ทีเซลส์หนุนสร้างนวัตกรรมสู้โควิด-19 รับวิถี Next Normal จัดประกวดหุ่นยนต์ เพื่อต่อยอดนำไปใช้งานในทุกด้านทางการแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584119

ทีเซลส์หนุนสร้างนวัตกรรมสู้โควิด-19 รับวิถี Next Normal  จัดประกวดหุ่นยนต์ เพื่อต่อยอดนำไปใช้งานในทุกด้านทางการแพทย์

ทีเซลส์หนุนสร้างนวัตกรรมสู้โควิด-19 รับวิถี Next Normal จัดประกวดหุ่นยนต์ เพื่อต่อยอดนำไปใช้งานในทุกด้านทางการแพทย์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ศิรศักดิ์ เทพาคำ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ หรือ TCELS กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญต่อวงการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลก ที่ต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิตและการทำงานสู่วิถี Next Normalด้วยการเปิดรับเทคโนโลยี นวัตกรรม บริการดิจิทัล และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เน้นเรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพและอนามัยมากขึ้น ทีเซลส์ (TCELS) จึงสานต่อโครงการประกวดหุ่นยนต์ทางการแพทย์ i-MEDBOT Innovation Contest 2021 เป็นปีที่ 4 เพื่อหาสุดยอดผลงานหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติและซอฟต์แวร์ เพื่อสนับสนุนบริการด้านการแพทย์ และเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19  

การประกวดแบ่งผลงานออกเป็น  2 ประเภท ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 600,000 บาท ได้แก่ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติและซอฟต์แวร์ เพื่อบริการทางการแพทย์สาธารณสุข และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติและซอฟต์แวร์เพื่อรับมือกับระบาดของโรคโควิด-19  โดยรับสมัครทั้งรายบุคคลและทีม ไม่จำกัดสัญชาติ เพศ อายุ และจำนวนสมาชิก ผลงานที่ได้รับรางวัล TCELS และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จะสนับสนุนเพื่อต่อยอดพัฒนาสู่การใช้งานได้จริง และผลักดันให้เกิดการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย รวมถึงเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในระดับโลกต่อไป   

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้-31 กรกฎาคม 2564 สามารถดูรายละเอียดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การส่งผลงานเข้าประกวด ได้ที่ www.tcels.or.th 

เทคนิคมีนบุรี เปิดหลักสูตรเขียนแผนธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584215

เทคนิคมีนบุรี เปิดหลักสูตรเขียนแผนธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน

เทคนิคมีนบุรี เปิดหลักสูตรเขียนแผนธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 20.08 น.

วันที่ 30 มิถุนายน 2564 ที่ห้องประชุมทองขาว วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี   นางสาว อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการสร้างผู้ประกอบการ หลักสูตรการเขียนแผนธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์ พร้อมเปิดป้ายศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่ธุรกิจออนไลน์ โดยมีนายทวีศักดิ์ คิ้วทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรีพร้อมคณะให้การต้อนรับ

ศูนย์บ่มเพาะอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ได้ดำเนินโครงการสร้างผู้ประกอบการหลักสูตรการเขียนแผนธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์ เพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียน นักศึกษา เพิ่มความรู้ ทักษะประสบการณ์ในเชิงพาณิชย์ให้ทันต่อการพัฒนาทางการตลาดยุคการสื่อสารระบบดิจิตัล ทั้งสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นผู้ประกอบการให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครูพี่เลี้ยง ประชาชนในชุมชนท้องถิ่น ให้มีรายได้ระหว่างเรียนและสามารถประกอบอาชีพได้  ให้ทันแผนการตลาดยุคใหม่ และพร้อมต่อการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธุรกิจเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ก่อนออกไปเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง

หลังจากนั้น นางสาว อรพินทร์ เพชรทัต ได้เยี่ยมชมโครงการปรับเปลี่ยนรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือของวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี กับวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก มหานคร โดยนักศึกษาแผนกวิชาเทคนิคยานยนต์ จากนั้น ได้มอบทุนเริ่มต้นเพื่อนำไปปรับปรุงรถจักรยานยนต์เก่ามาทำเป็นระบบไฟฟ้าไว้ใช้ในกิจกรรม 

นางสาว อรพินทร์  กล่าวว่า หากท่านผู้ใดมีความประสงค์จะบริจาค รถจักรยานป๊อป ที่ไม่ใช้แล้วบริจาคได้ที่ วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี เพื่อให้นักเรียนนำไปต่อยอดเป็นรถไฟฟ้า ซึ่งต้นทุนคันหนึ่ง  ประมาณ 5,000 บาท เมื่อทำเสร็จแล้วสามารถนำไปบริจาคต่อได้

ด้านนายพงศ์วรินทร์ บุญยามา  นักศึกษา ชั้น ปวส.1 แผนกเทคนิคยานยนต์ กล่าวว่า ตนพร้อมเพื่อนได้นำ รถจักรยานป๊อปที่ไม่ใช้แล้วมาปรับปรุงทำเป็นระบบไฟฟ้าใช้แบตเตอรีขับเคลื่อนสามารถใช้ได้จริงวิ่งครั้งหนึ่งประมาณ 30 กม.ต่อการชาร์ทเเบตเตอรีหนึ่งครั้ง   ใช้วิ่งในวิทยาลัย หรือในชุมชนได้ไม่ต้องเสิ้นเปลืองน้ำมัน ทั้งช่วยลดมลพิษอีกด้วย

ศธ. เร่งพัฒนาครูยกระดับการอ่านของนักเรียน หวังเพิ่มคะแนน PISA ส.ค. 65 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584179

ศธ. เร่งพัฒนาครูยกระดับการอ่านของนักเรียน หวังเพิ่มคะแนน PISA ส.ค.65

ศธ. เร่งพัฒนาครูยกระดับการอ่านของนักเรียน หวังเพิ่มคะแนน PISA ส.ค.65

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 18.58 น.

วันที่ 30 มิถุนายน 2564 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจการขับเคลื่อนนโยบาย “เด็กไทยวิถีใหม่ อ่านออกเขียนได้ทุกคน” เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับนานาชาติ ผ่านระบบออนไลน์ ว่า  ตนได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูที่สอนในระดับชั้นมัธยมศึกษา ในสังกัด สพฐ. รวมกว่า 11,000 คน เพื่อหารือและชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาและยกระดับความสามารถด้านการอ่านให้กับเด็กไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการสอบ Programme for International Student Assessment หรือ PISA ที่ทดสอบความสามารถในด้าน Competency ของนักเรียนอายุ 15 ปีจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งดำเนินการโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD จากผลการสอบที่ผ่านมาพบว่าคะแนนสอบเรื่องการอ่านของเด็กไทย ต่ำลงทุกครั้ง โดยที่ประชุมหารือกันว่าอะไรที่เป็นปัญหาและอุปสรรคที่จะต้องแก้ไข พร้อมกับหาสาเหตุว่า ทำไมคะแนนการอ่านของเด็กไทยลดลงทุกปี ทั้งที่ศักยภาพของเด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก 

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า โดยที่ประชุมได้ประเมินและทราบถึงสาเหตุของปัญหาแล้ว  ทาง สพฐ.มีเวลา 1 ปี ที่จะพัฒนาการอ่านของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อรองรับการสอบ PISA ในเดือนสิงหาคม 2565 นี้  โดยที่ประชุมมีข้อสรุปว่า จะเร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้นานาชาติได้เห็น โดยจะอบรมครูและทำเวิร์กช้อปสอนครูแกนนำ เพื่อให้ครูแกนนำไปพัฒนานักเรียนต่อไป  และหากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 คลี่คลายลง ศธ.ก็จะขยายผลโดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาครูที่สอนระดับมัธยมศึกษาทั้งหมด 

 “จากการประเมินของเจ้าหน้าที่ พบว่าเด็กทำข้อสอบได้ แต่มีปัญหาเรื่องการอ่าน การทำความเข้าใจของข้อสอบ ดังนั้น ศธ.ต้องเสริมกระบวนการคิดให้กับนักเรียน ดิฉัน จึงเสนอว่าครูและนักเรียน ควรจะนำข้อสอบปีก่อน ๆมาลองทำเพื่อดูว่านักเรียนและครูเข้าใจข้อสอบหรือไม่ จะได้ทำเป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ดังนั้นเราจะเน้นพัฒนาครูในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อให้ครูไปสอนเด็กให้อ่านและคิดได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช้อ่านเพื่อนำไปสอบเหมือนที่ผ่านมา โดยจะเริ่มพัฒนาครูตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่ใช่ครูในสังกัด สพฐ.เท่านั้น แต่ต้องพัฒนาให้ความรู้ครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ครูในสังกัดกระทรวงมหาดไทย (มท.)ด้วย ซึ่งถ้าเราสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาด้านการอ่านของเด็กโดยส่งเสริมให้เด็กอ่านรู้เรื่อง ตีความได้ ก็จะทำให้เด็กสามารถเรียนวิชาอื่นได้ดีไปด้วย และทำให้เห็นว่าเด็กไทยเราก็มีศักยภาพ มีความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลก” คุณหญิงกัลยา กล่าว 

สพฐ. ประชุมผู้บริหารระดับสูง เฝ้าระวังประเมินสถานการณ์โควิดในสถานศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584050

สพฐ.ประชุมผู้บริหารระดับสูง เฝ้าระวังประเมินสถานการณ์โควิดในสถานศึกษา

สพฐ.ประชุมผู้บริหารระดับสูง เฝ้าระวังประเมินสถานการณ์โควิดในสถานศึกษา

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 12.57 น.

สพฐ.ประชุมผู้บริหารระดับสูง เฝ้าระวังประเมินสถานการณ์โควิดในสถานศึกษา ย้ำครู-นักเรียนต้องตระหนัก ประเมินตนเองผ่านแอปพลิเคชั่น”Thai Save Thai”

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ครั้งที่ 12/2564 เพื่อหารือข้อราชการและโครงการต่างๆ ที่ สพฐ. กำลังดำเนินการ อาทิ งบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีแห่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-จิตอาสา มาตรฐานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา โรงเรียนคุณภาพ การเรียนแบบ Active Learning การใช้งานระบบ e-Saraban การปรับระบบการประเมินผลการศึกษาและการประกันคุณภาพ การบริหารความเสี่ยง และระบบการลงเวลาปฏิบัติราชการ เป็นต้น โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่างๆและบุคลากร สพฐ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายอัมพร กล่าวว่า การประชุมวันนี้ได้มีการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อสามารถเตรียมการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แก่นักเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งติดตามนิเทศการจัดการเรียนการสอนหลังจากเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 เพื่อรับทราบว่าหลังจากเปิดเทอมแล้วมีปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนะ หรือมีส่วนใดที่สามารถช่วยเหลือแก้ไขได้ โดยสถานศึกษาสามารถเลือกใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานใน 5 รูปแบบ ตามความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ยกเว้นสถานศึกษาในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม ให้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนเฉพาะรูปแบบทางไกลเท่านั้น ได้แก่ ON-LINE, ON-AIR, ON-DEMAND, และ ON-HAND ผ่านทางไปรษณีย์ พร้อมกับปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร เด็กทุกคนต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า  ในส่วนของการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ภายในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.) เพื่อเป็นศูนย์ดําเนินการร่วมระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวงศึกษาธิการ ในการบริหารจัดการ เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดได้อย่างแม่นยําและรวดเร็ว โดยใช้การวางแผนการดําเนินงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ได้อย่างทันสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดและในกํากับของกระทรวงศึกษาธิการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดอย่างเต็มที่

“สิ่งสำคัญที่ครูและนักเรียนต้องตระหนักในตอนนี้ คือการประเมินตนเองผ่านแอปพลิเคชั่น Thai Save Thai “ไทยประเมินเซฟไทย ครัวเรือนปลอดภัย ที่ทำงานไร้โควิด“ หากประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูงให้ไปพบแพทย์และไม่ต้องมาสถานศึกษา พร้อม 6 มาตรการหลักที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ 1.การคัดกรอง : มีมาตรการคัดกรอง วัดไข้และอาการเสี่ยง ก่อนเข้าสถานศึกษา 2.การสวมหน้ากากอนามัย : สวมใส่หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ตลอดเวลาเมื่ออยู่สถานศึกษา 3.ล้างมือให้สะอาด : ให้มีจุดบริการล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล อย่างเพียงพอ 4.Social Distancing : จัดให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม อย่างน้อย 1-2 เมตร  5.ทำความสะอาดสม่ำเสมอ : ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสที่มีการใช้ร่วมกันบ่อย และ 6.ลดความแออัด : ไม่จัดกิจกรรมที่มีการสัมผัสร่วมกัน ในกรณีเรียนในห้องแอร์ ให้ปิดแอร์ และระบายอากาศทุก 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ศธ. ออกประกาศขยายเวลา WFH ถึง 31 ก.ค. ให้บุคลากรมาทำงานไม่เกิน 10% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584018

ศธ.ออกประกาศขยายเวลา WFH ถึง 31 ก.ค. ให้บุคลากรมาทำงานไม่เกิน 10%

ศธ.ออกประกาศขยายเวลา WFH ถึง 31 ก.ค. ให้บุคลากรมาทำงานไม่เกิน 10%

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 10.31 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในประกาศ ศธ.เรื่องมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ ตามที่ศธ.ได้กำหนดให้บุคลากรของแต่ละหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของศธ. มอบหมายให้บุคลากรในสังกัดและในกำกับปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (Work From Home) โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำการไม่เกินร้อยละ 10 ของบุคลากรทั้งหมด ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564 เพื่อดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นั้น

เนื่องจาก ขณะนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยังมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุทำให้รัฐบาลต้องขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีกจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 อีกทั้งต่อมานายกรัฐมนตรีได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อสกัดกั้นการระบาดในพื้นที่เป้าหมายเฉพาะ เพื่อการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างเร่งด่วนในพื้นที่สถานการณ์ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาคร) และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลา)

ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีกำหนดข้างต้น ศธ.จึงกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการปรับลดเวลาและวันทำงานของบุคลากรในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการในเดือนกรกฎาคม 2564 ดังนี้

1.ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ให้ดำเนินการดังนี้ ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของศธ.ที่มิใช่สถานศึกษา ปรับลดเวลาและวันทำงานของบุคลากรในสังกัด โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำงาน ไม่เกินร้อยละ 10 ของบุคลากรทั้งหมด โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ

1.2 สำหรับโรงเรียนหรือสถานศึกษาให้ดำเนินการตามมาตรการที่ ศบค. กำหนด และประกาศ ศธ. เรื่อง การเลื่อนเวลาการเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 ของศธ. ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

2.ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ให้ดำเนินการดังนี้ ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของศธ.ที่มิใช่สถานศึกษา ปรับลดเวลาและวันทำงานของบุคลากรในสังกัด โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงาน ในแต่ละวันทำงาน ตามความเหมาะสมโดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงานเพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ

2.2สำหรับโรงเรียนหรือสถานศึกษาให้ดำเนินการตามมาตรการที่ ศบค. กำหนด และประกาศ ศธ. เรื่อง การเลื่อนเวลาการเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 ของศธ. ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ทันตแพทย์หนุน ‘สพฐ.’ คุมเข้ม รร. ห้ามขายอาหารรสจัด ‘หวาน-มัน-เค็ม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583811

ทันตแพทย์หนุน‘สพฐ.’คุมเข้มรร.  ห้ามขายอาหารรสจัด‘หวาน-มัน-เค็ม’

ทันตแพทย์หนุน‘สพฐ.’คุมเข้มรร. ห้ามขายอาหารรสจัด‘หวาน-มัน-เค็ม’

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุขรักษาการในตำแหน่งทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กล่าวถึงกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกประกาศลงวันที่ 22 มิ.ย. 2564 ว่าด้วยการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งเสริมสุขภาพของสถานศึกษา พ.ศ.2564 ว่า ประกาศฉบับนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นประกาศจากหน่วยงานต้นสังกัดส่งไปถึงโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การดูแลกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งแตกต่างจากประกาศของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปีที่แล้ว ที่เน้นเรื่องเครื่องดื่มที่มีรสหวาน

โดยประกาศ ของ สพฐ. มีเนื้อหาครบถ้วน ครอบคลุมทั้งอาหารและเครื่องดื่ม หวาน มัน เค็ม แอลกอฮอล์ และการตลาดอาหารในโรงเรียน นั่นแสดงว่า สพฐ. เห็นความสำคัญของการจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพด้านของอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ ระบุให้ สถานศึกษาควรจัดหาหรือจัดให้มีการจำหน่าย อาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการ น้ำดื่มสะอาดผ่านการรับรองตามมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

เครื่องดื่มประเภทนมสดรสจืด น้ำผลไม้ และน้ำสมุนไพรที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกินค่ากำหนด อาหารที่ระบุฉลากหรืออาหารที่ผลิตในชุมชน โดยผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการด้านโภชนาการของโรงเรียน และผลไม้สดชนิดต่างๆ นอกจากนี้ สถานศึกษาต้องไม่จัดบริการหรือจำหน่ายจ่ายแจก (1) อาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด รสเค็มจัด และที่มีไขมันสูง (2) อาหารประเภทหมักดอง (3) ผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูปที่มีการปรุงแต่งและมีโซเดียมสูงเกินกว่ามาตรฐานกำหนด (4) เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนและของมึนเมาทุกชนิด

ในประกาศยังได้กำหนดให้สถานศึกษาต้องไม่จัดหาหรือจัดให้มีการจำหน่ายอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่มที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยฉลากอาหารและเครื่องดื่ม สถานศึกษาควรกำหนดระยะเวลาในการจำหน่ายอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่มที่เหมาะสม ที่สำคัญสถานศึกษาต้องไม่อนุญาตให้มีการส่งเสริมการตลาดอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่ม เช่น การแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ การติดป้ายรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การใช้ทรัพยากรหรือบุคคลจากบริษัทเข้าสนับสนุนกิจกรรมในสถานศึกษา การสนับสนุนทุนกิจกรรมในสถานศึกษา เป็นต้น

“กรณีนอกรั้วโรงเรียน เด็กๆ สามารถเลือกซื้อได้ทุกอย่างตั้งแต่ก้าวพ้นประตูโรงเรียนออกมา ซึ่งอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม ให้เลือกมากมายนั้น ทางที่ดีที่สุดในการจัดการเรื่องนี้ คือชุมชนต้องมีส่วนร่วม สร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของการบริโภคให้กับเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองต้องช่วยกันดูแลลูกหลานให้มากขึ้น ต้องปลูกฝังนิสัยในการบริโภคที่ถูกต้องตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนกฎระเบียบนั้นเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งเท่านั้นที่ช่วยจัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง” ทพญ.ปิยะดา กล่าว

‘กฎหมายคุมน้ำเมา’ ส่อง 6 ประเด็นจาก 2 ร่างแก้ไข #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583812

‘กฎหมายคุมน้ำเมา’ ส่อง6ประเด็นจาก2ร่างแก้ไข

‘กฎหมายคุมน้ำเมา’ ส่อง6ประเด็นจาก2ร่างแก้ไข

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม้จะเป็นช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่การต่อสู้ทางความคิดในประเด็น “กฎหมายควบคุมน้ำเมา” หรือการแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งนอกจากร่างกฎหมายฉบับประชาชน ที่ผ่านกระบวนการล่ารายชื่อจนครบ 10,000 คนตามกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนดและยื่นต่อรัฐสภาไปเมื่อเดือนมี.ค. 2564 แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ยังมีร่างกฎหมายที่ทาง สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรมควบคุมโรค เสนอมาอีกฉบับ โดยทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ขอนำบางประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในช่วงที่ผ่านมาของกฎหมายเดิม มานำเสนอเพื่อเปรียบเทียบกับร่างแก้ไขกฎหมายใหม่ทั้ง 2 ฉบับ

1.บทนิยาม (มาตรา 3) : มีการเสนอขอแก้ไขดังนี้ “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” กฎหมายฉบับ 2551 หมายความว่า สุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา ทั้งนี้ ไม่รวมถึงยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น, ร่างแก้ไขฉบับ สนง.คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายความรวมถึง วัตถุทั้งหลายหรือของผสมที่มีแอลกอฮอล์ซึ่งสามารถดื่มกินได้ เช่นเดียวกับน้ำสุรา หรือซึ่งดื่มกินไม่ได้แต่เมื่อได้ผสมกับน้ำหรือของเหลวอย่างอื่นแล้วสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา แต่ไม่รวมถึงเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกินศูนย์จุดห้าดีกรี ทั้งนี้ ไม่รวมถึงยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาเสพติด
ให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

“การสื่อสารการตลาด” กฎหมายฉบับ 2551 หมายความว่าการกระทำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายสินค้า บริการหรือภาพลักษณ์ การประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่ข่าวสาร การส่งเสริมการขาย การแสดงสินค้า การจัดหรือสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ และการตลาดแบบตรง, ร่างแก้ไขฉบับ สนง.คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายความว่า การกระทำใดๆ ในรูปแบบต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อขายสินค้า บริการ หรือภาพลักษณ์ โดยการประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่ข่าวสาร การส่งเสริมการขายการแสดงสินค้า การจัดหรือสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ และการตลาดแบบตรง

“ขาย” กฎหมายฉบับ 2551 หมายความรวมถึง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า, ร่างแก้ไขฉบับประชาชนหมายความว่า จำหน่าย หรือแลกเปลี่ยนสินค้ากับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดทั้งนี้เพื่อประโยชน์ทางการค้า “โฆษณา”กฎหมายฉบับ 2551 หมายความว่า การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด, ร่างแก้ไขฉบับประชาชนหมายความว่า การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆให้ประชาชนเห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า

อนึ่ง ร่างแก้ไขฉบับประชาชน ยังเสนอให้เพิ่มถ้อยคำ “จัดเลี้ยงตามประเพณี” ไว้ในกฎหมายในส่วนของบทนิยามด้วย โดยระบุว่า จัดเลี้ยงตามประเพณี หมายความว่า งานเลี้ยงที่จัดขึ้นโดยเจ้าของสถานที่ หรือมีผู้ขอเช่าใช้สถานที่ในการจัดงานที่เป็นไปตามประเพณีสืบต่อกันมา ได้แก่ งานเลี้ยงปีใหม่ งานแต่งงาน งานเลี้ยงส่ง งานเลี้ยงต้อนรับ งานครบรอบ งานเกษียณอายุ

2.สถานที่ห้ามขาย (มาตรา 27) : กฎหมายฉบับ 2551 ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณดังต่อไปนี้ (1) วัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา(2) สถานบริการสาธารณสุขของรัฐสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลและร้านขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา (3) สถานที่ราชการ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นร้านค้าหรือสโมสร (4) หอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก (5) สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ (6) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง หรือร้านค้าในบริเวณสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง (7) สวนสาธารณะของทางราชการที่จัดไว้เพื่อการพักผ่อนของประชาชนโดยทั่วไป

(8) สถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ, ร่างแก้ไขฉบับประชาชน ใช้ข้อความเดียวกันกับกฎหมายฉบับ 2551 ในข้อ (1)-(7) แต่ยกเลิกข้อ (8), ร่างแก้ไขฉบับ สนง.คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังคง 8 ข้อการกำหนดสถานที่ห้ามขายไว้คงเดิมตามกฎหมายฉบับ 2551 แต่ให้เพิ่มข้อความเป็นวรรคสอง ระบุว่า ทั้งนี้ รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ อาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเพิ่มเติมตามความในวรรคหนึ่งก็ได้

3.วัน-เวลาห้ามขาย (มาตรา 28) : กฎหมายฉบับ 2551 (วรรคหนึ่ง)ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันหรือเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคณะกรรมการ ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวจะกำหนดเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นใดๆ เท่าที่จำเป็นไว้ด้วยก็ได้ (วรรคสอง) บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับการขายของผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือตัวแทนของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ไปยังผู้ขายซึ่งได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสุรา,

ร่างแก้ไขฉบับประชาชน ให้ยกเลิกข้อความในวรรคหนึ่งของกฎหมายฉบับ 2551 แล้วใช้ข้อความดังนี้แทน มาตรา 28 (วรรคหนึ่ง) ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ทั้งนี้ ให้กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นใดๆ ที่ช่วยลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจหรือการท่องเที่ยวไว้ด้วย(ส่วนวรรคสองของร่างแก้ไขฉบับประชาชน ยังให้ใช้ข้อความเดิมตามกฎหมายฉบับ 2551)

4.วิธีการขาย (มาตรา 30) : กฎหมายฉบับ 2551 ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะดังต่อไปนี้ (1) ใช้เครื่องขายอัตโนมัติ (2) การเร่ขาย (3) การลดราคาเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขาย (4) ให้หรือเสนอให้สิทธิในการเข้าชมการแข่งขัน การแสดง การให้บริการการชิงโชค การชิงรางวัล หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทนแก่ผู้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแก่ผู้นำหีบห่อหรือสลาก หรือสิ่งอื่นใดเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาแลกเปลี่ยนหรือแลกซื้อ (5) โดยแจก แถม ให้ หรือแลกเปลี่ยนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือกับสินค้าอื่น หรือการให้บริการอย่างอื่นแล้วแต่กรณี

หรือแจกจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะเป็นตัวอย่างของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเป็นการจูงใจสาธารณชนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขการขายในลักษณะที่เป็นการบังคับซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยทางตรงหรือทางอ้อม (6) โดยวิธีหรือลักษณะอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ, ร่างแก้ไขฉบับประชาชน ใช้ข้อความเดียวกันกับกฎหมายฉบับ 2551 แต่ให้ยกเลิกข้อ (1) (3) (5) และ (6)

5.สถานที่ห้ามดื่ม (มาตรา 31) : กฎหมายฉบับ 2551 ห้ามมิให้ผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณดังต่อไปนี้(1) วัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา เว้นแต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา (2) สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลและร้านขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคล

(3) สถานที่ราชการ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคล หรือสโมสร หรือจัดการจัดเลี้ยงตามประเพณี (4) สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคล หรือสโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี หรือสถานศึกษาที่สอนการผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ (5) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงหรือร้านค้าในบริเวณสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง

(6) สวนสาธารณะของทางราชการที่จัดไว้เพื่อการพักผ่อนของประชาชนโดยทั่วไป (7) สถานที่อื่นที่คณะรัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ, ร่างแก้ไขฉบับ สนง.คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังคง 7 ข้อการกำหนดสถานที่ห้ามดื่มไว้คงเดิมตามกฎหมายฉบับ 2551 แต่ให้เพิ่มข้อความเป็นวรรคสอง ระบุว่า ทั้งนี้ รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ อาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเพิ่มเติมตามความในวรรคหนึ่งก็ได้,

ร่างแก้ไขฉบับประชาชน ในข้อ (1) (2) (3) (5) (6) ให้ใช้ข้อความเดียวกันกับกฎหมายฉบับ 2551 ส่วนข้อ (7) ให้ยกเลิก และข้อ (4) ให้แก้ไขเป็นข้อความดังนี้ (4) สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคล หรือสโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี หรือสถานศึกษาที่สอนการผลิต หรือการผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

6..การโฆษณา (มาตรา 32) : กฎหมายฉบับ 2551 (วรรคหนึ่ง) ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม (วรรคสอง) การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม

โดยไม่ปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง(วรรคสาม) บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรสอง มิให้ใช้บังคับกับการโฆษณาที่มีต้นกำเนิดนอกราชอาณาจักร, ร่างแก้ไขฉบับ สนง.คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากมาตรา 32 เดิมยังมีมีการเพิ่มมาตราย่อยขึ้นหลายมาตราดังนี้ “มาตรา 32/1” ห้ามผู้ใดแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดหรืออ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรงหรือโดยอ้อม

“มาตรา 32/2” ห้ามผู้ใดโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์เป็นชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์หรือสิ่งนั้น หรือโฆษณาโดยการนำเอาชื่อ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตัด ต่อเติม หรือดัดแปลงข้อความให้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหรือ เครื่องหมายของผลิตภัณฑ์หรือสิ่งนั้น ทั้งนี้ ในลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าหมายความถึงการโฆษณา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์“มาตรา 32/3” ห้ามผู้ใดให้การอุปถัมภ์หรือให้การสนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคล หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชน ในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) เป็นการสร้างภาพลักษณ์ต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (2) ที่ส่งผลหรือที่อาจส่งผลเสียต่อนโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (3) โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือโฆษณาตามมาตรา 32/2 (4) ส่งเสริมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (5) ลักษณะอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม“มาตรา 32/4” ห้ามผู้ใดเผยแพร่กิจกรรมหรือข่าวสาร เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมตามมาตรา 32/3, ร่างแก้ไขฉบับประชาชน ให้ยกเลิกข้อความในมาตรา 32 เดิมของกฎหมายฉบับ 2551 แล้วใช้ข้อความดังนี้แทนมาตรา 32 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณอันเป็นเท็จ

ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจเช่น หน่วยงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อำนาจหน้าที่เจ้าพนักงานฯลฯ ซึ่งสามารถเข้าไปอ่านร่างกฎหมายฉบับเต็ม พร้อมแสดงความเห็นได้ดังนี้ 1.ร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยนายเจริญ เจริญชัย และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 10,942 คน ที่ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=146 โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เป็นต้นไป 2.ร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรคที่ http://alcoholact.ddc.moph.go.th/act/ โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย.-9 ก.ค. 2564 !!!

คุมเข้ม! ‘กาฬสินธุ์’ สั่งปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด 14 วัน หลังแรงงานคืนถิ่นเพียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583903

คุมเข้ม! 'กาฬสินธุ์' สั่งปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด 14 วัน หลังแรงงานคืนถิ่นเพียบ

คุมเข้ม! ‘กาฬสินธุ์’ สั่งปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด 14 วัน หลังแรงงานคืนถิ่นเพียบ

วันอังคาร ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 18.11 น.

คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกาฬสินธุ์ มีมติปิดโรงเรียนและสถานศึกษา งดเรียนออนไซด์ 14 วัน ให้เรียนออน์ไลน์แทน หลังพบคลัสเตอร์กลุ่มแรงงานเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ส่งผลให้มีผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่ง 4 ทหารเสือคุมเข้มผู้ที่เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง และ10 จังหวัดสีแดงเข้ม

29 มิ.ย.64 ที่ห้องประชุมฟ้าแดดสงยาง ชั้น 2 ศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อติดตามสถานการณ์โรคโควิด-19 และวางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด หลังพบว่ามีประชาชนในอาชีพแรงงานกลับคืนถิ่นภูมิลำเนาจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนแรงงานก่อสร้าง ที่มีการปิดแคมป์คนงานแล้วกลับมาตรวจพบเชื้อโควิด-19 ซึ่งเป็นคลัสเตอร์แคมป์คนงานก่อสร้างหลายราย และยังมีการตรวจพบเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียในพื้นที่อีกด้วย โดยมีนายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ นายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นพ.อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ นายสมเจตน์ เต็งมงคล นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ นพ.ประมวล ไทยงามศิลป์ ผอ.โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.กาฬสินธุ์เข้าร่วมประชุม

นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์โรคโควิด-19 ขณะนี้ พบว่ามีประชาชนเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่แพร่ระบาด 10 จังหวัดสีแดงเข้มจำนวนมากพอสมควร และมีแนวโน้มเดินทางมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน และกลุ่มอาชีพก่อสร้างจากแคมป์คนงานก่อสร้าง ได้เดินทางกลับภูมิลำเนา และมีการตรวจพบเชื้อหลายราย ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสะสมอยู่ที่ 187 ราย โดยพบสายพันธุ์อินเดีย 4 รายแล้วมาติดคนในครอบครัว 2 ราย รวมเป็น 6 ราย นอกจากนี้บางพื้นที่ยังมีบุคลากรทางการศึกษา ครู และนักเรียนติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว ในวันนี้คณะกรรมการโรคติดต่อร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นชอบให้โรงเรียนและสถานศึกษาทุกระดับ งดจัดการเรียนการสอนแบบนั่งเรียน หรือออนไซด์ โดยให้จัดการเรียนการสอนให้รูปแบบออนไลน์ เป็นเวลา 14 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน – 13 กรกฎาคม 2564 เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดในโรงเรียนและสถานศึกษา

นายทรงพลกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการรองรับประชาชนที่เดินทางกลับนั้น มาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยเฉพาะ 10 จังหวัดสีแดงเข้ม ได้กำชับให้ 4 ทหารเสือ ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อสม.เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้นำชุมชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเฝ้าระวังและให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายให้ผู้ที่เดินทางมารายงานตัวเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม.หรือผู้นำชุมชนทันทีเมื่อเข้าพื้นที่ โดยจะต้องกักตัว 14 วันอยู่บ้านสังเกตอาการตนเอง แยกที่กินที่นอนของใช้ไม่รับประทานอาหารร่วมกันกับคนในครอบครัว  ไม่ตั้งวงสังสรรค์  งดพบปะผู้คน  ซึ่งหากมีความเสี่ยงให้เข้ารับการตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ายอดผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ยังพบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ช่วงเย็นวันนี้เวลา 16.00 น.พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก 26 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานคลัสเตอร์แคมป์คนงานก่อสร้างที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่แพร่ระบาด ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนโรคและตรวจสอบไทม์ไลน์ของเจ้าหน้าที่ โดยจะประกาศเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (30 มิถุนายน 2564)

‘คุรุสภา’ เร่งหาข้อสรุปปัญหาสอบวิชาเอกขอตั๋วครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583773

'คุรุสภา'เร่งหาข้อสรุปปัญหาสอบวิชาเอกขอตั๋วครู

‘คุรุสภา’เร่งหาข้อสรุปปัญหาสอบวิชาเอกขอตั๋วครู

วันอังคาร ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 12.44 น.

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้จัดให้มีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 20 – 21 ก.พ.2564 และประกาศผลสอบวันที่ 29 มีนาคม ผ่านมา แต่มีประเด็นในแวดวงวิชาการและการฟ้องร้องที่ศาลปกครองเรื่องข้อสอบ ซึ่งมีการสอบวิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา วิชาชีพครู และวิชาเอก จำนวน 30 วิชา ว่าข้อสอบมีมาตรฐานที่เหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะข้อสอบวิชาเอกที่มี ข้อสงสัยว่าอาจจะออกไม่ตรงกับที่ผู้เข้าสอบได้เรียนมา มีข้อเรียกร้องว่าไม่จำเป็นที่จะต้องสอบวิชาเอก ขณะที่มีนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นแตกต่างเรื่องการสอบวิชาเอก โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าต้องมีการสอบวิชาเอก ส่วนอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการสอบวิชาเอก ซึ่งเรื่องนี้คุรุสภาเป็นตัวกลางที่รับข้อมูลทุกด้านจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อจะนำข้อมูลต่างๆ มาทบทวน และหาข้อยุติให้ได้โดยเร็ว

“จากปัญหาที่เกิดขึ้นทางคุรุสภาจึงได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อมารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อคิดเห็นต่างๆ อย่างรอบด้าน แนวทางการดำเนินการที่จะให้การจัดสอบราบรื่น และให้ได้ข้อสรุปก่อนเสนอให้ทางคณะกรรมการคุรุสภาพิจารณาต่อไป ส่วนมติคณะกรรมการคุรุสภาจะออกมาอย่างไร สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาก็พร้อมดำเนินการทุกอย่าง โดยตั้งเป้าเดือนตุลาคมนี้ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อย นอกจากนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภายังได้วางแผน ระยาวที่จะจัดทำคลังข้อสอบหรือ Item Bank ซึ่งได้เตรียมการวางระบบเทคโนโลยีแล้ว ส่วนข้อสอบ คงต้องให้สภาคณาจารย์ และ ที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ทปคศ.) มาช่วยด้วย นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดทำการทดสอบจาก Paper Test เป็น E Testing ด้วย ซึ่งจะทำให้ การทดสอบสะดวกขึ้น ใครพร้อมเมื่อไหร่ก็มาสอบได้เลย” ดร.ดิศกุล กล่าวและว่า

ในอนาคตคุรุสภาจะจัดสอบวิชาเอกหรือไม่จัดสอบวิชาเอก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) น่าจะต้องมาช่วยกันดูว่าจะทำอย่างไรในการนำผลการทดสอบ การประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยอาจจะให้มีหน่วยงานหลักมาดูแลการจัดสอบวิชาเอก จากนั้นหน่วยงานร่วมก็สามารถดึงวิชาเอกไปใช้ได้เลย ซึ่งจะทำให้การทำงานคล่องตัว ลดความซ้ำซ้อนในการสอบ และเกิดประโยชน์การใช้เงินงบประมาณของประเทศชาติอย่างคุ้มค่าด้วย

ด้าน ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ การวิจัยและนวัตกรรม และรักษาการคณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่จะต้องมีการสอบเพื่อขอตั๋วครู เนื่องจากต้องการให้มีมาตรฐานวิชาชีพครูเหมือนการสอบแพทย์ และพยาบาล  ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งเพราะมีสถาบันฝ่ายผลิตครูที่หลากหลาย บางสถาบันไม่มีหน้าที่ผลิตครูก็มาผลิต และยังมีการปล่อยเกรด ขณะที่จำนวนนิสิตนักศึกษาลดลง แต่ค่านิยมเรียนสายครูยังคงสูงเหมือนเดิมจึงต้องมีการวางระบบการดูแลมาตรฐานและคุณภาพ ทั้งนี้ เท่าที่ดูการสอบวิชาเอกที่ผ่านมามีปัญหามาก เนื่องจากในกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (มคอ.1 ) หลักสูตรครู 4 ปี ไม่ได้กำหนดรายวิชาเอกที่ชัดเจนจึงทำให้สถาบันฝ่ายผลิตครูต่างๆ ไปกำหนดรายวิชาที่เรียนแตกต่างกันไป เมื่อไปสอบวิชาเอกขอตั๋วครู จึงทำให้เกิดปัญหาที่ว่าข้อสอบวิชาเอกที่สอบไม่ตรงกับสิ่งที่เรียนมา

อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้มีการทบทวนการสอบวิชาเอก ส่วนการสอบวิชาอื่น ยังจำเป็นต้องสอบและถือว่าเพียงพอกับการวัดและประเมินวิชาชีพครูอยู่แล้ว ที่สำคัญอยากให้คุรุสภา สถาบันฝ่ายผลิต และผู้ใช้บัณฑิตมาร่วมกันคิดและวางแนวทางในการคัดเลือกและใช้ผลการสอบต่างๆ ร่วมกัน เพื่อลดการสอบที่ซ้ำซ้อนและประหยัดงบประมาณด้วย

โรงเรียนศรีอยุธยาเปิดอาคารใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583573

โรงเรียนศรีอยุธยาเปิดอาคารใหม่

โรงเรียนศรีอยุธยาเปิดอาคารใหม่

วันอังคาร ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเปิดอาคารธีรราชสุดา ณ โรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยมีดร.เสาวภาคย์ ถนอมศักดิ์กุล นายกศรีอยุธยาสมาคม สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ฯ นางสุวดี สุวรรณวลัยกร อดีตนายกศรีอยุธยาสมาคม นางวีณา โพธิ์เงิน เลขานุการ และคณะกรรมการ ร่วมถวายงานโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุญรับเข็มพระราชทานเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา