เรียนรู้อยู่กับ ‘สารเคมี’ ให้ปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586831

เรียนรู้อยู่กับ‘สารเคมี’ให้ปลอดภัย

เรียนรู้อยู่กับ‘สารเคมี’ให้ปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สารเคมีอยู่รอบตัวเรา เราทุกคนต่างต้องใช้ชีวิตอยู่กับสารเคมีซึ่งเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น หากทุกคนได้เรียนรู้ที่จะประเมินความเสี่ยงจากอันตรายของสารเคมี จะทำให้อยู่กับสารเคมีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนซึ่ง รศ.ดร.เอกสิทธิ์ สมสุข อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กล่าวว่า สารเคมีที่อยู่ในห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่จะเก็บไว้เพื่อใช้ทดลองในปริมาณที่ไม่มาก จึงไม่เป็นอันตรายเท่าสารเคมีที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

โดยตามมาตรฐานความปลอดภัย จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงของความอันตราย มีระบบที่ตรวจจับความอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ที่สำคัญโรงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายควรตั้งอยู่ในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมและอยู่ห่างไกลจากเขตชุมชน ส่วนอุบัติเหตุโรงงานย่านกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการทำปฏิกิริยาจนเกิดความร้อน และแรงดัน หรือมีการรั่วของแก๊สที่ทำให้ติดไฟ จนทำให้เกิดการระเบิด

ทั้งนี้ กรณีเกิดการระเบิดเพลิงไหม้จากสารเคมีอันตรายในเบื้องต้นควรหลีกหนีสถานที่เกิดเหตุให้ไกลจากความอันตราย ควรหลีกเลี่ยงการสูดดมสารที่ระเหยออกมา อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ใช้หน้ากากอนามัยซึ่งไม่สามารถป้องกันอันตรายจากการระเหยของสารเคมีได้ นอกจากนี้ หากสารเคมีโดนผิวหนังควรล้างด้วยน้ำสบู่ แต่ถ้าโดนดวงตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาด และถ้าถึงกับเกิดอาการหมดสติควรรีบส่งพบแพทย์

“ในฐานะนักเคมี ไม่อยากให้ทุกคนกลัวสารเคมี แต่ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับสารเคมีด้วยความปลอดภัย รู้จักการประเมินความเสี่ยงของความอันตรายเพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน โดยที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการเปิดสอนรายวิชาความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการให้กับนักศึกษาของคณะฯ ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ปริญญาตรี ไปจนถึงปริญญาเอก” รศ.ดร.เอกสิทธิ์ กล่าว

รศ.ดร.เอกสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังได้มีการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยมหิดลได้ลงทะเบียนเรียน MU LabPass ออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาจริงในห้องปฏิบัติการ และก้าวต่อไปจะผลักดันให้เป็นหลักสูตรอบรมออนไลน์ระยะสั้นสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘ข่าวปลอม’ กับผู้สูงอายุ ระบาดและเสี่ยงไม่แพ้โรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586832

‘ข่าวปลอม’กับผู้สูงอายุ ระบาดและเสี่ยงไม่แพ้โรค

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ออนไลน์” ปัจจุบันคำคำนี้ไม่ใช่เรื่องคุ้นเคยเฉพาะแต่เด็ก วัยรุ่นหรือหนุ่ม-สาวเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงทุกช่วงวัย เห็นได้จากทุกวันนี้ผู้หลักผู้ใหญ่วัยเกษียณหันมาสื่อสารกับลูกหลานผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์กันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการระบาดของ “ข่าวปลอม (Fake News)” แม้จะพบการแชร์ในกลุ่มคนทุกวัย แต่ที่น่าห่วงเป็นพิเศษคือประชากรสูงอายุ จึงมีความพยายามสร้างความตระหนักรู้เท่าทันในประชากรกลุ่มนี้

ระวีวรรณ ทรัพย์อินทร์ อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาตรี การจัดการมรดกวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (BMCI) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เฟคนิวส์กับผู้สูงอายุ รู้เท่าทันสื่ออย่างปลอดภัย” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมการใช้สื่อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเชื่อว่าผู้สูงอายุทุกคนแชร์ข้อมูลออกไปด้วยความปรารถนาดี และคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้อื่นที่ได้อ่าน

แต่ปัญหาคือก่อนแชร์ข้อมูลไม่มีการตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ เป็นข้อมูลที่มาพร้อมทัศนคติส่วนตัวมากกว่าความรู้ ซึ่งเป็นความคิดเห็นมากกว่าข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง โดยเฟคนิวส์ หรือข่าวปลอมในปัจจุบันมีความแนบเนียนและมีความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ถูกนำมาแชร์ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยข้อมูลที่เป็นสถิติ ทำให้ผู้สูงอายุหลงเชื่อและตกเป็นเครื่องมือส่งต่อข้อมูล ซึ่งมีความอันตรายอย่างยิ่งในแง่ของการใช้สื่อสังคมออนไลน์

“หากต้องการให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันสื่อโซเชียล ตัวผู้สูงอายุเองก็ควรต้อง หยุด คิด ถาม ทำ ก่อนที่จะแชร์ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทั้งนี้ยังเห็นว่าสื่อหลักโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ยังมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้สูงอายุ การให้ข้อมูลของสื่อหลักจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อของผู้สูงอายุ” อาจารย์ระวีวรรณ กล่าว

ขณะที่ กฤตตฤณ พรมเสน มูลนิธิคนตัวดี เปิดเผยว่า จากการทำงานกับผู้สูงอายุได้พบว่า “ผู้สูงอายุถูกหลอกซื้อสินค้าและบริการจากสื่อโซเชียลจำนวนมาก ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ” โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ อาทิ ยาสมุนไพร และยาบำรุงกำลัง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในการตรวจสอบข้อมูล จึงตกเป็นจำเลยของสังคมว่าเป็นกลุ่มหลักที่เผยแพร่ข่าวปลอม โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและสื่อเป็นอย่างมาก

“เมื่อผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่อก็มักจะไม่กล้าบอกเล่าเรื่องราวให้คนในครอบครัว หรือเพื่อนในวัยเดียวกันรับรู้ทำให้เกิดช่องว่างให้กับกลุ่มมิจฉาชีพมาหลอกลวง จึงเห็นว่าผู้สูงอายุควรมีสติยับยั้งชั่งใจ และมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากรับสื่ออย่างไม่มีสติด้วย โดยหากผู้สูงอายุรู้เท่าทัน จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้สูงอายุ” กฤตตฤณ ระบุ

เช่นเดียวกับ ปราณี รัตนาไกรศรี อาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพฯ ตัวแทนผู้สูงอายุรู้เท่าทันสื่อ เปิดเผยว่า
ในชุมชนผู้สูงอายุ จะพบปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดจากการใช้สื่อโซเชียล คือผู้สูงอายุในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ชอบที่จะไปพบแพทย์ตามโรงพยาบาล เมื่อมีผู้มาเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ แม้จะมีราคาแพง แต่เพื่อแลกกับการไม่ต้องไปพบแพทย์ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เลือกที่จะเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ทำให้ถูกหลอกสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมากโดยเสนอให้มีหน่วยงานที่ช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุ สามารถส่งข้อมูลเพื่อตรวจสอบโดยตรงว่าข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมานั้น เป็นข่าวจริงหรือปลอม ก่อนจะแชร์ข้อมูลออกไป

ด้าน สาริสา กนกธัญรัชต์ ผู้จัดการโครงการ YoungHappy กล่าวว่า การใช้สื่อออนไลน์ในปัจจุบันเปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ แต่ก็เปรียบเหมือนดาบสองคม ซึ่งมีทั้งด้านบวกและลบ เชื่อว่าการแชร์ข้อมูลไม่ใช่ปัญหาหลักแต่ประเด็นสำคัญคือความเชื่อของผู้รับข้อมูลข่าวสาร เพราะหากบางคนมีภูมิคุ้มกันที่ดีในการรับข่าวสารจะทำให้เกิดการตรวจสอบข้อมูลนั้นๆ และยังเป็นการขยายภูมิคุ้มกันหมู่ได้อีกด้วย ซึ่งในกลุ่ม YoungHappy มีการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุได้แชร์ข้อมูลเพื่อให้มีการสื่อสาร และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน รวมทั้งช่วยกันหาข้อมูลโดยเป็นการเสริมทักษะและสร้างความรู้ให้กับผู้สูงอายุ

ปิดท้ายที่ พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้ผลิตและผู้ดำเนินรายการชัวร์ก่อนแชร์อสมท ให้ความเห็นว่า การแชร์ข้อมูลต่างๆ เกิดจากความหวังดี และยังมองว่าทุกช่วงวัยสามารถใช้สื่อโซเชียลเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษได้ ซึ่งในส่วนของผู้สูงอายุผลกระทบที่เกิดขึ้น มีทั้งในด้านสุขภาพ ที่นอกจากจะถูกหลอกให้ซื้อผลิตภัณฑ์ในการดูแลสุขภาพแล้ว ยังเสียโอกาสในการรักษาอย่างถูกต้องด้วย นอกจากนี้ยังมีภัยจากไซเบอร์ในการหลอกลวงในการกรอกข้อมูลเพื่อชิงรางวัล

“ในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 การแชร์ข้อมูลที่แม้จะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่หากเป็นข้อมูลเก่าแล้วนำมาแชร์ผิดเวลา ก็ทำให้เป็นข้อมูลเท็จได้เช่นกัน ซึ่งเมื่อผู้สูงอายุรับข้อมูลมาแล้ว ควรตั้งคำถามกับตัวเองก่อนที่จะแชร์ข้อมูลออกไป ว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เป็นข้อมูลเก่าหรือไม่ และข้อมูลเกี่ยวข้องและครบถ้วนหรือไม่รวมทั้งเป็นข้อมูลที่เขียนขึ้นมาจากอคติทางความคิดหรือเปล่า ซึ่งควรตรวจสอบข้อมูลจากสื่อหลักหลายๆ แห่งสิ่งสำคัญคืออย่าเชื่อข้อมูลง่ายต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน” พีรพล กล่าว

ลดแหลก! เสมา 1 จ่อปรับแผนเวลาเรียนทุกรูปแบบหั่นการบ้านลดการทดสอบระดับชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586675

ลดแหลก!เสมา1จ่อปรับแผนเวลาเรียนทุกรูปแบบหั่นการบ้านลดการทดสอบระดับชาติ

วันเสาร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.09 น.

“ตรีนุช” จี้โรงเรียนปรับแผนการสอนลดภาระนักเรียนเครียด ลดเวลาเรียนทุกรูปแบบ -ให้เรียนเรื่องที่ต้องรู้ – หั่นการบ้าน-งดกิจกรรมรวมกลุ่ม – ลดการทดสอบทั้งระดับโรงเรียนและระดับชาติ

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2564  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)   เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ติดตามการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างใกล้ชิด และเปิดรับฟังทุกความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษามาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ประชุมร่วมกับผู้บริหาร ศธ. และออกแนวทางผ่อนคลายภาระด้านการเรียนที่เกินความจำเป็นของนักเรียนลง ตลอดจนให้สถานศึกษาสำรวจอุปกรณ์การเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคล ดำเนินการช่วยเหลือนักเรียนในรูปแบบที่เหมาะสม ยืดหยุ่น เข้าใจนักเรียน เพื่อลดความเครียดของนักเรียนที่ต้องเรียนภายใต้สถานการณ์เช่นนี้  แต่ก็ยังพบว่าจนถึงขณะนี้สถานศึกษาหลายแห่งยังไม่มีการปรับปรุงแผนการสอน มีการกำหนดตารางเรียนออนไลน์อัดแน่นถึงวันละ 9 วิชา ดังนั้น ตนจึงได้สั่งการให้องค์กรหลักที่มีสถานศึกษา กำชับไปยังผู้บริหารสถานศึกษาปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาโดยด่วน 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการลดภาระด้านการเรียนนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการปรับการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกำหนดเป็นมาตรฐานกลาง “เรื่องที่ต้องรู้ และ เรื่องควรรู้ “ ในแต่ละสาขาวิชาให้เหลือเท่าที่จำเป็น จากนั้น จะแจ้งให้สถานศึกษาดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามบริบทของสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ให้ปฏิบัติมากขึ้น ลดวิชาการลง ลดเวลาเรียนในแต่ละช่วงชั้น ทั้งการเรียนที่โรงเรียน การเรียนออนไลน์ หรือ การเรียนที่บ้าน ในรูปแบบต่าง ๆให้มีความยืดหยุ่นแต่ยังคงเป็นไปตามมาตรฐานการจัดเวลาเรียน  ปรับลดปริมาณการบ้านลง ซึ่งครูจะต้องมาคุยกันเพื่อบูรณาการการบ้านทั้งในรายวิชาเดียวกันและต่างรายวิชา ให้เป็นชิ้นงานหรือการบ้านเดียวกัน โครงการหรือกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้อง ให้ชะลอ หรือ ลด หรือ งดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19

นางสาวตรีนุช กล่าวย้ำว่า  ศธ.จะปรับลดการทดสอบเพื่อการวัดประเมินผลให้น้อยลง เน้นการวัดประเมินจากสภาพจริง ปฏิบัติจริง และแฟ้มสะสมผลงาน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การประเมินผลระดับชาติและการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ไม่นำผลการทดสอบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-net) มาใช้ในการรับนักเรียนเพื่อเข้าศึกษาต่อในชั้น ม.1 และ ม.4 และจะพัฒนาระบบการทดสอบเพื่อการวัดและประเมินผลรูปแบบใหม่ โดยไม่เน้นการทดสอบ นอกจากนี้ ศธ.ได้หารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แล้วว่าจะเพิ่มสัดส่วนการคัดเลือกเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษารอบแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) และ รอบโควตาให้มากขึ้น ไม่นำคะแนน O-net  มาใช้ในการคัดเลือก และการออกข้อสอบที่ใช้ในการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) ทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ(PAT) และวิชาสามัญ ต้องล้อกับหลักสูตรที่ได้มีการปรับลดลงในช่วงโควิดนี้ด้วย

‘ตรีนุช’ จี้โรงเรียนปรับแผนการสอน ลดเวลาเรียน-หั่นการบ้าน-งดกิจกรรมกลุ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586632

‘ตรีนุช’จี้โรงเรียนปรับแผนการสอน ลดเวลาเรียน-หั่นการบ้าน-งดกิจกรรมกลุ่ม

วันเสาร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.15 น.

“ตรีนุช” จี้โรงเรียนปรับแผนการสอนลดภาระนักเรียนเครียด ลดเวลาเรียนทุกรูปแบบ -ให้เรียนเรื่องที่ต้องรู้ – หั่นการบ้าน-งดกิจกรรมรวมกลุ่ม – ลดการทดสอบทั้งระดับโรงเรียนและระดับชาติ

วันที่ 10 กรกฎาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ติดตามการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างใกล้ชิด และเปิดรับฟังทุกความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษามาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ประชุมร่วมกับผู้บริหาร ศธ. และออกแนวทางผ่อนคลายภาระด้านการเรียนที่เกินความจำเป็นของนักเรียนลง ตลอดจนให้สถานศึกษาสำรวจอุปกรณ์การเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคล ดำเนินการช่วยเหลือนักเรียนในรูปแบบที่เหมาะสม ยืดหยุ่น เข้าใจนักเรียน เพื่อลดความเครียดของนักเรียนที่ต้องเรียนภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แต่ก็ยังพบว่าจนถึงขณะนี้สถานศึกษาหลายแห่งยังไม่มีการปรับปรุงแผนการสอน มีการกำหนดตารางเรียนออนไลน์อัดแน่นถึงวันละ 9 วิชา ดังนั้น ตนจึงได้สั่งการให้องค์กรหลักที่มีสถานศึกษา กำชับไปยังผู้บริหารสถานศึกษาปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาโดยด่วน

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการลดภาระด้านการเรียนนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการปรับการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกำหนดเป็นมาตรฐานกลาง “เรื่องที่ต้องรู้ และ เรื่องควรรู้ “ ในแต่ละสาขาวิชาให้เหลือเท่าที่จำเป็น จากนั้น จะแจ้งให้สถานศึกษาดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามบริบทของสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ให้ปฏิบัติมากขึ้น ลดวิชาการลง ลดเวลาเรียนในแต่ละช่วงชั้น ทั้งการเรียนที่โรงเรียน การเรียนออนไลน์ หรือ การเรียนที่บ้าน ในรูปแบบต่าง ๆให้มีความยืดหยุ่นแต่ยังคงเป็นไปตามมาตรฐานการจัดเวลาเรียน ปรับลดปริมาณการบ้านลง ซึ่งครูจะต้องมาคุยกันเพื่อบูรณาการการบ้านทั้งในรายวิชาเดียวกันและต่างรายวิชา ให้เป็นชิ้นงานหรือการบ้านเดียวกัน โครงการหรือกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้อง ให้ชะลอ หรือ ลด หรือ งดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า พร้อมกันนี้ ศธ.จะปรับลดการทดสอบเพื่อการวัดประเมินผลให้น้อยลง เน้นการวัดประเมินจากสภาพจริง ปฏิบัติจริง และแฟ้มสะสมผลงาน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การประเมินผลระดับชาติและการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ไม่นำผลการทดสอบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-net) มาใช้ในการรับนักเรียนเพื่อเข้าศึกษาต่อในชั้น ม.1 และ ม.4 และจะพัฒนาระบบการทดสอบเพื่อการวัดและประเมินผลรูปแบบใหม่ โดยไม่เน้นการทดสอบ นอกจากนี้ ศธ.ได้หารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แล้วว่าจะเพิ่มสัดส่วนการคัดเลือกเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษารอบแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) และ รอบโควตาให้มากขึ้น ไม่นำคะแนน O-net มาใช้ในการคัดเลือก และการออกข้อสอบที่ใช้ในการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) ทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ(PAT) และวิชาสามัญ ต้องล้อกับหลักสูตรที่ได้มีการปรับลดลงในช่วงโควิดนี้ด้วย

‘กสศ.’ พลิกช่องช่วยแรงงานครัวเรือนยากจน ไม่ให้เด็กหลุดระบบการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586596

‘กสศ.’พลิกช่องช่วยแรงงานครัวเรือนยากจน ไม่ให้เด็กหลุดระบบการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 14.32 น.

กสศ.เปิดรับ ข้อเสนอโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมชุมชนเป็นฐาน  รุ่น 3   นำร่องต้นแบบ  ชุมชนเข้มแข็ง ใช้ความรู้นำสู้วิกฤตช่วยแรงงานด้อยโอกาส-ครัวเรือนยากจนพิเศษ สร้างอาชีพ มีรายได้ พึ่งตัวเอง และส่งผลให้เด็กไม่หลุดออกจากระบบและมีโอกาสเรียนสูงขึ้น  

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมออนไลน์ ‘ประชุมเชิงปฏิบัติการเปิดรับข้อเสนอโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐานปี 2564’ เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ แนวทางการทำงานและประชาสัมพันธ์โครงการให้แก่องค์กรภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรที่สนใจ

น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ. กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และปัญหาเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดประชากรด้อยโอกาสว่างงานกลุ่มใหม่จำนวนมาก โครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐานปี 2564 จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ในฐานะต้นแบบการพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ที่มุ่งค้นหาระบบนิเวศทางการศึกษาและแนวทางฝึกอาชีพ เพื่อเชื่อมโยงชุมชนและเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกันโดยกลุ่มเป้าหมายคือประชากรนอกรั้วโรงเรียนวัย 15 ปีขึ้นไป ซึ่งประเทศไทยมีแรงงานกลุ่มนี้ราว 20 ล้านคน หรือ70% ในจำนวนนี้คือแรงงาน นอกระบบที่ขาดทักษะ

ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ.  กล่าวว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมา มีโครงการที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วม194 โครงการ กว่า 182 หน่วยพัฒนาอาชีพ ครอบคลุมการทำงาน 50 จังหวัด ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ว่างงาน ยากจนและด้อยโอกาสไปแล้วปีละราว 1 หมื่นคนภายใต้งบประมาณที่จำกัด และขณะนี้ กำลังเปิดรับข้อเสนอโครงการ จากหน่วยงานหรือองค์กรที่มีแนวคิดการพัฒนาอาชีพที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  สถาบันการศึกษาทั้งรัฐและเอกชน องค์กรเอกชน ธุรกิจเพื่อสังคม องค์กรชุมชน มูลนิธิ องค์กรสาธารณะประโยชน์  เน้นช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการพัฒนา 4 ทักษะสำคัญ คือ 1.ทักษะอาชีพ 2.ทักษะศตวรรษที่ 21 3.การดูแลสุขภาพจิต และ 4.ทักษะการบริหารจัดการด้านการเงินและหนี้สิน รวมทั้งมีรูปแบบการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีงานทำ ยืนหยัดด้วยตัวเองในระยะยาว โดยจะสนับสนุนทุนโครงการละไม่เกิน 1 ล้านบาท ดำเนินงานในกรอบระยะเวลา 7 เดือน

“กสศ. ตั้งเป้าให้หน่วยงานที่เข้าร่วม มองถึงการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายพิเศษ คือกลุ่มคนวัยทำงานที่มีบุตรหลานในระบบการศึกษาที่ไม่เกินระดับชั้น ม.3 เพื่อสนับสนุนให้มีอาชีพ มีรายได้ เพื่อส่งต่อผลสำเร็จไปยังครัวเรือน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนให้ได้เรียนต่อ ไม่หลุดจากระบบการศึกษา มีโอกาสได้เรียนต่อระดับชั้นที่สูงขึ้น โดยโครงการนี้มองผลปลายทางที่มากกว่าการฝึกอาชีพหรือการผลิตสินค้า แต่จะนำไปสู่ชุมชนนำร่องที่ทำงานร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการให้ผู้ด้อยโอกาสได้ประกอบอาชีพตามความถนัด พึ่งพาตนเองได้ มีอาชีพที่ยั่งยืน และนำพาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งยั่งยืน ผู้สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการได้ โดยเปิดรับ ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์  www.EEF.or.th หรือ ทุนพัฒนาอาชีพ.com ตั้งแต่วันที่ 10 – 23 กรกฎาคม 2564 และจะประกาศผลโครงการที่ผ่านการพิจารณาภายในเดือน สิงหาคม 2564” น.ส.ธันว์ธิดา กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการ ฯ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ. กล่าวว่า ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  และยูนิเซฟ พบว่าจะมีคนตกงานประมาณ 6 ล้านคน และมีเด็กจบการศึกษาใหม่  1.3 ล้านคน ดังนั้นต้องหาทางรองรับคนที่จะหลั่งไหลออกจากเมืองกลับไปยังชุมชน อีกทั้งความคิดของทีมงานที่เน้นการทำงานโดยใช้ชุมชนเพื่อเป็นต้นแบบของการรองรับแรงงาน เราอาจต้องเตรียมการเรื่องสวัสดิการทันสมัย รองรับคนที่จะกลับชุมชน ที่เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่า คนจนเฉียบพลัน คนยากจนพิเศษ คนจนถาวร หรือเกือบจนในแต่ละชุมชนเพิ่มมากขึ้น  ทั้งนี้เรากำลังแก้โจทย์สำคัญเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งมีสาเหตุปัจจัย 3 เรื่อง คือ 1. การส่งต่อความยากจนจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง คนที่จบม.ต้น แทบไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเอง ต้องอยู่กับความยากจน 2. ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนปีนี้จะยิ่งห่างมากกว่า 20 เท่า  และ 3. การวัดประเมินผลแบบแพ้คัดออก ยิ่งคนด้อยโอกาสมาจากครอบครัวยากจนยิ่งขาดโอกาสทางการศึกษา ดังนั้นการแก้โจทย์เราจะไม่ส่งต่อเรื่องความยากจนจากคนอีกรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งแต่เราจะสร้างมิติใหม่จะส่งต่อโอกาสความเสมอภาค กำหนดอนาคตของประเทศต่อไป  ประเทศไทยจะต้องก้าวไปข้างหน้าโดยเชื่อมโยงกับองค์กรในท้องถิ่น  ขยับเชิงนโยบายในแต่ละท้องถิ่น เป็นสังคมที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความยากจนจากล่างขึ้นบน การทำต้นแบบองค์ความรู้  บูรณาการเชื่อมต่อกับนโยบาย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของทุนในอนาคตข้างหน้า

น.ส.ณัฐชา ก๋องแก้ว นักวิชาการฝ่ายนวัตกรรมข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า ข้อมูลจากระบบ isee ของกสศ. (www.isee.eef.or.th/) พบว่า มีนักเรียนทุนเสมอภาคจำนวน 1.17 ล้านคน เด็กกลุ่มนี้มาจากครัวเรือนยากจนที่สุด 15% ล่างของประเทศ  เมื่อมีวิกฤติโควิด -19   มีรายได้ราว 1,021 บาทต่อคนต่อเดือน หรือราว 34 บาทต่อวัน เท่านั้น       จึงเป็นที่มาของการนำแนวคิดในการช่วยเหลือครอบครัวของนักเรียนทุนเสมอภาค ที่จำนวนมากต้องประสบปัญหาถูกเลิกจ้าง ว่างงาน และกลับภูมิลำเนามากขึ้น มาใช้ในการทำงานของโครงการ ฯ ในปี 2564 นี้ เพื่อเป็นต้นแบบการช่วยเหลือเปลี่ยนแปลงสมาชิกครอบครัวของนักเรียนทุนเสมอภาค ให้มีทักษะอาชีพและสามารถมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ซึ่งหมายถึงโอกาสในการศึกษาอย่างต่อเนื่องของเด็กและเยาวชนที่ยังอยู่ต่อไป

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญหิรัญบัฏ- เครื่องยศสมณศักดิ์ ถวายแด่พระพรหมวชิรโมลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586523

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญหิรัญบัฏ-เครื่องยศสมณศักดิ์ ถวายแด่พระพรหมวชิรโมลี

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 20.49 น.

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญหิรัญบัฏและเครื่องยศสมณศักดิ์ ถวายแด่พระพรหมวชิรโมลี ณ วัดศาลาลอย จังหวัดสุรินทร์

เมื่อเวลา 14.00 น.วันนี้ 9 กรกฎาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เชิญหิรัญบัฏและเครื่องยศสมณศักดิ์ ไปถวายแด่ พระพรหมวชิรโมลี ศรีปริยัติบริหาร ไพศาลศาสนกิจดิลก สาธรธรรมวิจิตร ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะเจ้าคณะรอง สถิต ณ วัดศาลาลอย พระอารามหลวง อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2564

พระพรหมวชิรโมลีฯ นามเดิมชื่อ ทองอยู่ พิศลืม เกิดเมื่อวันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2476 (เดือน 8 ปีระกา) อายุ 87 ปี พรรษา 67 ณ หมู่ 5 บ้านตะตึงไถง ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ บิดาชื่อ นายเคล็ม มารดาชื่อ นางแคน นามสกุล พิศลืม บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2492 ณ วัดกลางสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยมี พระประภากรคณาจารย์ (เดื่อ ปภากโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2497 ณ พัทธสีมาวัดกลางสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยมีพระประภากรคณาจารย์ (เดื่อ ปภากโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิภัชกัลยาณธรรม (จันทร์ กลฺยาณมุตฺโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูสิทธิการโกศล (เทพ นนฺโท) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ญาณวิสุทฺโธ”

วธ.ตั้งคณะทำงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พร้อมบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586346

อิทธิพล คุณปลื้ม

วธ.ตั้งคณะทำงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พร้อมบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงาน

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 15.05 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือน(Fake News)เพื่อเร่งตรวจสอบชี้แจงข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือน ทำให้ประชาชนได้รับทราบและสร้างความรู้ความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็วนั้น ขณะนี้ได้รับรายงานจากสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม(สป.วธ.) ได้จัดตั้งคณะทำงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม(Fake News) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ.เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน นายประสพ เรียงเงิน รองปลัด วธ.เป็นประธานคณะทำงาน และผู้บริหารกระทรวง วธ.เจ้าหน้าที่หน่วยงานสังกัดสป.วธ.ประกอบด้วย กองเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กลุ่มประชาสัมพันธ์ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กองกฎหมายและกองกลาง เป็นคณะทำงาน

“ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบประเด็นข้อมูลข่าวสารที่เป็นข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนที่มีการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ อีกทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบและชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นข้อมูลข่าวสารกรณีมีข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนรวมถึงส่งต่อข้อมูล ประสานงานและแจ้งเตือนไปยังศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และแก้ไขปัญหาได้ทันที” รมว.วธ.กล่าว

รมว.วัฒนธรรม กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน วธ.ได้บูรณาการการดำเนินการติดตามและชี้แจงข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ภายใน วธ. โดยผ่านคณะทำงานโฆษกกระทรวงวัฒนธรรมประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการและองค์การมหาชนสังกัด วธ. ได้แก่ กรมการศาสนา (ศน.) กรมศิลปากร (ศก.) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)

ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานจะตรวจสอบประเด็นข้อมูลข่าวปลอม /ข่าวบิดเบือน รวมถึงประสานกับคณะทำงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของ วธ. ในการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแต่ละหน่วยงาน รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการตรวจสอบข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือน การชี้แจงข้อเท็จจริงและสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นสร้างภูมิคุ้มกันกัน และใช้วิจารณญาณในการรับข่าว ว่ามีข้อเท็จจริงหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และหากพิจารณาแล้วว่าข่าวไม่น่าเชื่อถือและไม่มีมูลความจริง ขอความร่วมมือไม่ควรแชร์ออกไป

‘บอร์ด กพฐ.’ เผยเด็กเรียนออนไลน์ยาวทั้งเทอม เล็งปรับตัวชี้วัดผู้เรียน-ครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586322

เอกขัย กี่สุขพันธ์

‘บอร์ด กพฐ.’เผยเด็กเรียนออนไลน์ยาวทั้งเทอม เล็งปรับตัวชี้วัดผู้เรียน-ครู

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 14.05 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 นายเอกขัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กพฐ.ครั้งที่ 7/2564 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิส์ ระบบ ZOOM  ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานให้ที่ประชุมรับทราบถึงการจัดการเรียนการสอนในสถานการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เบื้องต้นคาดว่าทุกโรงเรียนจะต้องจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ ตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564  ไม่สามารถเปิดสอนในโรงเรียน หรือ On-site ได้ เพราะโควิดยังมีการแพร่ระบาดอย่างหนักอยู่ จากนั้นจะประเมินสถานการณ์ เพื่อดูว่าจะสามารถเปิดเรียนภาคเรียนที่ 2 ได้หรือไม่ 

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเสนอให้มีการปรับตัวชี้วัดการประเมินการจัดการเรียนการสอนของครูและนักเรียน ซึ่งเดิมกำหนดให้ต้องเรียนในชั้นเรียนไม่น้อยกว่า 200 วันต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งต้องจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์เป็นหลัก นอกจากนี้ ที่ประชุมยังไม่อนุมัติให้โรงเรียนมัธยมศึกษา ขยายห้องเรียนเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนลดน้อยลง ขณะเดียวกันจำนวนครูด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ก็มีน้อย หากขยายห้องเรียนก็ต้องรับครูเพิ่ม ดังนั้น ในอนาคตหากไม่จำเป็น กพฐ.ก็จะไม่อนุมัติให้เปิดห้องเรียนเพิ่มอย่างแน่นอน

“ที่ประชุมยังได้รายงานผลการดำเนินงานของ กพฐ. ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2560-2564 และจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม นี้ จากนั้นจะรักษาการเป็นเวลา 60 วัน ก่อนดำเนินการสรรหา กพฐ.ชุดใหม่เสร็จ โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ได้มีการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กไปแล้ว 208 แห่ง ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กไปแล้วกว่า 195 โรงเรียน ถือว่าดำเนินการได้ค่อนข้างล่าช้า จากโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่ทั้งหมดกว่า 1.4 หมื่นโรงเรียน” นายเอกชัย กล่าว 

‘บอร์ดคุรุสภา’ มีมติตัดการทดสอบวิชาเอกขอตั๋วครู หวังลดความซ้ำซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586319

ตรีนุช เทียนทอง

‘บอร์ดคุรุสภา’มีมติตัดการทดสอบวิชาเอกขอตั๋วครู หวังลดความซ้ำซ้อน

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 14.00 น.

วันที่ 9 กรกฏาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า จากที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้จัดให้มีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1 ไปเมื่อวันที่  20-21 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยกำหนดวิชาที่จะต้องทดสอบใน 5 หมวดวิชา คือ 1.หมวดทักษะภาษาไทย  2.หมวดทักษะภาษาอังกฤษ  3.หมวดทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital literacy) เพื่อการศึกษา  4.หมวดความรู้ทางวิชาชีพครู  และ 5.หมวดความรู้วิชาเอก เนื่องจากหลายฝ่ายมีข้อกังวลว่าการสอบสามารถชี้วัดและสะท้อนคุณภาพครูได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะการสอบวิชาเอก ที่อาจจะซ้ำซ้อน คณะกรรมการคุรุสภาจึงนำเรื่องนี้เข้ามาทบทวน เพื่อหาแนวทาง โดยให้คุรุสภาตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ไปรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรับฟังข้อคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนเสนอคณะกรรมการคุรุสภาพิจารณา

“ซึ่งในวันนี้ที่ประชุมพิจารณาแล้วจึงมีมติเห็นชอบตามที่คุรุสภาเสนอ ว่าจะตัดวิชาเอกออกไป ในการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 2 ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ เหตุผลสำคัญที่ตัดการสอบวิชาเอกออกไปเพื่อลดความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีกระบวนการสอบวัดความรู้วิชาเอกอยู่แล้ว เช่น การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็มีการสอบภาค ค.วัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพ และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา โดยประเมินจากการสอบสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการสอบสาธิตการปฏิบัติการสอนอยู่แล้ว” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แต่งตั้ง นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. เป็นประธานกำหนดหลักเกณฑ์การสรรหารองเลขาธิการคุรุสภา หลังนายบูรพาทิศ พลอยสุวรรณ์ รองเลขาธิการคุรุสภา ได้หมดวาระการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกล่าว

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดทางให้แพทย์ที่ไม่เคยรับวัคซีน ฉีด ‘ซิโนฟาร์ม’ ได้ฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586282

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดทางให้แพทย์ที่ไม่เคยรับวัคซีน ฉีด’ซิโนฟาร์ม’ได้ฟรี

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 10.16 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊พ ระบุว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ขอเชิญแพทย์ที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด และมีความประสงค์ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นเข็มแรก

สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เพื่อเข้ารับวัคซีนซิโนฟาร์มกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ทาง https://bit.ly/FormForDoc โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ โปรดระบุเลขที่ใบประกอบวิชาชีพ (เลข ว.) และเบอร์โทรศัพท์มือถือ เพื่อที่ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะส่งข้อความถึงท่าน แจ้งวัน-เวลานัดหมายเข้ามารับวัคซีน ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนตัวเลือกซิโนฟาร์ม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพ ต่อไป

ประกาศ ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2564