สหรัฐส่ง 2 ทับหลัง หนองหงส์ – เขาโล้น คืนไทยถึงค่ำ 28 พ.ค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575844

สหรัฐส่ง2ทับหลัง  หนองหงส์-เขาโล้น  คืนไทยถึงค่ำ28พ.ค.

สหรัฐส่ง2ทับหลัง หนองหงส์-เขาโล้น คืนไทยถึงค่ำ28พ.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สหรัฐส่ง2ทับหลัง หนองหงส์-เขาโล้นคืนไทยถึงค่ำ28พ.ค. หลังติดตามนาน3ปี

ไทย-สหรัฐร่วมทำพิธีในการส่งคืน“ทับหลังหนองหงส์-ทับหลังเขาโล้น”ก่อนมาถึงประเทศไทยช่วงคืนค่ำ 28 พฤษภาคมสถานกงสุลใหญ่ไทย นครลอสแองเจลิส ขอบคุณ ชื่นชม การทำงานของหน่วยงานฝ่ายสหรัฐกว่ 3 ปี

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กเพจ“Royal Thai Consulate-General Los Angeles”ว่าเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2564(ตามเวลาในสหรัฐ) สำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ ร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครลอสแอนเจลิส ได้จัดพิธีส่งมอบ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ และ ทับหลังปราสาทเขาโล้น คืนให้แก่รัฐบาลไทย

โดยมีนาย David A. Prince หัวหน้าเจ้าหน้าที่พิเศษ HSI นครลอสแอนเจลิส นาย Tatum King หัวหน้าเจ้าหน้าที่พิเศษ HIS ซานฟรานซิสโก น.ส.Stephanie Hinds รักษาการอัยการสหรัฐ ประจำรัฐแคลิฟอร์เนียเขตภาคเหนือ นายมนัสวี ศรีโสดาพล เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน นายมังกร ประทุมแก้ว กงสุลใหญ่ไทย ณ นครลอสแอนเจลิส นายพิษณุ โสภณ กงสุลใหญ่ไทย ณ นครชิคาโก และนายฟาบิโอ จินดา กงสุลใหญ่ไทย ณ นครนิวยอร์ก เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ เป็นทับหลังจำหลักลายพระยมทรงกระบือ ขณะที่ ทับหลังปราสาทเขาโล้น เป็นทับหลังจำหลักลายพระอินทร์เหนือเกียรติมุข ทับหลังทั้งสองทำจากหินทราย และเป็นศิลปะสมัยลพบุรี (ศิลปะเขมรโบราณในไทย) มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 มีหลักฐานภาพถ่ายว่าทับหลังทั้งสองเคยประดิษฐานอยู่เหนือกรอบประตูปราสาทของปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และ ปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว ตามลำดับและคาดว่าน่าจะถูกลักลอบนำออกจากประเทศไทยในช่วงปี 2508 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเวียดนาม

ในการส่งมอบโบราณวัตถุ ที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรม คืนให้แก่รัฐบาลไทย และประชาชนไทยในครั้งนี้ ทางสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครลอสแอนเจลิส ขอแสดงความขอบคุณ และชื่นชมการทำงานกว่า 3 ปีของหน่วยงานที่สำคัญของฝ่ายสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ในการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานต่างๆตลอดจนการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของไทย จนประสบความสำเร็จในที่สุด การทำงานร่วมกันดังกล่าวของฝ่ายไทยและสหรัฐ เป็นสิ่งแสดงถึงความสัมพันธ์และมิตรภาพอันดีและยาวนานระหว่างไทยและสหรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จะได้รับจากบรรจุส่งจาก ท่าอากาศยานนครลอสแอนเจลิสของสหรัฐ ในวันที่ 26 พ.ค.นี้(ตามเวลาท้องถิ่น) และมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ เวลาประมาณ22.00 น.

ศูนย์ฮาลาล จุฬาฯ เปิดตัวชุดตรวจเนื้อสัตว์ปนเปื้อน ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค ตรวจสอบด้วยตัวเองได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575765

ศูนย์ฮาลาล จุฬาฯ เปิดตัวชุดตรวจเนื้อสัตว์ปนเปื้อน ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค ตรวจสอบด้วยตัวเองได้

ศูนย์ฮาลาล จุฬาฯ เปิดตัวชุดตรวจเนื้อสัตว์ปนเปื้อน ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค ตรวจสอบด้วยตัวเองได้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอาณัฐ เด่นยิ่งโยชน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการและหัวหน้ากลุ่มภารกิจบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ กล่าวว่า ชุดตรวจสอบการปลอมปนเนื้อสัตว์ต้องห้ามในอาหารฮาลาล “Strip Test” เป็นนวัตกรรมล่าสุดจากศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ สามารถตรวจสอบการปลอมปนเนื้อสัตว์ต้องห้ามในอาหารฮาลาลพร้อมกันได้ถึง 5 ชนิด และตรวจแบบฉับไว ใช้งานง่าย ได้ผลแม่นยำ โดยการตรวจเพียงครั้งเดียว

“นวัตกรรมนี้ ตอบโจทย์ความกังวลเรื่องอาหารปนเปื้อนให้กับผู้บริโภคมุสลิม และบุคคลทั่วไปได้เป็นอย่างดี เพราะตัว Strip Test นี้ อาศัยหลักการทำงานของการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอเป้าหมาย จึงให้ผลตรวจสอบที่แม่นยำ ถูกต้อง 100% ภายใน 3 ชั่วโมง เร็วกว่าการส่งตัวอย่างไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการที่ปกติจะใช้เวลาหนึ่งถึงห้าวันทำการ นอกจากนี้ยังใช้งานง่าย ราคาถูกและสะดวกอีกด้วย”

“นอกจากจะลดต้นทุน ด้านเวลาในการตรวจสอบแล้ว Strip Test ยังตรวจการปนเปื้อนของสัตว์ต้องห้ามในอาหารพร้อมกันในการตรวจเพียงครั้งเดียวได้ถึง 5 ชนิดได้แก่ สุกร สุนัข แมว หนู และลิง ทั้งยังใช้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารได้ทั้งอาหารสดอาหารแปรรูป และวัตถุดิบอื่นๆ ด้วย

“ปัจจุบันผู้ใช้ Strip Test ยังจำกัดแต่ผู้ประกอบการ หน่วยงานตรวจสอบฮาลาลและผู้บริโภคบางราย ที่มีพื้นความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ แต่ในอนาคต หวังจะผลักดันให้นวัตกรรมนี้เข้าถึงมุสลิมและประชาชนทั่วไป โดยวางแผนจะจำหน่ายชุดตรวจ Strip Test ในราคา 300-500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าการตรวจในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ถึง 10 เท่า”

“นอกจากนี้ เราจะพัฒนาต่อยอดเป็นชุด Test Kits แบบครบวงจรของการตรวจวัด ซึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถตรวจวัดผลได้เร็วขึ้นกว่าเดิมใช้ตรวจได้หน้างานจริง ผู้บริโภคสามารถใช้งาน ได้ง่าย เพียงอ่านคู่มือแล้วทำการทดสอบหาสัตว์ที่ปนเปื้อนในอาหารได้ด้วยตัวเอง” นายอาณัฐ กล่าวทิ้งท้าย

ราชภัฏรำไพฯ จัดประชุม สนับสนุนผลงานวิจัย นวัตกรรมการจัดการการสื่อสารภายใต้ภาวะวิกฤติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575766

ราชภัฏรำไพฯ จัดประชุม สนับสนุนผลงานวิจัย นวัตกรรมการจัดการการสื่อสารภายใต้ภาวะวิกฤติ

ราชภัฏรำไพฯ จัดประชุม สนับสนุนผลงานวิจัย นวัตกรรมการจัดการการสื่อสารภายใต้ภาวะวิกฤติ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ไวกูณฑ์ ทองอร่าม รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี กล่าวถึงการจัดประชุมวิชาการระดับประเทศ Communication Arts RBRU Conference ครั้งที่ 1 (รูปแบบออนไลน์) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุนผลงานวิจัยหรือผลงานวิชาการของนักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา รวมทั้งบุคคลทั่วไป ได้นำเสนอผลงานทางวิชาการและเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

นอกจากมีการบรรยายแล้ว ภายในงานยังได้มอบรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น อาทิ รางวัล Best Paper Award อันดับ 1 เรื่อง การปรับตัวของกระบวนการยุติธรรมภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 โดย คุณราณี ถนอมปัญญารักษ์ และ คุณพิธพร ไทยภูมิ จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี รางวัล Best Poster Award อันดับ 1 เรื่อง การดำเนินโครงการสวนปันสุขสร้างชาติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช วัดบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี โดย คุณธรรศพงศ์ วงษ์สวัสดิ์ พรจิตอรัณยกานนท์ ทรงพล มงคลจิรวัฒน์ และพระปลัดสาธิต ทองเปรม จาก วิทยาลัยทองสุขเป็นต้น

วษท. เปิดตัวหลักสูตร ‘ชลกร’ รุ่น 1 พร้อมเดินหน้าขยายหลักสูตรทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575759

วษท. เปิดตัวหลักสูตร 'ชลกร' รุ่น 1 พร้อมเดินหน้าขยายหลักสูตรทั่วประเทศ

วษท. เปิดตัวหลักสูตร ‘ชลกร’ รุ่น 1 พร้อมเดินหน้าขยายหลักสูตรทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 16.51 น.

เปิดตัวหลักสูตร “ชลกร” รุ่น 1 นักเรียนสมัครล้น มอบทุนเรียน-อยู่ฟรี นำร่อง ปวส. 5 วษท. พร้อมเดินหน้าขยายหลักสูตรทุก วษท. ทั่วประเทศ ผลิตนักบริหารจัดการน้ำเพิ่มมูลค่าศก.

24 พฤษภาคม 2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลิกโฉมอาชีวะเกษตร แถลงข่าวเปิดหลักสูตร “ชลกร” รุ่น 1 มีนักเรียนสนใจสมัครเรียนแล้วเกินครึ่ง นำร่องปวส. 5 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) มอบทุนเรียนฟรี-อยู่ฟรี พร้อมเดินหน้าขยายหลักสูตรทุก วษท. ทั่วประเทศ ผลิตนักบริหารจัดการน้ำสร้างคน-สร้างชุมชน-สร้างเศรษฐกิจ-สร้างประเทศ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ได้ดำเนินโครงการมาเพียง 1 ปีเศษ แต่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สร้างกระแสให้สังคมเกิดการตื่นตัวเห็นความสำคัญและประโยชน์จาก “น้ำ” ซึ่งถือเป็นรากฐานของความยั่งยืนประเทศ จนนำมาสู่การจัดทำหลักสูตร นักบริหารจัดการน้ำฯ หรือ “ชลกร” รุ่นที่ 1 โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครเรียนในภาคการศึกษา 2564 ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนอย่างมาก มีนักเรียนสนใจสมัครเรียนเข้ามาแล้วเกินครึ่งจากจำนวนที่วิทยาลัยฯ จะรับได้

โดยในปีการศึกษาแรก 2564 จะเปิดสอนในวันที่ 14 มิถุนายน 2564 นี้ พร้อมกันใน 5 วิทยาลัยฯ นำร่อง ประกอบไปด้วย 1.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม 2.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี 3.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร 4.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ และ 5.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด และจะขยายไปทุกวิทยาลัยฯ ที่มีความพร้อมในปีการศึกษาต่อไป

“หลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำฯ หรือ “ชลกร” มีผู้ให้ความสนใจมาก ทุกคนทุ่มเทในการพัฒนาหลักสูตรจนได้รับการอนุมัติในเวลาเพียง 6 เดือน แสดงให้เห็นว่าทุกคนเห็นประโยชน์และความสำคัญที่จะต้องมีหลักสูตรในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและหลักสูตรแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนเรื่องการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ระดับปวส. ซึ่งไม่เฉพาะเด็กนักเรียนที่สนใจสมัครเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากทั้ง 5 วิทยาลัยฯ นำร่อง แต่หน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่ทราบข่าว ก็สนใจอยากให้เราช่วยทำหลักสูตรระยะสั้นสำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจทั่วไป เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำ และสามารถนำมาประกอบเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้”ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ทั้งนี้ในฐานะที่กำกับดูแลอาชีวศึกษา ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของมูลนิธินโยบายสาธารณะไทยที่ให้การสนับสนุนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และผู้ที่พิจารณาและจัดทำหลักสูตร นักบริหารจัดการน้ำฯ หรือ “ชลกร” รุ่น 1 จนเกิดขึ้นได้สำเร็จซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากต่อวงการศึกษาไทย และประเทศชาติ เพราะเรื่อง “น้ำ” ไม่ใช่เฉพาะแต่เกษตรกรเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่รวมถึงผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจประเทศก็จะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล

ดร.ศุภชัย ศรีหล้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่า หลักสูตรบริหารจัดการน้ำฯ ภายใต้สาขาวิชาช่างกลเกษตรนี้ได้รับการพัฒนาองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการน้ำในระดับสากลทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมช่วยกันพัฒนาหลักสูตรจนสำเร็จ โดยผู้ที่จบสาขาหลักสูตรนี้ไปสามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้หลายสาขาที่เกี่ยวข้อง อาทิ สาขาการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร, สาขาวิศวกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร, สาขาเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรอัตโนมัติ และสามารถสมัครเข้าทำงานในหน่วยงานทั้งภาดรัฐและเอกชนได้ ซึ่งถือเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

ดร.ชาติชาย เกตุพรหม ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า หลักสูตรงานบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร (ชลกร) ภายใต้สาขาวิชาช่างกลเกษตร รุ่นที่ 1 นี้ เปิดรับสมัครนักศึกษา ระดับ ปวส. ประจำปีการศึกษา 2564 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 โดยนักศึกษาที่สมัครเข้าเรียนหลักสูตร “ชลกร” ในรุ่นที่ 1 ทุกคนจะได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียน โดยได้รับการงดเว้นค่าหน่วยกิตตลอดหลักสูตร 2 ปี จากดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และได้รับสวัสดิการหอพักฟรี ภายในวิทยาลัย (ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละวิทยาลัย) ขอเพียงมีความมุ่งมั่น ขยัน อาชีวะเกษตรและเทคโนโลยีพร้อมเปิดโอกาสให้กับทุกคน เรียกว่า เรียนฟรี อยู่ฟรี จนจบการศึกษา

‘คุรุสภา’ เดินหน้าใช้อิเล็กทรอนิกส์รับ-ส่งหนังสือราชการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575735

'คุรุสภา'เดินหน้าใช้อิเล็กทรอนิกส์รับ-ส่งหนังสือราชการ

‘คุรุสภา’เดินหน้าใช้อิเล็กทรอนิกส์รับ-ส่งหนังสือราชการ

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.03 น.

คุรุสภาสนองนโยบายรัฐบาล เดินหน้าใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์รับ-ส่งหนังสือราชการทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน ลดกระดาษ ค่าใช้จ่ายส่งไปรษณีย์ สะดวก รวดเร็ว เลี่ยงเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19

26 พ.ค.64 ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้กำหนดแนวปฎิบัติงานรับ-ส่งหนังสือราชการทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-sarabun) และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) เพื่อให้บุคลากรได้ปฏิบัติในการรับส่งหนังสือราชการทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน และขณะนี้ทุกส่วนงานในสังกัดสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติงานดังกล่าวแล้ว โดยสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศฯ  ได้กำหนดรหัสการเข้าใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใช้ระบบดังกล่าวได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา แม้ว่าปฏิบัติงานที่บ้านก็สามารถใช้ระบบดังกล่าวได้ อีกทั้งการจัดส่งหนังสือแจ้งเวียนต่างๆ และหนังสือที่รับเข้าทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และเป็นเอกสารจะแจ้งเวียนผ่านสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น  และจะไม่มีการปริ้นเป็นเอกสาร ซึ่งจะช่วยทำให้ลดการใช้กระดาษ ลดเวลา  และลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลงได้มาก

ดร.ดิศกุล กล่าวต่อไปว่า แต่ในส่วนการรับส่งหนังสือราชการที่เป็นเอกสารภายนอกนั้น ได้มีการกำหนด ที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ (e-mail address ) กลางของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา คือ ksp@saraban.mail.go.th เพื่อใช้ในการรับ-ส่งหนังสือราชการจากหน่วยงานภายนอกด้วย สำหรับการจัดส่งทางไปรษณีย์จะต้องเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและสำคัญ ที่ไม่สามารถส่งทางช่องทางอื่นได้ เช่น หนังสือที่มีการกำหนดชั้นความลับ เอกสาร ทางการเงิน หนังสือส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาลของพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นต้น

“แนวปฏิบัติดังกล่าวสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2564 เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ที่กำหนดให้การติดต่อราชการส่งหนังสือด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ยกเว้นเรื่องลับที่สุด และไม่ต้องจัดส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก และสอดรับข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอให้ส่วนราชการที่เป็นนิติบุคคล ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติมใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นมาตรฐานในการรับ-ส่งหนังสือราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานของรัฐ ลดค่าใช้จ่ายในการส่งไปรษณีย์ ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพตามแนวทางในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล อีกทั้งเข้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้กำหนดแนวปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home ) โดยการปรับลดเวลาและวันทำงานของบุคลากรในสำนักงานเหลือเพียง 10% ทำงานที่บ้าน 90%  “ดร.ดิศกุล กล่าว

และว่าจากการดำเนินการตามแนวปฏิบัติ มาระยะหนึ่งแล้ว พบว่านอกจากจะเป็นการลดการใช้เอกสาร ลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีความสะดวก รวดเร็ว สอดรับกับการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 จากการเดินทางมาพบกันด้วย

‘หลอกลงทุน’ ข่าวออกมากมาย ไฉนยังมีเหยื่อ (ทุกระดับ) ถูกต้ม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575529

‘หลอกลงทุน’ข่าวออกมากมาย  ไฉนยังมีเหยื่อ(ทุกระดับ)ถูกต้ม?

‘หลอกลงทุน’ข่าวออกมากมาย ไฉนยังมีเหยื่อ(ทุกระดับ)ถูกต้ม?

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นข่าวดังตลอดสัปดาห์ที่แล้วกับการทลายเครือข่ายฉ้อโกงประชาชนที่นำโดย ประสิทธิ์ เจียวก๊ก พร้อมกับพวกรวม 6 คน โดยตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 คน ส่วนประสิทธิ์นั้นเดินทางมามอบตัวเอง เนื่องจากที่ผ่านมา ประสิทธิ์ เจียวก๊ก มักปรากฏภาพผ่านสื่อต่างๆ ว่าเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้คนทำความดี โดยมักเล่าประวัติของตนเองที่เคยเป็นนักเลงอันธพาลทำธุรกิจสีเทาแต่ตอนหลังคิดได้และกลับใจมาทำธุรกิจอย่างสุจริตชนจนร่ำรวย

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามักมีการหลอกลวงให้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และมีผู้ตกเป็นเหยื่อทุกระดับชนชั้น ตั้งแต่ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำไปจนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม คนมีชื่อเสียงในวงการต่างๆ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับ รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ทนายความชื่อดัง และประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ซึ่งทำคดีของประสิทธิ์ เจียวก๊ก รวมถึงกรณีอื่นๆ เกี่ยวกับการหลอกลวงที่มีลักษณะทำนอง “แชร์ลูกโซ่” กับคำถามที่ว่าเหตุใดทั้งที่มีข่าวออกเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีคนถูกหลอกอยู่เนืองๆ

– อะไรคือนิยามของแชร์ลูกโซ่? : แชร์ลูกโซ่ที่เราเข้าใจกัน มันจะหมายถึงกรณีลูกโซ่ที่มันคล้องต่อไปเรื่อยๆ เป็นลูกข่ายมา คือโซ่มันจะคล้องกันไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น วันหนึ่งเมื่อมันขาดลงมันก็ไม่ใช่ลูกโซ่อีกต่อไป ทีนี้ในกรณีของธุรกิจแชร์ลูกโซ่ มันมีมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีมันคือการทำอาชญากรรมทางเศรษฐกิจประเภทหนึ่งซึ่งมีความสลับซับซ้อน เป็นการฉ้อโกงโดยใช้กฎหมายและกระบวนการทางเศรษฐกิจทำให้คนหลงเชื่อ ถ้าเราบอกการฉ้อโกงทั่วไป ก็คือถ้าอธิบายง่ายๆ ก็เหมือนการหลอกให้ได้เงินไป ทีนี้พอผู้เสียหายรู้ว่าถูกหลอกก็จะไปแจ้งความเอาเงินคืน

แต่แชร์ลูกโซ่มันแตกต่างจากนั้นผู้เสียหายจะรู้ว่าถูกหลอกก็ต่อเมื่อมีการเปิดโปงว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่ แชร์ลูกโซ่นิยามของมันตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (และแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2534) หมายถึงการปันผล หรือให้ผลประโยชน์ตอบแทน หรือผลประโยชน์อื่นใดอย่างอื่นเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดก็คือเกินร้อยละ 15 ต่อปี โดยเงินที่เอามาปันผลนั้นเป็นเงินของผู้เสียหายเอง ไม่ได้มีการทำธุรกิจจริง หรือทำจริงแต่ไม่ได้ผลกำไรเยอะขนาดนั้น

– แชร์ลูกโซ่ต่างจากธุรกิจขายตรงอย่างไร? : ขายตรงจะคล้ายกับธุรกิจแชร์ลูกโซ่ แต่แตกต่างกัน ขายตรงคือมีการขายสินค้ากันจริง คือเวลาเราจะบอกว่าธุรกิจไหนเป็นธุรกิจขายตรง ธุรกิจไหนเป็นธุรกิจขายตรงที่เป็นแชร์ลูกโซ่ เราจะต้องดูว่ามันมีสินค้าจริงไหม? ถ้ามีสินค้าจริงนั่นคือธุรกิจขายตรง แต่ธุรกิจแชร์ลูกโซ่สินค้าไม่มีจริง หรือการขายสินค้าตัวนั้นไม่ได้กำไรสูงมากจนกระทั่งสามารถให้เงินปันผลได้จริงอย่างที่อวดอ้างโฆษณา อันนี้เราจะเห็นได้ในแชร์ลูกโซ่ที่เป็นข่าวล่าสุด ก็คือแชร์ลอตเตอรี่ที่จ.ตราด ที่มีการเปิดเผยมาในทางข่าว เขาบอกว่าจริงๆ แล้วไม่ได้ซื้อมาในราคา 74 บาท แต่ซื้อมาในราคาท้องตลาดเพราะไม่สามารถหาซื้อลอตเตอรี่ได้

– ล่าสุดในคดีจับกุมเครือข่ายประสิทธิ์ เจียวก๊ก กรณีนี้เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่? เพราะมีคนตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีการหาลูกข่าย :อันนั้นเราเข้าใจว่าแชร์ลูกโซ่จะต้องเป็นยอดพีระมิด ของคุณประสิทธิ์ไม่ได้ทำแบบพีระมิดเพื่อให้คนตายใจ ของคุณประสิทธิ์รูปแบบในการขายของเขาเขาตั้งบริษัท บริษัทมีพนักงานขาย มีลูกค้าเข้ามาชื้อของชิ้นแรก เมื่อซื้อของชิ้นแรก ลงทุนชิ้นแรกเสร็จปุ๊บ พนักงานขายจะโทรศัพท์ไปเสนอโปรโมชั่นหรือการขายของแผนอื่นๆ ให้เขาต่อ นี่คือการประกอบธุรกิจของคุณประสิทธิ์ แต่ทีนี้การปันผลหรือการให้เงินตอบแทน คุณประสิทธิ์ไม่ได้มีกำไรจากธุรกิจจริง คุณประสิทธิ์เอาเงินมาจากเงินปันผลของผู้เสียหายเอง

แต่ธุรกิจขายตรงคุณขายสินค้าคุณมีกำไร คุณปันผล แต่ของคุณประสิทธิ์คุณไม่มีกำไรแต่คุณปันผลได้อย่างไร?ปัจจุบันธุรกิจแชร์ลูกโซ่เองก็มีพัฒนาการเขารู้ว่าสารทางกฎหมาย รู้ว่าธุรกิจที่ไม่มีสินค้าคือแชร์ลูกโซ่เป็นการฉ้อโกง เขาก็จะสมมุติสินค้าขึ้นมาตัวหนึ่ง ปัจจุบันมีออกไปเยอะนะ เป็นเหรียญบิตคอยน์ (BitCoin) เป็นของตัวเองก็มี อันนี้เราจะพบเห็นได้สักปี 2562 เยอะหน่อย จะเป็นช่วงขาบูมของแชร์ลูกโซ่ฟอเร็กซ์-3ดี (Forex-3D) แล้วก็เหรียญอื่นๆ ที่ออกตามมากันเต็มไปหมด แชร์ลูกโซ่ก็มีพัฒนาการของมัน กฎหมายไม่รู้จะตามทันแค่ไหน

– ดังตัวอย่างที่ตำรวจเขียนสำนวนฟ้องคุณประสิทธิ์ กรณีธุรกิจซื้อและให้เช่ากระเป๋าแบรนด์เนมใช่หรือไม่? : ของคุณประสิทธิ์มีการขายแพ็กเกจทัวร์แล้วปันผลใน 3 วัน มีการขายคูปอง มีการลงทุนทองคำ มีการให้เช่ากระเป๋าแบรนด์เนม มีการทำสหกรณ์ ตัวเช่ากระเป๋าแบรนด์เนมเป็นหนึ่งธุรกิจของเขา ซึ่งผู้เสียหายที่มาแจ้งความ คือลงทุนไปแล้วไม่ได้ผลกำไรตอบแทนอย่างที่โฆษณาไว้ หรือบางคนไม่ได้กระเป๋าจริง

– มีข่าวจับกุมเครือข่ายแชร์ลูกโซ่อยู่เรื่อยๆ แต่ทำไมยังมีคนหลงเชื่อถูกหลอกไปลงทุนอยู่? : ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยมันไม่มีความเชื่อมั่น ทำให้มีการตั้งวงแชร์ลูกโซ่กันออกมาเยอะเพื่อหลอกลวงคน หรือกฎหมายประเทศไทยอ่อนแอ ทำให้คนรู้ว่าแม้จะโดนจับได้ก็แค่ติดคุกไม่กี่ปีก็ได้ออกมาใช้เงิน คนก็เลยกล้าเสี่ยงที่จะลงทุนกันมัน หรือตำรวจรับส่วย ทำให้ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ไม่ถูกตัดขาดง่ายๆ ถ้าไม่เป็นข่าวจากสื่อมวลชนเสียก่อน อันนี้อย่างหลังน่าจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด

ทำไมผมถึงพูดแบบนี้? ถ้ามีคนเห็นโมเดล (Model-รูปแบบ) ธุรกิจของใครก็ตามที่ปันผลจากการลงทุนของตัวเอง เขาจะต้องรู้แล้วว่าธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจที่ฉ้อโกงประชาชน เป็นธุรกิจที่หลอกลวง เพราะฉะนั้นถ้าธุรกิจนี้ถูกดำเนินคดี การดำเนินคดีอย่างแรกของตำรวจก็คือการอายัดทรัพย์ เมื่อมีการอายัดทรัพย์ หรือมีการปล่อยข่าวออกมาว่ามันจะล้ม คนก็จะไม่ลงทุนต่อแล้วจะดึงเงินคืนจากระบบ แล้วบริษัทหรือธุรกิจนั้นก็จะล้มละลาย

– หลายๆ ครั้งที่มีการจับกุมเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ มักจะมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาแก้ต่างให้ผู้ก่อตั้งเครือข่ายอยู่เสมอว่าไม่ใช่การหลอกลวงเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? : เพราะกลุ่มหนึ่งอาจจะได้เงินไปแล้ว อย่างเงินต้น เหลือแค่ผลกำไรที่กำลังตอบแทนต่อเดือน แล้วปรากฏพอกลุ่มนี้ (กลุ่มที่ไม่ได้เงิน) มาโวยก็เลยไม่ได้เงิน แต่กลุ่มที่มาโวยเป็นกลุ่มที่มาทีหลังก็เลยยังไม่ได้เงินปันผล

– เมื่อครู่นี้บอกว่ากฎหมายไทยเรื่องการปราบปรามแชร์ลูกโซ่อ่อน แล้วต่างประเทศเป็นอย่างไร? : ต่างประเทศเองก็มีปัญหาการจับกุมคุมขังลักษณะแบบนี้ จริงๆ กฎหมายไทยถ้าจะบอกว่ามันอ่อนมันก็คงมาได้ขนาดนี้ แต่ถ้ามันมีการบังคับใช้กฎหมายกันอย่างจริงจัง อย่างเช่นเราใช้มาตรการในการยึด-อายัดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินอย่างจริงจัง ก็คงไม่มีใครอยากทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่ แต่ของประสิทธิ์ เจียวก๊ก กองปราบฯ แถลงข่าวเมื่อวันก่อนไม่เหลือเงินในบัญชี หลังจากที่ผู้เสียหายไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อทวงถามการยึดอายัด วันต่อมากองปราบฯ แถลงไม่เหลือเงินในบัญชี

แล้วเราถามว่ากฎหมายไทยใช้ได้ผ่านผู้บังคับใช้กฎหมาย แล้วคำตอบคือไม่เหลือเงินในบัญชี แปลงว่าคุณอายัดทรัพย์เขาไมได้แม้แต่บาทเดียว ใครจะกลัวกฎหมายไทย? ในขณะที่การทำงานของต่างประเทศยึดจนกระทั่งไม่เหลือเงินเลย คำถามคือเราทำขนาดนั้นได้ไหม? ที่ไม่เหลือเงินในบัญชี เพราะวิธีการคิดของตำรวจกองปราบฯ ณ วันนั้น ไม่คิดว่าจะมีคนแบบผมในวันนี้ที่จะไปถามว่าคุณออกหมายจับเขา คุณตามทรัพย์สินเขาได้ไหม? ปรากฏว่าไม่มีใครยอมตอบคำถามในเรื่องนี้ จนกระทั่งเรื่องแดงว่ายึดไม่ได้ แล้วคุณจับเขาทำไม?

ถ้าทำแบบนี้ผู้เสียหายไม่มีทางได้เงินคืน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ตำรวจรู้อยู่แล้วแต่ทำไมถึงได้ละเลย? ก็อย่างที่ผมแถลงไปที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่าเขา (กองปราบฯ) ไม่กล้าอายัด เพราะเขาต้องสืบว่าเงินก้อนนี้เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชน เขาก็จะโยนภาระไปทาง ปปง.(สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ใช้กฎหมายฟอกเงินแทนก็เป็นปัญหาของหลายหน่วยที่มันเกิดขึ้นมาหลายปี แล้วถามว่านักกฎหมายหรือที่ปรึกษากฎหมายของคนที่เขาทำธุรกิจฉ้อโกงประชาชน หรือทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่รู้ไหม? เขาต้องรู้อยู่แล้ว

– มีข้อสังเกตเรื่องคนที่ทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรืออะไรแนวๆ นี้ มักชอบโชว์ภาพคู่กับคนใหญ่คนโตในสังคม เช่น นักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? : ธุรกิจแชร์ลูกโซ่เป็นธุรกิจที่อยู่บนความเชื่อถือ ถ้าซีอีโอหรือเจ้าของบริษัทหมดความน่าเชื่อถือคนก็จะไม่กล้าลงทุนด้วย เพราะเป็นธุรกิจของการระดมทุน ไม่แปลกใจที่คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก จะใช้วิธีการพยายามสร้างภาพตัวเอง มีการไปถ่ายรูปกับนายทหาร-นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายนาย แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็มีภาพคู่

สิ่งเหล่านี้แม้ว่าตัวนายกรัฐมนตรีจะบอกว่าใครมาขอถ่ายก็ถ่ายด้วย แต่อย่าลืมว่าประชาชนไม่ได้คิดอย่างนั้น คนไปเห็นภาพไม่ได้คิดอย่างนั้น เขามองเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าภาครัฐผู้มีอำนาจน่าจะตรวจสอบมาแล้วว่าเขาเป็นคนดีประชาชนส่วนใหญ่ของคุณประสิทธิ์ที่อยู่ในเครือข่ายก็จะเป็นคนสูงวัยจะไม่ค่อยเป็นคนหนุ่ม-สาว เพราะว่าคนสูงวัยจะเป็น Target Group (กลุ่มเป้าหมาย) ของเขาเลย ในการที่จะมีความชอบทางการเมืองในลักษณะนั้น

คนไทยเชื่อจากภาพที่เห็น แล้วคุณประสิทธิ์เขาฉลาดในการทำภาพ ในการใช้สื่อ ในการซื้อโฆษณาจากสื่อ เขาค่อนข้างรู้ว่าคนชอบอะไร แล้วแน่นอนว่าวิธีคิดของคุณประสิทธิ์ ในแชร์ลูกโซ่วงอื่นๆ ก็ใช้วิธีคิดแบบนี้ในการสร้างแบบนี้ บางคนอาจจะถ่ายรูปกับเงินเป็นพันล้านร้อยล้าน ถ่ายรูปกับรถหรู รถสปอร์ตซูเปอร์คาร์ นั่นคือหนึ่งในกระบวนการสร้างภาพ เพราะเขารู้ว่าคนที่จะมาระดมทุนกับเขาเป็นคนกลุ่มไหน แล้วเขาต้องการที่จะสื่ออะไรออกไป

– แล้วเราจะระวังตัวกันอย่างไร? เพราะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่คนระดับรากหญ้า ไปจนระดับบิ๊กๆ ในสังคมก็ยังโดนหลอกกันได้ : เรื่องนี้อยู่ที่ว่าเวลาเราจะลงทุนอะไรก็ตาม ให้เราดูเสมอเลยว่ารูปแบบธุรกิจของเขาได้ผลกำไรกลับมาจริงไหม? มีการขายสินค้า มีการขายบริการนั้นไหม? ถ้ามีจริงมันทำกำไรได้จริงหรือเปล่าจากต้นทุนที่มี? แล้วต้นทุนตัวนั้นเป็นต้นทุนจริงๆ หรือเป็นต้นทุนที่พูดมาเพื่อให้เราหลงเชื่อ? เราคงต้องตรวจาสอบให้ดี

แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครก็ตามที่บอกว่าเอาเงินที่เมืองไทยไปลงทุนที่ต่างประเทศแล้วได้กำไรมาปันผล อันนี้อยากให้ฟังไว้เลยว่า 90% เป็นการหลอกลวง อีก 10% คุณต้องบินต้องเดินทางไปที่ประเทศโน้นเพื่อดูเอง ถ้าคุณไม่เดินทางไปคุณอย่าลงทุนเด็ดขาด มีคนเข้ามาร้องเรียนผมปีหนึ่งหลายเรื่องหลายวง แค่มันไม่ได้เป็นข่าวทุกวงเท่านั้นเอง

– ทำคดีแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงมาไม่น้อย เคยเจอกรณีแปลกๆบ้างไหม? : ส่วนใหญ่รูปแบบการลงทุนต้องเป็นความน่าเชื่อถือ จะไม่ค่อยมีการลงทุนแปลกๆ จะเป็นแนวเดียวกันหมดเลยคือถ้าไม่ไปลงทุนที่ต่างประเทศแต่ส่วนมากก็เน้นการลงทุนที่ต่างประเทศผมเคยเจอที่แปลกๆ คือคนชวนไปลงทุนพลังงานแม่เหล็ก ผมก็ว่าเชื่อไปได้อย่างไร? อ่อ!..เขาบอกว่าคนลงทุนก็เป็นพวกมีความรู้ เป็นนักประดิษฐ์เหมือนกันก็เลยเชื่อ แต่อันนั้นก็เป็นหลักแค่ไม่กี่ร้อยล้านบาท เป็นวงแคบๆที่ไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเล่น เป็นวงเฉพาะกลุ่ม

อันนั้นคือแปลกของผมเพราะมันเป็นเฉพาะกลุ่ม แต่ถ้าเป็นวงที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงมันจะต้องเป็นอะไรที่น่าเชื่อถือ ฟอเร็กซ์-3 ดี มาจากการแลกเปลี่ยนอัตราเงินตราระหว่างประเทศ คริปโตเคอเรนซี(Cryptocurrency) เขาอ้างว่าสามารถทำเหรียญบิตคอยน์ได้ เขากำลังทำแบรนด์ของตัวเอง อย่างคุณประสิทธิ์ก็พยายามทำให้เป็นคริปโตเคอเรนซีอยู่ แต่เผอิญล้มก่อน

ครม.ไฟเขียวปรับ 3 ประเด็นในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาชาติ ‘ตรีนุช’ ลุยทำกม.ลูกรองรับปฏิรูปการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575482

ครม.ไฟเขียวปรับ 3 ประเด็นในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาชาติ 'ตรีนุช'ลุยทำกม.ลูกรองรับปฏิรูปการศึกษา

ครม.ไฟเขียวปรับ 3 ประเด็นในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาชาติ ‘ตรีนุช’ลุยทำกม.ลูกรองรับปฏิรูปการศึกษา

วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 14.29 น.

คณะรัฐมนตรี รับทราบปรับร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ใน 3 ประเด็น  นายกฯ หนุนวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง “ตรีนุช” เดินหน้าทำกฎหมายลูกรองรับปฏิรูปการศึกษา

25 พ.ค.2564  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ว่า ตนได้รับทราบถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิรูปการศึกษา และข้อห่วงใยเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….จากผู้แทนครู เครือข่ายองค์กรครู บุคลากรทางการศึกษา ภาคประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ต้องการให้ปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ในหลายประเด็น  ตนจึงได้นำเรียนหารือกับ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านได้รับฟังและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น โดย รองนายกฯ ได้เป็นประธาน ในการหารือร่วมกันระหว่างคณะกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาภาคประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการแก้ไขปัญหา ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และ มีข้อสรุปร่วมกันว่า ให้ปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ใน 3 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก กำหนดให้วิชาชีพครู เป็นวิชาชีพชั้นสูง ประเด็นที่สอง แก้ไขคำว่า ” ”หัวหน้าสถานศึกษา” เป็น” ผู้บริหารสถานศึกษา” และประเด็นที่สาม  แก้ไขคำว่า “ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู” เป็น “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

“ในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (25 พ.ค.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธาน ครม.ได้เห็นชอบในหลักการให้แก้ไขปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติใน 3 ประเด็นดังกล่าว โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุงแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และเสนอ ครม.เพื่อรับทราบก่อนส่งต่อร่าง พ.ร.บ.ให้รัฐสภา เพื่อพิจารณาต่อไป โดยนายกฯได้เน้นย้ำความสำคัญเกี่ยวกับวิชาชีพครู และการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูเป็นผู้นำในการปฏิรูปการศึกษา ” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า หลังจาก ครม.รับทราบ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ตามที่เสนอขอทบทวนแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ จะดำเนินการตามแผนพัฒนากฎหมายลำดับรอง ทั้ง พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยดำเนินการตามขั้นตอนของการเสนอกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายหลักที่จะต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งทราบว่าขณะนี้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการยกร่างกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับแต่ละหน่วยงานไว้แล้ว ทั้งนี้ ตนขอยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการ พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาเดินหน้าต่อไปได้ ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ๑๕๓ ปี กับตำนานอันน่าทึ่ง ของคลองขุดตรง นาม ‘ดำเนินสะดวก’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575264

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ๑๕๓ ปี กับตำนานอันน่าทึ่ง  ของคลองขุดตรง นาม‘ดำเนินสะดวก’

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ๑๕๓ ปี กับตำนานอันน่าทึ่ง ของคลองขุดตรง นาม‘ดำเนินสะดวก’

วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง ในทุกๆ วันดวงอาทิตย์มีขึ้นมีลง ต้นไม้ยังผลิดอกออกใบ เด็กน้อยค่อยๆ เติบโต หนุ่มสาวมุ่งไปข้างหน้าเพื่ออนาคตที่สดใส โบราณสถานเก่าแก่แค่ไหนก็ยังคงต้องบูรณะ สิ่งที่หยุดนิ่งคือสิ่งที่ตายแล้วเท่านั้น

ในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ผ่านความเปลี่ยนแปลงโดยบูรพมหากษัตริย์ทุกยุคสมัย นำพาความเจริญรุ่งเรืองให้ปวงประชาเรื่อยมา

วันนี้ในอดีต เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยต้องจดจำ ในส่วนของการของการคมนาคม ระหว่างกรุงเทพฯ สมุทรสงคราม และราชบุรี ถือเป็นวันกำเนิดของ “คลองดำเนินสะดวก” เส้นทางน้ำที่ทำให้ผู้คนได้ดำเนินสะดวกสมชื่อ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงมีพระราชดำริว่า “การคมนาคมที่ไปมาระหว่างกรุงเทพฯ สมุทรสาคร มีคลองภาษีเจริญการสัญจรไปมาได้สะดวกดี แต่ถ้ามีคลองระหว่างกรุงเทพฯสมุทรสงคราม และราชบุรีก็จะสะดวกขึ้นอีกเป็นอันมาก โดยอาศัยแม่น้ำแม่กลองเป็นสื่อกลาง เมื่อเป็นคลองได้การไปมาหาสู่โดยทางน้ำก็จะมีความสามารถและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น”

ใน พ.ศ.๒๔๙๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) ที่พระสมุหกลาโหม เมื่อครั้งยังพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระปราสาทสิทธิ์เป็นผู้อำนวยการควบคุมดูแลการขุดคลองที่เชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนเริ่มจากปากคลองบางยาง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร กับแม่น้ำแม่กลอง ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม 

เป็นเรื่องที่น่าทึ่งว่า การขุดดินนี้ใช้กำลังแรงงานของคนล้วนๆ โดยไม่มีการใช้เครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงอย่างอื่นเลย เป็นกำลังของทหาร ข้าราชการประชาชน ตลอดจนชาวจีนที่มาอาศัยอยู่ในเมืองไทยใหม่ๆ ร่วมกันขุด ซึ่งแรงงานส่วนมากจะเป็นคนจีนเป็นผู้รับจ้างขุด และเป็นการขุดคลองตรงหากเดือนหงายกลางคืนจะขุดกันทั้งคืนเพราะเลี่ยงอากาศร้อน คนจีนสมัยนั้นส่วนมากจะไว้ผมเปีย เมื่อทำงานตอนกลางคืนจะนุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวขุดดินใส่บุ้งกี๋ แล้วก็หาบดินนั้นเอาขึ้นไปทิ้งนอกเขต 

หลังจากที่ขุดเสร็จ รัชกาลที่ ๔ ทรงเห็นว่าเป็นคลองที่มีเส้นตรง ได้รับความสะดวกในการสัญจร จึงพระราชทานนามคลองที่ขุดใหม่นี้ว่า “คลองดำเนินสะดวก”และได้ทำพิธีเปิดใช้คลองนี้เมื่อวันจันทร์เดือน ๗ ขึ้น ๔ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๕ พฤษภาคมพ.ศ.๒๔๑๑ นับรวมอายุคลองจนถึงวันนี้ได้ ๑๕๓ ปี

คลองดำเนินสะดวกนี้เดิมมีความยาวมากถึง
๓๕ กิโลเมตร เมื่อแรกขุดนั้นกว้างประมาณ ๖ วา
และลึก ๖ ศอก แต่นานเข้าตลิ่งถูกน้ำพัดผ่านกัดเซาะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากแรงกระทบของคลื่นเรือยนต์ประเภทต่างๆ เป็นเหตุให้คลองขุดขยายกว้างขึ้นเป็น ๑๐ วาบ้าง ๑๕ วาบ้าง และบางแห่งกว้าง ๒๐ วา ก็มี เป็นคลองที่ผ่านเขตถึง ๓ อำเภอใน ๓ จังหวัด คือ อำเภอบ้านแพ้ว อำเภอดำเนินสะดวก อำเภอบางคนที

ธรรมดาของคลองสมัยโบราณจะมีหลักเขตเพื่อบอกที่อยู่ที่แน่ชัดของผู้คนริมคลอง มีเสาหินสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ๑๐ × ๑๐ นิ้ว ปักไว้ที่พื้นดินหลักเขตจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความยาวของคลอง คือ หลักละ ๑๐๐ เส้น (๔ กิโลเมตร) 

สำหรับคลองดำเนินสะดวกนั้น มีหลักทั้งหมด ๘ หลัก แต่ละหลักจะสลักและเขียนสีแดงเป็น ๓ ภาษา คือ เลขไทย โรมัน จีน บอกเลขไว้ทุกหลัก ประตูน้ำของคลองดำเนินสะดวกมี ๒ แห่ง คือประตูน้ำบางยาง ในอ.บ้านแพ้วจ.สมุทรสาคร และประตูน้ำบางนกแขวก ในอ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ทั้ง ๒ แห่งกว้าง๖ เมตร สูง ๕ เมตร สร้างขึ้นเป็นทางปล่อยเรือเข้าออกคลองซึ่งมีมากมายในสมัยก่อน และยังสามารถกั้นน้ำเค็มที่จะทำลายผลผลิตของชาวบ้านได้อีกด้วย

และในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ กองทัพญี่ปุ่นได้ใช้คลองดำเนินสะดวกเป็นเส้นทางเดินทางไปยัง จ.ราชบุรี ประตูน้ำทั้ง ๒ แห่งได้ถูกทำลายลงในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ จากระเบิดของฝ่ายสัมพันธไมตรีเพื่อขัดขวางการเดินเรือของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ประตูน้ำทั้ง ๒ แห่ง ก็ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่เช่นเดิม งบประมาณในการขุดคลองดำเนินสะดวก ใช้งบประมาณ ๑,๔๐๐ ชั่งเป็นเงิน ๑๑๒,๐๐๐ บาท โดยเป็นทรัพย์สินของร.๔ จำนวน ๔๐๐ ชั่ง ของสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จำนวน ๑,๐๐๐ ชั่ง

และเนื่องจากสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ ร.๔ จึงทรงอนุญาตให้ท่านและคนในสายสกุลบุนนาคเข้าจับจองที่ดิน๒ ฝั่งคลองได้ 

ทำให้มีเจ้านายผู้ใหญ่หลายคนมาจับจองที่ดินซึ่งเป็นป่ารก ดงอ้อ ดงแขม พร้อมขุดคลองน้อย คลองซอยแยกจากคลองใหญ่เพื่อเข้าสู่พื้นที่ของตนจากป่าดงพงแขม กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหลักของชาวดำเนินสะดวกในการเลี้ยงชีพจนทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นการปลูกฝรั่ง ชมพู่ มะกอก พุทรา มะยม ลิ้นจี่ ขนุน มะม่วงมะพร้าว หัวหอม แตงโม แตงร้าน แปะฉ่ายหรือสินค้าจำพวกพริกแห้ง หอม กระเทียมล้วนมาจากที่นี่ทั้งสิ้น

หลังจากที่เปิดใช้คลองดำเนินสะดวกแล้ว คลองก็เต็มไปด้วยเรือนานาชนิดที่สัญจรไปมาไม่เว้นแต่กลางคืน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเรือพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนจากที่ต่างๆ ที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ส่วนมากเป็นแต้จิ๋ว และฮกเกี้ยน

ลิ้มหรือแซ่ลิ้ม เป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งในคลองดำเนินสะดวก นอกจากนี้ก็มีอีกหลายตระกูล ทำให้มีลูกหลานว่านเครือสืบทอดมาจนทุกวันนี้ หากล่องไปตามคลองก็จะเห็นศาลเจ้าอยู่คู่กับชุมชนชาวจีนหลายสิบแห่ง เป็นเส้นทางคมนาคมค้าขายที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในเมืองไทย

จนกระทั่งภายหลังมีการตัดถนนใหม่ ย่นระยะทางให้สั้นลง และเข้าถึงทุกที่ ในขณะที่คลองซอย ซึ่งมีมากถึง ๒๐๐ สาย เริ่มตื้นเขิน และค่อยๆ เลิกใช้ไป

เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมากความเจริญ และเทคโนโลยีก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้คนกลับต้องถมคลองเพื่อขยายถนนให้รถราสัญจรได้สะดวก ใช้เครื่องยนต์ เครื่องจักรที่ทันสมัยทดแทนแรงงาน

สำหรับคลองดำเนินสะดวก แม้จะเปลี่ยนวิถีไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงหลายชีวิตที่อยู่ริมน้ำ เคียงคู่ประวัติศาสตร์การก่อสร้างอันน่าทึ่ง ที่ไว้คอยบอกเล่าให้ลูกหลานฟัง อย่างภูมิใจตราบนานเท่านาน

ปัจจุบันคลองแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดราชบุรีคือ “ตลาดน้ำดำเนินสะดวก” นั่นเอง

มรภ.สงขลาสุดปลื้ม รองศาสตราจารย์ คว้ารางวัลบทความวิจัยดีเด่นช่วยเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575260

มรภ.สงขลาสุดปลื้ม รองศาสตราจารย์  คว้ารางวัลบทความวิจัยดีเด่นช่วยเกษตรกร

มรภ.สงขลาสุดปลื้ม รองศาสตราจารย์ คว้ารางวัลบทความวิจัยดีเด่นช่วยเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มรภ.สงขลา สุดปลื้ม “รองศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ แก้วพลอย” อาจารย์คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ทำวิจัยเรื่องการเลือกสถานที่ตั้งตลาดเครือข่ายและจัดเส้นทางการขนส่งยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ช่วยแก้ปัญหาการขนส่งยางพารา ลดต้นทุนการขนส่งของเกษตรกรชาวสวนยางที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง คว้ารางวัลบทความวิจัยดีเด่น สาขา Supply Chain and Logistics Management  

รองศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ แก้วพลอย อาจารย์คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) ได้รับรางวัลบทความวิจัยดีเด่น จากผลงานวิจัยเรื่อง “การเลือกสถานที่ตั้งและจัดเส้นทางการขนส่งโดยวิธีการค้นหาพื้นที่ใกล้เคียงขนาดใหญ่แบบปรับค่าได้” สาขาวิชา Supply Chain and Logistics Management ในการประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ ครั้งที่ 39 ประจำปี 2564 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการเลือกสถานที่ตั้งตลาดเครือข่ายยางพาราและการจัดเส้นทางการขนส่งโดยการประยุกต์ใช้วิธีการค้นหาพื้นที่ใกล้เคียงขนาดใหญ่แบบปรับค่าได้ วัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการขนส่งยางพาราของเกษตรกรชาวสวนยาง และเลือกสถานที่ตั้งตลาดเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

รองศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ กล่าวว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ภาคใต้มีปริมาณการปลูกยางพารามากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากปริมาณความต้องการใช้ยางพาราที่เพิ่มขึ้นประกอบกับการขยายตัวของพื้นที่ปลูกยางพาราภายในประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างรายได้และความมั่นคงเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ให้กับเกษตรกร โดยจัดตั้งตลาดกลางยางพารากระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมยางและกระจายผลผลิตยางพาราไปยังผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในความเป็นจริงตลาดท้องถิ่นมีอิทธิพลต่อตลาดการซื้อขายยางพาราเป็นอย่างมาก เนื่องจากชาวสวนยางนิยมขายยางพาราผ่านพ่อค้าคนกลางหรือตลาดท้องถิ่นที่กระจายอยู่ตามหมู่บ้านหรือตำบลต่างๆ ทำให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องราคาจากพ่อค้าคนกลาง เนื่องจากเกษตรกรบางรายที่มีปริมาณการผลิตยางพาราน้อย ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าขนส่งจำนวนมากในการนำยางพาราไปขายยังตลาดกลางซึ่งต้องขนส่งยางพาราหลายเที่ยว เนื่องจากมีรถบรรทุกขนาดเล็ก

ดังนั้น บทความวิจัยนี้จึงได้แก้ปัญหาการเลือกสถานที่ตั้งตลาดเครือข่ายและการจัดเส้นทางการขนส่งยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างโดยมีผู้ขายทั้งหมด 503 ราย และมีตลาดกลางยางพาราจำนวน 2 แห่ง การแก้ปัญหาแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 การเลือกสถานที่ตั้งของตลาดเครือข่าย โดยวิธีการวิเคราะห์กลุ่มแบบไม่เป็นขั้นตอนขั้นตอนที่ 2 การจัดเส้นทางการขนส่ง โดยวิธีการแบบประหยัด และ ขั้นตอนที่ 3 เป็นการหาค่าที่เหมาะสมด้วยวิธีการค้นหาข้างเคียงขนาดใหญ่แบบปรับค่าได้

ผลการทดสอบพบว่า การเลือกสถานที่ตั้งตลาดเครือข่ายและการจัดเส้นทางการขนส่งยางพาราที่เหมาะสม คือ มีการจัดตั้งตลาดเครือข่ายจำนวน 12 จุด โดยมีขนาดความจุของตลาดเครือข่ายแบบไม่จำกัด จำนวน 2 จุดตลาดเครือข่ายขนาดเล็ก จำนวน 7 จุดและตลาดเครือข่ายขนาดใหญ่ จำนวน 3 จุด โดยมีค่าใช้จ่ายต่ำสุด เท่ากับ 227,231.73/วัน

โรงเรียนบ้านเข็กพิษณุโลก เขต 2 ชนะเลิศแข่งขันสวดมนต์หมู่ทั้งชายหญิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575261

โรงเรียนบ้านเข็กพิษณุโลก เขต 2  ชนะเลิศแข่งขันสวดมนต์หมู่ทั้งชายหญิง

โรงเรียนบ้านเข็กพิษณุโลก เขต 2 ชนะเลิศแข่งขันสวดมนต์หมู่ทั้งชายหญิง

วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2แสดงความยินดี ชื่นชม นายณัฐกิตติ์ ชาวนา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเข็ก คณะครู นักเรียน โรงเรียนบ้านเข็กที่ได้รับรางวัลการแข่งขันสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัยทำนองสรภัญญะ ประเภททีม 5 คน งานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชาประจำปี พ.ศ.2564 ระดับภาคการปกครองคณะสงฆ์ภาค 5 (พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก) ดังนี้

1. ชนะเลิศ ระดับประถมศึกษา ทีมชายล้วน

2. ชนะเลิศ ระดับประถมศึกษา ทีมหญิงล้วน

3. ชนะเลิศระดับมัธยมศึกษา ทีมชายล้วน

4. รองชนะเลิศอันดับ 2 ระดับมัธยมศึกษา ทีมหญิงล้วน พร้อมมอบทุนสนับสนุนในการแข่งขันระดับประเทศต่อไป