ศธ. จับมือเอกชน จัดหาคอมพิวเตอร์-สมาร์ทโฟน ยืมใช้เรียนออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587349

ศธ. จับมือเอกชน จัดหาคอมพิวเตอร์-สมาร์ทโฟน ยืมใช้เรียนออนไลน์

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.06 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอให้คณะกรรมการโค้ดดิ้งแห่งชาติ ร่วมมือกับภาคเอกชน และสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดหาคอมพิวเตอร์ และสมาร์โฟน เพื่อนำไปให้นักเรียนที่ขาดอุปกรณ์จำพวก smart devices ยืมใช้เพื่อการเรียนออนไลน์ เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนในช่วงกำลังเกิดวิกฤตโควิด-19 ขณะเดียวกันก็เร่งขับเคลื่อน Coding เพื่อประชากรทุกช่วงวัยเพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ทั้งนี้หลังจากเรื่องนี้ผ่านการพิจารณาของคณะทำงานแล้ว จะนำเรียนให้นายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ เห็นว่าเมื่อนักเรียนทุกคนมีอุปกรณ์สำหรับเรียนออนไลน์ได้เสมอหน้าเท่าเทียมกันจะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาออนไลน์ได้ เพราะนักเรียนบางคนมีอุปกรณ์นี้ใช้ แต่อีกหลายคนยังขาดแคลน ซึ่งผู้ที่มีอุปกรณ์เพรียบพร้อมจะได้เปรียบผู้ที่ขาดแคลน ส่วนผู้ขาดแคลนก็จะไม่สามารถเรียนผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างราบรื่น ทั้งนี้ ดร. คุณหญิงกัลยา และศาสตราจารย์ประสาท สืบค้า ให้ข้อสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเยาวชนให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้มากที่สุด เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในทุกขณะ 

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์โค้ดดิ้งแห่งชาติเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ ครั้งที่ 4 (3/2564) ซึ่งประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์  โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ซึ่งรับตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการ ศาสตราจารย์ประสาท สืบค้า นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ รองศาสตราจารย์ยืน ภู่วรวรรณ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน โดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเลขานุการ และศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นผู้ช่วยเลขานุการ 

ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ และพิจารณาให้ความเห็นชอบการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อน Coding สำหรับประชากรทุกช่วงวัยอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ (1) โครงการการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาขีดความสามารถ ทักษะ และการเรียนการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) (2) โครงการการพัฒนาหลักสูตรมาตรฐานและกระบวนการรับรองมาตรฐานหลักสูตรด้านโค้ดดิ้งแก่ประชาชนทุกช่วงวัย และ (3) การดำเนินงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) สำหรับบุคคลทั่วไป ที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจด้าน Coding และกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลให้ประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ เพื่อเป็นพื้นฐานการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่และการใช้ชีวิตในยุค New Normal

ทั้งนี้ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถานบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แจ้งที่ประชุมว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีต่าง ๆ พัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีเสถียรภาพในการใช้งานเพิ่มมากขึ้น และนับเป็นช่วงสุกงอมของเทคโนโลยี ที่ประชากรสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้น การมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำพวก smart device ให้นักเรียนยืมใช้ในการศึกษา จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้ผู้เรียนได้เป็นอย่างมาก

ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ รองรับการสร้างเศรษฐกิจอวกาศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587348

ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ รองรับการสร้างเศรษฐกิจอวกาศ

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.05 น.

วันที่ 13 กรกฎาคม 2564 ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า พระราชบัญญัติกิจการอวกาศฉบับนี้ เป็นกฏหมายที่มีความทันต่อสถานการณ์และรองรับอนาคตของประเทศไทย  ในปัจจุบันเทคโนโลยีอวกาศมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว  ทำให้มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอวกาศเกิดขึ้นมากมาย ที่ดำเนินงานโดยหน่วยงานจากภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัยหรือแม้แต่ระดับโรงเรียน  มีความร่วมมือจากจากภายในประเทศและต่างประเทศ  กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ จะส่งผลให้เกิดประโยชน์กับประเทศในวงกว้างทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม   

กฎหมายอวกาศหรือพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. …. จัดทำขึ้น เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ การดำเนินกิจกรรมอวกาศระหว่างประเทศไทยกับนานาชาติ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างสอดคล้องกับกฎกติกา  สร้างความเชื่อมั่นของประเทศในระดับสากล  และสิ่งสำคัญที่ตามมาคือทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีระดับสูง มาสู่บุคลากรภายในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสร้างความแข็งแกร่ง ที่ส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถการลงทุนด้านกิจการอวกาศของประเทศด้วย

ทางด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเสริมว่า กฎหมายฉบับนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยมีความพร้อมและรองรับการสร้างเศรษฐกิจอวกาศ หรือ New Space Economy ที่เน้นบทบาทร่วมจากภาครัฐและภาคเอกชน เป็นกฏหมายที่ให้การดูแลกิจการนิติบุคคลของไทย ส่งเสริมอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมอวกาศของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน  สร้างมาตรฐานของกิจการอวกาศประเทศไทย ตลอดจนดูเเลการประสานงานกับหน่วยงานอวกาศของต่างประเทศ  ทำให้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เกิดการลงทุน สร้างรายได้ และการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงภายในประเทศ  

หลังจากนี้ ร่างพรบ.กิจการอวกาศ จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกา และการพิจารณาของรัฐสภาก่อนที่จะประกาศบังคับใช้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อพัฒนาประเทศไทยของเรา

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : จาก ‘บัตรสนเท่ห์’ ในอดีต สู่ ‘เฟคนิวส์’ ที่ต้องชัวร์ก่อนแชร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587049

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : จาก ‘บัตรสนเท่ห์’ ในอดีต สู่ ‘เฟคนิวส์’ ที่ต้องชัวร์ก่อนแชร์

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในยุคที่โรคระบาด โควิด-19 อยู่รอบตัวเรา ข่าวปลอม หรือ Fake Newsก็ดูเหมือนจะระบาดไม่แพ้ ยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารล้ำหน้าเท่าไหร่ การกระจายข่าวปลอมในทุกแพลตฟอร์มก็รวดเร็วและมีอิทธิพลมากเท่านั้น 

ข่าวปลอม เป็นเครื่องมือของผู้ฉวยโอกาส สร้างความสับสนวุ่นวาย สร้างความแตกแยก เกิดความสั่นคลอนทางความคิด
ความเชื่อ มุ่งหวังหลอกลวง ฉวยโอกาสเพื่อผลประโยชน์ตนเอง เป็นกลโกงอย่างหนึ่งของผู้ไม่ประสงค์ดีที่มีอยู่ทุกวงการ รวมถึงมิจฉาชีพที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่อยมา

ในอดีต เราจะเรียก ข่าวปลอม หรือ Fake News ว่า“บัตรสนเท่ห์” หมายถึง จดหมายฟ้องหรือกล่าวโทษผู้อื่น นำมาทิ้งไว้โดยมิได้ลงชื่อจริงของผู้เขียน เมื่อใครพบเจอก็จะลือต่อๆ กันไปไม่ได้เกิดขึ้นในยุคที่เราอยู่ แต่มีมานานแล้ว 

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวไว้ว่า ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ กษัตริย์พระองค์ที่ ๑๐ ก็มีการทิ้งบัตรสนเท่ห์กันแล้ว ด้วยความที่หลงเชื่อผิดๆ จึงทำให้ขุนนางดีๆ ถูกฆ่าตายไปหลายคน เมื่อความจริงปรากฏจึงวางโทษไว้ว่า การทิ้งบัตรสนเท่ห์เป็นความผิดร้ายแรง

ในยุครัตนโกสินทร์ก็มีข่าวปลอมไม่น้อยที่เป็นการกลั่นแกล้งให้เกิดความสั่นคลอนต่อราชวงศ์ และการเมือง ต่อเมื่อได้พิสูจน์ พิจารณาหาข้อเท็จจริงจนทราบผู้เผยแพร่แล้ว ผู้นั้นก็จะได้รับบทลงโทษตามกฎของยุคสมัยนั้นๆ ขอยกข่าวปลอมที่อื้อฉาวเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟัง

ปี พ.ศ. ๒๓๕๙ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) สิ้นพระชนม์ลง ครั้งนั้นว่ากันว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุอาจจะได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ก็ได้เกิดอธิกรณ์ (ต้องคดี) ซึ่งนับว่าเป็นครั้งสำคัญและครั้งแรกขึ้นในรัชกาลที่ ๒ เพราะมีพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นกำลังของคณะสงฆ์ต้องอธิกรณ์เมถุนปาราชิกพร้อมกันถึง ๓ รูป ดังมีบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารว่า

“ในเดือน ๑๒ ปีชวดอัฐศก (พ.ศ. ๒๓๕๙) นั้น มีโจทก์ฟ้องว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุ รูป ๑ พระญาณสมโพธิ (เค็ม) วัดนาคกลางรูป ๑ พระมงคลเทพมุนี (จีน) วัดหน้าพระเมรุกรุงเก่ารูป ๑ ทั้ง ๓ รูปนี้ประพฤติผิดพระวินัยบัญญัติข้อสำคัญ ต้องเมถุนปาราชิกมาช้านาน จนถึงมีบุตรหลายคน โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นรักษ์รณเรศ กับพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงพิจารณาได้ความเป็นสัตย์สมดังฟ้อง จึงมีรับสั่งเอาตัวผู้ผิดไปจำไว้ ณ คุก”

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ได้หาทางระงับความแตกตื่นอันเกิดมาจากข่าวลือด้วยวิธีที่่ง่ายๆ และชัดเจน โดยพระองค์ได้ออกประกาศว่า ถ้าใครได้ยินข่าวลือจนทำให้สะดุ้งสะเทือนเมื่อไหร่ ก็ให้เขียนเรื่องราวไปกราบทูลถามได้ว่าเรื่องนั้น จริงหรือเท็จประการใด โดยพระองค์จะเป็นผู้พระราชทานคำตอบนั้นให้กับผู้ที่ถามมา ซึ่งผู้ที่จะทูลถามเรื่องข่าวลือกับรัชกาลที่ ๔ ก็จะมีแบบฟอร์มที่เป็นฎีกาที่มีเนื้อหา ดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า…(ชื่อ) อำแดง…(ชื่อ) ตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบล…(ชื่อ) สังกัดอยู่ในกรม…(ชื่อ) ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ถวายเรื่องราวให้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังนาย…(ชื่อ) อำแดง…(ชื่อ) หรือชาวบ้านโน้นชาวบ้านนี้ พูดกัน ลือกันว่า…(เนื้อหาของข่าวลือ)ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระราชทานความให้ทราบเกล้าประจักษ์สิ้นสงสัย แต่กระแสพระบรมราชโองการที่แท้ขอเดชะ”

เรียกได้ว่าใครก็ตามที่พยายามปล่อยข่าวลือให้สัมฤทธิผลในช่วงเวลานั้น ก็คงจะเก่งเกินคนเลยทีเดียว บัตรสนเท่ห์ และข่าวลือในสมัยราชวงศ์จักรีมีปรากฏขึ้นมาให้ได้ยินอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวลืออันเกี่ยวข้องกับเหตุไฟไหม้นับเป็นเรื่องที่สร้างความตระหนกตกใจให้กับผู้คนในเมืองหลวง ในสมัยรัชกาลที่ ๕, ข่าวลือปฏิวัติ-ลอบทำร้ายรัชกาลที่ 7คราวสมโภชพระนคร 150 ปี พ.ศ. 2475 ซึ่งลือไปไกลถึงลอนดอน และอื่นๆ ซึ่งมิได้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสังคม และประเทศชาติมีแต่จะทำให้เกิดความสับสน แตกแยก เสียเวลาในอันที่จะนำไปใช้ให้เกิดสาระ

กล่าวถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่านับวันกระแสข่าวปลอม ข่าวลือจะมีปรากฏขึ้นทุกวัน ข้อมูลอันเป็นเท็จถาโถมราวกับคลื่นสึนามิทางความเชื่อที่ซัดกระหน่ำซ้ำเติมคนไทยหลายคนที่กำลังอ่อนแอจากการต่อสู้กับวิกฤติโรคระบาด หนำซ้ำยังมีข่าวปลอมจากมิจฉาชีพที่ต้องการล้วงข้อมูลส่วนตัวเพื่อหลอกลวงทรัพย์สินอีกไม่น้อย 

เมื่อสังคมเริ่มแฝงไว้ด้วยความไม่ซื่อ และมีผู้ไม่หวังดีพยายามแสวงหาประโยชน์ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ที่ก่อให้เกิดความสับสน สูญเสีย รัฐบาลจึงต้องจัดตั้งคณะทำงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Fake News) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบประเด็นข้อมูลข่าวสารที่เป็นข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนที่มีการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ เมื่อเกิดปัญหาจะได้คลี่คลายสถานการณ์และแก้ไขได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ผู้เสพข่าวสารจึงต้องมีสติ ใช้วิจารณญาณและตรวจสอบที่มาก่อนตัดสินใจอย่าเชื่อโดยง่าย หากข่าวนั้นไม่มีตัวตนคนเขียน ไม่ระบุแหล่งข่าวหรือหน่วยงานที่ยืนยันได้ ก็ต้องฉุกคิดไว้ก่อนว่า  นั่นอาจเป็นข่าวปลอม และไม่ควรบอกต่อหรือแชร์ออกไปโดยไม่ตรวจสอบ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเราได้ตกเป็นเหยื่อ และเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างผลเสียต่อผู้อื่นก่อเกิดปัญหาสังคมโดยไม่ได้ตั้งใจ

มทร. รัตนโกสินทร์ คำนึงถึงคุณภาพชีวิตคนหัวหิน พัฒนาสินค้าเกษตร สร้างรายได้ยั่งยืนแก่ท้องถิ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587050

มทร.รัตนโกสินทร์ คำนึงถึงคุณภาพชีวิตคนหัวหิน พัฒนาสินค้าเกษตร สร้างรายได้ยั่งยืนแก่ท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.นภาพร นาคทิม รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตวังไกลกังวล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และ ผศ.ดร.อาคีรา ราชเวียง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ร่วมกันกับโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกระบวนการและการตลาดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยังยืนของชุมชนหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าทางการเกษตรของชุมชนที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มีมูลค่า และพัฒนากระบวนการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย และสามารถเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เพื่อช่องทางการจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ให้เข้าถึงง่าย ก่อให้เกิดการพัฒนาอาชีพการสร้างงานสร้างรายได้

สพฐ. ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมหน่วยพัฒนาข้าราชการภาคเหนือ ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587051

สพฐ. ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมหน่วยพัฒนาข้าราชการภาคเหนือ ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.อนันต์ พันนึก ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (ผอ.สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ติดตามการดำเนินงานการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษารูปแบบออนไลน์ ณ หน่วยพัฒนาที่ 1 ภาคเหนือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย โดยมี นายสุดเขตสวยสม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) ต้อนรับ และรายงานผลการดำเนินงาน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 4 ภูมิภาคเป็นหน่วยพัฒนาฯ รูปแบบออนไลน์ ได้แก่ หน่วยพัฒนาที่ 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย หน่วยพัฒนาที่ 2สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1หน่วยพัฒนาที่ 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร และหน่วยพัฒนาที่ 4  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานีเขต 1  สำหรับในเขตภาคเหนือคือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย 

ม.ราชภัฏสุราษฎร์ ส่งเสริมอัตลักษณ์พื้นถิ่นเกาะพะงัน สร้างรายได้จากการอุปโภค-บริโภคมะพร้าว ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587052

ม.ราชภัฏสุราษฎร์ ส่งเสริมอัตลักษณ์พื้นถิ่นเกาะพะงัน สร้างรายได้จากการอุปโภค-บริโภคมะพร้าว ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สาขาวิชาการจัดการทางวัฒนธรรมคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่ อำเภอเกาะพะงัน ดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากมะพร้าวตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.)ส่งเสริมสร้างรายได้จากมะพร้าว ทดแทนธุรกิจท่องเที่ยว โดยใช้แนวคิดการกลับสู่ความดั้งเดิม(Back to the basic)  ส่งเสริมและต่อยอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เป็นอัตลักษณ์พื้นถิ่นเกี่ยวกับมะพร้าว ตามภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษสั่งสอน เช่น การย่างมะพร้าวแบบโบราณ การผลิต สิ่งของอุปโภค-บริโภคจากทุกส่วนของต้นมะพร้าว ที่แฝงไปด้วยภูมิปัญญาและสามารถช่วยสร้างรายได้แก่ครอบครัวอย่างยั่งยืน

นอกจากส่งเสริมวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม มหาวิทยาลัยได้เข้าไปเสริมด้านวิชาการและทักษะวิชาชีพแก่ชุมชนท้องถิ่นให้สามารถเรียนรู้และพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน อาทิ อบรม “การสร้างเพจขายผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวแบบ online” การสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญามะพร้าว และการสร้างเนื้อหา (Content)  การประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์มะพร้าวเพื่อการท่องเที่ยว เป็นต้น

ศธ. สรุป 4 แนวทางแก้มหากาพย์หนี้สินครู เตรียมเสนอ ‘วิษณุ’ พิจารณาเดินหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587091

ศธ.สรุป4 แนวทางแก้มหากาพย์หนี้สินครู เตรียมเสนอ‘วิษณุ’พิจารณาเดินหน้า

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.24 น.

ศธ.สรุป4 แนวทางแก้มหากาพย์หนี้สินครู เตรียมเสนอ‘วิษณุ’พิจารณาเดินหน้า

12 กรกฎาคม 2564 นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มอบหมายให้ตนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ล่าสุดตนได้เชิญกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน

ทั้งนี้ ได้นำแนวทางที่คณะทำงานชุดก่อนเคยพิจารณาไว้มาประกอบการพิจารณาและวิเคราะห์หาทางออกในการแก้ปัญหาหนี้ครู เบื้องต้นได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ 4 แนวทาง คือ 1.ต้องหามาตรการลดเงินต้นให้ครู 2.ต้องหามาตรลดดอกเบี้ยให้กับครู 3.ทำอย่างไรให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา เสียดอกเบี้ยในการทำประกันชีวิตที่ผูกกับเงินกู้ลดน้อยลง เพราะที่ผ่านมาการทำประกันเงินกู้สร้างภาระให้ครูอย่างมาก ทั้งที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาถือเป็นลูกค้าชั้นดี ดังนั้นต้องหาทางช่วยลดภาระในส่วนนี้ให้ได้

4.การวางแผนป้องกันระยะยาวให้ครูที่จะกู้เงิน โดยอาจจะมีคณะทำงานหรือผู้รับรองเงินเดือนครู หรือผู้ที่มีส่วนให้ความคิดเห็น คอยดูแล ว่าครูมีความสามารถและมีศักยภาพที่จะกู้เงินต่อได้หรือไม่ และและจะต้องสร้างหลักสูตรเพื่อให้ความรู้ สร้างทักษะชีวิตให้กับบุคลากรและครูที่บรรจุใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ครูที่เข้าที่เข้าบรรจุใหม่มีปัญหาหนี้สินในอนาคต

นายสิทธิชัย กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกัน พบว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ ตัวแทน ธปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นด้วยกับแนวทางที่วางไว้ ต้องนำ 4 แนวทางที่วางไว้ ไปวิเคราะห์ในรายละเอียดในข้อกฎหมาย และนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับที่สูงขึ้น ว่า แนวทางที่วางไว้ นี้จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ หรือนำไปปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน และจะผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร เช่น การลดดอกเบี้ย ศธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องไปหารือกับสถาบันการเงิน รวมถึงการลดเงินต้นว่าจะสามารถลดได้หรือไม่ เป็นต้น ขณะนี้ตนได้มอบหมายให้ นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ.นำข้อหารือที่ได้นี้ไปสรุปเพื่อที่จะนำเสนอต่อนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาภายในสัปดาห์นี้

“หนี้สินครูเป็นมหากาพย์ที่มีมานาน แต่เราก็ไม่ได้หนักใจ อย่างน้อยในการแก้ไขปัญหาต้องมีความจริงใจ จริงจัง ซึ่งผมและคณะทำงานก็มีความจริงใจและจริงจังที่ต้องการแก้ไขปัญหานี้ครูมาก  ส่วนทำแล้วจะผลักดันไปได้มากน้อยแค่ไหน ถือว่าอย่างน้อย ๆเราได้เป็นจุดเริ่มต้นให้คนอื่นสานต่อไปในอนาคตได้ แต่ในยุคของเราต้องหาทางแก้ไขปัญหาให้ได้มากที่สุด” นายสุทธิชัย กล่าว

สกศ. จัดประกวดเรียงความฉลอง 100 ปีสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586990

สกศ.จัดประกวดเรียงความฉลอง100ปีสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 13.06 น.

สภาการศึกษาชวนประกวดเรียงความ ร่วมรำลึกและสดุดีพระเกียรติคุณ “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส”กับการศึกษาไทย

12 ก.ค.64 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า เนื่องด้วยในวันที่ 2 สิงหาคม 2564 จะเป็นวันครบรอบ 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ)  คณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติเห็นชอบกิจกรรมพระมหาสมณานุสรณ์ รัฐบาลไทยและองค์การยูเนสโกร่วมฉลอง 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พุทธศักราช 2564 และให้หน่วยราชการแต่ละหน่วยใช้งบประมาณของตนเองในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ในการดำเนินงาน หรือทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมได้ พร้อมให้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดกิจกรรม พระมหาสมณานุสรณ์ รัฐบาลไทยและองค์การยูเนสโกร่วมฉลอง 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พุทธศักราช 2564 โดยมีรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน  

 ดร.อำนาจ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดกิจกรรมพระมหาสมณานุสรณ์ รัฐบาลไทยและองค์การยูเนสโกร่วมฉลอง 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ พุทธศักราช 2564 ในการประกาศยกย่องและเฉลิมฉลองวาระครบรอบที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับงานขององค์การยูเนสโกปี 2563 – 2564 ตามมติที่ประชุมสมัยสามัญขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (องค์การยูเนสโก) ครั้งที่ 40 โดยมีรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการการอำนวยการจัดกิจกรรมพระมหาสมณานุสรณ์ฯ   ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรม “การประกวดเรียงความเฉลิมพระเกียรติ วาระ100ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พุทธศักราช 2564”

 “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงวางรากฐานการศึกษาของพระภิกษุสามเณรเพื่อการศาสนาและการศึกษาของประชาชน โดยทรงอำนวยการจัดการศึกษาในหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร และใช้วัดเป็นสถานที่ในการศึกษา โดยทรงเห็นว่า วัดเป็นแหล่งประเพณีและเป็นศูนย์รวมของประชาชน พระองค์จึงทรงเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาระดับประถมศึกษาและการศึกษาภาคบังคับของไทยมาจนถึงปัจจุบัน การจัดการประกวดเรียงความครั้งนี้จึงเป็นการเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสดุดีพระเกียรติคุณและรำลึกถึงพระองค์ท่านในฐานะบุคคลสำคัญของประเทศและสากลสืบไป”เลขาธิการสภาการศึกษากล่าวและว่า สำหรับการประกวดเรียงความ แบ่งเป็น 1.ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)หัวข้อ “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสกับสังคมไทย” และ 2. ประชาชนทั่วไป หรือระดับอุดมศึกษา หัวข้อ “สายสัมพันธ์ระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน กับสังคมไทย เงินรางวัลสูงสุด 10,000 บาท โดยส่งเรียงความได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 สิงหาคม 2564 ประกาศผลรางวัล วันที่ 27 กันยายน 2564 นี้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://rebrand.ly/n7sq9e1  หรือ สอบถามที่สำนักนโยบายบความร่วมมือกับต่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โทร.0-2668-7123 ต่อ 2536  , 2537 , 2546

น่าวิตก! นร.ล่องหน 6 หมื่นคน กสศ.เร่งตามกลับเข้าระบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586963

น่าวิตก! นร.ล่องหน6หมื่นคน กสศ.เร่งตามกลับเข้าระบบ

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 11.53 น.

โควิดกระทบหนัก กสศ. เร่งติดตามเร่งติดตามนักเรียนกลุ่มรอยต่อ  อนุบาล 3 ป.6 ม.3 และ ม.6   ล่องหนยังไม่กลับสู่ระบบการศึกษาราว  60,000  คน  เผยผลกระทบจากการถูกตัดงบประมาณประจำปี 2565 มากกว่า 2,000 ล้านบาท กระทบเด็กนักเรียนยากจนพิเศษเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามากกว่า  700,000 คน

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า หลังจากเปิดภาคเรียนการศึกษา 1/2564 ได้เกือบ 2 เดือน กสศ.และหน่วยงานต้นสังกัด ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ได้ร่วมกันเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนนักเรียนรายบุคคลระหว่างปีการศึกษา 1/2564 และ 2/2563 เพื่อติดตามเฝ้าระวังปัญหานักเรียนยากจนพิเศษหรือนักเรียนทุนเสมอภาคที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา หลังคณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนทุนเสมอภาคเพิ่มเติมให้นักเรียนกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อ ได้แก่ อนุบาล 3 ป.6 ม.3 และ ม.6 (เฉพาะสังกัด บช.ตชด.) ครอบคลุม 3 สังกัด ได้แก่ สพฐ. อปท. และบช.ตชด. คนละ 800 บาท จำนวนราว 3 แสนคน รวมงบประมาณมากกว่า 235 ล้านบาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย นักเรียนทุนเสมอภาคในช่วงเปิดเทอมที่ค่อนข้างสูง สวนทางกับรายได้ที่ลดลงหรือขาดหายไปในช่วงสถานการณ์ COVID-19 โดยเฉพาะกลุ่มรอยต่อที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนย้ายสถานศึกษา เสี่ยงหลุดออกนอกระบบมากกว่าช่วงชั้นอื่นๆ โดยมีนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มรอยต่อมากกว่า 5,000 คนที่แจ้ง กสศ. ตั้งแต่เทอม 2/2563 ว่าไม่สามารถเรียนต่อในปีการศึกษา 2564 อีกต่อไป เพราะปัญหายากจนและความจำเป็นของครอบครัวต่างๆ

“ซึ่งหลังจากมีตรวจสอบฐานข้อมูลรายบุคคลล่าสุดร่วมกัน 3 หน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษามากกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ พบว่า นักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มรอยต่อสังกัด สพฐ.จำนวน 271,792 คน ในปีการศึกษา 2/2563 ที่แจ้งว่าจะเรียนต่อในภาคเรียน 1/2564 ได้กลับมาแสดงตนลงทะเบียนเข้าศึกษาต่อในสังกัด สพฐ.จำนวน 214,202 คน (ร้อยละ 78.81) ไม่พบในฐานข้อมูลทะเบียนนักเรียนสังกัด สพฐ. จำนวน 57,590 คน (ร้อยละ 21.19) ทำให้เด็กเยาวชนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา นพ.สุภกร กล่าว

และว่า  ภายในสัปดาห์นี้ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษาจะเร่งหารือถึงมาตรการและแนวทางการติดตามช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มที่ยังไม่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนระดับอนุบาล 3 จำนวนมากกว่า 1,000 คน และ นักเรียน ป.6 จำนวนมากกว่า 25,000 คน ที่ควรจะเข้าเรียนชั้น ป.1 และ ม.1 ในปีการศึกษา 2564 นี้ ตามลำดับ ซึ่งล้วนเป็นระดับการศึกษาภาคบังคับที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของผู้เรียน และความมั่นคงของครัวเรือนในอนาคต โดย กสศ. จะเร่งประสานจัดส่งฐานข้อมูลนักเรียนทั้งหมดไปยังหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทุกแห่งทั่วประเทศต่อไป เพื่อเร่งติดตามช่วยเหลือให้นักเรียนได้กลับมาเรียนตามปกติ”

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. และ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) เปิดเผยว่า ด้วยข้อมูลวิชาการ และแนวโน้มสถานการณ์ COVID-19 ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในวงกว้างในปีการศึกษา 2564-2565 ดังกล่าว คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้ประเมินผลกระทบจากการปรับลดงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2565 ที่คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้เสนอคณะรัฐมนตรีไปที่ 7,635.67 ล้านบาท แต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับลดงบประมาณ 2 ครั้งตามข้อเสนอของสำนักงบประมาณ เหลือ 5,652.29 ล้านบาท รวมการปรับลดทั้ง 2 ครั้งมากกว่า 2,000 ล้านบาท จะมีผลกระทบต่อเด็กเยาวชนในครัวเรือนยากจนด้อยโอกาสมากกว่า 700,000 คนที่มีความเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษาภายใต้สถานการณ์ COVID-19 นี้ คณะกรรมการบริหาร กสศ. จึงมีมติเห็นชอบให้เสนอขอแปรญัตติงบประมาณกลับคืนมา 904 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้รองรับจำนวนกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นราว 300,000 คน และป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มรอยต่อราว 400,000 คน ระหว่างปีการศึกษา 2564-2565 โดยปัจจุบันคณะอนุกรรมการฯ และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 สภาผู้แทนราษฎร ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้กับ กสศ.

‘ดาว(ประเทศไทย)’ จับมือ ‘สมาคมเคมีฯ-สพฐ.’ พัฒนาศักยภาพครูวิทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586830

‘ดาว(ประเทศไทย)’จับมือ‘สมาคมเคมีฯ-สพฐ.’พัฒนาศักยภาพครูวิทย์

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) บริษัทชั้นนำ ด้านแมททีเรียล ไซแอนซ์ (Materials Science) ร่วมกับ สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ และสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สพฐ.) เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพครูวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง จัดเวิร์กช็อปออนไลน์ “การอบรมเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา โครงการห้องเรียนเคมีดาว รุ่นที่ 8” ให้กับครูวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศจำนวนกว่า 200 คน มุ่งขยายผลและประยุกต์เทคนิคการทดลองที่มีความปลอดภัย ประหยัด ใช้สารเคมีน้อย

สู่ชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นของเด็กไทยทั่วประเทศ โดยมีครูต้นแบบของโครงการฯ ในรุ่นก่อนๆ ร่วมถ่ายทอดเทคนิคการสอนที่สร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียนผ่านการลงมือปฏิบัติจริงด้วยชุดการทดลองเคมีแบบย่อส่วนต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดย นางภรณี กองอมรภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า เราเล็งเห็นถึงความยากลำบากในการจัดการเรียนการสอนของครู การเข้าถึงการทดลองและชุดอุปกรณ์ต่างๆ

ซึ่งแม้กระทั่งในภาวะปกติก็มีความลำบากในการจัดหาสารเคมีหรือชุดการทดลองอยู่แล้ว ยิ่งต้องเผชิญกับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เนื่องจากวิกฤติโควิด-19 วิชาวิทยาศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้ผ่านการทดลองอาจไม่ได้รับความสะดวกในการลงมือปฏิบัติจริงมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงยินดีอย่างยิ่งที่จะส่งมอบความรู้เทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนให้กับครูทุกท่าน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในห้องเรียนและทางออนไลน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังยินดีเป็นอย่างมากที่มีครูในหลายๆ จังหวัดที่ห่างไกล หรือยังมีสถานการณ์การระบาดได้เข้าร่วมการอบรมด้วย

“ระบบการเรียนผ่านเทคนิคปฏิบัติการทดลองเคมีแบบย่อส่วน (Small-Scale Chemistry Laboratory) เป็นสื่อการสอนที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ ซึ่งใช้สารเคมีน้อยกว่าการทดลองปกติถึง 2,000 เท่า ชุุดการทดลองมีขนาดเล็ก และมีความปลอดภัยสููง นักเรียนสามารถลงมือทำได้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดความเข้าใจ จดจำง่าย และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน อันจะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียนและส่งผลต่อความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้นยัังได้รับการยอมรับจากยูเนสโกว่าได้ผลลัพธ์เสมือนชุดการทดลองปกติ” นางภรณี กล่าว

ด้าน ศ.ดร.สุภา หารหนองบัว นายกสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า โครงการห้องเรียนเคมีดาว ได้สร้างการเรียนรู้เชิงประจักษ์ให้กับทั้งครูผู้สอนและนักเรียน จากการทำวิจัยแสดงผลความสอดคล้องของการใช้ชุดการทดลองเคมีแบบย่อส่วนเสริม เข้ามาใช้ในการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียนแทนการทดลองแล็บปกติ ผลออกมาพบว่า ชุดการทดลองเคมีแบบย่อส่วนช่วยให้ได้ผลการเรียนรู้ที่ครบถ้วน มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและผู้สอนอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนที่ยังไม่ได้ใช้ชุดการทดลองแบบย่อส่วน หรือมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และห้องทดลองที่จำเป็นสำหรับการเรียนการสอน ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2556 โครงการฯ ได้ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้การทดลองเคมีอย่างทั่วถึงและมีความปลอดภัย สอดคล้องกับเป้าหมายพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainability Development Goal – SDG) ได้แก่ เป้าหมายที่ 4 การได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เป้าหมายที่ 10 การลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ เป้าหมายที่ 12 การบริโภคและการผลิตด้วยความรับผิดชอบ และเป้าหมายที่ 17 ความร่วมมือเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

“หากวงการศึกษาไทยนำเทคนิคฯ มาใช้ จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนเชิงบวกในแง่ของการลดต้นทุนของการใช้สารเคมีและค่าใช้จ่ายลงกว่า 90% ช่วยลดปริมาณของเสียซึ่งสอดคล้องกับกระแสโลกที่ต้องการรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ครูก็สามารถสร้างสรรค์โจทย์การทดลองหัวข้อทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดมุมมองการคิดค้นและต่อยอดชุดการทดลองใหม่ๆ ในชั้นเรียน” ศ.ดร.สุภา กล่าว

ด้าน ดร.โชติมา หนูพริก ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สพฐ.) ซึ่งได้เข้ามาร่วมต่อยอดและขยายผลโครงการฯ ในปีนี้ เพื่อเชื่อมโยงเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบ
ย่อส่วนเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอนตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเสริมว่า การอบรมหลักสูตรนี้สอดคล้องกับนโยบายของ สพฐ. ทั้งในด้านการยกระดับของครูผู้สอนให้เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (Facilitator) ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“นับเป็นตัวอย่างที่ดีและน่าชื่นชมของการก้าวสู่การพัฒนาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมุ่งสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ปฏิรูปกลไกและระบบการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐาน อีกทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารและจัดการศึกษาตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะส่งผลทำให้นักเรียนมีความสามารถในการเรียนรู้ รักที่จะเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย มีความสนุกกับการเรียนรู้ และมีโอกาสได้เรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ต่อไป” ดร.โชติมา กล่าว

ปิดท้ายด้วย ศ.ดร.ศุภวรรณ ตันตยานนท์ ผู้อำนวยการโครงการห้องเรียนเคมีดาว กล่าวว่า ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา โครงการห้องเรียนเคมีดาวได้จัดอมรมเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนให้ครูทั่วประเทศและครูในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างครูต้นแบบที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนกว่า 80 คน ที่ช่วยเผยแพร่ความรู้ให้กับโรงเรียนมากกว่า 1,000 แห่ง ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการเรียนการสอนแก่เด็กนักเรียนมากกว่า150,000 คนทั่วประเทศ

“ในอนาคต เรายังมีแผนงานในการส่งมอบความรู้และนวัตกรรมด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ผลิตสื่อการเรียนการสอนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อพัฒนาศักยภาพครูวิทยาศาสตร์ไทยและอาเซียนให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับโลกต่อไป” ศ.ดร.ศุภวรรณ กล่าวในท้ายที่สุด