ม.มหาสารคาม ร่วมมือ CAAMS สาธารณรัฐประชาชนจีน พัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีเกษตรกรรม และ Smart Farm #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585262

ม.มหาสารคาม ร่วมมือ CAAMS สาธารณรัฐประชาชนจีน  พัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีเกษตรกรรม และ Smart Farm

ม.มหาสารคาม ร่วมมือ CAAMS สาธารณรัฐประชาชนจีน พัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีเกษตรกรรม และ Smart Farm

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึง การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) แบบ online ร่วมกับ Chinese Academy of Agricultural Mechanization Sciences (CAAMS) สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้านสนับสนุนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีเกษตรกรรม และ Smart Farm ครั้งนี้ว่า CAAMS และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ร่วมกันศึกษาค้นคว้างานวิจัยในสาขาที่ครอบคลุมด้านเกษตรกรรม เช่น ความมั่นคงด้านอาหาร การปกป้องสิ่งแวดล้อม การลดภัยพิบัติ และการพัฒนาที่ยั่งยืน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเกษตรอัจฉริยะหรือฟาร์มอัจฉริยะ และการดำเนินกิจกรรมทางวิชาการด้านอื่น เช่น การแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากร รวมถึงการร่วมจัดการประชุมวิชาการในระดับนานาชาติ CAAMS และมหาวิทยาลัย มีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนานมากกว่า 20 ปี และได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันมาโดยตลอดทั้งด้านเกษตรกรรม และมีแผนขยายความร่วมมือทางวิชาการครอบคลุมทั้ง 20 คณะ ในอนาคต

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : กินง่ายอยู่ง่าย คือ ไทยเดิม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585267

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : กินง่ายอยู่ง่าย คือ ไทยเดิม

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : กินง่ายอยู่ง่าย คือ ไทยเดิม

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ครอบครัวชาวสยามกำลังปรุงอาหาร

ประเทศไทย ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมของชุมชนที่หลากหลาย ต่างมีลักษณะทางสังคม ความเชื่อศรัทธาและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ส่งผลให้มีวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไปด้วย อาหารและการบริโภค ถือเป็นอัตลักษณ์หนึ่งที่บ่งบอกถึงลักษณะเฉพาะของคนไทย รวมทั้งของชุมชนดั้งเดิมนั้นๆ

ในสมัยสุโขทัย เริ่มปรากฏคำว่า แกง ขึ้น เป็นที่มาของคำว่า “ข้าวหม้อแกงหม้อ”

สมัยอยุธยา ที่มีการติดต่อกับชาวตะวันตกและตะวันออกส่งผลต่อการประกอบอาหารแม้ว่าจะยังคงเป็นแบบเรียบง่าย มีปลาเป็นวัตถุดิบหลัก นำมาทำเป็นแกง และต้ม มีการใช้น้ำมันจากมะพร้าว และกะทิมาประกอบอาหาร เริ่มมีอาหารประเภทเครื่องจิ้ม เช่น น้ำพริกกะปิ รู้วิธีการถนอมอาหาร เช่น การนำไปตากแห้ง หรือทำเป็นปลาเค็ม มีการใช้เครื่องเทศลงไปแกง ได้แก่ หัวหอม กระเทียม สมุนไพรหวาน และชนิดอื่นที่มีกลิ่นแรงเพื่อดับกลิ่นคาวปลา เริ่มมีอาหารนานาชาติเข้ามาในราชสำนักก่อนที่จะกระจายสู่สามัญชนทั่วไปในช่วงปลายอยุธยา เช่น อาหารญี่ปุ่น โปรตุเกส เหล้าองุ่นจากสเปน เปอร์เซีย ฝรั่งเศส และจีน ซึ่งมีบทบาทมากที่สุดตั้งแต่สมัยธนบุรี เป็นต้นมา

สมัยรัตนโกสินทร์ มีอาหารว่างเพิ่มขึ้นมาจากสำรับคาวหวาน ส่วนอาหารจีนมีอิทธิพลมากขึ้น และผสมผสานจนกลายเป็นอาหารไทยไปโดยปริยาย กล่าวคือ มีการใช้เนื้อหมูเป็นวัตถุดิบหลัก มีการปรุงเครื่องเทศแบบอิสลามด้วย จากกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

การรับประทานอาหารเปิบข้าวด้วยมือของชาววังในอดีต

สมัยรัชกาลที่ ๕ เริ่มความหลากหลายของอาหารไทยมีมากขึ้น สำรับมีอาหารอย่างน้อย ๗ ประเภท คือ ข้าวสวย เครื่องคาว เครื่องเคียงแกง เครื่องเคียงแขก เครื่องเคียงจิ้ม เครื่องเคียงเกาเหลา และเครื่องหวาน อาหารมีครบทุกรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และเผ็ด ลักษณะอาหารชาววังแตกต่างจากอาหารชาวบ้าน คือ มีการจัดอาหารเป็นชุดหรือสำรับ

นอกจากนี้ เริ่มมีอาหารจานเดียว และอาหารนานาชาติมากขึ้น ทำให้วิธีการปรุงหรือส่วนประกอบแตกต่าง กันไป ทำให้รสชาติของอาหารไม่ใช่ตามตำรับดั้งเดิม และขาดความประณีตที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาหารไทย

ในการจัดสำรับอาหาร ประกอบไปด้วยอาหารคาวและอาหารหวาน อาหารหลักคือ ข้าว และกับข้าวซึ่งส่วนใหญ่ได้จากปลา มีสัตว์อื่นประกอบบ้าง ผักประเภทแฟง แตงและน้ำเต้า ส่วนอาหารหวานใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน เช่น ข้าวตอกและน้ำผึ้งบ้าง นิยมกินผลไม้แทนอาหารหวาน

วิธีการกินแบบดั้งเดิม คือ การจกหรือเปิบข้าวพื้นเมืองกับปลาแห้งหรือปลาสด มีปลาเค็มตัวเล็กๆ และผักสด ซึ่งมีความสดใหม่เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ สามารถหาวัตถุดิบได้สะดวกจากตลาด ไม่มีอุปนิสัยการกินที่ฟุ่มเฟือย กินน้อยอย่างพอประมาณ เครื่องจิ้มที่สำคัญคือ น้ำพริกปลาปลาจ่อมที่ทำจากกุ้ง ปู หอย และปลา ปรุงด้วยพริกไทยและเกลือ ข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณสมบัติดีที่สุดในปัจจุบันคือ ข้าวหอมมะลิ เป็นที่นิยมในตลาดโลกว่าเป็นข้าวหอมที่อร่อยที่สุดของโลก

จะเห็นได้ว่าโบราณนานมาคนไทยเรานั้นมีวัฒนธรรมการบริโภคที่เรียบง่าย พอเพียง ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวอุดมสมบูรณ์ในอัตลักษณ์ดังกล่าวนั้นซ่อนภูมิปัญญาและศิลปะมากมายผสมผสานธรรมชาติที่มีอยู่ นำมาปรุงแต่งอย่างลึกซึ้ง ประณีตละเมียดลิ้น ครบคุณค่าทางโภชนาการ เป็นความสุขในการบริโภคอย่างที่คนรุ่นหลังไม่ต้องสรรหาใดๆ อีกแล้ว

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง/ภาพ

ชุมชนดั้งเดิม ใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์ กระทรวงวัฒนธรรม

อบรม พัฒนารองผู้อำนวยการสถานศึกษา ออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585261

อบรม พัฒนารองผู้อำนวยการสถานศึกษา ออนไลน์

อบรม พัฒนารองผู้อำนวยการสถานศึกษา ออนไลน์

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร อดีตเลขาธิการการอาชีวศึกษา/เลขาธิการ กพฐ. เป็นวิทยากรการอบรมพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา แบบออนไลน์ ในเขตภาคเหนือ มีผู้เข้าอบรมจำนวน 184 คน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ เจตคติที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย

สพฐ. ร่วมกับ ม.สวนดุสิต และ ม.กวางสี ผลิตบัณฑิต หลักสูตรธุรกิจจีน-อาเซียน เรียน 2 ประเทศ รับ 2 ปริญญา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585263

สพฐ. ร่วมกับ ม.สวนดุสิต และ ม.กวางสี ผลิตบัณฑิต หลักสูตรธุรกิจจีน-อาเซียน เรียน 2 ประเทศ รับ 2 ปริญญา

สพฐ. ร่วมกับ ม.สวนดุสิต และ ม.กวางสี ผลิตบัณฑิต หลักสูตรธุรกิจจีน-อาเซียน เรียน 2 ประเทศ รับ 2 ปริญญา

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตรรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศและลูกค้า มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ปฏิบัติการแทนอธิการบดี และ ศ.ดร.ฟ่าน จั้วจวิน รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) โครงการความร่วมมือทางการศึกษา “1+2+1” สำหรับการศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตสาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกิจจีน-อาเซียน

สำหรับวิธีการคัดเลือกนักเรียนเข้าร่วมโครงการจะคัดเลือกนักเรียนที่จบการศึกษาระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าเริ่มเรียนระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกิจจีน-อาเซียน ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในชั้นปีที่ 1 ควบคู่กับการเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากนั้น จะเดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยกวางสีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา 2 ปี แล้วกลับมาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และสามารถเลือกทำสารนิพนธ์ในประเทศไทยหรือจีนภายใต้การให้คำปรึกษาของ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และมหาวิทยาลัยกวางสี และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้รับปริญญาบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกิจจีน-อาเซียน จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และปริญญา Bachelor of Economics majoring in Economy and Trade จากมหาวิทยาลัยกวางสี

โครงการความร่วมมือทางการศึกษา “1+2+1” การศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกิจจีน-อาเซียน จะเริ่มรับสมัครนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่มีผลสอบการวัดระดับภาษาจีน (HSK) ในระดับ 3 ขึ้นไปเข้าสอบคัดเลือก เพื่อเริ่มเรียนตามแผนการเรียนของหลักสูตรในเดือนสิงหาคม 2564

‘วิษณุ’ มอบ สกศ.ปรับยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัยฝ่าโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585381

'วิษณุ'มอบ สกศ.ปรับยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัยฝ่าโควิด-19

‘วิษณุ’มอบ สกศ.ปรับยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัยฝ่าโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 19.54 น.

“วิษณุ”มอบ สกศ.ปรับยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัยฝ่าโควิด-19 สร้างเอกภาพ”สธ.-มท.-พม.-ศธ.”บรรลุเป้าหมายราบรื่น

วันนี้ (5 กรกฎาคม 2564) ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 1/2564 ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ผ่านวีดิทัศน์ทางไกล (VDO Conference) โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาธิการ กกศ.)  ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการ กกศ. พร้อมผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) พร้อมกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมประชุม ณ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

โดย ดร.อำนาจ กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของ สกศ. ในการขับเคลื่อนงานตามแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 – 2570 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 3564 ทำหน้าที่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการจัดทำแผนงบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปีแบบบูรณาการให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2564 – 2570 ประการสำคัญคือ สร้างความเชื่อมโยงบูรณาการให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการตามภารกิจที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย นำแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2564 – 2570 ไปใช้เป็นกรอบแนวทางและเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพการบริการ ดูแล พัฒนา และจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและจัดทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยและปฏิบัติการให้เป็นไปตามแผนดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายเด็กปฐมวัยทุกคน ในประเทศไทยต้องได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน อย่างมีคุณภาพ ตามศักยภาพ ตามวัยและต่อเนื่อง และสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน

ที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานในหลายด้าน อาทิ ความก้าวหน้า(ร่าง)แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2564 – 2570 รายงานผลการติดตามการดำเนินงานตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563 รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สำนักมาตรฐานและติดตามการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยอภิปรายอย่างกว้างขวางถึงภาวะสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2564 – 2570 ที่จำเป็นต้องสร้างการบูรณากันทุกหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดเอกภาพการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ

โดย ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้มอบหมาย สกศ.ทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2564 – 2570 ให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับผลกระทบโควิด-19 เพื่อขจัดอุปสรรคต่อการพัฒนาปฐมวัย โดยใช้กลไกขับเคลื่อนสำคัญ 6 คณะอนุกรรมการฯ ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 เน้นย้ำติดตามการดําเนินงานตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติของหน่วยงานต้นสังกัดทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการดูแล พัฒนาและจัดการศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพื่อสะท้อนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดําเนินงานตามมาตรฐานฯ อย่างต่อเนื่อง

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาแผนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ รวม 6 คณะ ประกอบด้วย 1) คณะอนุฯ บูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย (ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ ประธานอนุฯ) 2) คณะอนุฯ พัฒนาระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลเด็กปฐมวัย (รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล ประธานอนุฯ) 3) คณะอนุฯ วิจัย พัฒนา และจัดการองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย (รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง ประธานอนุฯ) 4) คณะอนุฯ กฎหมายและการคุ้มครองสิทธิ (รองศาสตราจารย์ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุฯ) 5) คณะอนุฯ ด้านสื่อสารเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย (นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานอนุฯ) และ 6) คณะอนุฯ พัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษและด้อยโอกาส (รองศาสตราจารย์ ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ประธานอนุฯ)

ภายใต้ 7 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2564 – 2570 ประกอบด้วย 1) การจัดการและการให้บริการแก่เด็กปฐมวัย 2) การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัวในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย 3) การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการพัฒนาเด็กปฐมวัย 4) การพัฒนาระบบและกลไกการบูรณาการสารสนเทศเด็กปฐมวัยและการนำไปใช้ประโยชน์ 5) การจัดทำและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและการดำเนินการตามกฎหมาย 6) การวิจัยพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ และ 7) การบริหารจัดการ การสร้างกลไกการประสานการดำเนินงานและการติดตามประเมินผล

ดร.อำนาจ กล่าวว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทน พม. , สธ. , มท.และ ศธ.ตั้งข้อสังเกตและอภิปรายข้อเสนอแนะปรับตัวชี้วัดอย่างละเอียดแต่ละยุทธศาสตร์ และกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ มาตรการขับเคลื่อนสำคัญ และการติดตามประเมินผล เพื่อลดความซ้ำซ้อนในเชิงบริหารและเชื่อมโยงการบูรณาการที่เกิดความสอดคล้องเป็นรูปธรรมชัดเจน ประการสำคัญเพื่อลดความเหลื่อมล้ำการพัฒนาเด็กปฐมวัย การพัฒนาเด็กไม่ได้มีแค่พัฒนาการ 4 ด้าน สังคม อารมณ์ จิตใจ สติปัญญา แต่ยังมีทักษะการบริหารจัดการตนเองขั้นสูง (Executive Functions : EF) ซึ่งมีความสำคัญเช่นกันโดยเพิ่มเสาหลักการพัฒนาตัวตนในเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นกระบวนการทางความคิดระดับสูงของสมองส่วนหน้าที่มีความเกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก และการกระทำของเด็กปฐมวัย ผนวกเข้ากับแผนการขับเคลื่อนต่อเนื่องกันทุกกระทรวงในสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดความราบรื่นและไม่ขาดตอนการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 และมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ.2561

สอศ.เร่งเดินหน้าวาระเร่งด่วน ‘ตรีนุช’ คาด ก.ย.ขับเคลื่อนตามเป้าทั่วปท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585235

สอศ.เร่งเดินหน้าวาระเร่งด่วน'ตรีนุช' คาด ก.ย.ขับเคลื่อนตามเป้าทั่วปท.

สอศ.เร่งเดินหน้าวาระเร่งด่วน’ตรีนุช’ คาด ก.ย.ขับเคลื่อนตามเป้าทั่วปท.

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 14.11 น.

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีนโยบายหลักและ7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ให้หน่วยงานต่าง ๆ ขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเดือนกันยายนนี้นั้น ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ขับเคลื่อนนโยบายโดยขณะนี้ สอศ.อยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM) จำนวน 25 แห่ง คาดว่าภายในเดือนกันยายนนี้จะจัดตั้งศูนย์ CVM ทั้ง 25 ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศแล้วเสร็จ โดยศูนย์นี้ดำเนินการทั้งนโยบายหลักและวาระเร่งด่วน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ขับเคลื่อนการศึกษาเพื่ออาชีพและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ผู้จบอาชีวศึกษามีอาชีพ และมีรายได้ที่เหมาะสม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบกับการรับนักเรียน นักศึกษาอาชีวะประจำปีการศึกษา 2564 โดยภาพรวมลดลงกว่า 6% ซึ่งยอดการรับของนักเรียนอาชีวะภาครัฐไม่ต่างจากปีการศึกษา 2563 มากนัก และอาชีวะเราได้ปรับเน้นเรื่องคุณภาพนำปริมาณจึงไม่กังวล แต่พบว่ายอดการรับของอาชีวะเอกชน มีจำนวนผู้เรียนลดลงมาก เนื่องจากผู้ปกครองได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายการเรียนได้ ทั้งนี้ ตนไม่กังวลที่ยอดการรับนักเรียนอาชีวะปรับลดลงทุกปี เพราะยอดการรับนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ลดลงเช่นกัน สาเหตุที่ยอดการรับลดลง เพราะจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง ยอดการรับนักเรียนจึงลดลงตามสภาพการเกิดของประชากรประเทศ

สำหรับการเรียนออนไลน์ของนักเรียน นักศึกษาอาชีวะก็ยังไม่พบปัญหาเนื่องจากวิทยาลัยแต่ละแห่งมีความพร้อมในเรื่องของระบบอินเตอร์เน็ต เพราะมีสาขาที่เกี่ยวข้องเปิดสอนอยู่แล้ว ครูจึงมีความพร้อม และผู้เรียนก็เป็นเด็กโต พบว่า 97% มีสมาร์ทโฟน์สามารถเรียนออนไลน์ได้ ส่วนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน์ซึ่งก็มีอยู่จำนวนน้อย จึงจัดให้มาเรียนที่วิทยาลัย  และในช่วงเรียนออนไลน์ก็ให้เรียนวิชาสามัญก่อน ส่วนวิชาปฏิบัติก็ให้สอนทฤษฎีไปก่อน หากสถานการการณ์แพร่ระบาดลดลงสามารถเข้าในสถานศึกษาได้จึงเรียนปฏิบัติ

“ส่วนพื้นที่ จ.ภูเก็ต ในช่วงเดือน ก.ค.นี้ ให้เรียนออนไลน์ไปก่อน แต่หลังจากที่เปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์แล้วก็ให้เรียน On-site ซึ่งขณะนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษาของอาชีวะฯ ใน จ.ภูเก็ต ฉีดวัคซีนแล้ว 98% ส่วนที่เหลือบางคนกำลังตั้งครรภ์ หรือมีโรคภูมิแพ้ร้ายแรงจึงยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และคนที่อายุเกิน 18 ปี ก็ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วทุกคนด้วย” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า สอศ.จะเร่งผลักดันการพิจารณาการสรรหานายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา จำนวน 14 แห่ง ซึ่งเว้นว่างมานานหลายปีด้วย โดยขณะนี้ นายรอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้ลงนามประกาศคณะกรรมการ กอศ. เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการได้มาขอนายกสภาสภาบันการอาชีวศึกษาที่เสนอชื่อ ผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภาการอาชีวศึกษา โดยให้คณะกรรมการ กอศ. สอศ. ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษา หรือผู้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษา ส่งแบบข้อมูลบุคคลการส่งแบบข้อมูลฯ พร้อมหลักฐานประกอบ มาที่ สอศ.ภายในที่ 2 กรกฏาคม นี้ โดยขณะนี้หมดเขตการส่งข้อมูลแล้ว สอศ.ก็จะรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมา เพื่อเสนอให้คณะกรรมการ กอศ.พิจารณาต่อไป

“การสรรหานายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา คณะกรรมการ กอศ.จะต้องร่วมกันลงคะแนนเสียง เพื่อสรรหานายกสภาสถาบันอาชีวศึกษาด้วย ซึ่งการประชุมลักษณะนี้ไม่สามารถจัดประชุมผ่านออนไลน์ได้ จะต้องเข้ามาร่วมประชุมและลงคะแนนเสียงด้วยตนเอง แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ไม่สามารถจัดการรวมกลุ่มคนจำนวนมากได้ สอศ.จึงต้องทำเรื่องขออนุญาตไปยังศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ก่อน ถึงจะสามารถจัดประชุมได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา สอศ.จะดำเนินการสรรหาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน” นายสุเทพ กล่าว

‘หมอโอภาส’ เผยเอกสารการประชุมวัคซีนไม่ใช่ของจริง! ชี้คล้ายเอาสไลด์มาปะติด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585195

'หมอโอภาส'เผยเอกสารการประชุมวัคซีนไม่ใช่ของจริง! ชี้คล้ายเอาสไลด์มาปะติด

‘หมอโอภาส’เผยเอกสารการประชุมวัคซีนไม่ใช่ของจริง! ชี้คล้ายเอาสไลด์มาปะติด

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 12.41 น.

วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 กรณีมีการเผยแพร่เอกสารการประชุมของคณะกรรมการด้านวิชาการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และคณะทำงานวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน โดยประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ คือ ในที่ประชุมมีการพูดว่า หากนำวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 3 มากระตุ้นบุคลากรที่ฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม จะแสดงว่าซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพนั้น จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า เรื่องนี้จริงหรือไม่

ล่าสุด ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ ว่า เอกสารที่ออกมาไม่ใช่เอกสารฉบับจริงของที่ประชุม โดยวันนั้นเป็นการประชุมวิชาการ มี 3 คณะ คือ คณะกรรมการวิชาการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ใน พ.ร.บ. ความมั่นคงด้านวัคซีนของสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และคณะกรรมการวิจัยและวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน ซึ่งคนเข้าร่วมประชุมค่อนข้างมาก มีทั้งร่วมประชุมและออนไลน์ แต่ทั้งหมดเน้นเรื่องวิชาการ เกี่ยวกับวัคซีนต่างๆ รวมทั้งไฟเซอร์ว่าควรต้องฉีดอย่างไรต่อไป  โดยกลไกเมื่อคณะชุดนี้ทำเสร็จ ต้องเสนอต่อคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องนี้ต่อไป เพราะเป็นเรื่องวิชาการ ทั้งคณะกรรมการวิชาการ ต้องเสนอคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบให้เป็นข้อสั่งการ ส่วนคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคก็ต้องเสนอต่อคณะกรรมการวัคซีน ส่วนคณะที่สามก็ต้องเสนอคณะกรรมการด้านการจัดการวัคซีน เมื่อคณะที่เป็นทางการเห็นชอบก็จะเสนอ ศบค.เห็นชอบต่อไป

“ส่วนเอกสารการประชุมที่มีการเผยแพร่ออกไปนั้น ไม่เรียกว่าเอกสารหลุด แต่เป็นเอกสารที่ไม่จริง เพราะคนเขียนสรุปไม่ใช่ฝ่ายเลขาของการประชุมนั้นๆ ไม่มีแพตเทิร์นทางการ เป็นเหมือนเขียนอ่านกันเอง ซึ่งเอกสารนี้ไม่จริง ส่วนที่ในการประชุมที่มีการเสนอความคิดเห็น อย่างไรเสียไม่มีข้อสรุปใดๆทั้งสิ้น” นพ.โอภาส กล่าว

เมื่อถามว่าสรุปเอกสารนั้นไม่ใช่เอกสารจริงใช่หรือไม่ นพ.โอกาส กล่าวว่า หากสังเกตดีๆ เหมือนเอกสารที่เขียนเองอ่านเอง และเอกสารนั้นเหมือนเอาสไลด์การประชุมไปปะติด ยืนยันว่าไม่ใช่เอกสารจริงจากฝ่ายประชุม ทั้งนี้ ไม่ควรเผยแพร่ต่อ เพราะถ้าเผยแพร่ต่อก็จะเป็นเรื่องไม่จริงไปกันใหญ่

นพ.โอภาส กล่าวว่า ปกติการประชุมวิชาการก็จะมีความคิดเห็นหลากหลาย คนเข้าร่วมก็แสดงความคิดเห็นได้ แต่ไม่ใช่ข้อสรุป ที่สำคัญต้องดูบริบทว่า เขาพูดอะไร การเอาคำใดคำหนึ่งไปโค้ทอย่างเดียว ถือว่าไม่เป็นธรรม แต่การประชุมวันนั้น ตนก็ไม่ได้เข้าประชุม จึงไม่ทราบว่ามีการพูดอะไร อย่างไร แต่โดยมารยาทก็ไม่ควรพูด แต่ที่แน่ๆ เอกสารนั้นไม่ใช่เอกสารหลุด แต่ไม่จริงเลย

เมื่อถามว่ากรณีไฟเซอร์ที่จะได้รับการบริจาค 1.5 ล้านโดส ยังไม่มีข้อสรุปการบริหารจัดการฉีดให้กลุ่มไหนใช่หรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการสรุปเป็นทางการว่าจะส่งให้ไทย เมื่อไหร่ อย่างไร ก็ต้องติดตามกันก่อน ต้องเอาข้อมูลมาประมวลก่อนและจะมาบริหารจัดการอีกที เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

เมื่อถามว่า มีแพทย์กลุ่มหนึ่งขอให้นำวัคซีนไฟเซอร์ที่จะบริจาคมาให้บุคลากรทางการแพทย์เพื่อกระตุ้นเข็มที่ 3 นพ.โอภาส กล่าวว่า เป็นความเห็นที่เรารับฟัง แต่ยังไม่ทราบว่า สหรัฐจะบริจาคเท่าไหร่ เมื่อไหร่ แต่มีกรอบสั้นๆว่าจะมาเดือนนี้

เมื่อถามว่าบุคลากรสาธารณสุขยังกังวลเรื่องกระตุ้นเข็ม 3 ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร เพราะขณะนี้หลายคนรู้สึกขาดขวัญกำลังใจมาก นพ.โอภาส กล่าวว่า ทางท่านรองนายกฯ รมว.สธ. และท่านปลัดสธ.ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยกับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลทั้งหมดว่า ส่วนไหนจะมีความปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด ขอให้บุคลากรมั่นใจว่า ทางกระทรวงฯ จะจัดหาสิ่งที่ปลอดภัยทั้งหมดให้

เมื่อถามว่ากรณีการฉีดวัคซีนเชื้อตาย 2 เข็ม แล้วหากกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA จะมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน นพ.โอภาส กล่าวว่า เรื่องวัคซีนเราสนใจเรื่องประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ซึ่งประสิทธิภาพวัดได้หลายอย่าง เช่น ผลแล็ปในห้องทดลอง แต่ผลแล็ปกับความจริงก็แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ผลแล็ปก็คล้ายๆเฟสสอง แต่หากทดลองประชากรกลุ่มไม่มากถือเป็นเฟสสาม และเมื่อผ่านก็จะนำไปสู่ประชาชนกลุ่มมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เรามักเอาผลทางแล็ปมาอิงกับผลจริง แต่ผลจริงถือเป็นข้อมูลสำคัญ ส่วนความปลอดภัยของวัคซีน อย่างที่ทราบขณะนี้วัคซีนใช้ในภาวะฉุกเฉิน จึงไม่มีใครทราบผลระยะยาว อย่างบางยี่ห้อที่เป็น mRNA มีประสิทธิภาพดีมาก แต่ใช้ไประยะหนึ่งก็พบว่า ในคนหนุ่มมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจำนวนหลายพันราย ซึ่งข้อมูลมีการปรับเปลี่ยนรายสัปดาห์ รายวัน จึงต้องเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า อันไหนเหมาะกับประเทศไทยมากที่สุด

หมอฟัน ‘มข.’ พัฒนา ‘อุปกรณ์เก็บกักละออง’ ลดเชื้อโรคกระจาย..ปลอดภัยทั้งแพทย์-คนไข้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585047

หมอฟัน‘มข.’พัฒนา‘อุปกรณ์เก็บกักละออง’  ลดเชื้อโรคกระจาย..ปลอดภัยทั้งแพทย์-คนไข้

หมอฟัน‘มข.’พัฒนา‘อุปกรณ์เก็บกักละออง’ ลดเชื้อโรคกระจาย..ปลอดภัยทั้งแพทย์-คนไข้

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ โดยศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดงานแถลงข่าว การถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานนวัตกรรมเรื่อง อุปกรณ์เก็บกักละออง ป้องกันเชื้อโรคจากการทำฟัน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคในปัจจุบัน สร้างความปลอดภัยต่อทันตบุคลากร และคนไข้ รวมถึงการสร้างความมั่นใจต่อสังคม ทั้งนี้เป็นผลงานที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ในงานได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานในพิธี โดยมี ศ.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ รศ.ทพ.สมเกียรติ เหลืองไพรินทร์ อาจารย์ประจำคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทพ.สุรัตน์ ลีนะศิริมากุล นักวิจัย ศิษย์เก่าคณะทันตแพทยศาสตร์ คุณเซี่ยง อิง หวัง และคุณสุวัธชัย เดชาพงศา กรรมการ บริษัท ดับบลิว แอนด์ เอช เทค จำกัด คณะผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

จากนั้น ได้มีพิธีลงนามสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นในฐานะผู้ทรงสิทธิ อนุญาตให้ บริษัท ดับบลิว แอนด์ เอช เทค จำกัด เป็นผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งสามารถนำ “อุปกรณ์เก็บกักละออง” ไปทำการผลิตและจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้รับอนุญาตได้ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ ผู้ลงนาม
ในสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ คุณเซี่ยง อิง หวัง กรรมการ บริษัท ดับบลิว แอนด์ เอช เทค จำกัด

งานวิจัย “อุปกรณ์เก็บกักละออง” ช่วยลดการกระจายเชื้อโรคจากการทำฟัน เป็นการทำงานวิจัยร่วมกันของ รองศาสตราจารย์ สมเกียรติ เหลืองไพรินทร์ อาจารย์ประจำคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ทันตแพทย์ สุรัตน์ ลีนะศิริมากุล นักวิจัย ศิษย์เก่าคณะทันตแพทยศาสตร์ เป็นงานวิจัยที่ทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของทันตแพทย์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังควบคุมไม่ได้ เพราะมีโอกาสเกิดการฟุ้งกระจายของเชื้อโรคระหว่างการทำหัตถการ ทำให้การทำงานมีความเสี่ยง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย

ซึ่งจุดเด่นในการใช้เป็นอุปกรณ์เก็บกักละอองนี้คือ การป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อโรค ช่วยลดการสัมผัสละอองที่ฟุ้งกระจายในขณะปฏิบัติงานได้ถึง 99.99% โดยทันตแพทย์จะใช้ครอบเฉพาะจมูกและปากคนไข้เท่านั้น จึงตัดปัญหาเสียงก้องหรือเสียงดังรบกวนคนไข้ ส่วนวัสดุที่ใช้ทำปลอกสวมแขนและฐานรอง ใช้วัสดุเช่นเดียวกันกับหน้ากากอนามัย (SMS Fabric) ซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำซึมผ่าน แต่อากาศไหลผ่านได้ดี

โดยทางนักวิจัยได้มีการทดสอบการไหลของอากาศภายในเครื่องพบว่ามีอากาศใหม่ที่ไหลเวียนเข้าไปภายในกล่อง ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 9 ลิตรต่อวินาที และจากการตรวจสอบภายในอุปกรณ์ไม่พบแรงต้านการหายใจแต่อย่างใด สร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยจะสามารถหายใจได้โดยสะดวก และไม่รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด แม้จะนอนทำฟันเป็นเวลานาน

รศ.สมเกียรติ เหลืองไพรินทร์ นักวิจัย กล่าวว่า ในด้านของความปลอดภัยในการทำความสะอาดหลังจากทำหัตถการแล้ว ทางทีมนักวิจัยได้มีการออกแบบให้ผู้ปฏิบัติงานได้ทำการฆ่าเชื้อโดยการพ่นหมอกน้ำยาฆ่าเชื้อ Electrolyzed Oxidizing Water (EOW) โดยต่ออุปกรณ์ เข้าไปในกล่องเก็บกักละออง พบว่า EOW มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อได้มากกว่า 99.99% หลังจากนั้นให้ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะทางทันตกรรม หรือใช้ทิชชู่เปียกที่อาบด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะทางทันตกรรมทำความสะอาด อีกหนึ่งรอบจะสามารถฆ่าเชื้อได้ 100% จะช่วยให้การทำงานของทันตแพทย์ และผู้ช่วยทันตแพทย์ปลอดภัย ไม่ได้รับการติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่ทางทันตกรรม

ทพ.สุรัตน์ ลีนะศิริมากุล นักวิจัยร่วม กล่าวว่า จากการออกแบบและการทำสอบในด้านของความปลอดภัย สมรรถนะในการทำงาน การทำความสะอาดหลังจากการอุปกรณ์แล้ว นับได้ว่า “อุปกรณ์เก็บกักละออง” เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้ทันตแพทย์ และคนไข้ปลอดภัยขึ้น และลดการติดเชื้อจากละอองที่เกิดจากการการทำฟัน โดย “อุปกรณ์เก็บกักละออง” ได้มีการจดอนุสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ทางวิศวกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นเครื่องแรกในโลกที่ทำงานได้เช่นนี้

พร้อมกันนี้ นักวิจัยและคณะ ได้สาธิตการใช้อุปกรณ์เก็บกักละอองในการทำหัตถการกับคนไข้ และวิธีการพ่นหมอกน้ำยาฆ่าเชื้อ Electrolyzed Oxidizing Water (EOW) ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อได้ 99.99% และพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะทางทันตกรรม ทำความสะอาดอีกหนึ่งรอบแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของความปลอดภัยในการฆ่าเชื้อได้ถึง 100% อันก่อให้เกิด 3S Dental CHAMBER® นั่นคือ SAFETY คนปลอดภัย SECURITY งานปลอดภัย และ SURETY สังคมมั่นใจ

‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ เปิดหลักสูตรขยาย ‘พยาบาลศาสตรบัณฑิต’ รับ ป.ตรีทุกสาขา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585048

‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’เปิดหลักสูตรขยาย  ‘พยาบาลศาสตรบัณฑิต’รับป.ตรีทุกสาขา

‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’เปิดหลักสูตรขยาย ‘พยาบาลศาสตรบัณฑิต’รับป.ตรีทุกสาขา

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พยาบาลเปรียบเสมือนหัวใจหลักของระบบสุขภาพ องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยโลกกำลังขาดแคลนพยาบาล และควรมีการผลิตพยาบาลให้ได้อย่างต่ำ 6 ล้านคน ภายในปี ค.ศ. 2030 ทั้งนี้ยังเพื่อเป็นการรองรับการขาดแคลน เมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ตัวอย่างเช่นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนพยาบาล ทั้งในภาวะปกติ ภาวะฉุกเฉิน อย่างเช่นในสถานการณ์โควิด และในภาวะเตรียมความพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub)

พยาบาลวิชาชีพในยุค 5.0 สำหรับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางกระแสความขาดแคลนกำลังคน และโรคอุบัติใหม่ ความรอบรู้ทั้งเรื่องมนุษย์ สังคมยุคใหม่ เทคโนโลยี และความรู้ทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่ไม่มีจุดสิ้นสุด การสร้างทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม (reskill) และเพิ่มความสามารถในการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เข้ากับการทำงาน (Upskill) จึงเป็นประเด็นที่สำคัญในการพัฒนาบัณฑิต พยาบาลศาสตรบัณฑิต สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น เป็นหลักสูตรใหม่ที่ขยายโอกาสและรองรับความขาดแคลนและเติมเต็มสมรรถนะ ให้สมบูรณ์ ตอบโจทย์ด้านสุขภาพของประเทศ เปิดรับสมัคร รุ่น 1 เดือนมิถุนายน 2564 จำนวนรับสมัคร 100 คน

ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ในศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ต้องการสืบทอดพระราชปณิธานในการขจัดทุกข์บำรุงสุข แก่ประชาชน ซึ่งจัดตั้ง สภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ขึ้นพร้อมรับนักศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต รุ่นแรกในปีการศึกษา 2560 จำนวน 50 คน มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความสามารถ รอบรู้ในศาสตร์ทางการพยาบาลและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมีคุณธรรมจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพการพยาบาล มีอุดมการณ์ มีความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อวิชาชีพและเป็นพลเมืองดีที่สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม ภายใต้ปรัชญา “ดูแลคนด้วยหัวใจ”

รศ.ดร.ทัศนา บุญทอง คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่าเพื่อตอบสนองพระปณิธาน อีกทั้งยังเป็นการรองรับสถานการณ์และปัญหาสาขาวิชาชีพขาดแคลน สถาบัน ววจ. ได้เปิด หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2564 คือ พยาบาลศาสตรบัณฑิต สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น โดยรับบุคคลที่จบปริญญาตรีสาขาอื่นที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นพยาบาลวิชาชีพ มุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะเรื่องการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม และการพัฒนาคุณภาพการพยาบาล

อีกทั้งยังเป็นไปตามพันธกิจของสถาบัน ซึ่งมุ่งตอบสนองความต้องการของประเทศ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมผู้สูงอายุ และการเพิ่มกำลังคนสาขาหลักของสาธารณสุข โดยหลักสูตรนี้ผลิตบุคลากรสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มุ่งขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับบุคคลโดยไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชาติ หรือเศรษฐานะ ให้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ในการแก้ปัญหาโดยรวม

อาทิ ตอบสนองความต้องการบุคลากรพยาบาลของประเทศที่กำลังขาดแคลน ปัญหาการว่างงานของประชาชน ส่งเสริมคุณภาพการบริการทางสุขภาพ และพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางการบริการทางสุขภาพ โดยทางสถาบันฯ มีความพร้อมอย่างมากในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษามีศักยภาพสามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริการทางสุขภาพ รองรับความต้องการในวิชาชีพขาดแคลน

ทั้งนี้ คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบบัณฑิตซึ่งมีทักษะความเชี่ยวชาญ ภายใต้ปรัชญาของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต” จึงได้จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องและพัฒนาหลักสูตรสม่ำเสมอ ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง เน้นสร้างประสบการณ์ในการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง รวมทั้งปรับระบบการเรียนการสอนให้เป็นการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักศึกษามีทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล รู้จักเรียนรู้ตลอดชีวิต

หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น) มีจุดเด่นที่ใช้ระยะเวลาในการศึกษาเพียง 2 ปี 6 เดือน จะมุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะเรื่องการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม และที่สำคัญคือการพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาล มีระบบการเทียบโอนหน่วยกิตรับบุคคลที่จบปริญญาตรีสาขาอื่นที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นพยาบาลวิชาชีพ

และใช้การเรียนรู้ที่เน้นการเรียนแบบผู้ใหญ่ (Adult learning) มุ่งให้มีประสบการณ์จริงทั้งในห้องปฏิบัติการเสมือนจริงและการปฏิบัติในโรงพยาบาลและในชุมชน ใช้กระบวนการเรียนแบบผสมผสาน (Blended learning) ทั้ง online และ onsite มีโครงการและกิจกรรมภาคสังคมให้นักศึกษาลงมือปฏิบัติเพื่อเพิ่มพูนทักษะต่างๆ อาทิ การทำงานวิจัยร่วมกับคณาจารย์ การให้บริการวิชาการแก่ประชาชน และ การออกหน่วย พอ.สว. ร่วมกับสหวิชาชีพ

สำหรับ คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอื่น ที่ไม่ใช่สาขาพยาบาล และต้องมี
ระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับปริญญาตรี ไม่ต่ำกว่า /2.50 (จากหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม/กระทรวงศึกษาธิการ/ทบวงมหาวิทยาลัย) มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่เจ็บป่วยหรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง หรือมีความผิดปกติที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบอาชีพ เช่น ตาบอดสีรุนแรง หูหนวกหรือหูตึง เป็นต้น

นอกจากนี้ รศ.ดร.ทัศนา คณบดี ยังกล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน พยาบาลวิชาชีพ มีความสำคัญในสถานบริการด้านสุขภาพทุกระดับ ตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ ทั้งของรัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือปฏิบัติงานในสถานประกอบการต่างๆ ที่ให้บริการด้านสุขภาพ อาทิ โรงงาน โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น นักวิจัยปฏิบัติงานในสถาบันวิจัยหรือนักวิจัยอิสระ นักประกอบการทางสุขภาพ ผู้ดำเนินการสถานดูแลสุขภาพ หรือประกอบอาชีพอิสระอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

อีกทั้งระดับมหภาค พยาบาลยังเป็นวิชาชีพขาดแคลน จากข้อมูลตามรายงานของสภาพยาบาลและสภาการพยาบาลระหว่างประเทศและองค์การอนามัยโลกระบุว่า วิชาชีพพยาบาล เป็นกลุ่มบุคลากรทางสุขภาพที่มีสัดส่วนมากที่สุดคิดเป็น ร้อยละ 59 ของวิชาชีพด้านสุขภาพ ขณะที่ทั่วโลกมีพยาบาลวิชาชีพอยู่ราว 28 ล้านคนซึ่งในระยะสั้นช่วง 10 ปีข้างหน้า ความต้องการพยาบาลจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5.9 ล้านคน เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น ผู้สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรนี้สามารถมั่นใจในโอกาสการทำงาน

สำหรับผู้สนใจ กำหนดการ เปิดรับสมัคร รุ่น 1 จำนวนรับสมัคร 100 คน วันที่ 28 มิถุนายน-10 กรกฎาคม 2564 และเปิดภาคเรียน เดือนสิงหาคม 2564 สอบถามเพิ่มเติม โทร.089-6710633 (ในเวลาราชการ) หรือดูรายละเอียดและสอบถามทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ http://nurse.pccms.ac.th/ , Email: nursing@pccms.ac.th และ Fakebook: @nurse.pccms

‘สสส.’ จับมือ ‘สสช.’ สำรวจสุขภาพ ประเมินคนไทยเสี่ยงกลุ่มโรค ‘NCDs’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585046

‘สสส.’จับมือ‘’สสช.’สำรวจสุขภาพ ประเมินคนไทยเสี่ยงกลุ่มโรค‘NCDs’

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) และภาคีเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการข้อมูล และการสนับสนุนทางเทคนิค การสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร โดย นายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า การดำเนินงานร่วมกันระหว่าง สสส. สสช. และภาคีเครือข่ายในการพัฒนาโครงการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของประชากร พ.ศ. 2564

มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำฐานข้อมูลที่จำเป็น สำหรับประเมินสถานการณ์กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicablediseases; NCDs) ของคนไทย โดยศึกษาความชุกจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ได้แก่ การสูบบุหรี่ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดกิจกรรมทางกาย ร่วมกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทางเศรษฐกิจและสังคมในครัวเรือนจากกลุ่มตัวอย่างทุกจังหวัดของประเทศไทย

โดย สสส. สนับสนุนด้านวิชาการในการดำเนินงานของโครงการ ซึ่งเป็นการดำเนินงานพัฒนาระบบฐานข้อมูลปัจจัยเสี่ยงทางด้านสุขภาพ ภายใต้ยุทธศาสตร์การทำงานด้าน NCDs ของ สสส. ทั้งนี้ ฐานข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพมีความสำคัญ และจำเป็นในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ เพราะช่วยให้รู้สาเหตุพฤติกรรมของคนไทย เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อกลุ่มโรค NCDs ในทุกระดับทั้งระดับโลก ประเทศ และระดับพื้นที่

“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มโรค NCDs เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย จากรายงานสถานการณ์โรค NCDs เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2562 โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยโรค NCDs ราวปีละ 4 แสนราย หรือวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย คิดเป็น 3 ใน 4 ของการเสียชีวิตของทั้งหมดของประเทศ และครึ่งหนึ่งเป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร กลุ่มโรค NCDs ถือเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงกว่าโควิด-19 หลายเท่า” นายสุปรีดากล่าว

ด้าน น.ส.วันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวถึงสาระสำคัญของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ว่า สสช. และ สสส. เห็นชอบตรงกันถึงประโยชน์ต่อการดำเนินการตามภารกิจทั้งสองหน่วยงาน จึงได้ตกลงร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ข้อมูล และการสนับสนุนทางเทคนิคฉบับนี้โดย สสช. รับผิดชอบบริหารจัดการในการดำเนินงานสำรวจทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงทางด้านสุขภาพ

โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ในการให้ข้อเสนอแนะทางวิชาการ รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานภายในกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้การดำเนินงานสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ สสช. ยังได้ตกลงให้ สสส. ใช้ข้อมูลจากสำมะโนและสำรวจที่จัดทำ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จัดเก็บและจัดทำในรูปแบบของข้อมูลที่ไม่เปิดเผยให้รู้ตัวบุคคลหรือข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อประโยชน์แก่ สสส. ในการวิเคราะห์และติดตามภาวะสังคมของประเทศ

น.ส.วันเพ็ญ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน สสช. สามารถใช้ข้อมูลของ สสส. และภาคีเครือข่ายตามที่ได้ตกลงร่วมกัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ สสส. ได้จัดเก็บและจัดทำในรูปแบบของข้อมูลที่ไม่เปิดเผยให้รู้ตัวบุคคลหรือข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงการให้บริการและการบริหารจัดการตามภารกิจของ สสช. ทั้งนี้ การนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์อ้างอิง รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนในเชิงสถิติหรือเชิงวิชาการไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์

“สสช. และ สสส. จะเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะภาพรวมเพื่อประโยชน์ทางด้านวิชาการเท่านั้น โดยจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคล เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และองค์กรต่างๆ ทั้งนี้ ข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชาชน จะนำเสนอสรุปผลสำคัญได้ภายในเดือนก.ค. 2564” ผอ.สำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าว