษาธิการ มีคำสั่งให้โรงเรียนลดภาระของนักเรียน เนื่องจากตนเรียนอยู่ชั้น ม.6 มีภาระงานเยอะและมีแทบทุกวิชา ใน 1 วัน มีการบ้าน 3-4 วิชา เรียน 8 คาบ 8 วิชาก็มีการบ้านทั้งหมด การบ้านเยอะจนนักเรียนทำไม่ไหวจึงออกมาเรียกร้องขอรมว.ศึกษาธิการ มีคำสั่งไปทางโรงเรียนให้ปรับรูปแบบ  อย่าใช้คำว่า “ขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียน หรือสถานศึกษาจะพิจารณา แต่อยากให้ศธ.ออกมาตรการ ให้รมว.ศธ.ต้องแสดงอำนาจในการสั่งการให้โรงเรียนปฏิบัติในการลดภาระงาน ลดเวลาเรียนให้กับนักเรียนและเยียวยานักเรียนและผู้ปกครองอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่ออกมาเรียกร้องเพื่อขอให้ รมว.ศึกษาธิการออกมาตรการที่เด็จขาดกว่านี้” นายธีรเมธ ตัวแทนกลุ่มฯ กล่าว